51 5.6 ประเมินข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และความรู้สึก วิเคราะห์ความเป็นไปในความคิดของผู้เขียน กับ ความคดิ เหน็ สว่ นตัวของเรา ผลลัพธ์แห่งการประเมินนั้นจะเปน็ ความคดิ สร้างสรรคใ์ หก้ บั เราหรือไม่ การอา่ นทง้ั 5 ประเภททก่ี ล่าวมาเปน็ การอา่ นในใจซ่งึ มีหลักฝึกฝนการอา่ นในใจดังต่อไปนี้ 1) กาหนดเวลาในการอ่านหนังสือไว้แน่นอน เช่น กาหนดไว้ว่าจะอ่าน 5 นาที เมื่อครบกาหนดเวลา ลองตรวจสอบดูว่าอ่านได้ก่ีหน้า แล้วทดลองจับเวลาในการอ่านครั้งต่อไป แล้วตรวจสอบดูว่าจานวนหน้าที่อ่านได้ เพ่มิ จานวนขน้ึ หรอื ไม่ 2) ฝึกการเคล่ือนไหวของสายตา ซง่ึ ลกั ษณะการเคล่ือนไหวของสายตาและการฝึกใช้สายตาให้อ่านได้ รวดเร็วมีดังน้ี 3) การจับตา หมายถึง การที่สายตาจับอยู่ท่ีข้อความเป็นจุด ๆ ผู้ท่ีอ่านชานาญใน 1 บรรทัดจะจับตา นอ้ ยครัง้ และใช้เวลานอ้ ย 4) ช่วงสายตา หมายถึง ระยะห่างจากจุดท่ีจับตาจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหน่ึง คนท่ีอ่านไม่ชานาญช่วง สายตาจะแคบจะจับตาแทบทุกตัวอกั ษร 5) การยอ้ นกลับ การกวาดสายตาย้อนกลับข้อความท่ีอา่ นผา่ นไปแล้วนัน้ คนท่อี ่านไมช่ านาญจะย้อน สายตากลับไปอา่ นข้อความเดิม เพราะไมม่ ัน่ ใจวา่ อ่านถกู หรอื ไม่ ทาให้เสียเวลา นักอ่านทด่ี ตี ้องกวาดตายอ้ นกลับใน แต่ละบรรทดั นอ้ ยครง้ั ท่สี ดุ หรือแทบไมม่ เี ลย 6) การเปลี่ยนบรรทัด ผู้ที่อ่านอย่างชานาญเม่ือเปลี่ยนบรรทัด ย่อมเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยา โดยไม่ตอ้ งอาศยั การชีด้ ้วยน้ิว หรอื การใช้ไม้บรรทัดวางคน่ั เพอ่ื กันหลงบรรทดั 7) ทดสอบความเขา้ ใจเมือ่ อ่านจบโดยอาจทดสอบเปน็ ระยะ ๆ หรือทดสอบเมื่ออา่ นจบเร่ืองแล้วก็ได้ 8) ศึกษาเร่ืองความหมายของคาศัพท์อยู่เสมอ โดยอาศัยการค้นคว้า จดบันทึก จะช่วยให้มีความรู้ เร่ืองวงศพั ทก์ วา้ งขวางและเขา้ ใจเรอื่ งท่ีอ่านได้ถูกต้องรวดเร็วย่งิ ข้นึ 9) หลีกเล่ียงนิสัยการอ่านที่ไม่ดี ทั้งการทาปากขมุบขมิบ การใช้มือช้ี หรือการย้อนกลับไปอ่านอย่าง ซา้ ๆ 10) ฝกึ ฝนการอ่านอยา่ งสมา่ เสมอ จะชว่ ยใหก้ ารอ่านเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว ถูกตอ้ ง แมน่ ยายงิ่ ข้ึน
52 การอา่ นออกเสียง การอ่านออกเสียง หมายถึง การอ่านข้อความโดยการเปล่งเสียงออกมาเพ่ือให้ผู้อื่นได้รับรู้ข้อความน้ัน ๆ ด้วยการอา่ นออกเสยี งแบง่ เปน็ 2 ลักษณะคอื 1. การอา่ นออกเสยี งปกติ เปน็ การอา่ นออกเสยี งตามปกติทวั่ ไป อ่านไดท้ ง้ั บทร้อยแก้วและร้อยกรอง เชน่ อา่ นข่าว อา่ นประกาศ อา่ นตบี ท อา่ นสารคดี อ่านขอ้ ความประกอบภาพนงิ่ หรืออ่านบทภาพยนตร์ ฯลฯ ข้อควรปฏิบัตใิ นการอ่านออกเสียงตามปกติ - ทาความเขา้ ใจกบั เร่อื งที่จะอ่าน ก่อนการอา่ นจริง - ออกเสยี งชัดเจน ดงั พอประมาณ มลี ลี าจังหวะในการอ่านอยา่ งเหมาะสม - แบง่ วรรคตอนไดถ้ กู ต้อง - อ่านออกเสียงถกู ตอ้ งตามอักขรวิธี 2. อ่านทานองเสนาะ การอ่านทานองเสนาะเป็นการอ่านออกเสียงบทร้อยกรองหรือวรรณคดีไทยให้ ไพเราะนา่ ฟัง มงุ่ ใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ ซาบซึ้ง เกิดอารมณ์ จินตนาการ คล้อยตามบทรอ้ ยกรองน้ัน ๆ ด้วย หลกั เกณฑ์ในการอ่านทานองเสนาะ - ตอ้ งรจู้ ักลกั ษณะคาประพนั ธท์ ่ีจะอ่านก่อนว่าบงั คบั ฉนั ทลักษณ์อยา่ งไร - อา่ นให้ถกู ทานอง - ควรมีน้าเสยี งและลีลาในการอ่านท่ีดี - ออกเสียงแต่ละคาถกู ตอ้ งชัดเจน สรุป การอ่าน มีความสาคัญทั้งด้านการศึกษา การงานและชีวิตส่วนตัว ผู้อ่านท่ีดีควรตั้งวัตถุประสงค์ในการ อา่ นให้ชัดเจน เข้าใจกระบวนการอ่าน เพราะการอา่ นมใิ ช่แตเ่ พียงเขา้ ใจความหมายของคา อา่ นคาถกู ออกเสยี งได้ ถูกต้องเท่าน้ัน แต่การอ่านสามารถทาให้ผู้อ่านประสบความสาเร็จในชีวิตการเรียน การทางาน สามารถนาส่ิงที่ ได้รับจากการอ่านไปใช้ในชีวิตประจาวันเพื่อพัฒนาตนเอง และประเทศชาติต่อไป การอ่านนั้นมิใช่เป็นพรสวรรค์
53 แต่เกิดจากการฝึกฝนและการเรียนรู้ ดังนั้นจึงไม่ควรท้อถอย ผู้อ่านควรต้ังใจไว้เสมอว่า การอ่านมีประโยชน์ทาให้ รู้เทา่ ทนั โลก และเหตุการณ์ สรา้ งบคุ ลกิ ภาพให้เป็นคนมคี วามเชื่อม่นั ในตนเอง ซึ่งเป็นสงิ่ สาคัญในปัจจบุ ันน้ีอีกด้วย บทที่ 4 การเขียน การส่ือสารของมนุษย์มีพัฒนาการมาโดยลาดับจากการส่งสารด้วยการพูดและรับสารด้วยการฟังมาสู่การ ส่งสารด้วยการเขียนและรับสารด้วยการอา่ น ซ่ึงเกดิ เมือ่ มนุษยไ์ ด้รังสรรคต์ วั อักษรข้นึ มาใชแ้ ทนเสยี งในภาษา ในยคุ ของการสื่อสารไร้พรมแดนการเขียนย่ิงมีบทบาทและความสาคัญมาแทนที่การพูดมากข้ึน ขณะที่การอ่านก็มี บทบาทและความสาคัญแทนการฟังมากขึ้นเช่นกัน หากแต่การพัฒนาความสามารถทางการใช้ภาษาโดยการเขยี น เปน็ เรื่องยาก แม้ในระดบั อุดมศึกษา นักศึกษาก็ยังคงตอ้ งได้รับการพัฒนาการเขยี นอยา่ งต่อเนอื่ งไปอกี ท่านผู้รู้ได้กล่าวว่าการเขียนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ความเป็นศาสตร์ของการเขียนอยู่ที่การมีกฎเกณฑ์ หรือไวยากรณ์ที่ปราชญ์ได้กาหนดขึ้นซึ่งสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ส่วนด้านความเป็นศิลป์ของการเขียนก็คือ ความประณตี ในการเลือกสรรถ้อยคามาใช้เพ่ือส่ือความหมาย การรจู้ กั เลือกใช้ถ้อยคา สานวน โวหาร และลีลาต่าง ๆ ล้วนก่อให้เกิดความงามขึ้นในภาษาเขียนและทาให้ภาษาเขียนแตกต่างจากภาษาพูด ทั้งน้ีบุคคลย่อมสามารถ เรียนรู้และฝึกฝนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการฝึกฝนการเขียนควรเริ่มต้นจากความเป็นศาสตร์คือรู้กฎเกณฑ์หรือ ไวยากรณ์เป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อน ต่อเม่ือมีพื้นฐานหรือหลักการดีแล้วจึงค่อยแต่งเติมเพื่อความเปน็ ศิลปเ์ ข้าไปใน การเขียนซ่ึงจะสามารถทาได้โดยไม่ยาก และหากสามารถฝึกฝนไปได้พร้อม ๆ กันท้ังศาสตร์และศิลป์ก็นับว่าเป็น เรอ่ื งทีด่ ีท่สี ุด 4.1 ความรู้พื้นฐานของการเขียน ความหมายของการเขียน การให้คาจากัดความแสดงความหมายของการเขยี นนัน้ อาจมีความแตกต่างไปได้หลายทางท้ังน้ีขึ้นอยู่กับ ทัศนะและเจตนาตามแง่มุมของวัตถุประสงค์และความสาคัญในการเขียนที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละบุคคล ดัง ตัวอยา่ งที่ยกมาต่อไปน้ี “การเขียน คือ วิธีการสื่อความหมายท่ีเป็นผลผลิตทางความคิด จากความรู้ของผู้ส่งสาร แสดงออกมา ทางลายลักษณอ์ ักษรภาษาไทย” (ประภาศรี สีหอาไพ , 2527) “การเขียน เป็นผลผลิตของกระบวนการคิด การอา่ น การฟงั เชน่ เดยี วกับการพดู ฉะนน้ั ผู้ท่จี ะเขียนได้ดี ยอ่ มตอ้ งร้จู ักคดิ มวี ิจารณญาณในการอ่านและการฟงั ” (อวยพร พานิชย์ , 2543)
54 “การเขียน เป็นกระบวนการใช้ภาษาในภาคแสดงออก ซ่ึงต้องสั่งสมความรู้และความคิดนามาเรียบเรยี ง เป็นเรื่องราวให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เป็นทักษะขั้นสุดท้ายท่ียากและซับซ้อนท่ีสุดในกระบวนการส่ือสารทางภาษา” (รงั สรรค์ จนั ต๊ะ, 2441) จากนิยามของผู้เขียน 3 ท่าน ข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นถึง ความเก่ียวข้องของทักษะการเขียนในฐานะเป็น ส่วนหน่ึงของกระบวนการส่ือสารทางภาษาเป็นผลผลิตท่ีเป็นลายลักษณ์อักษร จากกระบวนการคิด การอ่านและ การฟงั ซึง่ มคี วามยากและซบั ซ้อน สาหรับนิยามความหมายของ การเขียน ที่ให้ความหมายครอบคลุมค่อนข้างชัดเจนน้ัน กองเทพ เคลือบ พณิชกลุ ไดป้ ระมวลจากนิยามซง่ึ ผ้รู ู้หลายท่านได้เขียนไว้กอ่ นแล้ว ความว่า “การเขียน คอื ทกั ษะการใช้ภาษาชนิดหน่ึง เป็นการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด จินตนาการ ประสบการณ์ ต่าง ๆ รวมท้ังอารมณ์และความรู้สึกกับข่าวสาร เป็นการส่ือสารหรือส่ือความหมายโดยมีตัวหนังสือตลอดจน เคร่อื งหมายตา่ ง ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนถ้อยคาในภาษาพูด เพ่อื ใหผ้ อู้ า่ นเข้าใจได้ตามความมุ่งหมายของผู้เขียน การ เขยี นจึงเป็นทักษะที่มีหลักฐานถาวรปรากฏอยู่นาน และการเขียนจะเกิดผลดีหรือผลเสียนน้ั ขนึ้ อย่กู บั คณุ ภาพของ เน้ือหาและกลวิธีการเขียนของผูเ้ ขียน” (กองเทพ เคลือบพณิชกุล, 2542) ความสาคญั ของการเขยี น ทักษะการเขียนเป็นทักษะการส่ือสารท่ีมีบทบาทเพ่ือการส่งสารเป็นหลัก มีความเกี่ยวข้องกับ กระบวนการเรียนรู้โดยทั่วไป ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา นักเรียน นักศึกษา จะต้องได้รับการพัฒนาความสามารถทางด้านการเขียนจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า มีทักษะในการเขียน อย่างจริงจัง สมา่ เสมอและตอ่ เนอ่ื ง กระบวนการเรียนการสอนผเู้ รียนจะได้รบั มอบหมายงานอันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอน จากอาจารย์ผู้สอนในแต่ละรายวิชา ซึ่งล้วนต้องใช้ความรู้ความสามารถในทางการเขียนมากมาย อาทิ การเขียน ตอบคาถามต่าง ๆ ท้ายคาบเรียนหรือเป็นการบ้าน การเขียนตอบแบบทดสอบอัตนัย การเขียนเรียงความ การ เขียนบทความ บันทึกการเรียนรู้ ย่อความ สรุปความ ขยายความ งานเขียนประเภทอื่น ๆ ตามลักษณะเฉพาะของ แต่ละสาขาวิชา รวมท้ังที่ขาดไม่ได้ คือ การเขียนรายงานการศึกษาค้นควา้ ทางวิชาการซึ่งเป็นงานประจาภาคเรยี น ของแทบทุกรายวิชาที่เรียกว่าภาคนิพนธ์ (Term Paper) เป็นต้น นอกจากน้ีแล้วการเขียนยังใช้เป็นแบบฝึกหัด แบบทดสอบ เพื่อการประเมินผลการเรียนรขู้ องผู้เรียน อีกด้วย
55 ในอดีต การเขียนเป็นการเรียนวิธีการใช้ภาษาเขียนที่สละสลวย เพื่อใช้ในการจูงใจผู้อ่าน การเขียนจึง มุ่งเน้นที่งานเขียนในด้านความถูกต้องในการใช้ถ้อยคาภาษาและการเรียบเรียงเนื้อหาอย่างถูกต้องละเมียดละไม แต่ภายหลังมีแนวคิดใหม่เก่ียวกับการเขียนเพ่ิมข้ึน เช่น แนวความคิดที่ว่า การเขียนมิใช่เป็นเพียงการบันทึกคาพดู เป็นลายลักษณ์อักษรเท่าน้ัน แต่เป็นการสะท้อนความคิดในเรื่องตา่ ง ๆ ซึ่งอยู่ภายในของแต่ละบุคคลแลว้ ถ่ายทอด ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร แนวความคิดน้ีมุ่งเน้นท่ีจุดมุ่งหมายของการเขียน ซ่ึงได้แก่การสื่อความคิดความเห็น ของผู้เขียนให้ผู้อื่นทราบ และแนวความคิดว่าการเขียนมิได้เป็นเพียงวิธีการสื่อสารเท่าน้ัน แต่เป็นกระบวนการท่ี ต้องใช้ความคิดสติปัญญา ท้ังในด้านการคิดค้นเร่ืองราวที่จะนามาเขียนและการจัดรูปแบบการนาเสนองานเขียน นน้ั แนวความคิดเกี่ยวกบั การเขยี นจึงเปล่ียนไปเปน็ การมุ่งเน้นท่ีกระบวนการเขยี น การฝึกฝนให้เกิดพัฒนาการด้านการเขียนได้น้ัน นักศึกษาควรมีความรู้ ความเข้าใจตลอดจนความ ตระหนักถึงความรู้ต่าง ๆ อันเป็นพื้นฐานสาคัญของการเขียนเสียก่อนเพราะจะทาให้การพัฒนาการเขียนเปน็ ไปได้ ดว้ ยดมี ปี ระสทิ ธิภาพ 4.2 การใช้ภาษาไทยเพ่อื การเขยี น เนื่องจากการเขียนเป็นวิธีการใช้ภาษาอย่างหน่ึงจึงมีความจาเป็นในเบ้ืองต้นท่ีผู้เขียนจะต้องมีความรู้ใน เรื่องหลักการใช้ภาษาที่สาคัญเกี่ยวข้องกับการเขียนโดยตรงอันได้แก่ เรื่อง การสะกดคาและการใช้คา ประโยค สานวนโวหาร ตลอดจนเร่ือง วรรคตอน การใช้เครื่องหมายในการเขียนแบบต่าง ๆ ซ่ึงความรู้ในเร่ืองเหล่าน้ีหาก นักศึกษายังมีความบกพร่องอยู่ก็สามารถศึกษาสืบค้นได้จากแหล่งความรู้ท่ีมีอยู่อย่างหลากหลายในรูปแบบต่าง ๆ กัน เพ่ือทบทวนฟน้ื ความเขา้ ใจได้โดยไมย่ ากลาบาก จดุ มุ่งหมายของการเขียนและการวิเคราะห์ผู้อา่ น 1. จุดมุ่งหมายของการเขียน ในการเขียนแต่ละครั้ง ผู้เขียนจะต้องกาหนดจุดมุ่งหมายของตนขึ้นมาว่าจะเขียนเพ่ือจุดมุ่งหมายใด เพราะจุดมุ่งหมายในการเขียนท่ีแตกต่างกันจะมีวิธีการเขียนที่ต่างกันด้วย จุดมุ่งหมายในการเขียนมีอยู่หลาย ประการ ดงั นี้ 1.1 การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เป็นการเขียนเพ่ือถ่ายทอดเร่ืองราวประสบการณ์ความรู้ โดยนาเสนอ ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และมีลาดับขั้นตอนในการนาเสนอที่ชัดเจน การเขียนอาจเรียงตาม ลาดับ เหตกุ ารณ์ โดยภาษาท่ใี ช้ต้องกระชบั รัดกุมเข้าใจงา่ ย
56 1.2 การเขียนเพ่ืออธิบาย เป็นการเขียนชี้แจง ไขปัญหา บอกวิธีทา สิ่งใดส่ิงหนึ่งโดยมุ่งหวังให้ผู้อ่าน เกิดความเข้าใจ จึงต้องเขียนตามลาดับข้ันตอน เหตุการณ์ เหตุผล โดยแบ่งเป็นหัวข้อ หรือย่อหน้าย่อย ๆ เพื่อให้ เกิดความเข้าใจง่ายย่ิงข้นึ 1.3 การเขียนเพ่ือแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนแสดงความคิดของผู้เขียนในเรื่อง ต่าง ๆ ซ่ึงอาจ เป็นเร่ืองของการเสนอแนวความคิด คาแนะนา ข้อคิด ข้อเตือนใจ หรือบทปลุกใจ โดยผู้เขียนต้องมีข้อมูล หรือ ประเดน็ ทจี่ ะกลา่ วถึง จากนน้ั จึงแสดงความคิดของตนท่ีอาจสนับสนนุ หรือขัดแย้ง หรอื นาเสนอแนวคิดใหม่เพิ่มเติม จากประเด็นข้อมูลที่มีอยู่ ทัง้ นีเ้ พอ่ื ให้ผู้อ่านคล้อยตามความคดิ เหน็ ของผเู้ ขียน ดว้ ยเหตนุ ี้ผู้เขียนจงึ ต้องมีข้อเท็จจริง หลกั ฐาน เหตผุ ลสนับสนนุ ความคิดเห็นดงั กล่าวของตน 1.4 การเขียนเพื่อชักจูงใจ เป็นการเขียนโน้มน้าวเชิญชวนให้ผู้อ่านสนใจในข้อเขียนที่นาเสนอ ซ่ึง รวมถงึ การเขียน เพอื่ เปลี่ยนความรู้สึก ทศั นคติของผู้อ่าน ใหค้ ล้อยตามกับขอ้ เขยี นดว้ ย ผเู้ ขยี นจาเป็นตอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจในหลกั จิตวทิ ยาพ้นื ฐานของมนุษย์ เพอื่ เลือกใช้วธิ จี ูงใจไดเ้ หมาะสมกับบุคคล นอกจากน้ขี ้อเขียนท่ีชักจูง ใจจะต้องประกอบด้วยเหตุและผลท่ีนา่ เชอื่ ถือและต้องแสดงให้ผูอ้ ่านประจักษ์ไดว้ ่าผู้เขียนเป็นผูม้ ีคุณธรรม สมควร แกก่ ารคลอ้ ยตาม 1.5 การเขียนเพ่ือสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนเลือกใช้ถ้อยคาอย่างประณีต เพื่อถ่ายทอด ความรู้สึกและจินตนาการของตนออกมาให้ผู้อ่านเกิดภาพตามท่ีตนเองต้องการ การเขียนในลักษณะน้ีจะเป็นการ เขยี นเชงิ สร้างสรรคท์ ปี่ รากฏออกมาในรูปบทร้อยกรอง เรื่องสนั้ นวนิยาย บทละคร บทภาพยนตร์ 2. การวิเคราะหผ์ ้อู า่ น การเขียนเป็นกระบวนการในการส่งสาร จึงจาเป็นต้องมีผู้รับสาร ซ่ึงก็คือ ผู้อ่าน ดังนั้น ก่อนจะลงมือ เขยี น ผ้เู ขียนควรตระหนักใหแ้ นช่ ัดว่า จะเขยี นให้กบั ใครอ่านโดยวิเคราะห์ความแตกต่างของผู้อา่ นในเรื่อง วยั เพศ การศกึ ษา รายได้ เพราะบคุ คลท่มี ีความแตกต่างกัน ย่อมมคี วามสนใจในการอ่านทไี่ มเ่ หมือนกันด้วย เช่น เดก็ วยั ร่นุ จะสนใจอ่านเร่ือง ชีวประวัติ การเดินทาง ประวัติศาสตร์ ส่วนผู้ใหญ่จะสนใจอ่านเร่ืองที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความสาเร็จของบุคคลในอาชีพต่าง ๆ หรือผู้หญิงสนใจอ่านในเร่ืองสวย ๆ งาม ๆ แฟชั่น เร่ืองรักกระจุ๋ มกระจิ๋ม ผู้ชายอา่ นเร่ืองช่าง เครื่องยนตก์ ลไก เมื่อผู้อ่านมีความสาคัญต่อการเขียนเป็นอย่างมากแล้ว ผู้เขียนจึงควรวิเคราะห์กลุ่มผู้อ่านเพ่ือให้ได้ ข้อมูลของผู้อ่านอย่างชัดเจน ซ่ึง อลิสา วานิชดี และ ปรีชา หิรัญประดิษฐ์ (2539, หน้า 43) ได้เสนอเทคนิคการ วเิ คราะห์ผ้อู า่ นไว้ดังน้ี
57 1. ผู้อ่านมีความรูเ้ รื่องที่ผ้เู ขียนจะเขียนนน้ั แล้วหรือไม่ มากน้อยเพียงใด 2. ผู้อา่ นควรทราบขอ้ มูลอะไรบ้างเกยี่ วกบั หัวข้อนนั้ 3. ผอู้ า่ นคาดหวังอะไรจากเรือ่ งท่เี ขียน 4. ผู้อ่านมีทศั นคติตอ่ เรอ่ื งทเ่ี ขยี นอย่างไร 5. ทาไมผูอ้ ่านจงึ สนใจและทาไมจงึ ไมส่ นใจเรอ่ื งที่เขียน 6. ขอ้ มลู ประเภทใดท่ผี อู้ ่านยอมรบั และเชื่อถอื 7. เขียนอยา่ งไรให้เหมาะกับผอู้ า่ น 4.3 การเขยี นโครงเร่ือง การเลือกเรอื่ งในการเขยี น การเลอื กเร่อื งเปน็ การวางแผนก่อนลงมือเขียน ผเู้ ขียนควรมวี ิธีการเลือกเร่อื งท่เี หมาะสม ดังน้ี 1. เลือกเร่ืองท่ีผู้เขียนถนัดและสนใจ การเขียนเรื่องท่ีตนเองถนัดและสนใจ จะทาให้มีความสุขกับการ เขยี นและสามารถสร้างสรรคง์ านเขยี นทด่ี ีมคี ุณค่าได้ 2. เลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้และประสบการณ์ การเขียนเรื่องจาเป็นต้องมีข้อมูลซ่ึงหาได้จากการ ค้นคว้าแหล่งความรู้ต่าง ๆ ข้อมูลท่ีได้มาจาเป็นต้องมีการวิเคราะห์ ตีความเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ถ้า ผเู้ ขียนมีความรู้และประสบการณใ์ นเรื่องที่เลือกมาเขียนผู้เขยี นกจ็ ะสามารถหาขอ้ มูลที่ถูกตอ้ ง นา่ เชื่อถอื ได้ 3. เลือกเร่ืองท่ีผู้อ่านสนใจ ความสนใจของผู้อ่านจะแตกต่างกันตามเพศ วัยการศึกษา รายได้ ฯลฯ ซ่ึงมี ส่วนทาใหเ้ ร่ืองทเี่ ขยี นสาหรบั ผอู้ ่านแต่ละกลุ่มแตกต่างกันด้วย เช่น เรอ่ื งเศรษฐกิจพอเพยี ง ถา้ จะเขียนให้กลุ่มผู้อ่าน ท่เี ป็นสมาชิกของสังคมเมืองอา่ น เนื้อหากค็ วรจะเน้นการดารงชีพอย่างประหยัด แตถ่ ้าให้ผเู้ ขยี นที่เป็นเกษตรกรใน สังคมชนบท เนื้อหาก็ควรจะเน้นการดารงชีพแบบพึ่งพาตนเอง โดยอาศัยปัจจัยธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ผู้อ่านแต่ละ กลุ่มกจ็ ะสนใจอ่านเพราะสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใชก้ ับสภาพการดาเนินชวี ติ จริงของตนได้ 4. เลือกเร่ืองที่สามารถจากัดขอบเขตได้ การจากัดขอบเขตของเรื่องไม่ให้กวา้ ง หรือแคบจนเกินไปจะทา ให้การเขียนครอบคลุมเนือ้ หางานเขยี นมีความสมบรู ณ์
58 5. เลือกเร่ืองท่ีเป็นประโยชน์ ผู้เขียนควรเขียนเร่ืองท่ีจะทาให้ผู้อ่านได้รับความรู้ให้แนวคิด ให้ความ เพลิดเพลนิ และชว่ ยจรรโลงสังคมปลกู ฝังใหผ้ อู้ า่ นเปน็ ผู้มศี ลี ธรรม จรยิ ธรรม หลักพนื้ ฐานของการเขยี นทุกเร่อื งทุกรูปแบบ ย่อมต้องมกี ารวางโครงเรือ่ ง การตง้ั ชอื่ เรือ่ ง การเขยี นคานา เนื้อเร่ือง และสรุป จึงจะลาดับความได้สมบูรณ์ และส่วนของเนื้อเรื่องหรือการเรียบเรียงเป็นเร่ืองราว เพ่ือท่ีจะให้ ผู้อ่านเข้าใจความคิดของผู้เขียนได้ดี ควรแบ่งเป็นตอน ๆ เพ่ือให้สรุปความคิดแต่ละตอนได้ น่ันคือการแบ่งความ เปน็ ยอ่ หนา้ ดงั นัน้ ในเบอ้ื งตน้ ผเู้ ขียนจะต้องรู้หลักพื้นฐานดงั กลา่ วนี้ การเขียนโครงเรอื่ ง การเขยี นโครงเรื่องเป็นการกาหนดเคา้ โครงข้ันตอนเพอื่ เปน็ แนวทางในการเขียน 1. ขน้ั ตอนการเขยี นโครงเรื่อง 1) ขั้นระดมความคิด เป็นการรวบรวมความคิดในเร่ืองที่จะเขียน ซึ่งอาจได้จากประสบการณ์ การ ค้นควา้ รวบรวมขอ้ มูล การสัมภาษณ์หรือวธิ อี นื่ ใดท่ีผู้เขียนพิจารณาแล้วว่าก็มีความเกีย่ วข้องกับเร่ืองทเี่ ขียน 2) ขั้นจัดสรรความคิด เป็นข้ันตอนต่อเน่ืองจากขั้นระดมความคิดผู้เขียนนาข้อมูลทั้งหมดที่ได้ มา พจิ ารณาเลือกใชเ้ ฉพาะข้อมูลท่ีเกย่ี วข้องจรงิ ๆ ท่จี ะไม่ทาให้งานเขียนกวา้ งเกนิ ไป หรือไมไ่ ดส้ ัดสว่ นกบั หัวขอ้ อื่น ๆ 3) ขั้นจัดหมวดหมู่ความคิด เป็นขั้นตอนท่ีผู้เขียนนาข้อมูลที่เลือกใช้จริงจากการจัดสรรแล้วมาจัด หมวดหมู่ไวโ้ ดยพิจารณาประเดน็ ยอ่ ยของเร่อื งไวเ้ ปน็ พวก ๆ 4) ข้ันจัดลาดับความคิด เป็นการนาความคิดที่จัดหมวดหมู่ไว้มาเรียบเรียงให้เป็นลาดับต่อเน่ือง การ ลาดับความคิดเก่ียวกับเรื่องราวต่าง ๆ สามารถใช้วิธีการได้หลายวิธี เช่น เรียงลาดับตามความเข้าใจ ตาม ความสาคัญ ตามลาดับเวลา ตามทศิ ทาง ฯลฯ 5) ขั้นเขยี นเปน็ ตวั โครงเรือ่ งท่สี มบูรณ์แบบ การต้งั ช่อื เร่ือง ชื่อเร่ืองเป็นส่วนแรกของงานเขียนท่ีจะทาให้ผู้อ่านสนใจติดตามเรื่องราวต่อไป ช่ือเรื่องจะช่วยกาหนด ขอบเขตของเรอ่ื งและบอกเร่อื งราวของเร่ืองได้
59 วิธกี ารตง้ั ช่อื เรือ่ ง วธิ กี ารต้ังชือ่ เรื่องมหี ลากหลายวิธี ดงั น้ี 1) ตง้ั เป็นคาถาม เชน่ ฤๅไทยใกล้วกิ ฤตแล้ว เปน็ แมบ่ า้ นทาไมกลายเป็นฆาตกร ทาไมต้อง detox 2) ต้ังตามตัวเอก เช่น วนิดา ปริศนา แดจังกึม แฮร่ี พอตเตอร์ ชามตราไก่...สื่อผสานหัตถกรรมไทย- จีน 3) ตัง้ ตามสถานที่ เช่น บ้านทรายทอง รักเกดิ ในตลาดสด 4) ต้ังตามจุดมุ่งหมายสาคัญของเรื่อง เช่น ร้อยพันปัญหาสัตว์เลี้ยง คุยคุ้ย-ข่าว ตามรอยสารับแขก คลองบางหลวง 5) ตั้งแบบขัดความ เช่น เขือ่ นมานาหมด พบพานและพลัดพราก ชยั ชนะของคนแพ้ ไมใ่ สร่ า้ ยแต่ป้าย สี 6) ตง้ั แบบเรา้ ความสนใจ เชน่ หนุ่มขาโจ๋และกิก๊ หวานใจ ศพเล่าเรอื่ งรางวัลซีไรต์ ถูกฆาตกรรมไปแล้ว 7) ต้งั แบบยกคาประพนั ธ์ สภุ าษิต สานวน เชน่ ผักบุง้ โหรงเหรง หญา้ ออ่ นในสเปกวัวแก่ เงาะถอดรปู 8) ตั้งโดยการเปรยี บเทียบ เช่น เพชรตัดเพชร ลอดลายมังกร การเขียนคานา การเขียนคานาเป็นการเกริ่นให้ผู้อ่านทราบ ว่าจะพบเร่ืองราวเกี่ยวกับอะไร วิธีการเขียนคานาต้องเขียน ให้น่าอ่าน ชวนติดตามผู้เขียนอาจกล่าวถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปก่อนแล้วจึงวกมาเร่ืองท่ีจะเขียน หรืออาจกล่าวเจาะจงลง ไปตรงกบั หวั เรื่องที่จะเขียนได้เลย วิธีการเขียนคานา การเขียนคานาสามารถทาได้หลายวิธี ดังนี้ 1) คานาท่ีเปน็ การนิยามศพั ท์ แขกเป็นชื่อที่ไทยเรียกชนเป็นชาติต่าง ๆ ทางตะวันตกของประเทศไทย อันได้แก่ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน เปอร์เซีย (อิหร่าน) และชาวอาหรับ ซ่ึงส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เพื่อแยกช่ือให้ผิดกับ ชาวตะวนั ตกพวกใหญอ่ กี พวกหนง่ึ ซงึ่ รวมเรยี กวา่ ฝร่งั
60 2) คานาทีเ่ ป็นขอ้ ความชวนใหค้ ดิ ชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ มนุษย์เป็นหนึ่งในสภาพชีวิตท่ีก่อกาเนิดมาจาก ธรรมชาติ แต่มนุษย์กลับคิดว่าตนเองน้ัน ๆ ย่ิงใหญ่เหนือธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่ฝืนกฎเกณฑ์ พยายามจะเอาชนะ ธรรมชาติ และทารา้ ยธรรมชาตโิ ดยรูเ้ ท่าไม่ถึงการณ์วา่ นั่นเป็นการกระทาทผ่ี ิดอย่างมหนั ต์ และทุกวันน้มี นุษย์กาลัง พ่ายแพ้แก่ธรรมชาติ อยา่ งราบคาบ 3) คานาทีเ่ ป็นข้อความขัดกัน กรุงเทพมหานครเป็นผลพวงของอารยธรรมท่ีคนเมืองหลวงหลายคนภาคภูมิใจในความเจริญ รงุ่ เรือง แตอ่ ารยธรรมทีส่ รา้ งมากบั มอื กาลงั ร้อยรัดพวกเขา เขา้ สคู่ วามหายนะ 4) คานาทเี่ ป็นการพรรณนาความ ดกึ ดนื่ ค่อนคนื จนั ทร์คลอ้ ยฟ้า เสยี งหมอกเหมยตกใส่ใบตองตึงท่ีมุงหลงั คาดังสวบสาบราวกับมีตัว อะไรย่าเหยียบบนหลงั คา ต้นกล้วยในกอยืนเอนตัวราวจะซบพิงซ่ึงกันและกัน ลู่ใบลง กลั่นหมอกเหมยออกมาเป็น นา้ ลมดกึ พัดมาคราใด หมมู่ ันกจ็ ะคลา้ ยคนหลั่งน้าตาพรงั่ พรลู งพ้นื 5) คานาทเ่ี ป็นการตั้งคาถาม นอกเหนือจากน้าหนักหลายคนคงอยากรู้เหมือนกันว่าร่างกายของตนเองมีปริมาณไขมันมากนอ้ ย เพียงใด 6) คานาที่เป็นบทร้อยกรอง สุภาษิต สานวน คาคม หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแกว้ แพรวพรายแสง ยามชน่ื ร่ืนโรยแรง ปรางอ่มิ อาบซาบนาสา ขอ้ มูลทพ่ี วกไปสืบคน้ มาได้ เกย่ี วกบั ยอดงานฝมี อื อยา่ งแรกของผู้หญงิ ไทยในสมัยโบราณ คอื มะปรางร้ิว การเขยี นบทสรุป การเขียนบทสรุปเป็นการฝากความรู้หรือความประทับใจให้กับผู้อ่าน การเขียนบทสรุปต้องเลือกให้ เหมาะสมกับเนื้อเร่อื ง
61 วธิ ีการเขียนบทสรปุ การเขียนบทสรุปสามารถทาไดห้ ลายวธิ ดี ังนี้ 1) ฝากข้อคดิ มันน่าขันนะคุณ คนที่เราไม่สอนเขาเลย เขากลับบอกว่าได้อะไรจากเรามากมาย แต่คนท่ีมีหน้าท่ี จะสอนเขา เขากลับบอกวา่ ไมต่ อ้ งการแม้เพยี งจะคอย ชั่วเวลาสกั 15 นาทเี ทา่ นน้ั ก็ยงั คอยไมไ่ ด้ 2) ยกคาคม ภาษิต ความกรณุ าปราณีเกิดจากจิตใจอนั ดีงาม หรอื ความเป็นมนุษยธรรมของคนเรา ไม่ตอ้ งมีการบังคับ หรือเรียกร้อง ผู้ไดร้ ับยอ่ มปีติซาบซ้ึงในพระคณุ ดงั พระราชนพิ นธใ์ นพระมหาธรี ราชเจ้าในเร่ืองเวนสิ วาณิช ว่า อนั ความกรณุ าปราณี จะมใี ครบังคับกห็ าไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันช่ืนใจ จากฟากฟ้าสุราลยั สแู่ ดนดนิ 3) สรปุ สาระสาคัญ การจัดพื้นท่ีในบ้าน เชน่ การมหี อ้ งนง่ั เล่น ห้องรับแขก หอ้ งกนิ ข้าว หอ้ งดนตรี ฯลฯ กล็ ว้ นแต่เกิด มาจากวัฒนธรรมตะวันตกทั้งสิ้น ซ่ึงทาให้ความเป็นส่วนตัวของคนไทยต้องกลายเป็นสาธารณะท้ัง ๆ ที่วัฒนธรรม การต้อนรับผมู้ าเยือนของไทยเองก็มมี านานแล้ว 4) สรุปแบบคาถาม โซเวียตรสั เซีย แขง่ กับอเมริกาเรื่องการเดินทางไปสู่ดวงจนั ทร์ ปรากฏว่าอเมริกานาหนา้ ที่อยู่เพียง คร่ึงก้าวเท่าน้ัน และการไปเยือนดวงจันทร์ของอเมริกาเป็นความ “หน้าแตก” ครั้งใหญ่ของโซเวียต จีน เยอรมัน ตะวันออก ท่ีเฝ้าดูการเดินทางอย่างใกล้ชิด โดยดักจับคล่ืนวิทยุท่ีมาจากดวงจันทร์ หากอพอลโล 11 เป็นการแหก ตาชาวโลก ทายสวิ า่ ประเทศแรกทอ่ี อกมาฉกี หนา้ อเมรกิ าคือใคร 5) สรุปแบบตอบคาถาม สาหรบั คาถามทีว่ ่า เราจะมวี ธิ งี า่ ย ๆ ในการขจัดความโกรธได้อย่างไร วิธีขจดั ความโกรธแบบง่าย ๆ กค็ ือ กอ่ นจะโกรธทุกครั้ง ลองถามตวั เองก่อนว่า เรอ่ื งน้ีสาคัญมากพอท่ีจะโกรธแล้วหรือ ลองนบั หนึ่งถึงร้อยเพื่อ เรยี กสติกลับคนื มาสูดหายใจลึก ๆ เพอ่ื ใหร้ ่างกายผอ่ นคลาย เหล่านเ้ี ป็นวธิ ีการงา่ ย ๆ ตอ่ การเปล่ียนความโกรธ
62 4.4 ลักษณะของงานเขียนท่ีดี การเขยี นเปน็ การแสดงความคดิ ความรู้สึก ความรู้ ให้ปรากฏเปน็ ลายลกั ษณ์อักษรเพื่อส่ือความหมายให้ ผู้อา่ นเข้าใจในเจตนาของผูเ้ ขยี น งานเขยี นท่ีดคี วรจะมีลักษณะดงั นี้ 1. ชดั เจน ผเู้ ขียนต้องเลอื กใช้คาท่มี ีความหมายเดน่ ชัด อ่านเขา้ ใจงา่ ย ไมค่ ลุมเครือ 2. ถูกต้อง ในการเขียนต้องคานึงถึงความถูกต้องทั้งในด้านการใช้ภาษา ความนิยมและเหมาะสมกับ กาลเทศะ 3. กะทัดรัด ทว่ งทานองการเขยี นจะตอ้ งมีลักษณะใช้ถ้อยคาน้อยแต่ไดค้ วามหมายชดั เจน 4. มีน้าหนัก งานเขียนท่ีดีต้องมีลักษณะเร้าความสนใจ สร้างความประทับใจ ซ่ึงเป็นผลมาจากการเนน้ คา การเรยี งลาดับคาในประโยค การใชภ้ าพพจน์ 5. มีความเรียบง่าย งานเขียนท่ีใช้คาธรรมดาท่ีเข้าใจง่าย ไม่ใช้คาฟุ่มเฟือย ไม่เขียนอย่างวกวน ไม่ใช้ คาปฏเิ สธซ้อนปฏเิ สธ จะมผี ลทาให้ผ้อู ่านเกดิ ความเข้าใจและเกิดความรู้สึกกบั งานเขยี นนน้ั ได้งา่ ย 4.5 การเขยี นย่อหนา้ ยอ่ หนา้ คือประโยคหลาย ๆ ประโยค วางเรียงกนั เป็นขอ้ ความตอนหนึ่ง แตล่ ะประโยคจะมีความสัมพันธ์ กัน โดยมีประโยคสาคัญหน่ึงประโยค ประโยคอื่น ๆ เป็นประโยคขยายความหรือรายละเอียดของประโยคสาคัญ ในหนึง่ ยอ่ หน้าจงึ มีใจความสาคญั เพยี งประการเดียว ความสาคญั ของย่อหนา้ 1) ชว่ ยใหผ้ ู้เขียนลาดับเรื่องไดอ้ ยา่ งมีเหตผุ ล ต่อเนอ่ื งไมส่ ับสน 2) ช่วยให้ผู้อา่ นตดิ ตามเน้อื หาไดอ้ ย่างเข้าใจ 3) ช่วยใหผ้ อู้ า่ นเหน็ โครงรา่ งของเรอ่ื งโดยรวม 4) ช่วยใหผ้ อู้ ่านได้พักสายตา พักสมองก่อนติดตามเรอ่ื งต่อไป 5) ช่วยให้ผู้อ่านเห็นความสัมพันธ์ของประโยคแต่ละประโยคท่ีเรียบเรียงต่อเนื่องเพ่ือขยายความคิดหลกั ของประโยคใจความสาคัญ
63 องคป์ ระกอบของย่อหนา้ ในหนง่ึ ย่อหน้าจะประกอบด้วยประโยค 2 ชนิด คือ 1) ประโยคใจความสาคัญ 2) ประโยคขยายความ รปู แบบของยอ่ หนา้ รูปแบบของย่อหน้าจะพิจารณาจากตาแหน่งของประโยคใจความสาคัญวา่ ปรากฏอยู่ที่ใดในย่อหน้า แบ่ง ได้เปน็ 5 ประเภท ดังนี้ 1. ประโยคใจความสาคัญ อยู่ตอนต้นยอ่ หนา้ การเขียนย่อหน้าวิธีน้ีเป็นการเขียนที่ง่ายที่สุด ผู้อ่านสามารถจับประเด็นสาคัญของเร่ืองได้ เหมาะ สาหรบั การเขียนอธิบายใหค้ วามรู้ ตวั อย่าง การปฏิวัติที่แท้จริงนั้น มีลักษณะไม่เหมือนกับท่ีคนนึกกันอยู่โดยท่ัวไป กล่าวคือมิได้เกิดมาจาก ประชาชนทถี่ ูกกดข่ีและมิได้เกิดข้ึนเฉย ๆ ได้กะทันหัน การปฏิวัตินั้นท่ีจริงเกิดข้ึนมาจากปัญหาความคิดของชนชนั้ กลางหรือชนช้ันสูง มีระยะเวลาการฟักตัวที่ยาวนาน บางทีก็เป็นเวลาต้ังร้อย ๆ ปีก่อนท่ีความคิดนั้นจะปรากฏรูป กายออกมาเปน็ การปฏวิ ัติ 2. ประโยคใจความสาคัญอยู่ตอนท้ายย่อหน้า การเขียนยอ่ หนา้ วิธีนจี้ ะมีประโยคขยายความกลา่ วนามาก่อนแล้ว สรุปความคิดไว้ในตอนทา้ ย ตัวอย่าง ในความกวา้ งใหญข่ องผืนน้าแห่งมหาสมุทรท้ังหา้ ที่มีอาณาเขตมากกว่า 3 ใน 4 สว่ นของโลกน้นั ได้ซุก ซ่อนเร่ืองราวแห่งอดีตเอาไว้มากมาย นับแต่สมัยโบราณมนุษย์ได้ใช้ผืนน้าอันกว้างใหญ่นี้เป็นเส้นทางท่ีเชื่อมโยง ดินแดนในส่วนต่าง ๆ ของโลกเข้าไว้ด้วยกัน จากการค้นหา สารวจใหม่ การอพยพย้ายถิ่นฐานไปจนถึงการติดต่อ ค้าขายและแลกเปลี่ยนศิลปวิทยาการ จนกระท่ังนาไปสู่ความขัดแย้งและการทาสงคราม สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ ประวัตศิ าสตรบ์ างสว่ นของมนุษยชาตถิ กู เก็บรักษาเอาไวใ้ นห้วงลกึ แห่งท้องทะเล
64 3. ประโยคใจความสาคัญอยู่ตอนตน้ และท้ายยอ่ หนา้ การเขียนย่อหน้าวิธีน้ีจะเร่ิมต้นจากประโยคใจความสาคัญ แล้วตามด้วยประโยคขยายความ จากน้ัน สรุปเน้นความคิดสาคัญอกี ครง้ั ในชว่ งท้ายของยอ่ หนา้ ตัวอยา่ ง ในสมัยรัตนโกสินทร์ การแสดงหุ่นยังคงเป็นท่ีนิยมต่อเน่ืองมาจากสมัยกรุงธนบุรี เพราะการแสดง อย่างอ่ืนยังมีไม่มาก โดยเฉพาะงานศพก็มีโขนกับหุ่นเป็นพ้ืน เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในสมัย รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างเมรุและสร้างที่วัดสุวรรณาราม บางกอกน้อย ถวายเป็นของพระบรมมหาราชวังก็ได้โปรดให้ สร้างโรงโขนและโรงหุ่นด้วย แสดงว่าการละเล่นท้ังสองอย่างน้ีเป็นท่ีนิยมในคร้ังนั้นมาก แม้ภายหลังเม่ือสร้างเมรุ ปูนที่วัดสระเกศในรัชกาลที่ 3 ก็ยังคงมีโรงโขน โรงหุ่นอยู่เช่นเดิม ส่อให้เห็นว่าการแสดงหนุ่ ยังเปน็ ที่นิยมติดตอ่ กนั เร่ือยมาไม่ขาดระยะ 4. ประโยคใจความสาคัญอยู่ตอนกลางยอ่ หน้า การเขียนย่อหนา้ วิธีน้ีจะยากกว่าวิธีอื่น ๆ โดยเริ่มต้นด้วยประโยคขยายความ แล้วสรุปใจความสาคญั ไว้กลางย่อหนา้ ตอ่ จากน้นั ก็ขยายความตอ่ ไป จนจบย่อหนา้ ตัวอยา่ ง ความสุขของชาวนาท่ีต้นข้าวเขียวขจีไปตลอดทั้งทุ่ง และเม่ือข้าวตกรวงดูเหลืองอร่ามไปทุกหนทุก แห่ง ซึ่งหมายถึงความเป็นอยู่ของชาวนาจะดีขึ้น เวลาที่เก็บเกี่ยวข้าวจึงเป็นเวลาท่ีชาวนาอิ่มเอิบ การร้องราทา เพลงท่ีเรียกว่าเพลงเก่ียวข้าวจึงได้เกิดข้ึน เพราะเป็นเวลาที่ชาวนาเบิกบานใจนั่นเอง เม่ือชาวนาเป็นสุขมีกินมีใช้ ชาวนาก็คิดถึงการบุญการกุศล ดังนั้นประเพณีและวัฒนธรรมหลายอย่างดารงอยู่ได้เพราะชาวนาเป็นกาลังสาคัญ เมื่อชาวนาได้ข้าวก็นึกถึงบุญคุณของแม่โพสพ จึงเกิดประเพณีทาบุญต่าง ๆ เช่น ทาบุญลานนวดข้าว ทาบุญกลาง ทุ่ง ฯลฯ การทาบุญเหล่านี้นอกจากจะทาให้เกิดขวัญและกาลังใจแล้ว ก็ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมใจ สมัครสมานสามัคคีของเพอื่ นบา้ นท่ีเต็มใจและมาร่วมทาบญุ โดยพรอ้ มเพรียงกนั 5. ยอ่ หน้าทไ่ี มป่ รากฏประโยคใจความสาคญั การเขยี นยอ่ หนา้ วิธีน้ีจะประกอบดว้ ยประโยคขยายความที่ให้รายละเอียดต่าง ๆ ต่อเน่ืองกนั ไป แตไ่ ม่ ปรากฏประโยคใจความสาคัญท่ีชัดเจน ผู้อ่านจะทราบถึงความคิดสาคัญท่ีแฝงอยู่ในย่อหน้า แต่ไม่สามารถชี้ชัดได้ วา่ ปรากฏชัดเจนอยู่ตาแหน่งใด
65 ตวั อย่าง คนทถ่ี ูกงูพษิ กดั จะเหน็ เปน็ รอยเข้ียว รอยลกึ 1 หรือ 2 รอย แลว้ แตว่ ่าจะกัดถนดั หรอื ไม่ ส่วนงไู มม่ พี ิษ กัดจะมีรอยฟันเป็นแถวเรียงกัน เม่ือถูกงูกัดให้ใช้ผ้าแผ่นเล็ก ๆ พันท่ีแผล โดยพันจากส่วนล่างของแผลให้แน่น พอประมาณ แล้วพันทับเลยแผลขึ้นไป จากน้ันหาแผ่นไม้หรือกระดาษแข็งมาทาบแล้วพันทับด้วยผ้าอีกครั้ง ให้ ผู้ป่วยยกส่วนที่ถูกกัดอยู่เหนือแนวระนาบ แล้วส่งโรงพยาบาลท่ีอยู่ใกล้ที่สุด ท้ังนี้ห้ามให้ทานยาหรือเครื่องด่ืม แอลกอฮอลแ์ กป้ วดให้ใชย้ าพาราเซตามอลเท่าน้ัน ใจความสาคัญคอื เมื่อถูกงกู ดั ให้สงั เกตรอยเข้ยี วและทาการปฐมพยาบาลเบอ้ื งต้นให้ถูกวธิ ี วิธขี ยายความในย่อหนา้ การเขยี นยอ่ หน้าให้มีความชัดเจน แจม่ แจ้ง ผู้เขียนต้องขยายความคิดจากความคดิ หลักท่ีมีอยู่ การขยาย ความมหี ลายวธิ ี ดงั น้ี 1. ขยายความดว้ ยการใหร้ ายละเอยี ด การพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีคุณค่าต่อประเทศชาติต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กโดยเฉพาะ ในช่วงวัยรุ่น เด็กวัยนี้ต้องการมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพและกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่เพ่ือให้ก้าวทันโลก การเปิดโอกาสให้วยั รุ่นได้พิจารณาตนเองตามความถนัด และ ความสนใจจะช่วยเสริมสร้างทักษะความสามารถเฉพาะตัวท่ีมีความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักคิดและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง อันนาไปสู่การพัฒนาความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดังนั้นเราควรพัฒนาวัยรุ่นอย่างจริงจังเพ่ือสร้าง ทรัพยากรมนุษยท์ ี่มคี ณุ ภาพสาหรบั ประเทศต่อไป 2. ขยายความต้องการใหค้ าจากดั ความ คาว่า “Unofficial Translation” แปลว่า “การแปลอย่างไม่เป็นทางการ” ซ่ึงจะหมายถึงบรรดา ข้อความใดก็แล้วแต่ ที่แปลข้ึนมาแล้ว ไม่อาจรับประกันได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผแู้ ปลจะแปลถูกต้องทั้งหมด ส่วน อีกความหมายหน่ึงก็คือว่า เป็นข้อความท่ีแปลแล้ว แต่ไม่ถือว่าแปลได้ดีมาก ใช้ได้พอเป็นบรรทัดฐานเท่านั้น หาก ต้องการนาข้อความดังกล่าวไปใช้เป็นภาษาทางการหรือพิธีการก็จะต้องมีการนาสานวนการแปลนั้นมาตรวจสอบ ความถูกตอ้ งในการแปลอกี คร้งั
66 3. ขยายความต้องการยกตัวอยา่ ง วิธกี ารรกั ษารอยฟกชา้ มีหลายวธิ ีขนึ้ อยกู่ ับบรเิ วณที่ฟกชา้ เชน่ ถา้ เกดิ อาการฟกช้าบริเวณ ลาตัว แขน ขา ให้ใช้วิธีการเปิดก๊อกน้าให้น้าไหลผ่านแรง ๆ ถูกบริเวณฟกช้าเพ่ือรักษาอาการเลือดออกใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ หากมีรอยช้ารุนแรงที่แขนหรือขา ก็ให้ยกแขน ยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจเพ่ือลดอาการบวม แต่ถ้ารอยฟกช้าเกิด บรเิ วณอวัยวะท่บี อบบาง เชน่ ใบหนา้ ดวงตา ก็ให้ใชน้ ้าเยน็ ประคบใหเ้ รว็ ทส่ี ุด และนานอยา่ งน้อย 30 นาที ตอ่ ไปนี้ เกดิ รอยฟกชา้ ในร่างกาย เราจะเลอื กใช้วธิ ใี ดในการรักษาน้นั ก็ข้นึ อยู่กับบริเวณท่ีฟกช้าเปน็ สาคัญ 4. ขยายความด้วยการเปรียบเทียบ ดอกมะลเิ ปน็ ดอกไม้ที่ถูกรับรองแล้วว่าเป็นดอกไม้ที่หอมเย็นชื่นใจท่ีสดุ และขาวท่ีสุดในบรรดาดอกไม้ ท้ังหลาย ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ก็เช่นเดียวกับการเล่นละคร ขอให้เป็นตัวเอกที่มีชื่อเสียงที่สุดเช่นเดียวหรือ ลักษณะเดียวกับดอกมะลิ อย่าเป็นตัวผู้ร้ายท่ีเลวท่ีสุด และให้เห็นว่าดอกมะลินี้จะบานเต็มที่เพียงสองสามวันก็จะ เหีย่ วเฉาไป ฉะน้ันขอใหท้ าตัวเราให้ดที สี่ ดุ เมอ่ื ยังมชี วี ติ อยู่ให้หอมทีส่ ดุ เหมือนดอกมะลิทเี่ ริม่ แย้มบาน 5. ขยายความดว้ ยการใหเ้ หตุผล หญ้าไผ่นับว่ามีประโยชน์มหาศาลแทบท้ังสิ้น เพราะหน่อไม้ก็ใช้รับประทานเป็นอาหารได้ ลาต้นของ ไผ่ใช้ทาภาชนะใช้รองแพใช้ในการประกอบอุตสาหกรรมหลายชนิด และท่ีสาคัญไม้ไผ่ใช้เก่ียวกับสุขภาพได้ด้วย สขุ ภาพท่ีพูดถึงนี้เป็นสุขภาพทเี่ กดิ จากการนวด และมีไม้ไผ่เขา้ ไปมบี ทบาทอยดู่ ้วย ลักษณะของยอ่ หนา้ ทด่ี ี การเขยี นยอ่ หน้าท่ีดีจะต้องประกอบด้วยส่วนสาคญั 4 ส่วนดงั นี้ 1. ความมเี อกภาพ ในแต่ละย่อหน้าจะต้องเขียนให้มีความคิดสาคัญเพียงประการเดยี ว 2. ความสมบูรณ์ ในแต่ละย่อหน้าจะต้องเขียนให้มีจุดมุ่งหมาย เน้ือหาสาระรายละเอียด ชัดเจน เน้ือความครบบริบรู ณ์ 3. มสี ารตั ถภาพ การเขยี นยอ่ หน้าท่ีดีต้องมีการเน้นย้าความคดิ สาคญั ซึ่งอาจทาได้ด้วยการกล่าวซ้า หรือ กาหนดสัดส่วนของเรือ่ งทีเ่ น้นใหม้ ากขึ้น 4. มีสัมพันธภาพ เป็นการเรียบเรียงข้อความให้ต่อเน่ืองสัมพันธ์กัน เป็นการจัดลาดับความคิดเพ่ือให้ ผู้อา่ นเขา้ ใจเร่ืองได้ง่ายข้นึ
67 สรปุ การเขียน คือ ทักษะการใช้ภาษาชนดิ หน่ึง เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด จินตนาการ ประสบการณ์ ต่าง ๆ รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึก เป็นการสื่อสารหรือสื่อความหมายโดยใช้ตัวหนังสือในการถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ การเขียนเป็นทักษะท่สี ามารถฝึกฝนได้ การฝึกฝนควรเร่ิมจากมีความรู้พ้ืนฐานในเบื้องตน้ ท้ังเรื่องการสะกดคา การ ใช้คา ประโยค สานวนโวหาร และการเขียนย่อหน้า ผ้เู ขยี นควรมกี ารวางแผนการเขียนอยา่ งเปน็ ระบบ โดยคานึงถึง ความน่าสนใจและความเหมาะสมกบั ผู้อ่านดว้ ย
ส่วนที่ 3 68 การสรา้ งสื่อ 1.1 ความรูพ้ ้นื ฐานของการฟงั ชอ่ื ส่ือการสอน : ภาษาไทยกับการใช้ 1.2 ประเภทของการฟัง ช่อื วิชา : วชิ าภาษาไทย กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย 1.3 หลกั การฟงั กลมุ่ เปา้ หมายระดับชั้น : มธั ยมศึกษาปีที่ 3 1.4 อปุ สรรคและปญั หาในการฟัง สรุปเน้ือหาบทท่ี 1 การฟงั โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Map) 2.1 ความรพู้ ้ืนฐานในการพดู ภาษาไทยกบั การใช้ 2.2 หลกั การพดู การใช้ 2.3 การพูดในชวี ติ ประจาวัน 2.4 การพดู เพอื่ วัตถปุ ระสงค์เฉพาะ หนา้ แรก เนอ้ื หาเข้าสบู่ ทเรียน สรปุ เน้ือหาบทที่ 2 การพูด 3.1 ความรู้พืน้ ฐานเก่ยี วกับการอ่าน 1 บทท่ี 1 การฟงั 3.2 หลกั พ้ืนฐานในการอ่าน 3.3 ประเภทของการอา่ น ประวตั สิ ว่ นตัว 1.1 ความรพู้ น้ื ฐานของการฟงั สรุปเน้ือหาบทที่ 3 การอา่ น คาอธบิ ายรายวชิ า 4.1 ความรูพ้ ้นื ฐานของการเขียน จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1 กาบรฟทังที่ 2 การพดู 4.2 การใชภ้ าษาไทยเพ่อื การเขยี น บท2ทก่ี า3รกพาูดรอา่ น 4.3 การเขียนโครงเร่อื ง 4.4 ลักษณะของงานเขยี นทดี่ ี บทที่ 4 การเขียน 4.5 การเขยี นยอ่ หน้า สรปุ เนือ้ หาบทท่ี 4 การเขียน
69 จดุ ประสง่ค 1.้ผูเรยี นสามารถบอกแนวคิดพน้ื ฐานของการสื่อสาร 2.้ผูเรียนมที ักษะทา้งดานการพูด สามารถพดู ้ไดถูก้ตองเหมาะสม 3.้ผูเรยี นมที กั ษะทา้งดานการ้ฟง สามารถ้ฟงและคดิ อ้ยางมีวจิ ารณญาณ 4.้ผูเรียนมที กั ษะทา้งดานการ้อาน สามารถ้อาน้ไดอ้ยางถูก้ตอง 5.้ผูเรียนมีทกั ษะทา้งดานการเขยี น สามารถเขียนงานเชิงส้รางสรร้ค้ได 6.้ผูเรียนสามารถนาความ้รูท้่ีไดรับไปประยกุ้ต้ใชในชวี ิตประจาวนั ้ได อง่คประกอบของเนอื้ หำ ห้นวยที่/บทท1ี การ้ฟง ห้นวยท/่ี บทที2่ การพูด ห้นวยท/่ี บทที่3 การ้อาน ห้นวยท/่ี บทท4่ี การเขยี น แบบฝกึ หดั ระหวา่ งหนว่ ย/แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบเรื่อง ภาษาไทยกบั การใช้ (จานวน 10 ข้อ) 1. การฟังมีความหมายตรงกับข้อใด ก. การไดย้ ิน ข. การร้คู วามหมาย ค. การทาความเขา้ ใจซึ่งกนั และกนั ง. การรับรู้ความหมายจากเสยี งที่เราได้ยิน 2 .ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ ุณสมบตั ิของผฟู้ ังทีด่ ี ก. น่ังฟังเงียบๆ แสดงอาการรับรู้จนกวา่ ผูพ้ ดู จะพูดจบ ข. พจิ ารณาเร่ืองราวท่ีกาลังฟังวา่ น่าเชอื่ ถือมากน้อยเพียงใด ค. รวบรวมความคดิ ให้ได้ว่าผู้พดู มวี ตั ถปุ ระสงค์อะไรในการพดู นัน้ ง. แยกแยะไดว้ า่ เร่อื งท่ไี ด้ฟงั นั้นมีสว่ นใดเปน็ ขอ้ เท็จจรงิ ส่วนใดเปน็ ข้อคิดเห็น 3 .ระดับของการฟัง มีกี่ระดับ ก. 1 ระดับ ข. 3 ระดับ ค. 5 ระดบั ง. 10 ระดบั 4. ระดับของการฟังมีอะไรบ้าง ก.ระดบั การไดย้ นิ ข.ระดับการฟงั ตามปกติ ค. ระดับการฟงั อยา่ งมวี ิจารณญาณ ง. ถูกทุกข้อ
70 5. ประเภทของการพดู มกี ปี่ ระเภท ง. ถูกทกุ ขอ้ ก. 5 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. ไมม่ ขี ้อใดถูก 6. วธิ กี ารพดู จาแนกได้อย่างไรบ้าง ก. พูดแบบฉับพลนั หรอื พดู แบบกะทันหนั ข. พดู แบบอา่ นจากรา่ งหรอื ต้นฉบับ ค. พดู แบบสนกุ ๆ ง. ถูกทัง้ ข้อ ก และ ข 7. งานเขยี นทด่ี คี วรจะมลี ักษณะอย่างไร ก. ชดั เจนและถูกต้อง ข. เขียนแบบไหนก็ได้ ค. ตามใจคนเขยี น 8. ประเภทของการอ่านแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท อะไรบ้าง ก. การอา่ นในใจและการอ่านออกเสียง ข. การอา่ นออกเสียงและการอ่านดังๆ ค. การอ่านแบบทานองเสนาะและการอ่านออกเสียง ง. การอา่ นแบบเงียบๆและการอา่ นออกเสยี ง 9. ความสาคญั ของย่อหนา้ คอื อะไร ก. ชว่ ยใหผ้ ูอ้ า่ นติดตามเนื้อหาไดอ้ ย่างเขา้ ใจ ข. ช่วยใหผ้ ูอ้ า่ นเห็นโครงรา่ งของเร่อื งโดยรวม ค. ช่วยให้ผูอ้ า่ นไดพ้ ักสายตา พกั สมองก่อนติดตามเร่ืองต่อไป ง. ถกู ทกุ ขอ้ ที่กล่าวมา 10.ในหนง่ึ ย่อหนา้ จะประกอบดว้ ยประโยค กีช่ นดิ ก. 2 ชนิด ข. 3 ชนดิ ค. 5 ชนดิ ง. 1 ชนดิ
71 แบบฝกึ หัดระหวา่ งหน่วย/แบบทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบเร่ือง ภาษาไทยกบั การใช้ (จานวน 10 ข้อ) 1. ข้อใดไม่ใชม่ ารยาทในการฟงั ? ก. ฟังดว้ ยความตัง้ ใจ ข. ฟังเฉพาะผู้พูดทเ่ี ราชอบ ค. ฟังดว้ ยความสนใจ ง. มีปฏิสัมพันธ์กบั ผ้พู ดู 2. การฟงั คอื อะไร ก. พฤติกรรมการใช้ภาษาท่เี กิดขึ้นภายในตวั บคุ คลของบุคคลหน่งึ หลังจากไดย้ นิ เสยี งพดู หรือเสยี งอา่ น ข. การทาความเข้าใจซ่ึงกนั และกนั ค. การรคู้ วามหมาย ง. ถกู ทกุ ขอ้ 3. ข้อใดคือลักษณะของการฟัง ก. การฟงั อยา่ งเข้าใจ ข. การฟงั อยา่ งมจี ุดมุ่งหมาย ค. การฟงั อย่างมวี จิ ารณญาณ ง. ถกู ทกุ ข้อ 4. การฟังมีจุดมุ่งหมายทส่ี าคญั คือ ก. ฟงั และจบั ใจความสาคัญของเร่อื งที่ฟงั ข. ฟังเพ่ือจบั ใจความโดยละเอียด ค. ฟังเพ่ือหาเหตผุ ลมาโตแ้ ย้งหรอื คล้อยตาม ง. ถูกทง้ั ก และ ค
72 5. ข้อใดเป็นองคป์ ระกอบสาคัญของการพดู ง. ไมม่ ขี ้อใดถูก ก. ผ้พู ูด ข. ผูฟ้ ัง ค. สาระท่พี ูด 6. ข้อใดเปน็ การพูดแบบเป็นทางการ ก. พูดกับพี่นอ้ ง ข. พดู บรรยายให้ความรู้ ค. พูดกบั เพื่อนร่วมงาน ง. พูดในงานสังสรรค์ 7. การอ่านในใจ หมายถึง ก. การอา่ นแบบไม่มีเสียง ข. การแปลตวั อกั ษรออกมาเป็นความรู้ ความเข้าใจ และความคิด และนาไปใช้ ค. การเข้าใจเร่ืองที่อ่านไดอ้ ย่างถูกต้อง ง. เปน็ การรบั สารส่งสารและสง่ สารวิธหี น่ึง 8. ขอ้ ใดไมใ่ ชจ่ ดุ มุ่งหมายในการอ่านออกเสียง ก. เพอื่ ให้อา่ นออกเสยี งไดถ้ ูกตอ้ งตามอักขรวิธี ข. เพือ่ ใหเ้ ขา้ ใจเรื่องที่อ่านได้ถกู ต้อง ค. เพือ่ ใหเ้ ป็นการรบั สารและส่งสารวธิ ีหนง่ึ ง. เพื่อจับใจความได้ถูกต้องและรวดเรว็ 9. ความกรณุ าปราณีเกิดจากจิตใจอันดงี าม หรือความเป็นมนษุ ยธรรมของคนเราไมต่ อ้ งมีการบงั คบั หรอื เรยี กร้อง ผู้ไดร้ ับย่อมปตี ิซาบซึ้งในพระคุณดงั พระราชนพิ นธ์ในพระมหาธีรราชเจา้ ในเรื่องเวนสิ วาณิช ว่า \"อนั ความกรณุ าปราณี จะมีใครบังคบั ก็หาไม่ หล่ังมาเองเหมอื นฝนอนั ชื่นใจ จากฟากฟูาสุราลยั สู่ แดนดนิ \" เปน็ การเขียนบทสรปุ แบบใด ก. ยกคาคม ภาษิต ข. สรุปสาระสาคัญ ค. สรปุ แบบคาถาม ง. สรุปแบบตอบคาถาม
73 10. มันน่าขนั นะคณุ คนที่เราไม่สอนเขาเลย เขากลบั บอกว่าไดอ้ ะไรจากเรามากมาย แต่คนท่มี ีหนา้ ที่จะสอน เขา เขากลับบอกวา่ ไม่ต้องการแม้เพียงจะคอย ช่ัวเวลาสัก 15 นาทเี ทา่ น้นั ก็ยังคอยไมไ่ ด้ เป็นบทสรปุ แบบใด ก. ฝากขอ้ คดิ ข. สรุปสาระสาคญั ค. สรปุ แบบตอบคาถาม ง. . ยกคาคม ภาษติ โครงสรา้ ง (Layout) หน้าแรก ขอ้ ความ (ภาษาไทยกบั การใช)้ รูป รูป ข้อความ
74 โครงสรา้ ง (Layout) หน้าประวตั ิสว่ นตัว ข้อความ (ชื่อ รหสั สาขา คณะ มหาวทิ ยาลัย) รูป ข้อความ (คตปิ ระจาใจ) รูป ข้อความ (ภูมิลาเนา) รูป เพลงโปรด Youtube (4วิดีโอ) สถานท่ีติดต่อ แผนทม่ี หาลยั
75 โครงสร้าง (Layout) หนา้ สถานท่ที ี่ชอบ ข้อความ (\"5 จุดกางเต็นท์\"สดุ ชิลนอนฟินรมิ ลาธาร สวนผ้งึ จ.ราชบรุ ี....) ข้อความ (เนื้อเร่ือง) รูป ขอ้ ความ (1.ไรย่ ทุ ธนา) ขอ้ ความ (เนอ้ื เรื่อง) รปู รูป ข้อความ (ที่อยู่ของสถานที่)
โครงสรา้ ง (Layout) หน้าสถานทท่ี ชี่ อบ (ตอ่ ) 76 ข้อความ (2. ต้นนา้ โฮมสเตย์) ขอ้ ความ (เนื้อเร่ือง) รูป รปู รูป ข้อความ (ที่อยขู่ องสถานที่)
77 โครงสรา้ ง (Layout) หนา้ สถานทีท่ ่ชี อบ (ตอ่ ) ขอ้ ความ (3. ภธู ารา สวนผึ้ง, ราชบุร)ี ข้อความ (เน้อื เรื่อง) รปู รปู รปู ข้อความ (ท่ีอยขู่ องสถานท่ี)
โครงสร้าง (Layout) หน้าสถานทที่ ชี่ อบ (ตอ่ ) 78 ข้อความ (4.ไรอ่ โุ มงค์นา้ ) ข้อความ (เนอื้ เรื่อง) รปู รูป รปู ขอ้ ความ (ทอ่ี ยู่ของสถานท่)ี
79 โครงสรา้ ง (Layout) หน้าสถานทท่ี ่ีชอบ (ตอ่ ) ข้อความ (5. Camping One At Suan Phueng) ขอ้ ความ (เน้อื เรื่อง) รปู รปู รปู ขอ้ ความ (ทอ่ี ยู่ของสถานท่)ี รูป ขอ้ ความ (เนอื้ เร่ือง)
80 โครงสร้าง (Layout) คาอธิบายรายวชิ า ขอ้ ความ (คาอธบิ ายรายวชิ า) ขอ้ ความ (เน้ือเร่ือง) รปู โครงสรา้ ง (Layout) จุดประสงค์การเรยี นรู้ ขอ้ ความ (จุดประสงคก์ ารเรียนรู้) ข้อความ (เน้อื หา)
81 โครงสร้าง (Layout) แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ข้อความ (แบบทดสอบกอ่ นเรียน) แบบทดสอบก่อนเรียน โครงสรา้ ง (Layout) เน้อื หา ขอ้ ความ (เนื้อหาบทเรยี น) รูป รปู รปู รปู ขอ้ ความ (บทท่ี 1 การฟงั ) ขอ้ ความ (บทที่ 1 การพูด) ข้อความ (บทที่ 1 การอ่าน) ขอ้ ความ (บทที่ 1 การเขยี น)
82 โครงสร้าง (Layout) บทท่ี 1 การฟัง ข้อความ (บทที่ 1 การฟัง) รปู ข้อความ (เนื้อเร่ือง) Youtube
83 โครงสร้าง (Layout) บทท่ี 2 การพูด ข้อความ (บทที่ 2 การพูด) รปู ข้อความ (เนื้อเร่ือง) Youtube
84 โครงสร้าง (Layout) บทท่ี 3 การอา่ น ขอ้ ความ (บทที่ 3 การอ่าน) รูป ขอ้ ความ (เนอ้ื เร่ือง) Youtube
85 โครงสร้าง (Layout) บทที่ 4 การเขียน ข้อความ (บทท่ี 4 การเขียน) รูป ข้อความ (เนอ้ื เรือ่ ง) Youtube
86 โครงสร้าง (Layout) แบบทดสอบหลงั เรียน ข้อความ (แบบทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบหลงั เรียน
87 สว่ นที่ 4 เว็บไซตก์ ารเรียนการสอน ช่ือส่ือการสอน : ภาษาไทยกับการใช้ ชื่อวิชา : วิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย กลุ่มเปา้ หมายระดับชั้น : มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 หนา้ แรก
88 หนา้ ประวตั ิส่วนตัว
89 หนา้ สถานทที่ ช่ี อบ
90 หนา้ คาอธิบายรายวชิ า หน้าจดุ ประสงค์
91 หนา้ แบบทดสอบก่อนเรียน หนา้ เน้ือหา
92 หนา้ บทที่ 1 การฟัง หน้าบทท่ี 2 การพูด
93 หนา้ บทท่ี 3 การอ่าน หน้าบทท่ี 4 การเขยี น
94 หน้าแบบทดสอบหลังเรยี น
95 เอกสารอา้ งอิง กุสุมา รกั ษมณี. (2536). ทักษะการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: อกั ษรเจริญทัศน์. คณาจารยภ์ าควิชาภาษาไทย คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, (2542). การใช้ภาษาไทย 2 . พิมพค์ รั้งที่ 4 .กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. กองเทพ เคลอื บพณชิ กุล. (2542). การใช้ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.์ กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์. (2551). ทกั ษะภาษาเพือ่ การสื่อสาร. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร์. ฉัตรวรุณ ตนั นะรัตน์. (2529). หลกั วาทการ. กรุงเทพฯ: การศาสนา. นพิ นธ์ ศศธิ ร. ( 2524). หลกั การพดู ต่อชุมนมุ ชน. พิมพค์ ร้งั ที่ 3. กรงุ เทพฯ: ไทย วัฒนาพานิช. ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ฉบับพ.ศ 2542. กรงุ เทพฯ: นานมีบคุ๊ สพ์ ับลิเคชน่ั ส.์ วัฒนะ บุญจบั . (2541). ศาสตรแ์ หง่ การใช้ภาษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์มติ รสยาม. วิจติ ร อาวะกลุ . (2534). เพอ่ื การพูด การฟงั และการประชมุ ทดี่ .ี (พิมพ์ครงั้ ท่ี 3). กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิชย.์ สนทิ ตง้ั ทว.ี (2536). อา่ นไทย. พมิ พค์ รั้งท่ี 2.กรุงเทพฯ:โอเดยี นสโตร์. สนุก รฐั ถาวร. (ม.ป.ป.). ศิลปะการพดู . กรงุ เทพฯ: สายใจ สเุ มธ แสงนม่ิ นวล (2545). พูดอย่างไรให้สัมฤทธผิ์ ล. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: บุ๊คแบงก.์ อภิรกั ษ์ อนะมาน. (2549). ศลิ ปะการใชภ้ าษาไทย. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: พฒั นาศกึ ษา.
Search