Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ฟาร่าคนสวย

ฟาร่าคนสวย

Published by Guset User, 2023-06-18 07:00:33

Description: ฟาร่าคนสวย

Search

Read the Text Version

37 จากความหมายของเจตคตขิ า้ งตน้ สรุปไดว้ ่า เจตคติ หมายถงึ ความรสู้ กึ ภายในจติ ใจ ความคดิ เหน็ ส่วนบุคคล ค่านิยม ความเช่อื ทม่ี ตี ่อสงิ่ ใดสง่ิ หน่ึง ทงั้ ทางบวก ทางลบ สรา้ งและ เปลย่ี นแปลงได้ อนั เน่ืองมาจากการเรยี นรแู้ ละประสบการณ์เป็นตวั กระตุน้ ใหบ้ ุคคลมแี นวโน้มทจ่ี ะ แสดงพฤตกิ รรมต่อสงิ่ ต่าง ๆ ไปในทศิ ทางใดทศิ ทางหน่ึง ซ่งึ อาจเป็นไปในทางสนบั สนุนหรอื ทาง ต่อตา้ นกไ็ ด้ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2546: 149) กล่าวว่า เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ เป็นความรสู้ กึ ของบุคคลต่อวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ เป็นผลจากการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โดยผา่ นกจิ กรรมท่ี หลากหลาย ความรสู้ กึ ดงั กล่าว ไดแ้ ก่ ความพอใจ ความศรทั ธาและซาบซ้งึ เหน็ คุณค่าและ ประโยชน์ ตระหนักในคุณและโทษ ความตงั้ ใจเรยี นและเขา้ ร่วมกจิ กรรมทางวทิ ยาศาสตร์การ เลอื กใชว้ ธิ ที างวทิ ยาศาสตรใ์ นการคดิ และปฏบิ ตั ิ การใชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งมคี ุณภาพโดย ใครค่ รวญ ไตรต่ รองถงึ ผลดแี ละผลเสยี สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย;ี (2538: 29 – 30) ไดท้ าํ การกาํ หนด โครงสรา้ งของพฤตกิ รรมดา้ นเจตคตไิ วด้ งั น้ี 1. พอใจในประสบการณ์การเรยี นรทู้ เ่ี กย่ี วกบั วทิ ยาศาสตร์ 2. ศรทั ธาและซาบซง้ึ ในผลงานทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 3. เหน็ คุณคา่ และประโยชน์ของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. ตระหนกั ในคุณคา่ และโทษของการใชเ้ ทคโนโลยี 5. ตงั้ ใจเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 6. เรยี นหรอื เขา้ รว่ มกจิ กรรมทางวทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งสนุกสนาน 7. เลอื กใชว้ ธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการคดิ และปฏบิ ตั ิ 8. ใชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ยา่ งมคี ณุ ธรรม 9. ใชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยโี ดยใครค่ รวญไตรต่ รองถงึ ผลดแี ละผลเสยี จากกรอบแนวคดิ ดงั กลา่ วไดจ้ ดั เรยี งพฤตกิ รรมดา้ นจติ พสิ ยั ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื 1. พฤตกิ รรมในระดบั ความรสู้ กึ นึกคดิ ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรม 1 – 4 2. พฤตกิ รรมในระดบั การแสดงออก ซง่ึ ประกอบดว้ ย พฤตกิ รรมยอ่ ย 2 สว่ น คอื 2.1 การแสดงออกในระดบั การศกึ ษาเล่าเรยี น ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรม 5 – 7 2.2 การแสดงออกในระดบั การนําไปใช้ ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรม 8 – 9 สรปุ ไดว้ า่ การวดั พฤตกิ รรมดา้ นเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรแ์ บง่ เป็น 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรมในระดบั ความรสู้ กึ นึกคดิ และพฤตกิ รรมในระดบั การแสดงออกในงานวจิ ยั ครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ได้ ศกึ ษาเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรใ์ น 2 ลกั ษณะดงั กล่าว

38 4.2 แนวทางการพฒั นาเจตคติ การพฒั นาเจตคติให้เกิดข้นึ ในตวั ผู้เรยี นเป็นเป้าหมายท่สี ําคญั เพ่อื ให้บรรลุเป้าหมาย ดงั กลา่ วทบวงมหาวทิ ยาลยั ไดเ้ สนอแนวทางในการพฒั นาเจตคตดิ งั น้ี 1. เปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ ึกประสบการณ์เพอ่ื การเรยี นรอู้ ยา่ งเตม็ ทโ่ี ดยเน้นวธิ เี รยี นรจู้ าก การทดลองใหผ้ เู้ รยี นมโี อกาสใชท้ กั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2. มอบหมายให้ทํากิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ฝึกการทํางานเป็นกลุ่มเพ่ือ ทํางานร่วมกบั ผูอ้ ่นื ฝึกความรบั ผดิ ชอบต่องานท่ไี ดร้ บั มอบหมายและขณะท่ผี ูเ้ รยี นทําการทดลอง ผสู้ อนตอ้ งใหค้ วามชว่ ยเหลอื และสงั เกตพฤตกิ รรมผเู้ รยี น 3. การใชค้ ําถามหรอื การสรา้ งสถานการณ์มาเป็นการช่วยกระตุน้ ใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถสรา้ ง เจตคตไิ ดด้ ี 4. ในขณะทท่ี าํ การทดลองควรนําเอาหลกั จติ วทิ ยามาใชใ้ นรปู ต่าง ๆ เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ ึก ประสบการณ์หลาย ๆ ทางไดแ้ ก่ กจิ กรรมทม่ี กี ารเคล่อื นไหว สถานการณ์ทแ่ี ปลกใหม่ การใหค้ วาม เอาใจใสข่ องผสู้ อน เป็นตน้ ในการสอนแต่ละครงั้ ควรมกี ารสอดแทรกเจตคตติ ามความเหมาะสมของ เน้ือหาบทเรียนและวยั ของผู้เรยี น (คณะอนุกรรมการพฒั นาหลกั สูตรและผลิตอุปกรณ์การสอน วทิ ยาศาสตร์ 2525: 57-58) หลกั การสรา้ งเจตคตทิ ด่ี ตี ่อเดก็ ในการจดั การเรยี นการสอนในวชิ าต่าง ๆนัน้ นอกจากจะมจี ุดมุ่งหมายใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามรู้ ความสามารถในวชิ าทเ่ี รยี นแลว้ กย็ งั ตอ้ งปลูกฝงั ใหผ้ เู้ รยี นมเี จตคตทิ ด่ี ตี ่อการเรยี นวชิ าเหล่านัน้ ดว้ ย โดย (คณะอนุกรรมการพฒั นาหลกั สตู รและผลติ อุปกรณ์การสอนวทิ ยาศาสตร์ 2525: 57-58) ไดก้ ลา่ วถงึ การสรา้ งเจตคตทิ ด่ี แี ก่ผเู้ รยี น ดงั น้ี 1. ใหผ้ เู้ รยี นทราบจดุ มงุ่ หมายในเรอ่ื งทเ่ี รยี น 2. ใหผ้ เู้ รยี นเหน็ ประโยชน์ของวชิ านนั้ ๆ อยา่ งแทจ้ รงิ 3. ใหผ้ เู้ รยี นไดม้ โี อกาสหรอื มสี ว่ นรว่ มในการเรยี นการสอน 4. ใหผ้ ูเ้ รยี นได้เรยี นสอดคล้องกบั ความสามารถ ความถนัดเพ่อื ใหเ้ กดิ ผลสําเรจ็ ในการ เรยี นอนั เป็นผลใหม้ เี จตคตทิ ด่ี ตี ่อไป 5. การสอนของผสู้ อนจะตอ้ งมกี ารเตรยี มตวั อยา่ งดี ใชว้ ธิ สี อนทด่ี ี ผเู้ รยี นเขา้ ใจไดง้ า่ ย 6. ผสู้ อนตอ้ งสรา้ งความอบอนุ่ ใจและความเป็นกนั เองใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ผเู้ รยี น 7. ผสู้ อนตอ้ งสรา้ งบุคลกิ ภาพใหเ้ ป็นทเ่ี ล่อื มใสแก่ผเู้ รยี น 8. จดั สภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ของโรงเรยี น หอ้ งเรยี นใหม้ บี รรยากาศทน่ี ่าอยแู่ ละน่าสนใจ 4.3 การวดั ผลการเรียนร้ดู ้านเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ พวงรตั น์ ทวรี ตั น์ (2543: 106 – 108) กลา่ วไวว้ า่ เครอ่ื งมอื วดั ผลการเรยี นรดู้ า้ นเจตคติ ต่อวทิ ยาศาสตรท์ น่ี ิยมใชก้ นั อยโู่ ดยทวั่ ไปมี 3 วธิ ี คอื 1) วธิ ขี องเธอรส์ โตน (Thurstone) 2) วธิ ี

39 ของลเิ คริ ท์ (Likert) และ 3) วธิ ขี องออสกดู (Osgood) ในการวจิ ยั ครงั้ น้ีไดใ้ ชว้ ธิ กี ารของลเิ คริ ท์ เป็นเครอ่ื งมอื วดั มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. ใหค้ วามหมายของเจตคตติ ่อสง่ิ ทจ่ี ะศกึ ษานนั้ อยา่ งแจม่ ชดั 2. สรา้ งขอ้ ความใหค้ รอบคลุมลกั ษณะทส่ี าํ คญั ๆ ใหค้ รบถว้ นทุกแงท่ ุกมุม ลกั ษณะของ ขอ้ ความเป็นทางบวกหรอื นิมาน (positive) และทางลบหรอื นิเสธ (negative) เท่านนั้ ขอ้ ความ กลาง ๆ จะไมน่ ํามาใชใ้ นการสรา้ งการเขยี นขอ้ ความควรมลี กั ษณะดงั น้ี 2.1 เป็นขอ้ ความสนั้ ๆ มคี วามเป็นปรนยั (ชดั เจนมคี วามหมายแน่นอนไมค่ ลุมเครอื ) 2.2 ควรเป็นขอ้ ความทเ่ี ป็นปจั จบุ นั 2.3 ไมค่ วรใชข้ อ้ ความปฏเิ สธซอ้ นปฏเิ สธ 2.4 ไมค่ วรใชข้ อ้ ความทม่ี แี นวโน้มวา่ คนสว่ นใหญ่จะเหน็ ดว้ ยหรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ย 2.5 หลกี เลย่ี งขอ้ ความทเ่ี ป็นขอ้ เทจ็ จรงิ (fact) ของเรอ่ื งนนั้ ๆ เพราะจะเป็นการถาม ขอ้ เทจ็ จรงิ ไมใ่ ชค้ วามคดิ เหน็ 2.6 เน้นขอ้ ความทว่ี ดั ไดเ้ ป็นสว่ นตวั มากกวา่ ขอ้ ความทวั่ ไป เชน่ “ฉนั ไดร้ บั ประโยชน์ จากการเขา้ รว่ มโครงงานวทิ ยาศาสตร”์ ซง่ึ ต่างจากขอ้ ความทวั่ ไปวา่ “กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรม์ ี ประโยชน์” 3. กาํ หนดมาตรวดั คาํ ตอบของขอ้ ความแต่ละขอ้ ความ (ทงั้ เหน็ ดว้ ยและไมเ่ หน็ ดว้ ย) เป็น 5 ระดบั คอื 1) เหน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ (strongly agree) 2) เหน็ ดว้ ย (agree) 3) ไมแ่ น่ใจ (uncertain) 4) ไมเ่ หน็ ดว้ ย (disagree) 5) ไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ (strongly disagree) 4. กาํ หนดคะแนนเป็นคา่ ประจาํ ระดบั ของแต่ละระดบั ความเหน็ ซง่ึ เป็นวธิ ที ส่ี ะดวกมาก ในทางปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี ขอ้ ความเชงิ นิมาน (ทางบวก) ใหร้ ะดบั คะแนนดงั น้ี เหน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ ระดบั คะแนน 5 เหน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 4 ไมแ่ น่ใจ ระดบั คะแนน 3 ไมเ่ หน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 2 ไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ ระดบั คะแนน 1 ขอ้ ความเชงิ นิเสธ (ทางลบ) ใหร้ ะดบั คะแนนดงั น้ี เหน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ ระดบั คะแนน 1 เหน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 2 ไมแ่ น่ใจ ระดบั คะแนน 3 ไมเ่ หน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 4 ไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ ระดบั คะแนน 5 5. นําขอ้ ความและมาตรวดั มาจดั เป็นแบบวดั เจตคตติ ามรปู แบบตาราง 2 มติ ิ

40 6. นําไปทดลองใชเ้ พ่อื ใหผ้ ูต้ อบตอบความรูส้ กึ ทแ่ี ทจ้ รงิ และตรงกบั ความเหน็ ของผตู้ อบ มากทส่ี ดุ (ไมค่ าํ นึงถงึ ความถกู ตอ้ งหรอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ) กลุ่มตวั อยา่ งหรอื แหล่งขอ้ มลู ทท่ี ดลองใชค้ วรมี ลกั ษณะใกลเ้ คยี งกบั กลุ่มตวั อยา่ งหรอื แหล่งขอ้ มลู ทใ่ี ชจ้ รงิ โดยมจี าํ นวนผตู้ อบไมน่ ้อยกว่า 5 เทา่ ของขอ้ ความ 7. นําคําตอบของผูต้ อบแต่ละคนมาใหค้ ะแนน โดยพจิ ารณาอย่างระมดั ระวงั ว่าทศิ ทาง ของขอ้ ความใดเป็นนิมานหรอื นิเสธ เน่ืองจากคะแนนจะสวนทางหกั ลา้ งกนั คะแนนเจตคตขิ องผตู้ อบ แต่ละคนไดจ้ ากการรวมคะแนนของแต่ละขอ้ จนครบทุกขอ้ 8. หาค่าอํานาจจําแนกของขอ้ ความแต่ละขอ้ ความเพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ ความทส่ี ามารถจําแนก ผตู้ อบทม่ี เี จตคตสิ งู ออกจากผทู้ ม่ี เี จตคตติ ่าํ 9. เลอื กขอ้ ความท่มี อี ํานาจจําแนกมาใชเ้ ป็นขอ้ ความวดั เจตคติ โดยมจี ํานวนขอ้ ความ เชงิ นิมานและเชงิ นิเสธพอ ๆ กนั 10. นําแบบทดสอบฉบบั รา่ งไปหาคา่ ความเชอ่ื มนั่ หรอื คา่ ความเทย่ี ง ในการศกึ ษาครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั วดั เจตคตขิ องผเู้ รยี นต่อวทิ ยาศาสตร์ โดยใชว้ ธิ ขี องลเิ คริ ท์ ดว้ ย เหตุผลท่วี ่าแบบของลิเคริ ์ทนัน้ เป็นท่นี ิยมทวั่ ไป สรา้ งง่าย ใช้สะดวก และในการใหน้ ้ําหนกั ขอ คะแนน 5 ระดบั ชว่ ยใหห้ าระดบั ของเจตคตขิ องแหล่งขอ้ มลู ไดส้ ะดวกกว่าวธิ อี ่นื ผตู้ อบสามารถ แสดงความคดิ เหน็ ทงั้ ทางบวก (นิมาน) และทางลบ (นิเสธ) ในลกั ษณะทเ่ี ทยี บเป็นมาตราส่วน ประมาณคา่ ได้ ซง่ึ อาศยั จากกรอบแนวคดิ ของสถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4.4 งานวิจยั ในประเทศท่ีเก่ียวข้องกบั เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ กรรณกิ าร์ ไผทฉนั ท์ (2541: 103) ไดศ้ กึ ษาผลการใชช้ ุดกจิ กรรมสงิ่ แวดลอ้ มตามวธิ กี าร วจิ ยั ในการพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อสง่ิ แวดลอ้ มในกจิ กรรมชุมชน วทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที 3 ผลการศกึ ษาพบว่า ทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรข์ นั้ บูรณาการ และเจตคตติ ่อสง่ิ แวดลอ้ มของนักเรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยชุดกจิ กรรม สงิ่ แวดลอ้ มตามวธิ กี ารวจิ ยั กบั การสอนแบบสบื เสาะหาความรแู้ ตกต่างกนั ปารชิ าติ แก่นสาํ โรง (2541: บทคดั ยอ่ ) ผลของการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง “หญงิ และชาย” โดยใชค้ อมพวิ เตอรช์ ว่ ยการสอน ทม่ี ตี ่อผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น และเจตคตติ ่อการเรยี น การสอนของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ผลการศกึ ษาพบว่าในสว่ นของเจตคตติ ่อการเรยี นการ สอนของนกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชค้ อมพวิ เตอรช์ ว่ ยการสอนกบั การสอนตามคมู่ อื ครแู ตกต่างกนั วริ งรอง โรจนกุล (2530: 97-100) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี น ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 กลุ่มทดลองไดร้ บั การสอนโดยการใชแ้ ผน่ ภาพโปรง่ ใส สว่ นกลุ่มควบคุมไดร้ บั การสอนตามคู่มอื ผู้สอนผลการศกึ ษาพบว่า นักเรยี นท่ไี ด้รบั การสอนโดยใช้แผ่นภาพโปร่งใสกบั นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนตามคมู่ อื ผสู้ อน มเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรท์ แ่ี ตกต่างกนั

41 จนิ ตนา รกุ ขชาติ (2546: 72) ไดพ้ ฒั นาชุดกจิ กรรมการเรยี น เรอ่ื ง ดนิ และธาตุอาหาร หลักของพืช เพ่ือศึกษาเจตคติของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียน ผล การศกึ ษาพบวา่ นกั เรยี นมเี จตคตติ ่อการเรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรยี นทพ่ี ฒั นาขน้ึ อยใู่ นระดบั สงู พลู ทรพั ย์ โพธสิ ์ ุ (2546: บทคดั ยอ่ ) ไดพ้ ฒั นาชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง พชื และ สตั วใ์ นสาระท่ี 1 สง่ิ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ สาํ หรบั นกั เรยี นชว่ งชนั้ ท่ี 2 เพอ่ื ศกึ ษาผลการ เรยี นรูด้ ้านความรู้ และดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคติของนักเรยี นต่อชุด กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ผลการศกึ ษาปรากฏว่านักเรยี นทเ่ี รยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรเ์ ร่อื ง พชื และสตั ว์ ในสาระท่ี 1 สงิ่ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ สาํ หรบั นกั เรยี นชว่ งชนั้ ท่ี 2 มผี ลการ เรยี นรดู้ า้ นความรู้ และเจตคตขิ องนักเรยี นต่อชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรอ์ ยใู่ นระดบั ดี ผลการเรยี นรู้ ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น สกาว แสงอ่อน (2546: 73) ไดพ้ ฒั นาชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง สบั ปะรดทอ้ งถนิ่ ในจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์เพ่ือศึกษา ผลการเรียนรู้ด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตขิ องนักเรยี นต่อชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ในส่วนของเจตคตขิ องนักเรยี น ผลการศกึ ษา พบวา่ นกั เรยี นมเี จตคตติ ่อชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรส์ งู กวา่ ระดบั ดี 4.5 งานวิจยั ต่างประเทศท่ีเก่ียวข้องกบั เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ มคี ส์ (Meeks. 1972: 4296 – A) ไดศ้ กึ ษาการเปรยี บเทยี บวธิ สี อนแบบใชช้ ุดกจิ กรรม กบั วธิ สี อนแบบธรรมดา โดยผรู้ ายงานไดส้ าํ รวจความคดิ เหน็ ของผทู้ อ่ี ยใู่ นกลุ่มทดลองทุกคน โดย ทาํ การ สาํ รวจก่อนและหลงั การทดลอง ผลการวเิ คราะหช์ ใ้ี หเ้ หน็ ว่า ทุกคนมพี ฒั นาการทางเจตคติ ทด่ี ตี ่อการสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมเพม่ิ ขน้ึ เวด (Wade. 1995: 816) ไดศ้ กึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นดา้ นทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตติ ่อวชิ าชวี วทิ ยาของนกั เรยี นระดบั เกรด 9 โดยใชว้ ธิ สี อน 3 วธิ ี ไดแ้ ก่การ สอนแบบปกติ การสอนโดยใชก้ ารทดลองและการสอนโดยใชก้ ารทดลองกบั เคร่อื งคอมพวิ เตอรช์ ว่ ย สอน โดยใชก้ ลุ่มตวั อยา่ ง 116 คน ทดลองสอนเป็นเวลา 9 สปั ดาห์ ผลการวจิ ยั พบว่าในสว่ นของ เจตคติต่อวชิ าชวี วทิ ยา สําหรบั กลุ่มท่ไี ดร้ บั การสอนโดยใชก้ ารทดลองกบั เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ช่วย สอนสงู กวา่ กลุม่ ทไ่ี ดร้ บั การสอนแบบปกติ และการสอนโดยใชก้ ารทดลอง เฮอรร์ อน (Heron. 1997: 1602-At) ไดศ้ กึ ษาการสอนตามทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ ซิ มึ กบั การ สรา้ งเจตคตทิ างบวกต่อวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นในระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย การเกบ็ ขอ้ มลู แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการใชว้ ธิ กี ารตามแนวทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ ซิ มึ กบั การเปลย่ี นแปลง เจตคติรูปแบบการทดลองครงั้ น้ีมีการสอบก่อนและหลังการสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนใน ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายท่เี รยี นวชิ าชวี วทิ ยา เคมี หรอื วทิ ยาศาสตร์สงิ่ แวดล้อมจํานวน 2 โรงเรยี น นักเรยี นจาํ นวน 28 หอ้ งรวม 249 คน ครู 10 คน ซง่ึ แบ่งเป็นครกู ลุ่มทดลองจํานวน 6 คน ครกู ลุ่มควบคุม 4 คนซง่ึ แต่ละคนถูกสงั เกตสงั เกตดว้ ยแบบสาํ รวจเพ่อื วดั ความถ่ขี องพฤตกิ รรมการ

42 สอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ซิ มึ ค่าเฉล่ยี ท่แี สดงไดจ้ ากกลุ่มควบคุมเท่ากบั 12.89 ส่วนกลุ่ม ทดลองเทา่ กบั 20.67 ซง่ึ แสดงว่าพฤตกิ รรมการสอนของครทู แ่ี ตกต่างกนั และจากสมมตฐิ านทว่ี า่ เจต คติต่อวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นท่เี สนอตามแนวทฤษฎีคอนสตรคั ติวซิ ึมกบั การสอนตามปกติไม่ เปลย่ี นแปลงจงึ ปฏเิ สธสมมตฐิ านหลกั กลุ่มควบคุมโดยสว่ นใหญ่ไดเ้ กรดวชิ าวทิ ยาศาสตรค์ รงั้ ทผ่ี า่ น มาสงู กวา่ กลุม่ ทดลองแต่หลงั จากทผ่ี า่ นไป 4 เดอื น กลุ่มควบคุมมเี จตคตทิ างลบต่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (-1.18) ในกลุ่มทดลองมเี จตคตติ ่อวชิ าวทิ ยาศาสตรใ์ นทางบวก (+1.34) เม่อื วเิ คราะหเ์ จตคตติ ่อวชิ า วทิ ยาศาสตรแ์ ยกตามเพศนนั้ ตอนแรกพบวา่ เพศชายและเพศหญงิ ในกลุ่มทดลองแตกต่างกนั อยา่ งมี นัยสําคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 แต่หลงั จากการทดลองแลว้ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องเพศชายและ เพศหญงิ ไม่แตกต่างกนั เม่อื พจิ ารณาเฉพาะเพศหญงิ ในกลุ่มควบคุมจะมเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรใ์ น ทางบวก (ค่าเฉล่ีย 43.40) สูงกส่าเพศหญิงในกลุ่มทดลอง (ค่าเฉล่ีย39.26) อย่างมีนัยสําคญั ถงึ แมว้ ่าภายหลงั การทดลองพบว่าเพศหญงิ ในทงั้ 2 กลุ่มจะมเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรไ์ มแ่ ตกต่างกนั แต่ค่าเฉลย่ี เจตคตขิ องเพศหญงิ ในกลุ่มทดลองเพม่ิ ขน้ึ 2.04 แต่คะแนนเจตคตขิ องเพศหญงิ ในกลุ่ม ควบคุมลดลง 1.75 แซงเตอร์ และซวู แ์ มน (Sangster; & Shulman. 1998: 71) ไดท้ าํ การวจิ ยั เกย่ี วกบั การใช้ แผนการสอน 4MAT กบั แผนการสอนตามแนวการสอนของกรมวชิ าการ ผลการวจิ ยั ซง่ึ ไดจ้ ากการ ตอบแบบสอบถามและการสมั ภาษณ์ พบว่าระบบการสอนแบบ 4MAT ไดร้ บั การยอมรบั อยา่ งดจี าก นกั เรยี นดว้ ยเหตุผลดงั กล่าวทาํ ใหน้ ักเรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยการใชแ้ ผนการสอนแบบ 4MAT มี คะแนนเจตคตติ ่อการเรยี นหลงั เรยี นสงู กวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยการใชแ้ ผนการสอนตามแนว การสอนของกรมวชิ าการ สมธิ (Smith. 1997: Abstract) ไดศ้ กึ ษาผลของวธิ สี อนทม่ี ตี ่อเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรแ์ ละ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นการสอนของนกั เรยี นในระดบั เขต 7 ผลการศกึ ษาพบวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การ สอนแบบบรรยายและใหล้ งมอื ปฏบิ ตั ิ มเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรส์ ูงกว่าวธิ กี ารสอนแบบบรรยายหรอื ใหล้ งมอื ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองเพยี งแบบใดแบบหน่ึง จากงานวจิ ยั ดงั กล่าวขา้ งต้น สรุปไดว้ ่า เจตคตเิ ป็นความรูส้ กึ ของบุคคลท่มี ตี ่อสงิ่ ใดสงิ่ หน่ึงสามารถสรา้ งและเปลย่ี นแปลงได้ โดยการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูท้ ช่ี ่วยสรา้ งความรูส้ กึ ทด่ี ขี อง นกั เรยี นทม่ี ตี ่อการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ทําใหผ้ เู้ รยี นเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามสุข และจะทําใหผ้ ลการเรยี นรู้ สงู ขน้ึ ดว้ ย

บทที่ 3 วิธีดาํ เนินการวิจยั ในการวจิ ยั ครงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ไดด้ าํ เนินการตามขนั้ ตอน ดงั น้ี 1. การกาํ หนดประชากรและการเลอื กกลุ่มตวั อยา่ ง 2. การสรา้ งเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 4. การจดั กระทาํ และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู การกาํ หนดประชากรและการเลือกกล่มุ ตวั อย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจยั ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รยี นในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบล ทะเล ชบุ ศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา จาํ นวน 5 หอ้ งเรยี น แบง่ เป็นดงั น้ี หอ้ งเรยี นท่ี 1 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 2 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 3 จาํ นวนผเู้ รยี น 49 คน หอ้ งเรยี นท่ี 4 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 5 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน รวมผเู้ รยี นทงั้ หมด 249 คน กล่มุ ตวั อย่างที่ใช้ในการวิจยั กลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รยี นในภาคเรยี น ท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบล ทะเลชบุ ศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา จาํ นวน 1 หอ้ งเรยี น ซง่ึ ไดร้ บั การเลอื กอยา่ งเจาะจง (Purposive sampling) คอื หอ้ งเรยี นท่ี 1 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน แบบแผนการวิจยั การวจิ ยั ในครงั้ น้ีเป็นการวจิ ยั เชงิ ทดลอง โดยใชก้ ลุ่มตวั อย่างกลุ่มเดยี ว (One Group Pretest -Posttest Design) (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2538: 60 - 61) ดงั น้ี

44 ตาราง 1 แบบแผนการวจิ ยั กลุม่ ตวั อยา่ ง สอบกอ่ น ทดลอง สอบหลงั E T1 X T2 สญั ลกั ษณ์ทใ่ี ชใ้ นแบบแผนการทดลอง E แทน กลุม่ ตวั อยา่ งทเ่ี รยี นโดยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ T1 แทน การสอบกอ่ นการทดลอง (Pretest) X แทน การสอนโดยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ T2 แทน การสอบหลงั การทดลอง (Posttest) การสรา้ งเครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั ผวู้ จิ ยั ดาํ เนินการสรา้ งเครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั 1. ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 3. แบบประเมนิ วดั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ขนั้ ตอนการสรา้ งชดุ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ ในการสรา้ งชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ผวู้ จิ ยั ดาํ เนินการสรา้ งตามขนั้ ตอนดงั น้ี 1. ศกึ ษาหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช่วงชัน้ ท่ี 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี1 – 3 คู่มือการใช้หลักสูตร คู่มือครู และหนังสือแบบเรียน วทิ ยาศาสตรข์ องกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 1.1 สรา้ งชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษา ปีท่ี 2 2. คมู่ อื การใชช้ ดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ มขี นั้ ตอนในการสรา้ ง ดงั น้ี 2.1 ศกึ ษาหลกั สตู ร คมู่ อื ครู ในดา้ นมาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวงั สาระการเรยี นรู้ กระบวนการเรยี นรู้ เพอ่ื นําไปสรา้ งคมู่ อื ครปู ระกอบการสอนชุดกจิ กรรม 2.2 กาํ หนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรแู้ ต่ละชดุ กจิ กรรม 2.3 จดั ทาํ คมู่ อื ครปู ระกอบการสอนชุดกจิ กรรม โดยแต่ละหน่วยของชุดกจิ กรรมประกอบ ดว้ ยรายละเอยี ดดงั น้ี • ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ • คาํ ชแ้ี จง

45 • กจิ กรรม • จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม • คาํ ชแ้ี จงของกจิ กรรม • เวลาทใ่ี ช้ • สอ่ื การเรยี นการสอน • วธิ ที าํ กจิ กรรม • แบบบนั ทกึ ผลกจิ กรรม • แบบฝึกหดั ทา้ ยกจิ กรรม • แบบทดสอบกอ่ น - หลงั หน่วยการเรยี นรู้ • เฉลยแบบทดสอบก่อน - หลงั หน่วยการเรยี นรู้ 3. นําคู่มอื การใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรไ์ ปใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญจํานวน 3 ท่าน ตรวจสอบ ความถกู ตอ้ งและเหมาะสม แลว้ นํามาปรบั ปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะ 4. นําคมู่ อื การใชช้ ดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรท์ ป่ี รบั ปรงุ แลว้ ไปทดลองกบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ทไ่ี มใ่ ชก่ ลุ่มตวั อยา่ ง เพอ่ื พจิ ารณาถงึ ความเหมาะสม ของกจิ กรรมการเรยี นรู้ ภาษาทใ่ี ช้ เวลาทใ่ี ช้ และสอ่ื การเรยี นการสอน แลว้ นําขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าปรบั ปรงุ แกไ้ ขก่อนนําไปทดลองใชจ้ รงิ 5. วธิ กี ารหาคณุ ภาพของชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 5.1 ตรวจสอบชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ โดยผเู้ ชย่ี วชาญในวชิ าวทิ ยาศาสตรจ์ าํ นวน 3 ท่าน พจิ ารณาความชดั เจนและความเหมาะสมถูกตอ้ งของภาษาทใ่ี ชภ้ ายในชุดกจิ กรรม โดย พจิ ารณาค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง IC (Index of Congruency) ระหว่างจุดประสงคก์ ารเรยี นรกู้ บั ลกั ษณะพฤตกิ รรมทต่ี อ้ งการจะวดั และความถูกตอ้ งของภาษาทใ่ี ชภ้ ายในชุดกจิ กรรม แลว้ เลอื กใช้ สว่ นทม่ี คี า่ ดชั นีความสอดคลอ้ งระหวา่ ง 0.50 - 1.00 แต่ถา้ สว่ นใดมคี ่าดชั นีความสอดคลอ้ งต่ํากวา่ 0.50 กน็ ํามาแกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ชย่ี วชาญ (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2538: 117) 5.2 นําชุดกิจกรรมท่ีได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบลทะเล ชุบศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา ทไ่ี มใ่ ชก่ ลุ่ม ตัวอย่าง เพ่ือหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 (เสาวนีย์ สกิ ขาบณั ฑติ . 2528: 294 – 296) ผวู้ จิ ยั ไดด้ าํ เนินการตามขนั้ ตอนดงั น้ี 5.2.1 ทดลองกบั นกั เรยี นจาํ นวน 3 - 5 คน ซง่ึ มรี ะดบั ความสามารถ เก่ง ปาน กลาง ออ่ น เพอ่ื นําขอ้ บกพรอ่ งต่าง ๆ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ข

46 5.2.2 ทดลองใชก้ บั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ทไ่ี มใ่ ชก่ ลมุ่ ตวั อยา่ ง จาํ นวน 3 กลุ่ม กลุม่ ละ 3 คน ซง่ึ มรี ะดบั ความสามารถ เก่ง ปานกลาง ออ่ น เพอ่ื นําขอ้ บกพรอ่ งต่าง ๆ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ข 5.3 นําชุดกจิ กรรมทไ่ี ดป้ รบั ปรุงแลว้ ตามขอ้ 5.2.1 และ 5.2.2 นําไปทดลองใชก้ บั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 จาํ นวน 30 คน เพอ่ื หาประสทิ ธภิ าพของชดุ กจิ กรรม การยอมรับประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม พิจารณาจากคะแนนท่ีได้จากการทํา แบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรยี นของนกั เรยี นจากขอ้ 5.3 โดยใชเ้ กณฑม์ าตรฐาน 80/80 80 ตวั แรก หมายถงึ ค่าประสทิ ธิภาพของชุดกิจกรรมย่อยแต่ละชุด คดิ เป็นรอ้ ยละ ของคะแนนเฉลย่ี จากการทาํ แบบฝึกหดั ทา้ ยกจิ กรรมแต่ละชุด ไดค้ ะแนนไมต่ ่ํากวา่ 80 % 80 ตวั หลงั หมายถงึ คา่ ประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรม คดิ เป็นรอ้ ยละของคะแนนเฉลย่ี จากการทาํ แบบทดสอบหลงั ใชช้ ดุ กจิ กรรม ไดค้ ะแนนไมต่ ่าํ กวา่ 80 % หลงั จากนําผลการตรวจใหค้ ะแนนในแต่ละหน่วยการเรยี นรขู้ องชุดกจิ กรรม จาํ นวน 2 หน่วยการเรียนรู้ ไปคํานวณหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมโดยใช้สูตร E1/E2 ซ่ึงได้ค่า ประสทิ ธภิ าพของแต่ละหน่วยการเรยี นรขู้ องชดุ กจิ กรรมตามลาํ ดบั ดงั น้ี 80.33,81.66 /80.88 5.4 นําชุดกจิ กรรมทไ่ี ดป้ ระสทิ ธภิ าพไปทดลองใชก้ บั ผเู้ รยี นกลุม่ ตวั อยา่ ง ขนั้ ตอนการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ มีขนั้ ตอนการ ดาํ เนินการดงั น้ี 1. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วกบั แนวการวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นรกู้ ลุ่มสาระ การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรข์ องสถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2. วเิ คราะหเ์ น้ือหาและผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวงั ของชุดกจิ กรรมมาสรา้ งแบบทดสอบวดั ผล ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ ความรูช้ นิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก โดย แบ่งพฤติกรรมท่ีต้องการวดั เป็น 4 ด้าน คอื 1) ด้านความรู้ – ความจาํ 2) ด้านความเขา้ ใจ 3) ดา้ นการนําไปใช้ และ 4) ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กําหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ดงั น้ี ตรวจใหค้ ะแนนจากกระดาษคาํ ตอบ โดยขอ้ ทถ่ี ูกใหค้ ะแนนเป็น 1 คะแนน ขอ้ ทต่ี อบผดิ ไมไ่ ด้ ตอบ หรอื ตอบเกนิ 1 ขอ้ ให้ 0 คะแนน 3. สรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรช์ นิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก โดยใชต้ ารางวเิ คราะหข์ อ้ สอบ จาํ นวน 60 ขอ้

47 ตวั อยา่ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อวยั วะทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การยอ่ ยอาหารมที งั้ หมดกส่ี ว่ น (ความร-ู้ ความจาํ ) ก. 3 สว่ น ข. 4 สว่ น ค. 5 สว่ น ง. 6 สว่ น 2. ขอ้ ใดจดั เป็นเอนไซมท์ ผ่ี ลติ ทก่ี ระเพาะอาหารทงั้ หมด (ความเขา้ ใจ) ก. อะไมเลส ทรปิ ซนิ ไลเปส ข. คารบ์ อกซเี ปปดเิ ดส อะไมเลส เปปซนิ ค. เปปซนิ ไลเปส เรนนิน ง. เรนนิน อะไมเลส เปปซนิ 3. การยอ่ ยอาหารตอนใดทจ่ี าํ เป็นตอ้ งใชเ้ อนไซมเ์ ขา้ รว่ ม (การนําไปใช)้ ก. การบดเคย้ี วอาหารดว้ ยฟนั ข. การยอ่ ยวติ ามนิ และแรธ่ าตุ ค. การบบี ตวั ของทางเดนิ อาหาร ง. การยอ่ ยอาหารใหซ้ มึ ผา่ นเยอ่ื ผนงั ลาํ ไส้ 4. การเรยี งลาํ ดบั ขนาดของอวยั วะยอ่ ยอาหารจากใหญ่ไปหาเลก็ ขอ้ ใดถกู ตอ้ ง (ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร)์ ก. กระเพาะอาหาร ลาํ ไสใ้ หญ่ ลาํ ไสเ้ ลก็ ข. ปาก ตบั กระเพาะอาหาร ค. ลาํ ไสใ้ หญ่ ปาก ตบั ออ่ น ง. หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาํ ไสใ้ หญ่ 4. วธิ กี ารหาคุณภาพของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 4.1 นําแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรท์ ไ่ี ดส้ รา้ งขน้ึ เสนอตอ่ ผเู้ ชย่ี วชาญจาํ นวน 3 ทา่ นทเ่ี ป็นผเู้ ชย่ี วชาญชุดเดยี วกบั ผเู้ ชย่ี วชาญทต่ี รวจประเมนิ คณุ ภาพของชุด กจิ กรรม เพอ่ื ตรวจสอบลกั ษณะการใชค้ าํ ความถกู ตอ้ งทางดา้ นภาษาของแบบสงั เกตทกั ษะการ ปฏบิ ตั กิ ารทดลอง เพอ่ื หาคา่ ความเทย่ี งตรง โดยพจิ ารณาจากดชั นีความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ สอบกบั ลกั ษณะพฤตกิ รรม (IC) ทม่ี คี า่ ตงั้ แต่ 0.50 ขน้ึ ไป (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2543: 117) แลว้ นําขอ้ เสนอแนะมา ปรบั ปรงุ แกไ้ ข 4.2 นําแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ท่ีปรบั ปรุงแก้ไขตาม คาํ แนะนําของผเู้ ชย่ี วชาญมคี า่ IC 0.67-1.00 แลว้ ไปทดลองใชก้ บั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ี เคยเรยี นเรอ่ื งน้ีมาแลว้ จาํ นวน 100 คน เพอ่ื หาคา่ คณุ ภาพของแบบทดสอบ

48 4.3 นํากระดาษคําตอบท่ีผู้เรียนตอบแล้วมาตรวจให้คะแนน โดยข้อท่ีตอบถูกให้ 1 คะแนน ขอ้ ทต่ี อบผดิ หรอื ตอบเกนิ 1 คําตอบหรอื ไม่ตอบให้ 0 คะแนน เม่อื รวมคะแนนเรยี บรอ้ ย แล้วนําผลการทดสอบมาวเิ คราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอํานาจจําแนก (r) โดยใช้สูตร (พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู . 2545: 141) คดั เลอื กขอ้ สอบทม่ี คี ่าอาํ นาจจําแนกตงั้ แต่ 0.20 ขน้ึ ไป และค่าความ ยากงา่ ย มคี ่าอย่รู ะหว่าง 0.20–0.80 คดั เลอื กไวจ้ าํ นวน 30 ขอ้ ซง่ึ ไดค้ ่าความยากงา่ ยอยรู่ ะหว่าง 0.58-0.78 4.4 นําแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรท์ ่คี ดั เลอื กไว้ 30 ขอ้ ไป ทดสอบกับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปี ที่ 3 จํานวน 100 คน เพ่ือหาค่าความเช่ือมัน่ แบบคเู ดอร์ – รชิ ารด์ สนั โดยใชส้ ตู ร K – R 20 (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2543: 123) ไดค้ ่าความเช่อื มนั่ ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรเ์ ทา่ กบั .91 4.5 นําแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรท์ ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพไปทดลอง ใช้กบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์ มหาราช ตาํ บลทะเลชุบศร อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ลพบุรี ท่เี ป็นกลุ่มตวั อย่าง ขนั้ ตอนการสรา้ งแบบประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ การวดั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรค์ รงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ใชแ้ บบประเมนิ ทป่ี ระกอบดว้ ยประโยคบอกเล่า เกย่ี วกบั ความคดิ ความรสู้ กึ ทม่ี ตี ่อวทิ ยาศาสตรห์ ลงั จากไดร้ บั การสอนดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ โดยมขี นั้ ตอนในการดาํ เนินการดงั น้ี 1. ศกึ ษาเอกสาร และงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การสรา้ งแบบประเมนิ วดั เจตคตติ ามวธิ ขี อง ลเิ คริ ท์ และการวดั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 2. ศกึ ษาและวเิ คราะหห์ าพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกถงึ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรเ์ พ่อื ใชใ้ นการ กาํ หนดแนวทางในการสรา้ งแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 3. สรา้ งแบบประเมนิ วดั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั คอื 5, 4, 3, 2, และ 1 ซง่ึ หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ เหน็ ดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไมเ่ หน็ ดว้ ย ไมเ่ หน็ ดว้ ย อยา่ งยงิ่ ตามลาํ ดบั จาํ นวน 30 ขอ้ ทไ่ี ดร้ บั การสอนดว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 4. นําแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรใ์ หผ้ เู้ ชย่ี วชาญ 3 ทา่ น ตรวจสอบความเทย่ี งตรง ของเน้ือหา โดยใชด้ ชั นีความสอดคลอ้ งระหว่างขอ้ สอบกบั ลกั ษณะพฤตกิ รรม (IC) ทม่ี คี ่าดชั นีความ สอดคลอ้ ง ตงั้ แต่ 0.50 ขน้ึ ไป (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2543: 117) จาํ นวน 30 ขอ้ มคี า่ IC 0.67-1.00 5. วธิ กี ารหาคณุ ภาพของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 5.1 นําแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรท์ ่ไี ดร้ บั การตรวจสอบจากผเู้ ชย่ี วชาญและ ปรบั ปรุงแล้วไปทดสอบกบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพ สตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบลทะเลชุบศร อําเภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สํานักงาน คณะกรรมการการอุดมศกึ ษา ทไ่ี มใ่ ชก่ ลุ่มตวั อยา่ ง จาํ นวน 100 คน

49 5.2 นํากระดาษคาํ ตอบมาตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑโ์ ดยกาํ หนดน้ําหนกั ของตวั เลอื ก ในชอ่ งต่าง ๆ เป็น 5,4,3,2 และ 1 ดงั น้ี ขอ้ ความเชงิ นิมาน (ทางบวก) ใหร้ ะดบั คะแนนดงั น้ี เหน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ ระดบั คะแนน 5 เหน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 4 ไมแ่ น่ใจ ระดบั คะแนน 3 ไมเ่ หน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 2 ไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ ระดบั คะแนน 1 ขอ้ ความเชงิ นิเสธ (ทางลบ) ใหร้ ะดบั คะแนนดงั น้ี เหน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ ระดบั คะแนน 1 เหน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 2 ไมแ่ น่ใจ ระดบั คะแนน 3 ไมเ่ หน็ ดว้ ย ระดบั คะแนน 4 ไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ ระดบั คะแนน 5 5.3 นําผลการตอบคําถามมาวเิ คราะหห์ าค่าอํานาจจําแนกเป็นรายขอ้ โดยใชว้ ธิ กี าร ของการแจกแจงที (t-distribution) ท่ีมคี ่ามากกว่า 1.75 ข้ึนไป และมคี ่านัยสาํ คญั ทางสถิติท่ี ระดบั ต่ํากวา่ .05 แลว้ คดั เลอื กไวจ้ าํ นวน 30 ขอ้ ไดข้ อ้ คาํ ถามมคี า่ อาํ นาจจาํ แนก(t) 1.76 – 4.56 5.4 นําแบบประเมนิ เจตคติต่อวทิ ยาศาสตรท์ ่ไี ดไ้ ปทดสอบกบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบลทะเลชุบศร อําเภอเมอื ง ลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา ทไ่ี ม่ใช่กลุ่มตวั อย่าง จํานวน 100 คนเพ่ือหาค่าความเช่ือมนั่ โดยวิธีการหาสมั ประสิทธิแ์ อลฟาของครอนบคั (Cronbach) (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2543: 125) ได้ค่าความเช่ือมัน่ ของแบบประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เท่ากับ .77 5.5 นําแบบประเมนิ เจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์ท่มี คี ุณภาพปรบั ปรุงแก้ไขแล้ว ไปใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ ง

50 ตาราง 2 ตวั อยา่ งแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ระดบั ความคิดเหน็ ข้อที่ ข้อความ เห็น ้ดวย อ ่ยาง ่ิยง เห็น ้ดวย ไม่แ ่นใจ ไม่เห็น ้ดวย ไม่เห็น ้ดวย อ ่ยาง ่ิยง 0. วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นวชิ าทย่ี าก ……... ……... ……... ……... ……... 00. วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นวชิ าทม่ี ปี ระโยชน์ ……... ……... ……... ……... ……... การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผวู้ จิ ยั ไดด้ าํ เนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ตามลาํ ดบั ดงั น้ี 1. ตดิ ต่อประสานงานกบั ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นเพอ่ื ขอความรว่ มมอื ในการศกึ ษา 2. เลอื กนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ซง่ึ ไดร้ บั การเลอื กอยา่ งเจาะจง (Purposive sampling) จาํ นวน 1 หอ้ งเรยี น จากจาํ นวน 5 หอ้ งเรยี น 3. ชแ้ี จงกระบวนการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื ทจ่ี ะใหผ้ เู้ รยี นปฏบิ ตั ิ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง 4. ทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) กบั นกั เรยี นกลุ่มตวั อยา่ งดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ ์ ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 5. ดาํ เนินการสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ กบั นกั เรยี นกลุม่ ตวั อยา่ ง โดยผวู้ จิ ยั เป็นผสู้ อนเอง ใชเ้ วลา 12 ชวั่ โมง 6. เมอ่ื สน้ิ สดุ การสอนทาํ การทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) กบั นกั เรยี นกลุ่มเดมิ ดว้ ย แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ เอกสารทงั้ สองฉบบั เป็นชดุ เดยี วกบั ทใ่ี ชท้ ดสอบก่อนเรยี น 7. นําคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละแบบ ประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ มาวเิ คราะหโ์ ดยวธิ ที างสถติ ิ เพอ่ื ตรวจสอบสมมตฐิ าน การจดั กระทาํ และการวิเคราะหข์ ้อมลู ผวู้ จิ ยั ดาํ เนินการจดั กระทาํ และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั น้ี 1. เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี น ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้ t – test Dependent Sample or Correlated Sample (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2543: 165-167)

51 สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 1. สถติ พิ น้ื ฐาน 1.1 คา่ เฉลย่ี เลขคณติ (mean) โดยคาํ นวณจากสตู ร (ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ. 2538: 73) X = ∑x N เมอ่ื X แทน คา่ เฉลย่ี ของคะแนน ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด N แทน จาํ นวนนกั เรยี นทงั้ หมด 1.2 การหาค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน โดยคํานวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ. 2538: 79) S.D. = ΝN∑ΣX2X -(2Ν(Σ− −X(∑)12 ) X )2 Ν N( N-1 ) เมอ่ื S.D. แทน คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด ΣX2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตวั ยกกาํ ลงั สอง N แทน จาํ นวนนกั เรยี นกลุม่ ตวั อยา่ ง 2. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื 2.1 การหาค่าดชั นีความเท่ยี งตรงของแบบทดสอบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น และ แบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ โดยใชค้ ่าดชั นีความสอดคลอ้ งระหว่าง คาํ ถามกบั พฤตกิ รรมทต่ี อ้ งการจะวดั (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2538: 117) IC = ΣR N

52 เมอ่ื IC แทน ดชั นีความสอดคลอ้ งระหวา่ งคาํ ถามกบั ลกั ษณะพฤตกิ รรม ΣR แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เหน็ N แทน จาํ นวนผเู้ ชย่ี วชาญทงั้ หมด 2.2 การหาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรม โดยใชส้ ตู ร E1/E2 (เสาวนีย์ สกิ ขาบณั ฑติ . 2528: 294 – 296) ดงั น้ี ∑X Ε1 = N × 100 A เมอ่ื Ε1 แทน ประสทิ ธภิ าพของการเรยี นการสอน โดยใชช้ ุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตรเ์ รอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ คดิ เป็นรอ้ ยละของคะแนนเฉลย่ี ทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบฝึกหดั ระหวา่ ง เรยี น ΣΧ แทน คะแนนรวมจากการทาํ แบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี น Ν แทน จาํ นวนนกั เรยี นทงั้ หมด Α แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี น ∑F Ε2 = Ν × 100 Β เมอ่ื Ε แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธจ์ ากการเรยี นการสอนโดยใช้ 2 ชดุ กจิ กรรม คดิ เป็นรอ้ ยละของคะแนนเฉลย่ี ทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น ΣF แทน คะแนนรวมจากการทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น N แทน จาํ นวนนกั เรยี นทงั้ หมด B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรยี น 2.3 การคาํ นวณหาคา่ ความยากงา่ ย ( p ) และคา่ อาํ นาจจาํ แนก ( r ) ของแบบทดสอบ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น โดยคาํ นวณหาคา่ จากสตู ร ดงั น้ี 1) หาค่าระดับความยากง่าย (difficulty level) โดยใช้สูตร (พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู . 2545: 141) P = PH + PL 2n

53 2) หาคา่ อาํ นาจจาํ แนก (discrimination) PH − PL r = n เมอ่ื P แทน คา่ ดชั นีความยากงา่ ย r แทน คา่ อาํ นาจจาํ แนก PH แทน จาํ นวนนกั เรยี นทต่ี อบถูกในกลุม่ สงู PL แทน จาํ นวนนกั เรยี นทต่ี อบถกู ในกลุม่ ต่าํ n แทน จาํ นวนนกั เรยี นในกลุ่มสงู หรอื กลุม่ ต่าํ 2.4 การหาค่าอาํ นาจจาํ แนก(t) ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้ เทคนิค 25% ของกลุ่มสูงต่ําแล้วใช้วิธีการหาค่า t – distribution (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. 2536: 185–186) t = ΧΗ − ΧL SH2 + SL2 nH nL เมอ่ื t แทน คา่ ทใ่ี ชพ้ จิ ารณาของการแจกแจงแบบที XH แทน คะแนนเฉลย่ี ของกลมุ่ สงู XL แทน คะแนนเฉลย่ี ของกลมุ่ ต่ํา S2H แทน คะแนนความแปรปรวนของกลุม่ สงู S2L แทน คะแนนความแปรปรวนของกลุม่ ต่าํ nH แทน จาํ นวนนกั เรยี นกลุม่ สงู (เทา่ กบั กลุ่มต่าํ ) nL แทน จาํ นวนนกั เรยี นกลุม่ ต่าํ (เทา่ กบั กลุ่มสงู ) 2.5 การหาค่าความเช่อื มนั่ ของแบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น โดยคาํ นวณ จากสตู ร K – R 20 ของคเู ดอร์ รชิ ารด์ สนั (Kuder Richardson) (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2538: 123) rtt = n 1 - Σpq n-1 St2 เมอ่ื rtt แทน คา่ ความเช่อื มนั่ ของแบบทดสอบ n แทน จาํ นวนขอ้ ของแบบทดสอบทงั้ ฉบบั

54 p แทน สดั สว่ นของผทู้ ต่ี อบถูกในแต่ละขอ้ (จาํ นวนคนทต่ี อบถกู ) จาํ นวนคนทงั้ หมด q แทน สดั สว่ นของผทู้ ต่ี อบผดิ ในแต่ละขอ้ ( 1 - p ) St2 แทน คะแนนความแปรปรวนของแบบทดสอบทงั้ ฉบบั 2.6 การคาํ นวณหาคา่ ความเชอ่ื มนั่ ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ คาํ นวณ จากสูตร การหาค่าสัมประสิทธิแ์ อลฟา (α - coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. 2538: 125 – 126) α= ∑nn ⎨⎪⎧⎪⎩1 − Si2 ⎪⎫ − ⎭⎬⎪ 1 S 2 t เมอ่ื α แทน คา่ สมั ประสทิ ธคิ ์ วามเช่อื มนั่ n แทน จาํ นวนขอ้ คาํ ถามทงั้ ฉบบั S2i แทน คะแนนความแปรปรวนแต่ละขอ้ S2t แทน คะแนนความแปรปรวนทงั้ ฉบบั 3. สถติ ทิ ใ่ี ชท้ ดสอบสมมตฐิ าน 3.1 การทดสอบสมมตฐิ านขอ้ ท1่ี และ 2 “ผเู้ รยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 มผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ น เรยี น และมเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น”โดยใชค้ า่ ทางสถติ ิ t - test for Dependent Sample (พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู . 2545: 141) t=D S D เมอ่ื t แทน คา่ ทใ่ี ชพ้ จิ ารณา t- test for Dependent Sample D แทน คา่ เฉลย่ี ของคะแนนผลต่างทเ่ี ขา้ คกู่ นั S แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนผลต่างทเ่ี ขา้ คกู่ นั D

บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู สญั ลกั ษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผวู้ จิ ยั ใชส้ ญั ลกั ษณ์ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั น้ี n แทน จาํ นวนกลุ่มตวั อยา่ ง x แทน คา่ เฉลย่ี ของคะแนน S.D. แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) S แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนผลต่างทเ่ี ขา้ คกู่ นั D t แทน คา่ พจิ ารณาในการแจกแจงแบบทใี น (t – distribution) * แทน ความแตกต่างอยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 A แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี น ΣΧ แทน คะแนนรวมจากการทาํ แบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี น Ε1 แทน ประสทิ ธภิ าพของการเรยี นการสอน คดิ เป็นรอ้ ยละคะแนนเฉลย่ี ทไ่ี ดจ้ าก การทาํ แบบฝึกหดั ระหวา่ ง ΣF แทน คะแนนรวมจากการทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรยี น Ε แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธจ์ ากการเรยี นการสอน คดิ เป็นรอ้ ยละของคะแนน 2 เฉลย่ี ทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ผวู้ จิ ยั ไดน้ ําเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู และแปรความหมายขอ้ มลู เป็นดงั น้ี 1. เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรก์ ่อนเรยี นและหลงั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การ สอนดว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ โดยใชส้ ถติ ิ t - test for Dependent Sample 2. เปรยี บเทยี บเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรก์ ่อนเรยี นและหลงั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนดว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ โดยใชส้ ถติ ิ t - test for Dependent Sample

56 1. การหาคา่ ประสทิ ธภิ าพของชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ทพ่ี ฒั นาขน้ึ โดยใชส้ ตู ร E1/E2 ดงั แสดงไวใ้ นตาราง 3 ตาราง 3 ประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ประสทิ ธภิ าพ N A ΣΧ E1 B ΣF E2 ของชดุ กจิ กรรม หน่วยท่ี 1 30 10 241 80.33 30 728 80.88 (ระบบยอ่ ยอาหาร) หน่วยท่ี 2 30 10 245 81.66 (ระบบโลหติ ) จากตาราง 3 พบวา่ ชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ แต่ละหน่วย กจิ กรรมไดค้ า่ ประสทิ ธภิ าพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80

57 2. การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุด กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ แล้วนําผลต่างของคะแนนก่อนเรยี นกบั หลงั เรยี นมา วเิ คราะหท์ างสถติ ิ โดยใชก้ ารพจิ ารณา คา่ t จาก t– test for Dependent Sample ตามลําดบั ดงั แสดงไวใ้ นตาราง 4 ตาราง 4 ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษยร์ ะหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น ผลสมั ฤทธิ ์ n xD S t D ทางการเรยี น ทดสอบก่อนเรยี น 50 18.40 3.04 0.30 10.01* ทดสอบหลงั เรยี น 50 21.44 * มนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ตาราง 4 พบวา่ นกั เรยี นกลุม่ ตวั อยา่ งทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ มผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นสงู ขน้ึ อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทร่ี ะดบั .05 เป็นไปตาม สมมตฐิ าน ขอ้ ท่ี 1

58 3. การศกึ ษาเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ แลว้ นําผลต่างของคะแนนก่อนเรยี นกบั หลงั เรยี นมา วเิ คราะหท์ างสถติ ิ โดยใชก้ ารพจิ ารณา คา่ t จาก t– test for Dependent Sample ตามลําดบั ดงั แสดงไวใ้ นตาราง 5 ตาราง 5 เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรร์ ะหวา่ งก่อนเรยี นและหลงั เรยี น เจตคตติ ่อ n xD S t วทิ ยาศาสตร์ D กอ่ นทดลอง 50 106.04 หลงั ทดลอง 13.66 1.10 12.35* 50 119.70 * มนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ตาราง 5 พบวา่ พบวา่ นกั เรยี นกลุม่ ตวั อยา่ งทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ มเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรส์ งู ขน้ึ อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทร่ี ะดบั .05 เป็นไปตามสมมตฐิ าน ขอ้ ท่ี 2

บทที่ 5 สรปุ ผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวจิ ยั ครงั้ น้ีเป็นการศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ซง่ึ สรปุ สาระสาํ คญั ไวด้ งั น้ี ความม่งุ หมายของการวิจยั 1. เพอ่ื ศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 2. เพ่อื ศกึ ษาเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การจดั การ เรยี นรดู้ ว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ สมมตุ ิฐานการวิจยั 1. นกั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรช์ นั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 มผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น 2. นกั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรช์ นั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 มเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ หลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น วิธีดาํ เนินการวิจยั ประชากรท่ีใช้ในการวิจยั ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นนกั เรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รยี นในภาค เรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตาํ บล ทะเลชบุ ศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา จาํ นวน 5 หอ้ งเรยี น แบ่งเป็นดงั น้ี หอ้ งเรยี นท่ี 1 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 2 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 3 จาํ นวนผเู้ รยี น 49 คน หอ้ งเรยี นท่ี 4 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 5 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน รวมผเู้ รยี นทงั้ หมด 249 คน

60 กล่มุ ตวั อย่างที่ใช้ในการวิจยั กลุม่ ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รยี นในภาคเรยี น ท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบล ทะเลชบุ ศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา จาํ นวน 1 หอ้ งเรยี น ซง่ึ ไดร้ บั การเลอื กอยา่ งเจาะจง (Purposive sampling) คอื หอ้ งเรยี นท่ี 1 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวิจยั เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ในครงั้ น้ี ประกอบดว้ ย 1. ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ทพ่ี ฒั นาขน้ึ มคี า่ ประสทิ ธภิ าพ E1/E2 เทา่ กบั 80.33 , 81.66 / 80.88 ซง่ึ ผา่ นเกณฑป์ ระสทิ ธภิ าพทก่ี าํ หนดไว้ 2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นแบบปรนยั เลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก มคี า่ อาํ นาจจาํ แนกตงั้ แต่ .23 - .79 คา่ ความยากงา่ ยตงั้ แต่ .20 - .25 และคา่ ความเชอ่ื มนั่ เทา่ กบั .91 จาํ นวน 30 ขอ้ 3. แบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ ผวู้ จิ ยั สรา้ งโดยศกึ ษาวธิ สี รา้ ง แบบสอบถามความคดิ เหน็ ตามวธิ ขี องลเิ คริ ท์ มคี า่ นยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ต่าํ กวา่ .05 มคี า่ อาํ นาจ จาํ แนก (t) 1.78 – 4.56 และมคี า่ ความเชอ่ื มนั่ เทา่ กบั .77 จาํ นวน 30 ขอ้ ขนั้ ตอนการวิจยั 1. พฒั นาชุดกจิ กรรม เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. ศกึ ษาผลการทดลองสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรม เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ทพ่ี ฒั นาขน้ึ ดงั น้ี 2.1 ใหผ้ เู้ รยี นทาํ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และ แบบประเมนิ วดั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ กอ่ นสอนแลว้ ตรวจใหค้ ะแนน (Pretest) 2.2 ดาํ เนินการสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม เร่อื ง รา่ งกายมนุษยป์ ระกอบการสอน 2.3 เมอ่ื สน้ิ สดุ การสอนใหผ้ เู้ รยี นทาํ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น วทิ ยาศาสตรแ์ ละแบบประเมนิ วดั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรแ์ ลว้ ตรวจใหค้ ะแนน (Posttest) 3. นําคะแนนทไ่ี ดม้ าวเิ คราะห์ โดยใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ิ เพอ่ื ตรวจสอบสมมตฐิ าน

61 การวิเคราะหข์ ้อมลู ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผวู้ จิ ยั ไดด้ าํ เนินการดงั น้ี 1. นําชุดกจิ กรรมเรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ทพ่ี ฒั นาขน้ึ ทดลองใชก้ บั นกั เรยี นทไ่ี มใ่ ชก่ ลุ่ม ตวั อยา่ ง แลว้ นําคะแนนการทาํ แบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี นและผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรม์ า หาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรม โดยใชส้ ตู ร E1/E2 2. นําคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และ คะแนนจากการประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรร์ ะหวา่ งกอ่ นเรยี น และหลงั เรยี นมาวเิ คราะหผ์ ล โดยใชก้ ารพจิ ารณาคา่ t จาก คา่ t – test for Dependent Sample สรปุ ผลการวิจยั 1. หลงั จากนําชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพเป็นไปตาม เกณฑ์ 80/80 ไปทดลองใชก้ บั นกั เรยี นกลุม่ ตวั อยา่ งพบวา่ 1.1 ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นหลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ ง มนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 1.2 เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นหลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทาง สถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 อภิปรายผลการวิจยั การวจิ ยั ครงั้ น้มี คี วามมงุ่ หมาย เพอ่ื ศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตร์ ระหวา่ งก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การสอนดว้ ยชุด กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ จากการศกึ ษาคน้ ควา้ สามารถอภปิ รายผลไดด้ งั น้ี 1. ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ จากการวจิ ยั พบว่า หลงั เรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ ผเู้ รยี นมผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นสูงกว่าก่อนเรยี น ซ่งึ เป็นไปตามสมมตฐิ านท่กี ําหนดไว้ ในขอ้ ท่ี 1 เหตุทเ่ี ป็นเชน่ น้ีอาจเน่ืองมาจาก ชุดกจิ กรรมทผ่ี วู้ จิ ยั พฒั นาขน้ึ ไดผ้ า่ นการตรวจสอบจากผเู้ ชย่ี วชาญทงั้ ในส่วนของเน้ือหา การใชภ้ าษา สถานการณ์และกจิ กรรม ทใ่ี หผ้ ูเ้ รยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ิ ทจ่ี ดั ไวใ้ นชุด กิจกรรม มีการเน้นให้ผู้เรยี นได้ฝึกใช้กระบวนการคิด การสืบค้นขอ้ มูลด้วยตนเอง จนมคี วามรู้ ความสามารถ ซ่ึงสอดคล้องกบั แนวคิดของทบวงมหาวทิ ยาลยั (2525: 1-5) ที่กล่าวไว้ว่า ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิทยาศาสตร์เป็นผลการเรยี นรู้ด้านเน้ือหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์และ กระบวนการแสวงหาความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของอาคม ขุ่นดว้ ง (2539: 89-90) ไดศ้ กึ ษาพบวา่ หลงั จากนกั เรยี นไดใ้ ชช้ ดุ การสอนมผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละความคงทนในการเรยี นรใู้ นกลุม่ สรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ชวี ติ เรอ่ื งพชื และ สตั วส์ งู กวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรแู้ บบปกติ และงานวจิ ยั ของเสาวภา สมววิ ฒั นกุล

62 (2541: บทคดั ย่อ) ยงั ศึกษาพบว่า หลงั จากนักเรยี นใช้ชุดการเรยี นการสอนพฒั นาทกั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ นกั เรยี นมที กั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรส์ งู ขน้ึ นอกจากน้ีการใช้ ภาษาในการส่อื สารระหว่างผเู้ รยี นและผสู้ อนมคี วามชดั เจนเขา้ ใจไดต้ รงกนั จนประสบความสาํ เรจ็ ตามความสามารถของตนเองและบรรลุตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ซง่ึ ตรงกบั แนวคดิ ของสมบูรณ์ ชติ พงษ์ และคนอ่นื ๆ (2540: 6 - 7) ซง่ึ กล่าวไวว้ ่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น เป็นความสามารถทางสมอง ดา้ นการคดิ (Thinking) ทแ่ี สดงออกเป็น 6 พฤตกิ รรมไดแ้ ก่ ความรู้ ความจํา ความเขา้ ใจ การ นําไปใช้ การวเิ คราะห์ และการสงั เคราะห์ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของววิ าส (Vivas. 1985: 603) ได้ศึกษาพบว่านักเรยี นท่เี รยี นโดยใช้ชุดการสอนเก่ียวกบั การรบั รู้ทางความคิด และเจตคติต่อ วทิ ยาศาสตรส์ งู กว่านกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนตามปกติ ในสว่ นการเรยี นการสอนทเ่ี น้นใหผ้ เู้ รยี นไดใ้ ช้ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทําให้ผู้เรียนได้พัฒนาพฤติกรรมด้านความรู้ ความสามารถพน้ื ฐานทางวทิ ยาศาสตร์ ผเู้ รยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ ไดแ้ สดงความคดิ เหน็ รว่ มกนั จน เกดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจ สามารถนํามวลประสบการณ์ต่าง ๆ ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ในชวี ติ ประจําวนั ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของวนิดา อยู่ยนื (2539: บทคดั ย่อ) ไดศ้ กึ ษาพบว่าหลงั จากนักเรยี นท่ไี ดร้ บั การสอน โดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรม์ ผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่า การสอนตามคู่มือครูและงานวิจัยของ บรรณรกั ษ์ แพงถนิ่ (2539: 68) ยงั ศกึ ษาพบว่า นักเรยี นท่เี รยี นโดยใช้ชุดการสอนมผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น และความคงทนในการเรยี นสูงกว่า นกั เรยี นทเ่ี รยี นตามแบบปกตแิ ละยงั สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของรตั นะ บวั รา (2540: 102) พบว่า หลงั จากนักเรยี นท่ีได้รบั การสอนโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง มผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชา วทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตรส์ งู ขน้ึ และยงั สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ ประพฤติ ศีลพพิ ฒั น์ (2540: 68) ได้ศึกษาพบว่า หลงั จากนักเรียนได้ใช้ชุดกิจกรรม วทิ ยาศาสตรแ์ ล้วมคี วามสามารถด้านความคดิ ทางวทิ ยาศาสตรส์ ูงกว่านักเรยี นทเ่ี รยี นโดยครูเป็น ผสู้ อน และงานวจิ ยั ของจริ าภรณ์ เป็งวงศ์ (2547: ออนไลน์) ยงั ศกึ ษาพบว่า หลงั จากนกั เรยี นท่ี ไดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ มผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นและความสามารถใน การแกป้ ญั หาวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นสงู ขน้ึ สาํ หรบั ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง รา่ งกายมนุษย์ ท่ีพัฒนาข้ึนทําให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ครบทุกองค์ประกอบ สอดคลอ้ งตามแนวคดิ ของทชิ เชอร์ และคณะ (สวุ ฒั ก์ นิยมคา้ . 2531: 408; อา้ งองิ จาก Tisher; et al. 1972: 110 – 111) โดยเรยี นรจู้ าก 1) ประสบการณ์โดยตรงจากการทน่ี กั เรยี นไดท้ าํ การทดลองใน ทกุ หน่วยการเรยี นและศกึ ษาจากของจรงิ ไดแ้ ก่ การศกึ ษาจากหุน่ จาํ ลองอวยั วะต่างๆ ของระบบใน ร่างกาย และการชมวีดิทศั น์ เร่ือง ระบบย่อยอาหาร และ 2) ประสบการณ์ทดแทนคําพูดและ สญั ลกั ษณ์ คอื การทน่ี ักเรยี นไดศ้ กึ ษาความรจู้ ากใบความรู้ ทําใหน้ ักเรยี นไดเ้ รยี นรูป้ ระสบการณ์ จากรปู ธรรม และนามธรรม สง่ ผลใหน้ กั เรยี นมผี ลการเรยี นรทู้ างดา้ นวทิ ยาศาสตรด์ ขี น้ึ

63 จากเหตุผลทก่ี ล่าวมา จงึ เป็นการสนบั สนุนผลการวจิ ยั ซง่ึ พบวา่ หลงั จากนกั เรยี น ไดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษยแ์ ลว้ นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นหลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น 2. เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ จากการวจิ ยั พบว่า หลงั เรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ ผเู้ รยี นมเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น ซง่ึ เป็นไปตามสมมตฐิ านทก่ี ําหนดไว้ ในขอ้ ท่ี 2 เหตุทเ่ี ป็นเชน่ น้ีอาจเน่ืองมาจาก ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ มกี ารจดั การเรยี นการสอนทม่ี กี จิ กรรมหลากหลาย มสี ่อื การเรยี นการสอนทเ่ี รา้ ความสนใจ ใชต้ วั เองและบุคคลอ่นื เป็นส่อื กจิ กรรมการทดลองเป็นเรอ่ื งใกล้ ตวั ทค่ี วรรู้ และสามารถนําความรทู้ ไ่ี ดไ้ ปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั ทาํ ใหน้ กั เรยี นอยากจะทาํ การทดสอบ และทดลองตามกจิ กรรมทจ่ี ดั นกั เรยี นจงึ มคี วามสนใจและกระตอื รอื รน้ ในการเรยี นเป็นอยา่ งดี และ มีความรู้สึกท่ีดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ดงั คํากล่าวของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (2546: 149) ทว่ี า่ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นความรสู้ กึ ของบุคคลต่อวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ เป็น ผลจากการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ โดยผ่านกจิ กรรมท่หี ลากหลาย ความรูส้ กึ ดงั กล่าว ไดแ้ ก่ ความพอใจ ความศรทั ธาและซาบซง้ึ เหน็ คุณค่าและประโยชน์ ตระหนักในคุณและโทษ ความตงั้ ใจเรยี นและเขา้ ร่วม กจิ กรรมทางวทิ ยาศาสตร์ การเลอื กใชว้ ธิ ที างวทิ ยาศาสตรใ์ นการคดิ และปฏบิ ตั ิ การใชค้ วามรทู้ าง วทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งมคี ุณภาพโดยใคร่ครวญ ไตรต่ รองถงึ ผลดแี ละผลเสยี ส่งผลใหน้ กั เรยี นมเี จตคติ ทด่ี ตี ่อวทิ ยาศาสตรซ์ ง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ สกาว แสงอ่อน (2546: 74) ทศ่ี กึ ษาเจตคตขิ อง นักเรยี นต่อชุดกจิ กรรม ผลการวจิ ยั พบว่า นักเรยี นมเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรส์ ูง และงานวจิ ยั ของ จนิ ตนา รุกขชาติ (2546: 72) ทีศ่ กึ ษาเจตคตขิ องนักเรยี นท่เี รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมการเรยี น สําหรบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ผลการวจิ ยั พบว่า นักเรยี นมเี จตคตติ ่อการเรยี นโดยใชช้ ุด กจิ กรรมการเรยี นอยู่ในระดบั สูง นอกจากน้ีการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูใ้ นชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง รา่ งกายมนุษย์ ไดเ้ ปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นไดท้ าํ กจิ กรรมทงั้ ในและนอกหอ้ งเรยี น มกี ารปฏบิ ตั ิ กิจกรรมร่วมกบั เพ่อื นเป็นกิจกรรมกลุ่มเพ่อื ช่วยกนั หาคําตอบและแก้ปญั หาอย่างมหี ลกั การทาง วทิ ยาศาสตร์ และกจิ กรรมเป็นรายบุคคล นักเรยี นจงึ ไม่เกดิ ความเบ่อื หน่าย และมคี วามสุขขณะ เรยี น ขณะเดยี วกนั กเ็ หน็ ประโยชน์ของการเรยี นรเู้ พ่อื นําไปใชป้ ฏบิ ตั ติ นและแนะนําผอู้ ่นื ไดอ้ กี ดว้ ย ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ มคี ส์ (Meeks. 1972: 4296 – A) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บวธิ สี อนแบบ ใชช้ ุดกจิ กรรมกบั แบบธรรมดา ผลการวจิ ยั พบว่า ความคดิ เหน็ ของผูเ้ รยี นในกลุ่มทดลองทุกคน หลงั ทดลองมพี ฒั นาการทางเจตคตทิ ด่ี ตี ่อการสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมเพม่ิ ขน้ึ จากก่อนทดลอง จากเหตุผลทก่ี ล่าวมาขา้ งตน้ จงึ ทาํ ใหน้ กั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ มเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น

64 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะทวั่ ไป 1.1 กอ่ นนําชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ไปใชใ้ นการเรยี นการสอน ครผู สู้ อนควรศกึ ษารายละเอยี ดทุกขนั้ ตอนและทดลองทํากจิ กรรมของชุดกจิ กรรมทุกหน่วยก่อนทุก ครงั้ เพ่อื ทําความเขา้ ใจและเตรยี มความพรอ้ มทงั้ ดา้ นกจิ กรรมการเรยี นและส่อื วสั ดุอุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ น กจิ กรรม 1.2 ขณะนักเรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมผูส้ อนควรดูแลอย่างใกล้ชดิ และคอยแนะนําให้ นกั เรยี นระมดั ระวงั อนั ตรายในการทาํ กจิ กรรม เชน่ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 กจิ กรรมท่ี 2 วดั อตั รา การเต้นของหวั ใจถ้านักเรยี นออกกําลงั กายแลว้ เหน่ือยมาก ควรใหน้ ักเรยี นหยุดทํากจิ กรรมทนั ที และกจิ กรรมทต่ี อ้ งใชอ้ ปุ กรณ์ทเ่ี ป็นอนั ตรายควรเน้นใหน้ กั เรยี นระมดั ระวงั อนั ตราย 1.3 ผสู้ อนควรแนะนําและกระตุน้ ใหน้ กั เรยี นนําหลกั การทไ่ี ดเ้ รยี นรจู้ ากการทาํ กจิ กรรมไปศกึ ษาคน้ ควา้ ทดลองเพมิ่ เตมิ และนําไปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั 1.4 ผู้สอนสามารถนํากิจกรรมไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร สถานศกึ ษาในกลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรไ์ ด้ โดยปรบั ใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั ชว่ งชนั้ ของผเู้ รยี น และสภาพของสถานศกึ ษา 1.5 เวลาทใ่ี ชใ้ นการทํากจิ กรรม ผสู้ อนอาจยดื หยุ่นไดต้ ามความเหมาะสมตามระดบั ความสามารถของนักเรยี นและระยะเวลาของกจิ กรรม แต่ไม่ควรมากเกนิ ไปอาจจะทําใหน้ ักเรยี น เกดิ ความเบ่อื หน่ายได้ 1.6 จากการสงั เกตพฤตกิ รรมของผเู้ รยี นระหวา่ งใชช้ ุดกจิ กรรม เรอ่ื ง ร่างกายมนุษย์ พบวา่ ผเู้ รยี นมคี วามตงั้ ใจและกระตอื รอื รน้ ในการทาํ งาน และตอ้ งการสรา้ งงานใหม้ คี ุณภาพมากทส่ี ุด ดงั นัน้ ผสู้ อนควรมกี ารเสรมิ แรงทางบวกเพ่อื เป็นกําลงั ใจแก่ผูเ้ รยี น ทําใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ความพงึ พอใจ และทาํ งานอยา่ งมคี วามสขุ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของจนั ทรเ์ พญ็ เชอ้ื พานิช (2525: 320-328) ได้ กล่าวไวว้ ่า การเสรมิ แรง เป็นเทคนิคการสอนทใ่ี ชห้ ลกั การเรยี นรทู้ ฤษฎกี ารวางเง่อื นไขเป็นการให้ สงิ่ เรา้ กบั ผเู้ รยี นเพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นแสดงพฤตกิ รรมใดพฤตกิ รรมหน่ึงออกมา

65 2. ข้อเสนอแนะในการทาํ วิจยั ครงั้ ต่อไป 2.1 ควรพฒั นาชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรใ์ นสาระการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ในระดบั ชว่ งชนั้ อน่ื ๆ โดยปรบั เน้ือหาและกจิ กรรมใหม้ คี วามยากงา่ ยและเหมาะสมกบั ชว่ งชนั้ ของ นกั เรยี นหรอื พฒั นาชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรใ์ นสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรอ์ ่นื ๆ 2.2 ควรศกึ ษาผลการเรยี นรจู้ ากการเรยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรก์ บั ตวั แปรอน่ื ๆ เชน่ ทกั ษะปฏบิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตรพ์ ฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม่ และ ความคดิ สรา้ งสรรคท์ าง วทิ ยาศาสตร์ 2.3 ควรศกึ ษาผลการเรยี นรดู้ า้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรอ์ ่นื ๆ ในขนั้ บรู ณาการ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นขนั้ สงู ขน้ึ ไป 2.4 ควรมกี ารศกึ ษาผลการเรยี นรดู้ า้ นความรู้ จากการทาํ แผนทค่ี วามคดิ เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นพฒั นาทกั ษะในการคดิ และการจดั ระเบยี บทางความคดิ สง่ เสรมิ อสิ ระในทางความคดิ ของนกั เรยี น 2.5 ควรสง่ เสรมิ ใหก้ ลุม่ สาระการเรยี นรู้ ทงั้ 8กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ สงั คมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม ภาษาต่างประเทศ สขุ ศกึ ษา และพลศกึ ษา ศลิ ปะ การงานอาชพี และเทคโนโลยี รวมทงั้ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรเ์ องไดพ้ ฒั นาชุดกจิ กรรมขน้ึ เพอ่ื ใชเ้ ป็นสอ่ื ประกอบการเรยี น เพอ่ื สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรู้ ความสามารถเพม่ิ มากขน้ึ และนํา ความรทู้ ไ่ี ดร้ บั ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ในชวี ติ ประจาํ วนั ตลอดจนถงึ อนาคต

บรรณานุกรม

67 บรรณานุกรม กรมวชิ าการ. (2542). การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั เกยี่ วกบั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรร์ ะดบั ประถม ศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: การศาสนา. . (2544). แนวทางการจดั ทาํ หลกั สตู รของสถานศกึ ษาตามหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ . (2546). แนวทางการประเมนิ ผลดว้ ยทางเลอื กใหม.่ กรงุ เทพฯ: สาํ นกั งานการทดสอบ การศกึ ษา. กรรณกิ าร์ ไผทฉนั ท.์ (2541). ผลการใชช้ ุดกจิ กรรมสงิ่ แวดลอ้ มตามวธิ กี ารวจิ ยั ในการพฒั นาทกั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตติ ่อสงิ่ แวดลอ้ ม ในกจิ กรรมชมุ นุมวทิ ยาศาสตร.์ ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. กาญจนา เกยี รตปิ ระวตั .ิ (2524). วธิ สี อนทวั่ ไปและทกั ษะการสอน. กรงุ เทพฯ: คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. กญั ญา ทองมนั่ . (2534). การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละทกั ษะกระบวน การทางวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่2 ทไี่ ดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหา ความรทู้ ที่ าํ การทดแบบไมก่ าํ หนดแนวทางและกาํ หนดแนวทาง. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. คณะอนุกรรมการพฒั นาหลกั สตู รและผลติ อปุ กรณ์การสอนวทิ ยาศาสตร.์ (2525). ชุดการเรยี นการ สอนสาํ หรบั ครวู ทิ ยาศาสตร์ เล่ม 1. กรงุ เทพฯ: ทบวงมหาวทิ ยาลยั . จนิ ตนา รกุ ขชาต.ิ (2546). การพฒั นาชดุ กจิ กรรมการเรยี น เรอื่ ง ดนิ และธาตุอาหารหลกั ของพชื สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. จริ พรรณ์ ทะเขยี ว. (2543). การเปรยี บเทยี บทกั ษะภาคปฏบิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละผลสมั ฤทธทิ์ าง การเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรส์ าํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1 ทสี่ อนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม อปุ กรณ์วทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. จริ าภรณ์ เป็งวงศ.์ (2547). ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการแกป้ ญั หาวชิ าวทิ ยา ศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1 ทไี่ ดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ โดยเสรมิ กจิ กรรมการแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค.์ ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.

68 จนั ทรเ์ พญ็ เชอ้ื พานิช. (2525). หน่วยท่ี 2 สมรรถภาพของครวู ทิ ยาศาสตร์ และ หน่วยท่ี 7 เทคนิคการสอนวทิ ยาศาสตร.์ เอกสารการสอนชดุ วชิ าการการสอนวทิ ยาศาสตร.์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. กรงุ เทพฯ: ยไู นเตด็ โปรดกั ชนั่ . ชลสตี ์ จนั ทาส.ี (2543). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละ ความสามารถในการตดั สนิ ใจอยา่ งสรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ทไี่ ดร้ บั การ สอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการตดั สนิ ใจทางวทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. เชาวนีย์ อะยะวงศ.์ (2526). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธขิ์ องการฝึกทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยบทเรยี นสาํ เรจ็ รปู และดว้ ยครฝู ึก ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่4 . ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ทบวงมหาวทิ ยาลยั . (2525). การพฒั นาหลกั สตู รวทิ ยาศาสตรร์ ะดบั มธั ยมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: คณะอนุกรรมการพฒั นาการสอนและผลติ วสั ดอุ ปุ กรณ์การสอนวทิ ยาศาสตร.์ (เลม่ 2) ทบวง ฯ. ทศิ นา แขมมณ.ี (2534).คมู่ อื ครรู ปู แบบการฝึกทกั ษะการทาํ งานกลุม่ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถม ศกึ ษาปีที่5. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ธานินทร์ ปญั ญาวฒั นากลุ . (2546). แนวทางการพฒั นาชุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตรจ์ ากแหง่ เรยี นรู้ ใน โครงการสมั มนาปฏบิ ตั กิ าร จดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ บบบรู ณาการ. มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. นารรี ตั น์ ฟกั สมบรู ณ์. (2541). การใชช้ ดุ สง่ เสรมิ ศกั ยภาพทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการพฒั นาความ สามารถในการคดิ แกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละบุคลกิ ภาพทางวทิ ยาศาสตรข์ อง นกั เรยี น ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. นุศรา เอย่ี มนวรตั น์. (2542). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและเจตคตติ ่อสงิ่ แวดลอ้ ม ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1 โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมสงิ่ แวดลอ้ มแบบยงั่ ยนื กบั การสอนโดย ครเู ป็นผสู้ อน. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. เน้ือทอง นาย.่ี (2544). ผลการใชช้ ดุ กจิ กรรมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนโดย ครเู ป็นผสู้ อน. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. บุญเกอ้ื ควรหาเวช. (2545). นวตั กรรมการศกึ ษา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4. นนทบุร:ี หา้ งหนุ้ สว่ นจาํ กดั SR.Printing.

69 บุญชม ศรสี ะอาด. (2528). พฒั นาหลกั สตู รและการสอน. มหาสารคาม: ภาควชิ าพน้ื ฐาน การศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มหาสารคาม. . (2541). การพฒั นาการสอน. กรงุ เทพฯ: สรุ วิ ยิ าสาสน์ . บุญยง่ิ วรรณศริ กิ ุล. (2540). การศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถ ในการตดั สนิ ใจของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ทไี่ ดร้ บั การสอนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ การแกป้ ญั หาดว้ ยวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนตามปกต.ิ ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาศาสตรศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. บรรณรกั ษ์ แพงถน่ิ . (2539). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวน การทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละความคงทนในการเรยี นรู้ ในกลุม่ วชิ าสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ชวี ติ เรอื่ ง พชื และสตั วข์ องนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่6 ทเี่ รยี นโดยใชช้ ุดการสอนกบั การสอนแบบปกต.ิ วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (การประถมศกึ ษา). ขอนแกน่ : บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ถ่ายเอกสาร. ประพฤติ ศลี พพิ ฒั น์. (2540). การศกึ ษาผลาของการใชช้ ุดกจิ กรรมสรา้ งสอื่ ประดษิ ฐ์ ในคา่ ย วทิ ยาศาสตรท์ มี่ ตี ่อความสามารถในการสรา้ งสงิ่ ประดษิ ฐแ์ ละความคดิ สรา้ งสรรคท์ าง วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ประวติ ร ชศู ลิ ป์. (2524). หลกั การประเมนิ ผลวชิ าวทิ ยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: หน่วยศกึ ษานิเทศก์ กรมการฝึกหดั คร.ู . (2534). หลกั การประเมนิ วชิ าวทิ ยาศาสตร์ : แผนใหม.่ กรมการฝึกหดั คร.ู ประเวศ วะส.ี (2543). ปฐมกถา. ใน ปฏริ ปู การเรยี นรู้ ผเู้ รยี นสาํ คญั ทสี่ ดุ . คณะอนุกรรมการ ปฏริ ปู การเรยี นร.ู้ กรงุ เทพฯ: ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว. ปารชิ าติ แกน่ สาํ โรง. (2541). ผลของการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง หญงิ และชาย โดยใช้ คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนกบั การสอนตามคมู่ อื ครทู มี่ ผี ลตอ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและเจตคติ ต่อการเรยี นการสอน ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่2. ปรญิ ญานพิ นธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. พงษช์ ยั ศรพี นั ธ.ุ์ (2545, พฤศจกิ ายน – ธนั วาคม). วทิ ยาศาสตรป์ ระถมศกึ ษา. การศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลย.ี 31(121): 8 – 9. พวงรตั น์ ทวรี ตั น์. (2529). การสรา้ งและพฒั นาแบบทดสอบผลสมั ฤทธ.ิ์ กรงุ เทพฯ: สาํ นกั ทดสอบทางการศกึ ษาและจติ วทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. . (2543). วธิ วี จิ ยั ทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร.์ พมิ พค์ รงั้ ท่ี 8. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั ทดสอบทางการศกึ ษาและจติ วทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.

70 พลู ทรพั ย์ โพธสิ ์ .ุ (2546). การพฒั นาชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง พชื และสตั ว.์ ในสาระที่1 สงิ่ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ สาํ หรบั นกั เรยี นชว่ งชนั้ ที่2. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู . (2544). ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางสงั คมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ศนู ยห์ นงั สอื ราชภฏั พระนคร. พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต.์ (2545). พฤตกิ รรมการสอนวทิ ยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั พฒั นาคุณภาพ วชิ าการ (พว.). เพชรรตั ดา เทพพทิ กั ษ.์ (2545). การพฒั นาชดุ กจิ กรรม เรอื่ ง เทคโนโลยที เี่ หมาะสม เพอื่ การคดิ ทาํ โครงการวทิ ยาศาสตร์ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั . มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. มณรี ตั น์ เกตุไสว. (2540). การศกึ ษาผลการจดั กจิ กรรมทางการเรยี นทมี่ ตี ่อผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น วชิ าฟิสกิ สด์ า้ นมโนมตทิ างวิ ทยาศาสตรแ์ ละทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ นั้ บรู ณา การของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่4. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. มนมนสั สดุ สน้ิ . (2543). การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละความคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ของ นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่2 ทไี่ ดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหาความรปู้ ระกอบกบั การใช้ ผงั มโนมต.ิ ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. รตั นะ บวั รา. (2540). การศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการ แกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1 ทไี่ ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดการ เรยี นดว้ ยตนเองกบั การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ. (2536). เทคนิคการวจิ ยั ทางการศกึ ษา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 3. กรงุ เทพ ฯ: ศนู ยส์ ง่ เสรมิ วชิ าการ. . (2538). เทคนิคการวจิ ยั ทางการศกึ ษา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5. กรงุ เทพฯ: สวุ ริ ยิ าศาสตร.์ ภพ เลาหไพบลู ย.์ (2542). แนวการสอนวทิ ยาศาสตร.์ พมิ พค์ รงั้ ที่3. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช. วนิดา อยยู่ นื . (2539). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถใน การประดษิ ฐข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่2 ทไี่ ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยกี บั การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม.(การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. วาสนา ชาวหา. (2533). เทคโนโลยที างการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: อกั ษรสยามการพมิ พ.์ วชิ ยั วงศใ์ หญ่. (2525). พฒั นาหลกั สตู รและการสอนแนวใหม.่ กรงุ เทพฯ: รงุ่ เรอื งการพมิ พ.์

71 วภิ าภรณ์ เตโชชยั วฒุ .ิ (2533). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและทกั ษะของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 เรยี นดว้ ยชดุ การเรยี นดว้ ยตนเองแบบสบื เสาะหาความรกู้ บั การเรยี น ตามปกต.ิ ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. วริ งรอง โรจนกุล. (2530). การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นและเจตคตติ ่อการสอนวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่2 โดยการสอนทใี่ ชแ้ ผน่ ภาพโปรง่ ใสประกอบและการสอนตาม คมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. วโิ รจน์ ตนั ตราภรณ์. (2545, พฤศจกิ ายน – ธนั วาคม). วทิ ยาศาสตรร์ ากฐาน. การศกึ ษา วทิ ยาศาสตรค์ ณติ ศาสตร์ และเทคโนโลย.ี 30(121): 3. วรี ะ ไทยพานิช. (2534). 57 วธิ สี อน. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าเทคโนโลยที างการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ ศกั ดิ ์ สนุ ทรเสณ.ี (2531). เจตคต.ิ กรงุ เทพฯ: รงุ่ วฒั นา. ศรไี พบลู ย์ เพชรกลู . (2528). การวจิ ยั ตรวจสอบประสทิ ธภิ าพชดุ การเรยี น เรอื่ ง การแปรรปู ผลผลติ และการถนอมผลผลติ . กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าทกั ษะอาชพี หน่วยศกึ ษานิเทศก์ กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น. ศจี อนนั ตโสภาจติ ร.์ (2540). การศกึ ษาผลการสอนดว้ ยการจดั กจิ กรรมมมุ วทิ ยาศาสตรท์ มี่ ตี ่อผล สมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการจดั ระบบสารสนเทศของ นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่2. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ศริ พิ ร ทพิ ยส์ งิ ห.์ (2545). การพฒั นาชดุ การเรยี นการสอนเรอื่ ง “ชวี ติ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม” โดยใช้ ประโยชน์จากแหล่งประสบการณ์การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ บรเิ วณชุมชนประดษิ ฐาราม กรงุ เทพมหานคร. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ศริ ภิ รณ์ แมน่ มนั่ . (2543). การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรท์ กั ษะกระบวน การทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่3 ทไี่ ดร้ บั การสอนตามแนวทฤษฎสี รรคนิยม. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. ศริ ลิ กั ษณ์ หนองเส. (2545). การศกึ ษาความสามารถทางการพงึ่ พาตนเองดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่3 ทไี่ ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมสง่ เสรมิ ศกั ยภาพทางการเรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตร.์ ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.

72 สกาว แสงออ่ น. (2546). การพฒั นาชุดกจิ กรรม เรอื่ ง สบั ปะรดทอ้ งถนิ่ ในจงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์ สาํ หรบั นกั เรยี นชว่ งชนั้ ที่ 3. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาศาสตรศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี (2539). คมู่ อื ครวู ชิ าชวี วทิ ยา 4 ว 0410. กรงุ เทพฯ: ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว. . (2544). คมู่ อื การจดั การเรยี นรกู้ ลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: คุรสุ ภาลาดพรา้ ว. . (2546). คมู่ อื วดั ผลประเมนิ ผลวทิ ยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ม.ป.พ. สมจติ สวธนไพบลู ย.์ (2535). ธรรมชาตวิ ทิ ยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าหลกั สตู รและการสอน มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2544). รายงานการวจิ ยั เพอื่ พฒั นานโยบายการปฏริ ปู วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษาของไทย. กรงุ เทพฯ: เซเวน พรน้ิ ดง้ิ กรปุ๊ . สาํ นกั งานปฏริ ปู การศกึ ษา. (2545). ปญั จปฏริ ปู แนวทางสกู่ ารปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพฯ: พมิ พด์ .ี สนุ นั ทา สนุ ทรประเสรฐิ . (2543). ปฏริ ปู การเรยี นรู้ ปฏริ ปู การศกึ ษา. ชมรมพฒั นาความรดู้ า้ น ระเบยี บกฎหมาย. สนุ ีย์ เหมะประสทิ ธ.ิ ์ (2543). เอกสารคาํ สอนวชิ า ปถ 421 วทิ ยาศาสตรส์ าํ หรบั ครปู ระถม. สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา ภาควชิ าหลกั สตู รและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. สภุ าวรรณ ดา่ นสกุล. (2539). การเปรยี บเทยี บความสามารถในการแกป้ ญั หาและการ พงึ่ ตนเองของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1 ทไี่ ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมตามวธิ กี าร ทางวทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนตามคมู่ อื การจดั กจิ กรรม. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. สวุ ฒั น์ นิยมคา้ . (2531). ทฤษฎแี ละแนวปฏบิ ตั ใิ นการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ บบสบื เสาะหาความร.ู้ เล่ม 2. กรงุ เทพฯ: เจเนอรลั บุ๊คส์ เซนเตอร.์ สมจติ สวธนไพบลู ย.์ (2535ก). ธรรมชาตวิ ทิ ยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าหลกั สตู รและ การสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. สมชยั อนุ่ อนนั ต.์ (2539). การศกึ ษาผลการใชช้ ดุ กจิ กรรมเทคโนโลยใี นทอ้ งถนิ่ ทมี่ ตี ่อความสามารถ ในการแกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสนใจในทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยขี อง นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่3. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. สมบรู ณ์ ชติ พงษ์ และคนอ่นื ๆ. (2540). เอกสารประกอบการอบรม เรอื่ ง การวดั ผลสมั ฤทธ.ิ์ กรงุ เทพฯ: สาํ นกั ทดสอบทางการศกึ ษาและจติ วทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.

73 เสาวนีย์ สกิ ขาบณั ฑติ . (2528). เทคโนโลยที างการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนือ. เสาวภา สมววิ ฒั นกุล. (2541). ผลการใชช้ ดุ การเรยี นการสอนพฒั นาทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ . ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. หน่ึงนุช กาฬภกั ด.ี (2543). การเปรยี บเทยี บความสามารถในการคดิ ระดบั สงู และผลสมั ฤทธท์ิ าง การเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1ทไี่ ดร้ บั การสอนโดยชุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตรแ์ บบปฏบิ ตั กิ ารแนวคอนสตรคั ตวิ ซิ มึ กบั การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. อนนั ต์ รตั นภานุศร. (2546). ปฏริ ปู การศกึ ษา. วารสารวชิ าการราชภฏั กรงุ เกา่ . 10(18): 44 – 45. อภญิ ญา เคนบุปผา. (2546). การพฒั นาชุดกจิ กรรมการทดลองวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง “สารและสมบตั ิ ของสาร” สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่6. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาศาสตรศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. อาคม ขนุ่ ดว้ ง. (2539). การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละความคงทนในการเรยี นรู้ ในกลุ่มสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ชวี ติ เรอื่ ง พชื และสตั วข์ องนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่5 ทเี่ รยี นโดยใชช้ ุดการสอนกบั การสอน ตามปกต.ิ วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (การประถมศกึ ษา). ขอนแกน่ : บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . ถ่ายเอกสาร. อารยี ์ ทวลี าภ. (2546). การศกึ ษาแบบการเรยี นและผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ อง นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที 3 ทเี่ รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรต์ ามระบบ 4 MAT. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. อุษา คาํ ประกอบ. (2530). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ ดา้ นการมเี หตุผลของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่1 ทเี่ รยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชช้ ดุ การ เรยี นดว้ ยตนเองกบั การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร. Bard, Eugene. (1975, March). Development of a Variable-Step programmed System of Instruction For College Physical. Dissertation Abstract International. 35 (a): 5947-A. Cardarelli,Sally M.; & Duann,James E. (1973). Individualized instructional Programmed and Materials. New Jersey: Englewood Ciff. Devito,Alfred and Krockover, Gerald H. (1976). Greative Sciencing Ideas: Activities For Teachers and Children. Little : Brown and Compshhy,inc.

74 Frankel, Edward. (1960). A Comparative Study of Achieving and Under Achieving High School Boys of High Intellectual Ability. Science Education. 40(4): 281–289; October. Good, Cater Victor. (1973). Dictionary of Education. New York : McGraw-Hill Book Co. Green,Eroc. (1976). Toward Independent Leaning in Science. London. : Billing and Sons Limited. Harty, H. and Al-Faleh. (1983, September ). Saudi Arabian Student Chemisty Achievement and Science Attitudes Stemming from Lecture-Demonstration and Small Group Teaching method. Journal of Rerearch in Science Teaching. 2(9): 861-866. Heron, Lory Elen. (1997, November). Using Constructivist Teaching Strategies in Hight School Science Classroom to Cultivate Posstive Attitude Toward Science. Disserttation abstracts international. 58(5): 1564-A. Houstion, Robert W.; other. (1972). Development of Instructional Modules A Modular System for Writing Modules. College of Education. Texas : University of Houston. Huntsberger, J. (1976, February). Developing Divergent – Productive Thinking in Elementary School Children Using Attribute Games Problems. Journal of Research in Science Teaching. 13(2): 185 – 191. Kapfer,Phillip.; & Mirian Kapfer. (1972). Instructional to Leaning Package in American Education. New Jersey : Education Technology Publication, Enlewood Cliffs. Meeks, Elija Bruce. (1972, February). Learning Packages Versus Conventional Methods Of Instruction. Dissertation Abstracts International. 32(8): 4295 – A. Norman, John T. (1992). Systematic Modeling versus the Learning Cycle : Comparative Effects of Integrated Science Process Skill Achievement. Lournal of Research in Science Teaching . 29(1): 715 - 727 ; September. Owen, J.H. (1957). Ability to Recognize and Apply Scientific Principle in new Situation in High School Biology and Chemistry. Science Education. 35: 207 – 213. Sangster, Shulman. (1998, November). Impact of the 4MAT System as a Curriculum Delivery Model. Dissertation abstracts international. 71. Smith, Patty. Templeton. (1994, January). Instructional Method Effects on Student Attitude And Achievement. Dissertation Abstracts International. 54(7): 2528 A – 2529 – A. Strickland, W.R. (1971). A Comparison of a Programmed Course a Traditional Lecture Course in General Biology. Dissertation Abstracts International. 32: 2541-A.

75 Vivas, David A. (1985, September). The Design And Evalution of a Course in Thinking Operations for First Graders in Venezuela. Dissertation Abstracts International. 46(3): 603 – A. Wade, Wilna Jean. (1995, September). The Effects of Traditional Instruction Laboratory Experiences and Computer – Assisted. Instruction on Ninth – Grade Biology Students Science Process Skills Achievement. Proquest – Dissertation Abstracts. 56(03): 816.

ภาคผนวก

77 ภาคผนวก ก - หนงั สอื ขอเชญิ เป็นผเู้ ชย่ี วชาญ - บนั ทกึ ขอ้ ความ ขอความอนุเคราะหใ์ ชป้ ระชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง

78

79

80

81 รายนามผเู้ ชี่ยวชาญ 1. ผศ.วรรณวไิ ล นนั ทมานพ อาจารยพ์ เิ ศษ สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เทพสตรี 2. ผศ.วนั ทนี ปานเจรญิ อาจารยส์ าขาวชิ าชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เทพสตรี 3. ผศ.ประมวล แซโ่ คว้ อาจารยส์ าขาวชิ าเกษตร คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เทพสตรี

82 ภาคผนวก ข - คา่ ประสทิ ธภิ าพชดุ กจิ กรรม เรอ่ื ง รา่ งกายของมนุษย์ - คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IC) ของแบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ - คา่ ความยากงา่ ย( p) และคา่ อาํ นาจจาํ แนก( r ) ของแบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น วทิ ยาศาสตร์ - คา่ ความเชอ่ื มนั่ ของแบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ - คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IC) ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ - คา่ ความเชอ่ื มนั่ ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ - คา่ อาํ นาจจาํ แนก ( t ) ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์

83 ตาราง 6 คา่ ประสทิ ธภิ าพชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ คะแนนทดสอบระหวา่ งเรยี นโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ คะแนนทดสอบ หลงั เรยี น คนท่ี หน่วยท่ี 1 ระบบยอ่ ยอาหาร หน่วยท่ี 2 ระบบโลหติ ( 30 คะแนน ) ( 10 คะแนน ) ( 10 คะแนน ) 27 18 8 26 26 28 8 24 25 38 9 24 24 47 8 23 25 58 9 22 25 69 9 20 19 78 8 22 23 89 8 20 20 98 8 24 24 10 7 7 23 11 8 8 12 8 8 13 6 7 14 7 8 15 8 8 16 8 7 17 8 8 18 9 7 19 8 8 20 8 7

84 ตาราง 6 ( ต่อ ) คะแนนทดสอบระหวา่ งเรยี นโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ คะแนนทดสอบ คนท่ี หน่วยท่ี 1 ระบบยอ่ ยอาหาร หน่วยท่ี 2 ระบบโลหติ หลงั เรยี น ( 10 คะแนน ) ( 10 คะแนน ) ( 30 คะแนน ) 21 8 8 25 22 8 10 27 23 9 9 25 24 9 8 27 25 8 8 27 26 9 10 26 27 8 9 27 28 7 8 25 29 8 9 25 30 9 8 28 รวม 241 245 728 E1 80.33 81.66 - 80.88 E2 - เมอ่ื พจิ ารณาจากคา่ E1/E2 พบว่า ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ มคี า่ ประสทิ ธภิ าพ เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 สามารถนําชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรน์ ้ีไปทดลองใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ งได้

85 ตาราง 7 คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IC) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ขอ้ ความชดั เจนถกู ตอ้ งของคาํ ถามและตวั เลอื ก ความสอดคลอ้ งกบั พฤตกิ รรมทต่ี อ้ งการวดั ท่ี คนท่ี คนท่ี คนท่ี รวม IC คนท่ี คนท่ี คนท่ี รวม IC 123 123 1 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 2 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 3 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 4 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 5 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 6 +1 +1 0 2 0.67 +1 0 +1 2 0.67 7 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 8 0 +1 +1 2 0.67 +1 +1 +1 3 1.0 9 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 10 +1 +1 +1 3 1.0 0 +1 +1 2 0.67 11 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 12 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 13 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 14 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 15 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 16 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 17 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 18 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 19 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 20 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 21 +1 +1 0 2 0.67 +1 +1 +1 3 1.0 22 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 23 +1 +1 +1 3 1.0 0 +1 +1 2 0.67 24 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 25 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 26 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 27 0 +1 +1 2 0.67 +1 +1 +1 3 1.0 28 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 29 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 30 +1 +1 +1 3 1.0 +1 +1 +1 3 1.0 คาํ ถามทม่ี คี า่ IC ตงั้ แต่ 0.5 - 1.0 ถอื วา่ มคี วามเทย่ี งตรง สามารถนําไปใชไ้ ด้

86 ตาราง 8 คา่ ความยาก(p) และคา่ อาํ นาจจาํ แนก(r)ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น จาํ นวน 30 ขอ้ ขอ้ p r 1 .69 .21 2 .58 .20 3 .75 .21 4 .68 .20 5 .74 .20 6 .77 .21 7 .67 .21 8 .68 .22 9 .68 .22 10 .63 .21 11 .74 .22 12 .77 .21 13 .74 .20 14 .69 .21 15 .76 .24 16 .72 .24 17 .78 .22 18 .75 .23 19 .75 .21 20 .61 .21 21 .72 .22 22 .77 .23 23 .74 .20 24 .67 .21 25 .74 .20 26 .70 .20 27 .70 .24 28 .74 .20 29 .75 .25 30 .69 .21 ขอ้ คาํ ถามทม่ี คี า่ ความยากงา่ ย (p) อยรู่ ะหวา่ ง .20 - .80 และมคี า่ อาํ นาจ(r) ตงั้ แต่ .20 ขน้ึ ไป ถอื วา่ มคี วามยากงา่ ยทส่ี ามารถนํามาใชไ้ ด้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook