กระบองเพชร
แคคตสั (Cactus) แคคตสั (cactus) หรือที่เรียกกนั วา่ กระบองเพชร ส่วนใหญแ่ ลว้ แคคตสั จะมีถ่ินกาเนิดอยทู่ ี่ทะเลทราย ในท่ีที่มีอากาศร้อน เพราะฉะน้นั แคคตสั จึงสามารถเล้ียงในบา้ นเราไดอ้ ยา่ งสบายๆ เพราะบา้ นเราที่กร็ ู้กนั วา่ อากาศร้อนมากถึงมากท่ีสุด แถมเมืองไทยบา้ นเรายงั สามารถเล้ียงแคคตสั ไดส้ วยงามกวา่ หลายๆท่ีในโลกอีกดว้ ย เคยไดย้ นิ กนั ไหมกบั คาพดู ท่ีวา่ \"ถ้าเลีย้ งแคคตสั ตาย กไ็ ม่ต้องเลีย้ งอะไรแล้วล่ะ\" ประโยคน้ีมกั จะเป็ นประโยคของคนที่ไมเ่ คยเล้ียงแคคตสั เพราะคิดวา่ มนั เล้ียงง่าย แต่ก็จะมีอีกหน่ึงประโยคท่ีชอบมาคู่กนั \"เลยี้ งยากเหลือเกิน เน่าตายหมด\" ประโยคน้ีสาหรับคนท่ีเคยเล้ียงแคคตสั มาแลว้ นนั่ เอง อ้าววว!! ... ตกลงว่ามันเลยี้ งยากหรือง่ายกนั แน่เน่ีย - -? การเล้ียงแคคตสั น้นั แตกตา่ งจากเล้ียงพนั ธุ์พืชอ่ืนๆ ตรงท่ีพชื พนั ธุ์อื่นๆน้นั เราตอ้ งดูแลรดน้าเชา้ -เยน็แต่แคคตสั ไม่เหมือนกนั เราไม่ตอ้ งดูแลแคคตสั ของเราขนาดถึงข้ึนตอ้ งประคบประหงม เราไม่ตอ้ งรดน้าทุกวนั เพราะแคคตสั ไมไ่ ดช้ อบน้า ลาตน้ ของแคคตสั มีความสามารถท่ีจะเกบ็ น้าสารองไวไ้ ดเ้ ป็นจานวนมาก ..เพราะฉะน้นั ไม่ตอ้ งสงสัยวา่ ทาไมรากถึงเน่าเหลือแต่กระถางไวด้ ูต่างหนา้ ถา้ เรารักเขามากเกินไป ดูแลมากเกินไป รดน้าเชา้ กลางวนั เยน็ ก่อนนอน ไม่แปลกถา้ เขาจะตาย
การปลกู กระบองเพชร การปลูกแบ่งเป็ น 2 วธิ ี1. การปลูกในกระถางเพ่อื ประดบั ภายในอาคารและภายนอกอาคาร ใชก้ ระถางทรงและขนาดต่างกนั แลว้ แต่ชนิดพนั ธุ์ คือ ต้งั แตข่ นาด 4-10 นิ้ว ถา้ อยากใหก้ ระบองเพชรสวยงามตอ้ งควบคุมป๋ ุยและการรดน้า2. การปลูกในแปลงปลูกเป็นแนวร้ัวบา้ น แต่ตอ้ งเป็ นกระบองเพชรท่ีชนิดพนั ธุ์ค่อนขา้ งใหญ่และแขง็ แรงการปลกู กระบองเพชรแบบผดิ ๆ กระบองเพชรเป็นหน่ึงในจานวนตน้ ไมม้ งคลที่คนนิยมปลูก ท้งั ความสวยงามของตน้ และดอก ความภาคภูมิใจเวลาเล้ียงแลว้ ออกดอก รวมถึงบางชนิดที่รับประทานไดด้ ว้ ย นอกจากน้ียงั มีความเช่ือวา่ ปลูกกระบองเพชรแลว้ จะใหโ้ ชค ป้องกนั ภยั รวมถึงดูดรังสีจากคอมพิวเตอร์ได้ กระบองเพชร ตน้ ไมเ้ ลก็ ๆใส่กระถางน่ารัก จนถึงตน้ โตๆ มีท้งั แบบไร้หนาม จนถึงหนามฟูๆ หลากรูปทรงหลากสีสันน้ี เป็ นท่ีนิยมมีขายกนั ทว่ั ไปน้ี กย็ งั ถูกเช่ือแบบผดิ ๆ เกี่ยวกบั การเล้ียงมนั ท้งั แสงแดด และการใหน้ ้า1. กระบองเพชรเป็ นไม้ทะเลทรายชอบแดดมากๆ กระบองเพชรเป็นพืชท่ีเล้ียงง่าย และอดทนต่อสภาพอากาศแลง้ ไดส้ ูงกจ็ ริง แต่ก็ตอ้ งการการดูแลเอาใจใส่ รดน้า ใส่ป่ ุย ไดแ้ สงแดดที่เหมาะสม จึงจะเติบโตสวยงามหากไดแ้ สงแดดนอ้ ยไปจะมีลกั ษณะดงั น้ี 1.1 ลาตน้ ยดื ยาวกวา่ ปกติ ผดิ จากรูปทรงท่ีควรเป็ น 1.2 หนามหดส้ันกวา่ ปกติ หรือบางทีหนามกห็ ายไปเลย หรือผดิ รูปร่าง 1.3 รากเน่า เนื่องจากไดร้ ับแดดนอ้ ย ความช้ืนในดินมีมาก ระบายน้าไดไ้ ม่ดี 1.4 เกิดเช้ือราหากไดร้ ับแสงแดดมากเกินไป ลาตน้ อาจเหลือง หรือเห่ียวยน่ หรือแคระเกร็นได้ โดยเฉพาะตน้ ท่ียงั เล็กๆ จะตอ้ งการแสงแดดนอ้ ยกวา่ ตน้ ที่ใหญแ่ ลว้ แสงแดดคร่ึงวนั เชา้ เป็ นเวลาที่เหมาะสมที่สุดของกระบองเพชร ลองสังเกตมุมไหนของบา้ นที่มีแดดส่องตอนเชา้ 3-5 ชว่ั โมง น่าจะเพียงพอแลว้ สาหรับกระบองเพชร จะเป็ นมุมชายคาบา้ นท่ีมีแดดส่องถึง หรือจะเอาไวน้ อกบา้ นและมีหลงั คาใสๆ ใหแ้ ดดส่องผา่ นแต่ป้องกนั น้า กถ็ ือวา่ ใชไ้ ด้ ส่วนใครนิยมเล้ียงกระบองเพชรไวห้ นา้ โตะ๊ คอมพิวเตอร์ หรือในหอ้ ง ควรนากระบองเพชรออกไปตากแดดบา้ งอาทิตยล์ ะคร้ัง อยา่ งนอ้ ยซกั ครึงวนั รดน้าเสร็จแลว้ กว็ างกระบองเพชรไวใ้ นที่ท่ีมีแดด เพราะกระบองเพชรก็ตอ้ งการแดดในการสังเคราะห์แสง การเล้ียงไวห้ นา้ โตะ๊ คอมพวิ เตอร์แลว้ รดน้าโดยไมเ่ อาไปตากแดด กระบองเพชรอาจเน่าตายไดน้ ะ
2. กระบองเพชรเป็ นพืชทไี่ ม่ต้องการนา้ มาก จริงอยกู่ ระบองเพชรอาจไม่ตอ้ งการน้ามาก ถา้ น้ามากไประบายไดไ้ มม่ ีอาจเกิดเช้ือรา หรือเน่าได้ แต่ก้ไม่ไดห้ มายความวา่ กระบองเพชรไม่ตอ้ งการน้า เวลาไปร้านขายกระบองเพชรหลายร้านแนะนาวา่ รดน้าอาทิตยล์ ะคร้ังกพ็ อ อนั น้ีแหละความเช่ือผดิ ๆล่ะ มนั เป็ นแค่เวลาโดยประมาณเทา่ น้นั วา่ ความช้ืนในกระถางจะยงั มีอยเู่ พยี งพอ วธิ ีสังเกตง่ายๆ วา่ สมควรรดน้ากระบองเพชรหรือยงั ลองดูท่ีดิน ถา้ ยงั ชุ่มช้ืนอยกู่ ็ยงั ไม่ตอ้ งรด แตถ่ า้ดินระบายน้าไดด้ ีมากๆ ซ่ึงข้ึนกบั วสั ดุที่ปลูก หรือไดร้ ับแสงแดดในแต่ละวนั เยอะ กท็ าใหด้ ินแหง้ ไว อนั น้ีก็คงตอ้ งรดน้าบ่อยกวา่ อาทิตยล์ ะคร้ังแน่ๆ กระถางกระบองเพชรส่วนใหญน่ ิยมโรยหินสีๆ เพ่อื ความสวยงาม และรักษาความช้ืนไว้ แลว้ จะรู้ได้ยงั ไงวา่ ดินแหง้ ลองใชไ้ มจ้ ิ้มฟันแหง้ ๆ จิ้มลงไปในดินลึกพอสมควร แลว้ ดึงข้ึนมาดู ถา้ ไมจ้ ิ้มฟันมีความช้ืนติดข้ึนมา แสดงวา่ ยงั ไม่ตอ้ งรดน้าก็ได้ แต่ถา้ ไมจ้ ิ้มฟันออกมาแหง้ ๆ กถ็ ึงเวลารดน้าไดแ้ ลว้ นอกจากน้ียงั ข้ึนกบั สายพนั ธุ์กระบองเพชรดว้ ย โตไว โตชา้ ชอบน้ามากนอ้ ยก็แตกตา่ งกนั นะแดดน้อย ไม่โดนลมโกรก อากาศชื้น ดนิ แน่นเกบ็ ความชื้นได้ดี รดนา้ ไม่ต้องบ่อยแดดมาก ลมแรง อากาศร้อนและแห้ง ดินโปร่งระบายนา้ ได้ดี รดนา้ ถี่หน่อย3. กระบองเพชรต้องการพืน้ ทไ่ี ม่มาก กระบองเพชรเป็นตน้ ไมข้ นาดกะทดั รัด สามารถเล้ียงไวใ้ นกระถาง ยา้ ยไปมาสะดวก แต่กระบองเพชรก็มีการเจริญเติบโต เมื่อเคา้ โตเตม็ กระถาง กค็ วรเปล่ียนกระถางใบใหม่ เพราะหากไม่เปลี่ยน กระบองเพชรก็จะหยดุ การขยายขนาด หรือเรียกง่ายๆ วา่ โตตามกระถางนนั่ เอง ปกติก็ควรเปลี่ยนดิน ยา้ ยกระถางปี ละคร้ัง หรือทุกคร่ึงปี แลว้ แต่วา่ พนั ธุ์ไหนโตเร็วโตช้า หรือการดูแลใส่ป๋ ุยดีก็จะทาใหก้ ระบองเพชรโตเร็ว ตอ้ งเปลี่ยนกระถางบอ่ ยหน่อย ง้นั อยา่ งน้ีกป็ ลูกใส่กระถางใบใหญๆ่ ไปเลยดีไหม? ตอบ : อาจเน่าได้ เพราะขนาดกระถางใบใหญ่ ดินกกั เก็บความช้ืนไดส้ ูง ถา้ ตน้ เคา้ เลก็ ดูดน้าไม่ทนั ดินกจ็ ะช้ืนตลอดเวลา เป็นสาเหตุใหร้ ากเน่าไดง้ ่ายๆ นอกจากน้ีธาตุอาหารในดินก็จะลดลงเรื่อยๆ จึงควรใช้ขนาดกระถางใหเ้ หมาะสมกบั ขนาดของตน้ จะดีกวา่4. กระบองเพชรชอบดนิ ปนทราย จริงๆ แลว้ ดินที่ใชป้ ลูกกระบองเพชรกไ็ ม่ไดม้ ีสูตรตายตวั วา่ ตอ้ งใชด้ ินก่ีส่วน ทรายก่ีส่วน ข้ึนอยกู่ บัดินดว้ ยวา่ อุม้ น้าไดด้ ีแค่ไหน ขอใหร้ ะบายน้าไดด้ ี มีธาตุอาหารเพยี งพอ ก็ใชไ้ ดแ้ ลว้ ใชด้ ินร่วน ทราย ใบไมผ้ ุ ขยุ มะพร้าว หรือแกลบ ผสมกนั ลองผสมดินในสูตรของเราเองดูก็ได้
5. กระบองเพชรเป็ นพืชทอ่ี ดทน แมว้ า่ กระบองเพชรจะทนแดด ทนแลง้ ไดด้ ี แต่กระบองเพชรกม็ ีโรคพชื ไดเ้ หมือนกนั เช่น เช้ือรา หรือรากเน่าเป็นตน้ ดงั น้นั จึงตอ้ งการ การดูแลเอาใจใส่เหมือนตน้ ไมอ้ ่ืนทวั่ ๆไปปัจจัยในการเลยี้ งแคคตัส (cactus)แสงแดด (Sunlight) แคคตสั เป็นพชื ที่อาศยั แสงแดดในการเจริญเติบโตและเพื่อความอยรู่ อดเช่นเดียวกนั กบั ตน้ ไมอ้ ื่นๆแคคตสั เป็นพชื ท่ีส่วนมากมีถ่ินกาเนิดมาจากทะเลทราย อากาศร้อน แหง้ แลง้ เราควรจะเล้ียงมนั ดว้ ยการเลียนแบบธรรมชาติความเป็ นอยขู่ องมนั เพราะฉะน้นั แคคตสั ควรไดร้ ับแสงแดดตลอดวนั จะทาใหแ้ คคตสัเจริญเติบโตและแขง็ แรง ไดร้ ูปทรงท่ีถูกตอ้ งตามลกั ษณะที่จะเป็นตามสายพนั ธุ์ แสงแดดยงั ทาใหห้ นามของแคคตสั ยาวข้ึนอีกดว้ ย และถา้ เป็นสายพนั ธุ์ที่มีขนสีขาว ขนก็จะขาวมากข้ึนกวา่ เดิมดว้ ยเช่นกนั ถา้ เป็นหนามท่ีมีสี สีกอ็ อกจดั จา้ นมากข้ึน การที่แคคตสั มีหนามมากและยาวข้ึน ก็คือเป็นไปตามสญั ชาติญาณของแคคตสัที่ตอ้ งมีหนามไวเ้ พอ่ื ป้องกนั ตวั เอง แต่กย็ งั ตอ้ งมีบางชนิดท่ีอาจจะตอ้ งเล้ียงไวใ้ นร่ม กข็ ้ึนอยกู่ บั แต่ละสายพนั ธุ์อณุ หภูมิ (Temperature) แคคตสั ชอบอากาศร้อน แหง้ แลง้ บา้ นเราจึงโชคดีมากที่มีอากาศร้อนตรงใจแคคตสั เลยทีเดียว ทาให้เราสามารถท่ีจะเล้ียงแคคตสั ใหเ้ จริญเติบโตไดต้ ลอดท้งั ปี เพราะร้อนท้งั ปี -*-ทาความรู้จกั กบั แคคตสั (cactus)
ประโยชน์ของแคคตสั1. ใชป้ ระดบั ในงาน Landscape โดยเฉพาะสวนหิน ท่ีเหมาะกบั แคคตสั ท่ีมีขนาดไมใ่ หญม่ ากนกั2. บางส่วนของแคคตสั สามารถนามารับประทานได้ เช่น ดอกของแคคตสั ท่ีมีชาวบา้ นนามาตม้ แลว้ นาไปรับประทานได้3. ใชท้ าเป็นยาสมุนไพรได้ เช่น สลดั ได4. ใชท้ าเป็นแนวร้ัว ไม่วา่ จะเป็นพ้ืนท่ีส่วนตวั พ้ืนที่หวงหา้ ม หรือทาเป็นแนวร้ัวบา้ น เพือ่ ป้องกนั ขโมยเพราะท่ีรู้กนั ดีวา่ แคคตสั มีหนามที่แหลมคม5. แคคตสั สามารถดูดรังสีจากคอมพิวเตอร์ไดอ้ ีกดว้ ยการดูแลแคคตัส (cactus)การให้ป๋ ุย นิยมเป็นป๋ ุยวทิ ยาศาสตร์ท่ีใชก้ บั แคคตสั เหมือนกบั ป๋ ุยท่ีใชก้ บั ไมด้ อกไมป้ ระดบั ทว่ั ไป ทุก 1-2สัปดาห์ต่อคร้ัง โดยระมดั ระวงั ไมใ่ หป้ ๋ ุยเขม้ ขน้ จนเกินไปวสั ดุปลกู แคคตัส โดยมากนิยมใชส้ ่วนผสมดงั น้ีดินร่วน 2 ส่วนทรายหยาบ 3 ส่วนถ่านป่ น 1 ส่วนใบไมผ้ หุ รือป๋ ุยหมกั 1 ส่วน* อาจผสมกากถว่ั ข้ีเถ่าแกลบ ป๋ ุยคอก อิฐหกั หรือกระดูกป่ นปนเขา้ ไปดว้ ยกไ็ ด้ภาชนะปลกู ควรเลือกขนาดกระถางใหเ้ หมาะพอดีกบั ขนาดของตน้ โดยมากพจิ ารณาจากเน้ือที่วา่ งระหวา่ งผวิตน้ กบั ขอบกระถาง หากเหลือนอ้ ยกวา่ 1 นิ้ว แสดงวา่ แคคตสั โตเกินไปสาหรับภาชนะควรเปล่ียนกระถางใหม่ ไมค่ วรเลือกกระถางที่ใหญเ่ กินไป จะทาใหแ้ คคตสั โตชา้ เพราะวสั ดุปลูกอุม้ น้ามากและบางคร้ังรากอาจเน่าและตายได้การเปลย่ี นภาชนะปลกู ทาไดง้ ่ายๆโดยการใชผ้ า้ หรือกระดาษหุม้ รอบตน้ เพือ่ ป้องกนั อนั ตรายจากหนาม และเพอ่ื ไม่ใหต้ น้กระทบกระเทือนเคาะกระถางเบาๆเพ่อื ใหต้ น้ ของแคคตสั หลุดออกมา นาตน้ ไปปลูกในกระถางใหม่ต่อไป
การผสมเกสร หลกั การในการผสมเกสร CACTUS เป็นพชื ช้นั สูง ที่จดั อยใู่ นวงศ์ CACTACEAE และมีการสืบพนั ธุ์ดว้ ยเซลเพศผู้(เกสรตวั ผ/ู้ Androecium), เซลเพศเมีย (เกสรตวั เมีย/Gynoecium) ใชพ้ ูก่ นั ขนาดเลก็ ประมาณเบอร์ 0-4 เข่ียเอาละอองเรณูซ่ึงอยรู่ อบๆ เกสรตวั ผู้ มีลกั ษณะเป็น ผงฝ่ นุเลก็ ๆ ใหต้ ิดส่วนปลายพกู่ นั มา แลว้ นาไปป้ายบนปลายเกสรตวั เมียของอีกดอกหน่ึง โดยกะเอาวา่ ใหม้ ีละอองเรณูบางส่วนหล่นติดอยบู่ นน้นั จากน้นั ก็รอลุน้ ครับ วา่ จะติดฝักหรือไม่ซ่ึงก็ข้ึนอยกู่ บั หลายๆปัจจยั เช่น 1.ความพร้อมของตน้ พอ่ พนั ธุ์และแม่พนั ธุ์ เพราะแมจ้ ะสามารถใหด้ อกแลว้ แต่ อาจจะยงั ไม่สมบูรณ์พอกเ็ ป็นได้ 2.ความยากง่ายในการติดฝักของแต่ละชนิด เม่ือละอองเรณู ตกลงสู่ปลายยอดเกสรเพศเมียซ่ึงส่วนใหญจ่ ะมีลกั ษณะเป็นเมือกเหนียว เพ่ือจบัละอองเรณู จะเกิดปฏิกิริยา ทางเคมี ทาใหล้ ะอองเรณูน้นั แทงหลอดเล็กๆลงไปในกา้ นเกสรตวั เมีย เพื่อปล่อยเซลเพศผลู้ งไปผสมกบั ไข่ ในรังไข่ ซ่ึงระยะเวลา ในการผสมของตน้ ไมแ้ ตล่ ะชนิดจะแตกตา่ งกนั ออกไปต้งั แต่ 2-3 ชว่ั โมงจนถึง1 ปี (รวมถึง CACTUS ในแต่ละชนิด(SPECIES)ยอ่ ย กจ็ ะใชร้ ะยะเวลาตา่ งกนั ดว้ ย)
ในการเกิดปฏิกิริยาของละอองเรณูกบั ปลายยอดเกสรตวั เมียน้ีจะเกิดข้ึนกบั ตน้ ไมช้ นิด(SPECIES)เดียวกนั และคนละดอกหรือคนละตน้ เป็นส่วนใหญ่ แตใ่ นบางคร้ังอาจจะเกิดการผสมขา้ มชนิด(SPECIES) หรือ สกุล (GENUS) ก็ได้ แต่ไมค่ ่อยเกิดข้ึนบ่อยนกัการตัดต่อยอดแคคตัส การตดั ต่อ กระบองเพชรหรือแคคตสั คลา้ ยกบั การทาบก่ิง หรือเสียบก่ิงของไมผ้ ลตา่ งๆ เช่น ตน้ทุเรียน เงาะ มะมว่ ง จะตอ่ เพอ่ื ใหโ้ ตเร็ว หรือ จะต่อใหม้ ีหลายๆพนั ธุ์ในตน้ เดียวกนั กท็ าไดแ้ ลว้ แต่จุดมุ่งหมายแต่ลกั ษณะของกระบองเพชร มกั จะตอ่ กนั ดว้ ย 2 สาเหตุ 1. เพือ่ ใหต้ น้ ตอช่วยเล้ียงตน้ บน ท่ีโตชา้ ให้โตเร็วข้ึน 2. เพ่อื ใหต้ น้ ตอช่วยเล้ียงตน้ บนท่ีไมส่ ามารถเล้ียงตวั เองได้ โดยง่ายๆ ตอสามเหลี่ยมท่ีเรียกกนั วา่ 'โบตน๋ั สามเหลี่ยม' มกั จะไดร้ ับเลือกมาเป็ นตน้ สาหรับตน้ ไม้ทว่ั ๆไป เพราะหาง่าย โตไว และแขง็ แรงพอสมควร หากแตก่ ม็ ีอายไุ ม่ยาวนกั โดยทาการวธิ ีการดงั น้ี 1. ตดั ยอดบนสุดของตอ ใหเ้ รียบเทา่ กนั ตดั มุมท้งั สามมุม 2. ใหม้ ีดปาดโคนหวั ตน้ ที่จะนามาต่อ 3. นาสองตน้ มาวางติดกนั แลว้ มดั เชือก 4. ทิ้งไวใ้ นร่ม ไม่ตอ้ งรดน้า ทิ้งไวส้ องสัปดาห์ 5. หลงั จากสองสปั ดาห์ เอาออกมาตดั เชือกที่รัดไวอ้ อก ถา้ ไม่หลุดกเ็ ป็นอนั วา่ ติดแลว้ความเช่ือเกย่ี วกบั แคคตสั หรือกระบองเพชร การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อวา่ บา้ นใดปลูกตน้ กระบองเพชรไวป้ ระจาบา้ นจะทาใหเ้ กิดโชคลาภ เพราะถา้ ผใู้ ดปลูกตน้ กระบองเพชรใหเ้ กิดดอกไดม้ ากและสวยงามแสดงวา่ ผนู้ ้นั จะมีโชคลาภ ดงั น้นั คนไทยโบราณเช่ือวา่ เป็นไมเ้ ส่ียงทายชนิดหน่ึง นอกจากน้ียงั เชื่ออีกวา่ สามารถป้องกนั ศตั รูจากภายนอกไดอ้ ีกดว้ ย เพราะตน้ กระบองเพชรมีหนามและความคงทนแขง็ แรง ดงั น้นั คนไทยโบราณจึงนิยมปลูกตามแนวร้ัวบา้ น เพอื่ ใหเ้ ป็นท่ีกลวั เกรงของศตั รูภายนอกตาแหน่งที่ปลูกและผปู้ ลูก เพ่ือเป็นสิริมงคลแก่บา้ นและผอู้ าศยัควรปลูกตน้ กระบองเพชรไวท้ างทิศตะวนั ตก ผปู้ ลูกควรปลูกในวนั เสาร์ เพราะคนโบราณเชื่อวา่ การปลูกไม้เพอื่ เอาคุณควรปลูกวนั เสาร์
สารสกดั จากกระบองเพชร สารสกดั จากกระบองเพชร (cactus extract) ให้ปริมาณไฟเบอร์สูง ช่วยยบั ย้งั การดูดซึมไขมนั สารสกดั จากกระบองเพชร (opuntia ficus indica L.) เป็นพืชท่ีมีตน้ กาเนิดในแถบทะเลทราย ไดร้ ับความนิยมอยา่ งต่อเน่ืองใน 5-10 ปี มาน้ี เนื่องจากไดร้ ับการรับรองจากงานวิจยั ทางการแพทยเ์ พอื่ สุขภาพและผเู้ ช่ียวชาญดา้ นการลดน้าหนกั มากกวา่ 50 ประเทศทวั่ โลกประโยชน์ เน่ืองจากเป็นพืชท่ีใหป้ ริมาณไฟเบอร์สูงมาก จึงมีส่วนสาคญั ในการช่วยควบคุมการอยากอาหาร(Appitite Control) และยงั มีคุณสมบตั ิพเิ ศษ ท่ีจะเขา้ ไปจบั กบั โมเลกลุ ไขมนั ท่ีลอยตวั อยูเ่ หนือกระเพาะอาหาร ทาใหไ้ ขมนั ไม่สามารถถูกดูดซบั เขา้ ไปทางผนงั ลาไส้เลก็ ได้ และจะถูกจากดั ออกจากร่างกาย โดยการขบั ถ่าย นอกจากน้ี ยงั ช่วยรักษาระดบั น้าตาลในเลือดใหเ้ ป็ นปกติ โดยมีกลไกทาใหอ้ าหารถูกดูดซึมเขา้ สู่กระแสเลือดชา้ ลง จึงช่วยป้องกนั ภาวะน้าตาลในเลือดสูงได้สายพนั ธ์ุของแคคตัส แคคตสั เป็นพืชในวงศ์ cactaceae มีอยปู่ ระมาณ 50-150 สกุล สองพนั กวา่ ชนิด แบง่ ออกเป็นกลุ่มตา่ งๆได้ 8 กลุ่ม คือ1. กลุ่ม Pereskia มีใบแทจ้ ริงอยู่ ไมม่ี ีหนามหรือขนแขง็ ปลายงอ เมล็ดมีสีดาและเยอื่ หุม้ เมล็ด2. กล่มุ Opunita ใบมีขนาดเลก็ มาก มีหนามหรือขนแขง็ ปลายงอ เมลด็ มีเยอ่ื หุม้ เมล็ด
3. กล่มุ Cereus ไมม่ ีใบ เมล็ดมีสีดาหรือน้าตาล ตน้ เป็นทรงกระบอก มีสนั และหนามมากมาย ส่วนของโคนดอกดา้ นนอกอาจมีหนามปกคลุมหรือไม่มีกไ็ ด้4. กล่มุ Chinopsis คลา้ ยกบั กลุ่ม Cereus แต่ตน้ จะมีขนาดเล็กกวา่ และผวิ ดา้ นนอกของดอกที่มีลกั ษณะเป็นหลอดมกั มีขนหรือเกลด็ ส้ันๆปกคลุม5. กลุ่ม Hylocereus คลา้ ยกบั กลุ่ม Cereus แตจ่ ดั วา่ เป็นพืชพวก Epiphytic มีระบบรากอากาศ ตน้ มีลกั ษณะเป็นสนั หนามค่อนขา้ งออ่ นแอ
6. กล่มุ Neopoteria ทรงตน้ ค่อนขา้ งเล็ก มีลกั ษณะกลมแป้นหรือทรงกระบอก ลกั ษณะของสันตน้ ชดั เจนดา้ นโคนของหลอดดอก มีลกั ษณะเป็นปุยนุ่มและมีหนาม7. กล่มุ Melocactus ลกั ษณะคลา้ ยกลุ่ม Neopoteria บริเวณโคนของหลอดดอกจะมีปุยนุ่มหรือไมม่ ีกไ็ ด้ แต่จะไม่มีหนามข้ึนปกคลุม ดอกเกิดทางดา้ นบนของส่วนที่เรียกวา่ Cephalium ยกเวน้ สกุล Buininggia ดอกจะเกิดบริเวณดา้ นขา้ งของ Cephalium8. กล่มุ Echinocactus ลกั ษณะคลา้ ยกลุ่ม Melocactus แต่ดอกจะเกิดบริเวณตอนกลางของดา้ นบนสุดของตน้และ ไมม่ ี Cephalium
สกลุ ของแคคตัส1. Ariocarpus มีอยดู่ ว้ ยกนั ท้งั สิ้น 8 ชนิดกบั อีก 2-3 สายพนั ธุ์ ชื่อสกลุ Ariocarpus น้ีมาจากคาวา่ Aria ซ่ึงหมายถึงผลของแคคตสั สกุลน้ีนน่ั เอง ลกั ษณะของแคคตสั ในสกลุน้ีส่วนใหญ่จะมีลาตน้ ขนาดเลก็ (เส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 2.5 - 15 เซนติเมตร) มกั จะข้ึนเป็นตน้ ยาวๆ หรืออยรู่ วมกนั เป็นกลุ่ม ตน้ อาจเต้ียจนมีผวิ ดา้ นบนเสมอกบั พ้นื ดิน แคคตสั สกลุน้ีบางชนิดจะมีเนินหนามซ่ึงอาจยาวไดถ้ ึง 5 เซนติเมตร เช่น Ariocarpus tri gonus บางชนิดก็มีขนปุยนุ่มอยทู่ ี่ซอกเนินหนามซ่ึงเป็นบริเวณท่ีออกดอกแต่จะมีบางชนิดท่ีออกดอกบริเวณยอดของตน้ ดอกมีลกั ษณะเป็นรูปกรวย ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 2.5 - 5 เซนติเมตร ดอกมกั มีสีขาวหรือสีครีม มีบางชนิด เช่น Ariocarpus lotschoubeyanus มีดอกสีชมพูหรือสีมว่ งแดง ผลมีลกั ษณะเป็นทรงกระบอก ยาวประมาณ 1.25-2.5 เซนติเมตร แคคตสั สกุล Ariocarpus มีถ่ินกาเนิดอยทู่ างตอนเหนือของประเทศเมก็ ซิโกและทางตะวนั ตกเฉียงใตข้ องสหรัฐอเมริกา แคคตสั สกลุ น้ีเจริญเติบโตชา้ และจะเจริญเติบโตไดด้ ีตามหินหรือททรายท่ีสามารถระบายน้าได้ ทนแสงจดั ไดด้ ี2. Artrophytum แคคตสั สกุลน้ีมีอยดู่ ว้ ยกนั 4 ชนิด และอีกหลายสายพนั ธุ์ ช่ือสกลุ Astrophytum มาจากภาษากรีกแปลวา่ พืชดาว ลาตน้ อว้ นกลม หรือเป็นทรงการบอก บางชนิดอาจมีความสูงถึง 1 เมตร เช่น Astorphytumornatum ลาตน้ แขง็ บางชนิดจะมีปุยหรือเกล็ดสีขาวปกคลุมอยู่ บริเวณลาตน้ มีสนั ตน้ 5- 9 สนั อาจมีหนาม
หรือไม่กไ็ ด้ ข้ึนอยกู่ บั สายพนั ธุ์ตุม่ หนามมีลกั ษณะเป็นปุยสีขาวคลา้ ยสาลี หนามกลางและหนามขา้ งมีขนาดใกลเ้ คียงกนั จึงไม่สามารถแยกไดช้ ดั เจนนกั หนามมีขนาดยาวประมาณ 3 – 10 เซนติเมตร แคคตสั สกลุ น้ีออกดอกเป็นรูปกรวย บริเวณตอนกลางดา้ นบนของตน้ มีขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 6 – 9 เซนติเมตร สีของดอกส่วนมาก จะอยใู่ นโทนสีเหลือง แตอ่ าจจะมีสีอ่ืนๆผสมอยใู่ นดอกเดียวกนั เช่น กลีบอกสีเหลือง บริเวณโคนกลีบและกลางดอกอาจจะเป็นสีส้มหรือสีแดง เป็นตน้ ลกั ษณะผลเป็นทรงกลม มีขนาด 2.5 เซนติเมตร บางชนิดผลจะมีหนามปกคลุมคลา้ ยกบั ตน้ เม่ือผลแก่เตม็ ที่จะแตกออกทางดา้ นโคน ซ่ึงท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั สายพนั ธุ์ แคคตสั สกุล Astophytum มีถ่ินกาเนิดแถบตอนกลาง ตอนเหนือ และตะวนั ตกเฉียงเหนือ ของประเทศเมก็ ซิโก ยกเวน้ Astrophytum asterias ซ่ึงมีถ่ินกาเนิดมาจากแถบตะวนั ตกเฉียงใตข้ องประเทศสหรัฐอเมริกา แคคตสั สกลุ น้ีสามารถเจริญเติบโตไดท้ ี่ระดบั ความสูงกวา่ 2100 เมตร และเจริญเติบโตไดใ้ นหลายพ้นื ที่ เช่น ระหวา่ งซอกหินทะเลทราย หรือใกลก้ บั ไมพ้ ุม่ จาพวกซีโรไฟต์ ( xerophytic bushes) ออกดอกวา่ ย โอยส่วนใหญ่ ใชเ้ วลา 3 – 6 ปี ก็จะไดด้ อก และสามารถเพราะจากเมลด็ ได้3. Corypantha แคคตสั ในสกลุ น้ีประกอบดว้ ย 40 ชนิดและหลายสายพนั ธุ์ ชื่อ Corypantha มาจากภาษากรีกหมายถึง ยอด และ ดอก รวมแลว้ หมายถึง ตาแหน่งการออกดอกบนตน้ ทรงตน้ มีหลากหลายรูปแบบ มีท้งั ท่ีเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ และเลก็ ทรงกระบอก ทรงแท่งเล็ก ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร อาจพบข้ึนอยู่รวมกนั เป็ นกลุ่มหรือเป็นตน้ เด่ียวกลุ่มท่ีมีอายหุ ลายปี อาจมีอยรู่ วมกนั ถึง 50 หวั หรือมากกวา่ น้นั ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางอาจยาวถึง 65 เซนติเมตร เช่น Corypantha recurvata ซ่ึงมีถิ่นกาเนิดอยูท่ างตอนใตข้ องรัฐแอริโซนา พบวา่ มีถึง 200 หวั ตุม่ หนามมีลกั ษณะทรงกลมหรือรูปไข่ ประกอบดว้ ยหนาม 30 อนั ในลกั ษณะกระจาย หนามยาว 2.5 เซนติเมตร มีสีสันมากมายหลากหลายต้งั แต่สีเหลือง สีชมพู สีส้ม จนถึงสีม่วงแดงบางชนิดกลีบดอกจะมีลกั ษณะเป็นรอยหยกั เล็กๆ ท่ีปลายกลีบ ผลมีลกั ษณะเป็นรูปไขข่ นาดเล็ก ยาวถึง 5เซนติเมตร เมื่อแก่จะเป็นสีเขียวจนถึงโทนสีแดง แคคตสั สกลุ Corypantha มีถ่ินกาเนิดอยใู่ นหลายแห่ง ท้งั ทางเหนือสุดของรัฐอลั เบอร์ตาในประเทศแคนาดา ทางตะวนั ตกเฉียงใตข้ องประเทศสหรัฐอเมริกา และในประเทศเมก็ ซิโก พบไดท้ ่ีระดบั ความสูง
2000 เมตร บางชนิดเช่น Corypantha vivipara น้นั พบไดใ้ นหลายสภาพพ้ืนที่ เช่น ทางตอนเหนือที่อากาศหนาวเยน็ ของรัซอลั เบอร์ตาในเขตทุ่งหญา้ และบริเวณป่ า แคคตสั ในสกลุ น้ีปลูกเล้ียงงา่ ย ขยายพนั ธุ์ไดท้ ้งั เพราะเมลด็ และตดั แยก บางคร้ังพบวา่ หวั ท่ีงอกใหม่น้นั มกั มีรากงอกติดอยดู่ ว้ ยในฤดูร้อนและฤดูฝนจะชอบน้ามาก แต่ถา้ งดใหน้ ้าในฤดูหนาวจะช่วยใหท้ นต่ออุณหภูมิต่าไดด้ ี4. Discocactus แคคตสั สกลุ น้ีมีอยไู่ มเ่ กิน 20 ชนิด เจริญเติบโตไดช้ า้ มกั ข้ึนเป็นตน้ เดี่ยวๆ ทรงกลมแป้น เม่ือตน้ มีอายมุ ากข้ึนอาจจะแตกหน่อหรือก่ิงกา้ นได้ ตน้ มีหลายสี ต้งั แตส่ ีเขียวออ่ น สีเขียวอมน้าตาล และสีม่วงเขม้ตน้ เป็ นสัน 10 -25 สัน และมีตุม่ หนามเป็ นปุยนุ่ม ประกอบดว้ ยหนามขา้ ง 5 – 20 อนั แตล่ ะอนั ยาวประมาณ3 เซนติเมตร หนามท้งั 2 ชนิด สามารถจาแนกออกจากกนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน หนามมีหลายสี ต้งั แตส่ ีขาว สีเหลือง สีน้าตาล จนถึงสีดา แคคตสั สกลุ Discocactus มีถิ่นกาเนิดอยใู่ นประเทศบราซิล โบลิเวยี และปารากวยั การนาตน้ ไปเพาะเล้ียงท่ีอ่ืนนอกถิ่นกาเนิดน้นั มกั จะนิยมเพาะตน้ จากเมลด็ มากกวา่ การนาตน้ ที่โตแลว้ ไปเล้ียงเพราะตน้ จะตายไดง้ ่าย แคคตสั สกลุ น้ีเจริญเติบโตไดด้ ีในดินทรายที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ บางคร้ังอาจจะใชด้ ินผสมก็ได้ แตต่ อ้ งมีการระลายน้าที่ดี ตน้ ไมส่ ามารถทนตอ่ อุณหภูมิต่ากวา่ 10 องศาเซลเซียสได้5. Echinocactus
แคคตสั สกลุ น้ีมีอยมู่ ากกวา่ 10 ชนิด ตน้ มีทรงกลมถึงทรงกระบอก อาจข้ึนเป็นตน้ เด่ียวหรืออยู่รวมกนั เป็ นกลุ่ม บางชนิดมีขนาดใหญ่มาก อาจมีความสูงถึง 1.8 เมตร และมีเส้นผา่ ศูนยก์ ลางถึง 1 เมตร ผวิตน้ มีสีเขียวอมหา้ เน้ือเยอ่ื ช้นั epidermis ( เน้ือเยอื่ ช้นั นอกสุดของสิ่งมีชีวติ ทาหนา้ ท่ีปกป้องเซลลช์ ้นั อื่นๆ )แขง็ แรงมาก ช่วยป้องกนั อนั ตรายจากแสงแดดที่ร้อนแรงไดด้ ี ตอนกลางดา้ นบนของตน้ จะมีปุยสีขาวถึงสีเหลืองปกคลุมลาตน้ เป็ นสัน 8 – 50 สนั มีตุ่มหนามอยหู่ ่างกนั เห็นไดช้ ดั เจน ประกอบดว้ ยหนามชา้ งที่ตรงหรือโคง้ แผก่ ระจายออกมาจากตุ่มหนาม แต่บางชนิดอาจแนบชิดไปกบั ผวิ ตน้ มีความแขง็ แรงมาก ประมาณ5 – 12 อนั ยาวมากกวา่ 5 เซนติเมตรและมีหนามกลางท่ีแขง็ กวา่ ยน่ื ตรงออกมาจากตน้ 1 – 4 อนั ยาวประมาณอนั ละ 5 – 10 เซนติเมตร สีหนามมีต้งั แต่สีขาว สีชมพู สีเหลืองทองจนถึงสีดา ดอกออกเป็นวงรอบยอดของตน้ ซ่ึงมีปุยนุ่ม ส่วนชนิดท่ีตน้ มีขนาดใหญ่จะออกดอกเป็ นวงรอบส่วนบนของตน้ ดอกมีหลายสี แต่ส่วนมากอยใู่ นโทนสีเหลือง ยกเวน้ Echinocactus horizonthalonius ซ่ึงมีดอกสีชมพจู นถึงสีมว่ ง ดอกมีเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง 6.25 เซนติเมตรหลอดดอกมีลกั ษณะเป็นปุยนุ่ม เม่ือบานจะแผก่ วา้ งออก ผลมีสีเหมือนกบั ส่วนปุยนุ่มบนตน้ ผวิ ภายนอกมีลกั ษณะเป็นขนหรือปุยนุ่มปกคลุมเมื่อแก่เตม็ ที่จะแหง้ แคคตสั สกุล Echinocactus มีถิ่นกาเนิดอยทู่ างตอนกลางและทางเหนือของประเทศเม็กซิโก และทางตะวนั ออกเฉียงใตข้ องประเทศสหรัฐอเมริกา มกั พบอยตู่ ามบริเวณท่ีเป็ นหินหรือพมุ่ ไม้ ขยายพนั ธุ์โดยการเพาะเมล็ดไดด้ ี เจริญเติบโตเร็ว โดยเฉพาะ Echinocactus grusonii แต่มีบางชนิด เช่น Echinocactushorizonthalonius และ Echinocactus polycephalus น้นั จะเจริญเติบโตชา้ หากเกิดจากการเพาะเมลด็ เมื่อตน้ยงั เล็ก ควรระวงั อนั จรายจากอุณหภูมิต่าและควรงดใหน้ ้าเมื่อถึงฤดูหนาว6. Gymnocalicium แคคตสั ในสกุลน้ีมีอยมู่ ากวา่ 120 ชนิดและอีกหลายสายพนั ธุ์ชื่อสกลุ Gymnocalycium มาจากภาษากรีก หมายถึง ตาเปลือย ( naked bud ) แคคตสั ในสกลุ น้ีเป็ นสกุลที่น่าสนใจ เพราะมีลกั ษณะรูปทรงแตกตา่ งกนั ออกไปและมีดอกท่ีมีสีสันสวยงาม ลางชนิดอาจมีขนาดเลก็ ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางไมเ่ กิน 7.5 เซนติเมตรเช่น Gymnocalycium baldianum แตบ่ างชนิดกอ็ าจจะมีขนาดใหญ่ มีขานดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางถึง 20 เซนติเมตรเช่น Gymnocalycium spegazzinii ชนิดที่มีตน้ ขนาดเลก็ มกั จะอยรู่ วมกนั เป็นกลุ่ม ส่วนชนิดท่ีมีขนาดใหญ่มกั จะพบข้ึนอยเู่ ป็นตน้ เดี่ยวๆ สีของตน้ มีต้งั แต่สีเขียวถึงสีน้าตาลแดงหรือเป็นสีเทาคลา้ ยหินชนวน ลาตน้เป็นสนั ประมาณ 6 – 20 สัน มีลกั ษณะยน่ื ออกมาคลา้ ยคาง ตุม่ หนามมีลกั ษณะทรงกลมหรือรูปไข่ ปกคลุม
ดว้ ยปุยสีขาวหรือสีเหลือง ในตน้ ที่มีขนาดเล็กตุม่ หนามจะอยชู่ ิดติดกนั ส่วนในตน้ ท่ีมีขนาดใหญ่น้นั ตุ่มหนามจะอยหู่ ่างกนั ตุม่ หนามประกอบไปดว้ ยหนามขา้ งที่ละเอียดกระจายแยกออกจากกนั แนบกบั ลาตน้ มีอยปู่ ระมาณ 2 – 12 อนั และยาวประมาณ 1 – 6 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางจะยาวกวา่ หนามขา้ งเลก็ นอ้ ย มีลกั ษณะแขง็ โผล่ต้งั ออกมาจากลาตน้ และมีหลายสี ดอกมีกลายลกั ษณะ มีท้งั ที่เป็นทรงกรวยและทรงระฆงัขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 2.5 – 7.5 เซนติเมตร มีหลายสี เช่น สีขาว สีเขียว สีชมพู และสีแดง ผลมีลกั ษณะเป็นรูปไข่ เม่ือแก่จะเป็นสีเขียวปนน้าตาล สีแดง หรือ สีเทาคลา้ ยหินชนวน ผวิ ของผลมีลกั ษณะเป็นเกลด็ ซอ้ นกนั เป็ นช้นั ๆ คลา้ ยกบั ผวิ นอกของหลอดดอก มีขนาดยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร แคคตสั ในสกลุ Gymnocalycium มีถ่ินกาเนิดอยใู่ นหลายๆพ้นื ที่ของประเทศอาร์เจนตินา โบลิเวยีปารากวยั และอุรุกวยั พบไดใ้ นหลายพ้ืนที่ ท้งั ในที่ท่ีมีระดบั ความสูง 3500 เมตร ในทุ่งหญา้ หิน ดิน ทรายลางชนิดท่ีมีรูปร่างอว้ น กลม น้นั เคยพบวา่ ถูกฝังอยใู่ นทรายตลอดฤดูร้อน แคคตสั ในสกลุ น้ีลูกเล้ียงง่ายสามารถออกดอกไดภ้ ายในเวลา 2 – 3 ปี ในช่วงฤดูร้อนควรใหน้ ้ามาก แต่ควรงดใหน้ ้าในช่วงฤดูหนาวเพอ่ื ใหส้ ามารถทนต่ออุณหภูมิต่าได้7. Lophophora แคคตสั ในสกลุ น้ีมีอยเู่ พยี ง 2 ชนิด แตม่ ีหลากหลายสายพนั ธุ์ช่ือสกลุ L0phophora มาจากภาษากรีกหมายถึง การผลิตดอกออกผลที่ส่วนยอด ( crest – bearing ) ลกั ษณะลาตน้ เป็นทรงกลม ออ่ นนุ่ม สีเหลืองซีดจนถึงสีเขียวอมฟ้า ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 8 – 13 เซนติเมตร มีท้งั ที่ข้ึนเป็นตน้ เดี่ยวๆ และเป็นกลุ่ม เป็นระบบรากสมบูรณ์ลาตน้ เป็ นสัน 5 – 13 สนั ตุม่ หนามเป็นปุย สีขาว อยหู่ ่างกนั เห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนแตไ่ มม่ ีหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลืองครีม และสีชมพู จะมีเส้นสีเขม้ ตรงกลางตามความยาวของกลีบดอก ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 1.25 – 2.5 เซนติเมตร จะเกิดดอกบริเวณยอดท่ีมีสีขาวปกคลุมผลมีลกั ษณะยาว รี ค่อนขา้ งเล็ก เมื่อแก่จะเป็ นสีขาว สีชมพู หรือสีแดงภายในจะมีเมลด็ อยู่ 2 – 3 เมล็ด แคคตสั ในกลุ่ม Lophophora มีถ่ินกาเนิดอยทู่ างตอนกลางของประเทศเมก็ ซิโกและทางตะวนั ออกเฉียงหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาเช่น ในรัฐเทก็ ซสั สามารถเจริญเติบโตไดด้ ีในดินเหนียวหรือดินทรายโตชา้ แต่ใหผ้ ลไดง้ ่าย สามารถออกดอกภายในเวลา 5 – 6 ปี
8. mammillaria แคคตสั ในสกลุ น้ีมีอยเู่ พียง 2 ชนิด แต่มีหลากหลายสายพนั ธุ์ชื่อสกลุ L0phophora มาจากภาษากรีกหมายถึง การผลิตดอกออกผลท่ีส่วนยอด ( crest – bearing ) ลกั ษณะลาตน้ เป็นทรงกลม ออ่ นนุ่ม สีเหลืองซีดจนถึงสีเขียวอมฟ้า ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 8 – 13 เซนติเมตร มีท้งั ที่ข้ึนเป็นตน้ เดี่ยวๆ และเป็นกลุ่ม เป็นระบบรากสมบูรณ์ลาตน้ เป็ นสัน 5 – 13 สนั ตุ่มหนามเป็นปุย สีขาว อยหู่ ่างกนั เห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนแต่ไมม่ ีหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลืองครีม และสีชมพู จะมีเส้นสีเขม้ ตรงกลางตามความยาวของกลีบดอก ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 1.25 – 2.5 เซนติเมตร จะเกิดดอกบริเวณยอดท่ีมีสีขาวปกคลุมผลมีลกั ษณะยาว รี คอ่ นขา้ งเลก็ เมื่อแก่จะเป็ นสีขาว สีชมพู หรือสีแดงภายในจะมีเมล็ดอยู่ 2 – 3 เมลด็ แคคตสั ในกลุ่ม Lophophora มีถิ่นกาเนิดอยทู่ างตอนกลางของประเทศเมก็ ซิโกและทางตะวนั ออกเฉียงหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาเช่น ในรัฐเทก็ ซสั สามารถเจริญเติบโตไดด้ ีในดินเหนียวหรือดินทรายโตชา้ แต่ใหผ้ ลไดง้ ่าย สามารถออกดอกภายในเวลา 5 – 6 ปี9. Melocactus แคคตสั ในสกลุ น้ีมีอยมู่ ากมายกวา่ 60 ชนิด ช่ือสกลุ Melecactus มาจากภาษากรีกวา่ Melos ( Melon) หมายถึง รูปทรงของตน้ ท่ีเป็นทรงกลมแป้นหรือทรงการะบอก มีท้งั ท่ีข้ึนเป็ นตน้ เด่ียวๆ หรือช้ึนอยรู่ วมกนัเป็นกลุ่ม เม่ือตน้ เจริญเติบโตเตม็ ที่จนถึงระยะผลิตดอกออกผลจะเกิดปุยนุ่มที่เรียกวา่ cephalium ท่ีบริเวณยอดของตน้ ซ่ึงดอกและผลกจ็ ะเกิดข้ึนในบริเวณน้ีดว้ ย แคคตสั ในสกลุ น้ีมีลาตน้ สูงประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร ลาตน้ มีลกั ษณะต้งั ตรง เป็นสนั ประมาณ 9– 20 สัน มีตุม่ หนามรูปไข่ขนาด 2.5 เซนติเมตร ประกอบไปดว้ ยหนามขา้ งท่ีมีลกั ษณะโคง้ งอ แนบขนานไปกบั นาตน้ ประมาณ 8 – 15 อนั แต่ละอนั ยาวประมาณ 1.25 7.5 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางยน่ื ตรงออกมา
จากลาตน้ มีอยปู่ ระมาณ 1 – 5 อนั และยาว 2 – 9 เซนติเมตร ท้งั หนามกลางและหนามขา้ งแขง็ แรงมากยกเวน้ ชนิดท่ีมีหนามส้นั ซ่ึงหนามมกั ออ่ นและละเอียด สีหนามมีหลายสี เช่น สีขาว น้าตาลออกแดงเขม้ และดา บริเวณ cephalium ประกอบดว้ ยขนสีขาวหรือสีอ่ืนๆ และอาจมีหนามแขง็ สีต่างๆ ไดด้ ว้ ยดอกมีสีออกโทนม่วงแดง มกั ออกเป็นวงและฝั่งจมอยใู่ น cephalium มีขนาดยาวประมาณ 1.25 – 3.75 เซนติเมตร โดยความยาวของดอกซ่อนอยใู่ น cephalium ผลมีลกั ษณะยาวเป็นทรงไม่พลอง ยาวมากกวา่ 2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีชมพูถึงสีแดงแจ่มจา้ บางคร้ังผลก็จะจมอยใู่ น cephalium ไม่ปรากฏออกมาให้เห็น แคคตสั สกลุ Melocactus พบมากท่ีสุดในบริเวณตอนใตข้ องหมุเ่ กาะเวสตอ์ ินดีส ทางตอนใตข้ องประเทศเมก็ ซิโก สหรัฐอเมริกาและบราซิล ขยายพนั ธุ์ไดง้ า่ ยดว้ ยเมล็ด เจริญเติบโตไดด้ ีในหลายๆ พ้นื ที่และหลายๆ สภาพแวดลอ้ ม จะใชเ้ วลาประมาณ 5 – 10 ตน้ จึงจะสร้าง cephalium แตถ่ า้ เป็นชนิดท่ีตน้ มีขนาดเลก็อาจจะตอ้ งใชเ้ วลามากกวา่ น้ีในช่วงฤดูร้อนมีความตอ้ งการน้ามาก แตค่ วรงดใหน้ ้าในช่วงฤดูหนาว10. Obregonia แคคตสั ในสกุลน้ีมีอยเู่ พียงชนิดเดียว คือ Obregonia denegrii ซ่ึงไดร้ ับการคน้ พบในปี พ.ศ. 2468ชื่อสกุล Obregonia ต้งั ข้ึนเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีของประเทศเมก็ ซิโก คือ Alvaro Obregon ลกั ษณะลาตน้ เป็นทรงกลม มีจุดเด่นคือ เป็นกลีบหนา สีเขียว ปลายงอนแหลม เรียงหงายซอ้ นกนั เป็นช้นั ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางมากกวา่ 15 เซนติเมตร และมีขนาดฐานกวา้ งถึง 2.5 เซนติเมตร ตุม่ หนามอยบู่ ริเวณปลายกลีบ มีปุยนุ่มสีขาว ประกอบไปดว้ ยหนาม 4 อนั แต่ละอนั ยาวมากกวา่ 1.5 เซนติเมตร ดอกจะเกิดบริเวณปุยนุ่มตรงกลางยอดของตน้ มีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ส่วนผลมีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเลก็ เมื่อแหง้ จะแตกออก แคคตสั กลุล Obregonia มีถิ่นกาเนิดอยทู่ างแถบตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศเมก็ ซิโกขยายพนั ธุ์ไดง้ ่ายดว้ ยเมลด็ ชอบข้ึนใตร้ ่มเงาของตน้ ไมจ่ าพวก xerophyte เจริญเติบโตค่อนขา้ งชา้ ของดินที่มีการะบายน้าดี ชอบร่มเงา ถา้ ตน้ ไดร้ ับแสงมากเกินไปจะแดงและชะงกั การเจริญเติบโต
11. Opuntia แคคตสั ในสกลุ น้ีมีอยมู่ ากมายกวา่ 400 ชนิดและอีกหลากหลายสายพนั ธุ์ ชื่อสกลุ Opuntia มาจากชื่อเมือง Opuntia ในประเทศกรีซ แคคตสั ในสกลุ น้ีมีหลากหลายลกั ษณะ มีท้งั ตน้ เล็ก เป็นทรางกลมตอ่ ๆ กนัจนถึงชนิดท่ีมีขนาดใหญ่ เป็ นทรงการะบอกต่อกนั และสูงกวา่ 2 เมตร และบางคร้ังกพ็ บวา่ มีลกั ษณะสูงใหญ่เหมือนไมย้ นื ตน้ ส่วนหนามก็มีท้งั แบบแขง็ ยาว และ เป็นอนั ตราย เช่น O[untia bigelovii หรือเป็ นแบบอ่อนคลา้ ยการะดาษ เช่น Opuntia platyacantha ดอกของแคคตสั ใสสกลุ น้ีไม่มีทอ่ ดอก แต่ส่วนรังไข่มีขนาดใหญ่ปกคลุมดว้ ยหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีนม้ สีแดง และ สีมว่ งแดง มกั จะออกดอกดกและสวยงามมาก ส่วนผลมีลกั ษณะทรงกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะมีสีเหลืองถึงสีแดง ขนาดเส็นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 2.5 - 7.5 เซนติเมตร แคคตสั ในสกุลน้ีหลายชนิดสามารถผสมตวั เองจนเกิดผลและร่วงหล่นจนงอกเป็นตน้ ใหมเ่ องไดเ้ ช่น Opuntia fulgida แคคตสั สกุลน้ีมีถิ่นกาเนิดอยูท่ างตอนเหนือสุดของประเทศแคนาดา ตอนใตข้ องสหรัฐเอมริกา แมก็ซิโก เอมริกากลาง ตะวนั ตกของหมูเ่ กาะเวสตอ์ ินดีส เกาะกาลาปาโกส และใตส้ ุดของเทียราเดลฟิ วโกในพาทาโกเนีย พบไดม้ ากในท่ีที่มีระดบั ความสูง 3700 เมตร จากระดบั น้าทะเลส่วนใหญช่ อบน้าและทนต่ออุณหภูมิต่าไดถ้ ึง -18 องศาเซลซียส แตม่ ีบางชนิดที่มาจากทางตะวนั ตกของหมู่เกาะเวสตอ์ ินดีสไมส่ ามารถทนอากาศหนาวเยน็ ได้12. Sulcorebutia แคคตสั ในสกลุ น้ีมีอยปู่ ระมาณ 40 ชนิด และอีกหลายสายพนั ธุ์ ชื่อสกุล Sulcorebutia มาจากภาษาละตินวา่ sulcus ซ่ึงหมายถึง ร่องหรือรอย แคคตสั ในสกุลน้ีมีลกั ษณะคลา้ ยกบั สกุล Rebutia ต่างกนั ตรงที่รุ่ม
หนามจะแคบและยาวกวา่ มกั จะข้ึนเป็นตน้ เดี่ยวๆ หรือยรู่ าวกนั เป็นกลุ่ม ลาตน้ มีลกั ษณะทรงกลม เป็นสันชดั เจน มีหลายสี เช่น สีเขียว สีออกแดง หรือสีเทาอมดา หนามมีลกั ษณะเป็นรูปหวี ไม่มีหนามากลาง ดอกมีลษั ณะคลา้ ยกบั สกลุ Rebutia เกิดท่ีบริเวณโคนตน้ กลีบดอกมีผวิ มนั คลา้ ยเคลือบดว้ ยขคผ้ ้งึ ในบางชนิดกลีบดอกอาจะมี 2 สีปนกนั ผลมีลกั ษณะทรงกลมหรือเป็นรูปขอบขนาน ผวิ เรียบเรือมีเกลด็ ปกคลุมเลก็ นอ้ ย แคคตสั ในสกลุ Sulcorebutia มีถ่ินกาเนิดอยทู่ ่ีประเทศโบลิเวยี พบมากตามภูเขาสูง เจริญเติบโตไดด้ ีในดินท่ีมี่แร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ออกดอกเกือบตลอดท้งั ปี13. Thelocactus แคคตสั ในสกลุ น้ีมีอยปู่ ระมาณ 25 ชนิด และอีกหลากหลายสายพนั ธุ์ Thelocactus มาจากภาษากรีกหมายถึง แคคตสั หวั นม ( nipple cactus ) มีลกั ษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก สีเขียวถึงสีเทาอาจจะข้นั อยเู่ ป็ นกลุ่มหรือเป็ นตน้ เด่ียวๆ ก็ได้ โครงสร้างของพูกลีบมีลกั ษณะเป็นหวั ยอ่ ยๆ มากมาย ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 20 เซนติเมตร และสูงประมาณ 25 เซนติเมตร ลาตน้ เป็ นสนั 20 สัน ตุม่ หนามมีลกั ษณะทรงกลมหรือรูปไข่ มกั มีปุยสีขาวหรือสีครีมปนอยดู่ ว้ ยประกอบไปดว้ ยหนามขา้ งค่อนเล็กและแขง็ แรงปานกลาง มกัข้ึนแผก่ ระจายแนบขนานไปกบั ลาตน้ ประมาณ 25 อนั แตล่ ะอนั ยาวมากกวา่ 3 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางเขง็ แรงกวา่ หนามขา้ ง มีหลาลกั ษณะ เช่น ตรง โคง้ งอ หรืออว้ น และมีหลายสี เช่นสีขาว สีเหลือง สีแดงและสีดา มีอยปู่ ระมาณ 1 – 4 อนั ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีแดง สีม่วงแดง มี ลกั ษณะบานแผอ่ อกกวา้ ง ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 4 – 7 เซนติเมตร ส่วนผลมีลกั ษณะทรงกลมหรือรูปไข่ เม่ือแก่จะแหง้ และแตกออก ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 1 เซนติเมตร แคคตสั สกุล Thelocactus มีถ่ินกาเนิดอยใู่ นประเทศเมก็ ซิโกทางตะวนั ตกเฉียงใตข้ องประเทศสหรัฐอเมริกา ขยายพนั ธุ์ไดโ้ ดยการเพาะเมลด็ เจริญเติบโตชา้ แต่ปลูกเล้ียงง่าย ชอบดินท่ีมีการระบายน้าดีปานกลาง ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนจะชอบน้ามาก แตค่ วรงดใหน้ ้าในช่วงฤดูหนาวเพ่ือใหส้ ามาตรทนต่ออุณหภูมิต่าได้
14. Uebelmannia แคคตสั ในสกุลน้ีมีอยดู่ ว้ ยกนั 5 ชนิด ลาตน้ มีลกั ษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก ขนาดเล็ก ลาตน้ เป็นสนั สีน้าตาลลอมแดง ผวิ ตน้ เป็นมนั คลา้ ยเคลือบดว้ ยข้ีผ้งึ สนั ตน้ ประกอบไปดว้ ยตุม่ หนามที่มีปุยสีขาวปกคลุม และมีหนามแขง็ ส้ันๆ ต้งั ตรงสีขาวอยู่ 2 – 3 อนั ดอกมีสีเหลืองลกั ษณะทรงกรวย ขนาดเลก็ จะผลิดอกบริเวณปลายยอดของตน้ ผลมีลกั ษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก สีเหลืองอมเขียวหรือสีแดง เกิดบริเวณลายยอดของตน้ เมล็ดมีลกั ษณะทรงกลมหรือรูปไข่ สีดาหรือสีน้าตาว ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ าลางประมาณ 2.3มิลลิเมตร แคคตสั สกุล Uebelmannia มีถ่ินกาเนิดอยแู่ ถบประเทศบราซิลชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ร่มเงา ความช้ืนในอากาศต่า และอากาศอบอุน่ และที่สาคญั ก็คือไม่ควรใหน้ ้าโดยการรดลงดินโดยตรงแต่ควรใหโ้ ดยการฉีดพน่ เป็นฝอยจะดีกวา่
Search
Read the Text Version
- 1 - 21
Pages: