Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

Published by Guset User, 2022-01-23 13:58:36

Description: เศรษฐกิจพอเพียง

Search

Read the Text Version

เศรษฐกิจพอเพยี ง 1. หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง(หลกั 3หว่ ง2เงื่อนไข) 3 หว่ ง คอื ทางสายกลาง ประกอบไปดว้ ย ดงั นี้ ห่วงท่ี 1 คอื พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทกุ อยา่ ง ความพอดีไมม่ ากหรอื ว่านอ้ ยจนเกินไป โดยต้องไมเ่ บยี ดเบียนตนเอง หรือผอู้ นื่ ให้เดอื ดร้อน หว่ งที่ 2 คือ มเี หตผุ ล หมายถงึ การตัดสินใจเกย่ี วกบั ระดบั ของความพอเพยี งน้ัน จะต้องเป็นไป อยา่ งมเี หตผุ ลโดยพจิ ารณาจากเหตุปัจจัยท่ีเกีย่ วข้อง ตลอดจนคานงึ ถงึ ผลท่คี าดวา่ จะเกดิ ขน้ึ จากการ กระทาน้ันๆ อยา่ งรอบคอบ หว่ งท่ี 3 คอื มีภมู ิคุม้ กนั ทด่ี ีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตวั ให้พรอ้ มรับผลกระทบและการ เปลีย่ นแปลงด้านการตา่ งๆ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ โดยคานึงถงึ ความเป็นไปไดข้ องสถานการณ์ต่างๆ ทค่ี าดว่าจะ เกิดขน้ึ ในอนาคตทง้ั ใกล้และไกล 2 เง่ือนไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ เงอ่ื นไขท่ี 1 เง่อื นไขความรู้ คอื มีความรอบรู้เกี่ยวกับ วชิ าการตา่ งๆทีเ่ กย่ี วข้องอยา่ งรอบดา้ น ความ รอบคอบทจ่ี ะนาความรเู้ หลา่ น้นั มาพจิ ารณาให้เชอ่ื มโยงกนั เพอื่ ประกอบการ วางแผน และความ ระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ คณุ ธรรมประกอบด้วย มคี วามตระหนกั ในคุณธรรม มคี วามซื่อสตั ยส์ ุจริต และ มีความอดทน มีความเพียร ใชส้ ตปิ ญั ญาในการดาเนินชีวิต เง่ือนไขที่ 2 เงอ่ื นไขคณุ ธรรม คือ มคี วามตระหนกั ในคณุ ธรรม มีความซอ่ื สตั ย์สุจริตและมีความ อดทน มีความเพยี ร ใช้สตปิ ญั ญาในการดาเนินชวี ิต

“เศรษฐกจิ พอเพียงจริงๆ คอื หลกั การดาเนินชวี ติ ท่ีจริงแทท้ สี่ ุด กรอบแนวคิดของหลกั ปรชั ญามุ่งเน้นความ ม่นั คงและความยงั่ ยนื ของการพัฒนา อันมคี ณุ ลักษณะทสี่ าคัญ คอื สามารถประยกุ ต์ใชใ้ นทกุ ระดบั ตลอดจนให้ความสาคญั กับคาวา่ ความพอเพยี ง ทป่ี ระกอบด้วย ความพอประมาณ ความมเี หตุมีผล มี มคิ ้มุ กนั ที่ดใี นตัว ภายใต้เงอื่ นไขของการตัดสินใจและการดาเนินกจิ กรรมทต่ี ้องอาศยั เงือ่ นไขความรแู้ ละ เง่อื นไขคณุ ธรรม” 2.ประโยชน์ของเศรษฐกิจพอเพยี ง ประโยชนข์ องทฤษฎีใหม่ (พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ทรงพระราชทานสรุป) 1. ทาให้ประชาชนมีกินตามอัตภาพ 2. ถ้าน้าพอดปี ีไหนก็สามารถทาการเกษตรหรือปลูกขา้ วนาปไี ด้ ถ้าตอ่ ไปในหน้าแล้งน้ามีน้อยกส็ ามารถ นานา้ จากสระมาใช้ได้ 3. ถ้าในภาวะปกตกิ ็สามารถทาใหม้ ีรายไดม้ ากข้ึน 4. ถ้าในภาวะทีม่ ีอุทกภัยก็สามารถจะฟื้นตวั ได้ โดยไม่ต้องใหท้ างราชการไปช่วยมากเกินไปทาให้ พงึ่ ตนเองไดเ้ ปน็ อย่างดี เศรษฐกจิ พอเพยี งกบั ทฤษฎใี หม่ตามแนวพระราชดาริ เศรษฐกจิ พอเพียงและแนวทางปฏบิ ตั ขิ อง ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพฒั นาที่นาไปส่คู วามสามารถ ในการพ่งึ ตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเปน็ ขัน้ ตอน โดยลดความเส่ียงเก่ยี วกบั ความผันแปรของธรรมชาติ หรอื การเปล่ยี นแปลงจากปจั จัยต่าง ๆ โดยอาศยั ความพอประมาณและความมเี หตุผล การสร้างภมู คิ ุ้มกัน ทดี่ ี มคี วามรู้ ความเพยี รและความอดทน สติและปญั ญา การชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกัน และความสามคั คี เศรษฐกจิ พอเพียงมีความหมายกวา้ งกวา่ ทฤษฎใี หมโ่ ดยที่ เศรษฐกิจพอเพียงเปน็ กรอบแนวคิดท่ชี ีบ้ อก หลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎี ใหม่ในขณะที่ แนวพระราชดารเิ ก่ยี วกบั ทฤษฎีใหมห่ รอื เกษตร ทฤษฎีใหม่ ซึง่ เป็นแนวทางการพฒั นาภาคเกษตรอยา่ งเปน็ ขนั้ ตอนนนั้ เปน็ ตัวอย่างการใช้หลกั เศรษฐกจิ พอเพียงในทางปฏบิ ตั ิ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพนื้ ที่ทเ่ี หมาะสม ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดาริ อาจ เปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงมอี ยู่ 2 แบบ คือ แบบพ้นื ฐานกบั แบบก้าวหน้า ได้ด้ังน้ี ความพอเพยี งในระดบั บุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เปน็ เศรษฐกิจพอเพียงแบบพน้ื ฐาน เทียบไดก้ บั ทฤษฎใี หม่ขน้ั ท่ี 1 ท่มี งุ่ แก้ปญั หาของเกษตรกรทอ่ี ยู่ห่างไกลแหล่งนา้ ต้องพึง่ น้าฝนและประสบ

ความเส่ียงจากการที่น้าไมพ่ อเพียง แม้กระทง่ั สาหรับการปลูกข้าวเพอ่ื บริโภค และมีขอ้ สมมติวา่ มีท่ีดิน พอเพยี งในการขุดบอ่ เพื่อแกป้ ญั หาในเรื่องดงั กลา่ วจากการแกป้ ัญหา ความเสยี่ งเรอ่ื งนา้ จะทาใหเ้ กษตรกร สามารถมีขา้ วเพือ่ การบรโิ ภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ทดี่ ินสว่ นอ่นื ๆ สนองความต้องการพน้ื ฐานของ ครอบครัว รวมทง้ั ขายในสว่ นทเ่ี หลือเพอื่ มีรายได้ทจ่ี ะใชเ้ ปน็ คา่ ใช้จา่ ยอืน่ ๆ ทไี่ ม่สามารถผลิตเองได้ ทัง้ หมด นเี้ ป็นการสรา้ งภมู ิคุ้มกนั ในตัวใหเ้ กิดขน้ึ ในระดบั ครอบครัว อยา่ งไรกต็ าม แม้กระทง่ั ในทฤษฎใี หม่ขน้ั ท่ี 1 ก็ จาเป็นท่ีเกษตรกรจะต้องไดร้ ับความชว่ ยเหลอื จากชมุ ชนราชการ มูลนธิ ิ และภาคเอกชน ตามความ เหมาะสม ความพอเพยี งในระดับชมุ ชนและระดบั องคก์ รเปน็ เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหนา้ ซึ่งครอบคลุม ทฤษฎใี หม่ขน้ั ที่ 2 เป็นเรอ่ื งของการสนบั สนนุ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ ธรุ กจิ ต่าง ๆ รวมตวั กันในลกั ษณะเครือขา่ ยวสิ าหกจิ กล่าวคือ เมอ่ื สมาชกิ ในแตล่ ะครอบครัวหรอื องค์กร ต่าง ๆ มคี วามพอเพียงขน้ั พ้นื ฐานเปน็ เบ้ืองต้นแล้วกจ็ ะรวมกลมุ่ กนั เพ่อื รว่ มมือกัน สรา้ งประโยชนใ์ ห้แก่ กลุ่มและสว่ นรวมบนพืน้ ฐานของการไม่เบยี ดเบยี นกัน การแบ่งปนั ชว่ ยเหลอื ซึง่ กันและกันตามกาลังและ ความสามารถของตนซ่ึงจะสามารถทา ให้ ชมุ ชนโดยรวมหรอื เครอื ขา่ ยวิสาหกจิ นนั้ ๆ เกดิ ความพอเพยี งใน วถิ ีปฏบิ ัติอยา่ งแทจ้ รงิ ความพอเพียงในระดบั ประเทศ เป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งแบบกา้ วหนา้ ซ่ึงครอบคลุม ทฤษฎีใหม่ขน้ั ที่ 3 ซ่งึ สง่ เสริมใหช้ ุมชนหรือเครอื ขา่ ยวิสาหกิจสรา้ งความรว่ มมอื กับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เชน่ บรษิ ัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบนั วจิ ัย เป็นต้น การสร้างเครือขา่ ยความรว่ มมอื ในลักษณะเชน่ นจ้ี ะ เปน็ ประโยชนใ์ นการ สบื ทอดภมู ิปญั ญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรยี นจากการพัฒนา หรือ ร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพยี ง ทาให้ประเทศอันเป็นสงั คมใหญ่อันประกอบดว้ ยชมุ ชน องค์กร และธุรกิจตา่ ง ๆ ทีด่ าเนินชวี ิตอยา่ งพอเพยี งกลายเปน็ เครือข่ายชมุ ชนพอเพยี งทีเ่ ชือ่ มโยงกนั ด้วย หลัก ไมเ่ บยี ดเบียน แบง่ ปัน และช่วยเหลอื ซง่ึ กันและกนั ไดใ้ นท่ีสดุ ปจั จบุ นั มผี ศู้ กึ ษาเก่ียวกบั “การวิเคราะห์อตุ สาหกรรมขนาดกลางและขนาดยอ่ มตามแนวพระราชดาริ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” ค้นพบว่า ถ้านาหลกั การแนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้กจ็ ะทาให้กิจกรรมเหล่านี้ สามารถดาเนนิ กจิ กรรมไปได้โดยตลอด จงึ ถือไดว้ า่ อาจใชป้ ระยกุ ต์แทนหลกั ธรรมมาภิบาลได้ สรุปได้ 9 ขอ้ คือ 1. ใช้เทคโนโลยีใหถ้ ูกหลักวชิ าแต่มีราคาถูก 2. ใช้ทรัพยากรทกุ ชนิดอย่างประหยดั และมีประสิทธิภาพสูงสุด 3. เนน้ การจ้างงานเป็นหลักโดยไม่นาเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงาน

4. มีขนาดการผลิตท่สี อดคลอ้ งกับความสามารถบริหารจัดการ 5. ไม่โลภจนเกินไป 6. ซ่อื สัตย์สจุ ริตในการประกอบการ 7. กระจายความเส่ยี งจากการมผี ลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีความสามารถในการเปล่ยี นผลผลิต ไดง้ า่ ย 8. เนน้ การบรหิ ารความเส่ียงต่า ไม่กอ่ หน้ีเกนิ ขดี ความสามารถบริหารจดั การ 9. เนน้ การใชว้ ตั ถุดิบในท้องถิ่น ตลาดในท้องถ่นิ ภมู ิภาค ตลาดในและต่างประเทศตามลาดับ เศรษฐกจิ พอเพียง “เศรษฐกิจพอเพยี ง” เปน็ ปรชั ญาท่พี ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงมีพระราชดารสั ชีแ้ นะแนวทางการ ดาเนนิ ชวี ติ แกพ่ สกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตง้ั แตก่ ่อนวกิ ฤตกิ ารณท์ างเศรษฐกิจ และเมื่อ ภายหลงั ไดท้ รงเนน้ ย้าแนวทางการแก้ไขเพอ่ื ให้รอดพ้น และสามารถดารงอย่ไู ด้อยา่ งมัน่ คงและยงั่ ยนื ภายใตก้ ระแสโลกาภวิ ัตน์และความ เปลีย่ นแปลงต่าง ๆ เศรษฐกจิ พอเพียง คาวา่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เปน็ ปรชั ญาที่พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวทรงชี้แนะแนวทางการดาเนนิ ชีวิตและ การปฏิบตั ิแก่ประชาชน โดยยดึ หลัก “ทางสายกลาง” ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกจิ ทต่ี อ้ งเผชญิ อยู่ใน ปัจจบุ ัน เศรษฐกิจพอเพยี งมีความหมายสรุปได้ 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความพอเพยี ง คือ รจู้ กั พอประมาณ พออยู่ พอมี พอกิน พอใช้ ประหยัด และไมเ่ บียดเบยี นผอู้ นื่ 2. ความมีเหตผุ ล คือ ตดั สนิ ใจกระทาสง่ิ ตา่ ง ๆ เพื่อใหเ้ กดิ ความพอเพียงตอ้ งใช้เหตุผล และพิจารณา ดว้ ยความรอบคอบ 3. การมีภูมิคมุ้ กนั ท่ีดี คือ เตรยี มใจใหพ้ ร้อมรบั ผลกระทบและความเปลยี่ นแปลงที่จะเกดิ ข้ึนในอนาคต 4. การมีความรู้ คอื นาความรมู้ าใช้ในการวางแผนและดาเนินชีวติ 5. การมคี ณุ ธรรม คอื มีความซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต สามคั คี และช่วยเหลือซ่งึ กันและกัน

3.เศรษฐกจิ พอเพียงทฤษฎีใหม3่ ข้ันตอน ทฤษฎี ใหม่ คอื ทฤษฎแี ห่งการใชน้ ้าและการบรหิ ารงานพฒั นาการเกษตรแผนใหม่ ที่ พระบาทสมเดจ็ พระ เจา้ อยู่หวั ฯ ทรงพระราชดาริข้ึนและพระราชทานไวแ้ ก่พสกนกิ รชาวไทย เพื่อแกไ้ ขปญั หาเกษตรกรรรม ไม่ ไดผ้ ลในเขตแหง้ แลง้ ขาดแคลนนา้ ในการเกษตรโดยเฉพาะการประกอบอาชพี ทางการเกษตรที่อาศยั น้าฝน เปน็ หลัก จะมคี วาม เสีย่ งสงู มากในการขาดแคลนน้า กรณฝี นทิง้ ชว่ งและปรมิ าณนา้ ฝนไม่เพยี งพอในฤดู ปลกู โดยเฉพาะการทานาจะทาใหผ้ ลผลติ ขา้ ว ไมเ่ พยี งพอต่อการบริโภคทฤษฎีใหม่ จะเน้นเกษตรกรราย ยอ่ ยท่มี ที ่ดี ินจานวนนอ้ ย สามารถเลย้ี งตัวเองได้ โดยเน้นการผลิตขา้ วให้เพียงพอตอ่ การบริโภคตลอดทั้งปี โดยใหม้ ีพชื ผักและอาหารโปรตนี จากการเลยี้ งปลา เป็ด ไก่ ไวบ้ ริโภคได้ตลอดทัง้ ปเี ชน่ กนั จากการทดสอบ ทฤษฎใี หม่ ตามแนวพระราชดารขิ องพระองคท์ ่าน ในพ้ืนทว่ี ดั มงคลชัยพฒั นา จังหวดั สระบรุ ี นัน้ ประสบ ผลสาเรจ็ กรมวิชาการเกษตร จงึ ได้ขยายผลการสาธติ ไปยงั หน่วยงานสังกดั กรมวิชาการเกษตรเพื่อ ดาเนนิ การตามแนวพระราชดาริ \"ทฤษฎีใหม่\" ซง่ึ กาหนดการจดั แบ่งพ้ืนท่ีเป็น 30-30-30-10 ดังน้ี คือ ขดุ สระร้อยละ 30 ปลูกข้าวรอ้ ยละ 30 ปลูกพชื ไร่ พชื สวน ร้อยละ 30 ทอี่ ยอู่ าศัยร้อยละ 10 ของพื้นท่ีทัง้ หมด ความเป็นมา ในทกุ ครัง้ ทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยีย่ มราษฎรตามพน้ื ทีต่ า่ งๆ ทวั่ ประเทศน้นั ไดท้ รงถามเกษตรกรและทอดพระเนตรพบสภาพปญั หาการขาดแคลนนา้ เพ่ือการปลูกข้าว และเกดิ แรงดลพระทยั อันเป็นแนวคิดข้นึ ว่าขา้ วเปน็ พืชท่แี ข็งแกรง่ มาก หากไดน้ า้ เพยี งพอจะสามารถเพม่ิ เมล็ดข้าวไดม้ ากยง่ิ ข้ึน หากเกบ็ น้าในที่ตกลงมาได้แลว้ นามาใช้ในการเพาะปลกู กจ็ ะสามารภเกบ็ เก่ียวได้ มากข้ึนเช่นกนั การสรา้ งอา่ งเกบ็ นา้ ขนาดใหญ่นับวันแต่จะยากที่จะดาเนินการได้ เนอื่ งจากการขยายตวั ของ ชมุ ชนและขอ้ จากดั ของปรมิ าณทด่ี นิ เป็นอุปสรรค หากแตล่ ะครวั เรอื นมสี ระนาประจาไร่นาทกุ ครัวเรือน แลว้ เม่อื รวมปรมิ าณกนั ก็ยอ่ มเท่ากับอา่ งเกบ็ นา้ ขนาดใหญ๋ แต่ส้นิ ค่าใชจ้ า่ ยน้อยและเกิดประโยชน์สูงสุดโด แรงดลพระราชหฤทยั ในเร่ืองนเี้ กดิ จากท่พี ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชดาเนินทรงเย่ยี มราษฎร ในภาคอีสาน บรเิ วณพนื้ ท่บี า้ นกุตตอแกน่ ตาบลกตุ สิมคมุ้ ใหญ่ อาเภอเขาวง จงั หวัดกาฬสินธิ์ เม่อื วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2535 ซึ่งทรงมีพระมหากรณุ าธิคุณพระราชทานพระราชดารสั แกบ่ รรดาคณะบคุ คลต่างๆ ที่เข้าเฝา้ ฯ ถวายพระพรชยั มงคลในวโรกาสเฉลมิ พระชนมพรรษา วันท่ี 4 ธนั วาคม 2535 ณ ศาลาดุสดิ าลัย สวนจติ รดา พระราชวงั ดสุ ติ วา่ “...ถามชาวบ้านที่อย่นู ่นั วา่ เป็นอยา่ งไรบา้ งปีน้ี เขาบอกว่าเกบ็ ขา้ วได้แล้วข้าวกอ็ ยู่ตรงนนั้ กองไวเ้ ราก็ไปดู ข้าว ข้าวน้ันมีรวงจรงิ แตไ่ มม่ ีเมล็ดหรอื รวงหน่ึงมซี กั สองสามเมล็ด ก็หมายความว่า 1 ไร่ คงไดข้ า้ วประมาณ

ซกั ถังเดยี วหรือไม่ถึงถงั ตอ่ ไร่ เ่ ขาทาไมเป็นอยา่ งน้ี เขาบอว่าเพราะไมม่ ฝี นเขาปลกู กล้าไวแ้ ลว้ เมอื่ ขึน้ มาก็ ปักดา ปักดาไมไ่ ดเ้ พราะวา่ ไมม่ นี า้ ก็ปกั ในทรายทารู ในทรายแล้วกป็ กั ลงไป เมอ่ื ปักแล้วตอนกลางวนั กเ็ ฉา มันงอลงไป แต่ตอนกลางคนื ก็ตั้งตวั ตรงขนึ้ มาเพราะมีน้าคา้ ง และในท่สี ุด กไ็ ดร้ วงแตไ่ มม่ ขี า้ ว ข้าวเท่าไร อนั นเ้ี ปน็ บทเรยี นที่ดี...แสดงให้เห็นว่าข้าวน้ีเปน็ พืชแข็งแกร่งมากขอใหไ้ ด้มีนา้ ค้างก็พอ แมจ้ ะเปน็ ขา้ ว ธรรมดา ไมใ่ ช่ขา้ วไร่ ถา้ หากว่าเราชว่ ยเขาเล็กน้อยก็สามารถทจ่ี ะได้ขา้ วมากขึ้นหนอ่ ยพอทจี่ ะกนิ ฉะน้ัน โครงการ ที่จะทามใิ ช่ต้องทาโครงการใหญโ่ ตมากจะได้ผล ทาเล็กๆก็ได้ จึงเกดิ ความคดิ ข้ึนมาว่าในที่เช่นน้ัน ฝนตกดีพอสมควร แต่ลงมาไมถ่ กู ระยะเวลา...ฝนก็ทงิ้ ช่วง...” จากพระราชดารัสขา้ งตน้ แสดงใหเ้ หน็ ถึงการท่ี ทรงรวบรวมข้อมูลเบ้ืองตน้ จากปัญหาขอ้ เทจ็ จรงิ แล้วทรงวเิ คราะห์เปน็ แนวคิดทฤษฏีวา่ “...วิธีการแกไ้ ขกค็ ือตอ้ งเก็บนา้ ฝนที่ตกลงมา กเ็ กดิ ความคิดวา่ อยากทดลองดูสกั 10 ไร่ ในท่อี ยา่ งน้นั 3 ไร่ จะเปน็ บอ่ น้า คือเก็บน้าฝนแล้ว ถ้าจะตอ้ งบดุ ว้ ยพลาสตกิ กบ็ ุด้วยพลาสตกิ ทดลองดูแล้ว อีก 6 ทาไรท่ าเป็น ท่ีนา ส่วนไรท่ ่ีเหลือก็เป็นบริการหมายถึงทางเดินหรือกระต๊อบหรืออะไรกไ็ ดแ้ ล้วแตห่ มายความวา่ นา้ 30 % ที่ทานา 60 % กเ็ ชอ่ื วา่ ถา้ เกบ็ น้าไวไ้ ดจ้ ากเดิมท่ี เกบ็ เกย่ี วข้าวไดไ้ ร่ละ ประมาณ 1-2 ถัง ถา้ มีนา้ เลก็ นอ้ ย อย่างนัน้ กค็ วรจะเกบ็ เก่ียวขา้ วไดไ้ รล่ ะประมาณ 10 -20 ถงั หรอื มากกว่า ” ในเวลาต่อมาไดพ้ ระราชทานพระ ราชดารสั ใหท้ าการทดลอง “ทฤษฎใี หม่” เกย่ี วกับการจดั การท่ีดินและแหลง่ น้าเพอ่ื การเกษตรข้นึ ณ วดั มงคลชัยพัฒนา ตาบลห้วยบง อาเภอเมือง จงั หวดั สระบุรี แนวทฤษฎใี หม่ กาหนดขึ้นดงั น้ี ให้แบ่งพนื้ ที่ถอื ครองทางการเกษตร ซง่ึ โดยเฉลย่ี แล้วเกษตรกรไทยมีเนื้อทด่ี นิ ประมาณ 10-15 ไร่ ต่อครอบครัวแบง่ ออกเป็นสัดสว่ น คือ 1. มกี ารบริหารและจัดแบ่งทดี่ นิ แปลงเล็ก ออกเปน็ สดั สว่ นทีช่ ัดเจน เพอื่ ประโยชนส์ งู สดุ ของเกษตรกร ซ่งึ ไมเ่ คยมีใครคิดมาก่อน 2. มีการคานวณโดยหลักวชิ าการ เก่ยี วกบั ปรมิ าณน้าทจ่ี ะกกั เก็บใหพ้ อเพยี ง ต่อการเพาะปลกู ได้ตลอดปี 3. มีการวางแผนท่ีสมบรู ณ์แบบ สาหรบั เกษตรกรรายย่อย โดยมถี ึง 3 ข้ันตอน ขั้นท่ี 1 ทฤษฏีใหม่ขน้ั ต้น: การจดั สรรพ้นื ท่อี ยูอ่ าศยั และ ทีท่ ากิน ให้แบ่งพ้นื ท่ี ออกเป็น 4 สว่ น ตามอัตราสว่ น 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง พน้ื ท่ีสว่ นท่ีหนงึ่ ประมาณ 30% ให้ขดุ สระเก็บกกั น้า เพือ่ ใช้เกบ็ กกั นา้ ฝนในฤดูฝนและ ใชเ้ สริมการปลกู พชื ในฤดูแลง้ ตลอดจนการเลย้ี งสัตว์น้าและพืชน้าต่าง ๆ

พื้นทีส่ ่วนท่ีสอง ประมาณ 30% ให้ปลูกขา้ วในฤดฝู น เพอื่ ใช้เปน็ อาหารประจาวนั สาหรบั ครอบครวั ให้ เพียงพอตลอดปี เพอื่ ตัดค่าใชจ้ า่ ยและสามารถพงึ่ ตนเองได้ พ้นื ที่สว่ นท่ีสาม ประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยนื ต้น พชื ผกั พชื ไร่ พชื สมุนไพร ฯลฯ เพื่อใชเ้ ปน็ อาหาร ประจาวนั หากเหลอื บรโิ ภคกน็ าไปจาหนา่ ย พ้ืนทส่ี ว่ นที่สี่ ประมาณ 10% เป็นทีอ่ ยอู่ าศัย เลี้ยงสตั วแ์ ละโรงเรือนอ่ืน ๆ หลกั การและแนวทางสาคญั 1. เปน็ ระบบการผลติ แบบพอเพยี ง ทเี่ กษตรกรสามารถเล้ียงตัวเองไดใ้ นระดับที่ประหยดั ก่อน ทง้ั น้ีชมุ ชน ตอ้ งมีความสามคั คี รว่ มมอื รว่ มใจในการชว่ ยเหลือซ่งึ กันและกันทานองเดยี วกบั การ “ลงแขก” แบบด้ังเดิม เพื่อลดคา่ ใช้จ่าย 2. เนอ่ื งจากขา้ วเปน็ ปจั จยั หลักทที่ ุกครวั เรอื นจะต้องบรโิ ภค ดงั นนั้ จึงประมาณวา่ ครอบครวั หน่ึงทานา 5 ไร่ จะทาให้มขี า้ วพอกินตลอดปี โดยไมต่ ้องซอื้ หาในราคาแพง เพอ่ื ยดึ หลกั พ่งึ ตนเองไดอ้ ย่างมอี สิ รภาพ 3. ต้องมีน้าเพอื่ การเพาะปลูกสารองไวใ้ ชใ้ นฤดแู ลง้ หรอื ระยะฝนทงิ้ ช่วงได้อยา่ งพอเพยี ง ดงั น้นั จงึ จาเป็นต้องกันท่ดี ินสว่ นหนง่ึ ไวข้ ุดสระน้า โดยมีหลักวา่ ตอ้ งมีนา้ เพียงพอทจ่ี ะทาการเพาะปลูกไดต้ ลอดปี ทั้งน้ีได้พระราชทานพระราชดารเิ ป็นแนวทางวา่ ตอ้ งมนี า้ 1,000 ลกู บาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ ฉะน้ัน เม่ือทานา 5 ไร่ ทาพชื ไร่หรือไมผ้ ลอกี 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) จะต้องมีนา้ 10,000 ลกู บาศกเ์ มตรต่อปี ขน้ั ที่ 2 ทฤษฏีใหมข่ น้ั กา้ วหนา้ เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลกั การและไดป้ ฏิบัติในทีด่ ินของตนจนไดผ้ ลแลว้ ก็ต้องเริ่มข้นั ท่ีสอง คือ ให้ เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ รว่ มแรง รว่ มใจกนั ดาเนนิ การในดา้ น (1) การผลติ (พันธพ์ุ ืช เตรียมดนิ ชลประทาน ฯลฯ) - เกษตรกรจะตอ้ งร่วมมอื ในการผลิตโดยเร่มิ ต้งั แต่ ขนั้ เตรียมดิน การหาพันธุพ์ ืช ปุ๋ย การหาน้า และอ่ืน ๆ เพื่อการเพาะปลกู (2) การตลาด (ลานตากข้าว ยงุ้ เครอื่ งสีขา้ ว การจาหน่ายผลผลิต)

- เมือ่ มีผลผลติ แลว้ จะต้องเตรยี มการตา่ ง ๆ เพอื่ การขายผลผลิตใหไ้ ดป้ ระโยชน์สงู สุด เชน่ การเตรียมลาน ตากขา้ วรว่ มกนั การจดั หายุ้งรวบรวมขา้ ว เตรยี มหาเครื่องสขี ้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตใหไ้ ด้ ราคาดี และลดคา่ ใชจ้ า่ ยลงด้วย (3) ความเปน็ อย(ู่ กะปิ นา้ ปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ) - ในขณะเดียวกนั เกษตรกรตอ้ งมคี วามเป็นอยทู่ ดี่ พี อสมควร โดยมปี จั จยั พ้นื ฐานในการดารงชวี ิต เช่น อาหารการกนิ ต่าง ๆ กะปิ น้าปลา เส้อื ผา้ ทีพ่ อเพยี ง (4) สวสั ดกิ าร (สาธารณสขุ เงนิ กู้) - แต่ละชมุ ชนควรมีสวสั ดิภาพและบรกิ ารทีจ่ าเปน็ เช่น มีสถานอี นามยั เมอื่ ยามปว่ ยไข้ หรอื มีกองทุนไว้กู้ยมื เพอ่ื ประโยชน์ในกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของชมุ ชน (5) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) - ชมุ ชนควรมบี ทบาทในการสง่ เสริมการศึกษา เชน่ มกี องทุนเพ่อื การศึกษาเลา่ เรยี นให้แก่เยาวชนของ ชุมชนเอง (6) สงั คมและศาสนา - ชมุ ชนควรเปน็ ทีร่ วมในการพฒั นาสังคมและจติ ใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนย่ี ว ข้ันที่ 3 ทฤษฎใี หม่ขน้ั ท่สี าม เม่ือดาเนินการผ่านพ้นขน้ั ทส่ี องแลว้ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรกค็ วรพฒั นากา้ วหนา้ ไปสูข่ ั้นท่สี าม ตอ่ ไป คอื ติดตอ่ ประสานงาน เพือ่ จดั หาทุน หรอื แหล่งเงนิ เช่น ธนาคาร หรอื บริษทั หา้ งร้านเอกชน มาช่วย ในการลงทนุ และพัฒนาคุณภาพชีวติ ทั้งน้ี ทงั้ ฝา่ ยเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบรษิ ัท จะได้รบั ประโยชน์ ร่วมกัน กลา่ วคือ - เกษตรกรขายข้าวไดใ้ นราคาสูง (ไมถ่ ูกกดราคา) - ธนาคารกับบรษิ ัทสามารถซอ้ื ข้าวบรโิ ภคในราคาต่า (ซอ้ื ขา้ วเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) - เกษตรกรซอื้ เครอ่ื งอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซอื้ เปน็ จานวนมาก (เปน็ ร้านสหกรณ์ ราคา ขายสง่ ) - ธนาคารกบั บรษิ ทั จะสามารถกระจายบคุ ลากร (เพอื่ ไปดาเนินการในกิจกรรมตา่ งๆ ให้เกดิ ผลดียิง่ ข้ึน)

4.หลกั สปั ปุรสิ ธรรม7กับเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวทเ่ี ป็นแนวทางแห่งการประมาณตน ทาสิ่งท่ีตน พอจะทาไดเ้ พ่อื ตนเอง เพอื่ ชุมชนและจะกอ่ ให้เกดิ ผลแห่งประโยชนส์ ขุ ตามมา กส็ อดคล้องกับแนวคดิ ที่องค์ พระสมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ทรงเคยมอบให้กบั ประชากรชาวโลกท่ีพระองคท์ รงโปรดนั่นก็คอื “สปั ปรุ สิ ธรรม 7 ” หมายถึงแนวทางหรอื ธรรมะทท่ี าใหม้ นุษยเ์ รานี้เป็นคนดี หรอื จะเรียกได้วา่ เปน็ ธรรมะของคน นนั่ เอง ซึง่ จะประกอบด้วยแนวคดิ ท้ัง 7 ข้อซ่ึงประกอบดว้ ยกันดังนี้ ธัมมัญญุตา เปน็ ผ้รู ู้จักเหตุ การทีร่ ้แู นะเข้าใจความเป็นมาเปน็ ไปของเหตุ และเหตกุ ารณ์ทจี่ ะเกดิ ข้ึนตามมาหากเปรยี บเทยี บกับชีวติ ประจาวนั นั้นแลว้ การที่เราเข้าใจวา่ เหตกุ ารณน์ เี้ กิดขน้ึ ได้อยากไร ทาไมเราถึงจน ทาไมเราง่วง หากรูแ้ ละ เขา้ ใจทวี่ ่าทแ่ี ล้วกจ็ ะกาหนดแนวทางต่อไปได้นน้ั เอง อตั ถัญญตุ า เป็นผรู้ ู้จกั ผล การที่เรารู้ วเิ คราะห์ และเขา้ ใจผลท่จี ะตามจากเหตุการณ์ตา่ งต่าง เช่นวา่ การหยิบหลักธรรมขอ้ นี้ข้ึนมา อา่ นแลว้ สิง่ ทีเ่ ราจะไดร้ บั แทนมานั้นคอื อะไร หรืออาจจะเรยี กได้ว่าการเขา้ ใจเปา้ หมายของตนก่อนท่ีจะ ปฏิบตั สิ ง่ิ ใดใด อัตตญั ญตุ า เป็นผู้ร้จู ักตน การเข้าใจตนเองก็นับวา่ เป็นหน่ึงแนวคดิ พัฒนาตนเองเชน่ กัน การศกึ ษาตนเองให้เข้าใจนบั ได้วา่ เป็นส่งิ

ทเ่ี คยจะกระทาในทุกกรณี ไมว่ า่ จะเปน็ หนา้ ทกี่ ารงาน เพศ หรือฐานะ น่นั กเ็ พ่ือการเข้าใจและแก้ไขจดุ บกพลอ่ ง มัตตญั ญตุ า เป็นผรู้ ้จู ักประมาณ ในหลักแนวคิดน้ีค่อนข้างสาคัญมากสาหรับการใช้ชีวิตและการบริหารสงิ่ ตา่ งตา่ งการประมาณกาลังของตน ว่ามีขดี จากัดเพยี งใด รองรับได้เพียงใด การยกตวั อยา่ งเปรียบเทยี บดังเชน่ คนเรามีเพียง ตอ้ งการถือขอ ย่สี บิ ช้ินน่ันนับว่าไม่การไม่ประมาณนนั้ จะส่ิงเราอาจจะทาไมไ่ ด้ หรอื ทาไปแลว้ จะเกดิ ผลเสยี ตามมาที่หลงั หากยงั รั้งทจี่ ะถือของทง้ั ยส่ี บิ ชิ้นดว้ บสองของกอ็ าจจะตกลงมาแตกหกั เสยี หายได้ กาลญั ญุตา เป็นผ้รู ู้จักกาล “ถูกกาลเทศะ” วลีนี้น่าจะสามารถอธบิ ายความหมาย ผู้รู้กาลได้เปน็ อย่างดี การตกต่อเวลา และการแบง่ เวลาจัดสรรคเ์ วลาให้เหมาะกับตวั เองไมว่ า่ จะเปน็ การทางาน การต่นื การนอนหลบั ปรสิ ญั ญตุ า เป็นผรู้ จู้ ักบริษัท บริษัทในทน่ี ้ีหมายถงึ กลุม่ คน หรือชมุ ชน การทร่ี จู้ ักเขา้ ใจวา่ ชุมชนของเรามอี ะไร ทาอะไรนนั้ จะเป็น ประโยชน์มากมายหลายหลายอย่างแก่ ตัวเองและผอู้ ่ืน ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผูร้ ู้จกั บุคคล “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบณั ฑติ พาไปหาผล” สุภาศิตไทยบทนีม้ มี ใิ ชก่ ารท่ยี กหางเยินยอแกเ่ หลา่ บัญฑติ แต่ความหมายทแี่ ท้จรงิ แล้วนน้ั หมายถึง การเลือกคบคนให้ถูกทางและรู้วา่ ควรจะกระตอ่ ผูน้ น่ั เชน่ ไร เผ่ือเกดิ ประโยชน์ ความสขุ แกต่ นและผอู้ ื่น 5.หลกั สัปปุรสิ ธรรม7ในชีวติ ประจาวนั ใช้แลว้ เกดิ ผลอยา่ งไรต่อการดารงชวี ติ การนาหลกั ธรรมะตา่ งๆ มาใชใ้ นชีวิตประจาวนั นนั้ นบั วา่ เปน็ สิง่ ทีส่ าคญั มากโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในยุค ปจั จุบนั ด้วยเพราะคนยคุ ใหม่เริม่ ห่างไกลศาสนามากข้นึ เพราะมคี วามนับถอื และศรทั ธาในตัวเอง จึงอาจ ทาให้การคดิ และตัดสินใจทาบางสง่ิ บางอย่าง อาจขาดสติ ขาดสมาธิ และขาดความรอบคอบ การมธี รรมะ พระพุทธทาสไวส้ อนใจหรอื เป็นแนวทางในการใชช้ ีวติ จะชว่ ยให้เรามองเหน็ ข้อบกพรอ่ งของตนเองมากขึน้ และมีการนาไปปรับปรงุ แก้ไขและเดินไปในแนวทางที่ถกู ต้อง อย่างเช่นการใช้ หลักสปั ปุริสธรรม 7 ใน ชวี ิตประจาวนั ท่ีจะทาให้เราประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ และไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผอู้ ่ืนให้ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ น

หลกั สปั ปุริสธรรม 7 ในชีวิตประจาวัน มคี วามหมายของหลักธรรมคอื ธรรมทที่ าให้คนเปน็ สตั บรุ ุษ เป็นขอ้ ปฏิบตั ิของคนดี ทม่ี ีมกี ุศลธรรม 7 ประการเปน็ เครอื่ งพิสูจน์ ซง่ึ ข้อธรรมะ 7 ประการนน้ั มดี ังน้ี 1มมญั ญุตา ความเป็นผ้รู ู้จกั เหตุ หมายถงึ ความเป็นผ้รู ้หู ลกั ความจรงิ รหู้ ลกั การ รหู้ ลกั เกณฑ์ ร้กู ฎเกณฑ์แหง่ เหตผุ ล และรหู้ ลักการท่ีจะทา ใหเ้ กิดผล มคี วามเป็นผูร้ ู้วา่ ส่งิ นี้เปน็ เหตขุ องสิง่ นั้น หรอื สงิ่ น้ันเป็นเหตุของสิ่งนี้ และเราสามารถนาหลักสัปปุ รสิ ธรรม 7 ในชวี ิตประจาวนั ในข้อนี้มาใช้ในชวี ติ ประจาวันได้ เช่น เมื่อรวู้ ่าหากอยากมีชีวิตที่ม่นั คง หรือมี หน้าท่ีการงานท่ดี ี กร็ ้เู หตุของมันว่าเราตอ้ งขยันหม่นั เพยี รและตงั้ ใจทางาน เป็นต้น 2อตั ถญั ญุตา ความเปน็ ผ้รู จู้ ักผล หมายถึง ความเป็นผ้รู ถู้ ึงความมงุ่ หมายและร้จู ักผลท่ีจะเกดิ ขึน้ ทง้ั ในระยะสั้นและระยะยาว รจู้ ักผลทจี่ ะ เกิดข้นึ สบื เนือ่ งจากการกระทา วา่ หากเราทาสง่ิ ใดจะเกิดผลแบบไหน หลกั ธรรมในขอ้ นจี้ ะชว่ ยใหเ้ รารู้วา่ การดาเนนิ ชวี ิตของเราเพ่ือประสงค์ประโยชนอ์ ะไร หรือควรจะบรรลผุ ลอะไรท่เี ราต้องการจากการกระทา ของเรา เชน่ รตู้ วั ว่าหากเราประพฤติปฏิบตั เิ ชน่ น้ี เมอื่ ทาไปแลว้ จะเกิดผลเสยี ต่อตนเองและผ้อู ่นื อยา่ งไร 3อัตตญั ญตุ า ความเปน็ ผู้รจู้ ักตน หมายถึง ความเปน็ ผ้รู จู้ กั ฐานะ ภาวะ เพศ กาลงั ความรู้ ความสามารถ ความถนดั และคุณธรรมของตนเอง วา่ มสี ภาพอยา่ งไร สามารถประเมินตนเองได้และประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตนให้เหมาะสม_หลักสปั ปรุ ิสธรรม 7 ใน ชีวิตประจาวันขอ้ นีจ้ ะทาให้เรามองตนเองวา่ เปน็ อยา่ งไร ตอ้ งการอะไร และพยายามปรบั ใหอ้ ยใู่ นความถูก ตอ้ งเหมาะสม เอาความรคู้ วามสามารถท่เี รามีไปพฒั นาตนเองในสง่ิ ที่ตอ้ งการ 4มตั ตัญญุตา ความเป็นผู้รูจ้ ักประมาณ หมายถึง ความรู้จักพอดใี นสิ่งต่างๆ ท้งั การดาเนินชวี ติ การบริโภคปัจจัยสี่ ให้เหมาะสม ไมฟ่ ุง้ เฟ้อ ตลอด จนถงึ รจู้ ักความพอเหมาะในการพดู หรือการทาสง่ิ ต่างๆ ไมน่ ึกถึงเพียงการเอาแต่ใจตน แต่ทาตามความ พอดี หากเรารจู้ กั ประมาณยอ่ มเป็นทสี่ รรเสรญิ แก่บุคคล ซึ่งการใช้ชวี ติ อย่างพอดใี นทุกๆ ด้านนน้ั จะนามา ความสขุ มาให้เรา ไม่ทะเยอทะยานมากเกนิ ไป จนอาจทาใหเ้ กดิ การกระทาความผดิ ตามมาได้ ซงึ่ สิ่งนีเ้ รา สามารถนาไปปรับใชไ้ ด้ท้งั ในชวี ิตประจาวันและในเรอื่ งของการทางาน 5กาลัญญตุ า ความเปน็ ผู้รจู้ ักกาล

หมายถึง การรจู้ กั เวลาอนั เหมาะสม และระยะเวลาทจ่ี ะต้องใช้ในการกระทาหน้าที่การงานตา่ งๆ เชน่ ร้จู ัก การแบง่ เวลา ทางานให้ตรงเวลา และใหท้ ันเวลา เปน็ ต้น ความหมายของหลกั ธรรมนี้คือใหเ้ ราแบง่ เวลาใน ชีวิตใหเ้ หมาะสม ไมว่ า่ จะเป็นการทางาน หรือกจิ การต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม เพอ่ื ให้เปน็ ระเบียบ เรียบร้อยดี รูจ้ ักวางแผนในการทางานและทาให้เสร็จทันตามเวลา นอกจากนี้ ยงั ควรแบ่งเวลามาศึกษา ธรรมะหรอื ปฏบิ ตั ิธรรมอย่างเหมาะสม เพอ่ื สั่งสมบุญกศุ ลใหม้ ยี ิง่ ๆ ขน้ึ ไป เชน่ สวดมนตด์ ้วยบทสวดมนต์ สน้ั ๆ ก่อนนอนทุกวนั 6ปริสัญญตุ า ความเปน็ ผู้รจู้ กั ชุมชน หมายถึง ความเปน็ ผู้รู้จักสิง่ อนั ควรในการประพฤติปฏิบตั ิในถิ่นที่ชุมนมุ หรือในสังคมนน้ั ๆ ว่าจะต้องปฏบิ ัติ อย่างไรจงึ จะเหมาะสมและสามารถเขา้ กบั สงั คมนั้นได้ เราสามารถนาเอาหลกั สปั ปรุ สิ ธรรม 7 ใน ชีวติ ประจาวนั ขอ้ น้ี มาใช้ในเรือ่ งของการเขา้ สงั คม ไมว่ า่ จะเป็นสังคมในการทางาน หรือสงั คมของชุมชนท่ี เราอยอู่ าศยั รจู้ ักถึงวัฒนธรรมองคก์ ร หรือประเพณีท้องถ่ิน เพอื่ เรยี นรธู้ รรมเนียมและปฏบิ ตั ิตนเองได้อย่าง เหมาะสมและเข้ากับผู้คนได้ 7ปคุ คลปโรปรัญญตุ า ความเปน็ ผรู้ จู้ ักบุคคล หมายถึง ความเป็นผูร้ ู้จกั บุคคลและเขา้ ใจความแตกต่างวา่ มีลกั ษณะนสิ ัยอย่างไร มคี วามสามารถดา้ นใด เพือ่ ร้จู กั ท่ีจะปฏบิ ัติต่อบคุ คลนั้นๆ วา่ ควรจะคบหาหรอื ไม่ จะแนะนาเขาอยา่ งไร อย่างเช่น หากเราเป็น เจา้ นาย เราควรรูจ้ กั ลูกนอ้ งในทท่ี างาน รูจ้ กั การมองคนใหอ้ อก เพื่อแนะนาหรือส่งั สอนในเร่ืองการงานได้ อย่างเหมาะสม วา่ บคุ คลไหนควรแนะนาอยา่ งไรจึงจะไดผ้ ลดี เปน็ ตน้ หลกั สัปปรุ ิสธรรม 7 ในชวี ิตประจาวันเหลา่ นี้ สามารถสรุปเปน็ คาจากัดความเพือ่ ใหเ้ ราสามารถนาไป ปฏบิ ตั ใิ นการดาเนนิ ชีวติ ได้ง่าย นั่นคือ ร้เู หตุ รู้ผล รตู้ น รปู้ ระมาณ รกู้ าล รสู้ งั คม และรบู้ คุ คล สิ่งนเี้ ป็นกุศล ธรรมที่ทาให้บคุ คลเป็นคนดี และเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีใหก้ บั ชาวโลกได้ นอกจากจะทาให้เราสามารถพัฒนา คุณธรรมประจาใจของตนเอง และพัฒนาชีวิตของเราใหก้ า้ วหน้าแลว้ นนั้ ยังทาให้เรามคี ณุ สมบัตเิ ป็น กัลยาณมติ รทดี่ ใี หแ้ ก่ผ้อู น่ื อกี ดว้ ย หากเราสามารถทาไดค้ รบทุกข้อ ชีวิตก็จะประสบความเจรญิ และร่งุ เรอื ง เพราะมีการเรยี นรู้ ปรับปรุง และพัฒนาตนเอง ให้ถูกหลกั ธรรมะ และดาเนนิ ชีวิตตามหลักธรรม ยอ่ มส่งผล ดีตอ่ ชีวติ ท้งั ในภายภาคน้ีและภายภาคหนา้ 6.การวเิ คราะห์หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง











ทฤษฎบี นั ได 9 ขน้ั ส่คู วามพอเพยี ง ศาสตรพ์ ระราชา ความสขุ อยา่ งยั่งยืน ขน้ั ท่ี 1 พอกนิ พืน้ ฐานท่สี ุดของมนษุ ย์ คอื ความตอ้ งการปจั จยั 4 และประการสาคญั ที่สดุ ของปัจจัย 4 คือ อาหาร ขัน้ ท่ี 1 ของแนวทางแก้ปญั หาท่ีย่งั ยนื คือ ตอบคาถามใหไ้ ด้วา่ “ทาอยา่ งไรจึงจะพอกิน” โดยใหค้ วามสาคัญกับ ขา้ วปลาอาหาร ไมใ่ หค้ วามสาคัญกบั เงิน ซงึ่ เปน็ เพียงแค่ “ตวั กลาง” ในการแลกเปลยี่ นตาม มาตรฐานสากล โดยยึดหลกั ว่า “เงนิ ทองเป็นของมายา ขา้ วปลาสิของจรงิ ” เกษตรกรต้องเร่ิมจากการอยู่ใหไ้ ด้โดยไมใ่ ช้เงิน มอี าหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผกั ผลไม้ ใหพ้ อกนิ ชาวนาต้องเกบ็ ขา้ วไว้ให้เพียงพอสาหรบั การมีกนิ ทง้ั ปี ไมข่ ายขา้ วเปลือกเพอ่ื นาเงนิ ไปซอื้ ข้าวสาร นอกจากนัน้ หัวใจสาคัญของ “พอกิน” ยังมคี วามหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กนิ อย่างไรใหม้ ี สุขภาพดี ไมส่ ะสมเอาความเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยไวใ้ นรา่ งกาย นี่คอื ความหมายของบนั ไดข้ันที่ ๑ ทเ่ี กษตรกรตอ้ ง กา้ วข้ามให้ได้ ขั้นที่ 2-4 พอใช้ พออยู่ พอรม่ เย็น เกิดขน้ึ ไดพ้ ร้อมกนั ดว้ ยคาตอบเดียวคอื “ปลกู ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง” ซ่ึงป่า 3 อย่างจะให้ทงั้ อาหาร เครอ่ื งนุ่งห่ม สมุนไพรสาหรบั รกั ษาโรค ทั้งโรคคน โรคพชื โรคสัตว์ ให้ไม้สาหรบั ทาบา้ นพักท่อี ยู่ อาศัย และให้ความรม่ เย็นกับบ้าน กบั ชุมชน กบั โลกใบนี้ ซึง่ เปน็ แนวทางในการแก้ปญั หาความยากจนของ เกษตรกรไทย

ซ่ึงไดร้ บั การพิสูจน์แล้ววา่ สามารถแกป้ ัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลบั ไปแกไ้ ขปญั หาหนสี้ ินซึง่ สะสม พอกพูนจากการทา เกษตรเชิงเด่ยี ว ปญั หาความเส่อื มโทรมของทรพั ยากร ปญั หาความขาดแคลนนา ภัย แล้ง ทง้ั หมดลว้ นแกไ้ ขไดจ้ ากแนวคิดป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างขององค์พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวฯ บนั ไดขน้ั ท่ี 5-9 คอื เศรษฐกจิ พอเพียงขน้ั กา้ วหน้า ขั้นที่ 5-6 บุญและทาน เครอื ขา่ ยเศรษฐกิจพอเพยี ง เชอ่ื ม่นั ว่าสังคมไทยเปน็ สงั คมบุญ สังคมทาน ไม่เนน้ การแลกเปลี่ยนทาง การค้า แตเ่ นน้ การทาบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตวั แต่เนน้ การให้ทานและสะสมโดยมอบใหเ้ ปน็ ทรัพย์สนิ สว่ นรวมโดยวดั หรอื ศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศนู ยก์ ลาง เปน็ การฝกึ จติ ใจ ใหล้ ะซ่งึ ความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาชอ่ งว่างระหว่างชนช้นั ตาม ความหมายอันลกึ ซ้ึงของคา “ย่ิงทาย่ิงได้ ย่ิงใหย้ งิ่ มี” การให้ไปคือไดม้ า และเชอ่ื ม่นั ในฤทธ์ิของทาน ว่าทาน มฤี ทธ์ิจรงิ และจะส่งผลกลบั มาเป็นเพ่อื น เปน็ กัลยาณมิตร เปน็ เครือขา่ ยที่ชว่ ยเหลือกนั ในทกุ สถานการณ์ แมใ้ นวันทโี่ ลกน้ปี ระสบกับวิกฤตการณ์ ขนั้ ที่ 7 เกบ็ รกั ษา ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึง่ ตนเองได้ พอมี พอเหลอื ทาบุญ ทาทานแลว้ คอื การร้จู กั เก็บรักษา ซง่ึ เปน็ การ ตั้งอย่ใู นความไม่ประมาท และการรจู้ กั เกบ็ รักษา ยงั เป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกดิ วิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชวี ิตชาวนาสมัยกอ่ นซ่ึงเกบ็ รักษาข้าวไว้ในยงุ้ ฉางเพ่ือ ใหพ้ อมกี ินขา้ มปี คดั เลือกและเกบ็ รักษา “ขา้ วพนั ธ์ุ” ไวส้ าหรับเปน็ พันธข์ุ ้าวในปีตอ่ ไป ซ่งึ ผดิ กบั วิถีชาวนาในปัจจบุ ันท่ใี ช้วิธีการขายขา้ วท้งั หมด แลว้ นาเเงนิ ท่ขี ายได้ไปซ้อื พนั ธ์ขุ า้ วเพ่ือปลกู ในปี ตอ่ ไป ส่งผลให้เกดิ การขาดความมนั่ คงและเปรยี บเสมือนการใช้ชีวิตอยบู่ นเสน้ ทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแลง้ นา้ ทว่ ม ผลผลิตไมไ่ ดต้ ามทตี่ ัง้ ใจไว้ ยอ่ มหมายถงึ ปัญหาหนี้สนิ และการขาดแคลน พนั ธขุ์ า้ วสาหรับปลูกในปตี อ่ ไป นอกจากเกบ็ พนั ธุ์ข้าวแลว้ ยงั เนน้ ให้รู้จกั วธิ ีการถนอมอาหาร การสะสม อาหารไวก้ ินในยามหน้าแลง้ ดว้ ย การแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลารา้ ปลาแห้ง มะขามเปียก พรกิ แหง้ หอม กระเทียม เพ่ือเกบ็ ไว้กนิ ใน อนาคต ขัน้ ท่ี 8 ขาย

เนอ่ื งจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใชเ่ ศรษฐกจิ การค้า แตก่ ไ็ มใ่ ชเ่ ศรษฐกิจหลังเขา การคา้ ขายสามารถทาได้ แต่ทาภายใตก้ ารรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทาไปตามลาดับ โดยของทข่ี าย คือ ของทีเ่ หลือจากทุก ข้ันแล้วจึงนามาขาย เชน่ ทานาอินทรยี ์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทาลายธรรมชาติ ไดผ้ ลผลิตเก็บไว้พอกนิ เก็บไวท้ าพนั ธ์ุ ทาบญุ ทาทาน แลว้ จงึ นามาขายดว้ ยความรสู้ กึ ของการ “ให้” อยากท่จี ะให้สงิ่ ดีๆ ท่ีเราปลูก เอง เผือ่ แผ่ให้กบั คนอ่นื ๆ ไดร้ บั สิ่งดีๆ นน้ั ๆ ด้วย การคา้ ขายตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี ง จงึ เปน็ การคา้ ทม่ี องกลับด้าน “เพราะรักคุณจงึ อยากให้คุณไดร้ บั ในสงิ่ ดๆี ” พอเพยี งเพ่ืออ้มุ ชู เผอ่ื แผ่ แบ่งปนั ไปด้วยกนั ขน้ั ท่ี 9 เครือข่าย กองกาลังเกษตรโยธนิ คือการสรา้ งกองกาลงั เกษตรโยธนิ หรอื การสรา้ งเครือขา่ ยเชือ่ มโยงท้งั ประเทศ เพอื่ ขยายผลความ สาเรจ็ ตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียง สู่การปฏิวัตแิ นวคดิ และวิถกี ารดาเนินชีวติ ของคนในสงั คม ในชุมชน เพือ่ การแกป้ ัญหาวิกฤต 4 ประการ อันไดแ้ ก่ วิกฤตการณส์ ิง่ แวดลอ้ ม ภยั ธรรมชาติ วิกฤตการณ์โรคระบาดท้ัง ในคน สัตว์ พืช วิกฤตเศรษฐกจิ ข้าวยากหมากแพงวกิ ฤตความขดั แย้งทางสังคม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook