Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 3 คลื่นและแสง

หน่วยที่ 3 คลื่นและแสง

Published by Petch Pitchayaporn, 2022-09-26 02:31:03

Description: หน่วยที่ 3 คลื่นและแสง

Keywords: หน่วยที่ 3 คลื่นและแสง

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 6 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 5 รหสั วชิ า ว 23101 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เวลา 22 ชั่วโมง หน่วยการเรียนที่ 3 คล่ืนและแสง เวลา 3 ชัว่ โมง เร่อื ง คล่นื กล ชอ่ื ผ้สู อน ว่าท่ีร.ต.หญิง พชิ ญาภรณ์ เกิดผล เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณท์ ่เี กีย่ วข้อง กับเสียง แสง และคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด (สาหรับรายวิชาพ้ืนฐาน) ว 2.3 ม.3/10 สร้างแบบจาลองทอ่ี ธบิ ายการเกดิ คล่ืนและบรรยายส่วนประกอบของคลน่ื สาระสาคัญ คล่นื เกดิ จากการส่งผา่ นพลังงานโดยอาศยั ตวั กลางและไม่อาศยั ตัวกลาง ในคลื่นกล พลังงานจะถูกถ่าย โอนผ่านตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางไม่เคล่ือนที่ไปกับคลื่น คลื่นที่แผ่ออกมาจากแหล่งกาเนิดคล่ืนอย่าง ตอ่ เนื่องและ มรี ูปแบบที่ซ้ากนั บรรยายได้ดว้ ยความยาวคลน่ื ความถี่ แอมพลิจดู จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมเพอื่ ใหบ้ รรลุตามตวั ชว้ี ัด) ดา้ นพุทธิพิสัย 1. อธบิ ายการเกดิ คล่ืนกล และบรรยายสว่ นประกอบของคล่นื กล ด้านทักษะพสิ ัย 2. สามารถสรา้ งแบบจาลองโดยการวาดแสดงลกั ษณะของคลืน่ กล ด้านจติ พสิ ัย 3. นกั เรียนสามารถนาความรเู้ รื่องคลน่ื กลไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้

สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge) - คล่ืนกลเปน็ การส่งผา่ นพลังงาน โดยอาศัยตวั กลางซง่ึ อนุภาคของ ตัวกลางไม่เคลื่อนทไ่ี ปกับคล่ืน - คลื่นมีส่วนประกอบ ได้แก่ สันคลนื่ ทอ้ งคลืน่ แอมพลิจดู ความยาวคลื่น ความถี่ โดยพลังงานของ คล่นื กลจะข้ึนอย่กู บั แอมพลิจูด ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (Process) - สามารถสร้างแบบจาลองการเกิดคลนื่ กลได้ - วาดภาพแสดงการเกิดคลื่นกล ดา้ นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยอู่ ย่างพอเพยี ง ซือ่ สตั ยส์ ุจริต  มงุ่ ม่ันในการทางาน  มวี ินัย รักความเปน็ ไทย  ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ ด้านสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น : การสนทนาพูดคุยแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ การสือ่ สาร  ความสามารถในการส่ือสาร  ความสามารถในการคดิ : การใช้กระบวนคดิ ในการเรยี นรูแ้ ละการทางาน  ความสามารถในการแก้ปัญหา : การแก้ปัญหาจากสถานการณท์ ี่ครกู าหนดและ ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ การแก้ปญั หาเฉพาะหน้า : การใชค้ วามรไู้ ปใช้ในชวี ิตอย่างเป็นประโยชน์ ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพ่ือความปลอดภัย : สืบค้นข้อมลู จากแหลง่ เรยี นรโู้ ดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ ด้านคุณลักษณะของผ้เู รียนตามหลักสตู รมาตรฐานสากล เป็นเลศิ วิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้าหน้าทางความคดิ ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์ ร่วมกันรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมโลก บูรณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่นอ้ ย ไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผู้อน่ื )....................................................... ความมเี หตผุ ล...(มีเหตผุ ลของผลการกระทาทคี่ าดวา่ จะได้รับอยา่ งรอบคอบ)........................................ มีภูมคิ มุ้ กนั ในตัวทดี่ ี...(เตรยี มตวั รบั ผลกระทบ/การเปล่ียนการในอนาคต).............................................. ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)................................................................................................... คณุ ธรรม..(ซอ่ื สตั ยส์ ุจริต ขยนั อดทน สติปญั ญา แบง่ ปนั )...................................................................... (หมายเหตุ ในแตล่ ะดา้ นไมจ่ าเป็นตอ้ งมคี รบทกุ ข้อในทุกแผนการจัดการเรียนรู้)

ด้านการอ่าน เขยี น คิดวเิ คราะห์  การอา่ น : การอ่านใบความรู้ ใบงาน การสบื ค้นความรเู้ พิม่ เตมิ การคดิ วเิ คราะห์ : การคดิ แกป้ ัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ คิดคลอ่ ง คดิ ยืดหยุน่ การวเิ คราะหน์ าความรูไ้ ปใชใ้ นชีวิตประจาวัน  การเขียน : การทาแบบฝกึ หัด ใบงาน สรุปความรทู้ ่ีได้ การบรู ณาการ บูรณาการภายในกลมุ่ สาระการเรียนรู้ กับ รายวิชา........................................................................ บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระบ.ุ ....................................................................................... บรู ณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น 3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตุผล มีภูมคิ มุ้ กนั ทด่ี ีในตนเอง 2 เง่อื นไข มีคณุ ธรรม  มีความรู้ บูรณาการกบั ประชาคมอาเซียน ในสาระสาคญั (Theme) ต่อไปนี้ การรจู้ ักอาเซียน การตระหนกั ถึงคุณคา่ ของอัตลักษณ์และความหลากหลาย การเช่ือมโยงโลกและทอ้ งถนิ่ การส่งเสริมความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม การทางานร่วมกันเพื่ออนาคตทยี่ ัง่ ยนื ชนิ้ งาน/ภาระงาน - ใบกิจกรรม กจิ กรรมการเรยี นการสอน ขั้นนา 1) ครูกระตนุ้ ความสนใจนักเรียน เชื่อมโยงเข้าสู่บทท่ี 1 เร่ือง คลื่น โดยให้นักเรียนสังเกตภาพนาบท เก่ยี วกับคลนื่ น้า แล้วใช้คาถามตอ่ ไปนี้ - สามารถทาให้เกดิ คล่ืนน้าดังภาพได้อยา่ งไร (นักเรยี นตอบตามความเข้าใจ เช่น ปาก้อน หนิ ลงในน้า ใชก้ งิ่ ไม้กระทุง้ ผิวนา้ ) 2) ให้นักเรียนอา่ นเน้ือหานาบทและร่วมกนั อภิปรายเก่ยี วกับความเหมือน ความแตกต่างของคลื่นน้า และคลื่นท่ีใช้ในโทรศัพทเ์ คลือ่ นที่ ตามแนวคาถามดงั ต่อไปนี้ - คลื่นที่ใช้ส่งสัญญาณในโทรศัพท์เคล่ือนที่ซึ่งเป็นคล่ืน แม่เหล็กไฟฟ้าช่วงหนึ่งเหมือนหรือ แตกต่างจากคลื่นท่ีเรามองเห็นบนผิวน้าอย่างไร (สมบัติที่เหมือนกันคือเป็นคล่ืน เหมือนกัน แต่สมบัติที่แตกต่างกันคือเราสามารถมองเห็นคลื่นบนผิวน้าได้ แต่เราไม่ สามารถมองเหน็ คลน่ื จากโทรศัพท์เคลอื่ นทไี่ ด)้ - นอกจากคลื่นน้าและคล่ืนท่ีใช้ในโทรศัพท์เคล่ือนที่แล้ว นักเรียนรู้จักคลื่นอื่น ๆ อีกบ้าง หรือไม่ (นักเรยี นตอบตาม ประสบการณ์เดิม เชน่ รูจ้ กั คลืน่ เสยี ง คล่ืนวทิ ยุ)

ขน้ั สอน 1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ 1) ครใู ห้นกั เรียนสงั เกตภาพนาเรื่อง อา่ นเน้ือหานาเร่ืองและรว่ มกันอภปิ รายตามแนวคาถามดังน้ี - สึนามิคอื อะไร เกดิ ขึ้นไดอ้ ยา่ งไร (คล่ืนน้าทะเลที่มีความสงู มาก เกดิ จากการยกตัวของ แผ่นดินขณะเกดิ แผ่นดินไหวใตท้ ะเล หรอื อาจเกดิ จากการตกของอกุ กาบาตขนาด ใหญ่ในนา้ ทะเล) 2) ตรวจสอบความรเู้ ดมิ ของนกั เรียนเก่ยี วกบั คลื่นโดยให้ทากิจกรรมรู้อะไรบ้างก่อนเรยี น (หน้า 82) 2) ข้ันสารวจและคน้ หา 1) ครใู ชค้ าถามวา่ นกั เรยี นเคยเหน็ คล่นื ในสปรงิ หรือไม่ เราจะทาให้เกดิ คลื่นในสปรงิ ได้อยา่ งไร เพ่ือ เขา้ สกู่ จิ กรรมท่ี 3.1 เรอื่ ง คลนื่ กลเกดิ ขึ้นได้อย่างไรและมีลักษณะอย่างไร 2) ครมู อบหมายให้นักเรยี นแต่ละกล่มุ ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมท่ี 3.1 โดยมวี ิธกี าร ดังน้ี - ใหน้ กั เรียนวางสปรงิ บนพื้นราบ ยืดสปริงใหย้ าวออกประมาณ 3 เมตร จับปลายดา้ นหน่ึง ของสปริงให้อยู่นิ่ง สะบัดปลายอีก ดา้ นหน่ึงของสปริงไปทางซ้าย-ขวาให้มชี ว่ งกว้างของ การสะบดั แตกตา่ งกนั หรือสะบดั ให้มคี วามถีแ่ ตกตา่ งกนั - สงั เกตการเคลอื่ นที่ของริบบน้ิ และการเปล่ียนแปลงของสปริง พรอ้ มบนั ทกึ ผลการทดลอง - ครแู ละนักเรียนร่วมอภิปรายผลการทดลอง 3) ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ 1) นกั เรยี นและครรู ่วมกันอภปิ รายและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม 3.1 ดงั น้ี - คลื่นในสปริงเกิดขึ้นเมื่อเราออกแรงสะบัดปลายด้าน A ของสปริง โดยคลื่นจะเคล่ือนที่ จากปลายด้าน A ไปด้าน B และขณะท่ีคล่ืนเคล่ือนท่ีไปนั้นริบบ้ินไม่เคลื่อนท่ีไปตามคลื่น แต่จะเคลื่อนท่ีแบบส่ันกลับไปมา ถ้าพิจารณา ทิศทางการเคล่ือนที่ของริบบ้ินกับทิศ ทางการเคลือ่ นที่ของคล่ืนในสปริงจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การ เคลื่อนท่ี ของรบิ บ้นิ ทีม่ ที ศิ ทางตั้งฉากกับทศิ ทางการเคลื่อนท่ีของคลื่นกับการเคลื่อนท่ีของริบบิ้นที่ มีทศิ ทางอย่ใู นแนว เดียวกับทศิ ทางการเคล่อื นท่ีของคลืน่ - คลื่นกลคือปรากฏการณ์การส่งผ่านพลังงานกลจากบริเวณหน่ึงไปยังอีกบริเวณหนึ่งโดย อนุภาคตวั กลางไม่ได้ เคล่อื นที่ไปดว้ ย - คลื่นตามขวางคือคล่ืนที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวต้ังฉากกับทิศทางการ เคลอ่ื นทขี่ องคล่ืน - คลื่นตามยาวคือคล่ืนที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนท่ีกลับไปกลับมาในแนวเดียวกับทิศ ทางการเคล่ือนทข่ี องคล่ืน 4) ข้ันขยายความรู้ 1) ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมเพื่อให้นักเรยี นเกิดความเขา้ ใจทถ่ี ูกต้อง - คล่ืนกลไม่ได้ทาให้สสารเคล่ือนท่ีไปกับคลื่น เพราะคล่ืนกลเป็นปรากฏการณ์การส่งผ่าน พลังงานกลจากบริเวณหน่ึงไปยังอีกบริเวณหน่ึงโดยอนุภาคตัวกลาง (สสาร) เคลื่อนท่ี กลบั ไปมาอย่กู ับท่ี ไม่ไดเ้ คลอ่ื นทีไ่ ปกบั คล่ืนดว้ ย - กระแสน้าเกิดจากการเคล่ือนท่ีของอนุภาคของน้าแต่คลื่นน้าเกิดจากการรบกวนน้าโดย อนภุ าคของน้าสัน่ อยู่กบั ที่

5) ขน้ั ประเมนิ 1) ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทเี่ รียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีส่วนใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรอื ยังมีข้อสงสัย ถา้ มีครชู ่วยอธิบายเพ่มิ เตมิ ให้นักเรยี นเขา้ ใจ 2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข อยา่ งไรบ้าง ขั้นสรุป 1) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี น โดยใช้คาถาม เช่น - มลี ูกบอลชายหาดทีล่ อยอยู่บนน้าทะเล พจิ ารณาแลว้ เปน็ คล่ืนแบบใด (คลื่นตามขวาง) - ถา้ เราสะบดสปริงทม่ี แี อมพลิจูดสงู ขน้ึ ความถ่ีของคลืน่ จะเปล่ยี นแปลงหรอื ไม่อย่างไร (ความถี่ ของคล่ืนจะมากขน้ึ ตามแอมพลจิ ูด) - ถา้ นกั เรียนสะบัดสปริงอยา่ งต่อเน่อื งใหเ้ กิดคลื่นตามขวาง เมือ่ เวลาผา่ นไป 3 วินาที คลน่ื มจี านวน ลูกคลน่ื 9 ลกู คล่ืนมคี วามถีเ่ ทา่ ใด (จานวนรอบ/เวลา แทนคา่ 9/3 = 3 รอบต่อวนิ าที) สอื่ /วัสดุอปุ กรณ์/แหลง่ เรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี นรายวิชาวิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ชั้น ม.3 เลม่ 1 สสวท. 2. Power point เรอ่ื ง คลื่นกลและคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ 3. สปริง 5 ตวั 4. รบิ บ้นิ 5 เสน้

การวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ สงิ่ ที่วดั เครื่องมอื เกณฑก์ ารประเมิน สิง่ ท่ีต้องการวัด - อธบิ ายลักษณะการเกดิ ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 ผา่ นร้อยละ 60 พทุ ธิพิสัย : คล่ืนกล ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 ขึ้นไป ขัน้ ที่ 1 ความรูความจา ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - ยกตัวอยา่ งการเกดิ คลืน่ แบบฝึกหัดทา้ ย ผา่ นร้อยละ 60 การรับรู้ หรอื ดา้ นความร้คู วามคิด กล ชนดิ คลื่นตามยาว บท ขนึ้ ไป และตามขวาง ข้ันที่ 2 ความเขา้ ใจ ใบกจิ กรรมที่ 3.1 ผ่านร้อยละ 60 ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - คานวณการเกิดคลนื่ ข้นึ ไป การเรียนรู้ จาและส่อื สาร ความรนู้ ้ัน ความถี่ ออกมาไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ทกั ษะพสิ ยั : ขน้ั ท่ี 4 การปฏิบัติงาน - บอกความแตกต่างของ ปฏบิ ัตงิ านได้ดว้ ยความเช่ือมั่นใน การเกดิ คล่ืนกลได้ ตนเอง จิตพสิ ัย : ขน้ั ท่ี 2 การตอบสนอง ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ สิ่งท่ี รบั รู้

ความคิดเหน็ (รองผู้อานวยการกลุม่ บริหารวชิ าการ / ผู้บรหิ าร / ผทู้ ่ีไดร้ ับมอบหมาย) ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ลงช่ือ..................................................... (นายสาธิต ทองศรี) ตาแหน่ง ผู้อานวยการโรงเรยี น ผลการจดั การเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางการแกไ้ ข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ..................................................... (ว่าทรี่ .ต.หญิง พชิ ญาภรณ์ เกิดผล) ครผู สู้ อน

ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 เรื่อง คลน่ื กลเกิดขึน้ ไดอ้ ย่างไรและมลี ักษณะอยา่ งไร ชอื่ ....................................................................................................................ชัน้ .......................เลขท.่ี ............. คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนทดลองการเกิดคลน่ื กลจากการสะบดั สปรงิ และบนั ทึกผลการทดลองลงในตาราง ตาราง ผลการสงั เกตทิศทางการเคล่อื นท่ีของริบบน้ิ และทิศทางการเคลอ่ื นท่ีของคลน่ื เม่ือสะบัดสปริง การดาเนนิ กจิ กรรม ทิศทางการเคลือ่ นท่ขี องรบิ บิ้น ทศิ ทางการเคลื่อนที่ของคลื่น สะบัดปลายด้าน A ของ สปรงิ ไป ทางซา้ ยและขวา 1 คร้งั สะบัดปลายด้าน A ของ สปรงิ ไป ทางซ้ายและขวา อย่างตอ่ เน่ือง สะบดั ปลายดา้ น A ใหย้ ดื ออกและ หดเข้าอยา่ ง ต่อเน่ือง สรุปผลการทดลอง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เฉลย ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 เรอื่ ง คลนื่ กลเกดิ ข้นึ ได้อยา่ งไรและมีลกั ษณะอย่างไร ชอื่ ....................................................................................................................ชน้ั .......................เลขท.่ี ............. คาช้แี จง ใหน้ กั เรยี นทดลองการเกดิ คลื่นกลจากการสะบัดสปรงิ และบันทึกผลการทดลองลงในตาราง ตาราง ผลการสงั เกตทิศทางการเคลื่อนที่ของริบบิ้นและทิศทางการเคลอื่ นท่ีของคลื่นเมื่อสะบดั สปริง การดาเนินกิจกรรม ทิศทางการเคลือ่ นทข่ี องรบิ บ้ิน ทศิ ทางการเคลอื่ นท่ขี องคลนื่ สะบัดปลายดา้ น A ของ สปรงิ ไป ทางซา้ ยและขวา 1 คร้งั จากด้าน A ไปดา้ น B สะบดั ปลายด้าน A ของ สปรงิ ไป ทางซ้ายและขวา อย่างต่อเนื่อง จากดา้ น A ไปด้าน B สะบัดปลายด้าน A ให้ยดื ออกและ หดเข้าอย่าง ต่อเนื่อง จากดา้ น A ไปดา้ น B สรุปผลการทดลอง คลื่นในสปริงเกิดข้ึนเม่ือเราออกแรงสะบัดปลายด้าน A ของสปริงทาให้อนุภาคของสปริงส่ันอย่าง ต่อเนอ่ื ง เกดิ คล่นื เคลื่อนทีจ่ ากปลายดา้ น A ไปด้าน B โดยที่อนุภาคของสปริงไม่เคล่ือนที่ไปกับคล่ืนน้ัน สังเกต ได้จากการเคลื่อนที่ของริบบ้ิน ถ้าพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ของริบบิ้นกับทิศทางการเคลื่อนท่ีของคล่ืนใน สปริงจะสามารถแบ่งคล่ืนได้เป็น 2 ลักษณะ คือ คล่ืนในสปริงที่มีแนวการเคลื่อนท่ีของริบบิ้นต้ังฉากกับทิศ ทางการเคลื่อนที่ของคลื่น และคล่ืนในสปริงที่มีแนวการเคลื่อนท่ีของริบบ้ินอยู่ในแนวเดียวกันกับทิศทางการ เคลอ่ื นที่ของคลืน่

เฉลย คาถามท้ายกจิ กรรม 1. เมื่อสะบัดปลายสปรงิ ด้าน A มีพลงั งานสง่ ผา่ นไปยังปลายสปรงิ ดา้ น B หรือไม่ ทราบได้อย่างไร เม่ือสะบัดปลายสปรงิ ดา้ น A มีพลังงานสง่ ผา่ นไปยงั ปลายสปรงิ ดา้ น B สงั เกตไดจ้ ากสปริงท่ี ปลายด้าน B มกี ารส่ัน 2. คลืน่ ในสปรงิ เกิดขึ้นได้อย่างไร คล่ืนในสปริงเกิดข้นึ เม่ือออกแรงสะบัดทปี่ ลายด้าน A ของสปรงิ แล้วมีการสง่ ผา่ นพลังงานให้ อนุภาคของสปรงิ สั่นอย่างต่อเน่อื งกนั ไปจนเกิดเป็นคล่นื 3. เมื่อสะบัดปลายสปริงด้าน A คล่ืนท่ีเกดิ ขึ้นมีการเคล่ือนท่ีไปในทิศทางใด คลื่นในสปริงมกี ารเคล่อื นท่จี ากด้าน A ไปดา้ น B 4. ขณะทเ่ี กิดคลน่ื ในสปริง ริบบ้นิ ซึ่งเป็นตวั แทนอนภุ าคของสปริงมีการเคล่ือนท่ีไปกับคลื่นหรือไม่ อยา่ งไร แนวคาตอบ ขณะทเ่ี กิดคลืน่ ในสปรงิ รบิ บนิ้ ไมไ่ ด้เคล่อื นท่ีไปกับคล่นื แต่รบิ บิน้ จะเคลื่อนทก่ี ลับไปมารอบ ๆ ตาแหน่งเดมิ 5. เมอ่ื สะบัดปลายสปรงิ ในแนวซ้ายและขวา ทิศทางการเคล่ือนทีข่ องรบิ บ้นิ และทิศทางการเคล่อื นที่ของคล่ืน เหมอื นหรือแตกต่างกันอยา่ งไร เมือ่ สะบัดปลายสปริงในแนวซ้ายและขวา ทิศทางการเคลื่อนที่ของริบบน้ิ จะแตกตา่ งจากทิศ ทางการเคลอื่ นที่ของคลน่ื โดยริบบิ้นจะเคล่ือนทไ่ี ปทางซา้ ย-ขวาซงึ่ ต้ังฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลืน่ 6. เมอื่ สะบดั ปลายสปรงิ ให้ยืดออกและหดเข้า ทิศทางการเคลอื่ นที่ของริบบิ้นและทิศทางการเคล่อื นทข่ี อง คลื่นเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร เมอ่ื สะบัดปลายสปริงใหย้ ดื ออกและหดเขา้ ทศิ ทางการเคลอื่ นที่ของรบิ บิ้นจะเหมือนกับแนว การเคลื่อนทีข่ องคลื่น โดยรบิ บิ้นจะเคลอ่ื นท่ีกลับไปมาในแนวเดียวกบั ทศิ ทางการเคลอื่ นทีข่ องคลืน่

แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 7 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 5 รหัสวชิ า ว 23101 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เวลา 22 ช่วั โมง หนว่ ยการเรยี นที่ 3 คล่นื และแสง เวลา 3 ชว่ั โมง เรื่อง คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า ชือ่ ผ้สู อน ว่าที่ร.ต.หญงิ พิชญาภรณ์ เกดิ ผล เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่างสสารและพลงั งาน พลงั งานในชวี ิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ท่เี กี่ยวข้อง กับเสียง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชว้ี ดั (สาหรับรายวิชาพื้นฐาน) ว 2.3 ม.3/11 อธิบายคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า และสเปกตรัมคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ จากข้อมลู ที่รวบรวมได้ ว 2.3 ม.3/12 ตระหนักถึงประโยชน์และอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยนาเสนอการใช้ ประโยชน์ในดา้ น ต่าง ๆ และอันตรายจากคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าในชวี ิตประจาวนั สาระสาคญั คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นคล่ืนท่ีไม่อาศัยตัวกลางในการเคล่ือนที่ มีความถ่ีต่อเน่ืองเป็นช่วงกว้างมาก เคลื่อนท่ีในสุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากัน แต่จะเคล่ือนท่ีด้วยอัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอ่ืน คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ แบ่งออกเป็นชว่ งความถี่ต่าง ๆ เรียกว่า สเปกตรัมของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละช่วงความถี่ มีช่ือเรียกต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่มองเห็น อัตราไวโอเลต รังสีเอกซ์และรังสี แกมมา ซึ่งสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ และยังมีโทษต่อมนุษย์ด้วย เช่น ถ้ามนุษย์ได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ต มากเกินไป อาจจะทาให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รังสีแกมมาซึ่งเป็นคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงอาจ ทาลายเนอื้ เย่อื หรอื อาจทาใหเ้ สียชีวิตได้ เมื่อได้รับรงั สแี กมมาในปริมาณสงู จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ (จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมเพือ่ ใหบ้ รรลตุ ามตวั ชีว้ ัด) ด้านพทุ ธิพสิ ัย 4. อธบิ ายความหมายของคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าและสเปกตรมั ของคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ ดา้ นทกั ษะพสิ ยั 5. นกั เรียนสามารถแยกชนดิ ของคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ ดา้ นจิตพสิ ยั 6. นักเรยี นสามารถนาความรเู้ ร่อื งคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ไดใ้ นชีวิตประจาวัน

สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge) - คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ( electromagnetic wave ) คือ คล่ืนชนิดหนึ่งท่ีเคลื่อนท่ีโดยไม่อาศัย ตัวกลาง โดยอาศัยการเหน่ียวนากันระหว่างสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าซึ่งเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ทิศของสนามทัง้ สองตั้งฉากกนั และตัง้ ฉากกับทิศการเคลื่อนท่ี ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process) - สามารถแยกคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่างกัน ได้แก่ คล่ืนวิทยุ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด แสงท่ีตามองเห็น รงั สอี ัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรังสแี กมมา - สืบค้นขอ้ มลู และบอกประโยชนข์ องคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า ด้านคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยูอ่ ยา่ งพอเพียง ซือ่ สัตย์สุจรติ รกั ความเป็นไทย  มงุ่ มน่ั ในการทางาน  มีวินยั  ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น : การสนทนาพูดคุยแลกเปล่ียนความคดิ เห็น การสื่อสาร  ความสามารถในการส่อื สาร  ความสามารถในการคิด : การใชก้ ระบวนคิดในการเรียนรู้และการทางาน  ความสามารถในการแกป้ ัญหา : การแกป้ ญั หาจากสถานการณท์ ี่ครกู าหนดและ ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ การแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ : การใช้ความรู้ไปใชใ้ นชีวิตอย่างเปน็ ประโยชน์ ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพอื่ ความปลอดภัย : สบื ค้นข้อมูลจากแหลง่ เรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยี สารสนเทศ ด้านคณุ ลักษณะของผ้เู รยี นตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล เป็นเลศิ วิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้าหนา้ ทางความคดิ ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รับผดิ ชอบต่อสงั คมโลก บรู ณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่น้อย ไม่เบยี ดเบยี นตนเองและผูอ้ ืน่ )....................................................... ความมเี หตผุ ล...(มเี หตุผลของผลการกระทาทค่ี าดวา่ จะได้รบั อย่างรอบคอบ)........................................ มีภมู คิ ้มุ กันในตวั ทีด่ .ี ..(เตรียมตัวรับผลกระทบ/การเปลีย่ นการในอนาคต).............................................. ความร้.ู ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)................................................................................................... คณุ ธรรม..(ซื่อสตั ย์สจุ ริต ขยันอดทน สติปัญญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแต่ละดา้ นไมจ่ าเป็นตอ้ งมคี รบทกุ ข้อในทุกแผนการจดั การเรียนรู้) ดา้ นการอา่ น เขียน คดิ วิเคราะห์  การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความรู้เพ่ิมเตมิ การคิดวิเคราะห์ : การคิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ คดิ คลอ่ ง คิดยืดหยุ่น การวเิ คราะห์นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน  การเขยี น : การทาแบบฝกึ หดั ใบงาน สรุปความรทู้ ีไ่ ด้ การบูรณาการ บรู ณาการภายในกลุม่ สาระการเรยี นรู้ กับ รายวิชา........................................................................ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบุ........................................................................................ บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น 3 ห่วงทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภมู ิคมุ้ กันท่ีดีในตนเอง 2 เงื่อนไข มคี ณุ ธรรม  มคี วามรู้ บูรณาการกบั ประชาคมอาเซียน ในสาระสาคัญ (Theme) ต่อไปน้ี การรู้จักอาเซยี น การตระหนกั ถึงคุณค่าของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย การเชื่อมโยงโลกและทอ้ งถิ่น การสง่ เสริมความเสมอภาคและความยตุ ธิ รรม การทางานรว่ มกันเพ่อื อนาคตทยี่ ง่ั ยนื ช้นิ งาน/ภาระงาน - ใบกจิ กรรม กจิ กรรมการเรยี นการสอน ขั้นนา 3) ครทู บทวนความรู้เดมิ ของนักเรียน เรื่อง คลืน่ กล โดยใช้คาถาม ดงั นี้ - คลื่นกล คืออะไร (การส่งผ่านพลังงานกลจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งโดย อนภุ าคตัวกลางไมไ่ ด้เคล่อื นที่ไปด้วย) - คลืน่ กลแบ่งออกเป็นก่ชี นิด (2 ชนดิ คือ คลื่นตามขวางและคลื่นตามยาว) 4) ครูเขา้ สู่บทเรยี น เร่ือง คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า รว่ มอภปิ รายกบั นกั เรยี นและใชค้ าถาม ดงั นี้ - ในระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบิน การตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ท่ีอยู่ในกระเป๋าของ นกั ทอ่ งเทย่ี วโดย ไม่ต้องเปิดกระเปา๋ ทาไดอ้ ย่างไร (ใช้เครือ่ งเอกซเ์ รย์) - นักเรียนทราบหรือไม่ว่ารังสีเอกซ์คืออะไร มีประโยชน์และอันตรายต่อมนุษย์อย่างไร (นกั เรียนตอบตามความ เขา้ ใจของตนเอง)

ข้นั สอน 1) ขั้นสรา้ งความสนใจ 2) ครกู ระตุน้ ความสนใจของนักเรยี น ให้นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายเกีย่ วกบั สถานการณ์ต่อไปนี้ - ถ้านากระดงิ่ ไฟฟ้าที่กาลังสง่ เสยี งดงั และหลอดไฟฟา้ ท่ีกาลังใหแ้ สงสว่างไปไว้ในครอบ แกว้ ใส จากน้นั สูบอากาศออก จนหมด นักเรยี นคิดว่าจะยังคงไดย้ นิ เสียงกระดงิ่ และเหน็ แสงสว่างจากหลอดไฟฟา้ หรือไม่ เพราะเหตใุ ด (ตอบตามความเข้าใจของตนเอง) 2) ขน้ั สารวจและคน้ หา 3) ครูใช้คาถามว่าคลื่นแสงทเี่ ป็นคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ มีการส่งผ่านพลังงานต่างจากคลืน่ เสยี งทเ่ี ป็น คล่นื กลอย่างไร และมคี ล่นื อะไรอีกบ้างท่เี ป็นคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า เพอ่ื เขา้ ส่กู ิจกรรมท่ี 3.2 เร่ือง คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าคืออะไร 4) ครมู อบหมายให้นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท่ี 3.2 โดยมีวิธกี าร ดังนี้ - ให้นกั เรยี นสืบค้นข้อมูลเกยี่ วกับความหมายของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า สเปกตรมั ของคล่ืน แมเ่ หล็กไฟฟ้า การใช้ประโยชน์และอนั ตรายจากคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ - ใหน้ ักเรียนวเิ คราะห์ จดั กระทาและนาเสนอขอ้ มลู ในรูปแบบของ Mind mapping - ใหต้ วั แทนแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงาน การสืบค้นข้อมูล 3) ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป 1) นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม 3.2 ดงั น้ี - คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าคือคล่ืนประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน โดยจะอาศยั การเหน่ียวนาสนามแมเ่ หลก็ และสนามไฟฟ้าตอ่ เนื่องกันไป - สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือช่วงความถี่ของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีแผ่ออกมาจาก แหล่งกาเนิดคล่ืน เช่น ดวงอาทิตย์ โดยแต่ละช่วงความถ่ีมีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ คลนื่ วิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง อลั ตราไวโอเลต รงั สีเอกซ์ และรังสีแกมมา - คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ นามาใช้ประโยชนไ์ ด้แตกต่างกันตามช่วงความถี่ เช่น การใช้คล่ืนวิทยุ ส่งสัญญาณวิทยุ การใช้คลื่นไมโครเวฟสาหรับการสื่อสารโทรทัศน์และโทรศัพท์เคลื่อนท่ี และยังสามารถใช้อนุ่ อาหารหรือทาให้อาหารสุก การถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟราเรดท่ีใช้ ประโยชน์ทางการทหาร ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม การใช้แสงเลเซอร์สาหรับส่ง สารสนเทศผ่านเส้นใยนาแสง การใช้เส้นใยนาแสงติดกล้องถ่ายรูปเข้าไปสารวจภายใน ร่างกาย การใช้รังสีเอกซ์ศึกษาโครงสร้างกระดกู ภายในรา่ งกายมนุษย์ เปน็ ต้น - อันตรายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น รังสีอัลตราไวโอเลตอาจทาให้เกิดมะเร็งผิวหนัง รังสีแกมมาสามารถทะลุผ่าน เซลล์ เน้ือเย่ือ และอวัยวะได้ อาจทาให้เกิดความเสียหาย ต่อเนือ้ เย่ือหรอื อาจทาใหเ้ สยี ชีวติ ไดห้ ากได้รบั รังสแี กมมา ในปริมาณสูง 4) ข้ันขยายความรู้ 1) ครูอธบิ ายเพิม่ เติมเพื่อใหน้ ักเรียนเกิดความเขา้ ใจท่ีถูกต้อง - คลนื่ วทิ ยุไม่ใช่คล่ืนเสียง เพราะคล่ืนวิทยุเป็นช่วงความถ่ีหนึ่งของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน ส่วนคล่ืนเสียงเป็นคล่ืนกลที่ต้องอาศัยตัวกลาง ในการส่งผา่ นพลังงาน

5) ขน้ั ประเมนิ 1) ครูใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาว่าจากหวั ข้อท่เี รยี นมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีส่วนใดบ้างท่ียังไม่ เข้าใจหรอื ยังมีข้อสงสัย ถา้ มคี รชู ว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ 2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข อยา่ งไรบ้าง ขนั้ สรปุ 2) ครสู รปุ ความเข้าใจเน้อื หาจากกจิ กรรมที่ 3.2 - คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ เกิดจากการเหน่ียวนาสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟา้ ในการสง่ ผ่านพลังงานไป โดยไมอ่ าศัยตัวกลาง คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้ามหี ลายชว่ งความถี่ เรียกวา่ สเปกตรัมของคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า ซ่ึงแต่ละชว่ งความถ่มี ีช่ือเรียกต่างกัน มีทั้งประโยชน์และอันตรายต่างกัน พลังงาน ของคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ ขึน้ อยู่กับความถ่โี ดยคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ ทม่ี คี วามถ่ี สูงจะมีพลังงานมาก และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าทม่ี ีความถีส่ ูงจะมคี วามยาวคลนื่ สน้ั 3) ครูทดสอบความเข้าใจนกั เรยี น โดยใช้คาถาม ดังน้ี - ความถ่ี ความยาวคล่ืน และพลังงานของคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้ามีความสัมพนั ธ์กันอย่างไร (ความถ่ี ของคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าจะแปรผกผันกับความยาวคลนื่ โดยคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าท่ีมคี วามถ่ีสงู จะมีความยาวคลืน่ สั้น ส่วนพลงั งานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ จะแปรผนั ตรงกับความถ่ี โดยคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ ที่มีความถี่สูงหรอื ความยาวคลนื่ สน้ั จะมีพลงั งานสูง) - เสียงทีไ่ ด้ยินจากเครื่องรับวทิ ยุเป็นคล่นื กลหรอื คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ เพราะเหตุใด (เสยี งที่ไดย้ ิน จากเคร่อื งรับวทิ ยุเปน็ คลนื่ กลเพราะเสยี งต้องอาศยั ตัวกลางซ่งึ เปน็ อากาศในการส่งผา่ น พลงั งาน) สอื่ /วสั ดุอุปกรณ/์ แหล่งเรียนรู้ 5. ใบความรู้ที่ 7 6. หนังสือเรยี นรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ชนั้ ม.3 เล่ม 1 สสวท. 7. Power point เรอ่ื ง คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า 8. กระดาษบรฟู๊ 5 แผน่ 9. ปากกาเมจคิ 5 กล่อง 10. เทปกาว 1 ม้วน

การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู้ สิ่งท่ีวัด เครือ่ งมอื เกณฑก์ ารประเมิน สง่ิ ทีต่ ้องการวดั - อธิบายลกั ษณะของคลืน่ ใบกิจกรรมที่ 3.2 ผ่านรอ้ ยละ 60 พทุ ธิพิสัย : แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ใบกิจกรรมที่ 3.2 ข้นึ ไป ขน้ั ท่ี 1 ความรูความจา ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - บอกประโยชน์และ ใบกจิ กรรมที่ 3.2 ผ่านรอ้ ยละ 60 การรบั รู้ หรือด้านความรู้ความคิด อนั ตรายของคล่ืน ขึน้ ไป แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ขนั้ ท่ี 2 ความเขา้ ใจ คาถามท้ายบท ผ่านรอ้ ยละ 60 ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - การสืบคน้ หาข้อมูลคลืน่ ขึ้นไป การเรียนรู้ จาและส่ือสาร ความรนู้ น้ั แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ออกมาไดอ้ ย่างถูกต้อง ทักษะพิสัย : ขนั้ ที่ 4 การปฏบิ ตั ิงาน - บอกความแตกตา่ งของ ปฏิบัตงิ านไดด้ ้วยความเชื่อมน่ั ใน คลืน่ กลและคลน่ื ตนเอง แม่เหลก็ ไฟฟา้ จิตพสิ ยั : ขั้นท่ี 2 การตอบสนอง ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองต่อสง่ิ ท่ี รบั รู้

ความคดิ เห็น (รองผอู้ านวยการกล่มุ บรหิ ารวชิ าการ / ผบู้ รหิ าร / ผู้ที่ได้รับมอบหมาย) ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ลงช่ือ..................................................... (นายสาธติ ทองศรี) ตาแหนง่ ผอู้ านวยการโรงเรียน ผลการจัดการเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางการแกไ้ ข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ..................................................... (ว่าที่ร.ต.หญงิ พชิ ญาภรณ์ เกิดผล) ครูผู้สอน

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 8 รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5 รหสั วิชา ว 23101 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เวลา 22 ชั่วโมง หนว่ ยการเรยี นที่ 3 คลนื่ และแสง เวลา 3 ชวั่ โมง เรอื่ ง การสะท้อนของแสง ช่ือผู้สอน วา่ ทร่ี .ต.หญงิ พิชญาภรณ์ เกิดผล เปา้ หมายการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลีย่ นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งสสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวติ ประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลน่ื ปรากฏการณ์ท่เี ก่ียวข้อง กับเสียง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตวั ชี้วดั (สาหรับรายวิชาพ้นื ฐาน) ว 2.3 ม.3/13 ออกแบบการทดลองและดาเนินการทดลองด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายกฎการ สะท้อนของแสง ว 2.3 ม.3/14 เขียนแผนภาพการเคลอ่ื นท่ขี องแสงแสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา สาระสาคัญ เม่ือแสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะท้อนซึ่งเป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตกกระทบ เสน้ แนวฉาก รังสีสะท้อนอยูใ่ นระนาบเดยี วกันและมุมตกกระทบเทา่ กับมุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงาเกิดจาก รังสี สะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัดกันโดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริงจะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อแนว รงั สี สะทอ้ นใหไ้ ปตดั กันจะเกดิ ภาพเสมือน จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมเพอื่ ใหบ้ รรลุตามตวั ช้วี ดั ) ด้านพุทธิพสิ ัย 7. อธบิ ายกฎการสะท้อนของแสง 8. อธิบายการเกิดภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบและกระจกเงาโคง้ ด้านทักษะพิสัย 9. นกั เรยี นสามารถออกแบบการทดลอง และอธิบายกฎการสะท้อนของแสง ด้านจิตพิสยั 10. นกั เรยี นสามารถบอกการประยุกต์ใชก้ ระจกเงาราบและกระจกเงาโค้งในชวี ติ ประจาวัน

สาระการเรยี นรู้ ดา้ นความรู้ (Knowledge) - แสงเป็นคลื่นความถ่ีช่วงหน่ึงของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิด การสะท้อน เรียกเส้นที่ลากตั้งฉากกับผิวสะท้อน ณ จุดท่ีเกิดการสะท้อนว่าเส้นแนวฉาก มุมที่รังสีตกกระทบ ทากับเส้นแนวฉากเรียกว่า มุมตกกระทบ และมุมที่รังสีสะท้อนทากับเส้นแนวฉากเรียกว่า มุม สะทอ้ น - แสงเคล่ือนท่ีจากวัตถุทุกทิศทางเมื่อตกกระทบกระจกเงาราบจะเกิดการสะท้อน และถ้าต่อแนว รังสสี ะทอ้ นใหเ้ สมือนตัดกนั หลงั กระจกจะเกิดภาพเสมือน ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process) - ระบุรังสตี กกระทบ รงั สสี ะทอ้ น เสน้ แนวฉาก มมุ ตกกระทบ และมุมสะท้อนการสะทอ้ นของแสง - ออกแบบการทดลองการสะท้อนของแสง - เขยี นแผนภาพรังสขี อง แสงแสดงการเกิดภาพของกระจกเงาราบ ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (Attitude) รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อย่อู ย่างพอเพียง ซ่อื สตั ย์สุจรติ รักความเปน็ ไทย  มุ่งมัน่ ในการทางาน  มีวนิ ัย  ใฝเ่ รียนรู้ มจี ิตสาธารณะ ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน : การสนทนาพูดคยุ แลกเปลยี่ นความคิดเห็น การสื่อสาร  ความสามารถในการสอ่ื สาร  ความสามารถในการคดิ : การใชก้ ระบวนคดิ ในการเรียนรูแ้ ละการทางาน  ความสามารถในการแกป้ ัญหา : การแก้ปญั หาจากสถานการณท์ ี่ครกู าหนดและ ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ การแกป้ ัญหาเฉพาะหน้า : การใชค้ วามรู้ไปใช้ในชวี ติ อย่างเป็นประโยชน์ ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพ่อื ความปลอดภัย : สบื คน้ ข้อมูลจากแหลง่ เรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยี สารสนเทศ ดา้ นคณุ ลกั ษณะของผ้เู รียนตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล เป็นเลิศวชิ าการ สอ่ื สารสองภาษา ลา้ หนา้ ทางความคดิ ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รบั ผิดชอบต่อสงั คมโลก

บรู ณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไมน่ อ้ ย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อน่ื )....................................................... ความมเี หตผุ ล...(มีเหตผุ ลของผลการกระทาทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับอย่างรอบคอบ)........................................ มภี มู ิคมุ้ กันในตัวทด่ี .ี ..(เตรียมตัวรบั ผลกระทบ/การเปลีย่ นการในอนาคต).............................................. ความร้.ู ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวัง)................................................................................................... คุณธรรม..(ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ ขยันอดทน สตปิ ัญญา แบ่งปัน )...................................................................... (หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไมจ่ าเป็นต้องมคี รบทกุ ข้อในทุกแผนการจดั การเรียนรู้) ดา้ นการอ่าน เขียน คิดวเิ คราะห์  การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความรู้เพ่มิ เติม การคิดวิเคราะห์ : การคิดแก้ปัญหา คดิ สร้างสรรค์ คิดอย่างมวี ิจารณญาณ คดิ คล่อง คดิ ยืดหยนุ่ การวเิ คราะหน์ าความรไู้ ปใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน  การเขยี น : การทาแบบฝกึ หัด ใบงาน สรุปความร้ทู ีไ่ ด้ การบูรณาการ บรู ณาการภายในกลุม่ สาระการเรียนรู้ กบั รายวิชา........................................................................ บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบ.ุ ....................................................................................... บูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น 3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภมู คิ มุ้ กนั ท่ีดีในตนเอง 2 เง่อื นไข มคี ุณธรรม  มคี วามรู้ บูรณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสาคัญ (Theme) ตอ่ ไปน้ี การรจู้ กั อาเซยี น การตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย การเชื่อมโยงโลกและทอ้ งถ่นิ การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยุตธิ รรม การทางานรว่ มกันเพ่ืออนาคตทย่ี ่ังยนื ช้นิ งาน/ภาระงาน - ใบกจิ กรรม กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนา 5) ครแู ละนักเรยี นดภู าพในบทเรียน และรว่ มกันอภิปรายตอบคาถามกอ่ นเข้าบทเรียน 6) ครูตรวจสอบความรู้เดมิ ของนักเรียนเรอื่ ง แสง ตามความเข้าใจของนักเรียน

ขนั้ สอน 1) ข้ันสรา้ งความสนใจ 3) ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี น โดยสาธติ การสะทอ้ นของแสงโดยจัดห้องให้มดื แล้วฉายแสง จากชุดกล่องแสงหรือปากกาเลเซอรท์ ฉี่ ายแสงผ่านแทง่ แกว้ คน สารให้ตกกระทบกระจกเงาราบ 4) ใหน้ กั เรยี นอา่ นเนอ้ื หาในหนังสอื เรยี นหนา้ 106-107 เพ่อื ให้นกั เรยี น สังเกตการสะท้อนของแสง เมือ่ แสงตกกระทบกระจกเงาราบ ให้นกั เรียนรู้จักรังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก รงั สีสะท้อน มมุ ตก กระทบ และมุมสะท้อน 2) ข้นั สารวจและคน้ หา 5) ครูใช้คาถามกระตุ้นความสนใจของนักเรียนเขา้ สู่กิจกรรมท่ี 3.3 เร่อื ง ความสมั พนั ธ์ระหว่างมมุ ตก กระทบและมุมสะทอ้ นเป็นอย่างไร โดยใช้คาถาม ดงั น้ี - นักเรยี นคดิ วา่ ถา้ แสงตกกระทบตง้ั ฉากกบั ผวิ สมั ผัส แนวของรังสีตกกระทบ เสน้ แนวฉาก และรังสีสะท้อนเป็นอย่างไร - ถ้ามมุ ตกกระทบเปล่ียนไป มุมสะท้อนจะเปลย่ี นแปลงหรือไม่ มมุ สะท้อนมีความสัมพนั ธ์ กับมุมตกกระทบอย่างไร 6) ครูมอบหมายใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท่ี 3.3 โดยมีวธิ กี าร ดงั น้ี - ให้นักเรยี นใช้ดนิ สอขีดเสน้ บนกระดาษขาวเป็นแนวการวางกระจกเงาราบและขดี เส้นประให้ตงั้ ฉากกับแนวการวาง กระจกท่ีจดุ A ดงั ภาพ - ขดี เสน้ ตรงให้ทามมุ กบั เสน้ ตงั้ ฉาก 30 45 และ 60 องศาตามลาดับ - วางกระจกเงาราบตามแนวที่ขีดเสน้ ไว้ในข้อ 1 - จดั กลอ่ งแสงใหแ้ นวแสงตกกระทบตรงกบั แนวเส้นที่ขีดไว้ โดยทามุมตกกระทบเทา่ กบั 60 องศา แลว้ ลากเส้นตามแนวรงั สีสะท้อน วัดมุมสะท้อน - ทาซา้ โดยเปลยี่ นมมุ ตกกระทบเป็น 45 และ 30 องศา - ให้นกั เรยี นออกแบบตารางบันทกึ ผลการทดลอง - ครูให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มอธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่างมมุ ตกกระทบและมุมสะท้อนของ การสะท้อนของแสง 7) ครูใช้คาถามกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นเขา้ สู่กิจกรรมที่ 3.4 เรือ่ ง ภาพท่ีเกดิ จากแผ่นสะท้อน แสงผิวราบมีลกั ษณะอยา่ งไร โดยใชค้ าถาม ดงั นี้ - การท่ีเรามองเห็นสง่ิ ต่าง ๆ ท่ีไม่ใชแ่ หลง่ กาเนิดแสงได้ จะตอ้ งมีแสงตกกระทบที่วตั ถุนัน้ แลว้ สะทอ้ นออกจากผวิ วตั ถนุ ้ัน ๆ เข้าสู่ตา ซึ่งการสะท้อนจะเป็นไปตามกฎการสะท้อน ของแสงเสมอ การทีเ่ ราส่องกระจกเงาราบแลว้ มองเห็นภาพสะท้อนของตัวเราเองใน กระจกเงาราบนนั้ เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสงหรอื ไม่ อย่างไร

8) ครูมอบหมายให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ปฏิบตั ิกิจกรรมที่ 3.4 โดยมวี ธิ ีการ ดงั น้ี - ให้นักเรียนวางเข็มหมดุ บนตารางของชุดศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะวัตถุ กับระยะ ภาพดา้ นใดด้านหน่ึง - วางเข็มหมุดตวั ท่ี 2 ด้านหลังแผ่นพลาสตกิ สะท้อนแสงผิวราบ โดยใหเ้ ขม็ หมดุ ตัวท่ี 2 ซ้อนทบั กบั ภาพของเขม็ หมุดตวั ที่ 1 ในแผ่นพลาสติก - วดั ระยะห่างจากแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงผิวราบถึง เขม็ หมดุ ตัวท่ี 1 และตัวที่ 2 - ให้นักเรยี นสังเกตระยะห่างของวตั ถแุ ละขนาดของภาพ พร้อมบนั ทกึ ผล - ครูใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลุม่ อภิปรายผลการทดลองหน้าชน้ั เรียน 9) ครูและนกั เรียนร่วมอภปิ รายผลการทดลองและตอบคาถามท้ายการทดลอง 3) ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป 1) นกั เรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ัติกิจกรรม 3.3 ดงั น้ี - เม่อื แสงตกกระทบกระจกเงาราบจะเกดิ การสะทอ้ นของแสงท่ผี ิวของกระจกเงาราบนั้น - ถ้าขนาดของมุมตกกระทบเพิ่มข้ึน ขนาดของมุมสะท้อนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยขนาดของ มมุ ตกกระทบจะ เทา่ กับขนาดของมมุ สะท้อนเสมอ 2) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏิบตั กิ จิ กรรม 3.4 ดงั นี้ - เม่ือวางวัตถุไว้หน้าแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงผิวราบจะเกิดภาพในแผ่น พลาสติกสะท้อน แสงผิวราบน้ัน โดยเมื่อเปล่ียนตาแหน่งของวัตถุหน้าแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงผิวราบ ตาแหนง่ ของ ภาพก็จะเปล่ยี นแปลงไปโดยระยะภาพจะเทา่ กบั ระยะวตั ถุ - ภาพที่เกิดจากการสะท้อนแสงของแผ่นพลาสติก สะท้อนแสงผิวราบจะมีขนาดของภาพ เท่ากับขนาดของวัตถุเสมอ 4) ขนั้ ขยายความรู้ 1) ครอู ธิบายเพิ่มเติมเพ่ือใหน้ กั เรียนเกิดความเข้าใจทีถ่ กู ตอ้ งหากนกั เรยี นมขี ้อสงสยั 5) ขนั้ ประเมิน 1) ครูให้นกั เรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหวั ข้อทเี่ รยี นมาและการปฏบิ ัติกิจกรรม มีส่วนใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรอื ยังมีข้อสงสยั ถ้ามคี รชู ว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ให้นกั เรียนเขา้ ใจ 2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข อย่างไรบา้ ง ขั้นสรุป 4) ครสู รปุ ความเข้าใจเนื้อหาจากกิจกรรมท่ี 3.3 - เมอ่ื มุมตกกระทบมีค่าเพิ่มขนึ้ มมุ สะท้อนจะมคี า่ เพ่มิ ข้นึ เมื่อฉายแสงตกกระทบกระจกเงาราบจะ เกิดการสะท้อนของแสง มุมตกกระทบและ มุมสะทอ้ นมคี วามสัมพนั ธ์กันโดยมุมตกกระทบ เทา่ กบั มุมสะท้อนเสมอ - การสะท้อนของแสงจะเกิดขนึ้ บนพน้ื ผิวของวตั ถทุ ุกชนดิ ท้ังทเี่ รยี บ มันวาว หรอื ขรขุ ระ โดยการ สะท้อนของแสงจะ เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสงที่กล่าวว่า 1. รงั สตี กกระทบ เสน้ แนวฉาก และรงั สีสะท้อนอยใู่ นระนาบเดียวกนั 2. มมุ ตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ณ ตาแหน่งที่แสงตก กระทบ

5) ครสู รปุ ความเข้าใจเนอื้ หาจากกิจกรรมท่ี 3.4 - เมอ่ื วางวตั ถุไว้หนา้ แผ่นสะท้อนแสงผวิ ราบ เช่น กระจกเงาราบ จะเกิดภาพในแผน่ สะทอ้ นแสงผิว ราบนั้น โดยระยะภาพเท่ากับระยะวตั ถุและขนาดภาพเทา่ กับขนาดวตั ถุ แสงตกกระทบจะเกิดการ สะทอ้ น ได้รังสีสะทอ้ น และถ้าตอ่ แนวรังสสี ะท้อนให้ตัดกันจะเกิดภาพในกระจกเงาราบ ภาพที่ เกิดขึ้นในกระจกเงาราบเปน็ ภาพเสมือน 6) ครูทดสอบความเข้าใจนักเรียนเพิม่ เติม จากการเล่นเกมยงิ เป้า - โดยติดเป้าหมายไวบ้ นผนังด้านหนึง่ ของห้องและ ตดิ กระจกเงาราบขนาดเล็ก (15 x 15 ซม.) ไวบ้ น ผนงั อกี ด้านหนึง่ - ให้นักเรียนส่องแสงเลเซอร์กระทบกระจกเงาราบทตี่ ิดไว้เพื่อให้สะทอ้ นไปยงั เปา้ หมายโดยไม่มีการ เคลอ่ื นมือ ดงั ภาพ สอื่ /วสั ดุอุปกรณ์/แหลง่ เรียนรู้ 11. หนงั สือเรียนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน ช้ัน ม.3 เลม่ 1 สสวท. 12. Power point เรื่อง การสะทอ้ นของแสง 13. หมอ้ แปลงไฟฟ้าโวลตต์ า่ 5 ตัว 14. กล่องแสงพร้อมหลอดไฟฟา้ 5 กลอ่ ง 15. แผน่ ช่องแสง 5 ชอ่ ง 1 แผน่ 16. สายไฟฟ้า 10 เสน้ 17. กระจกเงาราบ 5 บาน 18. กระดาษขาว 5 แผ่น 19. ดินน้ามัน 2 กอ้ น 20. ไมบ้ รรทัดวัดมมุ 5 อัน 21. อุปกรณ์อน่ื ๆ ตามทีไ่ ด้ออกแบบไว้ เช่น แหลง่ กาเนดิ แสงเลเซอร์ 5 อัน 22. ชดุ ศกึ ษาความสมั พันธร์ ะหว่างระยะวตั ถกุ บั ระยะภาพ 5 ชดุ 23. เขม็ หมดุ 10 ตัว

การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้ สิง่ ที่วัด เคร่ืองมือ เกณฑ์การประเมนิ สงิ่ ท่ตี ้องการวัด - อธบิ ายการสะท้อนและ ใบกจิ กรรมที่ 3.3 ผา่ นรอ้ ยละ 60 พุทธิพิสัย : ตกกระทบของแสง ใบกิจกรรมที่ 3.4 ข้ึนไป ข้นั ท่ี 1 ความรูความจา ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - บอกขนาดของมุมทตี่ ก ใบกิจกรรมที่ 3.3 การรับรู้ หรอื ด้านความรคู้ วามคดิ กระทบและระยะของ ใบกิจกรรมที่ 3.4 ภาพท่ีสะท้อน ข้นั ท่ี 2 ความเข้าใจ ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน การเรียนรู้ จาและส่ือสาร ความรูน้ ้นั ออกมาได้อย่างถูกตอ้ ง ทกั ษะพสิ ัย : ขั้นท่ี 4 การปฏบิ ตั งิ าน - ออกแบบตางบันทึกผล ใบกิจกรรมท่ี 3.3 ผา่ นร้อยละ 60 ปฏิบตั ิงานได้ด้วยความเช่ือมัน่ ใน ตนเอง การทดลอง ขึ้นไป จิตพิสัย : ขนั้ ที่ 2 การตอบสนอง - สามารถบอกการ ใบกิจกรรมที่ 3.3 ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนองต่อสิ่งท่ี รับรู้ ประยุกต์ใช้กระจกเงา ใบกิจกรรมที่ 3.4 ผ่านร้อยละ 60 ราบและการสะท้อนของ ข้ึนไป แสง

ความคิดเหน็ (รองผู้อานวยการกลุม่ บริหารวชิ าการ / ผู้บรหิ าร / ผทู้ ่ีไดร้ ับมอบหมาย) ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ลงช่ือ..................................................... (นายสาธิต ทองศรี) ตาแหน่ง ผู้อานวยการโรงเรยี น ผลการจดั การเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางการแกไ้ ข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ..................................................... (ว่าทรี่ .ต.หญิง พชิ ญาภรณ์ เกิดผล) ครผู สู้ อน

ใบกจิ กรรมที่ 3.3 เรื่อง ความสมั พันธ์ระหวา่ งมุมตกกระทบและมุมสะท้อนเปน็ อย่างไร ชอื่ ..................................................................................................ชั้น...................เลขที่............. คาชีแ้ จง ให้นักเรยี นวาดผลการทากิจกรรม และบันทึกคา่ มุมตกกระทบและมมุ สะทอ้ น ตารางผลการทดลองวธิ ที ี่ 1 มุมสะท้อน(องศา) มุมตกกระทบ(องศา) 30 45 60 ตารางผลการทดลองวธิ ที ่ี 2 มมุ สะท้อน(องศา) มมุ ตกกระทบ(องศา) 30 45 60 สรปุ ผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ..............................................................................................................................................................................

ใบกิจกรรมท่ี 3.4 เร่อื ง ภาพที่เกิดจากแผน่ สะทอ้ นแสงผิวราบมีลักษณะอย่างไร ชอื่ ..................................................................................................ชน้ั ...................เลขท.ี่ ............ คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนสงั เกตและบอกลักษณะของภาพท่เี กิดจากแผน่ สะท้อนผวิ ราบ ตารางบนั ทึกผลการทดลอง ระยะภาพ(ชอ่ ง) ขนาดของภาพ ระยะวัตถุ(ชอ่ ง) สรุปผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ..............................................................................................................................................................................

เฉลย ใบกจิ กรรมที่ 3.3 เร่ือง ความสัมพนั ธ์ระหว่างมุมตกกระทบและมุมสะท้อนเป็น อยา่ งไร ช่ือ..................................................................................................ชัน้ ................... เลขที่............. คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนวาดผลการทากจิ กรรม และบนั ทึกคา่ มุมตกกระทบและมุมสะทอ้ น ตารางผลการทดลองวิธีที่ 1 มุมสะท้อน(องศา) มุมตกกระทบ(องศา) 30 30 45 45 60 60 ตารางผลการทดลองวธิ ีที่ 2 มมุ สะท้อน(องศา) มมุ ตกกระทบ(องศา) 30 30 45 45 60 60 สรปุ ผลการทดลอง เมอื่ ฉายแสงตกกระทบกระจกเงาราบจะเกิดการสะท้อนของแสง มมุ ตกกระทบและ มุมสะท้อนมีความสัมพันธ์กนั โดยมมุ ตกกระทบเทา่ กับมุมสะท้อนเสมอ

เฉลย ใบกจิ กรรมที่ 3.4 เรอ่ื ง ภาพท่ีเกดิ จากแผ่นสะท้อนแสงผิวราบมีลักษณะอย่างไร ชื่อ..................................................................................................ชนั้ ...................เลขท.ี่ ............ คาชี้แจง ให้นักเรียนสงั เกตและบอกลกั ษณะของภาพทเี่ กิดจากแผน่ สะท้อนผิวราบ ตารางบนั ทึกผลการทดลอง ระยะวตั ถุ(ชอ่ ง) ระยะภาพ(ช่อง) ขนาดของภาพ 5 5 ขนาดเทา่ กับเข็มหมุดหนา้ แผ่นพลาสติก 2 2 ขนาดเทา่ กับเข็มหมุดหน้าแผ่นพลาสตกิ 7 7 ขนาดเทา่ กบั เข็มหมุดหน้าแผ่นพลาสติก สรุปผลการทดลอง เมอ่ื วางวตั ถุไวห้ น้าแผ่นพลาสตกิ สะท้อนแสงจะเกิดภาพหลังแผน่ พลาสตกิ โดยขนาดของภาพมีขนาด เทา่ กับขนาดของวัตถุ และระยะภาพมีคา่ เทา่ กบั ระยะวตั ถุเสมอ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook