Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปรับแก้ พลวัต (เทอม1)

ปรับแก้ พลวัต (เทอม1)

Published by chwallaknews, 2021-05-14 15:41:44

Description: ปรับแก้ พลวัต (เทอม1)

Keywords: พลวัต

Search

Read the Text Version

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 50 นาม คาํ สรรพนามกบั คาํ กริยา คาํ กริยากบั คาํ นาม คาํ กริยากบั คาํ สรรพนาม คาํ กริยากบั คาํ กริยา เพ่อื บอกสถานการใหช้ ดั เจน เช่น 1.1 บอกสถานภาพความเป็ นเจา้ ของ เช่น - ธนาธรซ้ ือสวนของนายประวิทย์ (นามกบั นาม) 1.2 บอกความเกีย่ วขอ้ ง เช่น - ลุงคนข้ ีโกงเห็นแกก่ นิ (กริยากบั กริยา) 1.3 บอกการใหแ้ ละบอกความประสงค์ เช่น - คุณครใู หร้ างวลั แกฉ่ นั (นามกบั สรรพนาม) 1.4 บอกเวลา เชน่ - ชิโน่มาต้งั แต่เชา้ (กริยากบั นาม) 1.5 บอกสถานที่ เชน่ - ชิลล่ีมาจากต่างจงั หวดั (กริยากบั นาม) 1.6 บอกความเปรียบเทียบ เช่น - ชิตา้ หนักกวา่ ฉนั (กริยากบั สรรพนาม) 2. คาํ บุพบทท่ีไมม่ ีความสมั พนั ธก์ บั คาํ อ่ืน ส่วนมากจะอยูต่ น้ ประโยค ใชเ้ ป็ น การทกั ทาย มกั ใชใ้ นคาํ ประพนั ธ์ เชน่ คาํ วา่ ดูกอ่ น ขา้ แต่ ดูกร คาํ เหล่าน้ ีใชน้ ําหน้าคาํ สรรพนามหรือคาํ นาม เชน่ - ดูกอ่ น ภิกษุทง้ั หลาย - ขา้ แต่ท่านทง้ั หลายโปรดฟังขา้ พเจา้ ๏หนา้ ทีข่ องคาบุพบท มดี งั น้ ีคือ 1. ทาํ หน้าที่นําหนา้ นาม เชน่ - หนังสือของมารค์ หาย - ยองแจไปกบั จนิ ยอง 2. ทาํ หน้าท่ีนําหนา้ สรรพนาม เช่น - ปากกาของฉนั อยูท่ ่ีเขา - ฉนั ชอบอยูใ่ กลเ้ ธอ 3. ทาํ หนา้ ท่ีนําหน้ากริยา เชน่ - คนป่ วยกินเพอื่ อยู่ - คุณหมอทาํ งานกระทงั่ ตาย 4. ทาํ หน้าท่ีนําหนา้ ประโยค เชน่ - พระสุธนมาต้งั แต่มโนราหต์ ่ืนนอน - พระรถพดู เสียงดงั กบั เมรี

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 51 5. ทาํ หน้าท่ีนําหนา้ คาํ วิเศษณ์ เชน่ - พนังาน Food Panda ตอ้ งมาหาฉนั โดยเร็ว - คนน้ันเลวส้ นิ ดี 6.คาํ สนั ธาน ๏คาสนั ธาน หมายถึง คาํ ที่ใชเ้ ชื่อมประโยค หรือขอ้ ความกบั ขอ้ ความ เพอื่ ทาํ ใหป้ ระโยค น้ันรดั กุม กระชบั และสละสลวย เช่นคาํ วา่ และ แลว้ จงึ แต่ หรือ เพราะ เหตุเพราะ เป็ นตน้ เช่น - แฮรร์ ี่อยากเรียนหนังสือเกง่ ๆ แต่แฮรร์ ี่ไมช่ อบอ่านหนังสือ - เฮอรไ์ มโอนี่มาโรงเรียนสายเพราะเขา้ ชานชลาที่ 9เศษ3 สว่ น 4 ไมไ่ ด้ ๏ชนิดของคาสนั ธาน คาํ สนั ธานแบ่งเป็ น 4 ชนิด ดงั น้ ี 1. คาํ สนั ธานที่เชื่อมความคลอ้ ยตามกนั ไดแ้ กค่ าํ วา่ และ ท้4ั : ..และ ท4้ั : ..ก็ ครน้ั ...ก็ คร้นั ...จึง กด็ ี เมือ่ ...กว็ า่ พอ...แลว้ เชน่ - ท้งั แจบอมและจินยองแฟนของฉนั เป็ นคนเหลีใต้ - พอทาํ การบา้ นเสร็จแลว้ อึนอูก็นอน 2. คาํ สนั ธานที่เช่ือมความขดั แยง้ กนั เชน่ คาํ วา่ แต่ แต่ว่า กวา่ ...ก็ ถึ4: ..ก็ เป็ นตน้ เช่น - ปารีณาตอ้ งการพดู กบั ชอ่ แต่ช่อไมย่ อมพดู กบั ปรีณา - กวา่ ฉนั จะเรียนจบเพอ่ื นๆ กท็ าํ งานหมดแลว้ 3. คาํ สนั ธานที่เชื่อมขอ้ มความใหเ้ ลือก ไดแ้ กค่ าํ วา่ หรือ หรือไม่ ไม.่ ..ก็ หรือไม่ ก็ ไมเ่ ช่นน้ัน มิฉะน้ัน...ก็ เป็ นตน้ เชน่ - แทคยอนชอบเรียนวชิ าคณิตศาสตรห์ รือภาษาไทย - น้องเก๊ยี วคงไปซ้ ือของหรือไมก่ ไ็ ปดูหนัง 4 คาํ สนั ธานที่เชื่อมความท่ีเป็ นเหตุเป็ นผล ไดแ้ กค่ าํ วา่ เพราะ เพราะวา่ ฉะน้ัน... จงึ ดงั น้ัน เหตุเพราะ เหตุวา่ เพราะฉะน้ัน...จึง เป็ นตน้ เช่น - รอนมาโรงเรียนสายเพราะรถเหาะเสียกลางอากาศ - เพราะลุงประวิทยไ์ มอ่ อกกาํ ลงั กายเธอจึงอว้ นมาก

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 52 ๏หนา้ ทขี่ องคาสนั ธาน มดี งั น้ ีคือ 1. เช่ือมประโยคกบั ประโยต เชน่ - คนข้ ีโกงมเี งินมากแต่เขากห็ าความสุขไมไ่ ด้ - แมท่ าํ งานหนักเพ่ือส่งเสียใหล้ ูกๆ ไดเ้ รียนหนังสือ - จุนโฮอยากไดร้ องเทา้ ท่ีราคาถูกและใชง้ านไดน้ าน 2. เชื่อมคาํ กบั คาํ หรือกลุม่ คาํ เช่น - คนข้ ีเกยี จลาํ บากเมอื่ แก่ - คุณหมอจะสูต้ ่อไปหรือยอมแพ้ - คนรา้ ยเห็นนายกรฐั มนตรีและภริยา 3. เชื่อมขอ้ ความกบั ขอ้ ความ เช่น - ชาวต่างชาติเขา้ มาอยเู่ มืองไทย เขาขยนั หมนั่ เพยี รไมย่ อมใหเ้ วลาผ่านไปโดย เปลา่ ประโยชน์เขาจงึ ราํ่ รวย จนเกือบจะซ้ ือแผ่นดินไทยไดท้ ง้ั หมดแลว้ เพราะฉะน้ันขอใหพ้ ี่ น้องชาวไทยท้งั หลายจงตื่นเถิด จงพากนั ขยนั ทาํ งานทุกชนิดเพอ่ื จะไดร้ กั ษาผืนแผน่ ดินของ ไทยไว้ 7.คาํ อุทาน ๏คาอทุ าน หมายถึง คาํ ที่แสดงอารมณข์ องผพู้ ดู ในขณะที่ตกใจ ดีใจ เสียใจ ประหลาดใจ หรืออาจจะเป็ นคาํ ท่ีใชเ้ สริมคาํ พดู เชน่ คาํ วา่ อุย๊ เอะ๊ วา้ ย โธ่ อนิจจา อ๋อ เป็ นตน้ เช่น - เฮอ้ ! คอ่ ยยงั ชวั่ ท่ีคุณหมอปลอดภยั - เมอื่ ไรพี่เสกจะตดั ผมตดั เผา้ เสียทีจะไดด้ ูเรียบรอ้ ย ๏ชนิดของคาอุทาน คาํ อุทานแบ่งเป็ น 2 ชนิด ดงั น้ ี 1. คาํ อุทานบอกอาการ เป็ นคาํ อุทานท่ีแสดงอารมณ์ และความรสู้ ึกของผพู้ ดู เช่น ตกใจ ใชค้ าํ วา่ วยุ้ วา้ ย แหม ตายจริง ประหลาดใจ ใชค้ าํ วา่ เอะ๊ หือ หา รบั รู้ เขา้ ใจ ใชค้ าํ วา่ เออ ออ้ อ๋อ เจ็บปวด ใชค้ าํ วา่ โอย๊ โอย อุ๊ย สงสาร เห็นใจ ใชค้ าํ วา่ โธ๋ โถ พุทโธ่ อนิจจา รอ้ งเรียก ใชค้ าํ วา่ เฮย้ เฮ้ นี่ โล่งใจ ใชค้ าํ วา่ เฮอ เฮอ้ โกรธเคือง ใชค้ าํ วา่ ชิชะ แหม

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 53 2. คาํ อุทานเสริมบท เป็ นคาํ อุทานที่ใชเ้ ป็ นคาํ สรอ้ ยหรือคาํ เสริมบทต่างๆ คาํ อุทานประเภทน้ ีบางคาํ เสริมคาํ ท่ีไมม่ ีความหมายเพื่อยืดเสียงใหย้ าวออกไป บางคาํ ก็เพอื่ เน้นคาํ ใหก้ ระชบั หนักแน่น เช่น - เดี๋ยวน้ ีมอื ไมฉ้ นั มนั สนั่ ไปหมด - หนังสือหนังหาเด๋ียวน้ ีราคาแพงมาก - คณะรฐั มนตรีไมใ่ ช่หวั หลกั หวั ตอนะ ๏หนา้ ท่ีของคาอทุ าน มดี งั น้ ีคือ 1. ทาํ หน้าท่ีแสดงความรสู้ ึกของผพู้ ดู เชน่ - ตายจริง! ฉนั ลืมเอากระเป๋ าสตางคม์ า - โธ่! หมขี ้วั โลกคงจะหนาวมากละซิ - เอ๊ะ! ใครกนั ท่ีนําดอกไมม้ าวางไวท้ ่ีโต๊ะของแพททริเซีย 2. ทาํ หนา้ ที่เพ่มิ น้ําหนักของคาํ ซึ่งไดแ้ กค่ าํ อุทานเสริมบท เช่น - ทาํ เสร็จเสียทีจะไดห้ มดเร่ืองหมดราวกนั ไป - เมอ่ื ไรเจมสจ์ ิจะหางงหางานทาํ เสียที - ณเดชเห็นญาญา่ เป็ นหวั หลกั หวั ตอหรืออยา่ งไร 3. ทาํ หน้าท่ปี ระกอบขอ้ ความในคาํ ประพนั ธ์ เช่น - แมวเอ๋ยแมวเหมยี ว - มดเอ๋ยมดแดง - กอ เอ๋ย กอไก่

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 54 แบบทดสอบ หน่วยท่ี 2 เรยี งคาตามตาแหน่ง ชอื่ ...........................................นามสกุล..............................ช้นั ..............เลขท่ี............. คาช้ แี จง ใหน้ กั เรยี นทาเครือ่ งหมาย X หนา้ คาตอบท่ีถูกตอ้ งทสี่ ุดเพียงขอ้ เดยี ว 1. คาํ นามคืออะไร 1: คาํ ท่ีเป็ นชื่อของคน สตั ว์ สถานท่ี ส่ิงของ 2: คาํ ที่ใชเ้ รียกคน สตั ว์ สถานท่ีสิ่งของ 3: คาํ ที่สรา้ งมาจากคาํ กริยา โดยใชค้ าํ วา่ “การ” และ “ความ” นําหนา้ 4: คาํ ที่แสดงลกั ษณะของคาํ อื่นวา่ เป็ นอยา่ งไรรวมทง้ั บอกการกระทาํ วา่ ทาํ อะไร 2. คาํ ท่ีขีดเสน้ ใตต้ ่อไปน้ ีคาํ ใดเป็ นคาํ นาม 1: พเ่ี ป็ นคนภาคใต้ 2: เขามาอยา่ งรวดเร็ว 3: มยุราเดินบนถนนสายน้ ี 4: ภเู ขาสูงแคไ่ หนกย็ งั วดั ได้ 3. ขอ้ ความต่อไปน้ ีขอ้ ใดไมม่ ีคาํ นามปรากฏอยเู่ ลย 1: หมาวงิ่ ไล่แมว 2: ฉนั ยงั จาํ เธอได้ 3: นกตวั น้ ีเกาะบนก่งิ ไม้ 4:การกระทาํ เป็ นเคร่ืองส่อเจตนา 4. ประโยคต่อไปน้ ีประโยคใดมคี าํ นามมากท่ีสุด 1: คนเดินบนถนน 2: ฟ้ามดื ทา่ ทางฝนจะตก 3: เดือนดาวกาํ ลงั จะลบั จากฟ้า 4: สายนั ตไ์ มเ่ คยลืมสญั ญาของเขาเลย

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 55 5. ขอ้ ความในขอ้ ใดมีคาํ นามสามญั ประกอบอยดู่ ว้ ย 1: เธอมาตามหาเขา 2: ความรกั ทาํ ใหล้ ุม่ หลง 3: ถนนลื่นเพราะฝนตก 4: ใคร ๆ ก็รกั คุณทองแดง 6. ขอ้ ความในขอ้ ใดมคี าํ นามสามญั ประกอบอยดู่ ว้ ย 1: ทอ้ งฟ้าวนั น้ ีมแี ดดอบอุ่น 2: พวกเราภูมใิ จต่อคุณสมชาย 3: การเดินทาํ ใหเ้ ขาแข็งแรงข้ ึน 4: ผิดหวงั ทีสองท่ีไมเ่ ห็นน่ากลวั เลย 7. ขอ้ ความในขอ้ ใดมีคาํ นามวสิ ามญั ประกอบอยดู่ ว้ ย 1: เรามาโรงเรียนทุกวนั 2: โรงเรียนของเราช่ือฉวางรชั ดาภิเษก 3: มีพ้ นื ท่ีกวา้ งขวางมากวา่ โรงเรียนอ่ืน ๆ 4: เด็กนักเรียนทุกคนตอ้ งใจเรียนเราจึงรกั โรงเรียนของเรา 8. ขอ้ ความในขอ้ ใดมีคาํ ลกั ษณนามประกอบอยดู่ ว้ ย 1: วนั น้ ีอากาศดีมาก 2: ฝนไมต่ กเหมือนวนั กอ่ นๆ 3: ทอ้ งฟ้าสวา่ งไสวดว้ ยแสงตะวนั อ่อน ๆ 4: นาน ๆ ครง้ั ท่ีเราจะพบกบั บรรยากาศเชน่ น้ ี 9. ขอ้ ความในขอ้ ใดมคี าํ ลกั ษณะนามท่ีใชต้ ามหลงั คาํ กริยา 1: เราสองคนเดินไปตามทางสายด่วน 2: แมวสองตวั วงิ่ หนีสุนัขอยา่ งไมค่ ิดชีวิต 3: หยุดอยูต่ รงน้ันตรงที่ฉนั เคยเห็นเธอทุกวนั 4: คอยจนหลบั ไป 2 ตน่ื แลว้ เพ่ือนกย็ งั ไมม่ า 10. ขอ้ ความในขอ้ ใดมีคาํ อาการนามประกอบดว้ ยอยูด่ ว้ ย 1: การประปานครหลวงสงั่ ประกาศวา่ 2: พนักงานทุกคนอยา่ งประทว้ ง 3: เพราะถา้ ทาํ เชน่ น้ัน 4: ก็จะเป็ นความผิดอยา่ งใหญ่หลวง

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 56 11. คาํ สรรพนามคืออะไร 1: คาํ ท่ีใชแ้ ทนคาํ นาม 2: คาํ ท่ีใชเ้ รียกคน สตั ว์ สถานทส่ี ิ่งของ 3: คาํ ท่ีเป็ นชื่อคน สตั ว์ สถานท่สี ิ่งของ 4: คาํ ที่แสดงการกระทาํ ของคน สตั ว์ วา่ ทาํ อะไร 12. คาํ ท่ีขีดเสน้ ใตข้ อ้ ใดเป็ นคาํ สรรพนาม 1: พ่ีเป็ นคนภาคใต้ 2: เขามาอยา่ งรวดเร็ว 3: มยุราเดินบนถนนสายน้ ี 4: ภเู ขาสูงแค่ไหนก็ยงั วดั ได้ 13. “เคา้ บอกวา่ อาทิตยห์ น้าจะมาเย่ียม”ประโยคน้ ีมคี าํ ใดเป็ นคาํ สรรพนาม 1: เคา้ 2: วา่ 3: จะ 4: มา 14. ประโยคใดมีคาํ บุรุษสรรพนามประกอบอยดู่ ว้ ย 1: หนูเป็ นสตั วส์ กปรก 2: หนูบางชนิดนําเช้ ือโรคมาสู่คน 3: คนบางกลุ่มต้งั บริษทั กาํ จดั หนู 4: หนูเองก็ไมช่ อบหนูเหมอื นกนั 15. ประโยคใดมีคาํ สรรพนามถามประกอบอยดู่ ว้ ย 1: พ่ีกาํ ลงั อ่านอะไร 2: คนอะไรเกง่ อยา่ งน้ ี 3: ไหนคนน้ันมาน่ีหน่อยซิ 4: อะไรงานแคน่ ้ ียงั ทาํ ไมไ่ ด้ 16. คาํ ในขอ้ ใดมคี าํ สรรพนามช้ ีเฉพาะ 1: ไหนคนไหนที่สอบไดท้ ่ีหน่ึง 2: เด็กนี่ซนจงั เลยมที ่าทีวา่ จะฉลาด 3: ใครเรียนโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษกบา้ ง 4: น้ ีโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษกที่มเี ด็กเกง่ ๆ มาก

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 57 17. “เร่ืองน้ ีเขาไมไ่ ดบ้ อกใครเลย”คาํ ใดในประโยคน้ ีเป็ นคาํ สรรพนามไมช่ ้ ีเฉพาะ 1: น้ ี 2: เขา 3: ไมไ่ ด้ 4: ใคร 18. คาํ ในขอ้ ใดมีคาํ สรรพนามแยกฝ่ าย 1: กนั มาหาแกดว้ ยความคิดถึง 2: ตาํ รวจตอ้ งกนั ตวั เขาออกเป็ นพยาน 3: นักเรียนทุกคนชว่ ยกนั ทาํ ความสะอาด 4: เราทุกคนตอ้ งป้องกนั ตวั เองไมใ่ หเ้ กดิ โรค 19. คาํ สรรพนามประเภทใดที่ใชค้ าํ เหมือนกบั คาํ สรรพนามคาํ ถาม 1: บุรุษสรรพนาม 2: สรรพนามช้ ีเฉพาะ 3: สรรพนามแยกฝ่ าย 4: สรรพนามไมช่ ้ ีเฉพาะ 20. ประโยคใดมคี าํ สรรพนามมากท่ีสุด 1: นี่เป็ นโรงเรียนท่ีดีท่สี ุดในอาํ เภอฉวาง 2: ใครไมไ่ ดเ้ รียนโรงเรียนนัน่ จะตอ้ งเสียใจ 3: เพราะฉะน้ันเราตอ้ งพยายามเรียนใหม้ าก ๆ เขา้ ไว้ 4: พวกเราต่างก็เป็ นนักเรียนโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษก 21. คาํ กริยาคืออะไร 1: คาํ ที่ใชแ้ ทนคาํ นาม 2: คาํ ท่ีใชเ้ รียกคน สตั ว์ สถานทสี่ ิ่งของ 3: คาํ ที่เป็ นชื่อคน สตั ว์ สถานที่ส่ิงของ 4: คาํ ที่แสดงการกระทาํ และสภาพความมคี วามเป็ น 22. คาํ ท่ีขีดเสน้ ใตข้ อ้ ใดเป็ นคาํ กริยา 1: พเ่ี ป็ นคนภาคใต้ 2: เขามาอยา่ งรวดเร็ว 3: มยุราเดินบนถนนสายน้ ี 4: ภูเขาสูงแคไ่ หนกย็ งั วดั ได้

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 58 23. “เคา้ บอกวา่ อาทิตยห์ น้าจะมาเย่ยี ม”ประโยคน้ ีมีคาํ ใดเป็ นคาํ กริยาท่ีมีหน่วยกรรม 1: เคา้ 2: บอก 3: วา่ 4: มา 24. ประโยคใดมกี ริยาท่ีไมม่ ีหน่วยกรรมประกอบอยดู่ ว้ ย 1: หนูเป็ นสตั วส์ กปรก 2: หนูบางชนิดนําเช้ ือโรคมาสู่คน 3: คนบางกลุม่ ต้งั บริษัทกาํ จดั หนู 4: หนูเองก็ไมช่ อบหนูเหมอื นกนั 25. ประโยคใดมีคาํ กริยาคุณสรรพประกอบอยดู่ ว้ ย 1: พก่ี าํ ลงั อ่านอะไร 2: คนอะไรเกง่ อยา่ งน้ ี 3: ไหนคนน้ันมานี่หน่อยซิ 4: อะไรงานแคน่ ้ ียงั ทาํ ไมไ่ ด้ 26. คาํ ในขอ้ ใดมคี าํ กริยาทวกิ รรมประกอบอยูด่ ว้ ย 1: ไหนคนไหนท่ีสอบไดท้ ี่หนึ่ง 2: เธอส่งการบา้ นใหค้ รแู ลว้ หรือยงั 3: ใครเรียนโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษกบา้ ง 4: ผปู้ กครองทุกคนชอบใหล้ ูกมาเรียนโรงเรียนน้ ี 27. “เร่ืองน้ ีเขาไมไ่ ดบ้ อกใครเลย”ประโยคน้ ีมีคาํ ใดเป็ นคาํ กริยา 1: น้ ี 2: เขา 3: ไมไ่ ด้ 4: บอก 28. คาํ ในขอ้ ใดมีคาํ กริยานําประกอบอยดู่ ว้ ย 1: กนั มาหาแกดว้ ยความคิดถึง 2: ตาํ รวจตอ้ งกนั ตวั เขาออกเป็ นพยาน 3: นักเรียนทุกคนทาํ ความสะอาดหอ้ งเรียน 4: เราทุกคนป้องกนั ตวั เองไมใ่ หเ้ กดิ โรครา้ ย

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 59 29. “อารียเ์ รียนจบไปแลว้ ”คาํ ใดเป็ นคาํ กริยาตาม 1: เรียน 2: จบ 3: ไป 4: แลว้ 30. ประโยคใดมีคาํ กริยาตอ้ งเติมเต็ม 1: นี่เป็ นโรงเรียนที่ดีที่สุดในอาํ เภอฉวาง 2: ใครไมไ่ ดเ้ รียนโรงเรียนนัน่ จะตอ้ งเสยี ใจ 3: เพราะฉะน้ันเราตอ้ งพยายามเรียนใหม้ าก ๆ เขา้ ไว้ 4: พวกเราต่างก็เป็ นนักเรียนโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษก 31. คาํ ชว่ ยกริยาคืออะไร 1: คาํ ที่ใชน้ ําหน้าคาํ กริยา 2: คาํ ท่ีใชต้ ามหลงั คาํ กริยา 3: คาํ ที่แสดงความเขม้ ขน้ ของคาํ กริยา 4: คาํ ท่ีบอกลกั ษณะทางไวยากรณข์ องคาํ กริยา 32. คาํ ช่วยกริยามกั จะเกดิ ในตาํ แหน่งใดของประโยค 1: หน้าคาํ กริยา 2: หลงั คาํ กริยา 3: หนา้ บทกรรม 4: หลงั บทกรรม 33. “เคา้ บอกวา่ อาทิตยห์ นา้ จะมาเย่ียม”ประโยคน้ ีมีคาํ ใดเป็ นคาํ ชว่ ยกริยา 1: เคา้ 2: บอก 3: จะ 4: มา 34. ประโยคใดมคี าํ ชว่ ยกริยาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: หนูเป็ นสตั วส์ กปรก 2: หนูบางชนิดนําเช้ ือโรคมาสู่คน 3: คนบางกลุม่ ต้งั บริษทั กาํ จดั หนู 4: หนูชอบอยูใ่ นสถานที่ไมค่ ่อยสะอาดนัก

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 60 35. ประโยคใดมีคาํ ชว่ ยกริยาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: พีก่ าํ ลงั อา่ นอะไร 2: คนอะไรเกง่ อยา่ งน้ ี 3: อะไรงานแคน่ ้ ีทาํ ไมไ่ ด้ 4: ไหนคนน้ันมาน่ีหน่อยซิ 36. คาํ ในขอ้ ใดมคี าํ ชว่ ยกริยาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: ไหนคนไหนที่สอบไดท้ ี่หน่ึง 2: เธอเคยทาํ ความดีอะไรมาบา้ ง 3: ใครเรียนโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษกบา้ ง 4: ผปู้ กครองทุกคนชอบใหล้ ูกมาเรียนโรงเรียนน้ ี 37. “เร่ืองน้ ียงั ไมบ่ อกใหใ้ ครรู”้ ประโยคน้ ีมคี าํ ใดเป็ นคาํ ชว่ ยกริยา 1: ยงั 2: ไม่ 3: บอก 4: รู้ 38. คาํ ในขอ้ ใดมีคาํ ช่วยกริยาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: กนั มาหาแกดว้ ยความคิดถึง 2: ตาํ รวจกนั ตวั เขาออกเป็ นพยาน 3: เราทุกคนป้องกนั ตวั เองจากโรครา้ ย 4: นักเรียนกาํ ลงั ทาํ ความสะอาดหอ้ งเรียน 39. “เจา้ เกง่ ถูกนักเรียนรงั แก”คาํ ใดเป็ นคาํ ชว่ ยกริยา 1: เกง่ 2: ถูก 3: นักเรียน 4: รงั แก 40. ประโยคใดมีคาํ ชว่ ยกริยาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: น่ีเป็ นโรงเรียนที่ดีทสี่ ุดในอาํ เภอฉวาง 2: ใครไมไ่ ดเ้ รียนโรงเรียนนัน่ จะตอ้ งเสียใจ 3: เพราะฉะน้ันเราตอ้ งพยายามเรียนใหม้ าก ๆ เขา้ ไว้ 4: พวกเราต่างกเ็ ป็ นนักเรียนโรงเรียนฉวางรชั ดาภิเษก

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 61 41. คาํ วิเศษณค์ ืออะไร 1: คาํ ที่ใชข้ ยายคาํ กริยา 2: คาํ ที่เป็ นคาํ หลกั ของกริยา 3: คาํ ท่ีแสดงความเขม้ ขน้ ของคาํ กริยา 4: คาํ ที่บอกลกั ษณะทางไวยากรณข์ องคาํ กริยา 42. คาํ วิเศษณม์ กั จะเกดิ ในตาํ แหน่งใดของประโยค 1: หน้าคาํ กริยา 2: หลงั คาํ กริยา 3: หนา้ บทกรรม 4: หลงั บทกรรม 43. “นกตวั น้ ีบินสูง”ประโยคน้ ีมคี าํ ใดเป็ นคาํ วิเศษณ์ 1: ตวั 2: น้ ี 3: บิน 4: สูง 44. ประโยคใดมคี าํ วเิ ศษณป์ ระกอบอยดู่ ว้ ย 1: หนูเป็ นสตั วส์ กปรก 2: หนูบางชนิดนําเช้ ือโรคมาสูค่ น 3: คนบางกลุม่ ต้งั บริษทั กาํ จดั หนู 4: หนูชอบอยูใ่ นสถานที่ไมค่ ่อยสะอาดนัก 45. ประโยคใดมคี าํ วิเศษณส์ ามญั ประกอบอยดู่ ว้ ย 1: พก่ี าํ ลงั อ่านอะไร 2: คนอะไรเกง่ อยา่ งน้ ี 3: อะไรงานแคน่ ้ ีทาํ ไมไ่ ด้ 4: ไหนคนน้ันมานี่หน่อยซิ 46. คาํ วิเศษณข์ ยายเฉพาะของคาํ วา่ “แดง” คือคาํ อะไร 1: ปี๋ 2: อ๋ือ 3: แจ๋ 4: ปร๋ีด

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 62 47. คาํ วิเศษณใ์ นประโยคใดที่แสดงการถาม 1: ใครจริงใจกบั ฉนั บา้ ง 2: ไมม่ ใี ครจริงใจกบั ฉนั เลย 3: ใคร ๆ มาแลว้ ก็ผา่ นไปทุกคน 4: ถึงฉนั จะช้าํ แคไ่ หนก็ไมบ่ อกใคร 48. คาํ ในขอ้ ใดมีคาํ วิเศษณบ์ อกเวลาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: เมอื่ วานผมเจอเธอหนา้ โรงเรียน 2: เราชว่ ยกนั ทาํ การบา้ นท่ีครูสงั่ ไว้ 3: เม่อื ทาํ การบา้ นเสร็จเรากไ็ ปกนิ ขา้ ว 4: เราจงึ สามารถส่งการบา้ นตามที่คุณครสู งั่ ไว้ 49. “นักเรียนทุกคนรกั เจา้ เกง่ มาก ๆ ”คาํ ใดเป็ นคาํ วิเศษณ์ 1: ทุกคน 2: รกั 3: เกง่ 4: มาก ๆ 50. “เขาขยนั ท่ีสุด”ประโยคน้ ีมคี าํ วเิ ศษณป์ ระเภทใดประกอบอยูด่ ว้ ย 1: คาํ วิเศษณส์ ามญั 2: คาํ วิเศษณข์ ยายเฉพาะ 3: คาํ วเิ ศษณแ์ สดงคาํ ถาม 4: คาํ วเิ ศษณบ์ อกเวลา 51. คาํ บอกกาํ หนดคืออะไร 1: คาํ ที่ใชข้ ยายคาํ นาม 2: คาํ ที่ใชข้ ยายคาํ กริยา 3: คาํ ที่ใชข้ ยายคาํ อุทาน 4: คาํ ท่ีใชข้ ยายคาํ วิเศษณ์ 52. คาํ บอกกาํ หนดมกั จะเกิดในตาํ แหน่งใดในนามวลี 1: หน้าคาํ นาม 2: หลงั คาํ นาม 3: หนา้ บทกริยา 4: หลงั บทกริยา

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 63 53. “นกตวั น้ ีบินสูง”ประโยคน้ ีมีคาํ ใดเป็ นคาํ บอกกาํ หนด 1: ตวั 2: น้ ี 3: บิน 4: สูง 54. ประโยคใดมีคาํ บอกกาํ หนดประกอบอยดู่ ว้ ย 1: เราทุกคนรกั โรงเรียนน้ ีมาก 2: เราตอ้ งทาํ ดีท่ีสุดเท่าที่เราจะทาํ ได้ 3: นี่โรงเรียนที่ดีที่สุดในอาํ เภอฉวาง 4: เพอื่ ชื่อเสียงของโรงเรียนและตวั เรา 55. ประโยคใดมคี าํ บอกกาํ หนดประกอบอยดู่ ว้ ย 1: พ่ีกาํ ลงั อ่านอะไร 2: คนอะไรเกง่ อยา่ งน้ ี 3: อะไรงานแคน่ ้ ีทาํ ไมไ่ ด้ 4: ไหนคนน้ันมานี่หน่อยซิ 56. คาํ ใดแสดงการบอกกาํ หนดท่ีไกลที่สุด 1: น้ ี 2: น้ัน 3: นู้น 4: โน่น 57. คาํ ใดที่บอกกาํ หนดท่ีใกลท้ ่ีสุด 1: น่ี 2: น้ ี 3: นัน่ 4: น้ัน 58. คาํ ในขอ้ ใดมีคาํ บอกกาํ หนดบอกเวลาประกอบอยดู่ ว้ ย 1: เมือ่ วานผมเจอเธอหนา้ โรงเรียน 2: เราชว่ ยกนั ทาํ การบา้ นท่ีครสู งั่ ไว้ 3: เม่อื ทาํ การบา้ นเสร็จเรากไ็ ปกินขา้ ว 4: เราจึงสามารถส่งการบา้ นน้ ีตามที่คุณครูสงั่ ไว้

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 64 59. “นักเรียนคนไหนสง่ งานทุกช้ นิ เขาก็จะไมต่ ิด ร”คาํ ใดเป็ นคาํ บอกกาํ หนด 1: คน 2: ไหน 3: ทุก 4: ไม่ 60. “เด็กโรงเรียนน้ ีมาจากสถานท่ีต่าง ๆ หลายพ้ นื ท่ี”คาํ ใดเป็ นคาํ บอกกาํ หนดไมช่ ้ ีเฉพาะ 1: น้ ี 2: จาก 3: ที่ 4: ต่าง ๆ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คะแนนท่ไี ด.้ .........................................คะแนน ลงช่อื ครู......................................................... วนั ที่สง่ งาน.....................................................

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 65 หน่วยที่ 3 วิเคราะหถ์ อ้ ยคา การสรา้ งคาในภาษาไทย คาประสม คาซ้า คาซอ้ น ๏คา หมายถึง เสียงท่ีมคี วามหมายชดั เจน คาํ ในภาษาไทย 1 คาํ มี 1 พยางคห์ รือ 1 คาํ จะมีมากพยางคก์ ไ็ ด้ แต่จะตอ้ งส่ือความหมายเดียวจงึ จะเรียกวา่ 1 คาํ 1 คาํ 1 พยางค์ à สม้ วิง่ พอ่ ใน วา้ ย แต่ ฉนั 1 คาํ 2 พยางค์ à มะม่วง สบาย บิดา ระหวา่ ง ทวา่ 1 คาํ 3 พยางค์ à บุณฑริก ปรโลก ปริญญา ตุ๊กตา 1 คาํ 4 พยางค์ à ขะมกั เขมน้ อยุธยา ๏องคป์ ระกอบของคา ดงั ท่ีไดก้ ลา่ วมาแลว้ วา่ คาํ ประกอบดว้ ยเสียงและความหมาย เราควรทาํ ความเขา้ ใจเร่ืองเสียง และความหมายใหช้ ดั เจนข้ ึน ๏เสยี ง ระบบเสียงของภาษาไทยประกอบดว้ ยเสียงสระ เสียงพยญั ชนะ เสียงวรรณยุกต์ รวมกนั เป็ นเสียงท่ีเปล่งออกมาเวลาพดู สื่อสารกนั เสียงในภาษาแต่ละประเภทมีลกั ษณะ พิเศษเฉพาะตวั ดงั น้ ี  เสียงสระ เป็ นเสียงท่ีเปล่งออกมาไดส้ ะดวกไมถ่ ูกอวยั วะส่วนใดปิ ดกน้ั  เสียงพยญั ชนะ เป็ นเสยี งที่เปลง่ ออกมาไมส่ ะดวก เพราะเวลาออกเสียงลมหายใจที่พุง่ อออกมาจากหลอดลมจะถูกอวยั วะในชอ่ งปาก(ฐานกร)กกั ลมหรือปิ ดกน้ั การเดินทาง ของลมน้ัน  เสียงวรรณยุกต์ เป็ นระดบั เสียงสูง ๆ ตาํ่ ๆ ซ่ึงมผี ลต่อความหมายของคาํ ๏ความหมาย ความหมายของคาํ เป็ นเร่ืองของความคิด การตีความ ความหมายของคาํ อาจ มีหลายลกั ษณะ เช่น ความหมายตามตวั ความหมายโดยนัย ความหมายเชิงเปรียบเทียบ ๏การสรา้ งคาไทย รปู ลกั ษณข์ องคาํ ไทยเป็ นศพั ทเ์ ฉพาะท่ีกรมวิชาการเร่ิมใชม้ าต้งั แต่ พ.ศ. 2521 หมายถึง ลกั ษณะ รปู แบบของคาํ ที่คนไทยสรา้ งสรรคข์ ้ ึน ใชใ้ นการสื่อสารซึ่งมีหลายลกั ษณะ เชน่ คาํ มลู คาํ ประสม คาํ ซ้าํ คาํ ซอ้ น คามูล คาํ มูลเป็ นคาํ ด้งั เดิมในภาษาไทย อาจเป็ นคาํ ไทยแทห้ รือคาํ ท่ีคนไทยรบั มาจากภาษา อื่นกไ็ ด้ มคี วามหมายชดั เจนในตวั อาจมพี ยางคเ์ ดียวหรือหลายพยางคก์ ไ็ ด้ ซึ่งมีอยใู่ นคาํ ทุก ชนิดดงั น้ ี

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 66  คาํ มลู พยางคเ์ ดียว เช่น พอ่ บิน คุณ อว้ น หรือ โธ่ เหนือ  คาํ มลู มากพยางค์ เช่น กระโดด กระผม ละลาํ่ ละลกั ประเสริฐ อนิจจา *****ขอ้ สงั เกตลกั ษณะของคามูล***** 1.ถา้ คานนั้ เป็ นคาพยางคเ์ ดียวมีความหมายชดั เจนน่นั คอื คามูล ตวั อย่างขอ้ สอบ ขอ้ ใดเป็ นคาํ มลู ท้งั หมด 1: จะ ใน บอ่ ไป 2: มะระ มะ แสง ใบบวั 3: พอ่ เล้ ียง สุนัข ขะ 4: สะ มงิ คุ ประ คาอธิบาย ตอบ 1: เพราะคาํ ในขอ้ 1: เป็ นคาํ 1 พยางคแ์ ละมีความหมายชดั เจน  มะระ แสง เป็ นคาํ มลู มะ ไมใ่ ช่คาํ แต่เป็ นพยางค์ ใบบวั เป็ นคาํ ประสม  สุนัขเป็ นคาํ มลู 2 พยางค์ พอ่ เล้ ียงเป็ นคาํ ประสม ขะ เป็ นเพยี งพยางค์  สะ มิ คุ ประ เป็ นเพยี งพยางค์ 2.ถา้ คานนั้ เป็ นคาหลายพยางค์ ใหน้ กั เรยี นแยกพยางคอ์ อกแลว้ พจิ ารณาว่า เม่ือเรานา คานนั้ มาแยกพยางคอ์ อกแลว้ แตล่ ะพยางคส์ ่ือความหมายหรือไม่ ถา้ แยกแลว้ ไม่ส่ือ ความหมาย คานนั้ จะเป็ นคามูล (จาไวค้ ามูลแยกพยางคไ์ ม่ได)้ เช่น ครใู หค้ าํ วา่ กะละแม นักเรียนลองแยกดูจะพบวา่ เป็ นคาํ มูลแน่ ๆ เพราะเม่ือจบั แยกแลว้ ไมส่ ่ือ ความหมายถึงขนม กะ à ละ à แม อะไรคือกะ อะไรคือละ อะไรคือแม ๏ ตวั อยา่ งคามูลหลายพยางค์ กญั ชา กปั ตนั ขบถ คะยน้ั คะยอ จตั ุรสั ฉบบั ชนวน ญตั ติ ดาํ ริ ตะลีตะลาน เถลิง ทวาย ธาํ มรงค์ นารายณ์ บาดทะยกั ปฏิทิน เผอิญ พะยอม ภวงั ค์ มสั มนั่ โยทะกา ระลึก ราํ มะนา ละออง ศรทั ธา สบาย สปริง สะคราญ โหระพา อวสาน เอร็ดอรอ่ ย อะลุ่มอล่วย เฮโลอีน สมุน อุโมงค์ ปากกา กางเกง นาฬิกา สมุด รหสั ทยอย สาธารณะ ประสงค์ สุรา ทะเล เวทนา ขนุน ทวีป กระดาษ ศีรษะ ชะอม ชนิด กรรเชียง ขโมย คาํ นวณ เฉพาะ เชลย ดรรชนี ทบวง ขะมกั เขมน้ ปรามาส ปกติ

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 67 คาประสม เป็ นการนําคาํ ต้งั แต่ 2 คาํ ข้ ึนไป มาประสมกนั เป็ นคาํ ใหม่ คาํ ท่ีนํามาประสมกนั ตอ้ งมี ความหมายต่างกนั เมอ่ื รวมกนั แลว้ ความหมายใหมท่ ่ีไดย้ งั คงเคา้ ความหมายเดิม ๏ลกั ษณะของคาประสม  คาํ ท่ีนํามาประสมกนั ตอ้ งเขียนต่างกนั เชน่ พอ่ + มด ” พอ่ มด  คาํ ท่ีนํามาประสมกนั ตอ้ งมคี วามหมายต่างกนั เชน่ เตา (นาม) + รีด (กรยิ า) ” เตารีด  เมื่อประสมแลว้ ไดศ้ พั ทใ์ หม่ มีความหมายใหมท่ ่ีคลา้ ยเน้ ือความเดิม เช่น ราว + ตาก + ผา้ ” ราวตากผา้ หมายถึง ไมห้ รือเสน้ ราวเอาไวต้ ากผา้ รถ + ด่วน ” รถด่วน หมายถึง รถท่ีวิ่งดว้ ยความเร็วสูงเป็ นพเิ ศษ ๏วิธีสรา้ งคาประสม  คาํ นาม ประสมกบั คาํ วเิ ศษณ์ เช่น มดแดง รถด่วน น้ําแข็ง หวั อ่อน  คาํ นาม ประสมกบั คาํ กริยา เชน่ ผา้ ไหว้ ไมเ้ ทา้ มา้ นัง่ ของกินเลน่  คาํ นาม ประสมกบั คาํ นาม เชน่ แกงไก่ น้ําสม้ คนไข้ หีบเพลง  คาํ นาม ประสมกบั คาํ บุพบท เชน่ คนกลาง เมอื งนอก ความหลงั เครื่องใน  คาํ กริยา ประสมกบั คาํ กริยา เชน่ ว่ิงเตน้ ตม้ ยาํ พมิ พด์ ีด วาดเขียน  คาํ นาม ประสมกบั คาํ คุณศพั ท์ เช่น เส้ ือยดื สน้ สูง แกงรอ้ น ช้นั ตาํ่  คาํ กริยา ประสมกบั คาํ นาม เช่น กนิ เสน้ วางตวั ถือตวั นอนใจ วางใจ  คาํ วิเศษณ์ ประสมกบั คาํ นาม เชน่ ดีใจ หลายใจ แข็งขอ้ ออ่ นใจ  คาํ บุพบท ประสมกบั คาํ นาม เชน่ นอกใจ นอกคอก เหนือหวั ใตเ้ ทา้  นอกจากน้ ียงั สามารถเอาคาํ ไทยประสมกบั คาํ ต่างประเทศไดอ้ ีกดว้ ย เชน่  เหยอื กน้ํา (ไทย +องั กฤษ) รถเมล์ (บาลี + องั กฤษ) พวงหรีด(ไทย + องั กฤษ) ตูโ้ ชว(์ ไทย + องั กฤษ)  คาํ ประสมบางคาํ มีความหมายในเชิงอุปมา เช่น หลายใจ ” คนหลายใจ(จติ ใจโลเล ชอบหลายอยา่ ง) หวั ไม้ ” นักเลงหวั ไม(้ นักเลงอนั ธพาล) ขา้ งถนน ” เด็กขา้ งถนน (เด็กพเนจรไมม่ ที ่ีอยูแ่ น่นอน) อกหกั ” คนอกหกั (คนท่ีผิดหวงั ในความรกั )

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 68 ***คาท่ีข้ึนตน้ ดว้ ย ชาว นกั การ ความ เร่ือง โรง จดั เป็ นคาประสมได*้ ** ขอ้ สงั เกต คาํ แรกในคาํ ประสม เรียกวา่ คาตน้ คาํ ท่ีมาต่อทา้ ยเรียกวา่ คาเตมิ ๏ความหมายของคาประสม 1. มีความหมายนยั ตรง เชน่ พอ่ ตา แมย่ าย น้ําปลา แกงไก่ สวนสตั ว์ ผา้ ไหว้ ยาถ่าย ขา้ วตาก ปลาเค็ม แกงเผ็ด คนขายของ ขนส่ง เดินเท่ียว ใจดี มอื แข็ง สระน้ํา แมน่ ้ํา ลูกน้ํา ฯลฯ 2. มีความหมายเชิงเปรยี บเทยี บ เช่น เสน้ สาย นอกครู หวั หมุน ไกอ่ อ่ น อกแตก คาซอ้ น ๏คาซอ้ น เป็ นการนําเอาคาํ มลู ต้งั แต่ 2 คาํ ข้ ึนไป มาประสมกนั โดยมีเง่ือนไขวา่ คาํ ที่นํามา ซอ้ นกนั ตอ้ งเขยี นต่างกนั มคี วามหมายตรงกนั มคี วามหมายคลา้ ยกนั หรือความหมาย ตรงกนั ขา้ ม เม่ือซอ้ นแลว้ จะเกดิ ศพั ทใ์ หมท่ ่ีมีความหมายใหมเ่ กดิ ข้ ึน ๏คาซอ้ นมี 2 ประเภท 1.คาซอ้ นเพ่อื ความหมาย คาํ ท่ีนํามาซอ้ นตอ้ งมคี วามหมายทุกคาํ ความหมายอาจ ตรงกนั คลา้ ยกนั หรือตรงกนั ขา้ มกนั ได้ เชน่ คดั เลือก ใชจ้ า่ ย ดูแล เดือดรอ้ น มีดพรา้ บา้ นเรือน รูปรา่ ง ส่ือสาด พดั วี เหี่ยวแหง้ อบอา้ ว ถูกผิด หนักเบา ยากงา่ ย ตบตี ทอดท้ ิง ทว้ งติง แกไ้ ข ราบเรียบ รีบเรง่ ดุด่า ขดั ถู ถากถาง ขา้ วปลา หา่ งเหิน ท้ ิงขวา้ ง หลีกเลี่ยง ปิ ดบงั 2.คาซอ้ นเพื่อเสียง คาํ ท่ีนํามาซอ้ นไมจ่ าํ เป็ นตอ้ งมีความหมายทุกคาํ ถา้ จะไมม่ ี ความหมายเลยก็ได้ แต่จะเป็ นคาํ ที่มีเสียงสมั ผสั คลอ้ งจองกนั อนั เน่ืองมาจากข้ ึนตน้ ดว้ ย พยญั ชนะเสียงเดียวกนั หรือมีเสียงสระเขา้ คูก่ นั เช่น อีลุยฉุยแฉก โคลงเคลง เปร้ ียงปรา้ ง เกะกะ รุ่งริ่ง จจู้ ้ ี แปะปะ สะบกั สะบอม ชิงชงั เงอะงะ ปุบปับ เซอ่ ซ่า ดุกดิก เรร่ ่อน ฟ่ ุมเฟือย ลุลกั ทุเล ฟืดฟาด ซุ่มซา่ ม โยกเยก โยเย เกรียวกราว เตลิดเปิ ดเปิ ง ทาบทาม เตอะตะ ขมุกขมวั อะลุ่มอลว่ ย โออ้ วด

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 69 ขอ้ สงั เกตคาซอ้ น  มกั มเี สียงสมั ผสั กนั เช่น ถกเถียง ขยบั เขย้ อื น หนักแน่น เพราะพร้ ิง เฟื่องฟู  คาํ ที่มี 2 พยางคซ์ อ้ นกนั จะกลายเป็ น 4 พยางค์ เชน่ เฉลียวฉลาด สนุกสนาน  คาํ ซอ้ นบางคาํ บญั ญตั ิข้ ึนในภาษาไทยเพอื่ ใชเ้ ปรียบเทียบกนั ศพั ท์ ต่างประเทศ เชน่ ปรบั แปรง (adapt) แปรผนั (vary) หกั เห(refract)  บางคาํ แปลความหมายของคาํ ทนี่ ํามาซอ้ น เชน่ ข่มเหง นัยน์ตา  คาํ ซอ้ นเป็ นที่ยอมรบั ของผใู้ ชภ้ าษา  คาํ ซอ้ นบางคาํ ถา้ เปล่ียนตาํ แหน่งของคาํ ความหมายจะเปลี่ยนไป เช่น แหลก เหลว-เหลวแหลก แน่นหนา-หนาแน่น เหยียดยาว-ยาวเหยยี ด กนิ อย-ู่ อยูก่ นิ แต่มีบางคาํ สลบั ที่แลว้ ความหมายไมเ่ ปลี่ยน เช่น เกย่ี วขอ้ ง-ขอ้ ง เกีย่ ว แจกจา่ ย-จา่ ยแจก คาซ้า เป็ นการนําคาํ มูลที่เขียนเหมอื นกนั ความหมายเหมอื นกนั และมีหน้าที่อยา่ งเดียวกนั มาซ้าํ กนั โดยสามารถใช้ ไมย่ มก ( ๆ ) กาํ กบั คาํ ซา้ํ ได้ ๏ลกั ษณะของคาซ้า  คาํ ซ้าํ ที่แสดงจาํ นวนพหพู จน์ โดยมากจะเป็ นการซ้าํ คาํ นาม เช่น เด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ  คาํ ซ้าํ เพอ่ื แสดงการเน้นลกั ษณะ เชน่ คุณแมใ่ หเ้ ส้ ือดีๆ เขาไปแลว้ รา้ นน้ ีมีแต่ ปลาเป็ น ๆ  ซ้าํ เพือ่ ความไมเ่ จาะจง เชน่ มแี ต่สม้ ลูกเล็ก ๆ (ไมเ่ ล็กทง้ั หมดส่วนมากจะเล็ก ) นักเรียนหอ้ งน้ ีไปรถคนั หลงั ๆ (ไมร่ ะบุแน่ชดั วา่ รถคนั ไหน)  คาํ ซา้ํ ท่ีแสดงความหมายแบ่งเป็ นสว่ น ๆ เช่น ชงั่ เป็ นกโิ ลๆ(ชงั่ ทีละโล) ไปตรวจเป็ น บา้ น ๆ(แสดงวา่ ตรวจทีละบา้ น) แตกเป็ นเสี่ยง ๆ(แสดงวา่ แตกออกเป็ นช้ ิน ๆ)  คาํ ท่ีแสดงความหมายเป็ นคาํ สงั่ โดยมากจะเป็ นการซา้ํ คาํ บุพบท เชน่ นัง่ ริม ๆ วาง บนๆ นัง่ ในๆ เยบ็ ตรงริมๆ

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 70 ขอ้ สงั เกตคาซ้า  คาํ ๆหนึ่งมาซา้ํ กนั สองครง้ั เช่น เด็ก ๆ เลก็ ๆ เล่น ๆ  การซ้าํ คาํ จะนําคาํ ชนิดใดหรือทาํ หน้าที่ใดมาซ้าํ ก็ได้ เชน่ ขาว ๆ หนุ่ม ๆ กลว้ ยๆ หมูๆ  คาํ ซ้าํ บางคาํ อาจแยกมาจากคาํ ซอ้ น เช่น ลูบคลาํ -ลบู ๆคลาํ ๆ อดอยาก-อดๆ อยากๆ จดจอ้ ง-จดๆ จอ้ งๆ หนุ่มสาว-หนุ่มๆสาวๆ  คาํ ซ้าํ บางคาํ ตอ้ งใชค้ ู่กนั จงึ จะเกดิ ความหมาย เช่น งูๆปลาๆ สดๆรอ้ นๆ เจ็บๆไขๆ้ สุกๆดิบๆ ลมๆแลง้ ๆ ๏การใชค้ าซ้า  เปล่ียนไปจากความหมายเดิม คือ มคี วามหมายเป็ นพหพู จน์ เชน่ เด็กๆ เพื่อนๆ ลกู ๆ  มีความหมายอ่อนลง หรือทาํ อยา่ งไมต่ ้งั ใจ เชน่ ไปนงั ่ ๆ ใหเ้ ขาเห็นสกั หน่อย หรือ ทาๆใหพ้ อเสร็จ  เม่ือซา้ํ คาํ วเิ ศษณ์ ทาํ ใหม้ คี วามหมายวา่ ทาํ กริยาน้ันๆ ต่อเน่ืองกนั เชน่ เธอรอ้ งกร๊ีดๆ อยูล่ นั่ หอ้ ง  เมอ่ื ซา้ํ คาํ วเิ ศษณ์ ขยายนามหรือกริยาจะมีความหมายอ่อนลง หรือไมเ่ จาะจง เชน่ เธอสวมเส้ ือสีดาๆ กนิ ใหอ้ ่มิ ๆ นะจะไดม้ แี รง  เมื่อซา้ํ คาํ บุพบท มีความหมายไมเ่ จาะจง เช่น เขายนื อยู่รมิ ๆ ถนน  ในภาษาพดู ท่ีไมเ่ ป็ นทางการอาจเปลี่ยนวรรณยุกต์ เชน่ เด๊กเด็ก  มบี างคาํ ตอ้ งออกเสียงซา้ํ เสมอเช่น ฝนตกหยมิ ๆ  การใชไ้ มย้ มก กาํ หนดใชใ้ นบทรอ้ ยแกว้ เท่าน้ัน

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 71 แบบทดสอบ หน่วยที่ 3 วิเคราะหถ์ อ้ ยคา ช่ือ...........................................นามสกุล..............................ช้นั ..............เลขท่.ี ............ คาช้ แี จง ใหน้ กั เรยี นทาเครอื่ งหมาย X หนา้ คาตอบท่ถี ูกตอ้ งท่สี ุดเพียงขอ้ เดียว 1. คาํ ประพนั ธต์ ่อไปน้ ีใชค้ าํ ประเภทใดมากที่สุด มีแตค่ วามกระเสือกกระสนทุรนทุราย ฟูมฟายอยูใ่ นความไหมห้ ม่น มีแตค่ วามแคบคบั ท่ีอบั จน ทางหนท่ีกระดิกกระเด้ ยี ตวั 1: คาํ สมาส 2: คาํ ประสม 3: คาํ ซ้าํ 4: คาํ ซอ้ น 2. คาํ ท่ีใดที่ขีดเสน้ ใตข้ อ้ ใดตอ้ งใชเ้ ป็ นคาํ ซ้าํ เสมอ 1: เธอรอ้ งกร๊ีดๆ ลนั่ หอ้ ง 2: ค่อย ๆ พดู ก็ไดอ้ ยา่ เพงิ่ ใจรอ้ น 3: เธอเผลอแลบล้ ินแผล็บๆ เม่ือพดู ผิด 4: ฝนตกหยิม ๆ ในขณะที่ฉนั เดินมาโรงเรียน 3. ขอ้ ความต่อไปน้ ีมคี าํ ซอ้ น ซึ่งสามารถสลบั ที่ไดโ้ ดยท่ีความหมายไมเ่ ปลี่ยนก่คี าํ อยา่ งหน่วงหนักชกั ชา้ รงั คลาไคล รีบไปใหท้ นั ทว่ งที 1: 1 คาํ 2: 2 คาํ 3: 3 คาํ 4: 4 คาํ 4. ขอ้ ใดมีใช่คาํ ประสม 1: ตม้ เค็ม 2: ตม้ ขา่ 3: ตม้ ไข่ 4: ตม้ สม้

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 72 5. คาํ ซา้ํ ในขอ้ ใดไมม่ คี วามหมายเป็ นพหูพจน์ 1: นอ้ งๆ ของเขารกั ใครก่ นั ดี 2: เขาป่ วยตอ้ งนอนพกั รกั ษาเป็ นเดือนๆ 3: ตอนเด็กๆฉนั เคยไปอยูต่ ่างจงั หวดั 4: สาวๆสมยั น้ ีรูปรา่ งออ้ นแอน้ กน้ั ท้งั น้ัน 6. ขอ้ ความต่อไปน้ ีมีคาํ ซอ้ นกคี่ าํ “ขา้ วเป็ นธญั ญาหารท่ีมีประโยชนอ์ ยู่ทุกอณูของเมล็ดขา้ ว เน้ือขา้ ว ราขา้ ว และ จมูกขา้ ว เราจึงควรกินขา้ วใหค้ รบทกุ ส่วนของเมล็ด เพ่ือชีวิตท่ีแข็งแรงสดใส ห่างไกล จากโรครา้ ยตา่ งๆ และมีสขุ ภาพดอี ายุยืนยาว” 1: 3 คาํ 2: 4 คาํ 3: 5 คาํ 4: 6 คาํ 7. คาํ ท่ีขีดเสน้ ใตใ้ นขอ้ ใดใชเ้ คร่ืองหมายไมย้ มกไมไ่ ด้ 1: มีอะไรกก็ ินกินไปเถอะ 2: โปรดนัง่ ตามท่ีท่ีจดั ไว้ 3: ขนมน้ ีออกเค็มเค็มฉนั ไมช่ อบ 4: แมท่ าํ อาหารอร่อยอรอ่ ยไวใ้ หก้ นิ เสียกอ่ นสิ 8. ขอ้ ใดมคี าํ ประสม ปนอยู่ 1: ตดั สนิ พดั วี ข่มเหง 2: รจู้ กั คอยทาํ อบรม 3: งูเง้ ียว บากบนั่ กล่ินอาย 4: ขาดเหลือ บ่อเกิด เส่ือสาด 9. ขอ้ ใดมคี าํ ซอ้ นที่สรา้ งจากคาํ ไทยและคาํ เขมรทุกคาํ 1: ด่าทอ แมกไม้ เผาผลาญ 2: พงไพร เลือกสรร แบบแผน 3: เมิลมอง เสนียดจญั ไร ภูเขา 4: ทรวงอก ละเอียด ฝ่ นุ ผง 10. คาํ ซอ้ นในขอ้ ใดมีลกั ษณะต่างจากขอ้ อ่ืน 1: นรชน 2: คชสาร 3: อิทธิฤทธ์ิ 4: เหตุการณ์

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 73 11. คาํ ประสมในขอ้ ใดประสมจากคาํ ไทยแทท้ ุกคาํ 1: เดินโพย หมูตุ๋น เกา้ อ้ ีโยก 2: ตูเ้ ชฟ เทา้ แชร์ พวงหรีด 3: ยานอวกาศ มนุษยก์ บ แกส๊ นา้ ตา 4: หนา้ มา้ หมกเห็ด หุน่ เชิด 12. ขอ้ ใดเป็ นคาํ ประสมท่ีเลียนแบบคาํ สมาสทุกคาํ 1: เทพเจา้ สมมุติเทพ สุริยเทพ 2: ทุนทรพั ย์ เมรุมาศ ผลไม้ 3: พลเรือน ราชวงั ราชครู 4: สรรพส่ิง สรรพสตั ว์ สรรพสินคา้ 13. คาํ ซอ้ นในขอ้ ใด สลบั ที่กนั แลว้ ความหมายเปลี่ยนทง้ั สองคาํ 1: แหลกเหลว แน่นหนา 2: เศรา้ โศก สรอ้ ยเศรา้ 3: เหือดแหง้ รอ่ นเร่ 4: แผ่เผ่ือ เป้ ื อนเปรอะ 14. คาํ ซอ้ นในขอ้ ใด สลบั ที่กนั แลว้ ความหมายเปล่ียนทุกคาํ 1: แคล่วคล่อง คลางแคลง 2: เกล่ือนกลาด แน่แน่ว 3: ยกเลิก รอ้ งเรียก 4: รุม่ รอ้ น เลิกลม้ 15. “เวลาท่ีท่านตงั้ ใจทางาน บุคลิกของท่านก็เหมือนนกั บวชกาลังสาธยายมนต์ สง่า งามเหมือนนกั รบท่ีตอ่ ส่กู บั ขา้ ศึกเหมือนแพทยท์ ่ีกาลังช่วยชีวิตคนไข้ เหมือนตารวจ กาลังรกั ษาราษฎรมิใหถ้ กู โจรทารา้ ย” ขอ้ ความน้ ีมีคาํ ประสมก่คี าํ และคาํ ซอ้ นกคี่ าํ 1: คาํ ประสม 3 คาํ , คาํ ซอ้ น 3 คาํ 2: คาํ ประสม 4 คาํ , คาํ ซอ้ น 4 คาํ 3: คาํ ประสม 5 คาํ , คาํ ซอ้ น 4 คาํ 4: คาํ ประสม 7 คาํ , คาํ ซอ้ น 3 คาํ

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 74 16. “ท่านผเู้ ฒ่ามีจุดยืนไปทางความคดิ ฝ่ ายเตา๋ อย่างเดียวกบั ซุยเป๋ งเพ่ือนของขงเบง้ ซ่ึงเป็ นคนกล่าวยา้ กบั เล่าป่ี ว่า “ธรรมดาสรรพส่ิงในใตฟ้ ้า เม่ือแยกกนั นาน ๆ กลับ รวมกนั เม่ือรวมกนั นาน ๆ ก็แยกอีก” เพ่ือใหเ้ ล่าป่ี รจู้ กั ปล่อยว่าง” ขอ้ ความขา้ งตน้ มคี าํ ประสมกี่คาํ คาํ ซอ้ นกคี่ าํ 1: คาํ ประสม 2 คาํ ,คาํ ซอ้ น 2 คาํ 2: คาํ ประสม 3 คาํ ,คาํ ซอ้ น 3 คาํ 3: คาํ ประสม 4 คาํ ,คาซอ้ น 2 คาํ 3: คาํ ประสม 3 คาํ ,คาํ ซอ้ น 2 คาํ 17. ขอ้ ใดมคี าํ ประสมและคาํ ซอ้ น 1: อดั แกนนําพนั ธมิตรมเี จตนาไมบ่ ริสุทธ์ 2: เอกยุทธจ้ หี มกั ตดั สินใจ 3: อินทรีเหล็กคึกคกั หมนั่ ใจดบั ซ่าไกง่ วง 4: พานิชยจ์ บั ตา 200 การคุมราคาสินคา้ 18. ขอ้ ใดมีวิธีการสรา้ งคาํ มากท่ีสุด 1: สถานการณข์ าดแคลนพลงั งานกาํ ลงั เป็ นปัญหาคุกคามโลกยุคโลกกาภิวตั น์ 2: อีกสิบปี ขา้ งหน้าโลกตอ้ งเผชิญกบั ปัญหาขาดแคลนอาหาร 3: อีกทง้ั สภาวะโลกรอ้ นอาจทาํ ใหน้ ้ําท่วมโลก 4: ความยุง่ เหยงิ โกลาหลรอคอยอยขู่ า้ งหน้า 19. คาํ ประสมในขอ้ ใด มโี ครงสรา้ งเหมือนคาํ วา่ “เคร่ืองปัน่ ไฟ” ทุกคาํ 1: จกั รเย็บผา้ , ผา้ กนั เป้ ื อน 2: ผา้ ปูโต๊ะ , ผา้ เช็ดหนา้ 3: หมอ้ ไฟฟ้า , โรงจอดรถ 4: ไมต้ ีกอลฟ์ , เข็มขดั นิรภยั 20. คาํ ในขอ้ ใดมีคาํ ท่ีไมใ่ ช่ คาํ ซอ้ นปนอยู่ 1: ธงทิว, สรา้ งสรรค,์ เรือนหอ 2: เสือสาง, รงั สฤษฎ,์ ถุงไถ้ 3: ปกครอง, ผมเผา้ , บกพรอ่ ง 4: ถกั ทอ, หอคอย, หอ้ งหบั

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 75 21. ขอ้ ใดไมม่ คี าํ ซอ้ น 1: หนา้ ตาของสลวยดูสดใสข้ ึนเม่อื ทราบข่าวคนรกั ของเธอ 2: สารินไมร่ จู้ กั มกั คุน้ กบั อศั นียแ์ ต่เขาก็มาชวนเธอทาํ งาน 3: รจนาหน้าตกอยูใ่ นวงั วนของความทกุ ขท์ ี่ดูจะหาทางออกไมไ่ ด้ 4: กนกเรขาไมเ่ ดือดรอ้ นท่ีคนเขา้ ใจผิดเรื่อง 22. คาํ ซา้ํ ในขอ้ ใดมคี วามหมายต่างจากขอ้ อ่ืน 1: เรากาํ ลงั ฟังเพลิน เธอก็หยุดเลา่ เสียเฉย ๆ 2: คนช่วยงานเยอะแลว้ เรานัง่ เฉย ๆ ดีกวา่ 3: นักเรียนมกั กลวั ครูท่ีทาํ หน้าเฉย ๆ 4: ไหนเธอวา่ เขาเป็ นคนเฉย ๆ ไง 23. คาํ ซอ้ นในขอ้ ใดประกอบดว้ ยคาํ ไทยกบั คาํ เขมรทุกคาํ 1: ปรบั ปรุง แลกเปลี่ยน ลา้ งผลาญ 2: คุม้ กนั ละเอียดลออ ด่าทอ 3: กลา้ หาญ บนั่ ทอน เพ่ือนเกลอ 4: โงเ่ ขลา เงียบสงดั ฝ่ นุ ละออง 24. ขอ้ ความต่อไปน้ ีมคี าํ ซอ้ นกค่ี าํ “ธรรมชาตสิ รรคส์ รา้ งส่งิ ดีๆ ใหม้ วลมนุษย์ แตม่ นุษยเ์ ป็ นผทู้ ารา้ ยจนโลก เปลย่ี นแปลง จงึ ตอ้ งตกั เตอื นกนั ใหน้ าโลกเขา้ สู่สภาพเดมิ เร็วไว” 1: 2 คาํ 2: 3 คาํ 3: 4 คาํ 4: 5 คาํ 25. คาํ ประสมทุกคาํ ในขอ้ ใดมสี ่วนประกอบเหมอื นคาํ วา่ “คนพิมพด์ ีด” 1: เครื่องตดั หญา้ รถลอยฟ้า 2: คนเกบ็ ขยะ นักการเมือง 3: หวั กา้ วหน้า ผใู้ จบุญ 4: หอ้ งนัง่ เล่น ผา้ กนั เป้ ื อน 26. ขอ้ ใดมคี าํ ซา้ํ ที่ใชเ้ ป็ นคาํ เดี่ยวไมไ่ ด้ 1: กาํ ลงั เดิน ๆ อยฝู่ นกต็ ก 2: เรื่องน้ ีเกิดข้ ึนจริง ๆ เช่ือเถอะ 3: นักมวยฝ่ ายแดงกาํ ลงั งง ๆ เมื่อถูกจบั แพ้ 4: เปิ ดพดั ลมเบา ๆ เด่ียวจะเป็ นหวดั

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 76 27. การใชค้ าํ ซ้าํ ในขอ้ ใดต่างจากขอ้ อ่ืน 1: น้ําพระทยั เธอขอ่ น ๆ คิดไมข่ าด 2: น้ําพระชนนัยน์ไหลลงหลงั่ ๆ 3: พมุ่ ไมค้ ร้ ึมเป็ นเงา ๆ ชะโงกเง้ ือม 4: ฝงู สกุณาออกหากินบินเกริ่นกอ้ งรอ้ งอยูแ่ จว้ ๆ 28. ขอ้ ใดเป็ นคาํ ซอ้ นทุกคาํ 1: กล้าํ กลืน เคยตวั ติดตาม 2: อวดอา้ ง หมายมาด เคลื่อนคลอ้ ย 3: พรงั่ พรอ้ ม หง่างเหงง่ วงั เวง 4: รอ่ ยหรอ โศกศลั ย์ ตกยาก 29. ขอ้ ใดเป็ นคาํ ซอ้ นทุกคาํ 1: เหตุการณ์ มิตรสหาย โกรธเคือง พบพาน 2: เงียบสงดั เรืองรอง ขมขี มนั หอ้ งหอ 3: สูญเสีย พกั ผอ่ น สตั วซ์ ื่อ วธิ ีการ 4: ปลอ่ ยวาง ลาํ น้ํา เผ่นโผน นับถือ 30. ขอ้ ใดเป็ นคาํ ประสมทุกคาํ 1: ของขลงั ชุมนุม เรือด่วน สามขุม 2: เรียงเบอร์ ขา้ วสวย มูมมาม เหล็กดัด 3: มอื ถือ เครื่องบิน ตม้ เค็ม รปู ภาพ 4: แมพ่ มิ พ์ เครื่องคิดเลข แกงไก่ ขายหนา้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คะแนนทไ่ี ด.้ .........................................คะแนน ลงช่อื ครู......................................................... วนั ท่ีสง่ งาน.....................................................

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 77 หน่วยท่ี 4 นาใชเ้ รยี งรอ้ ย 1. กล่มุ คำและหน้ำท่ขี องกล่มุ คำประโยคในภำษำไทย กลมุ่ คา กลุม่ คา หรือ วลี คือ การนําคาํ ต้งั แต่ 2 คาํ ข้ ึนไปมาเรียงต่อกนั โดยไมเ่ กดิ คาํ ใหม่ และไมเ่ ป็ นประโยค วธิ ีพจิ ารณาคาํ ในภาษาไทยตอ้ งดูจากการเรียงลาํ ดบั คาํ และความหมายควบคู่กนั จงึ จะรชู้ นิดและหนา้ ท่ีของคาํ น้ันได้ เชน่

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 78 1. ชนิดของกลมุ่ คา กลุม่ คาํ แบง่ ได้ 7 ชนิด เรียกตามชนิดของคาํ ท่ขี ้ ึนตน้ กลุ่มคาํ น้ัน ไดแ้ ก่ 1. กลุม่ คาํ นามหรือนามวลี ข้ ึนตน้ ดว้ ยคาํ นาม เชน่ โรงเรียนของเรา เด็กทง้ั หลาย 2. กลุ่มคาํ สรรพนามหรือสรรพนามวลี ข้ ึนตน้ ดว้ ยคาํ สรรพนาม เชน่ เราชาวไทย พระคุณเจา้ 3. กลุม่ คาํ กริยาหรือกริยาวลี ข้ ึนตน้ ดว้ ยคาํ กริยา เช่น ทาํ มาหากนิ เดินเร็ว 4. กลุ่มคาํ วิเศษณห์ รือวเิ ศษณว์ ลี ข้ ึนตน้ ดว้ ยคาํ วเิ ศษณ์ เชน่ หอมช่ืนใจ สูงลิบล่ิว 5. กลุ่มคาํ บุพบทหรือบุพบทวลี ข้ นึ ตน้ ดว้ ยคาํ บุพบท เช่น บนโต๊ะทาํ งาน ดว้ ยน้ําใจ 6. กลุม่ คาํ สนั ธานหรือสนั ธานวลี ข้ นึ ตน้ ดว้ ยคาํ สนั ธาน เช่น ถึงอยา่ งไรก็ตาม ดว้ ย เหตุน้ ี 7. กลุม่ คาํ อุทานหรืออุทานวลี ข้ นึ ตน้ ดว้ ยคาํ อุทาน เช่น อะไรกนั น่ี ! ช่างกระไรหนอ ! 2. หนา้ ทขี่ องกลมุ่ คา กลุ่มคาํ ทาํ หน้าที่ในประโยคไดเ้ ชน่ เดียวกบั คาํ ท้งั 7 ชนิด ดงั น้ ี 2.1 กลุ่มคาํ ทาํ หนา้ ที่อยา่ งนาม

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 79 2.2 กลุ่มคาํ ทาํ หน้าท่ีอยา่ งสรรพนาม 2.3 กลุม่ คาํ ทาํ หนา้ ท่ีอยา่ งกริยา 2.4 กลุ่มคาํ ทาํ หน้าที่อยา่ งวิเศษณ์

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 80 2.5 กลุม่ คาํ ทาํ หน้าที่อยา่ งบุพบท 2.6 กลุ่มคาํ ทาํ หน้าท่ีอยา่ งสนั ธาน 2.7 กลุม่ คาํ ทาํ หน้าท่ีอยา่ งอุทาน กลุม่ คาํ ทาํ หนา้ ที่อยา่ งอุทานจะไมม่ หี นา้ ที่หลกั ในประโยค ทาํ หนา้ ท่ีเพียงเสรมิ ใจความ ใหช้ ดั เจนข้ ึน 2. ประโยคตำมโครงสรำ้ งและ เจตนำของผ้สู ง่ สำร ๏ความหมายของประโยค ประโยค เกิดจากคาํ หลายๆคาํ หรือวลีท่ีนํามาเรียงต่อกนั อยา่ งเป็ นระเบียบใหแ้ ต่ ละคาํ มคี วามสมั พนั ธก์ นั มีใจความสมบูรณ์ แสดงใหร้ วู้ า่ ใคร ทาํ อะไร ท่ีไหน อยา่ งไร เช่น สมคั รไปโรงเรียน ตาํ รวจจบั คนรา้ ย เป็ นตน้

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 81 ๏สว่ นประกอบของประโยค ประโยคหน่ึง ๆ จะตอ้ งมภี าคประธานและภาคแสดงเป็ นหลกั และอาจมคี าํ ขยาย ส่วนต่าง ๆ ไดแ้ ก่ 1.ภาคประธาน ภาคประธานในประโยค คือ คาํ หรือกลุ่มคาํ ที่ทาํ หนา้ ที่เป็ นผกู้ ระทาํ ผแู้ สดงซึ่งเป็ น ส่วนสาํ คญั ของประโยค ภาคประธานน้ ี อาจมีบทขยายซึ่งเป็ นคาํ หรือกลุม่ คาํ มาประกอบ เพือ่ ทาํ ใหม้ ีใจความชดั เจนย่ิงข้ ึน 2.ภาคแสดง ภาคแสดงในประโยค คือ คาํ หรือกลุม่ คาํ ท่ีประกอบไปดว้ ยบทกริยา บทกรรมและ ส่วนเติมเต็ม บทกรรมทาํ หนา้ ท่ีเป็ นตวั กระทาํ หรือตวั แสดงของประธาน สว่ นบทกรรมทาํ หน้าที่เป็ นผถู้ ูกกระทาํ และสว่ นเติมเต็มทาํ หนา้ ที่เสริมใจความของประโยคใหส้ มบูรณ์ คือทาํ หนา้ ที่คลา้ ยบทกรรม แต่ไมใ่ ชก้ รรม เพราะมไิ ดถ้ ูกกระทาํ ๏ชนิดของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบง่ เป็ น 3 ชนิด ตามโครงสรา้ งการส่ือสารดงั น้ ี 1.ประโยคความเดยี ว (เอกรรถประโยค) ประโยคความเดียว คือ ประโยคท่ีมีขอ้ ความหรือใจความเดียว ซ่ึงเรียกอีกอยา่ ง หนึ่งวา่ เอกรรถประโยค เป็ นประโยคที่มภี าคประโยคเพียงบทเดียว และมภี าคแสดงหรือ กริยาสาํ คญั เพียงบทเดียว หากภาคประธานและภาคแสดงเพมิ่ บทขยายเขา้ ไป ประโยค ความเดียวน้ันก็จะเป็ นประโยคความเดียวท่ีซบั ซอ้ นย่ิงข้ ึน  มินเน่ียนเลน่ แบดมนิ ตนั ที่สโมสร  รถของคุณมนชนกเสียบอ่ ย ๆ  เจา้ ซิลเวอรส์ ุนัขขา้ งบา้ นจะกดั เจา้ โกลดข์ องฉนั  ผบู้ ญั ชาการทหารบกกาํ ลงั อ่านหนังสือสารคดีดว้ ยความสนใจ  นอ้ ง ๆ ช้นั ปี ที่ 1 เช่ือฟังพวกเราพี่ชน้ั ปี 2 อยา่ งดี ขอ้ สงั เกต ประโยคความเดียว สนั ธานท่ีใชเ้ ช่ือมบทกรรมหรือวิเศษณเ์ ป็ นการเชื่อมคาํ

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 82 2.ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค) ประโยคความรวม คือ ประโยคท่ีรวมเอาโครงสรา้ งประโยคความเดียวต้งั แต่ 2 ประโยคข้ ึนไปเขา้ ไวใ้ นประโยคเดียวกนั โดยมคี าํ เชื่อมหรือสนั ธานทาํ หนา้ ท่ีเชื่อมประโยค เหล่าน้ันเขา้ ดว้ ยกนั ประโยคความรวมเรียกอีกอยา่ งหนึ่งวา่ อเนกกรรถประโยค ประโยค ความรวมแบง่ ใจความออกเป็ น 4 ประเภท ดงั น้ ี 2.1 ประโยคที่มเี น้ ือความคลอ้ ยตามกนั คือ ประโยคความเดียว 2 ประโยค ที่นํามารวมกนั โดยมีเน้ ือความสอดคลอ้ งกนั มีสนั ธาน และ แลว้ แลว้ ...ก็ คร้4ั : ..จึง พอ...ก็ ฯลฯ เป็ นตวั เชื่อม แบง่ เป็ น 2 ลกั ษณะ คือ 2.1.1 ประธานหนึ่งคนทาํ กริยา 2 กริยาต่อเนื่องกนั เชน่ ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สนั ธาน พอฉนั ทาํ การบา้ นเสร็จ ฉนั ไปดูโทรทศั น์ พอ...ก็ ฉนั ทาํ การบา้ นเสร็จ สนั ธาน ก็ไปดูโทรทศั น์ทนั ที 2.1.2 ประธานสองคนทาํ กริยาอยา่ งเดียวกนั เชน่ ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว แพนเคก้ และขวญั เรียน และ แพนเคก้ เรียนยุวกาชาด ขวญั เรียนยุวกาชาด ยุวกาชาดเหมือนกนั 2.2 ประโยคที่มีเน้ ือความขดั แขง้ กนั คือ ประโยคความเดียว 2 ประโยคท่นี ํามา รวมกนั โดยมเี น้ ือความขดั แยง้ กนั กริยาในแต่ละประโยคตรงกนั ขา้ มกนั สว่ นใหญ่จะมี สนั ธาน แต่ แต่ทวา่ กวา่ ...ก็ ฯลฯ เป็ นตวั เช่ือม เช่น ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สนั ธาน ฉนั รกั เขามากแต่ทวา่ ฉนั รกั เขามาก เขากลบั ไมร่ กั ฉนั เลย แต่ทวา่ เขากลบั ไมร่ กั ฉนั เลย

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 83 2.3 ประโยคท่ีมเี น้ ือความใหเ้ ลือกเอาอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง คือ ประโยคที่มกี ริยา 2 กริยาท่ีต่างกนั มสี นั ธาน หรือ หรือไมก่ ็ มิฉะน้ัน...ก็ ฯลฯ เป็ นตวั เช่ือม เชน่ ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สนั ธาน แจบอมหรือไมก่ จ็ ินยอง แจบอมไปช่วยแมย่ กของ จนิ ยองไปช่วยแมย่ กของ หรือไมก่ ็ ไปช่วยแมย่ กของหน่อย 2.4 ประโยคท่ีมเี น้ ือความเป็ นเหตุเป็ นผล คือ ประโยคท่ีมีประโยคความ เดียวประโยคหน่ึงมเี น้ ือความเป็ นประโยคเหตุและมีประโยคความเดียวอีกประโยค หน่ึงมเี น้ ือความเป็ นประโยคผล มสี นั ธาน จึง ฉะน้ัน ดงั น้ัน เพราะฉะน้ัน ฯลฯ เป็ น ตวั เช่ือม เชน่ ประโยคความรวม ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สนั ธาน เพราะเธอเป็ นคนเห็น เธอเป็ นคนเห็นแกต่ วั ไมม่ ใี ครคบคา้ สมาคมดว้ ย แกต่ วั จงึ ไมม่ ใี ครคบคา้ (ประโยคเหตุ) (ประโยคผล) เพราะ...จึง สมาคมดว้ ย ขอ้ สงั เกต ประโยคความรวมที่มีเน้ ือความเป็ นเหตุเป็ นผลน้ัน ประโยคเหตุจะตอ้ งมากอ่ น ประโยคผลเสมอ *ขอ้ สงั เกต „ สนั ธานเป็ นคาํ เชื่อมท่ีจา้ํ เป็ นตอ้ งมปี ระโยคความรวม และจะตอ้ งใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั เน้ ือความในประโยค ดงั น้ันจึงกล่าวไดว้ า่ สนั ธานเป็ นเคร่ืองกาํ หนดหรือช้ ีบ่งวา่ ประโยคน้ันมี ใจความแบบใด „ สนั ธานบางคาํ ประกอบดว้ ยคาํ สองคาํ หรือสามคาํ เรียงอยหู่ า่ งกนั เชน่ ฉะน้ัน – จึง, ท้งั – และ, แต่ – ก็ สนั ธานชนิดน้ ีเรียกวา่ “สนั ธานคาบ” มกั จะมคี าํ อ่ืนมาคนั่ กลางอยจู่ งึ ตอ้ งสงั เกตใหด้ ี „ ประโยคเล็กที่เป็ นประโยคความเดียวน้ัน เมื่อแยกออกจากประโยคความรวมแลว้ ก็ยงั ส่ือความหมายเป็ นท่ีเขา้ ใจได้

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 84 3.ประโยคความซอ้ น (สงั กรประโยค) คือประโยคท่ีประกอบดว้ ยประโยคหลกั (มุขยประโยค) และประโยคยอ่ ย (อนุประโยค) มารวมเป็ นประโยคเดียวกนั โดยมปี ระพนั ธสรรพนาม (ผ,ู้ ที่, ซึ่ง, อนั ) ประพนั ธวเิ ศษณ์ หรือบุพบทเป็ นบทเชื่อม ประโยคหลัก (มุขยประโยค) คือ ประโยคที่เป็ นใจความสาํ คญั ท่ีตอ้ งการสื่อสาร ประโยคย่อย (อนุประโยค) คือ ประโยคท่ีทาํ หน้าท่ีขยายความประโยคหลกั ใหส้ มบูรณ์ ยงิ่ ข้ ึน เช่น ประโยคความซอ้ น ประโยคหลกั ประโยคยอ่ ย ตวั เชื่อม (มุขยประโยค) (อนุประโยค) ฉนั รกั เพือ่ นที่มนี ิสยั ฉนั รกั เพ่ือน ที่ เรียบรอ้ ย ที่มีนิสยั เรียบรอ้ ย (แทนคาํ วา่ \"เพอื่ น\") พอ่ แมท่ าํ งานหนักเพ่อื พอ่ แมท่ าํ งานหนัก ลกู จะมีอนาคตสดใส เพ่อื (ขยายวเิ ศษณ์ ลกู จะมอี นาคตสดใส (ทาํ งานหนักเพ่อื อะไร) \"หนัก\") เขาบอกให้ เขาบอก ฉนั ลุกข้ นึ ยืนทนั ที ให้ ฉนั ลุกข้ นึ ยนื ทนั ที (ขยายกริยา\"บอก\" บอกวา่ อยา่ งไร) ประโยคยอ่ ย (อนุประโยค) ท่ีซอ้ นอยนู่ ้ ีอาจทาํ หนา้ ที่เป็ นประธาน บทขยายประธาน กรรม หรือบทขยายกรรมของประโยคหลกั (มุขยประโยค)

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 85 อนุประโยคแบง่ ออกเป็ น 3 อยา่ ง คอื 3.1 นามานุประโยค หมายถึง ประโยคยอ่ ยทาํ หน้าที่เป็ นประธานหรือกรรมของ ประโยค เช่น ประโยคความซอ้ น ประโยคหลกั ประโยคยอ่ ย ตวั เช่ือม (มุขยประโยค) (นามานุประโยค) นายกรฐั มนตรีพดู วา่ เยาวชนไทยตอ้ งมี เยาวชนไทยตอ้ งมีความ นายกรฐั มนตรีพดู ความซ่ือสตั ยส์ ุจริต วา่ ซ่ือสตั ยส์ ุจริต (เป็ นกรรม) พสี่ าวทาํ ใหน้ ้องชายเลิก น้องชายเลิกเล่นเกม ให้ พส่ี าวทาํ ..... ไดโ้ ดยเด็ดขาด (เป็ นกรรม) เลน่ เกมไดโ้ ดยเด็ดขาด ภาพยนตรเ์ ร่ืองน้ ีสอนวา่ ทุกคนควรช่วยเหลือ ทุกคนควรช่วยเหลือ ภาพยนตรเ์ ร่ืองน้ ีสอน สงั คมเม่ือมีโอกาส วา่ สงั คมเม่อื มีโอกาส (เป็ นกรรม) รฐั สภาจดั งานใหญเ่ ป็ น .....เป็ นเกียรติแก่ รฐั สภาจดั งานใหญ่ วา่ เกียรติแกผ่ แู้ ทนราษฎร์ ผแู้ ทนราษฎร (เป็ นประธาน)

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 86 3.2 คุณานุประโยค หมายถึง อนุประโยคที่ทาํ หนา้ ที่เหมอื นคาํ วเิ ศษณเ์ พื่อขยาย นามหรือสรรพนามใหไ้ ดค้ วามชดั เจนยง่ิ ข้ ึน ทาํ หน้าที่เช่นเดียวกบั วิเศษ คุณานุประโยคมกั จะ ใชป้ ระพนั ธสรรพนาม(ที่ ซ่ึง อนั วา่ ผ)ู้ เป็ นตวั เช่ือม เชน่ ประโยคความซอ้ น ประโยคหลกั ประโยคยอ่ ย ตวั เชื่อม (มุขยประโยค) (คุณานุประโยค) บา้ นสวยที่อยบู่ นภูเขา บา้ นสวยเป็ นของ ท่ีอยูบ่ นภูเขา ท่ี น้ันเป็ นของนักรอ้ งชื่อดงั นักรอ้ งช่ือดงั (บา้ นอยบู่ นภเู ขา) ครทู ุกคนไมช่ อบ ครูทุกคนไมช่ อบ ที่แต่งตวั ไมส่ ุภาพ ที่ นักเรียน นักเรียน เรียบรอ้ ย ท่ีแต่งตวั ไมส่ ุภาพ (นักเรียนแต่งตวั ไม่ เรียบรอ้ ย สุภาพเรียบรอ้ ย) คนซ่ึงไปรบั รางวลั เป็ น คนเป็ นนอ้ งสาวของ ซึ่งไปรบั รางวลั ซ่ึง น้องสาวของฉนั เอง ฉนั เอง (คนไปรบั รางวลั ) 3.3 วเิ ศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทาํ หนา้ ที่ี่ขยายกรยิ าหรือวิเศษณ์ เรียกวา่ วิเศษณานุประโยค โดยสงั เกตจากสนั ธาน เม่อื จน เพราะ ราวกบั ระหวา่ งท่ี ฯลฯ เชน่ ประโยคหลกั ประโยคยอ่ ย ตวั เช่ือม ประโยคความซอ้ น (มุขยประโยค) (วิเศษณานุประโยค) นักเรียนถูกลงโทษไมใ่ ห้ - ไมใ่ หอ้ อกนอกบริเวณ ออกนอกบริเวณ นักเรียนถูกลงโทษ โรงเรียน โรงเรียน หลอ่ นไปทาํ งานต้งั แต่ ต้งั แต่ฟ้าเพงิ่ จะสาง ๆ ต้งั แต่ ฟ้าเพิ่งจะสาง ๆ หล่อนไปทาํ งาน เทา่ น้ันเอง เท่าน้ันเอง ขอ้ สงั เกต ประโยคความซอ้ นลกั ษณะน้ ี ประโยคผลจะมากอ่ นประโยคเหตุ

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 87 ขอ้ สงั เกต ประโยคความซอ้ น - ถา้ มีอนุประโยคทาํ หน้าที่เป็ นนามหรือมคี าํ \"วา่ \" อยใู่ นประโยค เรียกวา่ นามานุประโยค - ถา้ อนุประโยคมคี าํ วา่ \"ที่\" \"ซึ่ง\" \"อนั \" อยูห่ น้าประโยค เรียกวา่ คุณานุประโยค - ถา้ อนุประโยคมคี าํ วา่ \"เม่ือ\" \"เพราะ\" \"แมว้ า่ \" อยหู่ นา้ ประโยค เรียกวา่ วเิ ศษณานุประโยค *************************ประโยคซบั ซอ้ น*********************************** ประโยคซบั ซอ้ น คือ ประโยคชนิดต่าง ๆ ที่มโี ครงสรา้ งซบั ซอ้ นกวา่ ปกติ พบผ่าน การสื่อสารในชีวติ ประจาํ วนั แบง่ เป็ น 5 แบบ ซึ่งแต่ละชนิดมลี กั ษณะโครงสรา้ งแสดงความ ซบั ซอ้ นต่างกนั ดงั ต่อไปน้ ี 1. ประโยคความเดยี วซบั ซอ้ น ประโยคความเดียวซบั ซอ้ น คือ ประโยคความเดียวที่มีสว่ นขยาย 1.1 ประโยคความเดียวซบั ซอ้ นที่ภาคประธาน 1) สว่ นขยายเป็ นกลุ่มคาํ ท่ีมคี าํ บุพบทนําหน้า เช่น เครื่องป้ันดินเผาของชุมชนเกาะเกรด็ จงั หวดั นนทบรุ ีเป็ นท่ีนิยมของ นักทอ่ งเที่ยวชาวต่างประเทศ 2) ประธานเป็ นกลุ่มคาํ ท่ีมคี าํ วา่ “การ” หรือ “ความ” นําหนา้ เชน่ การส่งเสริมการออกกาลงั กายของผสู้ ูงอายุ ชว่ ยใหส้ ุขภาพแข็งแรงยงิ่ ข้ นึ 3) ประธานมีสว่ นขยายเป็ นคาํ หรือกลุ่มคาํ ปะปนกนั เช่น สินคา้ นานาชนิดหลากหลายรูปแบบจากรา้ นคา้ ชุมชน แสดงถึงภูมิปัญญาของ ชาวบา้ นเป็ นอยา่ งดี 1.2 ประโยคความเดียวซบั ซอ้ นที่ภาคแสดง 1) กริยาหรือตวั แสดงเป็ นกลุ่มคาํ เช่น ชาวบา้ นพยายามจอ้ งมองดูตน้ ไมป้ ระหลาดดว้ ยความสนใจ 2) กริยาหรือตวั แสดงมสี ่วนขยายอยูห่ ลายแหง่ ในประโยค เชน่ ทกุ เชา้ ก่อนเขา้ เรยี นครูตรวจการแต่งกายนักเรียนอย่างละเอยี ดหนา้ แถว

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 88 3) กริยาหรือตวั แสดงมสี ว่ นขยายต่อเน่ืองกนั หลายทอด เช่น นักเรียนค่อยๆ จดั ดอกกุหลาบใส่แจกนั บนโตะ๊ ครู 2. ประโยคความรวมซบั ซอ้ น ประโยคความรวมซบั ซอ้ น คือ ประโยคความเดียวต้งั แต่ 2 ประโยค เชื่อมต่อกนั ดว้ ย สนั ธาน 2.1 ประโยคความรวมท่ีมีสว่ นประกอบเป็ นประโยคความเดียวซบั ซอ้ น เชน่ พชื สมุนไพรมไิ ดม้ ีประโยชน์เฉพาะการปรุงอาหารเท่าน้ัน แตย่ งั นํามาทาํ ยาสมุนไพร รกั ษาโรคอีกดว้ ย 2.2 ประโยคความรวมที่มีสว่ นประกอบเป็ นประโยคความรวม เขารบั ประทานอาหารรสจดั แตฉ่ นั รบั ประทานผลไมร้ สเปร้ ียว ดงั น้นั เขาจงึ ปวดทอ้ ง แต่ฉนั ทอ้ งเสีย

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 89 2.3 ประโยคความรวมท่ีมีสว่ นประกอบเป็ นประโยคความซอ้ น เขาต้งั ใจจะไปนมสั การพระธาตุทป่ี ระดิษฐานบนเจดียภ์ เู ขาทอง แตต่ อ้ งประสบ ปัญหาเพราะฝนตกหนัก 3. ประโยคความซอ้ นซบั ซอ้ น ประโยคความซอ้ นซบั ซอ้ น คือ ประโยคความซอ้ นที่มีประโยคยอ่ ยมากกวา่ หนึ่งประโยค โดยประโยคยอ่ ยอาจเป็ นนามานุประโยค คุณานุประโยค หรือวเิ ศษณานุประโยคกไ็ ด้ 3.1 ประโยคหลกั หรือประโยคยอ่ ยเป็ นประโยคความเดียวซบั ซอ้ น นักกฬี ากาํ ลงั ฝึกซอ้ มอยกู่ ลางสนาม ซ่ึงเพ่งิ สรา้ งเสร็จเรียบรอ้ ยเมือ่ สปั ดาหท์ ี่แลว้ 3.2 ประโยคความซอ้ น ซ่ึงมสี ว่ นประกอบเป็ นประโยคความรวม ละครพดู เร่ืองเห็นแกล่ ูกที่ครูและนักเรียนแสดงไดร้ บั ความสนใจเป็ นอยา่ งมาก

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 90 3.3 ประโยคความซอ้ น ซึ่งมีสว่ นประกอบเป็ นประโยคความซอ้ น ครูบอกแกล่ ูกศิษยท์ ้งั หลายว่า เราควรมจี ติ ใจเขม้ แข็งอดทนจงึ จะต่อสูก้ บั อุปสรรค นานัปการทเี่ ขา้ มารุมลอ้ ม รอบตวั เราได้ 4. ประโยคแสดงเง่ือนไข ประโยคแสดงเง่ือนไข คือ ประโยคความเดียวต้งั แต่สองประโยคเชื่อมต่อกนั โดยมใี จความ เป็ นเงื่อนไขต่อกนั มลี กั ษณะประโยคคลา้ ยประโยคความรวมและประโยคความซอ้ นเพราะใช้ สนั ธานเหมอื นกนั 5. ประโยคแสดงเง่ือนไขซบั ซอ้ น ประโยคแสดงเงื่อนไขซบั ซอ้ น คือ ประโยคที่มีประโยคเง่ือนไขหรือผลท่ีตามมามากกวา่ หน่ึงประโยค

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 91 เง่ือนไขมากกว่าหนึ่งประโยค ถา้ เราทาํ ความชวั่ แลว้ ปกปิ ดความชวั่ น้ันไว้ ความชวั่ น้ันก็จะปรากฏข้ ึนสกั วนั หนึ่ง เราทาํ ความชวั่ : เงื่อนไข 1 เราปกปิ ดความชวั่ น้ันไว้ : เง่ือนไข 2 ความชวั่ น้ันจะปรากฏข้ ึนสกั วนั หนึ่ง : ผลที่ตามมา ผลทต่ี ามมามากกว่าหน่ึงประโยค ถา้ เราทาํ ความชวั่ แลว้ ปกปิ ดความชวั่ น้ันไว้ ความชวั่ น้ันก็จะปรากฏข้ ึนสกั วนั หนึ่งและ นําความเดือดรอ้ นมาให้ เราทาํ ความชวั่ : เง่ือนไข 1 เราปกปิ ดความชวั่ น้ันไว้ : เงื่อนไข 2 สกั วนั หน่ึงความชวั่ น้ันจะปรากฏข้ นึ : ผลที่ตามมา 1 (ความชวั่ ) นําความเดือดรอ้ นมาให้ : ผลท่ีตามมา 2 สรุป กลุ่มคาํ หรือวลี คือ การนําคาํ มาเรียงต่อกนั มใี จความไมส่ มบูรณ์ ใชเ้ ป็ นส่วนหนึ่ง ของประโยค ส่วนกลุม่ คาํ ใดมีใจความครบถว้ นจะเรียกวา่ ประโยค ในปัจจุบนั ประโยคที่ใช้ เพอ่ื การสื่อสารมีโครงสรา้ งซบั ซอ้ นกวา่ โครงสรา้ งประโยคปกติ ดงั น้ันเราจึงควรเรียนรู้ ประโยคใหถ้ ่องแทเ้ พอ่ื พฒั นาการสื่อสารใหด้ ียงิ่ ข้ ึน หนา้ ที่ของประโยค ประโยคต่างๆ ที่ใชใ้ นการสื่อสารยอ่ มแสดงถึงเจตนาของผสู้ ่งสาร เชน่ บอกกล่าว เสนอแนะ อธิบาย ซกั ถาม ขอรอ้ ง วงิ วอน สงั่ หา้ ม เป็ นตน้ หากจะแบ่งประโยคตามหนา้ ท่ี หรือลกั ษณะท่ีใชใ้ นการสื่อสาร สามารถแบ่งออกเป็ น 4 ลกั ษณะ ดงั น้ ี 1. บอกเล่าหรือแจง้ ใหท้ ราบ เป็ นประโยคที่มีเน้ ือความบอกเลา่ บง่ ช้ ีใหเ้ ห็นวา่ ประธานทาํ กริยา อะไร ที่ไหน อยา่ งไร และเมอ่ื ไหร่ เช่น - ฉนั ไปพบเขามาแลว้ - เขาเป็ นนักฟุตบอลทีมชาติ

วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 92 2. ปฏิเสธ เป็ นประโยคมเี น้ ือความปฏิเสธ จะมคี าํ วา่ ไม่ ไมไ่ ด้ หามไิ ด้ มิใช่ ใช่ วา่ ประกอบอยดู่ ว้ ยเช่น - เรา ไมไ่ ด้ ส่งข่าวถึงกนั นานแลว้ - นัน่ มใิ ช่ ความผิดของเธอ 3. ถามใหต้ อบ เป็ นประโยคมีเน้ ือความเป็ นคาํ ถาม จะมีคาํ วา่ หรือ ไหม หรือไม่ ทาํ ไม เมอื่ ไร ใคร อะไร ท่ีไหน อยา่ งไร อยหู่ นา้ ประโยคหรือทา้ ยประโยค เชน่ - เมื่อคืนคุณไป ท่ีไหน มา - เธอเห็นปากกาของฉนั ไหม 4. บงั คบั ขอรอ้ ง และชกั ชวน เป็ นประโยคที่มีเน้ ือความเชิงบงั คบั ขอรอ้ ง และ ชกั ชวน โดยมคี าํ อนุภาค หรือ คาํ เสริมบอกเน้ ือความของประโยค เช่น - หา้ ม เดินลดั สนาม - กรุณา พดู เบา

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 93 แบบทดสอบ หน่วยท่ี 4 นาใชเ้ รยี งรอ้ ย ช่ือ...........................................นามสกุล..............................ช้นั ..............เลขท.่ี ............ คาช้ แี จง ใหน้ กั เรยี นทาเครอ่ื งหมาย X หนา้ คาตอบท่ีถูกตอ้ งทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดียว 1. ประโยคมีความหมายตรงตามขอ้ ใดมากท่ีสุด 1: คาํ หรือกลุ่มคาํ 2: การนํากลุม่ คาํ มาเรียบเรียงกนั 3: มภี าคประธานและภาคแสดง 4: คาํ หรือกลุม่ คาํ ที่นํามาเรียงกนั แลว้ มีความหมายสมบูรณ์ ประกอบดว้ ยภาค ประธานและภาคแสดง 2. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ประโยคความเดียว 1: นกตวั สีขาวจกิ หนอน 2: พอ่ ซ้ ือบา้ นซึ่งอยบู่ นเนินเขา 3: พวกเราทุกคนรกั ประเทศไทย 4: ความเอ้ ือเฟ้ ือเป็ นคุณสมบตั ิของคนไทย 3. “หมบู่ า้ นแหง่ น้ ีมผี ใู้ หญ่บา้ นที่มีความรบั ผดิ ชอบต่อชุมชน” ประโยคขา้ งตน้ เป็ นประโยคประเภทใด 1: ประโยคแบบ 3 สว่ น 2: ประโยคความเดียว 3: ประโยคความรวม 4: ประโยคความซอ้ น 4. ประโยคในขอ้ ใดต่างจากพวก 1: แมซ่ ้ ือเส้ ือซ่ึงแขวนอยใู่ นตู้ 2: คนเดินริมถนนมองดูตาํ รวจ 3: สปั ดาหห์ น้าเธอจะไปเที่ยวทะเลหรือน้ําตก 4: เขาทาํ งานหนักเพราะตอ้ งหาเล้ ียงดูลกู 4 คน 5. ประโยคใดเป็ นประโยคความรวม 1: นักกีฬาทีมชาติไทยมุง่ มนั่ ไปสูจ่ ุดหมาย 2: กมลอา่ นหนังสือสารคดีซ่ึงแมซ่ ้ ือมาให้ 3: พอพอ่ กลบั ถึงบา้ นแมก่ ็เตรียมอาหารเยน็ เสร็จแลว้ 4: นักแสดงที่มคี วามสามรถยอ่ มไดร้ บั การกล่าวขาน

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 94 6.“สรพงษ์เดินทางไปสงขลาเพอื่ แสดงภาพยนตร”์ จากประโยคขา้ งตน้ ประโยคใดเป็ น ประโยคหลกั 1: สรพงษเ์ ดินทาง 2: สรพงษ์เดินทางไปสงขลา 3: สรพงษ์แสดงภาพยนตร์ 4: สรพงษ์เดินทางไปแสดงภาพยนตร์ 7.ขอ้ ใดเป็ นประโยคความซอ้ น 1: ฉนั รอ้ งเพลง 2: ฉนั และแมก่ ินขา้ ว 3: ฉนั ชอบบา้ นท่ีอยูช่ ายทะเล 4: ฉนั จะรอ้ งเพลงแต่พจ่ี ะเตะฟุตบอล จงเลือกประโยคตอ่ ไปน้ ีตอบคาถามขอ้ ที่ 8-10 1: “นกพริ าบ” 2: “ฉนั กินขา้ วผดั ” 3: “กระเป๋ าที่วางอยบู่ นโซฟาเป็ นของพอ่ ” 4: “เขาชอบอา่ นหนังสือหรือชอบเขียนหนังสือ” 8. จากตวั เลือกขา้ งตน้ ขอ้ ใดคือ ประโยคความเดียว 9. จากตวั เลือกขา้ งตน้ ขอ้ ใดประโยคความรวม 10 จากตวั เลือกขา้ งตน้ ขอ้ ใดประโยคความซอ้ น 11. ขอ้ ใดผพู้ ดมเี จตนาเชน่ เดียวกบั ประโยคต่อไปน้ ี “เขาเป็ นคนง่ายๆ อยทู่ ่ไี หนกนิ อะไรกไ็ ด”้ 1: “เธอจะอยูก่ บั ฉนั หรือจะไปกบั เขาใหเ้ ลือกเอา” 2: “นิดชอบแต่งตวั มาก ซ้ ือเส้ ือผา้ สวยๆ ทุกเดือน” 3: “สวสั ดีจะ้ นอ้ ย ไมไ่ ดเ้ จอกนั ต้งั นาน อยทู่ ่ีไหนตอนน้ ี” 4: “คุณแมค่ รบั ถา้ ผมสอบเสร็จแลว้ ผมขอไปเที่ยวกบั เพอ่ื น” 12. ขอ้ ใดมีส่วนประกอบของประโยคเหมือนประโยคตวั อย่าง “เทศบาลเรง่ ปลกู ตน้ ไมใ้ หม”่ 1: แดงไปเท่ียวตามสวนสาธารณะต่างๆ 2: น้องชอบอ่านการต์ ูนญปี่ ่ ุน 3: แมค่ รวั มกั ซ้ ือผลไมร้ า้ นประจาํ 4: แมก่ าํ ลงั ตรวจบญั ชีรายจา่ ยของบา้ น

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 95 13. ชนิดของประโยคในขอ้ ใดต่างกบั ขอ้ อื่น 1: เกาะสิงคโ์ ปรเ์ กือบทง้ั เกาะเต็มไปดว้ ยตึกรามบา้ นชอ่ ง จงึ ไมม่ พี ้ นื ท่ีสาํ หรบั ทาํ การเกษตร 2: ถา้ พ้ นื ท่ีทง้ั หมดบนดาดฟ้าสามารถนํามาปลูกพชื ผกั ไดก้ ็จะทาํ ใหส้ ิงคโ์ ปรม์ ี วตั ถุดิบในการผลิตอาหารมากเพยี งพอ 3: โรงเรียนมธั ยมหลายแหลง่ ในสิงคโ์ ปรไ์ ดเ้ ปิ ดหลกั สูตรกจิ กรรมภาคพิเศษ เกย่ี วกบั การปลูกผกั บนดาดฟ้า คอนโดมเิ นียม หรือสาํ นักงานทนั สมยั 4: อีกไมน่ านเราคงไดเ้ ห็นดาดฟ้าตึกระฟ้าของสิงคโ์ ปรเ์ ต็มไปดว้ ยผกั ลอยฟ้า สว่ นท่ีเมอื งไทยเราจะเห็นแต่ผกั ชีโรยหนา้ เหมือนเดิม 14. สาํ นวนในขอ้ ใดเป็ นวลี 1: เรือใหญ่คบั คลอง 2: ปากไมส่ ้ ินกลิน่ น้ํานม 3: หวานเป็ นลมขมเป็ นยา 4: ทรพั ยใ์ นดิน สินในน้ํา 15. ขอ้ ใดเป็ นประโยคความเดียว 1: คนท่ีมีสุขภาพดีมาจากคนท่ีกินอาหารดีถูกหลกั โภชนาการ 2: การทาํ งานใหส้ าํ เร็จลุล่วงอยา่ งมปี ระสิทธิภาพมิไดอ้ ยูท่ ี่คนเพียงคนเดียว 3: ขณะน้ ีถึงเวลาท่ีทุกคนตอ้ งร่วมมอื กนั แกป้ ัญหาเศรษฐกจิ ของชาติอยา่ งจริงจงั 4: ความมีน้ําใจที่ไมไ่ ดม้ าจากความจาํ เป็ น หากมาจากความตอ้ งท่ีจะให้ 16. ขอ้ ใดเป็ นประโยคต่างชนิดกบั ขอ้ อ่ืน 1: ของกินสาํ หรบั เด็กๆ เต็มตะกรา้ ใบใหญ่ 2: เราจะไดน้ ัง่ รถรางรอบเกาะรตั นโกสินทร์ 3: สินคา้ ในรา้ นของเขาทนั สมยั ทุกชนิด 4: เร่ืองที่เสนอข้ ึนไปติดขดั ตรงไหนบา้ ง 17. ประโยคคูใ่ ดสื่อความหมายไดท้ ้งั เหมอื น และต่างกนั 1: - เขาซ้ ือจานทองเหลือใส่คลิปพรอ้ มปากกาทอง - เขาซ้ ือปากกาทองพรอ้ มจานใส่คลิปทองเหลือง 2: - ทาํ ไมไมช่ ว่ ยเขาล่ะ น่าสงสารออก - ช่วยเขาหน่อยซิ เขาน่าสงสารออก 3: - ผมไดข้ ายแหวนคุณสุดาไปแลว้ - ผมไดข้ ายแหวนใหค้ ุณสุดาไปแลว้ 4: - ทาํ ไมถามอยูไ่ ด้ น่าราํ คาญ - ถามต้งั หลายครง้ั แลว้ ราํ คาญจริง

วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 96 18. คาํ ท่ีพมิ พต์ วั หนาในขอ้ ใดเป็ นคาํ กริยาสกรรม 1: พวกตดั ไมย้ งั ตดั กนั ไมห่ ยุด 2: ววั แดงตวั น้ันลม้ จมพงหญา้ 3: ขบวนเรือถึงวดั ตอนดึกเกอื บหา้ ทุม่ 4: ไมส้ กั ตน้ กาํ ลงั งานข้ ึนปนกบั ไมแ้ ดงไมย้ าง 19. ขอ้ ความใดประกอบดว้ ยประโยคที่ละท้งั คาํ ท่ีทาํ หนา้ ท่ีประธานและกรรม 1: ฉนั ไมช่ อบซ้ ือปลาที่ตลาดสด เพราะไมอ่ ยากเห็นปลาถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา 2: วนั น้ ีแมจ่ ะกลบั บา้ นเยน็ คงไมม่ เี วลาทาํ กบั ขา้ ว พอ่ จะทาํ เอง 3: บุหรี่เป็ นอนั ตรายต่อสุขภาพ คุณน่าจะเลิกสูบเพอื่ สมาชิกในครอบครวั 4: รฐั บอลกาํ ลงั ดาํ เนินการเวนคืนที่ดิน เราจะถูกเวนคืนที่ดินบา้ งหรือเปลา่ ก็ไมร่ ู้ 20. คาํ ที่พมิ พต์ วั หนาในขอ้ ใดเป็ นคาํ กริยาอกรรม 1: บริเวณป่ ารอบตวั มืดสนิท 2: น้ําหวานเหนียวขน้ กระเซ็นติดฝามุมหอ้ ง 3: เราตอ้ งถอดรองเทา้ ออกวางไวข้ า้ งบนั ได 4: สายลมแรงโยกกิง่ กา้ นตน้ ไมใ้ หไ้ หวเอน 21. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ ระโยค 1: ร่วมกนั พิทกั ษส์ ิ่งแวดลอ้ มเพื่อโลกใบใหญ่ของเรา 2: ธรรมชาติต่างผกู พนั ดว้ ยสายใยแหง่ ชวี ิตอนั ละเอียดออ่ น 3: จากอยุธยาสูเ่ มืองจนั ท์ ตามรอยทพั กชู้ าติพระเจา้ ตากสินมหาราช 4: 80 ปี อุโมงคร์ ถไฟถ้าํ ขุดตาน สถานท่ีอนุรกั ษท์ รพั ยากรดา้ นป่ าไมข้ องกรมป่ าไม้ 22. ขอ้ ใดมีส่วนประกอบของประโยคเหมอื นตวั อยา่ ง “ดอกไมเ้ หี่ยวในแจกนั ดูน่าเกลียด” 1: แมวน้อยสีขาวตวั อว้ นนอนหลบั สนิท 2: ผหู้ ญิงแกข่ า้ งบา้ นใหอ้ าหารหมาจรจดั 3: คนกวาดถนนผหู้ ญิงทาํ งานอยา่ งคลอ่ งแคล่ว 4: พนักงานหนุ่มหน้ารา้ นข้ ีเกยี จมาก 23. ขอ้ ใดแสดงเจตนาในการส่งสารต่างกบั ขอ้ อื่น 1: บา้ นเมอื งสะอาด ประชาชาติปลอดโรค 2: ท้ ิงขยะไมเ่ ลือกท่ี หมดราศีไปท้งั เมอื ง 3: คดั ขยะแยกใสถ่ ุง วางขา้ งถงั ต้งั รอเกบ็ 4: สะอาดกายเจริญวยั สะอาดใจเจริญสุข

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 97 24. ขอ้ ใดเป็ นประโยคความซอ้ น 1: ปัจจุบนั ท่อน้ําใชท้ อ่ ระบายน้ําตามอาคารบา้ นเรือน ทอ่ รอ้ ยสายไฟ และ สายโทรศพั ท์ มกั เป็ นผลิตภณั ฑพ์ ลาสติกที่เรียกกนั ทวั่ ไปวา่ ทอ่ พวี ีซี 2: ทอ่ ชนิดน้ ีไดร้ บั ความนิยมมากกวา่ ท่อเหล็กอาบสงั กะสี ก็เพราะมีน้ําหนักเบากวา่ ทอ่ เหล็กขนาดเดียวกนั ถึง 5 เทา่ 3: ทอ่ พวี ซี ีสะดวกในการขนสง่ และติดต้งั ไมม่ ีกลุน่ เหมน็ และไมท่ าํ ปฏิกิริยาทางเคมี กบั กรดออ่ นทุกชนิด 4: นอกจากน้ันท่อชนิดน้ ียงั เกิดแรงตา้ นทานการไหลของน้ําน้อย เพราะมผี ิวเรียบ เป็ นมนั 25. คาํ ท่ีขีดเสน้ ใตใ้ นขอ้ ใดทาํ หน้าที่กริยาหลกั 1: เธอจงถกั ทอฝันที่เธอหวงั 2: หน่ึงชีวิตหนึ่งใจมอบใหเ้ พียงเธอ 3: อุปสรรคขวากหนามทิม่ แทงอยา่ งโหดรา้ ย 4: เกิดคาํ ถามข้ นึ ในใจวา่ ทาํ ไมผูใ้ หญ่ถูกเสมอ 26. ขอ้ ใดเป็ นประโยคความรวม 1: แมน่ อนซมตลอดวนั เพราะพิษไข้ 2: ขณะน้ ีเราลดค่าใชจ้ า่ ยไดห้ ลายอยา่ ง 3: คุณตาออกกาํ ลงั กายดว้ ยการเดินทุกเชา้ 4: เราคงซ้ ือหนังสือตอนเขาลดราคาเท่าน้ัน 27. ขอ้ ใดเป็ นประโยคความเดียว 1: สมบตั ิข้ ึนรถไฟไปเท่ียวทางใตท้ ุกปี 2: คุณยายต่ืนข้ ึนมาทาํ อะไรกุกกกั ตอนดึกบอ่ ยๆ 3: เรื่องสน้ั ของ “วินทร”์ มกั จะจบแบบหกั มุม 4: ตอนเด็กๆ เขาวา่ ยน้ําไปเกาะเรือโยงเสมอ 28. ขอ้ ใดเป็ นไดท้ ง้ั วลีและประโยค 1: สถานีสูบน้ําพระโขนง 2: เด็กส่งของ 3: นักเรียนมาสาย คะแนนทไี่ ด.้ .........................................คะแนน 4: ผจู้ ดั การมรดก ลงช่ือครู......................................................... วนั ที่สง่ งาน.....................................................

วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 98 บรรณานุกรม กฤษดาวรรณ หงศล์ ดารมภ์ และจนั ทิมา เอียมานนท,์ บรรณาธิการ.2549. พลวตั ของ ภาษาไทยปัจจบุ นั . กรุงเทพฯ : สาํ นักพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ชชั วดี ศรลมั พ.์ 2544. “การใชภ้ าษาในหอ้ งสนทนา”, ศิลปศาสตร.์ 1.(1). มกราคม- มิถุนายน, 77-92. ชวติ รา ตนั ติมาลา. 2555. “ซิมซิมอิ เพอ่ื นแกเ้ หงาหรือเพอื่ นหยาบคาย”,วารสารสถาบนั วฒั นธรรมและศลิ ปะ. 13 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎาคม-ธนั วาคม), หนา้ 56-64. นิภา กูพ้ งษศ์ กั ด์ิ. 2557. “การส่ือความหมายในไลน์”, สถาบนั วฒั นธรรมและศิลปะ. 15. 2(30), 12-21. ประสิทธ์ิ กาพยก์ ลอน. 2519. การศกึ ษาภาษาไทยตามแนวภาษาศาสตร.์ กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช. ราชบณั ฑิตยสถาน. 2546. ศพั ทภ์ าษาศาสตร์ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน. ______________. 2546. พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน 2542. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน. ______________. 2553. พจนานุกรมศพั ทภ์ าษาศาสตร์ (ภาษาศาสตรป์ ระยุกต)์ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน. อมรา ประสิทธิรฐั สินธิ์ ุ . 2532. คาจากดั ความในภาษาศาสตร.์ กรุงเทพฯ : ภาควิชา ภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั __________________. 2544. ภาษาศาสตร.์ กรุงเทพฯ : ภาควชิ าภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั __________________. 2548. ภาษาในสงั คมไทย ความหลากหลาย การเปลยี่ นแปลง และการพฒั นา. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . เอมอร ตรวู เิ ชียร.2533. ภาษาศาสตรเ์ ชงิ สงั คม. เชียงใหม่ : ภาควชิ าภาษาองั กฤษ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่

วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 99


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook