๙๗ หนวย ชอื่ หนวย ตัวชีว้ ัด สาระสาํ คัญ เวลา น้าํ หนกั ที่ (ระหวางทาง/ปลายทาง) (ชว่ั โมง) คะแนน เขาใจงา ย เพอ่ื อธิบายขนั้ ตอน การเขียนโปรแกรม • การออกแบบโปรแกรมดว ยการ เขียนผังงานเปนการนาํ สญั ลักษณม า ใชแทนลาํ ดับขน้ั ตอนในการเขยี น โปรแกรม จากนัน้ นํามาเขยี นคําส่ัง ควบคมุ การทาํ งานใหกับตัวละคร แตล ะตัวท่ีสรางขน้ึ โดยใชค ําสง่ั ที่ เขา ใจงายในการสง่ั ใหทาํ งาน • ขน้ั ตอนในการเขยี นโปรแกรม ประกอบดว ย การวเิ คราะหปญ หา ออกแบบวิธีการแกปญหา และการ เขียนโปรแกรม และเมื่อเขียน โปรแกรมเสร็จเรยี บรอยแลว ผเู ขียน จะตองตรวจสอบผลลัพธเ พื่อหา ขอผิดพลาดของโปรแกรม ๑๐ ขอมูล ว ๔.๒ ป.๕/๓, ป.๕/๔ • ขอ มูล คอื ขอ เท็จจริงที่เก่ียวขอ ง ๑๒ ๘ สารสนเทศ กบั ส่งิ ตาง ๆ สามารถแบง ออกเปน ๕ ประเภท คอื ขอมลู ตวั อกั ขระ ขอมูลภาพ ขอ มลู ตวั เลข ขอมูลเสยี ง และขอมูลอ่ืน ๆ การคน หาขอ มลู เพื่อ ทําการส่ิงใดสง่ิ หนงึ่ ตอ งพจิ ารณาขอ มูล ทด่ี ีทส่ี ุด ซง่ึ ขอมูลทอ่ี ยรู อบตัวเรา มีจาํ นวนมาก ขอ มลู บางอยางสามารถ นํามาใชไ ดท ันทีและขอ มูลบางอยาง จะตองนาํ ไปประมวลผลใหเปน สารสนเทศกอนนํามาใชง าน เพอ่ื ใหนาํ ขอ มูลไปใชไ ดอ ยา งสะดวกและเกิด
๙๘ หนว ย ชื่อหนวย ตัวชีว้ ดั สาระสาํ คญั เวลา นํา้ หนัก ที่ (ระหวางทาง/ปลายทาง) (ช่ัวโมง) คะแนน ประโยชนสูงสดุ ปจ จบุ นั ไดมีการคน หา ๑๐ ๑๐ ขอมูลทร่ี วดเร็วโดยใชเว็บไซตท่ี ๑๑๘ ๘๐ ๒ ๒๐ เรยี กวา Search Engine ในการ ๑๒๐ ๑๐๐ สบื คนขอ มลู จากแหลงขอมลู ตาง ๆ จะตอ งมีการประเมินความถูกตอ ง ความนา เชื่อถอื ของขอ มูลเพื่อใหไ ด ขอ มูลทต่ี รงตามความตองการ ๑๑ การใช ว ๔.๒ ป.๕/๓, ป.๕/๔, • ในปจ จบุ ันการตดิ ตอ สอ่ื สาร อนิ เทอรเ นต็ อยา งปลอดภัย ป.๕/๕ ผา นอินเทอรเ นต็ ชวยตอบสนองความ ตอ งการของมนษุ ย สะดวกสบาย จงึ มี ผใู ชคอมพวิ เตอรแ ละเครือขาย คอมพิวเตอรเ ปน เครอื่ งมือในการ กระทําความผดิ ใหผูอนื่ เสียหายหรอื เสอ่ื มเสียช่ือเสียง เรยี กวา อาชญากรรมทางอินเทอรเ น็ต ดังน้ัน ผใู ชค อมพิวเตอรทด่ี จี ะตองมีแนวทาง ปองกันการเกดิ อาชญากรรมทาง อนิ เทอรเน็ต รวมถึงการใชอนิ เทอรเ นต็ อยางมมี ารยาท เพราะนอกจากการ ตดิ ตอสอ่ื สาร ยงั ถกู นํามาใชสาํ หรับ การวเิ คราะหขอ มูล การรวบรวมขอมลู การประมวลผลขอมูล เพอ่ื พิจารณา ทางเลือกทเ่ี ปนไปได และเหมาะสม มากทีส่ ุด รวมระหวางป ปลายป รวมตลอดป
๙๙ โครงสรา งรายวชิ าพ้ืนฐาน ว ๑๖๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี กลุม สาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที่ ๖ เวลา ๑๒๐ ชั่วโมง หนวย ชื่อหนวย ตวั ชวี้ ัด สาระสําคัญ เวลา นํ้าหนกั ท่ี (ระหวางทาง/ปลายทาง) (ชั่วโมง) คะแนน ๑ อาหาร ว ๑.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, • อาหารเปน สิง่ ทีเ่ รารบั ประทานแลว มี ๑๒ ๑๖ และการยอย ป.๖/๓, ป.๖/๔, ประโยชนต อรา งกาย โดยอาหารท่ีเรา ป.๖/๕ รับประทานจะผานการยอ ยในระบบ ยอ ยอาหาร เพื่อใหไดส ารอาหารที่ จาํ เปน ตอการดํารงชวี ติ ในแตละวนั เราตอ งเลอื กรับประทานทีม่ ปี ระโยชน ในปริมาณท่เี หมาะสมกับความ ตองการของรางกายแตละเพศและวยั รวมท้ังปลอดภัยตอสขุ ภาพ ๒ การแยกสาร ว ๒.๑ ป.๖/๑ • การแยกสารเนอ้ื ผสม ซง่ึ ๑๐ ๑๐ เนอ้ื ผสม ประกอบดวยสารอยางนอ ย ๒ ชนดิ ผสมกนั โดยเนอื้ สารไมก ลมกลนื เปน อยา งเดียวกนั อาจทําไดโ ดยวิธกี าร หยิบออก การรอน การกรอง การใช แมเหลก็ ดึงดดู การตกตะกอน การรนิ ออก การเลอื กวิธีทเี่ หมาะสมในการ แยกสารพิจารณาจากลักษณะและ สมบัตขิ องสารทผี่ สมกัน การแยกสาร สามารถนาํ ไปใชป ระโยชนในการ แกป ญ หาในชีวิตประจาํ วนั ได ๓ หนิ และซาก ว ๓.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒, • หินสว นใหญประกอบดวยแรท ีร่ วม ๑๘ ๑๒ ดึกดาํ บรรพ ป.๖/๓ ตวั กัน สามารถจําแนกหินตาม กระบวนการเกดิ ไดเ ปน 3 ประเภท ไดแก หนิ อัคนี หนิ ตะกอน และหินแปร
๑๐๐ หนวย ชอ่ื หนวย ตัวช้วี ัด สาระสําคัญ เวลา นํา้ หนกั ท่ี (ระหวา งทาง/ปลายทาง) (ช่วั โมง) คะแนน หินแตล ะประเภทมกี ารเปลีย่ นแปลง ไปมา โดยมกี ระบวนการเปลี่ยนแปลง เปน แบบรูปและตอเนือ่ งเปน วัฏจกั ร หนิ และแรแตล ะชนิดมลี กั ษณะและ สมบตั ิที่แตกตางกนั จงึ นํามาใช ประโยชนไดแ ตกตางกัน ในหนิ ตะกอน อาจพบซากดึกดาํ บรรพท ใ่ี ชเปน หลกั ฐานในการศึกษาสภาพแวดลอ ม ในอดีตของพ้นื ทีห่ นึ่ง ๆ ได ๔ ปรากฏการณ ว ๓.๒ ป.๖/๔, ป.๖/๕, • ลมบก ลมทะเล และมรสุม เกดิ จาก ๔ ๑๐ ของโลกและภัย ป.๖/๖, ป.๖/๗, ความแตกตางระหวางอณุ หภมู ิอากาศ ธรรมชาติ ป.๖/๘, ป.๖/๙ เหนือพนื้ ดินและเหนือพ้ืนนาํ้ จึงเกดิ การเคล่ือนทขี่ องอากาศจากบรเิ วณทีม่ ี อณุ หภูมติ าํ่ ไปยังบรเิ วณท่ีมีอุณหภมู สิ งู ท้งั ลมบก ลมทะเล และมรสมุ มหี ลักการเกดิ เชนเดียวกนั ลมบก ลมทะเล เกิดบริเวณชายฝง แตมรสุม เกดิ ข้ึนในบริเวณเขตรอ นของโลก ทั้งลมบก ลมทะเล และมรสมุ มีผลตอ สิง่ มชี ีวติ และสิ่งแวดลอ ม นอกจากนี้ มรสมุ ยังมีผลตอ การเกดิ ฤดกู าลของ ประเทศไทย • โลกของเรามีปรากฏการณเ รอื น กระจกเกดิ ข้นึ อยตู ลอดเวลา ซงึ่ เปนผล มาจากแกส เรอื นกระจกในบรรยากาศ กกั เกบ็ ความรอนแลวคลายความรอน บางสวนกลับสูผวิ โลก ทําใหอากาศ บนโลกมอี ณุ หภมู ิ เหมาะสมตอ การ
๑๐๑ หนวย ชื่อหนวย ตวั ชวี้ ดั สาระสาํ คัญ เวลา นํา้ หนกั ท่ี (ระหวา งทาง/ปลายทาง) (ชว่ั โมง) คะแนน ดํารงชวี ิต แตถา มนุษยท าํ กจิ กรรม ๕ เงา อุปราคา ว ๒.๓ ป.๖/๗, ป.๖/๘ ตางๆ ที่ปลอ ยแกสเรือนกระจก ๔ ๑๐ และเทคโนโลยี สบู รรยากาศเพิม่ ขึ้น การกักเกบ็ และ อวกาศ คลายความรอ นกลบั สผู ิวโลกกจ็ ะ เพิ่มข้นึ ทาํ ใหอ ณุ หภูมิของอากาศ บนโลกสูงขึน้ และอาจทําใหเ กิดภาวะ โลกรอ น ซ่ึงสง ผลตอการเปลี่ยนแปลง ภมู อิ ากาศโลก ดงั นัน้ ทุกคนควรรวมกนั ลดกิจกรรมท่กี อใหเ กดิ แกสเรือน กระจก • นํ้าทว มการกัดเซาะชายฝง ดินถลม แผน ดินไหว และสึนามิ เปนภยั ธรรมชาตทิ ่เี กิดขนึ้ ในบางบริเวณ ของโลก ซ่ึงมีลกั ษณะแตกตางกัน ภยั บางอยางเกดิ ขนึ้ อยา งชา ๆ แตภ ยั บางอยา งเกดิ ขึน้ อยางฉบั พลัน ซ่ึงมผี ลกระทบตอสง่ิ มีชีวติ และ ส่ิงแวดลอมทแ่ี ตกตา งกัน มนุษยค วร เฝา ระวงั และเรียนรูวิธปี ฏิบตั ิตนให ปลอดภยั จากภยั ธรรมชาติดังกลา ว • เมื่อนาํ วัตถทุ บึ แสงมากน้ั ทางเดนิ ของแสง จะเกิดเงาบนฉาก ปรากฏการณส รุ ิยุปราคาและ จนั ทรปุ ราคาเกิดขึ้น จากการทโี่ ลกดวง จนั ทรและดวงอาทติ ยโ คจรมาอยใู น แนวเสน ตรงเดยี วกันโลกหรอื ดวง จนั ทรซ ่งึ เปนวัตถุทบึ แสง ก็จะมากั้น
๑๐๒ หนว ย ชื่อหนว ย ตัวชว้ี ดั สาระสําคัญ เวลา นํา้ หนกั ที่ (ระหวา งทาง/ปลายทาง) (ชว่ั โมง) คะแนน ทางเดนิ ของแสงจากดวงอาทิตยทาํ ให เกดิ เงาเชนกนั ว ๓.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒ • เทคโนโลยอี วกาศมีพัฒนาการมา จากการสังเกตทอ งฟาดวยตาเปลาของ มนุษยตอ มามกี ารใชกลอ งโทรทรรศน แบบตาง ๆ ท้งั ท่ีอยบู นโลกและใน อวกาศ จนกระทงั่ การใชยานอวกาศ แบบตา งๆในการสาํ รวจอวกาศเพ่ือ ปฏบิ ตั ภิ ารกิจมากมายยิ่งไปกวาน้ัน เทคโนโลยอี วกาศยงั เปนจุดเร่มิ ตนของ การพัฒนาเทคโนโลยตี า งๆที่อยูรอบตวั ลาวทงั้ นเี้ พอ่ื ใหมนษุ ยไดใชประโยชน เพ่อื การดาํ รงชวี ติ ในปจจุบนั ๖ แรงไฟฟาและ ว ๒.๒ ป.๖/๑ • แรงไฟฟา เปนแรงระหวางประจุ ๑๒ ๑๒ พลังงานไฟฟา ว ๒.๓ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ไฟฟา เกิดขนึ้ จากการถูกวตั ถุบางชนดิ ป.๖/๓, ป.๖/๔, โดยแรงไฟฟา เปนแรงไมส มั ผัสซง่ึ มีทงั้ ป.๖/๕, ป.๖/๖ แรงดงึ ดดู และแรงผลัก • วงจรไฟฟา เปนเสนทางที่ กระแสไฟฟา ผา นไดค รบรอบ วงจรไฟฟาอยา งงายมีสว นประกอบที่มี หนา ที่แตกตา งกันเรา สามารถเขยี น แผนภาพวงจรไฟฟาโดยใชส ญั ลักษณ เพื่ออธบิ ายลักษณะการตอ วงจรไฟฟา • การตอ เซลลไฟฟา แบบอนุกรมทั าํ ให แหลงกําเนิดไฟฟา มีพลงั งานไฟฟามาก ขึน้ สาํ หรบั การตอ หลอดไฟฟา ใน วงจรไฟฟาอยางงา ยมที ง้ั การตอแบบ
๑๐๓ หนว ย ชอื่ หนวย ตัวช้วี ัด สาระสําคัญ เวลา น้าํ หนกั ที่ (ระหวางทาง/ปลายทาง) (ช่ัวโมง) คะแนน ว ๔.๒ ป.๖/๑ อนกุ รมและแบบขนานซ่งึ นาํ ไปใชต อ ๙ การแกป ญ หา ว ๔.๒ ป.๖/๒ วงจรไฟฟาภายในบานไดแตกตา งกนั ๘ ๘ โดยใชเหตุผล • เหตผุ ลเชิงตรรกะกับการแกปญหา ๑๖ ๑๐ เชงิ ตรรกะ ว ๔.๒ ป.๖/๓ เปนการนาํ หลกั การ กฎเกณฑห รอื เงอ่ื นไขทีค่ รอบคลมุ ทกุ กรณีมาใชเพื่อ ๘ ๖ ๑๐ การออกแบบ ตรวจสอบความสมเหตุสมผลหรือ และ พิจารณาความเปน ไปไดข องการมงุ หา เขยี นโปรแกรม คําตอบและแกป ญ หา อยา งงา ย • การออกแบบโปรแกรม เปน การ อธิบายการทํางานของโปรแกรม ๑๑ การใช อยา งเปน ลําดับขน้ั ตอนโดยการ อินเทอรเ นต็ ออกแบบโปรแกรม สามารถทาํ ได อยางมี ทงั้ การเขียนขอ ความ และการเขียนผงั ประสทิ ธภิ าพ งาน หากมีขอ ผดิ พลาดเกิดขึ้นหรือ โปรแกรมไมเปน ไปตามความตอ งการ จะตองตรวจสอบขอผดิ พลาดทเ่ี กดิ ขึน้ โดยการตรวจสอบการทาํ งานทีละ คาํ สงั่ เมื่อพบจดุ ที่ทําใหโปรแกรม ไมเปนไปตามตอ งการใหแกไ ข ขอ ผดิ พลาดนั้น จนกวาจะไดโ ปรแกรม ตามทต่ี อ งการ • อินเทอรเ นต็ เปนเครอื ขา ย คอมพิวเตอรขนาดใหญท ค่ี รอบคลมุ ไปท่วั โลก เราสามารถใชง าน อนิ เทอรเ นต็ เพ่ือใหไ ดขอ มูลทตี่ รงตาม ความตองการภายในระยะเวลา อนั รวดเรว็ และการคน หาขอ มลู ในแตล ะครง้ั โปรแกรมคน หาจะแสดง
๑๐๔ หนวย ชื่อหนว ย ตวั ชี้วดั สาระสาํ คัญ เวลา นํ้าหนกั ท่ี (ระหวางทาง/ปลายทาง) (ชัว่ โมง) คะแนน ขอ มูลจากคาํ คนหาเปนจาํ นวนมาก ๖๖ เพอื่ ใหผ ใู ชง านสามารถใชงาน ๑๑๘ ๘๐ ๒ ๒๐ อนิ เทอรเนต็ ไดอยา งมปี ระสิทธิภาพ ๑๒๐ ๑๐๐ และไดข อ มูลตรงตามความตองการ มากทีส่ ดุ ผูใชจะตอ งเรยี นรเู กีย่ วกับ การจดั ลําดบั ผลลพั ธท ีไ่ ดจากโปรแกรม คนหา ขอ มลู ที่ไดการสืบคนขอมลู จาก แหลง ตา ง ๆ จะตองมกี ารประเมิน ความนาเชือ่ ถอื ของขอมลู เพ่ือใหได ขอ มูลทถี่ กู ตอง ๑๒ ความปลอดภัย ว ๔.๒ ป.๖/๔ • อันตรายจากการใชง านเทคโนโลยี ในการใชงาน เทคโนโลยี สารสนเทศทีเ่ ช่อื มตอกบั อนิ เตอรเน็ต สารสนเทศ ในรูปแบบตา ง ๆ และแนวทางในการ ปองกนั ซึ่งรวมถงึ การกําหนดรหสั ผาน และการกําหนดสทิ ธใิ์ นการใชงาน รวมทงั้ อนั ตรายจากการติดตั้ง ซอฟตแวร และปองกนั Malware โปรแกรมประสงคร ายทถ่ี ูกเขียนขน้ึ มา เพื่อทาํ อันตรายกับขอมูล เกดิ ความ เสียหายตอขอ มลู และอุปกรณ เทคโนโลยี การตดิ ตั้งซอฟตแ วร ผใู ชง านตอ งรแู นวทางการตรวจสอบ เพอ่ื ปองกนั อันตรายในรปู แบบตาง ๆ เชน ขโมยขอ มูล การลบขอ มลู การทําลายระบบ เปน ตน รวมระหวา งป ปลายป รวมตลอดป
๑๐๕ สือ่ /แหลงเรียนรู กลุม สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ไดจ ัดทําสื่อและจัดใหมีแหลงเรียนรู ตามหลักการ และนโยบายของการจัดการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน ดังนี้ สื่อการเรยี นรูเปน เครื่องมอื สง เสริมสนับสนนุ การจัดการกระบวนการเรยี นรู ใหผ เู รยี นเขาถึง ความรูทกั ษะกระบวนการ และคณุ ลกั ษณะตามมาตรฐานของหลกั สตู รไดอยา งมปี ระสิทธภิ าพ สอ่ื การ เรยี นรูม ีหลากหลายประเภท ทั้งสือ่ ธรรมชาติ สอื่ สิ่งพมิ พ สื่อเทคโนโลยี และเครือขายการเรยี นรูตาง ๆ ที่มใี นทอ งถนิ่ การเลือกใชสื่อควรเลือกใหม คี วามเหมาะสมกับระดับพฒั นาการ และลลี าการเรยี นรูที่ หลากหลายของผเู รยี นการจัดหาสอ่ื การเรยี นรู ผเู รียนและผสู อนสามารถจดั ทําและพฒั นาขึ้นเอง หรอื ปรบั ปรงุ เลอื กใชอ ยา งมคี ุณภาพจากส่ือตาง ๆ ทีม่ อี ยูรอบตวั เพอ่ื นํามาใชป ระกอบในการจดั การเรียนรู ท่ีสามารถสงเสรมิ และส่ือสารใหผ ูเรียนเกิดการเรยี นรู โดยสถานศึกษาควรจดั ใหมีอยางพอเพียง เพอื่ พัฒนาใหผูเรียน เกดิ การเรยี นรูอยางแทจ ริงสถานศึกษาเขตพื้นท่ีการศกึ ษา หนวยงานท่เี ก่ียวของและ ผูมหี นา ท่จี ัดการศึกษาขน้ั พื้นฐาน ควรดําเนินการดังน้ี ๑. จดั ใหมีแหลง การเรียนรู ศนู ยส ่อื การเรียนรู ระบบสารสนเทศการเรียนรู และเครือขาย การเรยี นรูทีม่ ีประสิทธภิ าพทงั้ ในสถานศกึ ษาและในชมุ ชน เพือ่ การศกึ ษาคนควาและการแลกเปลี่ยน ประสบการณการเรยี นรูระหวา งสถานศึกษา ทองถ่นิ ชมุ ชน สังคมโลก ๒. จดั ทาํ และจดั หาสอ่ื การเรียนรสู าํ หรับการศกึ ษาคนควาของผเู รยี น เสรมิ ความรใู หผูสอน รวมทั้งจดั หาสิ่งที่มีอยใู นทอ งถ่นิ มาประยุกตใชเปนสอื่ การเรียนรู ๓. เลือกและใชส่ือการเรยี นรูท่ีมคี ุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคลอ ง กบั วธิ ีการเรียนรู ธรรมชาติของสาระการเรียนรู และความแตกตา งระหวา งบุคคลของผเู รียน ๔. ประเมนิ คณุ ภาพของสอ่ื การเรียนรูท ี่เลือกใชอ ยางเปนระบบ ๕. ศึกษาคนควา วิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรูใหสอดคลองกับกระบวนการเรียนรู ของผเู รียน ๖. จัดใหมีการกํากับ ตดิ ตาม ประเมินคณุ ภาพและประสิทธิภาพเกีย่ วกบั สอื่ และการใชสอ่ื การเรียนรเู ปน ระยะ ๆ และสมา่ํ เสมอ ในการจดั ทาํ การเลือกใช และการประเมนิ คุณภาพสื่อการเรียนรูท่ีใชในสถานศึกษาควร คํานึงถงึ หลกั การสําคัญของสื่อการเรียนรู เชน ความสอดคลองกับหลักสูตร วตั ถปุ ระสงคก ารเรยี นรู การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู การจัดประสบการณใหผ เู รียน เนื้อหามคี วามถูกตองและทันสมัย ไม กระทบความมัน่ คงของชาติ ไมขดั ตอ ศลี ธรรม มกี ารใชภาษาท่ีถกู ตอง รูปแบบการนาํ เสนอท่ีเขา ใจงาย และนา สนใจ
๑๐๖ การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรูตัวชว้ี ดั ระหวางทาง ตัวชี้วัดปลายทาง เพื่อใหก ารจัดการเรยี นการสอนและการวดั และประเมินผลเกิดความยดื หยนุ คลองตัว และ ผเู รยี นไดเขา ถึงองคค วามรูใ หม ๆ ในการพัฒนาตนเองที่ตอบสนองกบั การเปล่ียนแปลงของสงั คมโลก กาํ หนดแนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรตู วั ชีว้ ดั ระหวา งทาง ตัวชีว้ ัดปลายทาง ดงั นี้ ๑. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรูตัวช้ีวดั ระหวางทางและตัวช้ีวดั ปลายทาง ตัวชีว้ ัด ระหวางทางและตวั ชี้วัดปลายทางที่สถานศกึ ษานาํ ไปใชใ นการกาํ หนดโครงสรา งรายวิชา การออกแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู และการวดั และประเมินผลการเรียนรู ใหผูเ รยี นไดรบั การพฒั นาใหบรรลุ คณุ ภาพตามตัวช้ีวัดท่กี ําหนด ดําเนนิ การไดด งั น้ี ๑.๑ ตัวชีว้ ัดระหวา งทาง เปน ตัวช้วี ดั ทใ่ี ชในการจัดกจิ กรรมการเรียนรแู ละเนนการ ประเมินในระหวางการจัดกิจกรรมการเรียนรู ที่เปนการประเมินเพื่อพัฒนาผูเรียนเปนหลัก (Formative Assessment) ผานมโนทัศนของการประเมินเพือ่ พัฒนาการเรียนรู ( Assessment for learning) และการประเมินขณะเรยี นรู (Assessment as learning) ดวยวธิ ีการประเมนิ ท่หี ลากหลาย โดยเนนการวัดและประเมินผลแบบไมเปนทางการ (Informal Assessment) เชน การสังเกต พฤติกรรม การสอบปากเปลาการพดู คุย การใชค ําถาม การเขียนสะทอนการเรียนรู การประเมิน ตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน เปนตน การวัดและประเมินผลแบบไมเปนทางการ (Informal Assessment) เปนการไดมาซึ่งขอมูลผลการเรียนรูที่เนนผูเ รียนเปนรายบุคคล จากแหลงขอมูล หลากหลายที่ผูสอนเก็บรวบรวมตลอดเวลา วิเคราะหขอมลู ศึกษาความพรอ มและพัฒนาการของ ผูเรียน ปรับการเรียนการสอนใหเ หมาะสม และแกไ ขปญหาการเรียนรู ของผูเรียน ลักษณะของขอ มูลที่ไดนอกเหนอื จากตวั เลขหรือขอ มูลเชิงปริมาณแลว อาจเปนขอมูล บรรยายลักษณะพฤติกรรมทีผ่ ูสอนเฝา สงั เกต หรอื ผลการเรียนรใู นลักษณะคาํ อธิบายระดับพัฒนาการ จดุ แข็ง จดุ ออ น หรือปญหาของผเู รียนทพ่ี บจากการสงั เกต สมั ภาษณ หรือวิธีการอ่นื ๆ ขอ มลู ทีไ่ ดจะ เปนประโยชนในการพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนเปน รายบุคคล ชวยใหผูส อนเขาใจพฤตกิ รรมของ ผูเ รียนไดเ ปน อยางดี และเปนวธิ กี ารทยี่ ดื หยนุ ตามสถานการณแ ละบริบทของครูผสู อน ๑.๒ ตัวชี้วดั ปลายทาง เปนตัวชี้วดั ที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยเนนทีก่ าร ประเมินผลลัพธสุดทายที่ตองการใหเกิดกับผูเรียน (Summative Assessment) ดวยวิธีการท่ี หลากหลาย เนนการวัดและประเมนิ ผล แบบเปน ทางการ (formal Assessment) เชน การประเมนิ การปฏบิ ัติ การประเมินแฟมสะสมงานการประเมนิ ดว ยแบบทดสอบ การประเมนิ ช้ินงาน/ภาระงาน เปนตน การเก็บขอมูลดังกลาว ใชในการวัดและประเมินที่ไดผลเปนคะแนนและนําไปใชในการ เปรียบเทียบ เชน เปรียบเทียบระหวางกอ นเรยี นและหลังเรยี น เพือ่ ดพู ัฒนาการหรือใชเ พ่ือประเมิน
๑๐๗ ผลสัมฤทธ์ิ เมื่อสิน้ สุดการสอนในแตละหนวยการเรียนรูหรือรายวิชา วิธีการและเคร่ืองมือทีใ่ ชเ ก็บ รวบรวมขอมูลผลการเรียนรูแบบเปนทางการ (formal Assessment) เปนตัวแทนของระดับ ความสามารถของผูเรียน เปนขอ มูลทีต่ องไดม าจากวิธีการวดั ทเ่ี หมาะสมกับลกั ษณะขอมูล เคร่อื งมอื วัด และประเมินผลมีความเที่ยงตรง (Validity) และมีความเชื่อมั่น (Reliability) มีความโปรงใส สามารถตรวจสอบและเชอ่ื ถอื ได (Acceptable) อัตราสวนคะแนน คะแนนระหวา งปการศกึ ษา : สอบปลายปการศึกษา = ๘๐ : ๒๐ รายการวดั คะแนน ๘๐ ระหวา งภาค ๗๐ มีการวดั และประเมนิ ผล ดังน้ี ๑. คะแนนระหวางปการศกึ ษา ๑๐ ๒๐ ๑.๑ วัดโดยใชแ บบทดสอบ ๑๐๐ ๑.๒ วดั ทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลือกวดั ตามแผนการจัดการเรยี นร)ู ๑.๒.๑ ภาระงานท่มี อบหมาย - การทําใบงาน/แบบฝกหดั /แบบฝก ทักษะ - การแกป ญหาทางวิทยาศาสตร - การศึกษาคนควาทางวทิ ยาศาสตร - การรว มกจิ กรรมการเรียนรู ๑.๒.๒ แฟม สะสมงานวิทยาศาสตร ๑.๒.๓ โตรงงานวิทยาศาสตร ๑.๒.๔ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร และสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น ๑.๓ วดั คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค และเจตคตทิ ด่ี ีตอ วิชาวิทยาศาสตร ๒. คะแนนสอบกลางปการศึกษา วดั และประเมินผลโดยใชแบบทดสอบ คะแนนสอบปลายปการศกึ ษา มวี ดั และประเมนิ ผลโดยใชแบบทดสอบ รวม
๑๐๘ เกณฑก ารวัดผลประเมนิ ผล ๑. การวัดและประเมินผลโดยใชแ บบทดสอบ ๑.๑ เกณฑใ หคะแนนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ พิจารณาจากความถูกผิดของการ เลอื กตอบ ตอบถกู ให ๑ คะแนน ตอบผดิ ให ๐ คะแนน ๑.๒ เกณฑใ หค ะแนนแบบทดสอบแบบถกู ผิด พจิ ารณาจากความถกู ผิดของคาํ ตอบ ตอบถูกให ๑ คะแนน ตอบผิดให ๐ คะแนน ๑.๓ เกณฑใ หค ะแนนแบบทดสอบแบบเติมคํา พิจารณาจากความถูกผิดของคําตอบ ตอบถูกให ๑ คะแนน ตอบผดิ ให ๐ คะแนน ๑.๔ เกณฑใหค ะแนนแบบทดสอบแบบจบั คู พจิ ารณาจากความถกู ผิดของการจบั คู จบั คถู ูกให ๑ คะแนน จบั คผู ิดให ๐ คะแนน ๑.๕ เกณฑใหคะแนนแบบทดสอบแบบเปรียบเทียบ พิจารณาจากความถูกผิดของ การเปรียบเทียบ เปรยี บเทียบถกู ให ๑ คะแนน เปรียบเทยี บผิดให ๐ คะแนน ๑.๖ เกณฑการใหคะแนนแบบทดสอบแบบเขยี นตอบ พิจารณาจากคําตอบในภาพรวม ทั้งหมด โดยกําหนดระดบั คะแนนเปน ๕ ระดบั ดงั น้ี ระดบั คะแนน เกณฑการใหคะแนน ๔ ตอบไดถ ูกตอง สามารถอธิบายเหตผุ ลไดช ัดเจน แสดงแนวคดิ เชงิ เปรยี บเทยี บ ๓ ตอบไดถูกตอง สามารถอธบิ ายเหตผุ ลไดอยางชดั เจน ๒ ตอบไดถ กู ตอง สามารถอธบิ ายเหตุผลไดเ ปนบางสว น แตย ังไมอ ยางชดั เจน ๑ ตอบไดถูกตอง แตไ มสามารถอธบิ ายเหตุผลได ๐ ตอบไมถ ูกตอง และไมส ามารถอธิบายเหตผุ ลได
๑๐๙ ๑.๗ เกณฑก ารใหคะแนนแบบทดสอบแบบตอเนื่อง (๑) เกณฑการใหค ะแนนแบบทดสอบแบบตอเน่ืองทก่ี าํ หนดสถานการณ พิจารณาจากความถูกผดิ ของคําตอบ ตอบถกู ให ๑ คะแนน ตอบผิดให ๐ คะแนน (๒) เกณฑก ารใหค ะแนนแบบทดสอบแบบตอ เนื่องสองขน้ั ตอน โดยกําหนดระดับคะแนนเปน ๓ ระดบั ดังนี้ ระดบั คะแนน เกณฑก ารใหคะแนน ๒ เลอื กคาํ ตอบและบอกเหตผุ ลประกอบถูกตอ ง ๑ เลือกคาํ ตอบถูกตอง แตบอกเหตผุ ลประกอบไมถูกตอ ง หรือ เลือกคําตอบ ไมถ กู ตอ ง แตบอกเหตุผลประกอบไดสอดคลองกับคาํ ตอบท่ีเลอื ก ๐ เลอื กคาํ ตอบและบอกเหตุผลประกอบไมถกู ตอ ง ๑.๘ เกณฑก ารใหค ะแนนแบบทดสอบแสดงวิธีทํา โดยกําหนดระดบั คะแนนเปน ๕ ระดับ ดงั น้ี ระดบั คะแนน เกณฑการใหค ะแนน ๔ คาํ ตอบถกู ตอ งและแสดงวิธีทาํ ทม่ี ีประสิทธิภาพ โดยแสดงถึงการคิด อยางเปน ระบบ และการคดิ วิเคราะห ๓ คาํ ตอบถูกตอ งและแสดงวิธีทาํ ถูกตอ งสมบรู ณ ๒ คําตอบถูกตอง แตแสดงวธิ ที าํ ถูกตอ ง ๑ คาํ ตอบถกู ตอง มีการแสดงแสดงวิธที าํ แตย ังไมสมบรู ณ ๐ คําตอบไมถ ูกตอ ง และแสดงวธิ ีทําไมถ ูกตอ ง
๑๑๐ ๒. การวัดและประเมนิ ผลดา นทกั ษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ ๒.๑ ภาระงานทม่ี อบหมาย - ใบงาน/แบบฝกหดั /แบบฝกทักษะ กาํ หนดเกณฑการใบงาน/แบบฝกหดั /แบบฝก ทักษะ ๔ ระดับ ดังนี้ ระดบั คณุ ภาพ เกณฑก ารใหคะแนน ๔ - ทาํ ใบงาน/แบบฝกหัด/แบบฝก ทักษะครบถวนและเสรจ็ ตามกําหนดเวลา - ทําใบงาน/แบบฝก หดั /แบบฝก ทกั ษะไดถ ูกตอง (ดมี าก) - แสดงลําดบั ขน้ั ตอนของการทําใบงาน/แบบฝกหัด/แบบฝกทักษะชดั เจน เหมาะสม ๓ (ด)ี - ทาํ ใบงาน/แบบฝก หดั /แบบฝกทกั ษะครบถวนและเสรจ็ ตามกําหนดเวลา - ทําใบงาน/แบบฝกหัด/แบบฝกทกั ษะไดถ ูกตอง ๒ - สลับขน้ั ตอนของการทําใบงาน/แบบฝก หัด/แบบฝก ทักษะ หรือไมร ะบุข้นั ตอน (พอใช) ของการทาํ ใบงาน/แบบฝกหดั /แบบฝกทกั ษะ ๑ - ทําใบงาน/แบบฝก หัด/แบบฝกทักษะครบถว น แตเสร็จหลังกาํ หนดเวลา (ปรบั ปรงุ ) เลก็ นอย - ทาํ ใบงาน/แบบฝก หดั /แบบฝกทักษะขอไมถ ูกตอง - สลับข้นั ตอนของการทําใบงาน/แบบฝก หดั /แบบฝก ทักษะ หรือไมร ะบขุ นั้ ตอน ของการทาํ ใบงาน/แบบฝก หัด/แบบฝก ทักษะ - ทําใบงาน/แบบฝก หดั /แบบฝก ทกั ษะไมครบถว น หรือไมเสรจ็ ตามกาํ หนด เวลาเล็ก - ทาํ ใบงาน/แบบฝก หัด/แบบฝกทกั ษะไมถกู ตอง - แสดงลาํ ดบั ข้นั ตอนของการทาํ ใบงาน/แบบฝกหดั /แบบฝกทกั ษะไมสัมพนั ธ กับโจทยหรอื ไมแ สดงลําดับข้นั ตอน
๑๑๑ - การประเมนิ ผลการแกป ญหาทางวิทยาศาสตร กาํ หนดเกณฑการประเมินผลการแกปญ หาทางวทิ ยาศาสตร ดงั นี้ รายการประเมิน ระดบั คุณภาพ เกณฑการพจิ ารณา ๑. การสังเกต เพ่อื ระบุปญหา ๓ (ดี) - เขา ใจและระบปุ ญ หาไดถ ูกตอง ๒. การ ๒ (พอใช) - เขา ใจและระบปุ ญหาบางสวนไมถ ูกตอ ง ตั้งสมมติฐาน ๑ (ปรบั ปรุง) - เขา ใจปญหานอ ยมากหรอื ไมสามารถระบปุ ญหา ๓. การรวบรวม ขอมูล ๓ (ดี) - ตงั้ สมมติฐานของปญ หาไดเหมาะสมและถูกตอ ง ๔. การสรปุ ผล ๒ (พอใช) - ตั้งสมมตฐิ านของปญ หาไดซง่ึ อาจนาํ ไปสูค ําตอบที่ถกู แตย ังมีบางสว นผดิ ๑ (ปรบั ปรงุ ) - ตง้ั สมมตฐิ านของปญ หาไมถูกตอ ง ๓ (ด)ี ๒ (พอใช) - นําวธิ ีการปญ หาไปใชไ ดถกู ตอ ง ๑ (ปรบั ปรงุ ) - นาํ วิธีการปญ หาไปใชไดถกู ตองเปน บางคร้ัง ๓ (ดี) - นําวิธกี ารปญ หาไปใชไมถ ูกตอง ๒ (พอใช) ๑ (ปรบั ปรุง) - สรปุ ผลไดถูกตอง สมบรู ณ - สรุปผลที่ไมส มบูรณหรือไมถกู ตอ ง - ไมมกี ารสรปุ ผล
๑๑๒ - การประเมินผลการศกึ ษาคนควา ทางวทิ ยาศาสตร ๑) กําหนดเกณฑก ารประเมินผลการศกึ ษาคนควาทางวิทยาศาสตรด า นทฤษฎี เปน ๔ ระดับ ระดับคุณภาพ เกณฑการพจิ ารณา ๔ - การวางแผนชัดเจนและทํางานเปน ระบบ - แสดงขอมูลที่ละเอยี ดชดั เจน (ดมี าก) - แสดงความเช่ือมโยงระหวางเนือ้ หาวิชาไดชดั เจน - ลงขอสรปุ ทถี่ กู ตอ งชัดเจน ๓ - นาํ เสนอผลงานอยา งเหมาะสม (ดี) - การวางแผนชัดเจน ๒ - แสดงขอ มลู ทล่ี ะเอยี ด (พอใช) - แสดงความเชอ่ื มโยงระหวา งเนอ้ื หาวชิ าไดชดั เจน - ลงขอ สรปุ ทถี่ ูกตอ งชัดเจน ๑ - นําเสนอผลงานไดย ังไมชัดเจน (ปรบั ปรุง) - การวางแผนไมช ดั เจน - แสดงขอ มลู บางสว นผิดพลาด - แสดงความเชอื่ มโยงระหวา งเน้ือหาวชิ าไมช ดั เจน - ลงขอสรปุ บางสวนผดิ พลาด - นาํ เสนอผลงานไดไ มชดั เจน - การวางแผนไมชดั เจน - แสดงขอมูลไมถ กู ตอ ง - แสดงความเชอ่ื มโยงระหวา งเน้อื หาวิชาไมช ดั เจน - ลงขอสรุปไมถูกตอ ง - นําเสนอผลงานไดไ มถ ูกตอง
๑๑๓ ๒) กําหนดเกณฑการประเมินผลการศึกษาคนควา ทางวทิ ยาศาสตร ทีม่ ีผลงาน เปน ส่ิงประดิษฐ ๔ ระดับ ระดับคุณภาพ เกณฑการพิจารณา - มคี วามคดิ รเิ รมิ่ สรางสรรคแ ละแปลกใหม ๔ - แกป ญ หาและตอบสนองตามความตองการ (ดีมาก) - วางแผนการสรา งมคี ุณภาพ แสดงรายละเอียดของชน้ิ งานในแตละสว นชดั เจน สมบูรณ ๓ - เลือกและใชเ ครอื่ งมือไดเ หมาะสม (ดี) - ใชง านไดตามความคาดหวงั ๒ - มคี วามคิดริเร่ิมสรา งสรรคแ ละแปลกใหม (พอใช) - แกป ญ หาและตอบสนองตามความตองการ - วางแผนการสรางและมกี ารแสดงรายละเอยี ดของแตละสวน ๑ - เลือกและใชเ คร่อื งมือไดเหมาะสม (ปรบั ปรงุ ) - ใชง านไดต ามความคาดหวัง - มคี วามคดิ รเิ ริ่มสรา งสรรค - แกป ญหาและตอบสนองตามความตองการ - วางแผนการสรางและมีการแสดงรายละเอียดบางสว นไมชัดเจน - เลอื กและใชเ ครือ่ งมือไดเหมาะสม - ใชงานไดตามความคาดหวัง - ขาดความคดิ ริเร่มิ สรางสรรค - ไมตอบสนองตอการแกปญหาและความตองการ - วางแผนการสรา งไมชัดเจน - เลอื กและใชเ ครอ่ื งมอื ไมเ หมาะสม - ใชง านไมไดต ามความคาดหวัง
๑๑๔ - การประเมินผลการรวมกิจกรรมการเรียนรู การรวมกิจกรรมการเรียนรูสวนใหญม อบหมายภาระงานเปน กลุม กําหนด เกณฑการประเมนิ ผลการรวมกิจกรรมการเรยี นรู ดงั น้ี รายการประเมิน ระดับ เกณฑการพจิ ารณา คุณภาพ ๑. การวางแผน ๓ (ดี) - วางแผนและมอบหมายหนาท่ีใหสมาชิกไดชดั เจน ๒ (พอใช) - วางแผน แตมอบหมายหนาที่ใหสมาชิกไมชัดเจน ๒. ความรว มมอื ๑ (ปรับปรงุ ) - ไมมีการวางแผน ในกลุม - ทุกคนทาํ งานตามหนาท่รี ับผดิ ชอบ ๓ (ดี) - สมาชิกสวนมากทํางานตามหนาที่ ๓. ทักษะการ ๒ (พอใช) - สมาชิกไมทาํ งานตามหนา ที่ ปฏิบัตกิ าร ๑ (ปรบั ปรงุ ) - ปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนอยางถูกตอ งเหมาะสม - ปฏบิ ัติตามข้ันตอนแตยังมีขอ ผดิ พลาดเปนบางสวน ๔. การเขยี น ๓ (ด)ี - ไมสามารถปฏิบัติไดตามขั้นตอนและมีความผิดพลาด รายงาน ๒ (พอใช) - เขยี นรายงานไดถกู ตองเหมาะสมและนําเสนอไดส มบรู ณ ๑ (ปรบั ปรุง) - เขียนรายงานไมส มบรู ณ ๕. เวลา - รายงานมีขอ ผิดพลาดหรอื ไมเขียนรายงาน ๓ (ด)ี - ปฏิบตั งิ านเสร็จสมบูรณตามเวลาที่กําหนด ๒ (พอใช) - ปฏิบตั งิ านเสรจ็ ตามเวลาท่กี าํ หนดแตไมสมบรู ณ ๑ (ปรบั ปรุง) - ปฏิบัติงานไมเสรจ็ สมบรู ณต ามเวลาที่กําหนด ๓ (ดี) ๒ (พอใช) ๑ (ปรบั ปรุง)
๑๑๕ ๒.๒ แฟม สะสมงานวิทยาศาสตร การประเมินแฟมสะสมงานวทิ ยาศาสตร กําหนดเกณฑก ารประเมินเปน ๔ ระดบั ระดับคณุ ภาพ เกณฑก ารพิจารณา ๔ - ผลงานมรี ายละเอียดอยางเพียงพอทีแ่ สดงถึงระดบั ความรูและพัฒนาการ ของผูเรียนและแสดงถึงความเขา ใจในเรื่องท่ศี กึ ษา (ดมี าก) - ผลงานมีรายละเอยี ดอยางเพยี งพอทแี่ สดงถงึ ระดบั ความรแู ละพฒั นาการ ๓ ของผเู รยี น ไมมขี อผดิ พลาดทแ่ี สดงวา ไมเ ขา ใจ (ดี) - ผลงานมรี ายละเอียดแสดงไวในบนั ทึกใหเห็นถงึ ระดบั ความรแู ละพัฒนาการ ๒ ของผูเ รยี นแตพบวาบางสวนมคี วามผิดพลาดหรอื ไมช ัดเจนหรอื แสดงถึง (พอใช) ความไมเขาใจในเร่ืองที่ศึกษาของผูเรียน - ผลงานมีขอมลู นอ ย ไมม ีรายละเอยี ดแสดงไวในบนั ทกึ หรอื แสดงใหเห็นถึง ๑ ระดบั ความรแู ละพัฒนาการของผเู รยี น (ปรบั ปรงุ )
๑๑๖ ๒.๓ โครงงานวทิ ยาศาสตร การประเมนิ ผลโครงงานวิทยาศาสตร กาํ หนดเกณฑการประเมินเปน ๔ ระดบั ระดับคณุ ภาพ เกณฑการพิจารณา ๔ - แสดงถึงความเขา ใจปญ หาอยา งชดั เจน - มคี วามคดิ ริเริ่มสรา งสรรคในการออกแบบโครงงาน (ดีมาก) - ใชเทคนิควธิ ีการตา ง ๆ ในการจัดทําโครงงานจนประสบผลสําเรจ็ - การนาํ เสนอรายงานเปน ลาํ ดับขนั้ ตอนดมี ากและใชเปนแบบอยางได ๓ - มีการวางแผนการทาํ งานเปนระบบและทาํ งานเสรจ็ ตามกาํ หนดเวลา (ดี) - มกี ารศึกษาคน ควา ขอ มูลจากแหลง การเรยี นรทู ่ีนา เชอ่ื ถอื และหลากหลาย ๒ - แสดงถึงความเขาใจปญ หา (พอใช) - การออกแบบโครงงานถกู ตอ งเปนบางสวน - ใชเทคนคิ วิธกี ารในการจดั ทําโครงงานใหประสบผลสาํ เรจ็ เพยี งบางสวน ๑ - การนาํ เสนอรายงานเปน ลาํ ดบั ขน้ั ตอน (ปรับปรุง) - มีการวางแผนการทํางานและทํางานเสร็จตามกําหนด - มกี ารศกึ ษาคน ควา ขอมูลจากแหลง การเรยี นรูท ีห่ ลากหลาย - เขาใจปญ หาแตใ ชเวลานาน - ตองอาศยั การแนะนําในการออกแบบโครงงาน - ตอ งไดรับคําแนะนําเกยี่ วกับเทคนิควธิ ีการในการจดั ทําโครงงาน - ตอ งไดร ับคาํ แนะน าในการเขยี นรายงาน - มกี ารวางแผนการทํางาน แตไ มชดั เจนและทาํ งานเสร็จชา กวา ที่กําหนดไว - มกี ารศกึ ษาคน ควาขอ มูลนาเชือ่ ถือไดเพียงบางสว น - ไมเขา ใจปญ หา - การออกแบบโครงงานและการทดลองไมถ ูกตอง - ตองไดรับคาํ แนะนาํ เกย่ี วกับเทคนคิ วิธกี ารในการจดั ทําโครงงานทกุ ขน้ั ตอน - การเขียนรายงานยงั มขี อ บกพรอง - มีการวางแผนการทาํ งาน ไมเปน ระบบและทาํ งานเสรจ็ ชากวาทีก่ ําหนด - มกี ารศกึ ษาคน ควา ขอมลู นอ ยไมสมั พันธก บั โครงงานที่จัดทํา
๑๑๗ ๒.๔ สมรรถนะสาํ คญั ของผูเ รยี น - การประเมินผลสมรรถนะสําคัญของผูเรียน ประเมินโดยใชแบบประเมิน สมรรถนะสําคญั ของผเู รียน กําหนดเกณฑการประเมนิ ดงั นี้ ระดบั คุณภาพ เกณฑการใหค ะแนน (๓) ผเู รียนปฏบิ ตั ิตนตามสมรรถนะจนเปนนสิ ยั และนาํ ไปใชใ นชีวติ ประจาํ วนั ดเี ยยี่ ม เพือ่ ประโยชนสุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมนิ ระดบั ดเี ยยี่ มจํานวน ๓-๕ สมรรถนะ และไมมีสมรรถนะใดไดผลการประเมนิ ตํา่ กวา (๒) ระดบั ดี ดี ผูเ รยี นมสี มรรถนะในการปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ เพอื่ ใหเ ปนการยอมรบั ของ (๑) สังคม พิจารณาจาก พอใช ๑. ไดผลการประเมินระดับดเี ยย่ี ม จํานวน ๑-๒ สมรรถนะ (๐) และไมม สี มรรถนะใดไดผ ลการประเมนิ ต่าํ กวาระดบั ดี หรอื ปรับปรุง ๒. ไดผลการประเมนิ ระดับดีเยย่ี ม จํานวน ๒ สมรรถนะ และไมมสี มรรถนะใดไดผลการประเมนิ ตํ่ากวา ระดบั ผาน หรือ ๓. ไดผ ลการประเมนิ ระดับดี จาํ นวน ๔-๕ สมรรถนะ และไมมีสมรรถนะใดไดผลการประเมินตา่ํ กวา ระดบั ผา น ผเู รยี นรบั รูและปฏบิ ัติตามกฎเกณฑและเงื่อนไขทีส่ ถานศึกษากาํ หนด พิจารณาจาก ๑. ไดผ ลการประเมนิ ระดับผาน จํานวน ๔-๕ สมรรถนะ และไมมสี มรรถนะใดไดผลการประเมนิ ตาํ่ กวาระดบั ผาน หรอื ๒. ไดผ ลการประเมนิ ระดับดี จํานวน ๒ สมรรถนะ และไมมสี มรรถนะใด ไดผ ลการประเมนิ ตํ่ากวาระดับผา น ผเู รียนรบั รแู ละปฏิบัติไดไมค รบตามเกณฑแ ละเงื่อนไขทก่ี าํ หนด โดยพจิ ารณา จากผลการประเมินระดับตองปรบั ปรงุ ต้งั แต ๑ สมรรถนะ
๑๑๘ เกณฑก ารใหค ะแนน พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ัติสม่ําเสมอ ให ๓ คะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏิบัตบิ อยครง้ั ให ๒ คะแนน พฤตกิ รรมทป่ี ฏบิ ัติบางครั้ง ให ๑ คะแนน พฤตกิ รรมท่ปี ฏิบตั นิ อยคร้ัง ให ๐ คะแนน เกณฑการตดั สินคณุ ภาพ ชวงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ ๑๓-๑๕ ดีเยี่ยม (๓) ๙-๑๒ ๕-๘ ดี (๒) ตํ่ากวา ๕ ผาน (๑) ไมผ าน (๐)
๑๑๙ แบบประเมินสมรรถนะสําคัญของผูเ รียน ช่ือ................................................นามสกลุ ................................................เลขท.ี่ .............ชั้น................. คําชี้แจง : ใหผสู อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น และขีด P ลงในชอ งท่ตี รงกับคะแนน สมรรถนะดา น รายการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ ดเี ยย่ี ม ดี ผา น ไมผาน (๓) (๒) (๑) (๐) ๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-สงสาร ในการสอื่ สาร ๑.๒ มีความสามารถในการถายทอดความรู ความคดิ ความเขา ใจของตนเอง โดยใชภาษาอยางเหมาะสม ๑.๓ ใชว ธิ ีการสื่อสารทเี่ หมาะสม มปี ระสิทธภิ าพ ๑.๔ เจรจาตอ รองเพอ่ื ขจดั และลดปญหาความขดั แยง ตาง ๆ ได ๑.๕เลอื กรับและไมรับขอมลู ขาวสารดวยเหตุผล และถกู ตอ ง สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั .............. ๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห สงั เคราะห ในการคิด ๒.๒ มีทกั ษะในการคดิ นอกกรอบอยางสรา งสรรค ๒.๓ สามารถคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ๒.๔ มีความสามารถในการสรา งองคความรู ๒.๕ ตัดสินใจแกป ญ หาเก่ยี วกับตนเองไดอยา งเหมาะสม สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั .............. ๓. ความสามารถ ๓.๑ สามารถแกปญหาและอุปสรรคตาง ๆ ทีเ่ ผชญิ ได ในการแกป ญ หา ๓.๒ ใชเหตผุ ลในการแกป ญ หา ๓.๓ เขา ใจความสมั พันธแ ละการเปลี่ยนแปลงในสังคม ๓.๔ แสวงหาความรู ประยกุ ตความรูมาใชในการ ปองกันและแกไขปญ หา ๓.๕ สามารตดิ สินใจไดเหมาะสมตามวัย
๑๒๐ สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั .............. ๔. ความสามารถ ๔.๑ เรียนรูด ว ยตนเองไดเหมาะสมตามวยั ในการใชท ักษะ ๔.๒ สามารถทํางานกลมุ รว มกับผอู ่นื ได ชวี ิต ๔.๓ นาํ ความรทู ่ไี ดไปใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจําวนั ๔.๔ จดั การปญ หาและความขดั แยง ไดเหมาะสม ๔.๕ หลีกเล่ียงพฤตกิ รรมไมพ ึงประสงคทสี่ ง ผลกระทบ ตอ ตนเอง สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ .............. ๕. ความสามารถ ๕.๑ เลอื กและใชเ ทคโนโลยไี ดเหมาะสมตามวยั ในการใช ๕.๒ มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เทคโนโลยี ๕.๓ สามารถนาํ เทคโนโลยไี ปใชพ ฒั นาตนเอง ๕.๔ ใชเทคโนโลยีในการแกปญ หาอยา งสรา งสรรค ๕.๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการใชเ ทคโนโลยี สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั .............. ระดับคุณภาพตามเกณฑการประเมินในหลักสูตรรายช้นั ลงชือ่ ................................................................ผปู ระเมิน
๑๒๑ ๓. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค การประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค ประเมินโดยใชแบบประเมินคณุ ลักษณะ อันพงึ ประสงค กําหนดเกณฑในการประเมิน ดงั น้ี ระดับคณุ ภาพ เกณฑก ารใหค ะแนน (๓) ผเู รียนปฏบิ ัตติ นตามคณุ ลกั ษณะจนเปน นสิ ยั และนาํ ไปใชในชีวิตประจําวัน เพือ่ ประโยชน ดีเยย่ี ม สุขของตนเองและสงั คม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมนิ ทง้ั ๘ คุณลักษณะ คือ ไดระดับ ๓ จํานวน ๕-๘ คณุ ลกั ษณะ และไมม ีคุณลกั ษณะใดไดผ ลการประเมนิ ตา่ํ กวาระดับ ๒ (๒) ดี ผเู รยี นมีคุณลกั ษณะในการปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ เพอื่ ใหเปน การยอมรบั ของสังคม พิจารณาจาก (๑) ผา น ๑. ไดผ ลการประเมนิ ระดบั ๓ จํานวน ๑-๔ คุณลักษณะ และไมม ีคณุ ลักษณะใด ไดผลการประเมนิ ต่าํ กวา ระดับ ๒ หรอื (๐) ไมผ า น ๒. ไดผลการประเมนิ ระดบั ๓ จาํ นวน ๔ คุณลักษณะ และไมม คี ณุ ลกั ษณะใด ไดผลการประเมินตํ่ากวาระดบั ๑ หรอื ๓. ไดผลการประเมนิ ระดบั ๒ จาํ นวน ๕-๘ คุณลกั ษณะ และไมมีคุณลักษณะใด ไดผลการประเมนิ ตํ่ากวา ระดับ ๑ ผูเ รียนรับรูและปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ และเงือ่ นไขทส่ี ถานศกึ ษากําหนด พิจารณาจาก ๑. ไดผ ลการประเมนิ ระดับ ๑ จํานวน คุณลกั ษณะ และไมมีคุณลักษณะใด ไดผลการประเมินตา่ํ กวา ระดบั ๑ หรอื ๒. ไดผ ลการประเมิน ระดบั ๒ จาํ นวน ๔ คณุ ลกั ษณะ และไมม ีคุณลกั ษณะใด ไดผ ลการประเมนิ ตาํ่ กวาระดับ ๑ ผูเรยี นรบั รแู ละปฏบิ ตั ิไดไ มค รบตามเกณฑและเง่ือนไขทก่ี ําหนด โดยพจิ ารณาจาก ผลการประเมนิ ระดับ ๐ ตงั้ แต ๑ คณุ ลกั ษณะขึน้ ไป เกณฑก ารใหคะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏบิ ัตสิ ม่ําเสมอ ให ๓ คะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏบิ ตั บิ อยครัง้ ให ๒ คะแนน พฤติกรรมทป่ี ฏิบตั ิบางครง้ั ให ๑ คะแนน พฤตกิ รรมที่ปฏบิ ัตินอยคร้ัง ให ๐ คะแนน
๑๒๒ แบบประเมนิ คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค ชือ่ ................................................นามสกุล................................................เลขที่..............ชัน้ ................. คาํ ชีแ้ จง : ใหผสู อนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น และขีด P ลงในชองท่ีตรงกับคะแนน คุณลกั ษณะ รายการประเมนิ ดเี ยยี่ ม ระดบั คุณภาพ ไมผ าน ดี ผา น (๐) (๓) (๒) (๑) ๑. รกั ชาติ ศาสน ๑.๑ ยนื ตรงเคารพธงชาติ และรองเพลงชาตไิ ด ๑.๒ เขา รว มกจิ กรรมที่สรา งความสามคั คี กษตั รยิ และเปน ประโยชนต อโรงเรยี น ๑.๓ เขารวมกจิ กรรมทางศาสนาท่ตี นนบั ถือ ปฏิบัติ ตามหลักศาสนา ๑.๔ เขา รวมกิจกรรมทีเ่ กีย่ วกบั สถาบันพระมหากษตั รยิ ตามที่โรงเรียนจดั ขึ้น ๒. ซ่ือสัตย สุจริต ๒.๑ ใหขอ มลู ท่ีถกู ตอง และเปน จรงิ ๒.๒ ปฏบิ ัตใิ นสิ่งท่ถี กู ตอง ๓. มีวินัย ๓.๑ ปฏิบัตติ ามขอตกลง กฎเกณฑ ระเบียบ รับผิดชอบ ขอ บงั คบั ของโรงเรียน ๓.๒ มีความตรงตอ เวลาในการปฏบิ ัติกิจกรรมตา ง ๆ ในชีวติ ประจาํ วนั ๔. ใฝเรียนรู ๔.๑ รู จักใชเ วลาวา งใหเ ปนประโยชน และนาํ ไป ปฏิบัตไิ ด ๔.๒ รจู ักจดั สรรเวลาใหเหมาะสม ๔.๓ เช่อื ฟงคําสงั่ สอนของบิดา-มารดา ครู ๔.๔ ตัง้ ใจเรียน ๕. อยูอ ยาง ๕.๑ ใชทรพั ยสนิ และส่ิงของของโรงเรียน อยา งประหยัด พอเพยี ง ๕.๒ ใชอ ปุ กรณการเรียนอยางประหยดั และรคู ุณคา ๕.๓ ใชจา ยอยา งประหยัดและมีการเกบ็ ออมเงิน
๑๒๓ ระดับคณุ ภาพ คุณลกั ษณะ รายการประเมิน ดีเยย่ี ม ดี ผา น ไมผ า น (๓) (๒) (๑) (๐) ๖. มุง มัน้ ในการ ๖.๑ มีความต้ังใจและพยายามในการทํางานที่ไดร ับ ทาํ งาน มอบหมาย ๖.๒ มคี วามอดทนและไมทอแทต อ อุปสรรคเพอื่ ให งานสําเร็จ ๗. รักความเปน ๗.๑ มจี ติ สํานกึ ในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิ ไทย ปญญาไทย ๗.๒ เหน็ คุณคาและปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรมไทย ๘. มีจิตสาธารณะ ๘.๑ รูจ กั ชว ยพอแม ผปู กครอง และครทู ํางาน ๘.๒ รูจักการดแู ลรกั ษาทรพั ยสมบัติและส่ิงแวดลอม ของหองเรียนและโรงเรยี น ระดบั คุณภาพตามเกณฑการประเมนิ ในหลกั สูตรรายช้ัน ลงชือ่ ................................................................ผูประเมิน
๑๒๔ ๔. เกณฑการตดั สินผลการเรยี น ๔.๑ เกณฑการตัดสินระดบั ผลการเรยี น ระดับผลการเรียน ความหมาย ชว งคะแนน ๔ ผลการเรยี นดีเยีย่ ม ๘๐ - ๑๐๐ ๓.๕ ผลการเรียนดีมาก ๗๕ - ๗๙ ๓ ๗๐ - ๗๔ ๒.๕ ผลการเรียนดี ๖๕ - ๖๙ ๒ ผลการเรยี นคอนขางดี ๖๐ - ๖๔ ๑.๕ ผลการเรยี นปานกลาง ๕๕ - ๕๙ ๑ ๕๐ - ๕๔ ๐ ผลการเรยี นพอใช ผลการเรียนผา นเกณฑข้ันตาํ่ ๐ - ๔๙ ผลการเรยี นต่าํ กวา เกณฑ ๔.๒ เกณฑการตัดสินผลการเรียน ร และ มส. (๑) ตดั สินผลการเรยี น ร หมายถึง รอการตัดสนิ และยงั ตดั สินผลการเรียนไมไดเนื่องจาก ผูเรียนไมมี ขอมูลผลการเรียนในรายวชิ าครบถวน ไดแก ไมไดวดั ผลกลางภาคเรยี น/ปลายภาคเรียน ไมไ ดสงงานท่ี มอบหมายใหทํา ซึ่งงานนั้นเปนสวนหนึ่งของการตัดสินผลการเรียน หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทําให ประเมนิ ผลการเรียนไมได ตดั สินผลการเรยี น มส. หมายถึง ผูเ รียนไมมสี ิทธเิ ขารบั การวัดผลปลายภาคเรียน เนือ่ งจากผูเ รียน มี เวลาเรยี นไมถงึ รอยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทัง้ หมด และไมไดร บั การผอนผนั ใหเขารับการวัดผลปลาย ภาคเรยี น
๑๒๕ อภิธานศพั ท ศพั ทท่ีเกยี่ วขอ งกบั ตัวช้วี ัดกลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ท่ี ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย ๑ กาํ หนดปญ หา define problem ระบุคาํ ถาม ประเด็นหรือ สถานการณท เี่ ปน ขอสงสยั เพื่อนําไปสกู ารแกป ญหา หรอื อภิปรายรว มกัน ๒ แกปญ หา solve problem หาคําตอบของปญ หาทยี่ ังไมร ูวธิ ีการมากอ น ท้ังปญหาท่ี เกย่ี วของกบั วิทยาศาสตร โดยตรงและปญ หาในชวี ติ ประจาํ วันโดยใช เทคนิคและ วิธีการตา ง ๆ ๓ เขยี นแผนผงั /วาดภาพ construct diagram/ นาํ เสนอขอ มลู หรอื ผลการสํารวจ ตรวจสอบ illustrate ดว ยแผนผงั กราฟ หรอื ภาพวาด ๔ คาดคะเน Predict คาดการณผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดย อาศัยขอ มลู ทสี่ ังเกตได และประสบการณท ่มี ี ๕ คํานวณ calculate หาผลลพั ธจ ากขอ มูล โดยใช หลกั การ ทฤษฎี หรอื วิธกี ารทางคณิตศาสตร ๖ จาํ แนก Classify จดั กลุมของสงิ่ ตาง ๆ โดยอาศัย ลกั ษณะที่ เหมือนกันเปนเกณฑ ๗ ตั้งคําถาม ask question พดู หรือเขียนประโยค หรือวลี เพ่ือใหไดม าซง่ึ การคนหา คาํ ตอบท่ีตองการ ๘ ทดลอง conduct/experiment ปฏบิ ัตกิ ารเพ่อื หาคําตอบของคาํ ถาม หรอื ปญหาในการ ทดลอง โดยตงั้ สมมตฐิ าน เพ่อื เปน แนวทางในการกาํ หนด ตวั แปรและ วางแผนดาํ เนินการ เพอ่ื ตรวจสอบสมมตฐิ าน ๙ นาํ เสนอ Present แสดงขอมูล เรอื่ งราว หรอื ความคดิ เพอื่ ให ผอู น่ื รบั รู หรอื พิจารณา
๑๒๖ ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย ใหร ายละเอียดของเหตุการณ หรอื ๑๐ บรรยาย describe ปรากฏการณทเ่ี กดิ ข้ึนให ผอู น่ื ไดร บั รู ดว ยการบอกหรอื เขียน ๑๑ บอก Tell ใหข อมูล ขอเท็จจรงิ แกผ ูอน่ื ดว ยการพูด ๑๒ บันทึก Record หรอื เขยี น ๑๓ เปรียบเทียบ Compare เขยี นขอ มูลท่ไี ดจากการสงั เกต เพ่ือชว ยจํา ๑๔ แปลความหมาย Interpret หรือเพื่อเปนหลักฐาน ๑๕ ยกตัวอยา ง give examples บอกความเหมือน และ/หรือ ความแตกตาง ๑๖ ระบุ identify ของส่งิ ที่ เทยี บเคียงกัน ๑๗ เลอื กใช select ๑๘ วัด measure แสดงความหมายของขอ มลู จากหลกั ฐาน ๑๙ วเิ คราะห analyze ทีป่ รากฏ เพื่อลงขอ สรุป ๒๐ สรางแบบจําลอง construct model ใหข อ มูลเหตุการณห รอื สถานการณ เพื่อแสดงความเขา ใจในส่ิงท่ไี ดเ รียนรู ๒๑ สงั เกต Observe ช้บี อกสงิ่ ตาง ๆ โดยใชข อมูลประกอบ อยา งเพียงพอ พิจารณา และตัดสินใจนาํ วสั ดุ สิ่งของ อุปกรณหรือวิธีการ มาใชไ ดอ ยางเหมาะสม หาขนาด หรือปรมิ าณ ของ สง่ิ ตา ง ๆ โดยใช เคร่ืองมอื ท่ีเหมาะสม แยกแยะ จดั ระบบ เปรยี บเทยี บ จัดลําดับ จัดจําแนก หรือเชอื่ มโยงขอมูล นาํ เสนอแนวคดิ หรอื เหตกุ ารณในรปู ของ แผนภาพ ชน้ิ งาน สมการ ขอ ความ คาํ พูด และ/ หรอื ใชแ บบจาํ ลองเพ่อื อธบิ าย ความคิด วตั ถุ หรือเหตกุ ารณ ตา ง ๆ หาขอ มลู ดวยการใชป ระสาท สัมผสั ท้ังหา ทีเ่ หมาะสมตาม ขอเท็จจริงทปี่ รากฏ โดยไมใ ช ประสบการณเดมิ ของผสู ังเกต
๑๒๗ ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย หาขอมูลเกยี่ วกบั สิ่งตาง ๆ โดยใชว ธิ ีการและ ๒๒ สํารวจ explore เทคนคิ ที่ เหมาะสม เพอ่ื นําขอ มลู มาใช ตาม วัตถปุ ระสงคท่กี ําหนดไว ๒๓ สบื คน ขอ มลู search หาขอ มลู หรือขอสนเทศท่ีมีผูร วบรวมไวแลว ๒๔ สื่อสาร communicate จากแหลง ตาง ๆ มาใชป ระโยชน นาํ เสนอ และแลกเปล่ียน ความคิด ขอ มลู ๒๕ อธิบาย explain หรือผลจากการ สํารวจตรวจสอบ ดวยวิธี ๒๖ อภิปราย discuss ทเ่ี หมาะสม กลา วถงึ เรื่องราวตาง ๆ อยางมีเหตผุ ล และมี ๒๗ ออกแบบการทดลอง design experiment ขอ มลู หรือ ประจกั ษพยานอา งอิง ๒๘ การใชลขิ สิทธ์ิของผูอ ืน่ fair use แสดงความคดิ เห็นตอประเดน็ หรอื คําถาม โดยชอบธรรม อยา งมเี หตผุ ล โดยอาศัยความรู และประสบการณข องผูอภปิ รายและขอ มลู ๒๙ การตรวจและแกไ ข debugging ประกอบ ขอผดิ พลาด กําหนด และวางแผนวธิ กี าร ทดลองให สอดคลองกบั สมมติฐานและตัวแปรตาง ๆ ๓๐ การประมวลผลขอมลู data processing รวมท้งั การบนั ทึกขอ มลู การนําส่อื หรือขอมูลท่เี ปน ลขิ สิทธิข์ องผูอน่ื ไปใชโดยชอบ ดว ยกฎหมาย ภายใตเ งอื่ นไข บางประการ เชน ๑) นาํ ไปใชในการศกึ ษา หรอื การคา ๒) งานนัน้ เปนงานวิชาการ หรือ บันเทิง ๓) คดั ลอกเพียงสว นนอย หรอื คดั ลอกจํานวนมาก ๔) ทาํ ใหเ จาของเสีย ผลประโยชน ทางการเงิน มากนอ ยเพียงใด กระบวนการในการคน หา ขอ ผิดพลาดของ โปรแกรม เพื่อแกไ ขใหท ํางานไดถูกตอง การดําเนนิ การตา ง ๆ กบั ขอ มูล เพ่อื ใหได ผลลัพธท่มี คี วามหมาย และมีประโยชนต อ การนาํ ไปใชง านมากยิง่ ข้นึ
๑๒๘ ที่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย กระบวนการในการรวบรวม ขอ มูลท่ี ๓๑ การรวบรวมขอมูล data collection เกย่ี วของจากแหลง ขอ มูลตา ง ๆ ๓๒ ขอมลู ปฐมภมู ิ primary data ขอมูลท่ีรวบรวมโดยตรง จากแหลงขอ มูล ข้นั ตน โดยอาจ ใชว ิธีการสังเกต การทดลอง ๓๓ เทคโนโลยี technology การสาํ รวจ การสมั ภาษณ ๓๔ แนวคดิ เชิงคํานวณ computational สง่ิ ทีม่ นุษยสรางหรือพฒั นาขึ้น ซึง่ อาจเปน ได thinking ท้ังชิ้นงาน หรอื วิธีการ เพื่อใชแกป ญหา สนอง ความตอ งการ หรอื เพ่มิ ความสามารถ ๓๕ แนวคดิ เชิงนามธรรม abstraction การ ในการทาํ งาน ของมนุษย ๓๖ ระบบทางเทคโนโลยี technological กระบวนการในการแกป ญ หา การคดิ system วิเคราะหอ ยา งมีเหตุผล เปน ข้นั ตอน เพื่อหา วิธกี าร แกป ญ หาในรปู แบบท่ีสามารถ นาํ ไป ๓๗ เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ logical reasoning ประมวลผลได ๓๘ เหตผุ ลวบิ ัติ logical fallacy พจิ ารณารายละเอยี ดท่สี ําคัญ ของปญหา แยกแยะสาระสําคัญ ออกจากสว นทไ่ี มสาํ คัญ กลมุ ของสว นตาง ๆ ต้ังแต สองสวนขึน้ ไป ประกอบเขา ดวยกนั และทาํ งานรว มกัน เพอ่ื ใหบ รรลุวัตถุประสงค โดยในการทํางาน ของระบบ ทางเทคโนโลยจี ะประกอบไปดวย ตัวปอ น (input) กระบวนการ (process) และผลผลติ (output) ทสี่ มั พนั ธกนั นอกจากน้รี ะบบทางเทคโนโลยี อาจมีขอ มลู ยอนกลับ (feedback) เพื่อใชปรบั ปรงุ การทาํ งานไดต ามวัตถปุ ระสงค การใชเหตผุ ล กฎ กฎเกณฑ หรือเงอ่ื นไขที่ เกยี่ วของ เพื่อ แกปญ หาไดค รอบคลมุ ทุกกรณี การใชเ หตผุ ลที่ผดิ พลาดไมอยบู น พ้ืนฐาน ของความจริง ไมมีน้าํ หนัก สมเหตสุ มผลมา
๑๒๙ ที่ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย สนบั สนุน หรือ ชนี้ ําขอสรปุ ทผ่ี ดิ ใหด ู นา เชือ่ ถอื ๓๙ อตั ลกั ษณ Identity ลักษณะเฉพาะหรือขอมลู สาํ คญั ทบ่ี งบอกถึง ความเปนตวั ตนของ บุคคลหรอื ส่ิงใดสง่ิ หนงึ่ เชน ชอ่ื บัญชีผูใชใบหนา ลายนวิ้ มือ ๔๐ อัลกอริทมึ algorithm ขั้นตอนในการแกป ญ หาหรอื การทํางาน โดยมลี าํ ดับของ คาํ สัง่ หรอื วิธกี ารทีช่ ดั เจน ที่คอมพิวเตอรสามารถปฏิบตั ิ ตามได ๔๑ แอปพลเิ คชนั software application ซอฟตแวรป ระยกุ ตทท่ี าํ งาน บนคอมพิวเตอร สมารต โฟน แท็บเลต็ หรืออปุ กรณเทคโนโลยี อ่ืน ๆ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133