บทที ๑ เสียงในภาษาไทย เสียงในภาษา หมายถงึ เสยี งพูดของมนุษยเ์ ท่านัน เสยี งอนื ๆ แมจ้ ะสอื ความหมายได้ เช่น เสยี งไก่ขนั เสยี งนาฬกิ าปลุก เสยี งออดบอกเวลาเขา้ เรยี น เสยี งแตรรถยนต์ ฯลฯ ไมใ่ ชเ่ สยี งในภาษา เสียงในภาษาไทย มี ๓ เสียง คือ เสยี งสระ เสยี งพยญั ชนะ และเสยี งวรรณยุกต์ เมอื นํา เสยี งทงั ๓ มาประสมกนั จะไดเ้ ป็นพยางคห์ รอื คาํ เช่น พิ ดิ กึ โก เชะ แขะ จดั เป็นพยางคใ์ นภาษาไทยเพราะไมม่ คี วามหมายในภาษา เธอ พา ใคร มา หา ฉนั นะ จดั เป็นคาํ ในภาษาไทยเพราะมคี วามหมายในภาษา สรปุ พยางค์ หมายถงึ เสยี งทเี ปล่งออกมา 1 ครงั จะมคี วามหมายหรอื ไม่มคี วามหมายกไ็ ด้ ถ้า มคี วามหมายเรยี กวา่ คาํ ถา้ ไมม่ คี วามหมายเรยี กว่า พยางค์ เสียงทีเปล่งออกมา อาจเป็ นคําในภาษาหนึง แต่เป็ นพยางค์ในภาษาหนึง ก็ได้ เช่น พยางค”์ บอย” เป็นคําในภาษาองั กฤษ แปลว่า เดก็ ผู้ชาย แต่เป็นเพยี งพยางคใ์ นภาษาไทย เพราะเป็น เสยี งทไี มม่ คี วามหมายในภาษา เสียงสระหรือเสียงแท้ เสียงสระ มจี ดุ กําเนิดเสยี งจากปอด ลมจากปอดผ่านเสน้ เสยี ง ทาํ ใหเ้ สน้ เสยี งสนั สะเทอื น ผ่าน ออกมาทางช่องปากโดยอาศยั อวยั วะในช่องปาก คอื ลนิ และรมิ ฝีปาก กล่อมเกลาเสยี งโดยไม่มกี ารกกั เสยี ง ดงั นนั เสยี งสระจงึ มสี มบตั ดิ งั ต่อไปนี ๑. เสยี งสระทุกตวั จะมเี สยี งดงั (กอ้ ง, โฆษะ) ๒. เสยี งสระออกเสยี งไดโ้ ดยลาํ พงั ตนเอง ๓. เสยี งสระออกเสยี งไดย้ าวนานกว่าเสยี งพยญั ชนะ เสยี งสระในภาษาไทยมแี นวคดิ ๒ ทาง คอื แนวคดิ เดมิ และแนวคดิ ใหม่ แนวคิดเดิม ยดึ ตามคาํ อธบิ ายของบรมครภู าษาไทย คอื พระยาอุปกติ ศลิ ปสาร ซงึ ถอื ว่า สระมี ๓๒ เสยี ง แนวคิดใหม่ ยดึ ตามหลกั วชิ าทางภาษาศาสตร์ (ศกึ ษากฎเกณฑภ์ าษาตามหลกั สากล) ถอื ว่า สระมี ๒๔ เสยี ง โดยถอื ว่าเสยี งของสระ อาํ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เป็นเสยี งของสระอะ, อ,ึ ออื ทปี ระสม กบั เสยี งพยญั ชนะ ม, ย, ว, ร, ล เสียงสระแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ ๑. สระเดยี ว มี ๑๘ เสยี ง ๒. สระประสม มี ๖ เสยี ง ๓. สระเกนิ มี ๘ เสยี ง
๒ สระเดียว คอื สระทอี อกเสยี งโดยการขยบั รมิ ฝีปากและลนิ จงั หวะเดยี ว จะมเี สยี งสระสนั และ ยาวเป็นคู่ ๙ คู่ หรอื ๑๘ เสยี ง คอื สนั ยาว สนั ยาว อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ เออะ เออ เอาะ ออ โอะ โอ สระประสม เกดิ จากการประสมของสระเสยี งเดยี ว ๒ เสยี งพร้อม ๆ กนั โดยสงั เกตจากการ ขยบั ปากเป็น ๒ จงั หวะ มเี สยี งสนั ยาวเป็นคู่ ๓ คู่ หรอื ๖ เสยี ง สระสนั สระยาว ๑. เอยี ะ (อิ + อะ) เอยี (อี + อา) ๒. เออื ะ (อึ + อะ) เออื (ออื + อา) ๓. อวั ะ (อุ + อะ) อวั (อู + อา) สระเกิน หมายถึง สระทีมพี ยญั ชนะประสมอยู่ มี ๘ เสียง คอื อํา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ (ปจั จบุ นั ฦ ฦๅ ไมใ่ ชใ่ นภาษา) อํา = อะ + ม ฤ = ร + อึ ไอ, ไอ = อะ + ย ฤๅ = ร + ออื เอา = อะ + ว ฦ = ล + อึ ฦๅ = ล + ออื รปู สระ รปู สระ มี ๒๑ รปู และมชี อื ดงั ต่อไปนี รปู สระ ชือ รปู สระ ชือ ๑. ะ วสิ รรชนีย์ ๖.' ฝนทอง ๒. ◌ั ไมห้ นั อากาศ ๗.º นิคหติ หรอื หยาดนําคา้ ง ๓. ◌็ ๘..\" ๔.า ไมไ้ ต่คู้ ๙.◌ุ ฟนั หนู ๕. ◌ิ ลากขา้ ง ๑๐.◌ู ตนี เหยยี ด พนิ ทุอ์ ิ ตนี คู้
๓ รปู สระ ชือ รปู สระ ชือ ๑๑.เ ไมห้ น้า ๑๗.ว ตวั วอ ๑๒.ใ ไมม้ ว้ น ๑๘.ฤ ตวั รึ ๑๓.ไ ไมม้ ลาย ๑๙.ฤๅ ตวั รอื ๑๔.โ ไมโ้ อ ๒๐.ฦ ตวั ลึ ๑๕.อ ตวั ออ ๒๑.ฦๅ ตวั ลอื ๑๖.ย ตวั ยอ การใช้รปู สระ ทงั ๒๑ รปู มวี ธิ กี ารใชด้ งั ต่อไปนี ๑. ใชร้ ปู เดยี ว ไดแ้ ก่ สระอะ อา อิ อุ อู เอ โอ ใอ ไอ ออ ฤ ฤๅ ๒. ใช้ ๒ รปู ไดแ้ ก่ สระ อี อึ อื เอะ แอ เออ โอะ อาํ เอา อวั ๓. ใช้ ๓ รปู ไดแ้ ก่ สระแอะ เอาะ เออะ อวั ะ ๔. ใช้ ๔ รปู ไดแ้ ก่ สระเอยี เออื ๕. ใช้ ๕ รปู ไดแ้ ก่ สระเอยี ะ เออื ะ การใชร้ ปู สระในการประสมคาํ มี ๓ ประเภท คอื ๑. คงรปู หมายถงึ เมอื คาํ นันประสมกบั สระใด จะปรากฏรปู สระนัน เช่น แตง ประสมสระ แอ เหน็ รปู สระ แ- ลกู ประสมสระ อู เหน็ รปู สระ ◌ู ถอื ประสมสระ ออื เหน็ รปู สระ ◌ื แมส้ ระ ออื ทมี ตี วั สะกด ถอื ว่าเป็นคงรปู เชน่ ยมื มดื คนื ๒. เปลียนรปู หมายถงึ เมอื คาํ นนั ประสมกบั สระใด อาจมกี ารเปลยี นรปู สระไปเป็นรปู อนื เลย เชน่ สระอะ ทมี ตี วั สะกด จะเปลยี น เชน่ ก + ะ + ด = กดั ช + ะ + น = ชนั หรอื เสยี ง สระอะทเี ปลยี นเป็น รร เชน่ กรรม ธรรม สรรพ์ วรรณ หรอื คงสระรปู เดมิ บางรปู และเพมิ รปู สระอนื เชน่ สระเอะทมี ตี วั สะกด เช่น พ + เอะ + ด = เพชร ห + เอะ + น = เหน็ ป + เอะ + ด = เป็ด ก + เอาะ + เสยี งโท = ก็ ๓. ลดรปู หมายถงึ เมอื คาํ นันประสมกบั สระใด จะไมป่ รากฏรปู สระในคาํ เช่น ค + โอะ + น = คน พ + ออ + ร = พร ต + โอะ + น = ตน บ + ออ + เสยี งเอก = บ่ ธ + อะ = ธ ณ + อะ = ณ
๔ เสียงพยญั ชนะ (เสียงแปร) เสยี งพยญั ชนะ มวี ธิ กี ารออกเสยี งต่างจากเสยี งสระ คอื เมอื ลมจากปอดผา่ นเสน้ เสยี ง เสยี งจะถูก กกั ในอยู่ปากชวั ครู่ โดยอวยั วะต่าง ๆ เช่น ลิน ฟนั ปุ่มเหงอื ก เพดานแข็ง เพดานอ่อน ดงั นันเสียง พยญั ชนะจงึ มสี มบตั ดิ งั นี ๑. พยญั ชนะบางตวั เสยี งกอ้ ง (ดงั , โฆษะ) ๒. พยญั ชนะบางตวั เสยี งไมก่ อ้ ง (ค่อย, อโฆษะ) ๓. พยญั ชนะออกเสียงยาวนานสู้เสยี งสระไม่ได้ ถ้าจะออกเสยี งพยญั ชนะให้ดงั และชดั เจน จะตอ้ งประสมกบั เสยี งสระ พยญั ชนะไทย (ก – ฮ) มี ๔๔ รปู ๒๑ เสยี ง เสียง รปู เสียง รปู กก ป ป ค ขฃคฅฆ พ พภผ งง ฟ ฟฝ จจ ม ช ชฌฉ ย ม ซ ซศษส ร ยญ ด ฎด ล ร ต ฏต ว ลฬ ท* ท ธ ฑ ฒ ถ ฐ ฮ ว น นณ อ ฮห บบ อ * เสยี งสงู และเสยี งตําจดั เป็นเสยี งเดยี วกนั หน้าทีของพยญั ชนะ ๑. เป็นพยญั ชนะตน้ หมายถงึ พยญั ชนะตวั แรกของคาํ มี ๒ ชนดิ คอื ๑) ตวั เดยี ว เช่น ฉนั ชอบ เธอ นะ ๒) ตวั ควบ เช่น พรกิ ความ ไกล ทรดุ ๒. เป็นพยญั ชนะตวั สะกด หมายถงึ พยญั ชนะทอี ยสู่ ุดทา้ ยของคํา และทําหน้าทอี อกเสยี ง บาง ตําราเรยี กวา่ พยญั ชนะทา้ ยพยางค์ เชน่ ผม กนิ ขา้ ว กบั เพอื น ๓. เป็นพยญั ชนะตวั การนั ต์ หมายถึง พยญั ชนะทมี เี ครอื งหมายทณั ฑฆาต ◌์ กํากบั อยู่เพอื แสดงว่าไม่ออกเสยี ง แต่คงรูปพยญั ชนะนันไว้ เพอื บอกประวตั หิ รอื ทมี าของคําว่ามาจาก ภาษาใด เช่น แอร์ เมล์ ไมล์ ออกไซด์ คาร์บอน การ์ด (อังกฤษ) ศุกร์ อินทร์ ลกั ษมณ์ พราหมณ์ จนั ทร์ (บาล-ี สนั สกฤต)
๕ เสียงวรรณยกุ ต์ (เสียงดนตรี) เสียงวรรณยุกต์ หมายถงึ เสยี งสูงตําในภาษาไทย วรรณยุกต์ถอื เป็นเสยี งทีมคี วามหมาย เพราะถา้ เสยี งวรรณยกุ ตเ์ ปลยี นไป ความหมายของคาํ กเ็ ปลยี นไปดว้ ย เช่น ไข ไข่ ไข้ ขาว ขา่ ว ขา้ ว ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ ๕ เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา แต่มี ๔ รูป คอื ◌่ ◌้ ◌๊ ◌๋ สมบตั ิของเสียงวรรณยกุ ต์ คอื ออกโดยลาํ พงั ไมไ่ ด้ ตอ้ งอาศยั เสยี งสระ และทาํ ใหเ้ สยี งสระมี ระดบั เสยี งต่างกนั เช่น กา ก่า กา้ ก๊า ก๋า ดงั นันบางตําราจงึ เรยี กเสยี งวรรณยกุ ตว์ ่าเสยี งดนตรี เพราะมี ระดบั เสยี งต่างกนั แบบฝึ กหดั ตอนที ๑ จงเขียนเครืองหมาย หน้าข้อความทีถกู ต้อง และเขียนเครืองหมาย หน้าข้อความทีไม่ถกู ต้อง ……… ๑. เสยี งเปา่ นกหวดี ของตํารวจจราจรจดั เป็นเสยี งในภาษาไทย ……… ๒. เสยี งคุยกนั ทางโทรศพั ทเ์ ป็นเสยี งในภาษา ……… ๓. เสยี งในภาษาไทยมเี สยี งสระและเสยี งพยญั ชนะ ……… ๔. คาํ ในภาษาไทยประกอบดว้ ยเสยี งสระ พยญั ชนะ และวรรณยกุ ต์ ……… ๕. ตาํ ราหลกั ภาษาเดมิ เสยี งสระมี ๒๔ เสยี ง ……… ๖. เสยี งสระตามแนววชิ าภาษาศาสตรม์ ี ๒๔ เสยี ง ……… ๗. เสยี งสระแทจ้ ะขยบั ปากครงั เดยี ว ……… ๘. เสยี งสระแทจ้ ะมเี สยี งสนั – ยาวเป็นคู่ ๆ ๙ คู่ ……… ๙. สระประสมมี ๘ เสยี ง ……… ๑๐. สระเอยี ะ เกดิ จากเสยี งสระ อึ + อะ ……… ๑๑. สระอวั เกดิ จากเสยี งสระ อู + อา ……… ๑๒. สระเกนิ มพี ยญั ชนะ ม ย ว ร ล ประสมอยู่ ……… ๑๓. สระ เอยี ะ อํา ไอ ใอ เอา เป็นสระเกนิ ……… ๑๔. สระทไี มใ่ ชใ้ นปจั จบุ นั คอื ฦ ฦๅ ……… ๑๕. เสยี งสระเรยี กว่า เสยี งดนตรี ……… ๑๖. อะ อิ อึ อุ อวั ะ เป็นเสยี งสระสนั ทงั หมด ……… ๑๗. อา อี แอ โอะ เอยี เป็นเสยี งสระยาวทงั หมด ……… ๑๘. เอาะ ออ เออะ เออ เป็นสระเดยี ว ……… ๑๙. ลาํ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เป็นสระเกนิ ……… ๒๐. สระประสมคอื สระทมี เี สยี งพยญั ชนะประสมอยู่
๖ ตอนที ๒ จงขีดเส้นใต้ ๑ เส้น ใต้คาํ ทีประสมสระเดียว ๒ เส้น ใต้คาํ ทีประสมสระประสม และ ๓ เส้น ใต้คาํ ทีประสมสระเกิน โลกเรานีงดงามดว้ ยความรกั ทเี ป็นหลกั หลอมใจไวย้ ดึ เหนียว เราไมอ่ าจอยไู่ ดโ้ ดยคนเดยี ว ตอ้ งขอ้ งเกยี วพงึ พาอาศยั กนั ตอนที ๓ ๑. จงขดี เสน้ ใตค้ าํ ทปี ระสมสระเสยี งสนั จากคาํ ประพนั ธต์ ่อไปนี ตาตาํ เตะปีบผุ มทุ ะลดุ ุนกั หนา จะรบี ไปทาํ นา ตามประสาคนยากจน หวิ จอบและแบกเสยี ม หน้าไหมเ้ กรยี มเพราะแดดลน จติ ใจกส็ บั สน นึกวกวนอยกู่ บั งาน ฝนตกและแดดออก บย่ นั ดอกไมเ่ กยี จครา้ น เสอื เลอะเปรอะเพราะงาน เพราะวนั วานไปขดุ ดนิ ๒. จงขดี เสน้ ใตค้ าํ ทปี ระสมสระประสม จากคาํ ประพนั ธต์ ่อไปนี ตาดาํ แกมเี มยี ชอื นายเสยี หลานตาเสอื ตาดาํ แกขเี บอื เลยลงเรอื ไปเทยี วคลอง ตาดาํ แกมวั ซวั ลงเรอื รวั ไมไ่ ดม้ อง นําเขา้ จนเจงิ นอง แกเลยตอ้ งเสยี เรอื ไป ว่ายนําเสยี จนเพลยี เหนือยจนเปลยี ละเหยี ใจ ยายเสยี ตามหาใหญ่ กลวั แกไปไกลตาเมยี ๓. จงเขยี นเสน้ ใตค้ าํ ทปี ระสมสระเกนิ จากคาํ ประพนั ธต์ ่อไปนี ตาดาํ แกเศรา้ ใจ จะไปไหนใครว่าเขลา หาว่าแกโงเ่ งา่ ค่อนขอดเอาทกุ ววี นั ฤทยั นนั เป็นครู มองมองดไู มเ่ หน็ ขนั สงสารตาดาํ นนั ชวนยายผนั ไปหาแก ปลอบใจใหห้ ายเศรา้ ใครว่าเอาไมแ่ ยแส อยา่ ไดไ้ ปตอแย อยา่ วอแวกบั ผใู้ ด
๗ ตอนที ๔ ให้นักเรียนเติมสญั ลกั ษณ์ให้ตรงกบั ชือสระ ข้อ รปู ชือ วสิ รรชนีย์ ๑. ตนี เหยยี ด ๒. ไมห้ น้า ๓. ๔. ตนี คู้ ๕. ฟนั หนู ๖. ไมผ้ ดั ๗. หยาดนําคา้ ง ๘. ไมม้ ลาย ๙. ฝนทอง ๑๐. ไมไ้ ต่คู้ ๑๑. พนิ ทุอ์ ิ ๑๒. ตวั รึ ๑๓. ลากขา้ ง ๑๔. ไมโ้ อ ๑๕. ตวั ลอื ตอนที ๕ จงบอกว่าคาํ ต่อไปนี ประกอบด้วยรปู สระอะไรบา้ ง รปู ……………………….. คาํ รปู คาํ ……………………….. ……………………….. ราชสหี ์ ……………………….. เวลา ……………………….. ตวั ……………………….. ศุกร์ ……………………….. เดยี ว ……………………….. ฤดกู าล ……………………….. ……………………….. ขนมเปียะ กําแพง ……………………….. ตอ้ งใจ เกบ็ ……………………….. ปญั ญา เพราะ
๘ ตอนที ๖ จงนําคาํ ต่อไปนีใส่ในตาราง ผม ธรรม หมู่ ทราบ บ กลว้ ย รวย ใจ พฒั น์ มงิ ขวญั ก็ กรรม เป็น พร เพลยี เพราะ ณ ธ เหน็ ตน จร คงรปู เปลียนรปู ลดรปู ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ………………………………….. ตอนที ๗ จงเขียนเครอื งหมาย หน้าข้อความทีถกู ต้อง และเขียนเครืองหมาย หน้าข้อความทีไม่ถกู ต้อง ……… ๑. เสยี งพยญั ชนะตอ้ งใชอ้ วยั วะต่าง ๆ ในปากกกั เสยี งไวช้ วั ครู่ ……… ๒. เสยี งพยญั ชนะดงั เหมอื นเสยี งสระ ……… ๓. เสยี ง “ทอ” มรี ปู มากทสี ุด ……… ๔. พยญั ชนะไทยมี ๔๔ รปู ๒๐ เสยี ง ……… ๕. เสยี งอโฆษะ แปลวา่ เสยี งดงั ……… ๖. วรรณยกุ ตม์ ี ๔ รปู ๕ เสยี ง ……… ๗. เสยี งพยญั ชนะเรยี กเสยี งแท้ เสยี งวรรณยกุ ตเ์ รยี กเสยี งดนตรี ……… ๘. เสยี งวรรณยกุ ตอ์ อกเสยี งไดโ้ ดยลาํ พงั ……… ๙. คาํ ว่า “มา ไป นะ ขา” เป็นเสยี งสามญั ทกุ คาํ ……… ๑๐. เสยี งสงู ตําในภาษาไทย ไมไ่ ดท้ าํ ใหค้ วามหมายของคาํ เปลยี นไป ……… ๑๑. เสยี งวรรณยกุ ตใ์ นภาษาไทยมคี วามสาํ คญั เพราะทาํ ใหค้ วามหมายเปลยี นไป ……… ๑๒. คาํ ทไี มม่ รี ปู ในภาษาไทย ไมไ่ ดม้ เี สยี งสามญั ทุกคาํ ……… ๑๓. รปู วรรณยกุ ตไ์ มม่ คี วามเกยี วขอ้ งกบั อกั ษร ๓ หมู่ ……… ๑๔. พยญั ชนะบางตวั เสยี งกอ้ ง บางตวั เสยี งไมก่ อ้ ง ……… ๑๕. เสยี งสงู และเสยี งตําในอกั ษรค่จู ดั เป็นเสยี งเดยี วกนั ……… ๑๖. เสยี งของพยญั ชนะเรยี กว่าเสยี งดนตรี เพราะมรี ะดบั เสยี งต่างกนั ……… ๑๗. เสยี ง ก จ บ ป ย มรี ปู เดยี ว ……… ๑๘. เสยี ง ร ล ฬ เป็นเสยี งเดยี วกนั ……… ๑๙. ครก พระ เชติ มา้ ก๊าด มรี ะดบั เสยี งเดยี วกนั ……… ๒๐. พยญั ชนะตวั สะกด เรยี กวา่ พยญั ชนะทา้ ยพยางค์
Search
Read the Text Version
- 1 - 8
Pages: