Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 3. คู่มือ-ฐานการปลูกพืชสมุนไพร

3. คู่มือ-ฐานการปลูกพืชสมุนไพร

Published by Wanwipha Thongkham, 2023-06-09 08:46:09

Description: 3. คู่มือ-ฐานการปลูกพืชสมุนไพร

Search

Read the Text Version

1 ค่มู อื การดำเนินงานฐานการปลูกพืชสมนุ ไพร ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

ก คำนำ คู่มือประจำฐาน/กิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ฐานการเรียนรู้การปลูกพืชสมุนไพร นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี งของศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอปะคำ เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นคู่มือให้นักศึกษาได้ใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ในฐานกิจกรรมการเรียน รู้ การปลูกขงิ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือฐานการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงฐานกิจกรรม การเรียนรู้การปลูกขงิ เลม่ นี้จะเปน็ ประโยชนต์ ่อนักศกึ ษาครแู ละผ้ทู ี่สนใจต่อไป คณะผู้จัดทำ คมู่ อื การดำเนินงานฐานการปลกู พชื สมนุ ไพร ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

สารบญั ข เรอื่ ง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข - รปู แบบการขับเคล่อื นปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงส่ฐู านการเรยี นรู้ ๑ - ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ๒ - แผนภูมิการขบั เคลอ่ื นปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ๓ - ความหมายของเศรษฐกจิ พอเพียง ๔ - ศาสตรพ์ ระราชา 5 - ขั้นตอนการศกึ ษาฐานการเรยี นร้ตู ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๑4 ฐานการปลกู พชื สมุนไพร (การปลูกขิง) ๑9 - แผนผงั ที่ต้งั ฐานการเรยี นรู้ 20 - แบบทดสอบก่อนเรียน ๒2 - ใบความรู้ เรื่องการปลูกขงิ 28 - ใบงาน เร่อื งการปลกู ขิง 29 - ถอดบทเรยี นฐานเรยี นรู้ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 31 - แบบทดสอบหลังเรยี น 33 - แบบประเมินความพงึ พอใจ 34 - แบบประเมินทักษะการปลกู ขงิ 35 - คณะกรรมการจดั ทำฐานการเรียนรู้ คู่มอื การดำเนนิ งานฐานการปลกู พชื สมนุ ไพร ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

1 รูปแบบการขับเคลอ่ื นหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง สฐู่ านการเรยี นรู้ รูปแบบการขบั เคลื่อนหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ฐานการเรยี นรศู้ นู ยก์ ารศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาย ในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโดยมวี ัตถปุ ระสงค์ด้านการรกั ษาความมัน่ คงสถาบัน หลักของชาติ โดยให้บุคลากรในสังกัดสำนักงาน กศน. ทุกระดับ และประชาชนได้ตระหนักรู้และเกิดความ ภาคภูมิใจในการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและ เกษตรทฤษฎใี หมส่ ่ปู ระชาชนอยา่ งแพร่หลาย และเกดิ ความซาบซงึ้ ในสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ของประเทศไทย และให้ความร่วมมือในการส่งเสริมหมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท และได้กำหนดให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ในกศน.ตำบลทุกแห่งทั่วประเทศ รวม ๗,๔๒๔ แห่ง เพ่ือเปน็ ศนู ย์เรยี นรู้และประสานการทำงานในการขับเคล่ือนการเรยี นร้ตู ามหลกั ปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี งและเกษตรทฤษฎีใหมร่ ่วมกับภาคสว่ นต่างๆในรูปแบบประชารัฐ สถานศกึ ษาและประชาชน ให้เป็นรูปธรรมเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราชในโอกาสมหามงคล ทรงครอง สิรริ าชสมบตั ิครบ ๗๐ ปี ในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๙ สำนกั งาน กศน.จงั หวัดบุรรี ัมย์ มาร่วมกับกองอำนวยการรักษาความม่ันคงภายในจงั หวัดบุรรี ัมย์และ ภาคีเครือข่ายจึงร่วมกนั จัดตัง้ ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎใี หมป่ ระจำตำบลข้ึน ในกศน.ตำบลทุกแห่ง เพ่ือใหก้ ารดำเนนิ งานสนับสนุนแนวทางในการเผยแพรอ่ งค์ความรู้ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี งและเกษตรทฤษฎีใหมร่ วมทัง้ หลักการทรงงาน เพอื่ สร้างจิตสำนึกความหวงแหนสถาบันหลัก ของชาติผา่ นกลไกทางการศึกษาของ กศน. และภาคเี ครอื ข่ายไปสูน่ กั ศึกษา กศน. และประชาชน คู่มอื การดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลกู ขิง) ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

2 ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เศรษฐกิจพอเพยี ง คอื พระราชปรัชญาซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว ทรงพระกรุณาพระราชทาน แก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อให้สังคมไทยมีชีวิตดำรงอยู่ได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าเมื่อต้องเผชิญกับ วกิ ฤตการณ์ หรือการเปล่ยี นแปลงใดๆ บนพ้นื ฐานวิถีชวี ติ ดั้งเดมิ ของสงั คมไทยนำมาประยกุ ต์ใช้ เมื่อมีการกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะแนวความคิดหรือปรัชญาในการดำรงชีวิต \"ทฤษฎีใหม่\" ก็มักจะได้รับการกล่าวอ้างถึงควบคู่กันเสมอในฐานะตัวอย่างหรือแนวทางในการนำ หลัก เศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติเพราะทฤษฎีใหม่ คือการเลี้ยงตัวเองได้ในระดับชีวิตท่ีประหยัด ไม่ว่าจะเป็นใน เรื่องของการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ในการพึ่งพาตนเอง และการแบ่งปัน ตลอดจนการดำเนินชีวิตตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมนำหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่สู่การดำรงชีวิต และเกิดความซาบซึ้งในสถาบัน พระมหากษตั รยิ ข์ องประเทศไทย อีกทัง้ ยงั เปน็ การสรา้ งความเข้าใจในการดำเนินงานการขบั เคลอื่ นศูนย์เรียนรู้ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถใช้วิธีการและแนวทางการจัดการเรียนการสอน ตามหลักการทรงงานและแนวพระราชดำรนิ ำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปใช้ ในวิถีชวี ิตและขับเคล่อื นศูนยเ์ รยี นร้ปู รชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลต่อไป รปู แบบหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คู่มอื การดำเนนิ งานฐานการปลกู พชื สมนุ ไพร (การปลกู ขิง) ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

แผนภูมกิ ารขบั เคลือ่ นหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 3 ส่ฐู านการเรยี นรู้ กศน.อำเภอปะคำ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง คณะกรรมการขับเคล่ือนหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สาระการเรียนรู้ ทกั ษะการเรียนรู้ ความร้พู น้ื ฐาน การประกอบอาชีพ ทักษะการดำเนนิ ชวี ิต การพัฒนาสังคม รายวิชา ฐานการเรยี นรเู้ ศรษฐกจิ พอเพยี ง นกั ศกึ ษา คณะกรรมการประเมินผลการจัดกจิ กรรม รายงานผลการจดั กจิ กรรม ค่มู ือการดำเนนิ งานฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

4 ความหมายของเศรษฐกจิ พอเพียง (Sufficiency Economy) เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะ แนวทางที่ควรดำรงอยู่และปฏิบัติตนแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๐ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เศรษฐกิจ ๒๕๕๐ ให้ใช้เป็นแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นวิกฤตและสามารถดำรงอยู่ได้อยา่ งมั่นคง และ ยง่ั ยนื ภายใต้ความเปลีย่ นแปลงตา่ งๆ ลักษณะของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ๑. เป็นวถิ ีการดำเนินชวี ติ ที่ใช้คณุ ธรรมกำกับความรู้ ๒. เป็นการพัฒนาตวั เอง ครอบครวั องคก์ ร สังคม ประเทศชาติ ใหก้ ้าวหนา้ ไปพรอ้ มกับความสมดุล มน่ั คง ยงั่ ยนื ๓. เป็นหลักคดิ และหลกั ปฏบิ ตั ิ - เพือ่ ให้คนสว่ นใหญพ่ อมพี อกนิ พอใช้ สามารถพึ่งตนเองได้ - เพ่ือใหค้ นกับคนในสังคม สามารถอย่รู ่วมกันอยา่ งสันตสิ ุข - เพื่อให้คนกับธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ยั่งยืน และให้แต่ละคนดำรงตนอย่างมีศักดิ์ศรี และรากเหง้าทางวัฒนธรรม องคป์ ระกอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง เศรษฐกจิ พอเพียง ประกอบด้วย ๒ - ๓ – ๔ ได้แก่ ๒ เง่อื นไข ๓ หลักการ ๔ มติ ิ โดยมีกระบวนการดงั น้ี ๑. ก่อนที่จะลงมือทำกิจกรรมใดๆ นั้นต้องมีเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การตัดสินใจ และการกระทำ เปน็ ไปพอเพยี ง จะตอ้ งอาศยั ท้งั คณุ ธรรมและความรู้ ดังน้ี - เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วยการฝึกตนใหม้ ีความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบด้าน มีความรอบคอบ และความระมดั ระวงั ที่จะนำความรู้ตา่ งๆ เหลา่ น้ันมาพิจารณาใหเ้ ชอ่ื มโยงกนั - เงอ่ื นไขคุณธรรม ท่จี ะตอ้ งสร้างเสรมิ ให้เป็นพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ ประกอบด้วย ด้าน จิตใจ คือการตระหนักในคุณธรรม รผู้ ิดชอบชั่วดี ซอื่ สตั ย์สุจริต ใช้สติปญั ญาอย่างถูกต้องและเหมาะสมในการ ดำเนินชีวิต และด้านการกระทำ คือมีความขยันหมั่นเพียร อดทน ไม่โลภ ไม่ตระหนี่ รู้จักแบ่งปัน และ รับผดิ ชอบในการอยรู่ ว่ มกับผู้อนื่ ในสงั คม ๒. ระหวา่ งดำเนินการให้ใช้ ๓ หลักการ เปน็ ตวั กำกับในการทำกจิ กรรม คอื - ความพอประมาณหมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็น และเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อนื่ - ความมีเหตุผลหมายถงึ การตัดสินใจดำเนินการเรื่องตา่ งๆ อยา่ งมเี หตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลกั ศลี ธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมทดี่ ีงาม โดยพจิ ารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน คำนงึ ถงึ ผลท่ีคาดวา่ จะเกดิ ขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อยา่ งรอบรู้และรอบคอบ - การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีหมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบและการ เปลย่ี นแปลงในดา้ นตา่ งๆไม่วา่ จะเปน็ ด้านเศรษฐกิจ สังคม ส่งิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรม เพือ่ ให้สามารถปรับตัว และรบั มือได้อย่างทันทว่ งที คู่มอื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพืชสมนุ ไพร (การปลูกขงิ ) ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

5 เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่เปน็ ทัง้ แนวคิด หลักการ และแนวทางปฏิบัติตนของแต่ละ บุคคล และองค์กร โดยคำนึงถึงความพอประมาณกับศักยภาพของตนเอง และสภาวะแวดล้อม ความมีเหตุมี ผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง โดยใช้ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เบียดเบียนกัน แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมมือ ปรองดองกันในสังคม ซ่ึงจะชว่ ยเสริมสร้างสายใยเชือ่ มโยงคนในภาคส่วนตา่ งๆของสังคมเขา้ ด้วยกนั สร้างสรรค์ พลงั ในทางบวก นำไปส่คู วามสามคั คี การพฒั นาท่ีสมดุลและยงั่ ยนื พร้อมรบั ตอ่ การเปล่ียนแปลงภายใต้กระแส โลกาภวิ ัฒนไ์ ด้ การนำเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกตใ์ ช้ ต้องคำนึงถงึ ๔ มติ ิ ดังน้ี ๑.ด้านวตั ถุ หมายถงึ การลดรายจา่ ย / เพม่ิ รายได้ / ใช้ชวี ิตอยา่ งพอควร / คดิ และวางแผนอยา่ งรอบคอบ / มภี มู คิ ุม้ กนั / ไม่เสี่ยงเกินไป / การเผื่อทางเลอื กสำรอง ๒.ดา้ นสังคม หมายถึง การชว่ ยเหลือเกื้อกลู / รู้รกั สามคั คี / สรา้ งความเขม้ แขง็ ใหค้ รอบครัวและชุมชน ๓.ดา้ นส่ิงแวดล้อม หมายถึง การรจู้ ักใชแ้ ละจดั การอย่างฉลาดและรอบคอบ / เลือกใช้ทรพั ยากรทม่ี ีอยู่อย่างรู้ค่า และเกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ / ฟนื้ ฟูทรพั ยากรเพ่อื ให้เกิดความยั่งยนื สงู สดุ ๔.ด้านวัฒนธรรม หมายถึง การเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน / เห็นประโยชน์และคุ้มค่าของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญา ทอ้ งถิ่น / รจู้ ักแยกแยะและเลอื กรับวฒั นธรรมอนื่ ๆ ศาสตรพ์ ระราชา “หลักการทรงงาน” ในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ๒7 ประการ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่นอกจากจะทรงด้วยทศพธิ ราชธรรมแล้ว ทรงยังเปน็ พระราชาที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และการทำงานแก่พสกนิกรของพระองค์ และนานาประเทศอีก ดว้ ย ผคู้ นต่างประจกั ษ์ถึงพระอจั ฉริยภาพของพระองค์ และมีความสำนกึ ในพระมหากรุณาธคิ ุณเปน็ ล้นพน้ อัน หาที่สุดมิได้ ซึ่งแนวคิดหรือ หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีความน่าสนใจ ที่สมควรนำมา ประยกุ ตใ์ ชก้ บั ชวี ติ การทำงานเป็นอย่างยิ่ง หากทา่ นใดต้องการปฏิบัติตามรอยเบือ้ งพระยุคลบาท ท่านสามารถ นำหลักการทรงงานของพระองค์ไปปรับใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ได้ ดงั น้ี คู่มอื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

6 1. ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน ทรงมีพระราชดำรัส เรื่อง ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกันอยา่ ง ต่อเนื่องตลอดมา เพราะเห็นว่าหากคนไทยทุกคนได้ร่วมมือกันช่วยชาติ พัฒนาชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจตอ่ กนั แล้ว ประเทศไทยจะเจรญิ ก้าวหน้าอย่างมาก 2. ออ่ นน้อม ถอ่ มตน การออ่ นนอ้ ม ถ่อมตน เป็นคณุ สมบัตทิ ่ีทุกคนพึงมีพงึ ปฏิบตั ิให้เป็นปกติวิสัยซ่ึง ทำให้สังคมมีความสมานสมานฉนั ท์ ทรงปฏิบัติให้เห็นมาโดยตลอด ทรงอ่อนน้อมมาก เวลาที่เสด็จฯ ไปเยี่ยม ราษฎร ทรงโน้มพระวรกายไปหาประชาชน คุกเข่าหน้าประชาชน ถามทุกข์สุข ปรึกษาหารือเป็นชั่วโมงๆ ประชาชนนัง่ พบั เพียบ พระองค์ท่านกท็ รงทรดุ พระวรกายนง่ั พบั เพยี บบนพ้นื เดยี วกัน 3. ความเพียร ความเพียรเป็นคุณสมบัติที่จะทำให้งานสำเร็จ ต้องมีความมุ่งมั่น โดยเฉพาะการ ทำงานเพ่ือประโยชน์สว่ นรวม ทรงปฏบิ ัติใหเ้ ห็นโดยทรงเรอื ใบจากวงั ไกลกงั วลขา้ มอ่าวไทยข้นึ ฝ่ังที่สัตหีบ ทรง ใชเ้ วลาเดนิ ทาง 17 ชว่ั โมงบนเรือขนาดยาวเพยี ง 13 ฟตุ ลำเรือแคบๆ ทรงแสดงให้เห็นถึงการใช้ความเพยี รใน การทำงานให้สำเร็จ คมู่ ือการดำเนนิ งานฐานการปลกู พืชสมุนไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

7 4. รู้ รัก สามัคคี “รู้ รกั สามคั คี” เปน็ พระราชดำรสั ที่มีค่าและมคี วามหมายลกึ ซงึ้ พรอ้ มทงั้ สามารถ ปรบั ใชไ้ ดก้ ับทุกยคุ ทกุ สมัย 5. ทำเรือ่ ยๆ ทำแบบสงั ฆทาน ปญั หาตา่ งๆ ของประเทศชาติเกิดขึ้นอย่างไม่รจู้ บ จำเป็นต้องทุ่มเท กำลังความสามารถเข้าไปแก้ไข จะหยุดการทำงานไม่ได้ จึงต้องทำเร่ือย ๆ ไม่สามารถหยุดงานช่วยเหลือ ประชาชนได้ โดยพระองคท์ รงงงานมาตลอด 70 ปี “หลกั สังฆทาน” มคี วามหมายคือ “ให้เพื่อให”้ เป็นการให้ โดยไมเ่ ลือก ไม่หวังผลตอบแทน และไมเ่ ลือกปฏิบตั ิ 6. มีความสุขในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ความสุขเป็นเรื่องของการทำประโยชน์ให้เกิดขึ้น ซ่ึง ความสขุ ทแ่ี ท้จรงิ คอื การทำประโยชน์ให้ผู้อ่ืน มิใช่ทำให้ตนเองเพียงเทา่ นน้ั ตอ้ งสร้างประโยชน์กับคนอื่น เม่ือ คนอื่นมีความสุขแล้วเราก็มีความสุขด้วย โดยความสุขของผู้อื่น คือความสุขส่วนรวมนั่นเอง เราต้องยึด ประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน 7. ศึกษาข้อมลู อย่างเป็นระบบ ทำงานอยา่ งผู้รูจ้ รงิ การทจี่ ะพระราชทานโครงการใดโครงการหน่ึง จะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร และแผนที่ ตลอดจนสอบถาม จากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง รวมทั้งศึกษาตรวจสอบและ ทอดพระเนตรในพ้ืนทีจ่ ริง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องรวดเร็วตรงตามความต้องการ ของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ค่มู อื การดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

8 8. ระเบิดจากข้างใน ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ดังพระราชดำรัสว่า “ระเบิดจากข้างใน” หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนา เสยี กอ่ น แลว้ จงึ ค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสงั คมภายนอกเข้าไปหา ชุมชนท่ียังไมท่ ันได้มีโอกาสเตรียมตัว หรอื ต้งั ตวั อยา่ ใหโ้ ดยทีผ่ ู้รับยงั ไมพ่ รอ้ มทีจ่ ะใชป้ ระโยชน์อยา่ งเตม็ ที่ 9. ทำตามลำดับขั้น ในการทรงงานพระองค์จะทรงเริ่มต้นจากสิ่งจำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็จะสามารถทำประโยชนด์ ้านอ่ืนๆ ต่อไปได้ จากนั้นจะ เป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำ เพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชนโดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทาง วิชาการและเทคโนโลยีที่เรียบง่าย เน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้และเกดิ ประโยชนส์ งู สดุ 10. ภูมิสังคม การพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร และ สังคมวิทยาเกีย่ วกบั ลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจนประเพณีวฒั นธรรมในแต่ละทอ้ งถิน่ ท่ีมีความแตกตา่ ง กัน และใช้หลกั ในการปรบั ตัวให้อยกู่ บั ธรรมชาตใิ ห้ได้ คมู่ ือการดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

9 11. องค์รวม ในการท่ีจะพระราชทานพระราชดำริเก่ียวกบั โครงการหน่ึงน้นั จะทรงมองเหตุการณ์ท่ี จะเกิดขึน้ และแนวทางแกไ้ ขอย่างเชอ่ื มโยง อย่างครบวงจร ทรงเรียกวิธนี ี้วา่ องคร์ วม (Holistic) หมายถึง การ มองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึน้ แบบบูรณาการ และกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง โดยพิจารณาครบทุกด้าน ของปัญหา พร้อมแนวทางแก้ไขอย่างเชอ่ื มโยงกนั เปน็ ระบบ 12. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของความประหยัดนี้ ประชาชนชาวไทยทราบ กนั ดีวา่ เร่ืองส่วนพระองค์ทรงประหยัดมากดงั ทเ่ี ราเคยเห็นว่า หลอดยาสพี ระทนต์นนั้ ทรงใชอ้ ย่างคุ้มค่าอย่างไร หรอื ฉลองพระองคแ์ ตล่ ะองค์ทรงใช้อย่เู ปน็ เวลานาน 13. ขาดทุนคือกำไร การพัฒนาเพื่อการอยู่ดีกินดีของประชาชนนั้น อย่าไปนึกหวังกำไรหรือ ผลตอบแทนแต่อย่างเดยี ว ทำอะไรตอ้ งลงทุนลงแรงและปจั จัยบางอยา่ งเสยี กอ่ นเพื่อสร้างผลกำไรในอนาคต คือ ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ค่มู ือการดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลูกขิง) ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

10 14. ปลูกป่าในใจคน ป่าไม้เป็นปัจจัยสำคัญของชีวติ มนุษย์ หากไม่มีการปลูกจิตสำนึกในการรักษา ป่าไมใ้ หก้ ับทกุ คนแล้ว จะทำให้การดำรงชวี ิตของมนษุ ยเ์ ปน็ ไปดว้ ยความยากลำบาก เจ้าหน้าทีข่ องรัฐดแู ลรักษา ป่าไมด้ ว้ ยหนา้ ทีพ่ งึ กระทำ แต่ชาวบา้ นจะสามารถดูแลและหวงแหนป่าไมด้ ้วยจิตสำนกึ เพอื่ รักษาปัจจัยแห่งชีวิต ของตนเอง ทรงมีพระราชดำรัสวา่ “ควรจะมปี ่าไมห้ มู่บา้ นเสยี ที ป่าจะไดก้ ลบั มา” หมายถึง ชาวบา้ นลกุ ขน้ึ ดูแล และฟื้นฟทู รัพยากรป่าดว้ ยตนเอง 15. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับ ธรรมชาติ ทรงมองเห็นถึงปัญหาของธรรมชาติได้อย่างละเอียด หากเราต้องการแก้ไขปัญหาธรรมชาติ จึง จำเป็นตอ้ งใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ ไมว่ ่าจะเป็นการบำบัดนำ้ เสยี ดว้ ยการใช้ นำ้ ดไี ล่นำ้ เสีย โดยอาศัยหลักแรง โน้มถ่วงตามธรรมชาติ (Gravity Flow) หรือการใช้ พืชกรองน้ำเสีย การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม ด้วยพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ” รวมถึง การกำจัดขยะ ดว้ ยการหมกั เพอื่ ใหจ้ ุลนิ ทรียท์ ่ีมอี ยู่ในธรรมชาติยอ่ ยสลาย 16. อธรรมปราบอธรรม ทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติมาเป็นหลกั การแนวปฏบิ ัตทิ ี่สำคญั ในการแกป้ ัญหาและเปลย่ี นแปลงสภาวะทไ่ี ม่ปกตใิ หเ้ ข้าสู่ปกติ ทรง คิดค้นวิธีบำบัดน้ำเสียโดยใช้ผักตอบชวาดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ และเป็นที่มาของ “อธ รรมปราบ อธรรม” 17. ประโยชน์ส่วนรวม ทรงเห็นว่าการทำงานทุกอย่างของเรานั้นมีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ ส่วนรวมของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ทุก ๆ ประการให้ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ โดยเต็มกำลังสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ การปฏิบัติพระราชกรณียกิจและการ พระราชทานพระราชดำรใิ นการพฒั นาและช่วยเหลือพสกนกิ รทรงระลกึ ถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ค่มู อื การดำเนนิ งานฐานการปลกู พืชสมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

11 18. การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในเบื้องต้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพือ่ ให้ประชาชนมีความแข็งแรงพอท่จี ะดำรงชีวิตได้ และขั้นตอนตอ่ ไปคือ การพฒั นาใหป้ ระชาชนสามารถอยู่ ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม สามารถพึ่งตนเองได้อยา่ งยั่งยนื โดยใช้หลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การวางเส้นทางชวี ิตของตนเองให้เรียบง่าย ธรรมดา และเดินสายกลางด้วยปัญญาพร้อมคุณธรรมในจิตใจ เพื่อนำชีวิตไปสู่ความสมดุลของทรัพยากร ให้มีความมั่นคง และเกิดความยั่งยืนในที่สุด เปรียบเสือมเป็นการ วางรากฐานของอาคารให้แขง็ แรง 19. เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกจิ พอเพียงเป็นหลักความคิดทจี่ ะดำเนนิ การเรื่องต่าง ๆ เพ่ือนำชีวิต ไปสู่ความสมดลุ ม่ันคง และยัง่ ยนื เสมือนเป็นการวางฐานรากของตัวอาคาร 20. เข้าใจ เข้าถงึ พฒั นา - เข้าใจ : ทำอะไรต้องเข้าใจปัญหา เข้าใจหนทางแก้ไข เข้าใจกระบวนการจัดการ และปรับความ เขา้ ใจระหวา่ งผใู้ ห้ ผ้รู บั เสยี กอ่ น ใหเ้ ข้าใจซ่งึ กนั และกนั - เข้าถึง : เมื่อเข้าใจระหว่างกันทุกประการครบถ้วนแล้ว ต้องเข้าถึงการกระทำ สร้างความร่วมมือ จากผเู้ ก่ียวขอ้ ง เข้าถึงเคร่อื งไม้เคร่ืองมือและวัสดุอุปกรณ์ และความสามัคครี ่วมจิตรว่ มใจของผู้ปฏิบัติ ร่วมมือ ร่วมไม้กนั ทำงาน - พัฒนา : เมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันแล้ว เข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาก็จะดำเนินการไปอย่างยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบท่ีตดิ ลบต่อระบบเศรษฐกจิ สังคม สิ่งแวดล้อมและการเมือง หากแต่นำไปสู่ความสมดุล มั่นคง และยงั่ ยืน 21. แก้ปัญหาทจ่ี ุดเล็ก คิด Macro เร่ิม Micro ทรงมองปญั หาในภาพรวม (Macro) กอ่ นเสมอ แต่ การแกไ้ ขปัญหาของพระองคจ์ ะเร่ิมจากจุดเล็ก ๆ (Micro) คือ การแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้าทค่ี นมักจะมองขา้ ม คู่มือการดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลกู ขิง) ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

12 22. ไม่ติดตำรา ทำให้งา่ ย การพัฒนาตามแนวพระราชดำรมิ ลี ักษณะของการพัฒนาท่ีอนุโลม และ รอมชอมกับสภาพธรรมชาติส่งิ แวดล้อมและสภาพของสังคมจติ วิทยาแหง่ ชุมชน คอื “ไม่ติดตำรา”ไม่ผูกมัดติด กับวิชาการและเทคโนโลยที ไี่ ม่เหมาะสมกับสภาพชวี ิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย เพราะสภาพปัญหามีไม่ เหมือนกัน หากใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ ครบถ้วนจะพบวิธีการพัฒนาใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาของ ประชาชน 23. การมีส่วนร่วม ในการทรงงานพระองคท์ รงเปิดโอกาสให้ทกุ ฝ่าย ท้ังประชาชนหรอื เจ้าหน้าที่ทุก ระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิด หรือที่เรียกประชาพิจารณ์เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของ ประชาชน โดยใหเ้ อาชาวบา้ นเป็นครู 24. พออย่พู อกนิ ใหป้ ระชาชนสามารถอยู่อยา่ ง “พออยูพ่ อกิน” ใหไ้ ดเ้ สียก่อน แลว้ จงึ ขยับขยายให้ มขี ดี สมรรถนะท่ีกา้ วหนา้ ต่อไป การดำเนินชีวิตให้พออยูพ่ อกินนั้น ตอ้ งมีทรพั ยากรให้เพยี งพอต่อการดำรงชีวิต ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากขาดแคลนจะทำให้ไม่ เพียงพอ อดอยาก ไมม่ ่นั คงในชวี ิต จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทกุ วนั แตท่ รพั ยากรลดลงทกุ ที ภาวะขาดแคลนย่อม เกิดขึ้น ทรงแก้ไขปัญหาทุกด้านเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติทรงฟื้นฟูและรักษาความสมดุลของ ทรัพยากรธรรมชาติทเ่ี สียไปเพื่อสร้างความยั่งยนื ให้เกิดข้ึน เพราะเปน็ พนื้ ฐานการดำรงชีวติ ของมนษุ ย์ 25. บริการรวมที่จุดเดียว การบริการรวมที่จุดเดียวสำหรับเกษตรกรเป็นรูปแบบการบริการแบบ เบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Services ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย เพอ่ื ประโยชน์แก่ประชาชนทีจ่ ะมาขอใชบ้ ริการ จะประหยดั เวลาและค่าใชจ้ ่าย โดยทรงใหศ้ ูนยศ์ ึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นต้นแบบในการบริการรวมที่จุดเดียว ซึ่งมีหน่วยงานราชการต่าง ๆ มาร่วม ดำเนนิ การและให้บริการประชาชน ณ ทแี่ หง่ เดยี ว คู่มือการดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

13 26. ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น กระฉับกระเฉง มีพลัง เป็นปัจจัยของการทำงานที่มี ประสิทธิภาพ การทำงานให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพต้องอาศัยจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ต้องสร้างบรรยากาศ รอบตัวใหม้ คี วามสขุ ไม่เครียด ทรงมีพระราชดำรสั ว่า ทำงานตอ้ งสนุกกบั งานมฉิ ะนั้นเราจะเบอื่ และหยดุ ทำงาน ในระยะตอ่ มา ดงั นั้นปัจจยั ของการทำงานทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ คอื ร่าเรงิ ร่นื เรงิ คึกคกั ครึกครน้ื 27. ชัยชนะของการพัฒนา การแก้ไขปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เป็นเหมือนการเขา้ สู่สงครามที่ไม่ได้ใชอ้ าวธุ ในการแก้ไขปญั หา แต่ใช้การ พัฒนาเปน็ เคร่ืองมอื แก้ไขปญั หาต่างๆ และ ทกุ ครั้งที่สามารถแกไ้ ขปญั หาได้สำเร็จ จึงถือเป็นการได้รับชัยชนะ โดยการพัฒนา ข้อมูลจาก : https://shorturl.asia/gfHio คูม่ ือการดำเนินงานฐานการปลูกพืชสมุนไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

14 ขั้นตอนการศึกษาฐานการเรียนรู้ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลูกขงิ ) 1. ชื่อฐานการเรียนรู้ การปลูกพชื สมนุ ไพร (การปลูกขิง) เวลา 3 ชว่ั โมง 2. ชอ่ื ผู้จดั ทำ นางสาวสุกัญญา คงทนั ดี นางสาวสภุ ิวัน กองคำ นางเพช็ รรตั น์ โพธห์ิ อม ๓. ประวัติความเปน็ มาของขงิ “ขิง” เป็นพืชสมุนไพรที่มีความสำคัญในวงการอาหารและการแพทย์มาเป็นเวลาหลายพันปี มีประวตั ดิ วามเป็นมายาวนานและมีการใชง้ านในหลายวัฒนธรรมท่วั โลก ขิง (Zingiber officinale) เปน็ สายพันธพ์ ชื ทสี่ งั กตเหน็ ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตค้ รอบกลมเขตร้อน ของอินเดียช่วง โบราณมีการนำขิงมาใช้เป็นเครื่องเทศและสมุนไพร และต่อมาขิงถูกนำเข้ามายังอาณาจักร โรมันในสมัยกรีกโบราณ ในประเทศจีนโบราณ ขิงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในยาจีนแผนโบราณ และมีการใช้งเป็นยาบำรุง ร่างกายในอนิ เดยี โบราณ เช่น ใช้ในการรกั ษาปญั หาทางเดนิ หายใจ แก้โรคกระเพาะอาหาร และชว่ ยลดอาการ อกั เสบต่างๆ ในยโรป ขิงถูกนำมาใช้ในสมัยกลางเฉียงมังกรและยุโรปกลาง ในช่วงศตวรรษที่ 13 ยิงกลายเป็น สินค้าที่มีความสำคัญในการค้าและการท่องเที่ยว ทั้งโดยเฉพาะระห่ว่างประเทศอาณาจักรเนเธอร์เลนด์เละ อนิ เดีย ขิงยงั ถกู นำมาใชใ้ นยาสมัยกลางเฉียงมังกรเพ่อื รกั ษาอาการท้องอืด และแกป้ ัญหาทางเดินหายใจ ในสมัยยุโรปกลาง ชาวบรสิ เบนยน์ ำขิงมาใชเ้ ป็นสว่ นผสมในเคร่ืองดืม่ แอลกอฮอล์ ซ่งึ เปน็ การนำขงิ มา ผสมกับนำ้ ผ้ึงและสรุ า เพ่ือสร้างเครื่องดม่ื ท่ีรอ้ นและมรี สชาติหวานกลมกลอ่ ม ปัจจุบัน ขิงเป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมในอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก เช่น ในอาหารเอเชีย เครื่องปรุงรส ผงชูรส เครื่องดื่มและขนมหวาน รวมทั้งยงั นำมาใช้ในสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอื่น ๆ ซงึ่ เปน็ การยืนยนั ถึงความยาวนานและความสำคญั ของขงิ ในวงการอาหารและการแพทย์ ท่มี า : https://shorturl.asia/h3Jjy 4. วตั ถุประสงค์ 4.๑ เพอื่ ให้ผูเ้ รียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจวัสดุอปุ กรณ์ท่ใี ชป้ ลูกขิง 4.๒ เพื่อให้ผเู้ รียนมคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับประเภทและสรรพคณุ ของขิง 4.3 เพ่ือให้ผเู้ รียนมคี วามรู้ ความเข้าใจในข้นั ตอนและวิธกี ารปลกู ขงิ 4.4 เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจการดแู ลรักษาและการเก็บเกีย่ วขิง 4.5 เพื่อให้ผเู้ รียนมที ักษะในการปลูกขงิ คมู่ อื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพชื สมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

15 5. กิจกรรมการเรียนรู้ 5.1 ครูประจำฐานแนะนำตนเอง 5.2 ครูประจำฐานใหผ้ ูม้ าศึกษาทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน 5.3 แนะนำฐานใหผ้ ้มู าศกึ ษา แจกใบความรู้การปลกู ขิง 5.4 ครูประจำฐานอธบิ ายกระบวนการ วสั ดุ อปุ กรณ์ ข้นั ตอน วธิ กี ารปลกู การดูแลรกั ษา และการเกบ็ เกย่ี วขิง 5.5 ผมู้ าศกึ ษาเรียนรู้การปลูกขิง ได้ฝกึ ปฏบิ ัตจิ ริง 5.6 ครปู ระจำฐานอธบิ ายซกั ถามและแลกเปล่ียนเรยี นรูร้ ว่ มกนั 5.7 ให้ผู้มาศึกษาทำใบงานและการถอดบทเรียนจากกิจกรรมการปลูกขิง ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2 เงื่อนไข 3 หลักการ ส่งผลให้เกิดสมดุลใน 4 มิติ 3 ศาสตร์ 4 พระบรมราโชบายด้าน การศกึ ษาของรัชกาลท่ี 10 5.8 รว่ มกนั สรปุ และประเมินผลการเรยี นรู้การปลกู ขงิ 5.9 การวัดผลการประเมินโดยดจู ากการถอดบทเรยี นและการตอบคำถาม 5.10 ให้ผมู้ าศึกษาทำแบบทดสอบหลงั เรียน 5.11 การประเมนิ ความพึงพอใจในการใช้ฐานการเรยี นรู้ 6. ตารางการปฏบิ ตั แิ ละเวลาทใี่ ช้ ลำดบั การปฏบิ ตั ิ เวลาท่ีใช้ ๑ ครปู ระจำฐานแนะนำตนเอง ๑๐ นาที ๒ ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ๑๐ นาที ๓ ครแู นะนำฐานและให้ความรู้การปลกู พชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ๔๕ นาที ๔ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ 45 นาที 5 ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น ๑๐ นาที 6 นำเสนอผลการเรียนรแู้ ละสรุปผลการเรียน (ถอดบทเรียน) 6๐ นาที 7. สอ่ื 7.1 แผ่นพับ 7.2 ใบความรู้ 7.3 ใบงาน 7.4 สอ่ื ไวนิล 7.5 วิดโี อขอ้ มลู สื่อ 7.6 กระดาษบรฟู ปากกาเคมี 8. วสั ดุอุปกรณ์ 8.1 เหงา้ ขงิ แก่ 8.2 ถงุ ดำ 8.3 ดนิ ปลกู 8.4 มดี 8.5 ช้อนปลูก (พล่วั ) คมู่ ือการดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

16 9. ความรู้ทีไ่ ด้รับจากฐานการเรียนรู้ 9.1 รวู้ สั ดอุ ุปกรณใ์ นการปลูกขิง 9.2 ความรูเ้ ร่อื งประเภทและสรรพคณุ ของขิง 9.3 รขู้ ั้นตอนและวธิ ีการปลูกขงิ 9.4 รู้วิธีการดูแลรกั ษาและการเก็บเกี่ยวขงิ 9.5 ศาสตร์พระราชา 9.5.๑ หลักการทรงงาน ข้อ 7 ศกึ ษาขอ้ มลู อย่างเปน็ ระบบ ทำงานอยา่ งผ้รู ู้จรงิ การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งจะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่าง เป็นระบบ ท้งั ข้อมลู เบอื้ งตน้ จากเอกสาร และแผนท่ี ตลอดจนสอบถามจากเจ้าหน้าท่ี นกั วิชาการ และราษฎร ในพ้นื ทีใ่ ห้ไดร้ ายละเอยี ดท่ีถกู ต้อง รวมทง้ั ศกึ ษาตรวจสอบและทอดพระเนตรในพนื้ ทจี่ ริง เพ่อื ท่ีจะพระราชทาน ความชว่ ยเหลือไดอ้ ย่างถกู ต้องรวดเร็วตรงตามความตอ้ งการของประชาชน และสอดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ ม 9.5.๒ โครงการในพระราชดำริ - 9.5.๓ พระราชดำรัสพระบรมราโชวาท - 9.6 ศาสตร์สากล 1. สื่อวดี ที ัศนใ์ นยทู ปู (You Tube) - เรอ่ื งการปลูกขิงในกระถาง https://shorturl.asia/3FRD0 - เร่อื งปลกู ขิงดว้ ยวิธนี ้ี งอกเร็วงอกง่าย 100 % https://shorturl.asia/QxMWk - เร่อื งการผสมดนิ https://shorturl.asia/LNqxr 2. สืบค้นข้อมลู จากอินเตอรเ์ นต็ - เร่อื งการปลกู ขิง https://shorturl.asia/QYVgS - เรื่องพืชสมุนไพรเศรษฐกจิ https://shorturl.asia/VkZzv 9.7 ศาสตรช์ าวบา้ น/ ภมู ิปญั ญาชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน : นางสุภาพร แก้วผักแว่น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ อำเภอปะคำ ให้ความรเู้ รื่องการปลูกพชื สมนุ ไพร คู่มอื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขิง) ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

17 10. ความสอดคล้องกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 : 3 : 4 : 3 : ๔) เง่อื นไขความรู้ 2 เง่อื นไข 1. รู้วัสดุอปุ กรณ์ในการปลูกขงิ เงอ่ื นไขคุณธรรม 2. ร้เู รือ่ งประเภทและสรรพคณุ ของขิง 3. รขู้ ั้นตอนและวธิ ีการปลูกขิง ๑. ความอดทน 4. รู้วิธีการดูแลรกั ษาและการเกบ็ เกี่ยวขิง ๒. ความรบั ผดิ ชอบ ๓. ความสามคั คี 4. ความตรงต่อเวลา 3 หลักการพอเพียง พอประมาณ มเี หตุผล มภี ูมิค้มุ กนั ในตัวที่ดี 1. ใชว้ ัสดุ อปุ กรณ์ ได้อยา่ ง 1. เพอื่ ใหม้ ีความรู้ในเรอ่ื งการปลกู ขงิ 1. วางแผนการปลูกขิงอย่างเป็น เหมาะสม 2. เพ่อื ไดข้ งิ ไวร้ ับประทานและใช้ ขน้ั ตอน กบั ความต้องการ เปน็ ยาบำบดั รักษา 2. ใ ช ้ ว ั ส ด ุ อ ุ ป ก ร ณ ์ อ ย ่ า ง 2. เหมาะสมกับระยะเวลา 3. เพื่อใชเ้ วลาว่างใหเ้ กิด ระมัดระวัง และปลอดภัย การ 3. นำสงิ่ ของเหลือใชม้ าประยกุ ตใ์ ช้ ประโยชน์ จัดเก็บอย่าง ถูกต้องและเป็น ใหเ้ กิดประโยชน์ 4. เพือ่ ลดรายจ่ายและสามารถ ระเบยี บ สรา้ งรายได้ในครวั เรอื น 3. ศึกษาโรคที่เกิดกับขิง ป้องกัน ไม่ใหเ้ กิดโรคกบั ขิง สมดุลและพรอ้ มรับต่อการเปลีย่ นแปลงใน 4 มิติ ด้านวตั ถ/ุ เศรษฐกจิ ด้านสังคม 1. มีขิงไวร้ ับประทานและใชเ้ ป็นสมุนไพรในครัวเรอื น 1. สรา้ งความสมั พันธอ์ นั ดีในครวั เรอื น เพื่อน ครู และ 2. เพอื่ ลดรายจา่ ยและสามารถสร้างรายได้ในครวั เรือน ชุมชน 2. การทำงานเป็นทมี 3. การมีนำ้ ใจ แบ่งปนั มีความเขม้ แขง็ ในชมุ ชน 4. มคี วามสามัคคีในหมู่คณะเป็นสังคมแหง่ การพอเพียง ด้านสิง่ แวดลอ้ ม ด้านวฒั นธรรม 1. ใช้ทรัพยากรอยา่ งประหยัด เกดิ ประโยชน์และคุม้ 1. เรียนร้แู ละสืบทอดภมู ิปัญญาท้องถิน่ เรือ่ งการปลูกพชื คา่ สงู สุด สมุนไพรไว้ใชใ้ นครัวเรือน 2. นำวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำ 2. เหน็ คุณค่าและอนุรักษพ์ ชื สมุนไพร กาละมงั ครถุ ัง ตะกร้า ฯ มาเป็นภาชนะปลูก 3. เหน็ ประโยชนข์ องภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ 3. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกเพื่อสร้างจิตสำนึกในการ อนรุ ักษด์ ินและนำ้ คูม่ ือการดำเนนิ งานฐานการปลกู พชื สมนุ ไพร (การปลูกขิง) ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

18 ๓ ศาสตร์ ศาสตร์พระราชา ศาสตร์สากล ศาสตร์ชาวบา้ น / ศาสตร์ ภมู ิปญั ญา หลกั การทรงงาน 1. สือ่ วีดที ัศน์ในยทู ูป (You Tube) ปราชญช์ าวบ้าน : ข้อ 7 ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ - เรื่องการปลกู ขิงในกระถาง นางสุภาพร แก้วผักแว่น นักวิชาการ ส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ทำงานอย่างผู้รู้จริง : การที่จะพระราชทาน https://shorturl.asia/3FRD0 ใหค้ วามรู้เรื่องการปลูกพืชสมนุ ไพร โครงการใด โครงการหนึ่งจะทรงศึกษาข้อมูล - เร่อื งปลกู ขงิ ด้วยวิธนี ้ี งอกเรว็ งอก รายละเอียดอย่างเปน็ ระบบ ทง้ั ขอ้ มลู เบ้ืองต้น ง่าย 100 % จากเอกสารและแผนที่ ตลอดจนสอบถาม https://shorturl.asia/QxMWk จากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรใน - เร่ืองการผสมดนิ พื้นที่ให้ได้ราย ละเอียดที่ถูกต้อง รวมทั้ง https://shorturl.asia/LNqxr ศึกษาตรวจสอบและทอดพระเนตรในพื้นที่ 2. สบื ค้นข้อมลู จากอินเตอรเ์ น็ต จรงิ เพอ่ื ที่จะพระราชทานความชว่ ยเหลอื ได้ - เร่ืองการปลกู ขงิ อย่างถูกต้องรวดเร็วตรงตามความต้องการ https://shorturl.asia/QYVgS ข อ ง ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ - เรอื่ งพชื สมุนไพรเศรษฐกิจ สภาพแวดลอ้ ม https://shorturl.asia/VkZzv 11. พระบรมราโชบายด้านการศกึ ษาของในหลวงรัชกาลท่ี ๑๐ ดา้ นท่ี 3. มงี านทำ – มีอาชพี 3.1 การเลี้ยงดูลูกหลานในครอบครัว หรือบ้านเมอื ง การฝึกฝนอบรมสถานศึกษาต้องให้เดก็ และเยาวชนรักงาน สงู้ าน ทำงานงานสำเร็จ 3.2 การฝึกฝนอบรมทั้งในหลักสตู รและนอกหลักสูตรต้องมจี ุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนทำงานเป็น และมีงานทำในทีส่ ุด 3.3 ต้องสนับสนนุ ผสู้ ำเร็จหลักสูตรมีอาชีพมงี านทำ จนสามารถเล้ียงตวั เองและครอบครัว 12. การนำไปประยกุ ตใ์ ช้ 12.1 การประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจำวัน 12.1.1) สามารถนำหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ ใน กจิ กรรมการเรยี นรู้และประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจำวนั 12.๑.๒) การปลกู ฝังแนวคิดหลักการทรงงานประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวัน 12.๑.๓) สามารถนำความรูท้ ี่ไดไ้ ปพฒั นาตอ่ ยอดและเผยแพรแ่ ก่ชุมชน 12.๑.๔) สร้างรายไดใ้ หก้ ับครอบครวั 12.๒ การประยุกตใ์ ชใ้ นภารกิจตามหนา้ ที่ 12.๒.๑) ทำงานอยา่ งเปน็ ระบบและมแี บบแผน 12.๒.๒) เพมิ่ แหล่งเรียนรู้ใหก้ ับผเู้ รียน ครู บุคลากรในสถานศึกษาและผู้ท่ีเข้ามา ศึกษาดูงาน จากโรงเรียน ชมุ ชน องคก์ ร และหน่วยงานภายนอก 12.๒.๓) นำหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการทำงาน และหนา้ ทท่ี ี่ได้รบั มอบหมาย คู่มือการดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

19 ๑3. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้และขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติม ๙.๑ แบบสังเกตและแบบสอบถาม ๙.๒ แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ ๙.๓ แบบประเมินการฝึกปฏบิ ัติ แผนผังทีต่ งั้ ฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ฐานการเรียนรู้ การปลูกพชื สมนุ ไพร (การปลูกขงิ ) คมู่ อื การดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

20 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น เรือ่ ง การปลกู ขิง คำช้ีแจง จงเลือกคำตอบทีถ่ กู ต้องท่ีสุดเพยี งข้อเดยี ว 1. ขอ้ ใดคอื ความหมายของคำว่า \"สมนุ ไพร\" ก. พืช สัตวท์ ่ใี ชเ้ ป็นยา ข. พืช สัตว์ แรธ่ าตุ ทีใ่ ชเ้ ปน็ ยา ค. พืช ทใี่ ชเ้ ปน็ ยา ง. สัตว์ แร่ธาตุ ท่ใี ช้เปน็ ยา 2. \"พืชสมนุ ไพร\" หมายถึง ขอ้ ใด ก. พนั ธ์ไม้ต่าง ๆ ทีส่ ามารถนำมาใชป้ รุงหรือประกอบเป็นยารักษาโรคตา่ ง ๆ ข. ผลติ ผลธรรมชาตทิ ีไ่ ด้จาก พืช สตั ว์ และแรธ่ าตุ ค. ยาท่ไี ดจ้ ากพฤกษาชาติ สัตว์ หรอื แร่ธาตุ ง. ถกู ทุกข้อ 3. ขิงจัดอย่ใู นพชื ตระกลู เดยี วกับข้อใด ก. ข่า ข. ขม้นิ ค. กระทอื ง. ถูกทุกข้อ 4. ช่อื วิทยาศาสตร์ของ “ขงิ ” คือขอ้ ใด ก. Zingiber cassumunar Roxb ข. Curcuma longa Linn ค. Zingiber officinale Roscoe ง. Aloe barbadensis Mill 5. สภาพดนิ ท่ไี ม่เหมาะสมสำหรบั การปลูกขงิ คอื ขอ้ ใด ก. ดินทราย ข. ดนิ ร่วนปนทราย ค. ดินร่วน ง. ดินเหนียว 6 .เหงา้ ขงิ ท่ีจะนำมาเปน็ พันธ์มีอายุตั้งแต่กเ่ี ดือน ก. 4-5 เดอื น ข. 6-7 เดอื น ค. 8-9 เดอื น ง. 10-12 เดือน ค่มู ือการดำเนนิ งานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

7. ขิงท่นี ิยมปลกู ในประเทศไทยมีกีป่ ระเภท 21 ก. 2 ประเภท SCAN ME ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท 8. การปลูกขิงในฤดูหรือขงิ ปี คือปลูกในเดือนใด ก. กมุ ภาพนั ธ์ – มนี าคม ข. เมษายน-พฤษภาคม ค. มถิ นุ ายน-กรกฎาคม ง. สิงหาคม-กันยายน 9. การปลูกขงิ นอกฤดู คือปลูกในเดอื นใด* ก. กุมภาพันธ์ – มนี าคม ข. เมษายน-พฤษภาคม ค. มถิ ุนายน-กรกฎาคม ง. สิงหาคม-กันยายน 10. ขอ้ ใดไม่ใช่สรรพคณุ ทางยาของขิง* ก. เหงา้ ชว่ ยขบั ลมแกท้ ้องอืด ท้องเฟอ้ ข. ต้นชว่ ยย่อยอาหาร แก้นิ่ว ฆ่าพยาธิ ค. ใบชว่ ยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำรอ้ นลวก ง. ผลเปน็ ยาอายุวฒั นะ คู่มอื การดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมุนไพร (การปลกู ขิง) ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

22 ใบความรู้ ฐานการเรยี นรู้การปลูกพืชสมนุ ไพร เรื่อง การปลูกขงิ ความหมายของพืชสมุนไพร “สมุนไพร” ตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พุทธศกั ราช 2542 หมายถงึ ผลติ ผลธรรมชาติ ได้จากพืช สัตว์ และ แร่ธาตุที่ใชเ้ ป็นยา หรือผสมกับสารอืน่ ตามตำรับยา เพื่อบำบัดโรค บำรุงรา่ งกาย หรือใช้ เป็นยาพิษ เช่น กระเทียม นำ้ ผงึ้ รากดิน (ไสเ้ ดอื น) เขากวางอ่อน กำมะถนั ยางนอ่ ง โล่ติ๊น เปน็ ตน้ ยาสมนุ ไพร หมายความว่า ยาทีไ่ ด้จากพฤกษาชาติ สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึ่งมิไดผ้ สมปรุงหรือแปรสภาพ เชน่ พืชก็ยงั เปน็ สว่ นของราก ลำตน้ ใบ ดอก ผล ฯลฯ ซ่ึงมไิ ด้ผ่านขน้ั ตอนการแปรรปู ใดๆ คำว่า สมนุ ไพร ตาม พระราชบัญญัติ ยา หมายถงึ \"ยาทไี่ ดจ้ ากพชื สตั ว์ หรือแร่ ซ่ึงยงั ไมไ่ ดผ้ สม ปรุง หรือเปลีย่ นสภาพ\" เช่น พืชก็ยงั เปน็ ส่วนของ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ซึ่งยังไม่ไดผ้ ่านข้ันตอนการแปรรูป ใดๆ แตใ่ นทางการค้าสมนุ ไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปต่างๆ เชน่ ถูกหนั่ ให้เปน็ ช้นิ เล็กลง บดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็นแท่ง อย่างไรก็ตามในความรู้สึกของคนท่ัว ๆ ไป เมื่อกล่าวถึงสมุนไพร มักจะนึกถงึ เฉพาะต้นไม้ท่ี นำมาใชเ้ ป็นยาเทา่ น้นั ท้ังนีอ้ าจเปน็ เพราะวา่ สตั ว์ หรือแร่ มีการนำมาใช้น้อย และใชใ้ นโรคบางชนดิ เท่านนั้ “พชื สมนุ ไพร” หมายถึง พชื ทกุ ชนดิ ที่ใสมารถนำมาใช้ทำเครอ่ื งยา เพอ่ื เป็นยาบำรุงและยารักษาโรค อาหารบรโิ ภคในชวี ิตประจำวนั อาหารเสริมบำรุงสุขภาพ หรือผลิตเปน็ เครอื่ งสำอาง และใช้สำหรบั การถอนพิษ ตามความเชือ่ และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการใชใ้ นทางการแพทย์แผนโบราณ และแผนปัจจุบนั โดยอาจใช้ พืชสมุนไพรเพยี งชนิดเดียว หรือหลายชนิดผสมกันกไ็ ด้ ขิง ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe. ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE ชอ่ื สามัญ : Ginger ช่ือทอ้ งถน่ิ : กะเหร่ยี ง-แม่ฮ่องสอน : สะเอ, เชยี งใหม่ : ขงิ เผอื ก, จันทบุรี : ขิง ขงิ แกลง ขิงแดง ลกั ษณะทั่วไป “ขิง” เป็นพืชล้มลุกจัดอยู่ในพืชตระกูลเดยี วกับ ขา ขมิ้น กระทือ และกระชาย มีลำต้นแท้อยูใ่ ต้ดิน ลักษณะเป็นเหง้า นิยมเรียกกันว่าแง่งขิง หรือหัวขิง มีลักษณะเป็นแท่งสั้นแตกแขนงออกเป็นแง่งย่อย รูปร่าง เหมือนฝ่ามือ ประกอบด้วยแง่งเล็ก ๆ คล้ายนิ้วมือ เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวนวล ต้น ใบ และช่อดอกคล้ายไพลมาก ใบเรียวแคบ ปลายใบแหลม ช่อดอกเป็นตุ้มกลมคลายเกล็ดปลา มีดอกสีเหลือง แทรกตามเกล็ดนั้นๆ รสชาติหวาน เผ็ดร้อน เหง้าหรือลำต้นแท้นีส้ ามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ข้ามฤดูหรือหลายฤดู ซ่งึ ตา่ งจากลำตน้ เทียมเหนอื ดินทีม่ อี ายุอย่ไู ดเ้ พียงฤดูเดียว หรอื ประมาณ 8-12 เดอื น คมู่ อื การดำเนนิ งานฐานการปลกู พชื สมุนไพร (การปลกู ขิง) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

23 “ขิง”เปน็ พืชผักชนิดหนึ่งทมี่ ีศักยภาพในการสงออกตลาดตา่ งประเทศมาก และเปน็ พชื ผักเศรษฐกิจท่ี มีความสำคญั ของประเทศไทย ท่สี ามารถรับประทานได้ในหลายรปู แบบ ทง้ั ในรปู ของ ขงิ สดทน่ี ํามาใชเป็นสวน ประกอบในการปรุงอาหารตา่ ง ๆ แลวยังสามารถนาํ มาแปรรปู อ่นื ๆ เชน ขิงผง ขงิ ดอง ขิงแชอ่ิม ตลอดจนนํามา ทำเปน็ ยาสมุนไพร ยารกั ษาโรค และสมนุ ไพรไล่แมลง เปน็ ตน สรรพคณุ ทางยา ขิงเป็นพืชรสเผ็ดอุ่น มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น ขับเหงื่อ บำรุงกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดคลอเลสเตอรอลท่ีสะสมในตับและเสน้ เลอื ด เหงา้ เหงา้ ขิงแกท่ งั้ สดและแห้ง รสหวานเผ็ดร้อน ช่วยขับลม แกท้ ้องอืด ท้องเฟ้อ เสยี ดท้อง อาหาร ไมย่ อ่ ยปวดเกรง็ ชอ่ งท้อง ชว่ ยขับลมขบั เหงอ่ื ขับเสมหะ แกค้ ล่ืนไสอ้ าเจยี นจากการเมารถเมาเรือ ตน้ รสเผด็ รอ้ น ช่วยขบั ลม แก้จุกเสยี ดแน่นเฟอ้ แกท้ อ้ งรว่ ง แก้อาเจียน บำรุงธาตุไฟ ใบ รสเผด็ รอ้ น บำรุงกำเดา แก้ฟกช้ำ แก้นิว่ แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆา่ พยาธิ ดอก รสฝาดรอ้ น ทำให้รสู้ กึ ชมุ่ ชนื่ แกโ้ รคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมวั ช่วยยอ่ ยอาหาร แก้ขดั ปัสสาวะ ราก รสหวานเผด็ ร้อนขม แกแ้ น่น เจรญิ อาหาร แกล้ ม แกเ้ สมหะ แก้บิด ผล รสหวานเผ็ด เป็นยาอายุวัฒนะ บำรงุ น้ำนม แกไ้ ข้ แก้คอแห้ง เจบ็ คอ การนำไปใชป้ ระโยชน์อ่นื ๆ ขิงนำมาทำอาหารไดห้ ลากหลาย ขิงอ่อนใชเ้ ปน็ ผักจิม้ ใช้ทำผัดขงิ ใสในยำเชน่ ยำหอยแครง ใสใ่ นแกง ฮงั เล น้ำพรกิ กุง้ จอ่ ม ซอยใสใ่ นต้มส้มปลา เมยี่ งคำ ไกส่ ามอย่าง ใชท้ ำขงิ ดอง ใส่ในบัวลอยไขห่ วานเพ่ือดับกลิ่น คาวไข่ ทำเป็นอาหารหวาน เช่น น้ำขิง เต้าฮวย ขิงแช่อิม่ ขนมปังขงิ และยังทำเป็นสมุนไพรป้องกนั และกำจดั ศตั รพู ืช รูปแบบและขนาดวธิ ใี ช้ ยาแก้อาเจยี น - ใชข้ งิ แก่สด หรือแหง้ ขิงสดขนาดหัวแม่มอื (ประมาณ 5 กรมั ) ทบุ ให้แตก ถ้าแหง้ 5-7 ช้ิน ต้ม กับน้ำดื่มนำขิงสด 3 หัว หัวโตยาวประมาณ 5 นิ้ว ใส่น้ำ 1 แก้ว ต้มจนเหลือ 1/2 แก้ว (ประมาณ 15-20 นาที หลงั จากเดือดแล้ว) รนิ เอาน้ำดมื่ ค่มู อื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพืชสมุนไพร (การปลกู ขิง) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

24 ยาขมเจริญอาหาร - ใช้เหงา้ สดประมาณ 1 องคุลี ถ้าผงแหง้ ใช้ 1/2 ช้อนโตะ๊ หรือประมาณ 0.6 กรัม ผงแห้งชงกับ นำ้ ดมื่ เหงา้ สดตม้ นำ้ หรอื ปรงุ อาหาร เชน่ ผดั หรอื รับประทานสดๆ เช่น กับลาบ แหนม และอนื่ ๆ แกอ้ าการทอ้ งอดื เฟอ้ จกุ เสยี ดและปวดท้อง - น้ำกระสายขิง น้ำขิง 30 กรัม มาชงด้วยน้ำเดือด 500 ซีซี ชงแช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง กรอง รับประทานครัง้ ละ 2 ชอ้ นโต๊ะ - ใชข้ ิงแกต่ ้มกบั น้ำ รนิ นำ้ ดมื่ แก้โรคจุกเสยี ด ทำใหห้ ลับสบาย - ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปคร่ึงแกว้ ปิดฝา ตั้งทิ้งไว้นาน 5 นาที รินเอาแต่ น้ำมาดม่ื ระหว่างอาหารแต่ละมอื้ - ใช้ผงขงิ แห้ง 1 ชอ้ นโต๊ะปาดๆ หรอื 0.6 กรัม ถ้าขงิ แก่สดยาวประมาณ 1 องคุลี หรอื ประมาณ 5 กรัม ตม้ กับนำ้ เตมิ นำ้ ตาลดืม่ ทุกๆ วนั ถ้าเป็นผงขงิ แห้งใหช้ งนำ้ ร้อน เตมิ นำ้ ตาลด่มื แกไ้ อและขับเสมหะ - เหง้าขิงแก่ 2 หัวแม่มือ หรือน้ำหนัก 5 กรัม ฝนกับน้ำมะนาวกวาดคอถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ใหเ้ ติมน้ำพอควร ลดความดนั โลหติ - ใชข้ ิงสดเอามาฝานตม้ กบั น้ำรบั ประทาน ป้องกันและกำจัดศตั รูพืช : แมลงวนั ทอง - นำเหง้าขงิ แก่มาทุบ หรอื บดให้ละเอยี ด แลว้ ไปแช่น้ำ 1 ลิตร (น้ำ 1 ขวดโค้กลติ ร) คา้ งไว้ 1 คืน นำนำ้ ทไ่ี ดจ้ ากการกรองเอากากออก ผสมกับนำ้ สะอาดครึง่ ปบ๊ี นำไปฉีดพน่ แปลงผกั ผลไม ้ ขนั้ ตอนและวิธกี ารปลกู ขิง ❖ สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมตอ่ การปลกู ขงิ “ขงิ ” เป็นพืชเมอื งของเอเชีย ชอบอากาศรอ้ นช้นื ตอ้ งการดินโปร่งและอดุ มสมบรู ณ์ เช่น ดินร่วนปน ทราย มคี วามชืน้ สูง ระบายน้ำดี ไมช่ อบดินเหนียวจัด ทล่ี มุ่ หรอื พ้นื ทม่ี ีน้ำขัง ถา้ ใช้ขิงอ่อนควรปลูกในดินทราย หยาบได้แดดรำไร จะไมแ่ กเ่ รว็ ถา้ โดนแดดจดั จะออกดอกและแกเ่ รว็ เกนิ ไป ❖ พันธ์ุขิง “ขิง” จำแนกตามลักษณะเปน็ 2 ประเภท คือ 1. ขิงเล็ก หรอื ขงิ เผ็ด เปน็ ขงิ ทีม่ ีแงงเล็กสน้ั ขอถ่ี เน้ือมเี สยี้ น ปลายใบแหลม รสคอนขา้ งเผด็ ลักษณะ ของตาที่ปรากฏบนแง่งค่อนข้างจะเล็กแหลมเบียดชิดกัน นิยมปลูกขายกันเป็นขิงแหง เพราะได้น้ำหนักดี ใชเป็นสมุนไพรประกอบยารักษาโรค และสกดั น้ำมนั สกดั 2. ขิงใหญ่ หรือขิงหยวก หรือขิงขาว เป็นขิงที่มีแงงใหญ่ ขอห่าง เนื้อละเอียด ไม่มีเสียนหรือมนี อย รสเผ็ดนอย ใตผวิ ลอกเยอ่ื หุ้มออกจะใส หรอื มสี ีเหลอื งเร่ือๆ ลกั ษณะของตาทีป่ รากฏบนแงงจะกลมมน ลำตน้ สูง ปลายใบมน นยิ มปลูกเป็นขิงออน เพ่ือส่งโรงงานแปรรปู เปน็ ขงิ ดอง ขงิ แชอิ่ม และบริโภค คูม่ ือการดำเนินงานฐานการปลูกพืชสมนุ ไพร (การปลกู ขิง) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

25 ❖ การเตรยี มพนั ธ์ุ - เลือกพนั ธุ์ขงิ ท่ีมอี ายุ 10-12 เดอื น - ตดั ทอนพันธุทส่ี มบูรณเทานัน้ (ปราศจากรองรอยการทำลายของโรคและแมลง) - เมอ่ื จะตัดทอนพนั ธุขงิ ในแงงหนง่ึ ๆ ตองทำความสะอาดมดี ท่ีใชตัดทุกครั้ง โดยแชไวในแอลกอฮอล์ เพ่ือปองกนั กาํ จดั เช้อื โรค เพราะถานาํ มีดท่ีตัดแงงขงิ ท่ีเปน็ โรคไปใชตดั ทอนพนั ธุดีจะทำใหพันธุขิงดีตดิ เชอ้ื โรคได้ - ตดั พนั ธข์ุ งิ เป็นทอน ๆ ใหแต่ละทอนมี 2-3 ตาเทานั้น จะใชพนั ธุขิงประมาณ 300 กโิ ลกรัมตอไร ❖ การเตรยี มดิน ขิงเป็นพืชประเภทลำตนสะสมอาหารอยูใตดิน จึงตองการดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียว ปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ มีการระบายน้ำดีถ้าน้ำขังอาจทำโดนเชื้อรา ดังนั้นในการปลูกขงิ จึงต้องมกี าร เตรียมดนิ ใหดี - ไถพรวนดนิ 3 ครงั้ โดยครั้งแรกเป็นการไถเพ่ือปรบั หนาดนิ ใหสมำ่ เสมอ - ครง้ั ท่ี 2 ไถ เพ่ือคลกุ เคลาดนิ กําจดั วชั พืช แลวตากดนิ ไว 15 วนั - ครั้งที่ 3 ไถเพ่อื ยอยดนิ ใหละเอียด พรอมท้ังเกบ็ เศษหญา้ แหงและวชั พืชออกท้งิ - ยกแปลงหรือยกรองปลูกใหมีขนาดกวาง 3 เมตรยาว 5 เมตร สูง 15-20 เซนติเมตร ใสปูนขาว ประมาณ 200-400 กิโลกรัม/ไร เพื่อปรับคาความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ใหอยู่ระหว่าง 6-6.5 และใส ปยุ๋ คอก ปุย๋ หมัก กากถ่ัว รองพ้ืนเพอื่ ให้ดนิ โปร่ง ประมาณ 1,000-2,000 กิโลกรมั ตอไร **** ไม่นิยมใช้ขี้เป็ดขี้ไก่ เพราะจะทำให้ขิงเป็นจุดดำ ส่วนปุ๋ยเคมีจะทำให้เกิดโรคเน่า ไม่ควรใช้ เดด็ ขาด ❖ วธิ กี ารปลกู แบงไดเ้ ป็น 3 วธิ ี คือ 1. ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน เป็นการปลูกในรองหรือระหว่างร่องซึ่งมีสันรองสูงประมาณ 15-20 เซนตเิ มตร สวนขนาดของแปลงน้นั มีความยาวไมจ่ ํากัด ใชความยาวตามขนาดของพนื้ ที่ วางทอนพนั ธุลงในหลุม หลุมละ 1 ทอน หลุมลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะระหว่างตน 20-25 เซนติเมตร และระยะระหว่าง แถว 50-70 เซนตเิ มตร ทอนพนั ธุทีแ่ ตกหนองอกขน้ึ มาแลวใหวางด้านที่แตกหนอตั้งขึ้นข้างบนแลวใชดินกลบ เมื่อปลูกเสร็จใชใบไม้ ใบหญ้าคา ใบออย หรือเศษหญ้าแหงคลุมตลอดทั้งในรองและสันรอง เพื่อรักษาความ ชุม่ ช้ืนและเป็นการปอ้ งกันวัชพืชขนึ้ มารบกวน และทส่ี ำคัญเปน็ การกาํ บังไม่ใหหนอออน ซ่งึ แตกหนอใหม่ได้รับ อันตรายจากแสงแดดโดยตรง 2. ปลูกโดยอาศัยการชลประทาน เป็นการปลูกโดยไม่อาศัยน้ำฝนแต่ใชการทดน้ำเขาแปลง หรือสามารถควบคุมน้ำได้โดยการปลูกบนสันรอง ซึ่งยกสูงจากพนประมาณ 15-20 เซนติเมตร ขุดหลุมลึก ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แปลงมีความกวางประมาณ 1 เมตร ความยาวตามขนาดของพื้นที่ และระหวาง แปลงทมี่ ีทางระบายนำ้ กวาง 30 เซนตเิ มตร วิธีน้นั จะใชระยะปลกู ทกี่ วางกวา่ วิธีแรก เพราะสามารถใหน้ำไดทนั ความต้องการ ไม่จำเป็นต้องปลูกถี่ เพื่อรักษาความชื้นเหมือนวิธีที่อาศัยน้ำฝนเพียงทางเดียว วิธีนี้ใชระยะ ระหวางตน 30-35 เซนติเมตร และใชระยะระหวางแถว 50-70 เซนติเมตร ใชทอนพันธุนอยกวาวิธีแรก และไมตองใชใบหญาคาหรือเศษหญาคลุมระหวางรอง แตคลุมเฉพาะบนสัน รองเทานั้น การใหน้ำดูความ ชมุ ช้นื ของดินโดยอยาใหนำ้ มากจนขังแฉะ 3. การปลูกขิงในกระบะ วิธีนี้จะปลูกโดยใชกระบะเพาะชําใสทรายใหหนาประมาณ 10-12 นิ้ว วางขิงแกที่นํามาทําพันธุทั้งแงงโดยไมตองตัด เรียงตั้งขึ้นชิด ๆ กันจนเต็มกระบะ ใช้ทรายโรยปิดทับใหหนา ประมาณ 10 เซนติเมตร รดน้ำใหชุมอยูเสมอแต่อย่าให้แฉะ วางในที่รมรําไร มีแสงแดดประมาณ 30 % อาจจะทําหลังคาเพื่อกันฝนก็ได ปลูกประมาณ 1 เดือน ขิงจะเริ่มแทงหนอใหเห็น และอีกประมาณ 3 เดือน ค่มู อื การดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมุนไพร (การปลกู ขงิ ) ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

26 ตอมาก็สามารถที่จะเก็บขิงออนขายได ในการเก็บขิงออนในกระบะเพาะนี้จะเก็บเฉพาะหนอออนไมถอนขน้ึ ทั้งหมด ซึ่งจะสามารถเก็บไดประมาณ 3 รุน และยังสามารถรื้อเอาขิงพันธุ (แงงแม่) มาขายเปนเครื่องยา หรือเครอื่ งเทศตอไปได **** สําหรับการเพาะทอนพันธ์ในแปลงเพาะหรือในกระบะเพาะ เพื่อใหขิงแตกหนอพรอมที่จะยาย ไปปลกู ในแปลงน้ันไมคอยนิยม เพราะเป็นการสนิ้ เปลอื งทัง้ แรงงานและเวลา เปนที่นาสงั เกตวาการปลูกขิงซ้ำๆ ในที่เดียวติดตอกันเปนเวลานานมากวา 3 ป ขิงมักจะเปนโรคโคนเนา ซึ่งกอใหเกดความเสียหายมาก จงึ ควรวางแผนปลกู พชื อื่นสลับ เชน ถัว่ ชนิดตาง ๆ มันสาํ ปะหลัง และงา เปนตน แลวจงึ กลับมาปลูกขิงอีกครั้ง หนึง่ ❖ ฤดูการปลูก การปลูกนอกฤดู ปลูกในเดือนกุมภาพันธ - มีนาคม เปนการปลูกเพื่อเก็บขายเป นขิงอ อนใน เดือนกรกฎาคม ซ่ึงอยูในระยะเวลาท่ขี งิ มรี าคาแพง ขิงทป่ี ลกู ในชวงน้ีตองการดินที่มีความช้นื เพยี งพอ หรือพืน้ ท่ี ในแถบที่มรี ะบบนำ้ ชลประทาน สามารถใหน้ำไดตลอดฤดปลก การปลูกในฤดหู รอื ขงิ ป ปลูกในเดือนเมษายน- พฤษภาคม เปนขิงทีอ่ าศยั น้ำฝน หลังจากปลูกจะเกบ็ เก็บเกีย่ วเป็นขิงอ่อนไดเม่อื ขงิ มอี ายุ 4- 6 เดือน (สิงหาคม-กนั ยายน) และจะเก็บเปน็ ขงิ แกไดเ้ ม่อื ขิงมี อายุ 10- 12 เดอื น (มกราคม-กมุ ภาพันธ)์ ❖ การดูแลรกั ษา การเตรียมดินที่ดีและการใชวัสดุคลุมดิน เชน ใบหญา หรือฟางขาวคลุมแปลงจะช่วยกันวัชพืช รักษาความชุมชื้นและปองกันการชะลางเมื่อฝนตกไดเป็นอย่างดี ควรหมั่นตรวจแปลงเปนประจํา เมื่อพบวา มีน้ำทว่ มขังใหระบายน้ำออกทันที หรือมีนำ้ ขงั ใหเปดหญาคา หรอื ฟางขาวท่ีคุมแปลงออก ใหพ้ืนท่ีแปลงไดรับ แสงสวางบางจะชวยไมใหเกิดโรค ซึ่งโรคที่พบบอยในภาวะทีม่ นี ้ำทวมขังหรือแฉะเกินไป ไดแก โรคเนา ซึ่งจะ สังเกตอาการไดโดยใบเหี่ยวและเหลือง เมื่อดึงตนขึ้นใบจะหลุดจากแงง ภายในแงงจะช้ำและมีกลิ่นเหม็น ใหถอนขึ้นมาทง้ั กอและขุดแงงเผาทําลายเสยี การใหน้ ำ้ ขิงเป็นพืชทีต่ ้องการน้ำมาก แต่ไม่ต้องการสภาพทีช่ ื้นแฉะและน้ำขัง การให้น้ำแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงเช้าและชว่ งบ่าย หรอื ตามความเหมาะสม การคลุมดนิ ใชวัสดทุ ่ีหาไดงายในทองถนิ่ ราคาประหยัดคาใชจาย การใสป่ ยุ๋ การปลูกขิงควรมีการใสปุยอินทรีย เชน ปุยคอก ปุยหมักใสขณะพรวน โดยครั้งแรกจะใสหลังจาก ปลูกขิงไดประมาณ 2 เดือน และครั้งหลังจะใสปุยเมื่อขิงมีอายุได 4 เดือน อัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัม ตอไร หรอื ปุย พืชสด โดยการปลกู ถ่วั เขียวแซมระหวางแถวแลวไถกลบ การกลบโคน การกลบโคนเปนสง่ิ ท่ีจําเปนสําหรับการปลกู พืช เพอ่ื เปน็ การทำใหขิงแตกหนอดี แงงขิงมคี วามเจริญ สมบูรณขาว นอกจากนนั้ แลวยังเปนการกาํ จดั วัชพชื อกี ดวย โดยปกติจะทําการกลบโคน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่ออายุขิงมีอายุ 2 เดือน โดยการใชจอบโกยดินบน สันรองกลบโคนตนขงิ และกลบโคนครัง้ ท่ี 2 เมื่อขงิ มอี ายุ 3 เดอื น ค่มู อื การดำเนนิ งานฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

27 ❖ การป้องกนั กำจดั โรคและแมลง - ขงิ มโี รคเน่า โรคใบจดุ ทีเ่ กดิ จากเช้ือรา มศี ัตรูพวกหนอนกระทู้ เพล้ียไฟ เพล้ยี หอย ไสเ้ ดอื น ในการ ป้องกันและกำจดั แมลงศัตรูพืช โดยใช้สารสกัดจากพืชและสมุนไพร เช่น สารสกัดจากพริก ขา่ แก่ เปลือกไม้ท่ีมี รสฝาด และหม่นั ดูแลอย่าใหน้ ำ้ ทว้ มขงั อย่าปลกู ชดิ กนั เกนิ ไป และยอ้ ยท่ีปลูกทุกๆ ปี - การปองกันกําจดั วชั พืช แมลงและศัตรูพชื ใชปยุ อินทรียน้ำปองกนั แมลงศัตรูพชื (พด.7) และปยุ อินทรียน้ำ กาํ จัดวัชพืช (พด.5) ถาเกดิ วชั พืชอกี ใหใชมือถอน เน่ืองจากเปนวธิ ที ีก่ ระทบกระเทอื นต่อขิงนอยทสี่ ุด ❖ การเก็บเก่ียว การเก็บเกี่ยวขงิ สามารถทาํ ได 2 ระยะคอื 1. การเก็บเกี่ยวขิงออน ควรเริ่มเก็บเมื่อขิงมีอายุ 4-6 เดือน ซึ่งในระยะนแง่งขิงจะมีเสี้ยนนอย เนื้อออน เหมาะสาํ หรบั รับประทานสดหรือดอง หรือแปรรปู อ่ืน ๆ การเกบ็ เก่ียวนิยมถอนดวยมือ โดยเก็บเก่ียว หลงั จากฝนหยดุ ตกแล้ว หรือถาฝนไมตกใหใชนำ้ รดใหทัว่ แปลง เพระจะทําใหดินออ่ นนุม่ ถอนงาย การถอนควร ถอนขึ้นมาท้งั กอพรอมกบั เขยาใหดนิ หลุดออกจากแงง ไมควรใชเครอ่ื งมือขดุ เพราะจะทาํ ใหเกิดบาดแผลทําให ราคาตก 2. การเก็บเกี่ยวขิงแก เริ่มเก็บเกี่ยวไดเมื่อขิงอายุตั้งแต 8-12 เดือน หรือสังเกตได้จากใบและ ลําตนเริ่มเหี่ยว โดยปกติใบจะเริ่มเหี่ยวเมื่อขิงมีอายุยางเขาเดือนที่ 8 โดยทั่วไปจะมีการเก็บเก็บเกี่ยวขิงแก ประมาณเดือนมกราคม ซึงชวงระยะเวลาดังกลาวดนิ คอนขางจะแหงและแข็ง จงึ ไมสะดวกตอ่ การใช้เครื่องมือ มือขุด เชน จอบ จึงตองรดนำ้ ใหทัว่ แปลงเพื่อใหดินออนตวั ขุดงาย แลวจงใช้มือดึงข้ึนมา เขยาดินออกทิ้งนําไป ลางน้ำตัดรากและใบเหี่ยวออก ที่มา : https://shorturl.asia/QYVgS : https://shorturl.asia/VkZzv คู่มือการดำเนนิ งานฐานการปลูกพืชสมนุ ไพร (การปลูกขิง) ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

28 ใบงาน การปลกู พืชสมุนไพร (การปลกู ขิง) คำช้ีแจง : ให้ผเู้ รยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1. ขงิ ทีน่ ยิ มปลกู ในประเทศไทย แบง่ ออกเปน็ ก่ีประเภท อะไรบา้ ง (อธบิ ายมาพอสังเขป) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. ใหบ้ อกสรรพคุณทางยาของขิง ตามส่วนท่ีใช้ - ต้น............................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................................................. - ใบ............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. -เหงา้ ........................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. - ดอก.......................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. - ผล............................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................................................. 3. ใหอ้ ธิบายวธิ ีการเกบ็ เกีย่ วขิง ท้งั 2 ระยะ อะไรบ้างจงอธบิ าย .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ค่มู อื การดำเนินงานฐานการปลกู พชื สมุนไพร (การปลกู ขิง) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ

29 ถอดบทเรยี นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 : 3 : 4 : 3 : ๔) ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอปะคำ ฐานการเรียนรู้การปลกู พชื สมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) 2 เงือ่ นไขคณุ ภาพ เงื่อนไขความรู้ เง่อื นไขคณุ ธรรม 1. รู้ชนิดและประเภทของพชื สมนุ ไพร 1. อดทน 2. รู้ขน้ั ตอนปลกู และดูแลพชื สมุนไพร 2. มวี นิ ยั 3. รสู้ รรพคณุ และประโยชน์ของพชื สมนุ ไพร 3. ขยันหมั่นเพยี ร 4. รหู้ ลกั การเลอื กใชแ้ ละข้อควรระวงั ในการใช้สมุนไพร 4. ความรับผิดชอบ 5. ประหยดั 3 หลกั การพอเพยี ง พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภมู ิคุ้มกนั ในตัวท่ดี ี 1. ใช้พื้นที่ในการปลูกพืชสมุนไพรให้ 1. เพ่ือใชเ้ ป็นอาหารและยารักษาโรค 1. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพืช เหมาะสมกับจำนวนสมุนไพร 2. เพ่อื ใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ สมนุ ไพรก่อนปลูก 2 .ปลูกพืชสมุนไพรให้เหมาะสมกับ 3. เพื่อให้รู้ขั้นตอนและวิธีการปลูกพืช 2. มีการวางแผนปลูกพืชสมุนไพร ฤดูกาล สมุนไพร อยา่ งเป็นขัน้ ตอน 3. ปรบั สภาพดินให้เหมะสมกับการปลูก 4. เพื่อให้รู้สรรพคุณและประโยชน์ของ 3. มีการเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ให้ สมนุ ไพรแตล่ ะชนิด พชื สมนุ ไพร พรอ้ มกอ่ นปลกู พืชสมุนไพร 5. เพือ่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายไดใ้ หก้ ั สมดลุ และพร้อมรบั ต่อการเปลยี่ นแปลงใน 4 มติ ิ ด้านวตั ถ/ุ เศรษฐกิจ ดา้ นสังคม 1. มีรายได้จากการขายพืชสมุนไพร 1. แบ่งปันพืชสมุนไพรให้แก่เพ่อื นบา้ น 2. มพี ืชสมนุ ไพรที่ปลอดสารพิษไว้ใช้ในเปน็ อาหารและเป็น 2. เกิดความรักความสามัคคีและความร่วมมือของคนใน ยารกั ษาอาการเจ็บไข้ ชุมชน 3 .ได้การทำงานเปน็ ทีม ดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม ด้านวัฒนธรรม 1. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อสร้าง 1. เรียนรู้จากภูมิปัญญาเกี่ยวกับการปลูกและการใช้พืช จติ สำนึกในการอนรุ ักษ์ดนิ และนำ้ สมุนไพร 2. ใชพ้ ชื สมนุ ไพรกำจดั ศัตรูพืช เพอ่ื ลดการ 2. อนุรกั ษ์ภมู ปิ ญั ญาชาวบ้าน ใช้สารเคมี 3. รกั ษาอาการเจ็บปวยจากพชื สมนุ ไพร ลดปญั หาส่ิงแวดลอ้ คูม่ ือการดำเนนิ งานฐานการปลกู พชื สมุนไพร (การปลูกขิง) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

30 ศาสตร์การพัฒนา 3 ศาสตร์ ศาสตรพ์ ระราชา ศาสตรส์ ากล ศาสตร์ชาวบา้ น/ศาสตรภ์ มู ปิ ญั ญา หลักการทรงงาน สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต - ปราชญช์ าวบา้ น ข้อ 19 เศรษฐกจิ พอเพียง เป็นหลัก เรื่องสมุนไพรอินทรีย์ ปลูกเก็บ- - นางสุภาพร แก้วผักแว่น ความคิดทจ่ี ะดำเนนิ การเรอื่ งต่าง ๆ เพื่อ นถูกวิธี ดีต่อสุขภาพ ิก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร นำชีวิตไปส่คู วามสมดลุ มัน่ คง และยง่ั ยนื https://www.baanlaesuan.com/2 ชำนาญการ อำเภอปะคำ ให้ความรู้ เสมือนเป็นการวางฐานรากของตัว 41802/garden-farm/ เร่อื งการปลกู พืชสมุนไพร อาคาร ดังปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง farming-101/ ที่ได้พระราชทานไว้ thai_herb-2 ข้อ 24 พออยู่พอกิน ให้ประชาชน ค่มู ือ -การปลูกสมุนไพร สามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกิน” ให้ได้ ทม่ี า : กองเกษตรสมั พันธ กรมสงเสริม เสียก่อน แล้วจึงขยับขยายให้มีขีด การเกษตร สมรรถนะทก่ี ้าวหนา้ ต่อไป โครงการพระราชดำริ - พระบรมราโชวาทพระราชดำรัส/ - พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ดา้ นที่ 2 มพี ืน้ ฐานชวี ิตท่มี ั่นคง - มคี ณุ ธรรม 1. ร้จู กั แยกแยะสิ่งที่ผิด-ชอบ / ชว่ั -ดี 2. ปฏบิ ตั ิแตส่ งิ่ ทช่ี อบ สิ่งท่ดี ีงาม 3. ปฏิเสธส่งิ ท่ีผดิ สง่ิ ท่ชี ่ัว 4. ช่วยกันสร้างคนดใี หแ้ ก่บา้ นเมอื ง คมู่ อื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพืชสมนุ ไพร (การปลูกขงิ ) ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

31 แบบทดสอบหลงั เรียน เรือ่ ง การปลกู ขิง คำช้ีแจง จงเลือกคำตอบทถ่ี กู ต้องท่ีสุดเพยี งข้อเดยี ว 1. ขอ้ ใดคอื ความหมายของคำว่า \"สมนุ ไพร\" ก. พืช สัตวท์ ีใ่ ชเ้ ป็นยา ข. พืช สตั ว์ แรธ่ าตุ ทีใ่ ชเ้ ปน็ ยา ค. พืช ท่ใี ชเ้ ปน็ ยา ง. สัตว์ แร่ธาตุ ท่ใี ชเ้ ปน็ ยา 2. \"พืชสมนุ ไพร\" หมายถึง ขอ้ ใด ก. พนั ธ์ไม้ต่าง ๆ ท่ีสามารถนำมาใชป้ รุงหรือประกอบเป็นยารักษาโรคตา่ ง ๆ ข. ผลติ ผลธรรมชาติทีไ่ ด้จาก พืช สตั ว์ และแรธ่ าตุ ค. ยาท่ไี ดจ้ ากพฤกษาชาติ สัตว์ หรอื แร่ธาตุ ง. ถกู ทุกข้อ 3. ขิงจัดอย่ใู นพชื ตระกลู เดยี วกับข้อใด ก. ข่า ข. ขม้นิ ค. กระทอื ง. ถูกทุกข้อ 4. ช่อื วิทยาศาสตร์ของ “ขงิ ” คือขอ้ ใด ก. Zingiber cassumunar Roxb ข. Curcuma longa Linn ค. Zingiber officinale Roscoe ง. Aloe barbadensis Mill 5. สภาพดนิ ท่ไี มเ่ หมาะสมสำหรบั การปลูกขงิ คอื ขอ้ ใด ก. ดินทราย ข. ดนิ รว่ นปนทราย ค. ดินร่วน ง. ดินเหนยี ว 6 .เหงา้ ขงิ ท่จี ะนำมาเปน็ พันธ์มีอายุตั้งแต่กเ่ี ดือน ก. 4-5 เดอื น ข. 6-7 เดอื น ค. 8-9 เดอื น ง. 10-12 เดอื น ค่มู อื การดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลูกขงิ ) ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

32 7. ขงิ ทน่ี ยิ มปลกู ในประเทศไทยมีก่ปี ระเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท 8. การปลูกขิงในฤดหู รือขงิ ปี คือปลกู ในเดอื นใด ก. กมุ ภาพันธ์ – มีนาคม ข. เมษายน-พฤษภาคม ค. มิถนุ ายน-กรกฎาคม ง. สงิ หาคม-กันยายน 9. การปลูกขิงนอกฤดู คือปลกู ในเดือนใด* ก. กุมภาพนั ธ์ – มนี าคม ข. เมษายน-พฤษภาคม ค. มถิ นุ ายน-กรกฎาคม ง. สงิ หาคม-กันยายน 10. ข้อใดไม่ใช่สรรพคุณทางยาของขงิ * ก. เหง้าชว่ ยขับลมแก้ท้องอดื ทอ้ งเฟ้อ ข. ตน้ ช่วยยอ่ ยอาหาร แก้น่ิว ฆ่าพยาธิ ค. ใบชว่ ยรักษาแผลไฟไหม้ นำ้ รอ้ นลวก ง. ผลเป็นยาอายุวฒั นะ SCAN ME คูม่ ือการดำเนนิ งานฐานการปลกู พืชสมุนไพร (การปลกู ขิง) ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

33 แบบประเมินความพึงพอใจการเข้าศึกษาเรยี นรู้ ศนู ยก์ ารเรยี นรู้ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งด้านการศกึ ษา กศน.อำเภอปะคำ ฐานการเรยี นรู้ การปลูกพชื สมนุ ไพร (การปลกู ขงิ ) ************************************ คำชี้แจง: โปรดทำเครื่องหมาย √ ลงในช่องคำตอบที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดโดยมีน้ำหนักคะแนน ดังน้ี ระดับ 5 หมายถงึ ความพงึ พอใจมากทส่ี ดุ ระดับ 2 หมายถงึ ความพึงพอใจนอ้ ย ระดบั 4 หมายถึง ความพงึ พอใจมาก ระดบั 1 หมายถงึ ความพึงพอใจนอ้ ยทีส่ ุด ระดบั 3 หมายถงึ ความพึงพอใจปานกลาง ส่วนที่ 1 ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถามไดม้ ากจากการสมุ่ ผูม้ าใชฐ้ านการเรยี นรู้ ดังน้ี 1.1 เพศ □ ชาย □หญิง 1.2 อาชีพ □ นักศึกษา □ ประชาชน □ ครู □ ผบู้ ริหาร ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจต่อฐานการเรียนรู้การปลกู พืชสมุนไพร (การปลกู ขงิ ) ท่ี ประเดน็ ความคดิ เห็น ระดบั ความพึงพอใจ 54321 1 ครูแกนนำและนกั ศึกษาแกนนำถ่ายทอดความร้ใู นแหล่งเรียนรไู้ ดช้ ดั เจน 2 เน้ือหาในฐานการเรียนรู้มคี วามเหมาะสม 3 สรุปองค์ความรู้ ตามหลกั 2 3 4 3 4 ได้อยา่ งชัดเจน 4 อปุ กรณ์ และสื่อในฐานการเรยี นรมู้ ีความพรอ้ มในการจัดกิจกรรม 5 รูปแบบการนำเสนอมีความเหมาะสม 6 ครแู กนนำและนักศกึ ษาแกนนำให้คำแนะนำและตอบข้อซักถามไดช้ ดั เจน 7 ฐานการเรียนรู้มีความสะอาดและเออ้ื ตอ่ การเรียนรู้ 8 ปา้ ยข้อมลู ภายในฐานการเรียนรมู้ เี น้อื หาชัดเจนและเข้าใจง่าย 9 สามารถนำความร้ทู ีไ่ ด้รบั ไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวัน 10 สามารถนำความรู้ที่ไดร้ บั ไปถ่ายทอดและเผยแพร่ได้ SCAN คมู่ อื การดำเนินงานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลกู ขงิ ) ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศัยอำเภอปะคำ

34 แบบฝึกทกั ษะปฏบิ ัติการปลูกขงิ ลำดับ คะแนนการบนั ทึกการฝึกทกั ษะ คะแนนเตม็ (30) ก่อนเรยี น หลังเรยี น ความก้าวหนา้ 1. การใชว้ สั ดอุ ปุ กรณ์ (10) 2. ปฏิบัติการปลูกขิงได้ อย่างถูกต้อง (20) รวม คูม่ อื การดำเนนิ งานฐานการปลูกพชื สมุนไพร (การปลกู ขงิ ) ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอธั ยาศยั อำเภอปะคำ

35 คณะกรรมการจัดทำฐานการเรยี นรู้ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งดา้ นการศกึ ษา กศน.อำเภอปะคำ จังหวัดบรุ ีรัมย์ ๑. คณะกรรมการทปี่ รกึ ษา ผ้อู ำนวยการ กศน.อำเภอปะคำ ประธานทีป่ รึกษา ครู ท่ีปรึกษา ๑.๑ นางพมิ พ์ทอง สีหวงษ์ ๑.๒ นางสาวณัฐณวี ปิยะสุทธศิลป์ ๒. คณะกรรมการดำเนนิ งานฐานกิจกรรมการเรยี นรู้การปลกู พชื สมุนไพร (การปลูกขิง) ๒.๑ นางสาวสุกญั ญา คงทนั ดี ครู กศน.ตำบล ๒.๒ นางสาวสุภวิ ัน กองคำ ครู กศน.ตำบล ๒.๓ นางเพ็ชรรัตน์ โพธิห์ อม ครู กศน.ตำบล คูม่ ือการดำเนินงานฐานการปลกู พืชสมนุ ไพร (การปลูกขงิ ) ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาอธั ยาศัยอำเภอปะคำ

36 คมู่ อื การดำเนนิ งานฐานการปลกู พชื สมนุ ไพร (การปลูกขงิ ) ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตาอัธยาศยั อำเภอปะคำ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook