Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 2

หน่วยที่ 2

Published by paob.oob, 2022-01-25 07:46:18

Description: 0302-2-1

Search

Read the Text Version

ใหน้ กั ศกึ ษานาเสนอหวั ขอ้ ข่าวใน ปัจจบุ ันคนละหนึง่ ขา่ ว

หนว่ ยที่ 2 โครงสร้างสังคมไทย ระดบั มหภาคและจลุ ภาค

โครงสร้างสังคมไทยระดับมหภาคและจุลภาค 1. ความรพู้ ื้นฐานเกี่ยวกับโครงสรา้ งสงั คม ความหมาย และองคป์ ระกอบของโครงสร้างสงั คม ทฤษฎีโครงสรา้ งหนา้ ที่ 2. โครงสรา้ งสงั คมระดบั จุลภาคและมหภาค ความหมาย ความสาคัญของโครงสร้างสงั คมระดบั จุลภาค และระดับภาค การศึกษาสังคมระดับจลุ ภาคและมหภาค 3. แนวคดิ หลงั สมัยใหม่ ความร้พู นื้ ฐานเกย่ี วกบั สงั คมหลังสมัยใหม่ แนวคดิ หลังสมัยใหม่ของนักปรชั ญาคนสาคัญ

ความรู้พื้นฐานเก่ียวกบั โครงสร้างสังคม ➢ความหมาย และองคป์ ระกอบของโครงสรา้ งสังคม ➢ทฤษฎโี ครงสร้างหน้าที่

ความหมาย • พจนานกุ รมศัพท์สังคม ของ วทิ ยา องั กฤษ-ไทยฉบับ ราชบณั ฑิตยสถาน โครงสร้าง สงั คม • สัญญา สญั ญาววิ ฒั น์ • สิน พันธพ์ ินิจ • พระมหาสนอง ปัจโจปการี • วิมล จิโรจพนั ธแ์ ละคณะ

พจนานกุ รมศัพท์สงั คมวิทยา องั กฤษ-ไทย ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน สถาบันตา่ ง ๆ ทางเครอื บทบาททางสงั คมของ สถาบนั เหลา่ น้ัน ญาติ ศาสนา เศรษฐกจิ การเมอื งอ่ืน ๆ แบบแผนของความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบต่าง ๆ ของระบบสังคม โครงสรา้ งสังคมเปน็ เคร่อื งมือในการวิเคราะหพ์ ฤติกรรมและ ความสมั พนั ธ์ของคนในสังคม

สญั ญา สญั ญาวิวฒั น์ โครงสร้างทางสงั คม โครงสรา้ งบ้าน • วฒั นธรรมเปน็ เคร่ืองแสดงและ • บา้ นมีส่วนตา่ ง ๆ ของบา้ น ยดึ เหนี่ยวส่วนตา่ ง ๆ ของสงั คม เขา้ ดว้ ยกัน • บุคคลและวัฒนธรรมจงึ เป็น องคป์ ระกอบของโครงสร้างสังคม

สิน พันธ์พุ ินจิ ความสัมพันธ์ระหวา่ งปจั เจกบุคคลทย่ี ดึ เหนย่ี วกันดว้ ยวฒั นธรรม เพอ่ื เป็นประโยชนข์ องตนเองหรือหม่คู ณะ

พระมหาสนอง ปจั โจปการี เกิดจากการที่คนตงั้ แตส่ องคนขน้ึ ไปมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ตอ่ กนั ภายใตจ้ ารตี ประเพณี และวิถีชวี ติ เดยี วกนั เพ่อื สร้างบรรทดั ฐานทดี่ งี ามภายในกลุม่ ซึ่งเรียกวา่ วัฒนธรรม บคุ คลกับ วฒั นธรรมจงึ เปน็ องค์ประกอบของโครงสรา้ งทางสังคม

วิมล จิโรจพันธแ์ ละคณะ สว่ นประกอบของสงั คมที่ทาให้สงั คมสามารถดารงอยไู่ ด้อย่างมีระเบียบ แบบแผนหรอื ส่วนตา่ ง ๆ ทป่ี ระกอบกนั เปน็ ระเบียบแผน หรือส่วน ตา่ ง ๆ ที่ประกอบกันเปน็ ระบบความสัมพันธ์ของสงั คมมนษุ ย์

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล ความสัมพนั ธ์อย่ภู ายใตร้ ะเบียบแบบแผนของระบบสังคมต่าง ๆ วฒั นธรรมและ สถาบนั ทางสงั คม

องค์ประกอบของโครงสร้างสังคม องค์ประกอบ (N.) โครงสรา้ ง สิ่งต่าง ๆ ท่ใี ชป้ ระกอบ ส่วนประกอบสาคญั ๆ เป็นส่งิ ใหญ่ ส่วนของ ซึ่งนามาคุมเขา้ ด้วยกัน สิง่ ของตา่ ง ๆ ทเ่ี ปน็ ใหเ้ ป็นรปู รา่ งเดยี วกัน เครอ่ื งประกอบทาใหเ้ กิด เปน็ รปู ข้นึ ใหม่โดยเฉพาะ

องค์ประกอบของโครงสรา้ งสังคม องคป์ ระกอบ โครงสร้าง “สง่ิ ต่าง ๆ ทป่ี ระกอบกนั ข้นึ ”

องค์ประกอบของโครงสรา้ งสงั คม ตาแหนง่ ทางสังคม หนา้ ที่ สญั ญา สัญญาภวิ ัฒน์ แบบแผนพฤตกิ รรม องค์การสงั คม สถาบนั ทางสงั คม ความสัมพันธ์ทางสง้ คม กลมุ่ ทางสง้ คม อนามัยและ ครอบครัว ครอบครวั สาธารณะสขุ หนา้ ที่ ชุมชน การศกึ ษา แบบแผนพฤติกรรม สหจร การเมือง ชนชัน้ เศรษฐกิจ สังคมมนษุ ย์ สถาบนั ภาษา ศาสนา และการสอ่ื สาร ศลิ ปะและ การคมนาคมขนสง่ นนั ทนาการ วทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี

องคป์ ระกอบของโครงสรา้ งสังคม - ตาแหนง่ ทางสงั คม - ภาระหน้าทต่ี าม สนธยา พลศรี สถานภาพและบทบาท - แบบแผนพฤตกิ รรม องคก์ ารสงั คม สถาบนั สังคม กระบวนการจัด กลมุ่ สง้ คม อนามัยและ ครอบครัว ระเบียบทางสังคมของ สาธารณะสขุ สมาชิกในสงั คม กลุม่ สมาชิกสงั คมทไี่ ด้ ครอบครัว การเมอื ง การศึกษา จดั ระเบยี บสังคมแลว้ ชมุ ชน สถาบนั ภาษา เศรษฐกิจ ความสมั พันธ์ทางสงั คม สมาคมหรือสหจร และการส่อื สาร ศาสนา หน้าที่ ชนชน้ั แบบแผนพฤตกิ รรม การคมนาคม ศิลปะและ สงั คมมนษุ ย์ ขนสง่ นันทนาการ วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ทฤษฎีโครงสรา้ ง –หนา้ ที่ ❑ โรเบิรต์ เค เมอรต์ ัน ❑ เอมลิ เดอร์ไคม์ ❑ Alferd Reginald ❑ Radcliffe-Brown ❑ Bronislaw Malinnoski ❑ Talcott Parsons

โรเบิร์ต เค เมอรต์ นั หนา้ ทีท่ างสังคม หนา้ ที่หลกั หนา้ ทรี่ อง หนา้ ที่ท่ไี มพ่ ึงปราถนา

เอมลิ หนา้ ที่ของสังคม Bronislaw เดอรไ์ คม์ Malinnoski Alferd Reginald Radcliffe-Brown สว่ นสนบั สนุนใหโ้ ครงสร้างทางสังคมคงอยอู่ ย่างต่อเน่ือง เพราะสังคมมีกระบวนการทางสังคมท่ีทาใหส้ ังคมเกดิ ความเป็น อันหน่งึ อนั เดียวกัน เชน่ บรรทัดฐาน ค่านยิ ม ความเชอ่ื วฒั นธรรม และประเพณี เปน็ ต้น

ทลั คอตต์ พาร์สัน (Talcott Parson) องคป์ ระกอบ บคุ ลกิ ภาพ วฒั นธรรม ทางสงั คม อนิ ทรีย์ สังคมเปน็ ระบบหน่งึ ท่ีมีส่วนต่าง ๆ ระบบสังคมเกิด มีความสัมพันธแ์ ละสนบั สนนุ ซ่ึง ความสมดุล กันและกนั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม ความสมดุลถูกทาลายลง

สรุ ป ทฤษฎโี ครงสรา้ งหน้าที่ สงั คมทั้งหมดเป็น ความสมั พันธ์ สง่ิ ทส่ี นบั สนุนซงึ่ กันและกัน ระบบหนึง่ ทีแ่ ต่ละ อยา่ งเปน็ เหตเุ ป็นผล หนว่ ยมีความสัมพนั ธ์ ระหว่างกัน ระบบสงั คมเปน็ การเคลื่อนไหวเข้าสูค่ วามสมดลุ การปรับความสมดุล ของระบบจะทาให้เกิดการเปล่ยี นแปลงภายในระบบตามไปดว้ ยความ ต่อเนื่องของกระบวนการขา่ วสารจากภายในและภายนอก

โครงสรา้ งสังคมระดับจุลภาคและมหภาค ➢ความหมาย ความสาคัญของโครงสร้างสังคมระดบั จลุ ภาคและระดบั ภาค ➢การศกึ ษาสงั คมระดับจลุ ภาคและมหภาค

ความหมายของโครงสร้างสงั คมระดับจลุ ภาคและระดบั มหภาค ความหมาย ทางเศรษฐศาสตร์ ทางสงั คมศาสตร์ จลุ ภาค(Micro) การศึกษาพฤติกรรมของหนว่ ย การกระทาการปฏิสังสรรคแ์ ละการ เศรษฐกจิ หนว่ ยย่อยๆ วา่ มกี าร สร้างความหมายในการสอ่ื สาร ตัดสินใจใช้ทรพั ยากรอย่างไร ระหว่างผคู้ นในสังคม เพือ่ ใหบ้ รรลุเป้าหมาย มหภาค(Macro) การศึกษาปรากฏการณ์ทาง ศกึ ษาโครงสรา้ งและสถาบันทาง เศรษฐกิจและพฤตกิ รรมของ สังคมรวมท้งั กระบวนการ หนว่ ยเศรษฐกิจโดรวมท้ังระบบ เปล่ียนแปลงทางสังคมโลกในเชงิ หรอื มวลรวม ประวัตศิ าสตร์

สงั คมระดับจลุ ภาค คือ สังคมระดับเลก็ หรือระดับ ยอ่ ยซ่ึงเนน้ ระดับตวั บุคคล โดยเป็นการศึกษาการ กระทาระหวา่ งกนั หรอื การมปี ฏิสงั สรรค์ของคน หรอื การปฏิสมั พันธก์ ัน

สงั คมระดับมหภาค คอื สงั คมระดับใหญ่ หรือเป็น ภาพรวม ซึ่งไมไ่ ดเ้ นน้ ท่ตี ัวบุคคลแต่เน้นโครงสร้างและ สถาบันทางสังคม

ในการวเิ คราะหห์ รือศกึ ษาปรากฎการณ์ทางสงั คมต่าง ๆ อาจจะเปน็ การยากและไม่มีความจาเป็นทตี่ อ้ งแยกสงั คมจลุ ภาคและมหภาคออก จากกันอย่างเดด็ ขาด เน่ืองจากสังคมจลุ ภาคและมหภาคต่างกม็ ีสว่ นท่ี สมั พนั ธ์เช่อื มโยงกนั เช่น ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั บคุ คลแต่ละคน กบั สถาบันทางสังคม ย่อมตอ้ งเช่อื มโยงกัน สถาบนั ทางสงั คมยอ่ ม ประกอบดว้ ยตัวบคุ คล ในขณะเพยี งกนั สถาบนั ทางสังคมจะเกิดข้ึนได้ และดารงอยไู่ ด้กต็ ้องประกอบด้วยบคุ คล สงั คมระดบั จลุ ภาค สังคมระดบั มหภาค

ความสาคัญของโครงสรา้ งสงั คมระดับจลุ ภาคและระดบั มหาภาค สงั คมระดบั จุลภาค การสอื่ สาร สงั คมระดบั มหภาค สถาบนั สังคม

ความสาคญั ของสงั คมระดับจลุ ภาค การดาเนินชีวิตของมนษุ ย์ ระดับจลุ ภาค ระดับมหภาค ความสาคัญตอ่ ชีวิตประจาวัน ความสาคัญต่อการเมอื งการปกครอง ความสาคัญตอ่ ความเป็นสงั คม ความสาคัญตอ่ การเมืองระหว่างประเทศ ความสาคัญต่อการสรา้ งความรว่ มมอื ความสาคัญต่อการเสรมิ สร้างประชาธปิ ไตย ความสาคัญต่อการแสวงหาความรู้ ความสาคัญตอ่ การพฒั นาประเทศ ความสาคัญต่อการสรา้ งการรับรู้เกยี่ วกบั ตนเอง ความสาคัญตอ่ การถา่ ยทอดวฒั นธรรม ความสาคญั ตอ่ การให้การบันเทงิ ความสาคญั ตอ่ การศึกษา ความสาคัญตอ่ ธรุ กิจและอตุ สาหกรรม ความสาคญั ตอ่ การเสรมิ สรา้ งประสทิ ธิภาพ ของการบริหารองคก์ าร

ความสาคัญของสงั คมระดับมหภาค ความสาคญั ของสงั คมระดับมหภาค ตวั อยา่ ง สถาบันทางสงั คมอยูก่ ับมนุษย์ สถาบันครอบครวั สถาบนั การศกึ ษา สถาบันการเมอื งและสถาบันเศรษฐกจิ สถาบนั ทางสงั คมช่วยใหม้ นุษย์ทกุ คน ครอบครวั กลุม่ เพ่อื น โรงเรียน เป็นคนที่สมบูรณ์ มหาวิทยาลัย ศาสนา ตลอดจน ส่ือมวลชนต่าง ๆ สถาบันทางสงั คมให้สังคมคงสภาพอยู่ สถาบันครอบครวั สถาบนั การศึกษา ได้ สถาบันการเมอื ง สถาบนั เศรษฐกิจ สถาบันศาสนา

การศึกษาสงั คมระดบั จลุ ภาคและระดับมหภาค James M. Henslin ➢ การวเิ คราะหส์ ังคมวิทยาระดบั มหภาค เป็นการศกึ ษาสงั คมท่เี นน้ ภาพรวม ของสงั คมหรอื ภาพกว้าง ไดแ้ ก่ ชนชน้ั ทางสังคม ความสมั พนั ธข์ องกลุ่มทาง สังคม ➢ การวิเคราะหส์ งั คมระดับจุลภาค เป็นการศึกษาสงั คมทีเ่ น้นระดับเล็ก คอื เนน้ ใน ระดับปฏสิ ัมพันธท์ างสังคม หรือ Social Interaction หมายถึง วิธีการท่ี มนษุ ยม์ ีปฏิสมั พันธ์กบั คนอื่นในสังคมโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งปฏสิ ัมพันธเ์ ชิง สญั ลักษณ์

การศกึ ษาสังคมระดบั จุลภาคและระดับมหภาค การวเิ คราะห์ • ความสาคญั ของการศกึ ษาชนชัน้ ทางสงั คม สงั คมวทิ ยา • ความหมายของการจัดชว่ งชน้ั ทางสังคม ระดับมหภาค • เกณฑ์ในการจดั ชว่ งชัน้ ทางสงั คม • ระบบการจัดช่วงชั้นทางสังคม • วิธกี ารศึกษาชนช้ัน

การศึกษาสังคมระดบั จลุ ภาคและระดบั มหภาค ความสาคญั • การจัดช่วงชัน้ ทางสังคมทาให้ ของการศึกษา เข้าใจการจัดระเบยี บทางสังคม เรอ่ื งชนชั้น • เพือ่ กระตุน้ ให้บุคคลเรง่ สร้าง ทางสงั คม ความสาเรจ็ ในชีวติ • เพ่อื ความมนั่ คงในการดารงชีวิต

การศกึ ษาสงั คมระดับจลุ ภาคและระดับมหภาค ความหมายของการจดั ช่วงชัน้ ทางสังคม (Social Stratification) • โครงสรา้ งทางสังคมท่ีมีการจัดลาดบั สงู ต่า ระหวา่ งชนชัน้ แตกต่างกนั ไปโดยยึดฐานทาง เศรษฐกจิ และสงั คม เปน็ ตวั แบ่ง ซงึ่ แตกตา่ ง กันไปตามยุคสมัย โดยในอดตี จะแบ่งตามชาติ กาเนิดและมลี กั ษณะปิด คอื ไมส่ ามารถเลือ่ นช้นั ฐานะได้ แตใ่ นปัจจบุ ันไมไ่ ดแ้ บง่ คนตามชาติ กาเนดิ แตเ่ พยี งอย่างเดยี ว และมีลกั ษณะเปิด กล่าวคอื สามารถเล่ือนชน้ั ฐานะได้

การศึกษาสงั คมระดับจลุ ภาคและระดบั มหภาค เกณฑ์ในการจัดชว่ งชั้น •ความมง่ั คัง่ ทางสังคม •ลักษณะของ งานทีท่ าหรือ อาชีพ •ระดบั การศกึ ษา •ชาติกาเนิด •ศาสนา

การศกึ ษาสงั คมระดบั จุลภาคและระดบั มหภาค ระบบการจัดชว่ งช้นั ทางสังคม 1) ระบบ 2) ระบบ 3) ระบบ 4) ระบบชน ทาส วรรณะ ฐานนั ดร ชั้น พราหมณ์ ศกั ดิ์ หรือ กษตั ริย์ ระบบศกั ดิ แพศย์ ศูทร นา หรือ จัณฑาล ระบบฟวิ ดลั

วิธกี ารศึกษาชนช้นั ❑วธิ วี ัตถวุ สิ ัย คือ เกียรติของคนนั้นวัดไดจ้ ากทรัพย์สินที่ตนมีอยู่ โดยทาการ แจกแจงทรพั ยส์ นิ ท่สี าคัญทกุ อย่างท่ีแตล่ ะคนมี ❑ วิธอี ตั วิสัย คอื มีความเชื่อวา่ คนทุกคนท่ีอย่ใู นสังคมนนั้ ย่อมมีความสานกึ อย่ตู ลอดเวลาว่าตนเองมฐี านะสูงต่าขนาดไหน ❑ วิธีความเหน็ สว่ นใหญ่ มีความคลา้ ยคลึงกบั วิธีอัตวิสัย ในลักษณะทีถ่ อื ว่า สมาชกิ ของสงั คมสว่ นใหญต่ ่างกม็ ีความสานึกในเร่ืองการแบ่งชว่ งช้นั ทาง สงั คมและต่างก็ใชท้ ัศนะส่วนตัวในการประเมินตนเองและบุคคลอื่นว่าอยู่ใน ลาดบั สงู ตา่ ขนาดไหน แตว่ ิธีน้เี ปน็ วิธีท่ีทกุ คนประเมินทุกคนนอกจากตนเอง

การวิเคราะหส์ ังคมวทิ ยาระดับจุลภาค การ 2.1 ความหมายของการปฏสิ มั พนั ธ์ หมายถึง ขอ้ ผกู พันทมี่ ี วิเคราะห์ ต่อกันทางสงั คมทเ่ี หมือนกนั และแตกต่างกัน และการกระทา สังคม ระหวา่ งของบคุ คลตง้ั แต่ 2 คนขึน้ ไปในสังคม การกระทาของ วทิ ยา มนุษยแ์ ต่ละคนจงึ มีความสมั พนั ธ์กับการกระทาของคนอ่ืน ๆ ระดับ ในสงั คม จุลภาค 2.2 ความสาคัญของการปฏิสัมพนั ธก์ นั ในสังคม เปน็ สัญลกั ษณ์หรือความสาคญั สาหรบั ชุมชน กลุ่มชน กลุ่มสังคม กลมุ่ ผลประโยชน์ กลุ่มอิทธพิ ล กลุ่ม พรรคการเมอื ง ท้ังในทวปี และนอกทวีป เป็นต้น

การวเิ คราะห์สังคมวทิ ยาระดับจุลภาค การปฏิสมั พันธ์กันระหวา่ งมนุษย์กับสงั คมมลี กั ษณะท่ีสาคัญคอื ➢ การติดตอ่ คอื การพบปะกนั โดยตรงหรือโดยอ้อม ➢ ตอ้ งมีจดุ มุ่งหมายท่ีแน่นอน ➢ การปฏสิ มั พันธ์กันจะมีลกั ษณะต่อเน่อื งกนั เป็นระยะยาวนาน ➢ ปฏิสัมพนั ธก์ ันต้องอาศัย กฎเกณฑ์ กติกา หรอื บรรทัดฐานอื่น ๆ เขา้ มา เกย่ี วข้อง “ภาษา” สิง่ ทเี่ ปน็ ตวั ช่วยใหม้ นุษย์มปี ฏิสมั พันธก์ ันต้องอาศัยสญั ลกั ษณ์

ทฤษฎกี ารกระทาระหวา่ งกนั ดว้ ยสญั ลกั ษณ์ 1. จอรจ์ เฮอรเ์ บริ ต์ มีด ผู้วางรากฐานของทฤษฎีการกระทาระหว่างกันด้วย สญั ลักษณแ์ ละทฤษฎบี ทบาท การกระทาระหวา่ ง กันทางสังคมเป็นส่งิ สาคัญมาต่อการสรา้ งตัวตนของ บุคคล ไดแ้ บง่ กิรยิ าออกเปน็ 2 ประเภท คือ กริ ยิ าท่ี ไม่มีความหมาย และกิริยาที่มีความหมาย จงึ สง่ ผล ใหเ้ กิดการรบั รู้บทบาท ของความเปน็ ตัวตน 2. จาคอบ โมเรโน แนวคดิ องคก์ ารสังคมจะประกอบด้วยเครอื ขา่ ยของ บทบาทจานวนหนึ่ง เปน็ การบังคบั ให้แนวทางแก่ การกระทาตา่ ง ๆ ดังนี้ บทบาทเกี่ยวกับความ ตอ้ งการจาเป็นทางชีวภาพ บทบาทตามสภาพ สังคม บทบาทสังคม

ทฤษฎกี ารกระทาระหว่างกนั ด้วยสัญลักษณ์ 3. ราลฟ์ ลนิ ตัน แนวคดิ เก่ียวกับลกั ษณะขององคก์ ารทางสงั คมและบุคคลท่ี เปน็ สมาชิกเพิ่มเติม คอื ➢ แนวความคิดเก่ียวกับสถานภาพและบทบาท สถานภาพ คอื สิทธิและหน้าทต่ี ่างๆ ของบุคคล บทบาทคือสว่ นที เปน็ พลวัตของสถานภาพบคุ คลจะได้รับมอบหมายให้ ดารงสถานภาพโดยมคี วามสัมพนั ธก์ บั สถานภาพอื่น ➢ แนวความคิดเกีย่ วกับโครงสร้างทางสังคม โดยมีหนว่ ย วิเคราะห์ดังน้ี คอื ตาแหนง่ ตา่ ง ๆ ชดุ หน่ึง ระบบความ คาดหวังท่สี อดคล้องกนั และแบบแผนของพฤติกรรม ตามความคาดหวงั ของตาแหนง่

ทฤษฎกี ารกระทาระหวา่ งกนั ดว้ ยสัญลักษณ์ 4. เออรว์ ิง กอฟฟ์แมน ทฤษฎีการละคร ❖ การกระทาต่าง ๆ และปฏิสมั พันธ์ของมนุษย์มี ลักษณะทเ่ี หมอื นกบั การแสดงละคร ❖ ปฏสิ มั พันธ์ของมนษุ ย์มคี วามเปราะบางการท่ี สามารถดารงอยู่ได้นนั้ ก็ด้วยการแสดงออกทด่ี ีหรอื เหมาะสมกับการแสดงออกท่ไี มด่ ีหรอื ไมเ่ หมาะสม ❖ การแสดงละครในโรงละคร โดยมคี วามสาคัญอยู่ท่ตี ัว ผกู้ ระทา การกระทาและปฏสิ มั พนั ธ์ในการกระทา

ทฤษฎีการกระทาระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์ 5.เฮอร์เบิร์ท ❑ มนษุ ยแ์ ตกตา่ งจากสัตวช์ นั้ ตา่ เพราะได้รบั การสบื ทอดความสามารถให้ บลูเมอร์ รจู้ ักคดิ ❑ ความสามารถท่ีจะคดิ ของมนษุ ย์ถกู หล่อหลอมขนึ้ มาโดยการปฏิสัมพนั ธ์ ทางสงั คม ❑ ในการปฏสิ มั พันธท์ างสงั คม มนษุ ย์เรยี นรเู้ กย่ี วกบั ความหมายและ สญั ลักษณ์ทจ่ี ะทาใหส้ ามารถใช้ความสามารถในการคดิ ซง่ึ เปน็ คณุ ลักษณะโดยเฉพาะของมนษุ ย์ ❑ ความหมายและสัญลกั ษณ์ เปน็ สิง่ ทที่ าให้มนษุ ยส์ ามารถมีการกระทา และปฏสิ ัมพนั ธ์ขึน้ ได้ ❑ มนุษยส์ ามารถทจ่ี ะแกไ้ ขเปล่ียนแปลงและยกเลกิ ความหมายและ สญั ลักษณก์ ็ได้ เพราะสาเหตุสาคญั ประการหนง่ึ คอื ความสามารถทีจ่ ะ ปฏสิ ัมพันธ์กับตวั เอง ทาให้สามารถทจี่ ะสารวจความเป็นไปไดข้ องการ กระทา ตระหนักถงึ ผลเสยี ที่จะเกดิ ขน้ึ แลว้ จึงเลอื กท่จี ะกระทาลงไป ❑ แบบแผนต่าง ๆของการโต้ตอบระหวา่ งการกระทาและปฏิสัมพนั ธ์ของ มนษุ ย์ทาให้เกิดกลมุ่ และสังคมต่าง ๆขึ้น

ทฤษฎีการกระทาระหวา่ งกันด้วยสญั ลกั ษณ์ 6.เชลดอน สไตรเกอร์ การกระทาระหว่างกันของมนษุ ย์ต้องพ่ึงพาการ กาหนดชอ่ื และการจาแนกประเภท เพราะมนษุ ยจ์ ะ เรียนรจู้ ากการปฏสิ ัมพนั ธ์กับคนอ่ืน ๆ ในการจาแนก ประเภทของสง่ิ ของต่าง ๆ เชน่ เดียวกบั การท่ีตนเอง ไดร้ บั การคาดหวงั ให้ประพฤตติ อ่ สังคม สิง่ ท่สี าคญั ทส่ี ดุ ในการรบั รู้ คอื สัญลักษณท์ ่ใี ช้ เพ่อื ให้ความหมายเกีย่ วกับตาแหนง่ และบทบาทต่าง ๆของบคุ คล ตาแหน่งเปน็ องค์ประกอบทางด้าน กายภาพของโครงสรา้ งทางสงั คมท่ีมีเสถียรภาพ สว่ นบทบาทเป็นความคาดหวังต่าง ๆ ทางด้าน พฤติกรรมของบคุ คลท่ดี ารงตาแหนง่ เหล่าน้ัน

ทฤษฎกี ารกระทาระหว่างกนั ด้วยสญั ลกั ษณ์ 6.เชลดอน โครงสร้างของสงั คมที่สาคัญประการหนง่ึ คอื แบบ สไตรเกอร์ แผนของพฤตกิ รรมทไ่ี ด้รบั การจัดระเบียบและเป็น กรอบของการกระทาของมนุษย์ บคุ คลในสังคมต่าง ๆ ยอมรบั กนั และกนั ในฐานะผอู้ ยู่ในตาแหนง่ ตา่ ง ๆ และมี ความคาดหวงั ตา่ ง ๆ ตอ่ กัน มนุษย์ไมเ่ พียงแตก่ าหนดชื่อและเรียกช่อื กันและกัน เท่านนั้ แต่ยังให้ช่อื กบั ตวั เองหรอื กาหนดตาแหนง่ ให้ ตนเองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตวั เอง ทาใหเ้ กิดการ ยอมรบั ภายในเก่ยี วกับความคาดหวงั ต่าง ๆ เก่ียวกบั พฤติกรรมของตนเองอกี ด้วย

ทฤษฎกี ารกระทาระหวา่ งกันดว้ ยสัญลกั ษณ์ 6.เชลดอน สไตร โครงสร้างทางสงั คมมีหน้าที่ประการหนงึ่ คอื การ เกอร์ กาหนดขอบเขตของการสวมบทบาท ไม่ใช่เพียงแตใ่ ห้ บุคคลเข้าไปสบู่ ทบาทเท่านน้ั โครงสรา้ งทางสงั คมยัง กอ่ ให้เกดิ บทบาททมี่ กี ารสร้างสรรค์มากกวา่ โครงสร้าง อ่ืน ๆ อกี ด้วย พฤตกิ รรมทางสงั คมไมไ่ ดถ้ ูกกาหนดโดยความหมาย ทางสังคม แม้วา่ จะถูกปิดบบี ค้ันโดยสังคม โดยปกติ แล้วไม่เพยี งแตส่ วมบทบาทเฉย ๆ แต่จะสวมบทบาท อย่างจรงิ จงั และคดิ ทจี่ ะสร้างสรรค์บทบาทท่ีตัวเอง ไดร้ ับ

ทฤษฎกี ารกระทาระหวา่ งกนั ดว้ ยสัญลกั ษณ์ 6.เชลดอน สไตร ในการปฏิสมั พันธบ์ คุ คลจะให้ความหมายแก่สถานการณ์ เกอร์ โดยการให้ชอ่ื ตา่ ง ๆแกส่ ถานการณน์ ้นั ต่อบคุ คลที่มี สว่ นรวมคนอืน่ ๆ ตอ่ ตนเอง และต่อลักษณะเฉพาะพเิ ศษ ของสถานการณ์ ความหมายดังกล่าวได้ถูกใช้โดยตัว ผกู้ ระทาในการจดั ระเบยี บพฤติกรรมของตนเอง ความเป็นไปไดข้ องการท่จี ะกอ่ ให้เกิดบทบาท ทาใหเ้ กิด การเปลี่ยนแปลงทางสังคมข้นึ ซ่ึงอาจเกดิ ขึ้นในการให้ ความหมายทางสังคมโดยการใช้ชอื่ สัญลักษณแ์ ละการ แจกแจงประเภทและความเปน็ ไปไดต้ ่าง ๆ ทีจ่ ะมี ปฏิสัมพนั ธ์ การส่ังสมของการเปล่ยี นแปลงตา่ ง ๆ น้ี อาจจะทาให้เกดิ การเปลยี่ นแปลงตา่ ง ๆในโครงสรา้ ง ขนาดใหญ่ของสงั คมส่วนรวม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook