แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 26 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (รหสั วชิ า ว 11101) ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 2 สิ่งมชี วี ติ กับกระบวนการดารงชีวิต เรอ่ื ง ส่วนต่าง ๆ ของสัตวท์ ท่ี าหน้าท่ีแตกต่างกัน เวลา 1 ชั่วโมง สาระสาคญั สตั ว์แต่ละชนดิ อาจมสี ว่ นตา่ ง ๆ เหมือนหรอื แตกต่างกนั ซึง่ ส่วนตา่ ง ๆ เหล่านั้นจะทาหน้าทีแ่ ตกต่าง กันไป มาตรฐาน/ตัวช้วี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสิง่ มชี วี ติ หนว่ ยพื้นฐานของสง่ิ มีชวี ิต การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธก์ นั ความสมั พันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าทขี่ องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสมั พนั ธ์กนั รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 1. ระบชุ ่ือ บรรยายลกั ษณะและบอกหนา้ ท่ีของสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ สตั ว์ และพืช รวมทั้ง บรรยายการทาหนา้ ทรี่ ่วมกันของส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นกั เรยี นสามารถบอกสว่ นต่าง ๆ ของสัตวท์ ่ีทาหนา้ ท่ีแตกต่างกันได้ 2. นกั เรียนสารวจส่วนต่าง ๆ ของสัตวท์ ่ที าหนา้ ทแ่ี ตกต่างกันได้ 3. นักเรยี นมุง่ ม่ันในการทางาน สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 2. ความสามารถในการคดิ สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สตั วม์ หี ลายชนดิ แตล่ ะชนดิ มีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะและหนา้ ทแี่ ตกต่างกนั เพอ่ื ให้เหมาะสม ในการดารงชีวติ เชน่ ปลามีครีบเปน็ แผน่ สว่ นกบ เต่า แมว มีขา ๔ ขา และมเี ท้าสาหรบั ใช้ ในการเคล่ือนที่
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. ม่งุ มน่ั ในการทางาน ช้ินงานหรือภาระงาน – สารวจสว่ นต่างๆ ของสตั วท์ ่ีทาหน้าที่แตกต่างกนั กิจกรรมการเรียนการสอนออนไลน์ดว้ ยแอปพลเิ คชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชว่ั โมงที่ 2 ขน้ั ท่ี 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรยี นช่วยกนั อภิปรายคาถามของครู เพื่อกระตนุ้ ความสนใจ ดังนี้ - ปกี ของผึง้ ทาหนา้ ท่ีแตกต่างจากขาของแมวอยา่ งไร 2) นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายหาคาตอบเกย่ี วกบั คาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ สารวจและค้นหา(Exploration) 3) นกั เรียนสังเกตสว่ นต่าง ๆ ของสัตว์ทที่ าหนา้ ท่แี ตกตา่ งกันของสตั วแ์ ตล่ ะชนดิ ท่ีนักเรียนสารวจได้จาก ทบ่ี ้าน ระหวา่ งทางมาโรงเรียน หรอื สถานท่ีท่ีนักเรยี นเคยไป วาดสว่ นต่าง ๆ ของสัตวท์ ี่ทาหน้าที่แตกต่างกันท่ี นกั เรียนสารวจได้ พร้อมระบายสใี ห้สวยงาม 4) ขณะนักเรยี นปฏิบัติกจิ กรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื และเปิดโอกาสให้นกั เรยี นทกุ คนซักถามเม่ือมี ปญั หา ขั้นท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 6) นกั เรียนแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรม 7) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถามคือ - สตั ว์ชนิดใดใช้กลา้ มเน้ือชว่ ยในการเล้ือย - สตั ว์ชนิดใดใชป้ ีกบิน 8) นักเรยี นและครรู ว่ มกันสรุปผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรยี นเข้าใจวา่ สัตวแ์ ตล่ ะชนิด อาจมีส่วนต่าง ๆ เหมือนหรือแตกต่างกนั ซึ่งส่วนตา่ ง ๆ เหล่านน้ั จะทาหน้าท่ีแตกต่างกันไป ขนั้ ที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 9) นกั เรยี นสงั เกตส่ือมลั ติมเิ ดียสัตว์แตล่ ะชนดิ อาจมีสว่ นต่าง ๆ เหมือนหรอื แตกต่างกัน ข้นั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) 10) นกั เรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มจี ุดใดบา้ งทย่ี งั ไม่เขา้ ใจ หรือยังมีข้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเติมให้นักเรยี นเข้าใจ 11) นักเรยี นรว่ มกันประเมินการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกลุ่มวา่ มปี ญั หาหรืออปุ สรรคใด และได้มีการแกไ้ ขอยา่ งไร บา้ ง
12) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกับประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการปฏบิ ัติกิจกรรม และการ นาความร้ทู ี่ได้ไปใชป้ ระโยชน์ 13) นกั เรยี นชว่ ยกนั ตอบคาถามเพื่อทดสอบความเขา้ ใจ คือ “เส้ือกนั หนาวเปรียบเสมือนส่วนใดของสัตว์” และ “สตั วช์ นิดใดมขี นยาวปกคลุมลาตวั ” ขัน้ ท่ี 6 ข้นั สรุป 14) นักเรยี นและครรู ว่ มกันสรุปเก่ยี วกับส่วนต่าง ๆ ของสตั ว์ทท่ี าหนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกนั โดยรว่ มกันเขียนเป็น แผนท่คี วามคิดหรือผงั มโนทัศน์ ส่อื การเรียนรู้และแหลง่ เรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 2. สอื่ มัลติมเิ ดยี สัตว์ตา่ ง ๆ การวดั ผลและประเมินผล 1. วิธีการวดั และประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤตกิ รรมนักเรียนในการร่วมกิจกรรม - ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 2. เครอ่ื งมือวดั และประเมนิ ผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนักเรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 3. ประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจริง 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนในการร่วมกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมนิ สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 27 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (รหสั วิชา ว 11101) ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 สง่ิ มชี วี ติ กบั กระบวนการดารงชีวิต เรือ่ ง อวยั วะที่ใช้ในการเคล่อื นทีข่ องสตั ว์ เวลา 1 ชัว่ โมง สาระสาคัญ สัตว์แต่ละชนิดมีลกั ษณะรูปร่างและอวัยวะท่ีใชใ้ นการเคล่ือนทแ่ี ตกต่างกนั เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมต่อการ ดารงชีวติ และแหล่งท่ีอยอู่ าศัย มาตรฐาน/ตัวชว้ี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของสิง่ มชี ีวิต หน่วยพนื้ ฐานของส่งิ มีชีวิต การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษยท์ ีท่ างานสมั พันธก์ ัน ความสมั พันธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทางานสมั พันธ์กนั รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 1. ระบชุ ื่อ บรรยายลกั ษณะและบอกหน้าทีข่ องส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ สัตว์ และพชื รวมท้ัง บรรยายการทาหนา้ ทร่ี ว่ มกันของสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายมนษุ ย์ในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ จากขอ้ มลู ท่ีรวบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1.นักเรียนสามารถบอกอวัยวะท่ใี ช้ในการเคล่ือนที่ของสัตว์แตล่ ะชนิดได้ 2.นักเรียนสามารถแบ่งกลมุ่ สัตว์ตามเกณ์การเคลื่อนท่ีของสัตว์ได้ 3.นักเรยี นเห็นความสาคญั ของอวยั วะในการเคลอื่ นที่ของสัตว์ สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สัตวม์ ีหลายชนิด แตล่ ะชนดิ มีสว่ นต่าง ๆ ท่ีมีลกั ษณะและหน้าทีแ่ ตกต่างกนั เพ่ือใหเ้ หมาะสม ในการดารงชวี ิต เช่น ปลามคี รบี เป็นแผน่ สว่ นกบ เตา่ แมว มขี า ๔ ขา และมีเท้าสาหรับใช้ ในการเคลื่อนท่ี
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 1. มวี ินยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มุ่งมน่ั ในการทางาน ชนิ้ งานหรอื ภาระงาน – สังเกตการเคล่ือนที่ของสัตว์ – บอกชื่อสตั วแ์ ละลกั ษณะการเคลือ่ นที่และอวัยวะทใี่ ช้ในการเคลอ่ื นที่ – แบง่ กลุม่ สัตว์ตามอวัยวะท่ีใชใ้ นการเคล่ือนท่ี กิจกรรมการเรยี นการสอนออนไลน์ผา่ นแอปพลิเคชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชั่วโมงที่ 1 ข้ันท่ี 1 ขัน้ สร้างความสนใจ(Engagement) 1) นักเรยี นช่วยกนั อภิปรายคาถามของครู เพื่อกระตนุ้ ความสนใจ ดังนี้ - นักเรียนเคยเห็นสตั วท์ ีม่ อี วยั วะในการเคล่อื นทเี่ หมือนกันหรือไม่ ลักษณะใด - สัตวช์ นิดใดท่ีใช้อวัยวะในการเคล่อื นท่ีไดห้ ลายวธิ ี 2) นักเรียนและครูร่วมกันสรปุ เกี่ยวกบั ภาระงาน โดยครชู ว่ ยอธบิ ายใหน้ กั เรยี นเข้าใจว่า สตั ว์แต่ละชนดิ มี อวัยวะที่ใชใ้ นการเคล่ือนท่แี ตกต่างกัน ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั สารวจและค้นหา(Exploration) 3) นักเรียนศกึ ษาเรอ่ื งอวยั วะท่ีใชใ้ นการเคล่อื นทขี่ องสตั ว์ โดยครูช่วยอธบิ ายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจวา่ สัตวแ์ ต่ ละชนิดมลี ักษณะรูปรา่ งและอวัยวะที่ใชใ้ นการเคลือ่ นที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมต่อการดารงชวี ติ และแหล่ง ท่ีอยู่อาศัย 4) นักเรยี นปฏิบัตกิ ิจกรรมสังเกตการเคลอ่ื นทข่ี องสัตว์ ตามขนั้ ตอนดังนี้ - นักเรียนสงั เกตสตั วใ์ นวดิ ีทัศน์ - บอกชื่อสัตว์ ดลู กั ษณะการเคล่อื นทแ่ี ละอวัยวะท่ใี ช้ในการเคล่ือนที่ - แบ่งกล่มุ สตั ว์ตามอวยั วะท่ใี ชใ้ นการเคล่ือนท่ี และเขยี นส่ิงทสี่ ังเกตไดล้ งในตารางบันทกึ ผล 5) ขณะนักเรียนปฏิบัติกิจกรรม ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือและเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนทกุ คนซักถามเมอ่ื มี ปญั หา ข้นั ท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 6) นักเรียนนาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรม 7) นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถามคือ - สตั ว์ที่นักเรยี นสงั เกตเคลื่อนทโ่ี ดยวธิ ใี ด และใชอ้ วัยวะใดในการเคลือ่ นท่ี - สตั วท์ ม่ี ีลกั ษณะการเคล่อื นท่ีเหมอื นกันมีอะไรบ้าง และใชอ้ วัยวะใดในการเคลื่อนที่ 8) นักเรยี นและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครเู นน้ ให้นักเรยี นเข้าใจว่า เม่ือพิจารณา ลกั ษณะการเคล่อื นที่และอวยั วะท่ใี ช้ในการเคลื่อนทีส่ ามารถแบง่ สัตวไ์ ดเ้ ปน็ 4 กลมุ่ คือ
- สุนขั และแมวเคลื่อนที่โดยใช้ขาเดนิ วิง่ และกระโดด - นกเคล่ือนท่โี ดยใช้ขาเดินและใชป้ ีกบนิ - ปลาเคล่อื นที่โดยใชค้ รบี และหางวา่ ยนา้ - ไสเ้ ดือนดนิ ใช้กล้ามเน้ือชว่ ยในการเลื้อย ขั้นที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 9) นักเรยี นสังเกตอวยั วะท่ีใช้ในการเคลือ่ นท่ีของสัตว์ต่าง ๆ จากทว่ั โลก ข้นั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) 10) นกั เรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ทีเ่ รยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มจี ดุ ใดบ้างท่ยี ังไมเ่ ข้าใจ หรอื ยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพ่ิมเติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ 11) นักเรียนรว่ มกนั ประเมินการปฏบิ ัติกจิ กรรมกลมุ่ วา่ มีปญั หาหรืออุปสรรคใด และไดม้ ีการแก้ไขอย่างไร บา้ ง 12) นกั เรยี นและครรู ่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม และการ นาความรู้ทไี่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์ 13) นกั เรียนชว่ ยกนั ตอบคาถามเพื่อทดสอบความเขา้ ใจ คือ “สตั ว์ทอ่ี าศัยอยู่ในนา้ เคล่ือนที่โดยวิธใี ด และ ใช้อวยั วะใดในการเคลื่อนท่ี” และ “นกเคล่ือนท่โี ดยวธิ ใี ด และใช้อวยั วะใดในการเคลอ่ื นที่” ขน้ั ที่ 6 ข้นั สรุป 14) นักเรียนและครรู ว่ มกนั สรุปเกี่ยวกับอวัยวะท่ใี ช้ในการเคลอ่ื นทข่ี องสตั ว์ โดยร่วมกันเขียนเปน็ แผนที่ ความคิดหรือผังมโนทศั น์ สอ่ื การเรยี นร้แู ละแหลง่ เรียนรู้ 1. หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตรช์ ้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 2. ส่ือมัลติมิเดียสตั ว์ตา่ ง ๆ
การวดั ผลและประเมินผล 1. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรยี นในการรว่ มกิจกรรม - ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน 2. เครือ่ งมือวัดและประเมนิ ผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 3. ประเมินตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 28 กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (รหัสวชิ า ว 11101) ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 สง่ิ มีชีวิตกับกระบวนการดารงชีวิต เรือ่ ง การเคล่อื นที่ของสตั ว์ (1) เวลา 1 ช่ัวโมง สาระสาคญั อวยั วะทใี่ ช้ในการเคลื่อนที่และลกั ษณะการเคล่ือนทีข่ องสตั ว์แต่ละชนดิ มคี วามแตกตา่ งกัน เชน่ แมวใช้ ขาในการเดนิ หรอื ว่ิง งใู ช้กลา้ มเนอ้ื ในการเลื้อย ปลาใชค้ รีบในการว่ายน้า นกใชป้ ีกในการบิน เต่าใช้ขาในการ คลาน กบใชข้ าในการกระโดด มาตรฐาน/ตวั ชว้ี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมชี วี ติ หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนุษยท์ ท่ี างานสมั พนั ธก์ ัน ความสัมพนั ธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ที่ทางานสัมพนั ธก์ นั รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ 1. ระบชุ ื่อ บรรยายลกั ษณะและบอกหนา้ ที่ของสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพชื รวมทั้ง บรรยายการทาหนา้ ทร่ี ว่ มกนั ของส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษยใ์ นการทากจิ กรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวม ได้ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นกั เรยี นสามารถอธิบายลกั ษณะทีใ่ ชใ้ นการเคลื่อนที่และลักษณะการเคล่ือนที่ของสตั ว์ต่าง ๆ ได้ 2. นักเรียนสามารถระบุประเภทของสตั วโ์ ดยใช้การเคล่อื นทีเ่ ป็นเกณฑ์ได้ 3. นกั เรยี นสามารถปฏิบตั กิ จิ กรรม การเคล่ือนที่ของสัตว์ ด้วยความใฝ่ร้ไู ด้ สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 2. ความสามารถในการคดิ
สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สตั วม์ ีหลายชนิด แตล่ ะชนดิ มีสว่ นตา่ ง ๆ ท่ีมลี ักษณะและหนา้ ที่แตกต่างกัน เพอ่ื ใหเ้ หมาะสม ในการดารงชวี ิต เช่น ปลามีครบี เปน็ แผน่ ส่วนกบ เต่า แมว มขี า ๔ ขา และมเี ท้าสาหรบั ใช้ ในการเคล่ือนที่ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มงุ่ มน่ั ในการทางาน ชิ้นงานหรอื ภาระงาน - สังเกตลกั ษณะการเคลอ่ื นท่ีของสัตวแ์ ต่ละชนิด - แผนทค่ี วามคดิ หรือผงั มโนทัศน์ กจิ กรรมการเรียนการสอนออนไลน์ผา่ นแอปพลเิ คชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชว่ั โมงที่ 2 ข้ันท่ี 1 ขนั้ สร้างความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรียนรว่ มกันสังเกตภาพชา้ ง ม้า นก เป็ด และปลา แลว้ ร่วมกันสนทนาเกีย่ วกับอวัยวะทใ่ี ช้ ในการเคล่ือนท่ี และรว่ มกันตอบคาถาม เพือ่ กระตนุ้ ความสนใจ ดังน้ี 1.1 สตั ว์ในภาพเป็นสัตว์ชนดิ ใดบ้าง (ชา้ ง มา้ นก เป็ด และปลา) 1.2 สตั วช์ นดิ ใดใชข้ าในการเคล่อื นท่ี (ตวั อยา่ งคาตอบ ชา้ ง ม้า) 1.3 สัตว์ชนิดใดใช้ปีกในการเคล่อื นที่ (ตัวอยา่ งคาตอบ นก เป็ด) 1.4 สตั วช์ นดิ ใดใช้ครีบในการเคลื่อนที่ (ตวั อยา่ งคาตอบ ปลา) 2) นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกับคาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน ข้ันท่ี 2 ขน้ั สารวจและค้นหา(Exploration) 3) นักเรยี นรว่ มปฏบิ ัตกิ จิ กรรมสังเกตลักษณะการเคล่อื นที่ของสตั ว์แตล่ ะชนิด โดยสงั เกตจากวิดีโอการ เคลือ่ นไหวของสัตว์ ดงั น้ี - สัตว์แตล่ ะชนดิ เคลอ่ื นทแ่ี ตกตา่ งกนั อย่างไร - สัตว์แตล่ ะชนดิ มอี วัยวะและลกั ษณะและการเคลื่อนที่เหมือนกนั หรือไม่ 4) ขณะนักเรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือและเปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นทุกคนซักถามเมื่อมี ปัญหา
ขั้นที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) 5) นักเรยี นร่วมกันวิเคราะห์ และอภปิ รายผลการทากจิ กรรม โดยรว่ มกันตอบคาถามหลังทากิจกรรม ดงั น้ี - สัตวช์ นดิ ใดเคล่ือนทีโ่ ดยใชข้ าในการเดนิ หรือว่งิ (แมว) - สัตว์ชนดิ ใดเคลื่อนทโี่ ดยใชข้ าในการเดนิ ช้า ๆ ที่เรยี กวา่ คลาน (เตา่ ) - สัตว์ชนดิ ใดเคลอื่ นทีโ่ ดยใช้ขาในการกระโดด (กบ) - สตั วช์ นดิ ใดเคลอ่ื นทโ่ี ดยใชป้ ีกในการบิน (นก) - สตั วช์ นิดใดเคลอ่ื นที่โดยใชก้ ลา้ มเนือ้ ในการเล้ือย (งู) - สตั ว์ชนดิ ใดเคล่ือนท่โี ดยใชค้ รบี ในการวา่ ยน้า (ปลา) 6) นักเรยี นและครรู ว่ มกนั สรุปผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยครเู น้นใหน้ กั เรียนเข้าใจว่า การจดั จาแนก สตั ว์ โดยใช้การเคลื่อนทข่ี องสัตวเ์ ปน็ เกณฑ์ ดังน้ี สตั ว์ทใ่ี ช้ขาเคลื่อนท่ี เช่น แมว เต่า กบ สัตว์ที่ใช้ปีกบิน เช่น นก สัตวท์ ใี่ ชค้ รบี วา่ ยน้า เช่น ปลา และสัตว์ทีใ่ ชก้ ลา้ มเน้ือในการเคล่ือนที่ เช่น งู ขั้นท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 7) นกั เรยี นสังเกตสื่อมัลตมิ เิ ดียสัตวต์ ่าง ๆ ทีม่ ลี กั ษณะการเคลื่อนท่ขี องสตั ว์ตา่ ง ๆ จากทั่วโลก ขัน้ ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 8) นักเรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหัวข้อทเี่ รียนมาและการปฏิบตั กิ จิ กรรม มจี ุดใดบ้างท่ยี ังไม่เข้าใจหรือ ยังมขี ้อสงสยั ถ้ามี ครชู ่วยอธิบายเพมิ่ เติมให้นกั เรียนเข้าใจ 9) นกั เรยี นร่วมกนั ประเมินการปฏบิ ัติกิจกรรมกลุ่มวา่ มีปัญหาหรืออปุ สรรคใด และไดม้ ีการแก้ไขอย่างไร บ้าง 10) นกั เรยี นและครูรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม และการ นาความร้ทู ีไ่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์ 11) นกั เรยี นช่วยกนั ตอบคาถามเพ่ือทดสอบความเขา้ ใจ คือ “ใหน้ กั เรียนยกตัวอย่างสตั ว์ทเี่ คลอื่ นท่ี เหมอื นกนั ” และ “ใหน้ กั เรียนยกตัวอยา่ งสัตว์ท่ีโดยใชป้ ีกในการเคลอ่ื นท่ี” ขัน้ ท่ี 6 ข้นั สรุป 12) นักเรียนและครรู ว่ มกนั สรปุ เกย่ี วกบั การเคลื่อนท่ีของสัตว์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่คี วามคิดหรือผัง มโนทัศน์ สอ่ื การเรียนรูแ้ ละแหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรช์ ั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. สอื่ มัลตมิ ิเดยี การเคล่อื นท่ีของสัตว์ต่าง ๆ
การวดั ผลและประเมินผล 1. วิธกี ารวดั และประเมินผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรยี นในการร่วมกิจกรรม - ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 2. เคร่อื งมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรียนในการร่วมกิจกรรม - แบบประเมินคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ - แบบประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 3. ประเมินตามเกณฑก์ ารประเมินผลตามสภาพจริง 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรียนในการรว่ มกจิ กรรม 3.2 การประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 29 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (รหัสวชิ า ว 11101) ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 ส่งิ มชี ีวติ กบั กระบวนการดารงชีวิต เรอ่ื ง การเคล่อื นท่ีของสตั ว์ (2) เวลา 1 ช่วั โมง สาระสาคัญ อวัยวะที่ใช้ในการเคล่ือนทแี่ ละลกั ษณะการเคลื่อนท่ขี องสตั วแ์ ตล่ ะชนดิ มคี วามแตกต่างกัน เช่น แมวใช้ ขาในการเดนิ หรือวง่ิ งูใช้กล้ามเนอ้ื ในการเลอื้ ย ปลาใช้ครบี ในการวา่ ยน้า นกใช้ปีกในการบนิ เต่าใช้ขาในการ คลาน กบใช้ขาในการกระโดด มาตรฐาน/ตัวช้วี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของส่งิ มชี ีวติ หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวติ การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องระบบตา่ ง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษยท์ ี่ทางานสมั พนั ธก์ นั ความสมั พนั ธ์ของโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพนั ธก์ นั รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 1. ระบุช่ือ บรรยายลกั ษณะและบอกหนา้ ท่ขี องสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สตั ว์ และพืช รวมทัง้ บรรยายการทาหนา้ ท่รี ว่ มกนั ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ จากข้อมลู ท่ีรวบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1.นักเรียนสามารถอธิบายลกั ษณะท่ใี ช้ในการเคลอ่ื นท่แี ละลักษณะการเคลอ่ื นที่ของสตั ว์ตา่ ง ๆ ได้ 2.นักเรียนสามารถระบปุ ระเภทของสัตวโ์ ดยใช้การเคลอ่ื นทีเ่ ปน็ เกณฑ์ได้ 3.นักเรียนสามารถมีความใฝ่รู้ สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 2. ความสามารถในการคิด
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สัตว์มหี ลายชนดิ แตล่ ะชนิดมสี ว่ นตา่ ง ๆ ท่ีมลี กั ษณะและหน้าท่แี ตกต่างกัน เพอ่ื ใหเ้ หมาะสม ในการดารงชวี ติ เชน่ ปลามีครบี เป็นแผ่น ส่วนกบ เต่า แมว มขี า ๔ ขา และมเี ทา้ สาหรบั ใช้ ในการเคล่ือนที่ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ช้ินงานหรอื ภาระงาน – สารวจการเคลอื่ นท่ขี องสตั ว์ชนดิ ต่าง ๆ ผา่ นวิดีโอสัตว์ต่าง ๆ ทัว่ โลก - การจัดกลุ่มโดยใชป้ ระเภทของสัตว์โดยใช้การเคลื่อนท่ีเป็นเกณฑ์ กจิ กรรมการเรียนการสอนออนไลน์ผา่ นแอปพลเิ คชนั Line โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชั่วโมงที่ 1 ข้นั ท่ี 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรียนชว่ ยกนั อภิปรายคาถามของครู เพื่อกระต้นุ ความสนใจ ดังน้ี - นกั เรียนเคยเหน็ สตั ว์ชนิดใดบ้างท่มี ีการเคลื่อนทไี่ ดห้ ลายวิธี 2) นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายหาคาตอบเกย่ี วกับคาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน ขั้นที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา(Exploration) 3) นกั เรยี นสารวจการเคลือ่ นที่ของสัตวช์ นิดต่าง ๆ ผ่านวดิ โี อสัตว์ตา่ ง ๆ ทั่วโลก พร้อมระบุว่าประเภท ของสัตวโ์ ดยใชก้ ารเคล่ือนที่ จากนั้นใหจ้ ัดกล่มุ โดยใช้ประเภทของสัตว์โดยใช้การเคล่ือนท่ีเป็นเกณฑ์ 4) ขณะนักเรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลอื และเปิดโอกาสให้นักเรยี นทุกคนซักถามเม่อื มี ปัญหา ข้ันที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 5) นกั เรยี นแต่ละกลุม่ นาเสนอผลการปฏิบตั กิ จิ กรรม 6) นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม เก่ียวกบั การจัดกลมุ่ โดยใชป้ ระเภทของ สัตว์โดยใชก้ ารเคล่ือนท่เี ป็นเกณฑ์
(ตวั อยา่ งแผนภาพความคิด) สุนขั เต่า กบ นก ผ้ง ขำ ใชเ้ ดิน วงิ่ กระโดด ปี ก ใชบ้ ิน ผเี ส้ือ คลาน อวยั วะทส่ี ัตว์ใช้ในกำรเคล่ือนท่ี กล้ำมเนือ ใชเ้ ล้ือย ครีบ ใชว้ า่ ยน้า งู ปลา แผนภาพความคิด การจดั จาแนกสัตวโ์ ดยใชก้ ารเคล่ือนท่ีของสตั วเ์ ป็นเก ์ 7) นักเรียนและครรู ว่ มกันสรปุ ผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยครเู น้นให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ อวัยวะท่ีใช้ใน การเคลื่อนทแ่ี ละลักษณะการเคล่ือนที่ของสัตวแ์ ต่ละชนิดมีความแตกต่างกนั เช่น แมวใช้ขาในการเดนิ หรอื ว่งิ งู ใชก้ ล้ามเนื้อในการเลื้อย ปลาใชค้ รบี ในการว่ายน้า นกใชป้ ีกในการบิน เตา่ ใช้ขาในการคลาน กบใช้ขาในการ กระโดด ข้นั ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 8) นักเรียนนาผลงานแผนภาพความคิด การจดั จาแนกประเภทของสัตวโ์ ดยใช้การเคล่ือนที่ของสัตว์เป็น เกณฑ์ นาเสนอโดยวิธีการต่าง ๆ ทห่ี ลากหลาย เชน่ ออกมาเล่าให้เพอื่ น ๆ ฟัง เพ่ือแลกเปลีย่ นเรียนรู้กนั แล้ว เพื่อน ๆ รว่ มกนั ชื่นชมและแสดงความคิดเหน็ เพ่มิ เติม ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) 9) นกั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบตั ิกิจกรรม มจี ุดใดบ้างทย่ี งั ไมเ่ ข้าใจ หรือยงั มีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพมิ่ เติมให้นักเรยี นเข้าใจ
10) นกั เรยี นรว่ มกนั ประเมินการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกลุม่ ว่ามีปัญหาหรอื อปุ สรรคใด และได้มีการแก้ไขอยา่ งไร บา้ ง 11) นกั เรยี นและครูรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ประโยชน์ที่ได้รบั จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม และการ นาความรูท้ ีไ่ ด้ไปใชป้ ระโยชน์ ขนั้ ท่ี 6 ข้นั สรุป 12) นกั เรียนพดู แสดงความรู้สึกหลงั การเรียน ในประเดน็ ต่อไปน้ี - ส่งิ ท่ีนกั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวันนีค้ ืออะไร - นกั เรียนมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด - เพอื่ นนกั เรยี นในกลมุ่ มีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุม่ มากนอ้ ยเพียงใด - นกั เรียนพงึ พอใจกบั การเรยี นในวันนห้ี รือไม่ เพียงใด - นักเรียนจะนาความรู้ทไี่ ด้นี้ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทว่ั ไป ไดอ้ ยา่ งไร สอื่ การเรยี นรู้และแหล่งเรยี นรู้ 1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 2. วดิ โี อการเคลือ่ นไหวของสัตวช์ นิดตา่ ง ๆ 3. แผนผงั ความคดิ ตัวอย่าง เร่อื งการจาแนกสตั ว์โดยใช้อวัยวะที่ใชใ้ นการเคลอื่ นไหวของสัตว์เป็นเกณฑ์ การวดั ผลและประเมินผล 1. วธิ ีการวัดและประเมินผล 1.1 สังเกตพฤตกิ รรมนักเรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมนิ สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น 2. เครือ่ งมือวัดและประเมินผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนในการรว่ มกิจกรรม - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน 3. ประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสังเกตพฤติกรรมนักเรียนในการรว่ มกิจกรรม 3.2 การประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 30 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (รหสั วิชา ว 11101) ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 ส่ิงมีชีวติ กับกระบวนการดารงชวี ติ เร่อื ง ประโยชนข์ องการเคลอ่ื นที่ของสตั ว์ เวลา 1 ชวั่ โมง สาระสาคัญ สตั ว์มีอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนท่เี พื่อใหเ้ หมาะสมในการดารงชีวติ มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของส่งิ มีชีวติ หน่วยพืน้ ฐานของสิง่ มีชวี ิต การลาเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของโครงสรา้ งและหน้าทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษยท์ ท่ี างานสัมพนั ธ์กนั ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสมั พนั ธ์กัน รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ 1. ระบชุ ่ือ บรรยายลกั ษณะและบอกหนา้ ท่ีของส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทง้ั บรรยายการทาหนา้ ทร่ี ่วมกนั ของสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายมนุษย์ในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ จากขอ้ มูลทร่ี วบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นักเรยี นสามารถบอกประโยชน์ของการท่สี ัตวม์ ีอวัยวะทใี่ ช้ในการเคลอื่ นท่ีได้ 2. นักเรยี นสามารถสบื สอบข้อมูลเกี่ยวกับประโยชนข์ องการที่สัตว์มอี วยั วะท่ีใชใ้ นการเคล่ือนท่ีได้ 3. นักเรยี นสามารถมีความใฝ่รู้ สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน 1. ความสามารถในการส่ือสาร 2. ความสามารถในการคิด
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สตั ว์มีหลายชนดิ แต่ละชนดิ มสี ว่ นตา่ ง ๆ ทมี่ ลี ักษณะและหนา้ ที่แตกต่างกนั เพือ่ ใหเ้ หมาะสม ในการดารงชวี ติ เช่น ปลามคี รีบเปน็ แผน่ สว่ นกบ เต่า แมว มขี า ๔ ขา และมีเท้าสาหรับใช้ ในการเคลื่อนท่ี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มงุ่ ม่ันในการทางาน ชิ้นงานหรือภาระงาน - สารวจสบื สอบข้อมลู เก่ียวกับประโยชน์ของการที่สัตว์มีอวยั วะที่ใช้ในการเคล่ือนท่ี - ออกแบบ และวาดภาพและระบายสีสัตว์ชนิดนน้ั แลว้ ตั้งชอื่ ภาพ และเขียนบรรยายประโยชน์ของ การที่สตั ว์มีอวัยวะที่ใชใ้ นการเคลอ่ื นที่ กจิ กรรมการเรยี นการสอนออนไลน์ผา่ นแอปพลิเคชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชว่ั โมงที่ 1 ข้นั ที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ(Engagement) 1) นักเรยี นช่วยกันอภปิ รายคาถามของครู เพื่อกระตุ้นความสนใจ ดังนี้ - นักเรยี นคิดวา่ ถา้ สัตว์ตา่ ง ๆ ไมม่ ีการเคล่ือนท่ีสตว์จะเป็นอยา่ งไร 2) นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายหาคาตอบเกี่ยวกับคาถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน ข้นั ท่ี 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา(Exploration) 3) นักเรยี นสารวจสบื สอบขอ้ มลู เก่ียวกับประโยชน์ของการทีส่ ัตวม์ ีอวัยวะทใี่ ชใ้ นการเคลื่อนที่ จากหนังสือและแหลง่ การเรียนรทู้ ี่หลากหลาย เช่น การดูวดิ ีโอเรือ่ งการใชป้ ระโยชน์จากการเคลื่อนท่ขี องสัตว์ ชนดิ ตา่ ง ๆ จากน้ันรวบรวมข้อมลู 4) ขณะนักเรียนปฏบิ ัติกจิ กรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลอื และเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นทุกคนซักถามเมือ่ มี ปัญหา ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 5) นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม 6) นักเรียนและครรู ่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม เกี่ยวกบั ประโยชน์ของการท่ีสตั วม์ อี วยั วะ ทีใ่ ช้ในการเคลอื่ นที่
7) นกั เรยี นและครูรว่ มกันสรปุ ผลจากการปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยครเู น้นให้นักเรียนเข้าใจวา่ อวัยวะท่สี ัตว์มี ไวใ้ นการเคลื่อนท่ีมปี ระโยชน์แตกต่างกัน ข้นั ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 8) นกั เรียนวางแผน สารวจสตั วท์ ่ีสนใจและช่ืนชอบ 1 ชนิด เก่ยี วกับประโยชนข์ องการทีส่ ัตว์มี อวยั วะทใี่ ช้ในการเคล่ือนที่ ออกแบบ และวาดภาพและระบายสีสัตวช์ นดิ นน้ั แล้วตง้ั ชือ่ ภาพ และเขียนบรรยาย ประโยชนข์ องการทส่ี ัตว์มีอวยั วะทใี่ ช้ในการเคลอ่ื นที่ใต้ภาพ (ตวั อยา่ งภาพวาดและระบายสี) ช่ือ (เจา้ แกว้ ) ประโยชนข์ องการที่สตั วม์ ีขาใชใ้ นการเคลื่อนท่ี (ตวั อยา่ งคาตอบ ใชใ้ นการหาอาหาร) ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) 9) นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบตั ิกิจกรรม มจี ดุ ใดบ้างท่ยี งั ไมเ่ ข้าใจ หรอื ยังมีข้อสงสัย ถา้ มี ครชู ว่ ยอธิบายเพิม่ เติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ บ้าง 10) นักเรียนรว่ มกันประเมนิ การปฏิบช่ือตั กิ ิจ(กเจรา้รแมกกว้ล)มุ่ วา่ มปี ัญหาหรืออุปสรรคใด และไดม้ ีการแก้ไขอยา่ งไร นาคว1า1ม)ร้ทู ่ีไนดกั ไ้ เปรใียชน้ปแรปละะรโคะยโรชยูรนว่ช์ มนกข์ นั อแงสกดารงคทวี่สาตั มวคม์ ดิ ีขเหาใน็ ชเกใ้ นี่ยวกการบั เปครละ่ือโนยทชนี่ ์ที่ได้รบั จากการปฏิบัติกจิ กรรม และการ (ตวั อยา่ งคาตอบ ใชใ้ นการหาอาหาร)
ขนั้ ที่ 6 ข้ันสรุป 12) นกั เรยี นพูดแสดงความรู้สึกหลงั การเรียน ในประเด็นต่อไปน้ี - ส่ิงท่นี กั เรยี นไดเ้ รยี นรู้ในวนั นค้ี ืออะไร - นักเรียนมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพียงใด - เพอ่ื นนกั เรียนในกลุ่มมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพยี งใด - นักเรยี นพึงพอใจกบั การเรียนในวันน้ีหรือไม่ เพียงใด - นกั เรยี นจะนาความรู้ทไ่ี ดน้ ี้ไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทั่วไป ได้อยา่ งไร สื่อการเรียนรแู้ ละแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 2. วิดีโอเร่อื งการใชป้ ระโยชน์จากการเคลอื่ นที่ของสัตวช์ นดิ ต่าง ๆ 3. แผนผงั ความคดิ ตัวอย่าง เรอ่ื งการจาแนกสัตว์โดยใช้อวัยวะท่ใี ช้ในการเคล่อื นไหวของสัตว์เป็นเกณฑ์ การวัดผลและประเมินผล 1. วิธกี ารวดั และประเมินผล 1.1 สังเกตพฤตกิ รรมนักเรยี นในการร่วมกิจกรรม - ประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น 2. เครือ่ งมือวดั และประเมนิ ผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรียนในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน 3. ประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนักเรยี นในการรว่ มกิจกรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 31 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (รหสั วิชา ว 11101) ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 สิ่งมชี ีวติ กับกระบวนการดารงชีวิต เรื่อง แหลง่ ที่อย่อู าศัยของสตั ว์ เวลา 1 ชวั่ โมง สาระสาคญั สัตว์ทอี่ าศัยอย่ใู นแหลง่ ทีอ่ ยู่อาศยั ท่ีมสี ่ิงแวดล้อมแตกตา่ งกันจะมลี ักษณะรปู ร่างและสว่ นต่างๆ แตกตา่ งกนั เพื่อใหเ้ หมาะสมต่อการดารงชวี ิต มาตรฐาน/ตัวชี้วดั มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของสงิ่ มีชวี ิต หน่วยพน้ื ฐานของสงิ่ มชี ีวิต การลาเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ทท่ี างานสมั พันธก์ นั ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องอวยั วะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสมั พนั ธ์กัน รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 1. ระบุช่ือ บรรยายลกั ษณะและบอกหน้าท่ขี องสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ สตั ว์ และพืช รวมท้ัง บรรยายการทาหนา้ ทรี่ ว่ มกันของสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายมนุษยใ์ นการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ จากขอ้ มลู ที่รวบรวม ได้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 1.นักเรยี นสามารถบอกลักษณะรปู ร่างและสว่ นต่าง ๆ ของสัตว์ทีเ่ หมาะสมกับแหล่งท่ีอยู่อาศัยที่มี ส่ิงแวดลอ้ มแตกต่างกนั ได้ 2.นกั เรยี นแบง่ กลุ่มสตั วท์ ่อี าศัยในทตี่ ่าง ๆ ได้ 3.นักเรียนเห็นความสาคัญของลกั ษณะตา่ ง ๆ ของสัตว์ท่ีเหมาะสมกบั ที่อยู่อาศัย สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 2. ความสามารถในการคดิ
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สัตวม์ ีหลายชนดิ แต่ละชนิดมสี ่วนตา่ ง ๆ ทมี่ ีลกั ษณะและหนา้ ที่แตกต่างกนั เพอ่ื ใหเ้ หมาะสม ในการดารงชวี ิต เชน่ ปลามีครบี เป็นแผ่น สว่ นกบ เตา่ แมว มขี า ๔ ขา และมเี ทา้ สาหรบั ใช้ ในการเคล่ือนที่ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. ม่งุ ม่ันในการทางาน ชิ้นงานหรือภาระงาน - สังเกตแหลง่ ท่อี ยู่อาศัยของสัตว์ - แบง่ กลมุ่ สัตวท์ ่อี ยู่อาศยั ในท่ีแตกตา่ งกัน - เล่นเกมทายชอ่ื สัตว์ กิจกรรมการเรียนการสอนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชนั Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ช่ัวโมงที่ 1 ขนั้ ที่ 1 ข้ันสร้างความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรยี นช่วยกันอภปิ รายคาถามของครู เพื่อกระตุ้นความสนใจ ดังน้ี - สัตวช์ นิดใดทอ่ี าศัยอยู่ได้ทง้ั บนบกและในนา้ - นักเรยี นสามารถนาสัตวท์ ี่อาศยั อยบู่ นบกไปเลย้ี งไว้ในน้าได้หรือไม่ เพราะอะไร 2) นกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกบั คาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน ข้นั ท่ี 2 ขั้นสารวจและคน้ หา(Exploration) 3) นกั เรียนปฏิบตั ิกิจกรรมสงั เกตแหลง่ ที่อยู่อาศัยของสัตว์ ตามขั้นตอนดังน้ี - นักเรียนสงั เกตสัตวใ์ นบรเิ วณตา่ ง ๆ โดยมีภาพแหล่งทอ่ี ยู่อาศัยของสัตว์ - ดสู ่วนต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละท่ีอยู่อาศยั ของสัตว์ - แบง่ กล่มุ สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบก สัตว์ท่ีอาศยั อย่ใู นน้า และสตั ว์ทอี่ าศยั อยูท่ ้ังบนบกและในน้า - บอกสว่ นตา่ ง ๆ ของสัตว์ท่เี หมาะสมต่อการดารงชีวิต 4) ขณะนักเรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือและเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนซักถามเมอื่ มี ปญั หา ขน้ั ท่ี 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 5) นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั กิ ิจกรรม 6) นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายผลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคาถามคือ
– สัตวช์ นดิ ใดบ้างอาศยั อยบู่ นบกและมสี ่วนตา่ ง ๆ ทส่ี าคัญอะไรบา้ ง – สัตว์ทีอ่ าศัยอยใู่ นน้ามสี ่วนต่าง ๆ ทส่ี าคัญอะไรบา้ ง – สัตวท์ อี่ าศยั อย่ทู ้ังบนบกและในนา้ มีส่วนต่าง ๆ ที่สาคัญอะไรบา้ ง 7) นกั เรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ สัตว์ท่ีอาศัยอยู่ บนบกและสัตว์ที่อาศยั อยูใ่ นน้าจะมสี ่วนตา่ ง ๆ ทแี่ ตกต่างกัน เพ่อื ใหเ้ หมาะสมตอ่ การดารงชีวติ ในสิ่งแวดล้อมท่ี แตกตา่ งกัน ขัน้ ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 8) นักเรียนรว่ มกนั เลน่ เกมทายสิฉนั คือใคร โดยให้ตัวแทนออกมาใบล้ ักษณะท่าทางของสตั ว์ใหก้ ล่มุ อนื่ ๆ รว่ มกันทาย ขน้ั ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 9) นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อทีเ่ รยี นมาและการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม มจี ุดใดบา้ งท่ยี งั ไมเ่ ขา้ ใจหรือ ยงั มีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธิบายเพ่ิมเติมให้นักเรียนเข้าใจ 10) นกั เรียนร่วมกนั ประเมนิ การปฏิบัติกจิ กรรมกลมุ่ ว่ามีปัญหาหรอื อปุ สรรคใด และได้มีการแกไ้ ขอยา่ งไร บ้าง 11) นกั เรียนและครูร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม และการ นาความรทู้ ไ่ี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์ 12) นักเรียนชว่ ยกนั ตอบคาถามเพื่อทดสอบความเขา้ ใจ คือ “กุ้งมลี าตัวเพรียว มเี ปลอื กและหาง แหล่งท่ี อยูอ่ าศยั ของกุ้งควรอยบู่ ริเวณใด” และ “นักเรยี นคิดว่าสตั ว์ทม่ี ีขาสาหรบั เดินหรือว่ิงเหมาะทจ่ี ะอาศยั อยบู่ นบก หรือในนา้ เพราะอะไร” ข้ันท่ี 6 ขน้ั สรุป 13) นักเรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ เกี่ยวกบั แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ โดยรว่ มกนั เขียนเปน็ แผนท่ีความคดิ หรือผังมโนทัศน์ ส่อื การเรียนรูแ้ ละแหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรช์ ั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 2. ภาพสตั วแ์ ละแหล่งท่ีอย่อู าศยั
การวัดผลและประเมนิ ผล 1. วิธีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรียนในการรว่ มกิจกรรม - ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น 2. เครื่องมือวัดและประเมนิ ผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนักเรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 3. ประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการรว่ มกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 32 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (รหสั วชิ า ว 11101) ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 สิง่ มชี ีวติ กับสง่ิ แวดล้อม เร่อื ง สะตมี สรา้ งสรรค์ “สตั ว์ที่หนู ๆ ชื่นชอบ” เวลา 1 ชั่วโมง สาระสาคญั สตั ว์แตล่ ะชนิดมรี ปู ร่าง ลกั ษณะ หรอื โครงสรา้ งแตกตา่ งกัน มีอวยั วะภายนอกของสัตวป์ ระกอบดว้ ย ตา หู จมูก ปาก ขาและเท้า ซึ่งสตั วม์ ีหลายชนดิ แต่ละชนิดมสี ่วนต่าง ๆ ท่ีมีลกั ษณะและหนา้ ท่แี ตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมในการดารงชีวิต มาตรฐาน/ตวั ชว้ี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสิ่งมชี ีวติ หน่วยพน้ื ฐานของสิง่ มชี วี ิต การลาเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ทข่ี องระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ทีท่ างานสมั พันธ์กนั ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าทข่ี องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสมั พนั ธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 1. ระบชุ ื่อ บรรยายลกั ษณะและบอกหน้าทข่ี องส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ สตั ว์ และพืช รวมทั้ง บรรยายการทาหนา้ ที่รว่ มกันของส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ในการทากิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นักเรยี นสามารถอธิบายลกั ษณะและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของสัตว์ได้ถกู ต้อง 2. นกั เรยี นสามารถออกแบบและประดิษฐภ์ าพปะติดจากกระดาษจากสัตว์ทตี่ นชื่นชอบด้วยการใช้ รปู ร่างเลขาคณิตต่าง ๆ ได้ 4. นักเรียนมีความมุ่งมนั่ ในการทางาน สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สตั ว์มีหลายชนดิ แต่ละชนดิ มีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะและหนา้ ทีแ่ ตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสม ในการดารงชวี ิต เชน่ ปลามีครีบเป็นแผน่ ส่วนกบ เตา่ แมว มีขา ๔ ขา และมเี ท้าสาหรับใช้ ในการเคลื่อนท่ี คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 1. มีวนิ ยั 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ ม่ันในการทางาน 4. มีจติ วทิ ยาศาสตร์ ชิ้นงานหรือภาระงาน - วาดภาพ ออกแบบ ระบายสี สตั ว์ทตี่ นเองช่นื ชอบโดยใชร้ ูปรา่ งเรขาคณิตต่าง ๆ - การประดิษฐภ์ าพปะติดจากกระดาษให้เปน็ รปู สัตวท์ ตี่ นเองชื่นชอบ กจิ กรรมการเรยี นการสอนออนไลนผ์ า่ นแอปพลเิ คชนั Line โดยใชส้ ะตีมศึกษา (STEAM Education):นา ความรขู้ องวิชาวิทยาศาสตร์ ศลิ ปะ คณติ ศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์ มาใช้ในกจิ กรรมนี้ ช่ัวโมงท่ี 2 ข้ันท่ี 1 ระบปุ ญั หา 1) นักเรยี นอภปิ รายความรู้ท่ีได้เรยี นชั่วโมงทีผ่ ่าน ๆ มาในเรื่อง สัตวร์ อบตัวเรา 2) นักเรียนและครูชว่ ยกันสรุปความรู้เดมิ ช่วั โมงทีผ่ ่าน ๆ มาวา่ ไดอ้ ะไรบ้าง เชน่ สตั ว์ท่รี จู้ ัก ,แหล่งทอ่ี ยขู่ อง สัตว์ ,อวยั วะส่วนตา่ ง ๆ ของสัตว์, สภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมกบั สัตว์ เป็นต้น 3) นกั เรียนรว่ มกันตอบคาถามโดยครใู ชค้ าถาม ดงั น้ี “นักเรียนเคยไปเท่ียวสวนสัตวแ์ ลว้ เห็นสตั ว์อะไรบ้าง” ขนั้ ท่ี 2 รวบรวมข้อมูลและแนวคิดท่ีเกีย่ วข้องกับปัญหา 4) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันศกึ ษารูปร่าง ลักษณะท่ีสาคัญของสตั ว์ชนิดต่าง ๆ จากวดิ ีทัศน์สวนสตั ว์ 5) นักเรียน สกั เกต และรวบรวมขอ้ มลู จากการสาธติ การออกแบบภาพสัตว์ท่ปี ระกอบดว้ ยรปู ร่างเรขาคณติ ต่าง ๆ ขน้ั ที่ 3 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 6) นักเรียน ออกแบบภาพสตั ว์ทตี่ นเองชืน่ ชอบ โดยวาดรูปร่างเรขาคณิตตา่ ง ๆ ประกอบเป็นรูปภาพสัตว์ ลงบนกระดาษ แล้วระบายสใี หส้ วยงาม
ขั้นท่ี 4 วางแผนและดาเนินการแก้ปญั หา 7) นกั เรยี นจดั เตรยี มกระดาษ กระดาษสี และอปุ กรณต์ ่าง ๆ ทใ่ี ชใ้ นการประดิษฐภ์ าพปะติดจากกระดาษ 8) นกั เรียนนับจานวนรูปร่างเรขาคณิต โดยดูจากแบบรา่ งที่ได้วาดภาพและระบายสีเอาไวเ้ รียบร้อยแล้ว 9) นกั เรยี นนากระดาษสีมาตัดเปน็ รูปรา่ งเรขาคณิต ตามจานวนและสีทไี่ ด้ออกแบบวาดภาพและระบายสี เอาไวเ้ รียบร้อยแล้ว 10) นักเรียนตดิ กระดาษสตี ามรูปรา่ งของสตั ว์ และวาดภาพระบายสสี ภาพแวดล้อมทเ่ี หมาะสมของสัตว์ที่ ตนเองชื่นชอบให้ถูกต้อง ขนั้ ที่ 5 ทดสอบ ประเมนิ ผล และปรบั ปรุงแกไ้ ข 11) เม่ือปะติดภาพเรยี บร้อยแลว้ นกั เรียนตรวจสอบ สีและรปู ร่างเรขาคณติ ต่าง ๆ ถูกต้องและเหมาะสม กบั สภาพแวดล้อมหรือไม่ โดยมีครคู อยชแี้ นะ แนะนา แล้วชว่ ยกันปรับปรุงผลงานให้ถูกต้องและสวยงาม ข้ันที่ 6 นาเสนอวิธกี ารแกป้ ัญหา 12) นกั เรียนนาผลงานมาแสดงท่ี แล้วครแู ละนักเรยี นทั้งห้องชว่ ยกนั สรปุ ความรทู้ ี่ได้ว่า “สัตว์มหี ลายชนดิ แต่ละชนิดมสี ว่ นต่าง ๆ ท่ีมลี ักษณะและหนา้ ที่แตกตา่ งกนั โดยขน้ึ อยู่กบั สภาพแวดลอ้ มท่ีสัตว์อาศัยอยู่” สรปุ ความรู้ 13) นักเรยี นทดสอบความร้หู ลงั เรยี นเรอ่ื ง สตั วร์ อบตวั เรา จานวน 10 ขอ้ สอ่ื การเรยี นรูแ้ ละแหล่งเรียนรู้ 1. วิดีทศั น์เรื่องสวนสัตว์ 2. หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 3. การสาธิตการออบแบบสตั วท์ ีต่ นเองช่นื ชอบด้วยรูปร่างเรขาคณิตตา่ ง ๆ 4. การสาธติ การประดษิ ฐภ์ าพปะติดสัตวท์ ต่ี นเองชื่นชอบจากกระดาษสี
การวัดผลและประเมินผล 1. วิธีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรยี นในการร่วมกิจกรรม - ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น 2. เครื่องมือวัดและประเมนิ ผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 3. ประเมินตามเกณฑ์การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 33 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ (รหัสวชิ า ว 11101) ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 2 สิ่งมชี ีวติ กับกระบวนการดารงชวี ิต เรื่อง ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย เวลา 1 ช่วั โมง สาระสาคัญ ร่างกายแบง่ เป็น 3 ส่วน คือ สว่ นศีรษะ ส่วนลาตวั และสว่ นแขนและขา มาตรฐาน/ตัวชว้ี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของสิ่งมชี วี ิต หนว่ ยพืน้ ฐานของสง่ิ มีชีวิต การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษยท์ ่ีทางานสัมพันธ์กนั ความสมั พันธ์ของโครงสร้างและหน้าทีข่ องอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ที่ทางานสัมพันธ์กนั รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ 1. ระบุช่อื บรรยายลักษณะและบอกหน้าทขี่ องส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สตั ว์ และพชื รวมทงั้ บรรยายการทาหน้าท่รี ่วมกนั ของสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษยใ์ นการทากจิ กรรมต่าง ๆ จากข้อมลู ทร่ี วบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. นกั เรยี นสามารถระบุช่ือของอวัยวะตา่ ง ๆ ในร่างกายได้ 2. นักเรยี นสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของลักษณะอวยั วะต่าง ๆ ของตนกบั เพ่ือนได้ 3. นกั เรียนมีความมุ่งม่ันในการทางาน สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น 1. ความสามารถในการส่ือสาร 2. ความสามารถในการคิด
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง มนษุ ยใ์ ช้สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ เพื่อการดารงชวี ิตมนษุ ย์จึงควรใช้ ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายอย่างถกู ต้อง ปลอดภยั และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ เชน่ ใชต้ ามองตวั หนังสือในท่ีที่ มีแสงสว่างเพยี งพอดูแลตาให้ปลอดภยั จากอันตราย และรักษาความสะอาดตาอยู่เสมอ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มวี ินยั 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ ม่ันในการทางาน ชิน้ งานหรือภาระงาน – สังเกตร่างกายของเรา กิจกรรมการเรียนการสอนออนไลนผ์ ่านแอปพลิเคชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชั่วโมงท่ี 1 ขนั้ ท่ี 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) นักเรยี นร่วมกันตอบคาถามของครู ดังน้ี - นักเรยี นมอี วยั วะครบทกุ สว่ นหรือไม่ - อวัยวะของนักเรยี นมีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกัน 2) นักเรียนต้งั ประเดน็ คาถามทีน่ ักเรยี นสงสัยเกยี่ วกบั รา่ งกายของตนเองอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม และ ให้นกั เรยี นช่วยกันตอบและแสดงความคิดเห็น 3) นักเรยี นและครูร่วมกันสรปุ เกี่ยวกับรา่ งกายของเรา โดยครูชว่ ยอธิบายให้นกั เรียนเข้าใจว่า รา่ งกายมี อวัยวะภายนอกท่มี ีลกั ษณะแตกตา่ งกนั อยู่บริเวณส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย ข้ันที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา(Exploration) 4) นกั เรยี นปฏบิ ัติกจิ กรรมการเรียนรู้ร่างกายของเรา ตามขั้นตอน ดังนี้ - นักเรียนแต่ละคนวาดภาพตัวเองลงในกระดาษแลว้ ระบายสีให้สวยงาม - เขียนลูกศรชี้ตาแหนง่ ของอวยั วะตา่ ง ๆ พรอ้ มท้งั เขยี นช่ืออวยั วะนั้น ๆ - แสดงภาพที่วาด และบอกใหเ้ พือ่ นทราบว่าอวัยวะท่ีมีลูกศรชอ้ี ย่สู ่วนใดของรา่ งกาย 5) นกั เรยี นปฏิบตั ิกจิ กรรม ครูคอยแนะนาช่วยเหลอื และเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนทุกคนซักถามเมอื่ มีปญั หา ขัน้ ที่ 3 ขนั้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 6) นักเรียนนาเสนอผลการปฏิบัตกิ จิ กรรม 7) นกั เรยี นและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถามคือ - อวัยวะท่ีอยู่ส่วนศีรษะมีอะไรบ้าง
- อวยั วะสว่ นใดชว่ ยในการทรงตัวและการเคลือ่ นไหว - ส่วนใดของรา่ งกายมีอวัยวะมากทสี่ ดุ 8) นักเรยี นและครรู ว่ มกนั สรุปผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยครเู น้นใหน้ กั เรียนเขา้ ใจว่า อวัยวะภายนอก แบง่ เปน็ 3 สว่ น คือ ศรี ษะ ลาตวั แขนและขา โดยอวัยวะแต่ละส่วนมีลักษณะและหนา้ ท่ีแตกตา่ งกัน เพื่อให้ เหมาะสมต่อการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต่าง ๆ ในชวี ติ ประจาวนั ข้ันท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 9) นักเรยี นลองสงั เกตและเปรียบเทียบลักษณะของอวัยวะตา่ ง ๆ กบั เพื่อนนกั เรยี นภายในกล่มุ ว่าแตล่ ะ คนมอี วัยวะเหมือนกนั หรือไม่ มขี นาดและรปู ร่างเหมือนหรอื แตกตา่ งกนั ในเรื่องใด ข้นั ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 10) นกั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหวั ข้อทเ่ี รียนมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มจี ุดใดบ้างทย่ี ังไมเ่ ขา้ ใจ หรือยงั มีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจ 11) นกั เรยี นร่วมกนั ประเมินการปฏิบตั กิ จิ กรรมกลุ่มว่ามปี ัญหาหรืออปุ สรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไร บ้าง 12) นกั เรียนและครรู ่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชนท์ ี่ไดร้ บั จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม และการ นาความรู้ทไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์ 13) นกั เรยี นชว่ ยกนั ตอบคาถามเพื่อทดสอบความเข้าใจ คือ “ร่างกายของเราแบ่งเป็นกี่ส่วน อะไรบา้ ง” และ “รา่ งกายแต่ละสว่ นประกอบด้วยอวยั วะภายนอกอะไรบ้าง” ขนั้ ท่ี 6 ขนั้ สรุป 14) ครูและนกั เรียนรว่ มกันสรุปเก่ียวกบั ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยรว่ มกันเขียนเป็นแผนทคี่ วามคดิ หรือ ผงั มโนทัศน์ สื่อการเรียนรูแ้ ละแหลง่ เรยี นรู้ 1. หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 2. อวัยวะต่าง ๆ ของตวั เองและเพื่อน
การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤตกิ รรมนักเรยี นในการรว่ มกิจกรรม - ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น 2. เครือ่ งมือวัดและประเมนิ ผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ - แบบประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 3. ประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสังเกตพฤติกรรมนักเรียนในการรว่ มกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 34 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (รหสั วิชา ว 11101) ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 2 ส่ิงมชี ีวติ กบั กระบวนการดารงชีวิต เรอ่ื ง ความสมั พันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เวลา 1 ชั่วโมง สาระสาคญั อวัยวะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายทาหน้าท่ีสมั พันธ์กันอยา่ งต่อเน่ืองในขณะทเี่ ราปฏิบตั ิกจิ กรรมต่าง ๆ นอกจากน้ียังได้บูรณาการแหลง่ เรียนรู้ “ลานธรรม” เพือ่ ได้เรียนรู้ว่าการนงั่ สมาธิน้ันได้ใช้อวัยวะตา่ ง ๆ ท่ที า หนา้ ทส่ี ัมพันธก์ ัน มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของสง่ิ มีชีวิต หนว่ ยพื้นฐานของสง่ิ มีชีวติ การลาเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนุษย์ท่ีทางานสมั พนั ธก์ นั ความสมั พนั ธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพืชที่ทางานสมั พนั ธ์กนั รวมทงั้ นาความร้ไู ปใช้ ประโยชน์ 1. ระบชุ ือ่ บรรยายลักษณะและบอกหน้าทีข่ องส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมท้งั บรรยายการทาหนา้ ทรี่ ่วมกนั ของส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายมนุษย์ในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ จากข้อมลู ทร่ี วบรวม ได้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1.นักเรียนอธิบายการทาหน้าทร่ี ว่ มกนั ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายในการทากิจกรรมต่าง ๆ ได้ 2.นักเรียนสามารถวิเคราะห์ภาพกจิ กรรมท่เี ห็นไดใ้ ชอ้ วัยวะใดบ้างได้ 3.นักเรยี นเห็นประโยชน์การทางานร่วมกันของอวัยวะในร่างกาย สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น 1. ความสามารถในการส่อื สาร 2. ความสามารถในการคดิ สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้แู กนกลาง มนุษยใ์ ช้สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทากจิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือการดารงชีวิตมนุษย์จึงควรใช้ ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยูเ่ สมอ เชน่ ใช้ตามองตวั หนงั สือในที่ที่ มแี สงสว่างเพยี งพอดแู ลตาให้ปลอดภัยจากอันตราย และรักษาความสะอาดตาอยูเ่ สมอ
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มวี ินัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุง่ มน่ั ในการทางาน ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน - สงั เกตการทางานของอวยั วะ - สังเกตภาพกจิ กรรมต่าง ๆ - นาเสนอหน้าช้ันเรียน กิจกรรมการเรยี นการสอนออนไลน์ผา่ นแอปพลเิ คชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชว่ั โมงที่ 2 ขน้ั ที่ 1 ขน้ั สร้างความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรยี นรว่ มกนั ตอบคาถามของครู ดงั น้ี - กิจกรรมใดบา้ งที่ต้องใชอ้ วัยวะเพยี งอวยั วะเดียว - ขณะท่ีนักเรียนเรียนหนังสอื ในห้องเรียน นกั เรียนต้องใชอ้ วยั วะใดบ้าง เพื่ออะไร 2) นักเรยี นต้งั ประเด็นคาถามทีน่ ักเรยี นสงสัยอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม และให้นักเรยี นชว่ ยกนั ตอบและ แสดงความคดิ เห็น 3) นกั เรยี นและครูร่วมกันสรปุ เกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่า แต่ละอวยั วะมี หนา้ ทีต่ า่ งกนั เมอื่ เราทากจิ กรรมตา่ ง ๆ เราจงึ ต้องใชอ้ วัยวะมากกว่า 1 อวัยวะ ขั้นที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา(Exploration) 4) นักเรียนศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ของรา่ งกาย จากหนังสือเรยี น โดยครูชว่ ยอธิบาย ใหน้ กั เรยี นเข้าใจว่า อวัยวะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายทาหน้าท่สี มั พันธก์ ันอยา่ งตอ่ เน่ืองในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ 5) นักเรียนปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง การทางานของอวยั วะ ตามขั้นตอนดังน้ี - นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มสังเกตภาพกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูเตรยี มไว้ให้ ซง่ึ แตล่ ะกลุ่มไดภ้ าพกิจกรรมท่ีไม่ เหมือนกนั - นกั เรียนภายในกลมุ่ ช่วยกันคดิ วิเคราะห์ภาพกิจกรรมท่เี ห็นใชอ้ วัยวะใดบา้ ง 6) นกั เรยี นปฏิบัติกจิ กรรม ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือและเปดิ โอกาสให้นักเรยี นทุกคนซักถามเม่ือมีปญั หา ขน้ั ท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 7) นกั เรยี นนาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรม 8) นักเรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถามคือ - ระหวา่ งถีบจักรยานต้องใช้อวัยวะใดบา้ ง - กิจกรรมใดบ้างท่ีทาได้โดยใช้อวัยวะเพียงอวัยวะเดยี ว เพราะอะไร – กิจกรรมใดทต่ี อ้ งใช้ตาและจมูกสมั พันธ์กนั
9) นักเรยี นและครูร่วมกนั สรุปผลการปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยครูเน้นให้นักเรยี นเขา้ ใจว่า การปฏิบตั กิ ิจกรรม ต่างๆ ตอ้ งใช้อวัยวะมากกว่า 1 อวัยวะ โดยแต่ละอวยั วะมลี ักษณะและหนา้ ทแี่ ตกต่างกนั ข้นั ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 10) นักเรยี นรว่ มกนั นัง่ สมาธทิ ี่ลานธรรม แลว้ บอกว่าขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรม จะตอ้ งใชอ้ วัยวะใดในการ ทางานร่วมกนั บา้ ง (กิจกรรมนอ้ี าจมีการเปลย่ี นแปลงตามสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของเชื้อโควดิ -19) ขัน้ ที่ 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation) 11) นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ท่เี รียนมาและการปฏิบตั ิกิจกรรม มีจุดใดบ้างทยี่ ังไม่เขา้ ใจ หรือยังมีข้อสงสยั ถ้ามี ครูชว่ ยอธิบายเพิ่มเติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ 12) นักเรียนรว่ มกันประเมนิ การปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุ่มวา่ มีปัญหาหรืออุปสรรคใด และไดม้ ีการแกไ้ ขอย่างไร บ้าง 13) นักเรียนและครูรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกับประโยชนท์ ่ไี ด้รับจากการปฏบิ ัติกิจกรรม และการ นาความรู้ท่ีได้ไปใชป้ ระโยชน์ 14) นกั เรยี นช่วยกนั ตอบคาถามเพื่อทดสอบความเข้าใจ คือ “กจิ กรรมทีน่ ักเรียนใชอ้ วยั วะมากกวา่ 2 อวัยวะมอี ะไรบา้ ง และใชอ้ วัยวะน้ันสมั พนั ธ์กนั ในลักษณะใด” และ “ถ้าเราขาดอวัยวะใดอวัยวะหน่ึงไป เราจะ ปฏบิ ัติกจิ กรรมต่าง ๆ ได้เช่นเดิมหรอื ไม่” ข้ันที่ 6 ขั้นสรุป 15) ครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ เก่ยี วกบั ความสัมพันธ์ของอวยั วะตา่ งๆ ของรา่ งกาย โดยร่วมกันเขยี นเป็น แผนทคี่ วามคดิ หรือผังมโนทัศน์ สอ่ื การเรียนรู้และแหลง่ เรยี นรู้ 1. หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 2. ภาพกจิ กรรมตา่ ง ๆ
การวดั ผลและประเมินผล 1. วธิ ีการวดั และประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรยี นในการรว่ มกิจกรรม - ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน 2. เครื่องมือวดั และประเมนิ ผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ - แบบประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 3. ประเมินตามเกณฑ์การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 35 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (รหัสวิชา ว 11101) ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 สง่ิ มชี ีวติ กับกระบวนการดารงชวี ิต เรื่อง การดูแลรักษาร่างกาย เวลา 1 ชว่ั โมง สาระสาคญั เราต้องดูแลรักษาร่างกายไม่ให้บาดเจบ็ และทาความสะอาดอยู่เสมอ นอกจากนย้ี ังบูรณาการเรอ่ื ง ทุจรติ โดยใช้เกมเป็นสือ่ และส่งเสรมิ ให้นกั เรยี นรู้สึกต่อตา้ งการทุจริต มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องสง่ิ มชี ีวติ หนว่ ยพน้ื ฐานของสิง่ มีชีวิต การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนุษย์ท่ที างานสัมพันธ์กนั ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้างและหนา้ ท่ีของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพืชท่ีทางานสมั พันธ์กัน รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ 2. ตระหนักถึงความสาคญั ของสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายตนเอง โดยการดแู ลส่วนตา่ ง ๆ อย่างถูกต้องให้ ปลอดภยั และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1.นกั เรียนบอกวิธีการดูแลรักษารา่ งกายไม่ให้บาดเจ็บและสะอาดอยู่เสมอได้ 2.นกั เรยี นสามารถรวบรวมข้อมูลจากเรื่องสัตว์ได้ 3.นักเรยี นสามารถปฏบิ ัติงานตรงตามเวลาทีก่ าหนด สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 2. ความสามารถในการคิด
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง มนุษยใ์ ช้สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ เพือ่ การดารงชีวติ มนุษย์จึงควรใช้ สว่ นต่าง ๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภยั และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ เชน่ ใชต้ ามองตัวหนังสือในท่ีท่ี มแี สงสวา่ งเพียงพอดแู ลตาให้ปลอดภยั จากอนั ตราย และรักษาความสะอาดตาอยเู่ สมอ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมัน่ ในการทางาน ชน้ิ งานหรือภาระงาน - ศึกษาข้อมูลเกย่ี วกบั วิธีการดูแลรักษารา่ งกาย - ฝึกใบค้ าปรศิ นา กจิ กรรมการเรียนการสอนออนไลน์ผา่ นแอปพลิเคชนั Line โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชว่ั โมงที่ 1 ขนั้ ที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) นักเรยี นรว่ มกันตอบคาถามของครู ดังนี้ - การออกกาลังกายมีผลดีต่อรา่ งกายเพราะอะไร - นกั เรยี นจะแนะนาคนในบ้านให้ดูแลรักษารา่ งกายดว้ ยวธิ ใี ด 2) นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายหาคาตอบเก่ยี วกบั คาถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน ข้ันท่ี 2 ข้นั สารวจและค้นหา(Exploration) 3) นกั เรยี นศกึ ษาเร่อื ง การดแู ลรักษารา่ งกาย จากหนังสือเรียนและวิดีทัศน์ โดยครชู ่วยอธบิ ายให้ นกั เรียนเขา้ ใจว่า เราต้องดูแลรกั ษาร่างกายไม่ให้บาดเจ็บและทาความสะอาดอยูเ่ สมอ เราจะได้ไม่เจบ็ ปว่ ยและ ไมไ่ ดร้ ับอันตรายจากส่ิงต่าง ๆ 4) นกั เรยี นจับคกู่ นั ดูภาพเหตุการณแ์ ลว้ บอกวธิ ีป้องกันรา่ งกายของแต่ละคน 5) นักเรียนปฏิบัติกิจกรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือและเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนซักถามเมอ่ื มีปัญหา ข้ันท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 6) นักเรียนนาเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรม 7) นักเรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคาถามคือ - นกั เรียนและเพื่อนมวี ธิ ีดูแลรักษารา่ งกายเหมือนกนั ในเหตุการณ์ใดบ้าง - นักเรยี นและเพื่อนมีวิธีดูแลรักษาร่างกายต่างกนั ในเหตุการณใ์ ดบา้ ง
8) นักเรียนและครูร่วมกันสรปุ ผลการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครเู นน้ ให้นกั เรียนเขา้ ใจว่า การดูแลรักษา รา่ งกายมีความสาคัญต่อตัวเราเอง ขนั้ ที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 9) นักเรียนปฏบิ ัติกจิ กรรมเสรมิ การเรียนรู้ใบ้คาปริศนา ตามข้ันตอนดงั น้ี - แบง่ นกั เรียนกลุม่ ละ 6–8 คน - กลมุ่ ที่ 1 เลอื กตัวแทน 1 คน เลือกกระดาษคาใบ้ แล้วใบ้คาใหเ้ พ่ือนในกลุ่มฟังและทายโดยตัวแทน หา้ มพดู คาท่เี ขียนไว้ ถ้าพูดให้บวกเวลาเพ่ิม 20 วินาที - ครบู นั ทึกเวลาที่ใช้ใบ้คา แล้วเปล่ยี นให้กลมุ่ อืน่ ทากจิ กรรม - กลมุ่ ใดใช้เวลาทายคาใบน้ ้อยทส่ี ดุ เป็นฝา่ ยชนะ 10) นักเรยี นร่วมกันตอบคาถามครู “ถา้ ครูเกิดความลาเอยี งให้แก่กลุ่มใดกล่มุ หน่ึงนกั เรยี นจะรสู้ ึก อยา่ งไร” เปน็ การสง่ เสริมใหน้ ักเรียนรู้สึกต่อตา้ นการทจุ รติ (กจิ กรรมบรู ณาการนี้อาจมีการเปลยี่ นแปลง เนือ่ งจากอย่ใู นช่วงการแพรร่ ะบาดของเชื้อโควิด-19) ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 11) นักเรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มีจดุ ใดบ้างทีย่ ังไม่เขา้ ใจ หรือยงั มีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ 12) นกั เรียนร่วมกันประเมนิ การปฏบิ ตั ิกิจกรรมวา่ มีปญั หาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแกไ้ ขอย่างไรบ้าง 13) นกั เรยี นและครูรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับประโยชนท์ ไ่ี ด้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการ นาความรทู้ ไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์ 14) นักเรยี นดแู ผ่นภาพกิจกรรมตา่ ง ๆ ท่ีไม่มีอันตรายและมีอนั ตรายตอ่ ผิวหนงั และรา่ งกาย แลว้ ถาม นกั เรยี นว่ากจิ กรรมใดควรทา และกจิ กรรมใดไม่ควรทา เช่น - เดนิ บนถนนโดยไมใ่ ส่รองเท้าหรือใส่รองเท้าผ้าใบขณะว่ิงเลน่ ในสนามโรงเรยี น - เลน่ กฬี าเปน็ ประจาหรือน่ังดูโทรทัศนท์ งั้ วนั - ตดั เลบ็ เปน็ ประจาหรือปล่อยให้เลบ็ ยาวมแี ต่ส่ิงสกปรกอยู่ในซอกเล็บ ขน้ั ที่ 6 ขั้นสรุป 15) นกั เรียนและครรู ว่ มกนั สรปุ เกีย่ วกบั การดูแลรักษาร่างกาย โดยรว่ มกนั เขยี นเปน็ แผนที่ความคดิ หรือ ผงั มโนทัศน์ สอ่ื การเรยี นรแู้ ละแหลง่ เรยี นรู้ 1. หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรช์ ั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 2. วีดิทัศน์ เรื่องการดูแลรักษาร่างกาย
การวดั ผลและประเมินผล 1. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรยี นในการร่วมกิจกรรม - ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 2. เครื่องมือวดั และประเมินผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 3. ประเมินตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนในการรว่ มกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 36 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (รหสั วิชา ว 11101) ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 สิ่งมีชวี ิตกับกระบวนการดารงชีวิต เรอื่ ง การดูแลรกั ษาตา เวลา 1 ชั่วโมง สาระสาคัญ ตาเป็นอวยั วะท่ีมคี วามสาคญั เราต้องดูแลรักษาตาไม่ใหบ้ าดเจ็บและทาความสะอาดอย่เู สมอ มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของส่ิงมชี วี ติ หน่วยพื้นฐานของส่ิงมีชีวติ การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสมั พันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษยท์ ท่ี างานสัมพันธ์กัน ความสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งและหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสมั พนั ธก์ ัน รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 2. ตระหนกั ถึงความสาคัญของส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายตนเอง โดยการดแู ลส่วนตา่ ง ๆ อย่างถูกต้องให้ ปลอดภยั และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1.นกั เรียนบอกวธิ กี ารดูแลรักษาตาได้ 2.นักเรยี นสามารถรวบรวมข้อมลู จากเรอื่ งการดแู ลรักษาตาได้ 3.นกั เรียนเหน็ ความสาคัญการดแู ลรกั ษาตา สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 1. ความสามารถในการส่อื สาร 2. ความสามารถในการคิด
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนร้แู กนกลาง มนษุ ยใ์ ชส้ ว่ นต่าง ๆ ของร่างกายในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ เพือ่ การดารงชวี ติ มนษุ ย์จึงควรใช้ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยเู่ สมอ เช่น ใช้ตามองตัวหนังสือในท่ีท่ี มแี สงสว่างเพยี งพอดูแลตาให้ปลอดภยั จากอนั ตราย และรักษาความสะอาดตาอยู่เสมอ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มุ่งมน่ั ในการทางาน ชิ้นงานหรือภาระงาน – ศึกษาการดูแลดวงตา – รวบรวมขอ้ มลู จากเร่ืองการดูแลรกั ษาตา กจิ กรรมการเรียนการสอนออนไลน์ผ่านแอปพลเิ คชนั Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชั่วโมงที่ 2 ข้ันท่ี 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรยี นร่วมกนั ตอบคาถามของครู ดงั นี้ - การกระทาใดสง่ ผลเสียต่อตา - นักเรียนมีวิธีการดแู ลรกั ษาตาอยา่ งไร 2) นกั เรียนตั้งประเด็นคาถามทีน่ ักเรียนสงสัยอย่างน้อยคนละ 1 คาถาม และใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันตอบและ แสดงความคดิ เห็น 3) นักเรยี นและครูร่วมกันสรุปเก่ียวกบั ภาระงาน โดยครชู ว่ ยอธิบายให้นกั เรียนเขา้ ใจว่า การดูแลรักษา ตามีความสาคัญช่วยในการมองเห็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ดงั นั้น เราจึงควรดแู ลรักษาตาใหป้ ลอดภยั อย่เู สมอ ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ สารวจและค้นหา(Exploration) 4) นักเรียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การดแู ลรักษาดวงตา ตามข้ันตอนดังนี้ - นักเรียนดูวิดีทัศน์การดูแลรกั ษาตา - นักเรยี นภายในกลุม่ รว่ มกันอภิปรายว่าจะดูแลรกั ษาดวงตาไดอ้ ย่างไร 5) นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือและเปิดโอกาสให้นักเรยี นทุกคนซักถามเมอ่ื มปี ัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 6) นกั เรียนนาเสนอผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม 7) นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคาถามคือ - เรามองเห็นตัวอักษรได้ชัดเจนทกุ บรรทดั ท่ีระยะห่างเท่ากันหรือไม่
- คนทมี่ องเห็นตวั อกั ษรชัดเจนในระยะใกลก้ ว่าเพ่ือนคนอนื่ ๆ เพราะอะไร - คนท่ีมสี ายตาส้ันแตกต่างจากคนที่มสี ายตายาวอย่างไร 8) นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ ผลการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครเู น้นให้นกั เรยี นเขา้ ใจวา่ คนท่มี ีสายตาปกติ สามารถมองเหน็ ตวั อักษรได้ในระยะปกติ แต่คนที่มีสายตาผดิ ปกติ จะต้องใชร้ ะยะในการมองเหน็ ไมเ่ ทา่ กบั คนที่ มีสายตาปกติ ขน้ั ที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 9) นกั เรยี นลองสังเกตการป้องกนั ตาของร่างกาย ดงั น้ี - ถ้านกั เรียนแหย่มือไปใกลด้ วงตาของเพื่อน โดยที่เพอื่ นไมร่ ู้ตัว ตาของเพอ่ื นจะมปี ฏิกริ ิยาอยา่ งไร - เมอื่ มีผงเข้าตาของนักเรียนจะเกิดสง่ิ ใด ขั้นที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) 10) นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม มจี ดุ ใดบ้างที่ยงั ไม่เข้าใจ หรอื ยงั มีข้อสงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ให้นักเรียนเข้าใจ 11) นกั เรยี นร่วมกนั ประเมินการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกลมุ่ วา่ มีปัญหาหรืออปุ สรรคใด และได้มีการแกไ้ ข อยา่ งไร บ้าง 12) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับประโยชน์ท่ไี ด้รับจากการปฏิบัติกจิ กรรม และการ นาความรทู้ ีไ่ ด้ไปใชป้ ระโยชน์ 13) นกั เรียนช่วยกนั ตอบคาถามเพื่อทดสอบความเขา้ ใจ คอื “เราทกุ คนมองเห็นส่งิ ตา่ งๆ รอบตัวได้ดี เหมอื นกนั หรือไม”่ และ “การอา่ นหนงั สอื บนรถส่งผลเสียต่อตาเพราะอะไร” ขั้นท่ี 6 ข้ันสรุป 14) นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรปุ เกี่ยวกบั การดูแลรกั ษาตา โดยร่วมกนั เขยี นเปน็ แผนที่ความคิดหรือผงั มโนทัศน์ สื่อการเรยี นรู้และแหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรช์ ้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 2. วดี ทิ ัศนเ์ รอ่ื งการดแู ลรกั ษาตา
การวดั ผลและประเมินผล 1. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรียนในการร่วมกิจกรรม - ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 2. เครือ่ งมือวัดและประเมนิ ผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรียนในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 3. ประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 37 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (รหัสวิชา ว 11101) ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 สิ่งมีชีวติ กับกระบวนการดารงชีวติ เร่อื ง การดูแลรักษาหู เวลา 1 ชัว่ โมง สาระสาคัญ หเู ปน็ อวัยวะทม่ี ีความสาคัญ เราต้องดูแลรักษาหูไม่ให้บาดเจ็บ และทาความสะอาดอยเู่ สมอ มาตรฐาน/ตัวช้ีวัด มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของสิง่ มีชีวติ หน่วยพน้ื ฐานของสิ่งมีชวี ิต การลาเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ทขี่ องระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ทท่ี างานสมั พันธ์กัน ความสัมพนั ธ์ของโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ีทางานสัมพนั ธก์ นั รวมทั้งนาความร้ไู ปใช้ ประโยชน์ 2. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายตนเอง โดยการดูแลสว่ นต่าง ๆ อยา่ งถูกต้องให้ ปลอดภยั และรกั ษาความสะอาดอยู่เสมอ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 1.นักเรียนบอกวิธกี ารดูแลรกั ษาหไู ด้ 2.นกั เรียนสามารถรวบรวมข้อมลู จากเรอื่ งวธิ กี ารดูแลรกั ษาหูได้ 3.นกั เรยี นเหน็ ความสาคัญการดแู ลรกั ษาหู สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน 1. ความสามารถในการส่อื สาร 2. ความสามารถในการคิด
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง มนุษย์ใชส้ ว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทากจิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือการดารงชีวติ มนษุ ยจ์ ึงควรใช้ ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ เช่น ใช้ตามองตัวหนงั สือในที่ท่ี มแี สงสวา่ งเพียงพอดแู ลตาให้ปลอดภัยจากอนั ตราย และรักษาความสะอาดตาอยเู่ สมอ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุง่ มนั่ ในการทางาน ชนิ้ งานหรอื ภาระงาน - ศึกษาข้อมลู เกี่ยวกบั การดูแลรกั ษาหู กิจกรรมการเรียนการสอนออนไลนผ์ ่านแอปพลเิ คชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชั่วโมงที่ 1 ขน้ั ท่ี 1 ขั้นสร้างความสนใจ(Engagement) 1) นักเรียนรว่ มกนั ตอบคาถามของครู ดังนี้ - การกระทาใดส่งผลเสยี ต่อหู 2) นักเรียนร่วมกันอภปิ รายหาคาตอบเกี่ยวกบั คาถามตามความคิดเห็นของแตล่ ะคน ข้นั ที่ 2 ขัน้ สารวจและคน้ หา(Exploration) 3) นกั เรียน ศกึ ษาข้อมูลเกย่ี วกบั การดแู ลรักษาหู 4) นกั เรยี นชว่ ยกนั สรปุ ความรู้ท่ีได้จากการศกึ ษาข้อมูล 5) นกั เรยี นปฏิบัตกิ ิจกรรม ครคู อยแนะนาชว่ ยเหลือและเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นทุกคนซักถามเมือ่ มีปัญหา ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 6) นักเรยี นนาเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรม 7) นักเรียนและครูรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคาถามคือ - วธิ กี ารดูแลรกั ษาหมู ีอะไรบ้าง - เราต้องดูแลรกั ษาหเู พราะอะไร 8) นกั เรียนและครูรว่ มกันสรุปผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยครเู น้นใหน้ ักเรียนเขา้ ใจวา่ การดูแลรักษาหูมี ความสาคญั ต่อตัวนักเรียนเอง ถ้าหเู กดิ ความผิดปกตจิ ะส่งผลใหร้ า่ งกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วย และเกิดอันตรายได้
ขนั้ ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) 9) นกั เรยี นลองสงั เกตการป้องกันหูของรา่ งกายเม่ือนักเรยี นข้ึนท่สี ูงๆ เช่น บนเขา หูของนกั เรยี นจะรู้สึก อย่างไร 10) นกั เรยี นช่วยกนั ยกตวั อย่างบริเวณต่าง ๆ ทม่ี เี สยี งดังและอาจทาให้เกดิ อนั ตรายต่อหู ขนั้ ที่ 5 ข้ันประเมิน (Evaluation) 11) นักเรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัติกจิ กรรม มีจุดใดบ้างท่ียงั ไมเ่ ข้าใจ หรือยงั มีข้อสงสยั ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพมิ่ เติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ 12) นกั เรียนรว่ มกนั ประเมินการปฏิบตั กิ ิจกรรมวา่ มีปญั หาหรืออปุ สรรคใด และไดม้ ีการแกไ้ ขอยา่ งไรบา้ ง 13) นกั เรียนและครรู ่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกับประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม และการ นาความร้ทู ี่ได้ไปใช้ประโยชน์ 14) นักเรียนช่วยกันดแู ผน่ ภาพกิจกรรมตา่ ง ๆ ที่ไม่มีอนั ตรายและมีอนั ตรายตอ่ หู แล้วถามนักเรียนวา่ กิจกรรมใดควรทา กิจกรรมใดไมค่ วรทา เช่น - ตะโกนดงั ๆ ใสห่ เู พ่ือนหรือใช้สาลที าความสะอาดหู - การสงั่ น้ามกู แรง ๆ ขนั้ ท่ี 6 ข้นั สรุป 15) นกั เรียนและครรู ่วมกันสรุปเกี่ยวกบั การดูแลรกั ษาหู โดยร่วมกนั เขยี นเปน็ แผนที่ความคิดหรอื ผงั มโน ทศั น์ ส่ือการเรยี นรแู้ ละแหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรียนวิทยาศาสตรช์ น้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 2. วดิ ที ัศน์เรอ่ื งการดูแลรักษาหู การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤตกิ รรมนักเรียนในการร่วมกิจกรรม - ประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 2. เคร่ืองมือวัดและประเมนิ ผล 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการร่วมกิจกรรม - แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ - แบบประเมินสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น 3. ประเมินตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจริง 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนักเรยี นในการร่วมกจิ กรรม 3.2 การประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 38 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (รหสั วิชา ว 11101) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 สิ่งมชี ีวิตกับกระบวนการดารงชวี ิต เรอ่ื ง การดูแลรักษาจมูก เวลา 1 ช่วั โมง สาระสาคัญ จมกู เป็นอวัยวะท่ีมีความสาคัญ เราหายใจเขา้ และหายใจออกผา่ นทางจมูก เราจึงต้องดแู ลรักษาจมูก ไมใ่ ห้บาดเจบ็ และทาความสะอาดอยู่เสมอ มาตรฐาน/ตัวชว้ี ัด มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของสงิ่ มีชีวิต หนว่ ยพืน้ ฐานของส่งิ มชี วี ิต การลาเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าทข่ี องระบบต่าง ๆ ของสตั ว์และมนุษย์ท่ที างานสมั พนั ธก์ นั ความสมั พันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ทข่ี องอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ที่ทางานสัมพนั ธ์กัน รวมทั้งนาความร้ไู ปใช้ ประโยชน์ 2. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกายตนเอง โดยการดแู ลสว่ นต่าง ๆ อยา่ งถกู ต้องให้ ปลอดภยั และรกั ษาความสะอาดอยู่เสมอ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1.นกั เรียนบอกวิธีการดูแลรักษาจมกู ได้ 2.นักเรยี นสามารถรวบรวมความรู้จากเรื่องการดูแลรักษาจมกู ได้ 3.นักเรียนเห็นความสาคัญการดูแลรกั ษาจมูก สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 2. ความสามารถในการคดิ
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง มนษุ ย์ใช้สว่ นต่าง ๆ ของร่างกายในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ เพ่อื การดารงชวี ิตมนษุ ย์จึงควรใช้ สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยเู่ สมอ เช่น ใชต้ ามองตัวหนังสือในที่ท่ี มีแสงสวา่ งเพยี งพอดูแลตาให้ปลอดภยั จากอันตราย และรักษาความสะอาดตาอย่เู สมอ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ยั 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุง่ มนั่ ในการทางาน ชนิ้ งานหรอื ภาระงาน – สบื คน้ ข้อมูลเก่ยี วกับการดูแลรักษาจมูก – รวบรวมความรู้จากเรอื่ ง การดแู ลรักษาจมูก กจิ กรรมการเรียนการสอนออนไลนผ์ า่ นแอปพลเิ คชัน Line โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ชวั่ โมงที่ 2 ขั้นที่ 1 ข้ันสรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคาถามของครู ดังน้ี - การกระทาใดสง่ ผลเสียต่อจมกู 2) นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายหาคาตอบเกีย่ วกับคาถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน ขัน้ ท่ี 2 ข้ันสารวจและคน้ หา(Exploration) 3) นกั เรียนช่วยกนั ศึกษาข้อมลู เกย่ี วกับการดูแลรักษาจมกู จากหนงั สือ วดิ ีทัศน์และใบความรู้ 4) นาเสนอวธิ กี ารดูแลรักษาจมูกให้กับเพ่ือน ๆ แลว้ จงึ รวบรวมเปน็ ความรู้ 5) นักเรียนปฏบิ ัติกิจกรรม ครูคอยแนะนาชว่ ยเหลือและเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนทุกคนซักถามเมอื่ มปี ัญหา ข้ันท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 6) นกั เรยี นนาเสนอผลการปฏิบัตกิ จิ กรรม 7) นกั เรียนและครรู ่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคาถามคือ - เราตอ้ งดูแลรักษาจมูกเพราะอะไร - วิธกี ารดแู ลรักษาจมูกมีอะไรบา้ ง 8) นักเรียนและครรู ว่ มกันสรปุ ผลการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครเู นน้ ให้นักเรียนเขา้ ใจวา่ การดูแลรักษา จมกู มคี วามสาคัญต่อตัวนกั เรียนเอง ถ้าจมูกเกิดความผิดปกติจะสง่ ผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง เจบ็ ปว่ ย และเกดิ อนั ตรายได้
ข้นั ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 9) นักเรยี นสังเกตการณ์ป้องกนั จมูกของร่างกายเมื่อนกั เรียนไปในทมี่ ีฝุ่น PM 2.5 และชว่ งการแพร่ ระบาดของเชอ้ื โควดิ -19 ขัน้ ที่ 5 ข้ันประเมิน (Evaluation) 10) นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อท่ีเรยี นมาและการปฏิบตั กิ จิ กรรม มจี ุดใดบา้ งท่ียังไมเ่ ข้าใจ หรือยังมขี ้อสงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพม่ิ เติมให้นักเรียนเข้าใจ 12) นกั เรยี นร่วมกันประเมินการปฏบิ ัติกิจกรรมกลุ่มวา่ มปี ัญหาหรืออุปสรรคใด และไดม้ ีการแก้ไขอย่างไร บา้ ง 13) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกบั ประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม และการ นาความร้ทู ีไ่ ด้ไปใชป้ ระโยชน์ 14) นกั เรียนชว่ ยกันดูแผ่นภาพกจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีไมม่ ีอันตรายและมอี ันตรายตอ่ จมกู แลว้ ถามนกั เรียนวา่ กจิ กรรมใดควรทา กจิ กรรมใดไม่ควรทา เช่น - ใช้ผ้าปิดจมูกในที่ท่ีมฝี ุ่นละอองหรือใชม้ ือสกปรกแคะจมูก - การสงั่ นา้ มูกแรง ๆ ขั้นท่ี 6 ขั้นสรุป 15) นกั เรยี นและครรู ่วมกันสรุปเกี่ยวกบั การดูแลรักษาจมูก โดยรว่ มกนั เขียนเปน็ แผนท่ีความคดิ หรอื ผัง มโนทศั น์ ส่ือการเรียนรแู้ ละแหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 2. วดี ทิ ศั น์ เร่อื งการดูแลรักษาจมกู 3. ใบความรู้เรอื่ งการดแู ลรักษาจมกู
การวดั ผลและประเมินผล 1. วธิ ีการวดั และประเมนิ ผล 1.1 สังเกตพฤติกรรมนักเรยี นในการรว่ มกิจกรรม - ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น 2. เครือ่ งมือวดั และประเมนิ ผล 2.1 แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในการรว่ มกจิ กรรม - แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ - แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน 3. ประเมินตามเกณฑ์การประเมินผลตามสภาพจรงิ 3.1 การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรียนในการรว่ มกจิ กรรม 3.2 การประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3 การประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156