Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพยาบาลมารดาที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง : จากปรัชญาสู่การปฏิบัติ

การพยาบาลมารดาที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง : จากปรัชญาสู่การปฏิบัติ

Published by thunyamol, 2016-07-05 05:08:14

Description: การพยาบาลมารดาที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง : จากปรัชญาสู่การปฏิบัติ

Keywords: ครอบครัว

Search

Read the Text Version

การพยาบาลมารดาทย่ี ดึ ครอบครัวเป็ นศูนย์กลาง : จากปรัชญาสู่การปฏิบัติ(Family-centered maternity nursing : From philosophy through practice) ผศ.พริ ิยา ศุภศรี* Piriya Suppasriการพยาบาลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง (Family-centered care) เป็นปรัชญาท่ีมุ่งเนน้ การมีส่วนร่วมระหวา่ งครอบครัวและบุคลากรดา้ นสุขภาพ เพ่อื ส่งเสริมความมนั่ คงของสุขภาพบุคคลและครอบครัว (May & Mahlmeister, 1990) เป็นปรัชญาท่ีไดร้ ับการพิสูจน์ดว้ ยหลกั ฐานทางวิชาการแลว้ วา่ เป็นการปฏิบตั ิท่ีดีที่สุด โดยเฉพาะในการพยาบาลมารดาและทารก เพราะช่วยให้มารดา ครอบครัวเกิดการพฒั นา และพ่ึงพาตนเองดา้ นสุขภาพอยา่ งยง่ั ยนื ปรัชญาน้ีไดร้ ับการยอมรับและปฏิบตั ิกนั อยา่ งแพร่หลายในสงั คมตะวนั ตกมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแลว้ ในสงั คมไทย คาวา่“การพยาบาลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง” เป็นคาท่ีคุน้ หูสาหรับพยาบาลผดู้ ูแลมารดาและทารกมานานแลว้ แต่สถานการณ์จริงของการปฏิบตั ิการพยาบาลในปัจจุบนั อาจกล่าวไดว้ า่ ยงั ไม่สามารถนาปรัชญาน้ีไปสู่การปฏิบตั ิท่ีเป็นรูปธรรมท่ีชดั เจน พยาบาลส่วนใหญ่ยงั คงยดึ ผใู้ หบ้ ริการเป็นศูนยก์ ลางมากกวา่ ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง ท้งั น้ีอาจเน่ืองจากยงั ขาดความรู้ความเขา้ ใจอยา่ งถ่องแทใ้ นปรัชญาน้ี จึงมีการนาปรัชญาน้ีไปสู่การปฏิบตั ิท่ีแตกต่างกนั บทความน้ีจึงขอนาเสนอความเป็นมาของปรัชญาการพยาบาลมารดาที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง และการนาปรัชญาน้ีไปสู่การปฏิบตั ิ เพอื่ ช่วยขยายความกระจ่างในปรัชญาน้ีใหเ้ ป็นรูปธรรมมากข้ึนววิ ฒั นาการ ปรัชญาเก่ียวกบั การพยาบาลมารดาท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางเกิดและวิวฒั นาการมาในบริบทของสงั คมอเมริกา ในอดีตกาล สงั คมอเมริกากเ็ หมือนกบั สงั คมอ่ืน ๆ คือ การต้งั ครรภแ์ ละการคลอดเกิดข้ึนท่ีบา้ น ไดร้ ับการช่วยคลอดโดยผดุงครรภ์ สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการคลอด จนกระทงั่ ราวตน้ ศตวรรษที่ 20 หญิงต้งั ครรภน์ ิยมมาคลอดกบั แพทยใ์ นโรงพยาบาลมากข้ึน เน่ืองจากวทิ ยาการดา้ นสูติศาสตร์กา้ วหนา้ มาก สูติแพทยถ์ ูกฝึกมาคลา้ ยเป็นศลั ยแพทย์ มีความเช่ียวชาญในการแกไ้ ขปัญหาภาวะเส่ียงสูงหรือภาวะแทรกซอ้ น นิตยสารช่ือดงัและผนู้ าสตรีในขณะน้นั กส็ นบั สนุนใหห้ ญิงต้งั ครรภม์ าคลอดในโรงพยาบาล เพราะมองวา่ เป็นการทาคลอดโดยผทู้ ่ีมีความชานาญ มีความทนั สมยั และปลอดภยั มากกวา่ ประชาชนเองกห็ ลงไหลกบั--------------------------------------------------------------* ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลแม่และเดก็คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา

2การแพทยแ์ ละเทคโนโลยสี มยั ใหม่ มุมมองเก่ียวกบั การคลอดจึงถูกเปลี่ยนไป จากเดิมที่มองวา่ การคลอดเป็นเหตุการณ์ชีวติ ทางสงั คมและอารมณ์ท่ีแบ่งปันความรู้สึกร่วมกนั ระหวา่ งผคู้ ลอดกบัสมาชิกในครอบครัว มาเป็นวา่ การคลอดเป็นเหตุการณ์ทางสรีรวทิ ยาทางการแพทย์ (Zwelling &Phillips, 2001) เมื่อมองวา่ การคลอดเป็นเหตุการณ์ทางสรีรวทิ ยาทางการแพทย์ วิธีปฏิบตั ิต่อมารดาจึงใหค้ วามสาคญั กบั มิติทางกาย และมองขา้ มความสาคญั ในมิติดา้ นจิต อารมณ์ สงั คมและจิตวิญญาณ สมาชิกในครอบครัวถูกกีดกนั ออกจากกระบวนการคลอดโดยสิ้นเชิงดว้ ยนโยบายจากดัการเยย่ี ม เพราะมองวา่ เป็นแหล่งของการแพร่เช้ือ (Leavitt, 1989) การคลอดเนน้ ที่การทาคลอดมากกวา่ กระบวนการคลอด มีการนาเทคโนโลยที างการแพทยม์ าช่วยในการคลอด เช่น มีการใชย้ าแกป้ วด ยาสลบในการบรรเทาความเจบ็ ปวด ยาเหล่าน้ีแมจ้ ะมีผลดีในแง่การบรรเทาความเจบ็ ปวดแต่กม็ ีผลทาใหผ้ คู้ ลอดสูญเสียการรับรู้ จึงไม่สามารถรับรู้ส่ิงท่ีดีในหว้ งเวลาแห่งการคลอด จากความกา้ วหนา้ ทางการแพทย์ ทาใหผ้ ดุงครรภค์ อ่ ย ๆ ถูกลดบทบาทลง ตาราทางการพยาบาลสูติศาสตร์ในขณะน้นั ส่วนใหญ่แพทยเ์ ป็นผเู้ ขียน ซ่ึงเนน้ การทาคลอด ภาวะแทรกซอ้ นความสาคญั ของเทคนิคการปลอดเช้ือ และการพยาบาลที่ควบคุมสิ่งแวดลอ้ มของการคลอด พยาบาลเป็นตวั แทนแพทยใ์ นการควบคุมมารดาอยา่ งเขม้ งวด ปฏิบตั ิต่อมารดาราวกบั วา่ เป็นผปู้ ่ วย (Martell,2000) พยาบาลมีความเป็นเฉพาะสาขามากข้ึน เช่น พยาบาลหน่วยฝากครรภ์ พยาบาลหอ้ งคลอดพยาบาลหลงั คลอด พยาบาลทารกแรกเกิด การดูแลจึงเป็นแบบแยกส่วนมากกวา่ องคร์ วม เช่น แยกทารกแรกเกิดไปดูแลท่ีหอบริบาลทารกส่วนกลาง และจะนามาใหม้ ารดาเฉพาะเม่ือใหน้ มเท่าน้นั ต่อมาราวกลางศตวรรษท่ี 20 ปรัชญาการดูแลมารดาท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางเริ่มมีการกล่าวถึงและค่อย ๆ พฒั นาข้ึน เนื่องจากอิทธิพลของหลายปัจจยั เช่น 1. การคน้ พบทฤษฎีเกี่ยวกบั ความผกู พนั ระหวา่ งมารดาและทารก งานวิจยั ไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงผลลพั ธข์ องความผกู พนั ในเชิงลบ ระหวา่ งมารดาและทารกท่ีถูกแยกจากกนั หลงั คลอด (Klause& Kennell, 1976 cited in Zwelling & Phillips, 2001) รวมท้งั งานวิจยั ที่สนบั สนุนปรัชญาการดูแลมารดาที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง ต่างไดข้ อ้ สรุปตรงกนั วา่ การดูแลท่ีมุ่งเนน้ ความเจบ็ ป่ วยและวธิ ีการปฏิบตั ิจะไม่ช่วยใหม้ ารดา ครอบครัวพฒั นาทกั ษะ ความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเอง และการเล้ียงดูบุตร รวมท้งั เพม่ิ ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ดงั น้นั การดูแลจะตอ้ งปฏิบตั ิต่อบิดามารดาในฐานะผใู้ หญ่ท่ีรับผดิ ชอบต่อตนเอง โดยใหข้ อ้ มูลที่ถูกตอ้ งอยา่ งต่อเน่ือง ใหโ้ อกาสในการตดั สินใจดว้ ยตนเอง และสนบั สนุนการตดั สินใจภายในขอบเขตท่ีพสิ ูจน์แลว้ เป็นสิ่งดี (Enkin & et al., 2000) 2. กระแสเรียกร้องทางสงั คม มีนิตยสารสตรีที่มีช่ือเสียงไดต้ ีพิมพบ์ ทความท่ีช้ีใหเ้ ห็นถึงประโยชน์ของการใหท้ ารกอยขู่ า้ งกายมารดาหลงั คลอด กระตุน้ ใหม้ ารดาเรียกร้องใหโ้ รงพยาบาล

3อนุญาตใหท้ ารกอยขู่ า้ งกายมารดา และวิพากษว์ จิ ารณ์การปฏิบตั ิงานของโรงพยาบาลท่ีเนน้ งานประจา 3. ความตระหนกั ของแพทย์ แพทยบ์ างคนเริ่มพดู ถึงความเป็นมนุษยใ์ นกระบวนการคลอดมากข้ึน เช่น ดิค-รีด (Dick-Read, 1944 cited by Phillips, 1999) สูติแพทยช์ าวองั กฤษ เป็นผทู้ ี่มีส่วนสาคญั ในผลกั ดนั ใหม้ ีการคานึงถึงความเป็นมนุษยใ์ นกระบวนการคลอดมากข้ึน ดว้ ยงานเขียนช่ือ“การคลอดที่ปราศจากความกลวั ” (Childbirth without fear) งานเขียนน้ีกล่าวถึงทฤษฎี ความกลวั -ความตึงเครียด-ความเจบ็ ปวด (Fear-tension-pain syndrome) ซ่ึงอธิบายไวว้ า่ ความไม่สุขสบายจากการคลอดจะเพม่ิ ข้ึนจากผลของความกลวั และความตึงเคียด หญิงต้งั ครรภเ์ ริ่มมีการเตรียมตนเองเพอ่ืการคลอดดว้ ยวธิ ีการของ ดิค-รีด และพบวา่ ช่วยใหส้ ามารถเผชิญกบั ความเจบ็ ปวดในระยะคลอดได้ดีข้ึน และไดป้ ระสบการณ์ที่ดีจากการคลอดดว้ ยวิธีน้ี แบรดเลย์ (Bradley, 1981 cited by Phillips,1999) สูติแพทยช์ าวเดนเวอร์ กส็ นบั สนุนการคลอดตามธรรมชาติ การประคบั ประคองจากสามี(Husband-coached childbirth) และไม่สนบั สนุนการใชย้ าแกป้ วดหรือยาสลบทุกรูปแบบ 4. เกิดองคก์ รที่สนบั สนุนแนวคิดการคลอดตามวถิ ีทางธรรมชาติ เช่น สมาคมการเตรียมคลอดแห่งชาติ (International Childbirth Education Association) สมาคมการป้องกนั ทางจิตดา้ นสูติศาสตร์ (The American Society for Psychoprophylaxis in Obstetrics) สมาคมการคลอดโดยมีสามีเป็นโคช้ แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Husband-Coached Childbirth) เป็นตน้องคก์ รเหล่าน้ีรณรงคใ์ หผ้ หู้ ญิงเรียนรู้ความรับผดิ ชอบต่อความตอ้ งการของตนเอง ทารก และครอบครัวท้งั ดา้ นร่างกาย จิต อารมณ์ และสงั คม เรียนรู้ดา้ นดีและไม่ดีของกิจกรรมการพยาบาลในระยะคลอด เช่น การโกนขนบริเวณอวยั วะเพศ การสวนอุจจาระ ท่าคลอด ฯลฯ และสนบั สนุนใหม้ ีผอู้ ยเู่ ป็นเพื่อนในระยะคลอด เพ่ือพฒั นาทกั ษะดา้ นการคิด และการกลา้ ซกั ถามแพทยแ์ ละพยาบาลเกี่ยวกบั ประเดน็ สุขภาพของตนเองและทารก ในปัจจุบนั หญิงต้งั ครรภส์ ่วนใหญ่เรียนรู้เกี่ยวกบั สิทธิตนเองแลว้ มีการแสวงหาสถานท่ีเหมาะสมสาหรับคลอดของตน จึงเกิดรูปแบบของสถานบริการการคลอดในเชิงธุรกิจที่หลากหลายเพ่อื เป็นทางเลือกใหก้ บั ครอบครัวหญิงต้งั ครรภ์ รวมท้งั ใชร้ ูปแบบการดูแลมารดาท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางมาเป็นจุดขายในการตลาดของโรงพยาบาล เพอ่ื สร้างความพงึ พอใจใหก้ บั ผรู้ ับบริการเช่น ศูนยก์ ารคลอดทางเลือก (Alternative birth centers) ศูนยก์ ารคลอดอิสระ (Free-standingbirthing centers) ซ่ึงเป็นบริการที่จดั ส่ิงแวดลอ้ มใหค้ ลา้ ยบา้ น อนุญาตใหส้ ามีอยดู่ ว้ ยในขณะคลอดและทารกอยกู่ บั ครอบครัวจนกวา่ จะจาหน่ายออกจากศูนย์ แต่อยา่ งไรกต็ าม โรงพยาบาลท่ีใหก้ ารดูแลมารดาและทารกในปัจจุบนั แมว้ า่ จะเป็นบริการท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง แต่กย็ งั มีการนา

4เทคโนโลยที างการแพทยม์ าใชร้ ่วมดว้ ย เช่น การบรรเทาปวดโดยฉีดยาชาเขา้ ทางไขสนั หลงั การติดตามการเตน้ ของหวั ใจทารกในครรภด์ ว้ ยระบบอิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นตน้ วชิ าชีพพยาบาลกม็ ีการปรับเปล่ียนมุมมองและวิธีการปฏิบตั ิตามกระแสของการเปล่ียนแปลง โดยเฮนเนล (Hennel, 1968 cited by Phillips, 1999) ซ่ึงเป็นผจู้ ดั การพยาบาลไดร้ ิเริ่มนาปรัชญาการดูแลท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางมาปฏิบตั ิในแผนกมารดาและทารกเป็นคร้ังแรก ในปี ค.ศ.1956 ซ่ึงเขาเป็นผเู้ ลือกผรู้ ่วมงานเอง รวมท้งั แม่บา้ นที่มีความเชื่อและเตม็ ใจที่จะปฏิบตั ิงานดว้ ยแนวปรัชญาน้ี และในปี ค.ศ.1959 เวเดนแบค (Wiedenbach, 1959 cited by Phillips, 1999)พยาบาลผดุงครรภก์ เ็ ป็นอีกผหู้ น่ึงที่จุดประกายความคิดเก่ียวกบั ปรัชญาน้ี โดยตีพมิ พห์ นงั สือเล่มหน่ึง ช่ือ “การพยาบาลมารดาที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลาง” ซ่ึงเป็นหนงั สือท่ีทา้ ทายรูปแบบการดูแลแบบด้งั เดิม โดยกระตุน้ พยาบาลใหก้ ารดูแลประคบั ประคองดว้ ยความตระหนกั และเขา้ ใจในความตอ้ งการของมารดา ทารกและครอบครัว แต่อยา่ งไรกต็ าม กระแสของปรัชญาน้ีมีอิทธิพลใหม้ ีการเปล่ียนแปลงรูปแบบการดูแลมารดาและทารกอยา่ งชา้ ๆ เพราะผปู้ ฏิบตั ิยงั คงเป็นห่วงและกงั วลเกี่ยวกบั การติดเช้ือมากกวา่ การคานึงถึงวา่ การคลอดเป็นเหตุการณ์สาคญั ของครอบครัว การดูแลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางจึงมกั ถูกต้งั คาถามบ่อย ๆ ในประเดน็ ของความปลอดภยั สาหรับสงั คมไทย ในอดีตการคลอดกเ็ กิดข้ึนที่บา้ น ทาคลอดกนั เองตามท่ีปฏิบตั ิกนั มาแต่โบราณ ผทู้ าคลอดมกั เป็นญาติพีน่ อ้ ง หรือเพื่อนบา้ นที่มีประสบการณ์การคลอดมาก่อน ต่อมาพฒั นามาเป็นทาคลอดโดยหมอตาแยหรือผดุงครรภโ์ บราณ ซ่ึงเป็นชาวบา้ นที่มีอาชีพในการดูแลช่วยเหลือเกี่ยวกบั การต้งั ครรภ์ และการคลอด การแพทยใ์ นขณะน้นั ยงั ไม่เจริญ หมอตาแยมีความรู้ไม่มากเกี่ยวกบั กายวิภาค สรีรวทิ ยา กลไกการคลอด และการติดเช้ือ การทาคลอดมกั ไม่สะอาด ทาใหอ้ ตั ราตายของมารดาและทารกคอ่ นขา้ งสูง รูปแบบการคลอดและการดูแลแบบสมยั ใหม่เริ่มชดั เจนข้ึนในสมยั สมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ที่มีชาวตะวนั ตกเขา้ มารับราชการเป็นนายแพทย์ประจาพระองค์ คือ นายแพทยป์ ี เตอร์ เกาแวน ซ่ึงไดถ้ วายการรักษาพยาบาลสมเดจ็ พระศรีพชั รินทราบรมราชินีนาถ เมื่อคร้ังประสูติสมเดจ็ เจา้ ฟ้าอษั ฎางคเ์ ดชาวธุ ตามแบบตะวนั ตกและเลิกอยไู่ ฟรวมท้งั สมเดจ็ พระศรีพชั รินฯ ทรงมีพระราชปรารภวา่ ประเทศไทยยงั ไม่มีแพทยผ์ ดุงครรภท์ ี่มีความรู้อนั แทจ้ ริง การคลอดบุตรจึงมีอนั ตรายมากสาหรับสตรี พระองคท์ รงพระราชทานทรัพยส์ ่วนพระองคใ์ หต้ ้งั สถานศึกษาวชิ าพยาบาลข้ึนเม่ือปี พ.ศ. 2439 ซ่ึงเป็นหลกั สูตร 3 ปี จนกระทงั่ ถึง พ.ศ.2499 วิชาการพยาบาลจึงไดร้ ับการพฒั นามาถึงข้นั ปริญญาวทิ ยาศาสตรบณั ฑิต (พยาบาล) เม่ือสาเร็จการศึกษาแลว้ สามารถเลือกเรียนวิชาผดุงครรภต์ ่อไดอ้ ีก 6 เดือน (ถนอมขวญั ทวีบูรณ์, 2544) ในระยะแรกท่ีการผลิตบุคลากรทางการแพทยแ์ ละพยาบาลผดุงครรภย์ งั มีไม่เพียงพอภาระหนา้ ที่การดูแลมารดาทารกส่วนหน่ึงยงั เป็นของหมอตาแย หน่วยงานของรัฐจึงไดจ้ ดั การ

5ฝึกอบรมใหก้ บั หมอตาแย เพ่อื ช่วยใหก้ ารคลอดปลอดภยั ลดการติดเช้ือและการตายของมารดาและทารกลง แต่เมื่อบุคลากรทางการแพทยเ์ พม่ิ ข้ึนตามลาดบั และมีการสร้างโรงพยาบาลทว่ัราชอาณาจกั ร สูติกรรมแผนปัจจุบนั ไดถ้ ูกนาไปใหบ้ ริการกบั ประชาชนทวั่ ประเทศในระดบั จงั หวดัต้งั แต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นตน้ มา รวมท้งั การคมนาคมสะดวก ผคู้ ลอดจึงนิยมมาคลอดในโรงพยาบาลเพ่ิมข้ึน เน่ืองจากมีความปลอดภยั มากกวา่ ซ่ึงผใู้ หก้ ารดูแลมารดาและทารกในระยะแรก ๆ เป็นผดุงครรภ์ เมื่อวิชาชีพพยาบาลไดย้ กระดบั สูงข้ึน ผใู้ หก้ ารดูแลส่วนใหญ่ในปัจจุบนั จึงเปลี่ยนมาเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ หมอตาแยจึงคอ่ ย ๆ ถูกลดบทบาทลงและหมดบทบาทไปโดยสิ้นเชิงในราว 30 -40 ปี ท่ีผา่ นมา ปัจจุบนั กวา่ ร้อยละ 95 ของหญิงต้งั ครรภม์ าคลอดในโรงพยาบาล (Kanshana, 2000)โดยพยาบาลผดุงครรภแ์ ละแพทยเ์ ป็นผดู้ ูแล ซ่ึงรูปแบบการดูแลมารดาและทารกในระยะแรกก็ไดร้ ับอิทธิพลจากการแพทยต์ ะวนั ตก ที่ใหค้ วามสาคญั หรือเขม้ งวดกบั การป้องกนั การติดเช้ือ ดูแลมารดาเหมือนผปู้ ่ วยท่ีไดร้ ับการผา่ ตดั ทารกถูกแยกไปอยหู่ อ้ งอภิบาลทารกแรกเกิดแต่เม่ือมีงานวิจยั ท่ีสนบั สนุนแนวคิดเก่ียวกบั ความผกู พนั ระหวา่ งมารดา ทารกและครอบครัวเผยแพร่มากข้ึนในสงั คมตะวนั ตก รวมท้งั เริ่มมีงานวิจยั เกี่ยวกบั การพยาบาลมารดาและทารกเพม่ิ มากข้ึนในสงั คมไทยในช่วงประมาณ 20 ปี ท่ีผา่ นมา มีผลต่อการปฏิบตั ิหรือกฎระเบียบของการดูแลมารดาและทารกที่เคยเขม้ งวดมีความยดื หยนุ่ มากข้ึน โดยเฉพาะในระยะหลงั คลอด ที่สนบั สนุนใหม้ ารดาและทารกอยดู่ ว้ ยกนั ภายหลงั คลอด ใหค้ รอบครัวมีส่วนร่วมในการเล้ียงดูบุตรยดื หยนุ่ เวลาในการเขา้ เยยี่ ม แต่ในระยะคลอดบางโรงพยาบาลกย็ งมีความเขม้ งวดอยู่ ไม่อนุญาตให้ครอบครัวเขา้ ไปมีส่วนร่วมในกระบวนการคลอด แต่บางโรงพยาบาลคลายความเขม้ งวดลง อาจอนุญาตใหผ้ คู้ ลอดไปพบญาติที่หนา้ หอ้ งคลอด หรือใหญ้ าติเขา้ ไปเยยี่ มไดใ้ นขณะรอคลอด ซ่ึงข้ึนกบั ความพร้อมของสถานท่ี หอ้ งคลอดในโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่เป็นระบบการดูแลแบบหอ้ งรวม จึงไม่เอ้ืออานวยใหค้ รอบครัวเขา้ มามีส่วนร่วมในกระบวนการคลอดได้ ระบบการดูแลแบบหอ้ งเดี่ยวสาหรับครอบครัวในระยะคลอดมีเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนเท่าน้นั ซ่ึงผคู้ ลอดท่ีสามารถเขา้ ถึงระบบการดูแลแบบน้ีไดจ้ ึงมกั เป็นผมู้ ีฐานะดี เน่ืองจากคา่ บริการท่ีค่อนขา้ งแพงองค์ประกอบและหลกั การการพยาบาลท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางมีคุณลกั ษณะเป็นปรัชญา จึงมีความเป็ นนามธรรมและขอบเขตที่คอ่ นขา้ งกวา้ ง ทาใหม้ ีการนาปรัชญาน้ีไปสู่การปฏิบตั ิที่แตกต่างกนั มีผู้พยายามจะกาหนดขอบเขตใหช้ ดั เจนเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ แต่กย็ งั อยใู่ นช่วงของการศึกษาพฒั นา เช่น เกลวนิ และคณะ (Galvin & et al., 2000) ไดท้ ดสอบปรัชญาการพยาบาลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางตามการรับรู้ของบิดามารดาที่มีบุตรป่ วย หรือมารดาท่ีเพ่ิงคลอดบุตรภายใน 24ชวั่ โมง พบวา่ ปรัชญาการพยาบาลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางมี 3 องคป์ ระกอบยอ่ ย ไดแ้ ก่ การ

6ตระหนกั และการเคารพ (Recognizes and respects) การร่วมมือกนั (Collaboration) และการสนบั สนุน (Support) 1. การตระหนกั และการเคารพ โดยพยาบาลตอ้ งใหก้ ารยอมรับวา่ การคลอดเป็นเหตุการณ์ชีวติ ที่สาคญั ของครอบครัว ไม่ใช่โรคหรือความเจบ็ ป่ วย เคารพและยอมรับในความแตกต่างทางวฒั นธรรม ความเป็นบุคคล ความมีอิสระทางความคิดและการกระทา 2. การร่วมมือกนั พยาบาลตอ้ งมองวา่ ครอบครัวและบุคลากรวิชาชีพมีความเท่าเทียมกนั ในการเป็นหุน้ ส่วนของการดูแล (Partnership) ยอมรับใหค้ รอบครัวเขา้ มาเก่ียวขอ้ งในการดูแล การตดั สินใจในวิถีทางที่ตนเองเลือก และใชป้ ฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งพยาบาลกบั หญิงต้งั ครรภใ์ หเ้ ป็นประโยชนเ์ พื่อสร้างความเช่ือมนั่ และเพ่มิ สมรรถนะการดูแลสุขภาพของครอบครัว 3. การสนบั สนุน การคลอดเป็นสภาวะเครียด จึงตอ้ งการการดูแลท่ีสนบั สนุนท้งั ดา้ นร่างกาย จิต อารมณ์ สังคม สนบั สนุนการพ่ึงตนเอง เพ่อื เพ่ิมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (Stainton,1994) และตระหนกั ในตนเอง (Self-awareness) จากองคป์ ระกอบยอ่ ยท้งั 3 องคป์ ระกอบน้ี แสดงใหเ้ ห็นวา่ ปรัชญาการดูแลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางเนน้ ที่ความเท่าเทียมกนั ระหวา่ งพยาบาลกบั มารดาและครอบครัว ดงั น้นั พยาบาลจึงตอ้ งปรับความสมั พนั ธ์กบั มารดาและครอบครัวเสียใหม่ โดยตอ้ งเพม่ิ ความตระหนกั หรือเคารพในความเป็นบุคคล ยอมรับมารดาในฐานะเป็นหุน้ ส่วนร่วมกนั ของการดูแล และปรัชญาน้ียงั เนน้ ที่การพ่ึงพาตนเอง เพราะเช่ือวา่ การคลอดและการเล้ียงดูบุตรเป็นลกั ษะเฉพาะและเป็นเหตุการณ์สาคญัของครอบครัว มารดาและครอบครัวจึงควรมีส่วนร่วมในการตดั สินเกี่ยวกบั การดูแลสุขภาพของตนเอง ดงั น้นั พยาบาลจึงตอ้ งปรับบทบาทจากผกู้ ระทาโดยตรงมาเป็นผสู้ นบั สนุนใหม้ ารดา และครอบครัวกระทาดว้ ยตนเอง โดยการสอน แนะนา กระตุน้ สาธิต และเป็นแบบอยา่ งทางบทบาท ผทู้ ่ีช่วยใหป้ รัชญาน้ีมีความเป็นรูปธรรมมากข้ึนอีกคน คือ ฟิ ลลิปส์ และ แฟนวิค (Phillips& Fenwick, 2000) ไดร้ ่วมกนั พฒั นาหลกั การ (Principle) ของการพยาบาลมารดาที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางข้ึน 10 ประการ เพ่อื ช้ีนาหรือเป็นแนวทางในการนาปรัชญาน้ีไปสู่ปฏิบตั ิในคลินิก ดงั น้ี 1. ตอ้ งมองวา่ การคลอดเป็นเร่ืองของภาวะสุขภาพดี เป็นเหตุการณ์ชีวิตปกติที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิต อารมณ์ และสงั คม ไม่ใช่ความเจบ็ ป่ วย การดูแลจึงมุ่งที่การดารงไวซ้ ่ึงภาวะสุขภาพท่ีดีตลอดการต้งั ครรภ์ คลอด หลงั คลอด และการดูแลทารกแรกเกิด 2. การดูแลควรเฉพาะเจาะจงกบั บุคคลและครอบครัว เพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการดา้ นร่างกาย จิตอารมณ์ สงั คม จิตวิญญาณ และวฒั นธรรมที่แตกต่างกนั 3. โปรแกรมการใหค้ วามรู้ เป็นการเตรียมครอบครัวเพอื่ ใหม้ ีส่วนร่วมตลอดกระบวนการคลอด ต้งั แต่การต้งั ครรภ์ การคลอดและการเป็นบิดามารดา

7 4. ทีมบุคลกรทางการแพทยช์ ่วยเหลือครอบครัวในการตดั สินใจเลือก ภายหลงั ครอบครัวไดร้ ับขอ้ มูลเกี่ยวกบั การดูแลในขณะต้งั ครรภ์ คลอด หลงั คลอด และการดูแลทารกแรกเกิดแลว้ 5. หญิงต้งั ครรภเ์ ป็นผเู้ ลือกผทู้ ี่จะเขา้ มาอยใู่ นเพือ่ นในระยะคลอด และผทู้ ่ีถูกเลือกตอ้ งผา่ นกระบวนการการอบรมใหค้ วามรู้เก่ียวกบั การเจบ็ ครรภค์ ลอด การคลอด หลงั คลอด และการดูแลทารกแรกเกิด 6. เมื่อหญิงต้งั ครรภต์ อ้ งการใหม้ ีผเู้ ขา้ ไปอยเู่ ป็นเพอ่ื นในระยะคลอดกค็ วรไดร้ ับการสนบั สนุน 7. สถานท่ีรอคลอดและคลอดควรจดั ใหอ้ ยใู่ นสถานท่ีเดียวกนั ถา้ เป็นไปได้ การดูแลมารดาหลงั คลอดและทารกแรกเกิดกค็ วรอยใู่ นสถานท่ีเดียวกนั และผดู้ ูแลคนเดียวกนั 8. มารดาเป็นผดู้ ูแลท่ีเหมาะท่ีสุดสาหรับทารก เมื่อมารดาเป็นผใู้ หก้ ารดูแลบุตร บทบาทพยาบาลเปลี่ยนจากกระทาโดยตรงต่อทารกมาเป็นการสนบั สนุนใหม้ ารดา/ครอบครัวดูแลกนั เอง 9. บุคลากรที่ใหก้ ารดูแลมารดาและทารกควรเป็นคนเดียวกนั ในฐานะครอบครัวเป็นหน่วยหน่ึงของผรู้ ับบริการ 10. บิดามารดาสามารถเขา้ ถึงทารกแรกเกิดท่ีมีความเสี่ยงสูงไดต้ ลอดเวลา และตอ้ งสนบั สนุนใหบ้ ิดามารดามีโอกาสไดด้ ูแลบุตรมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากหลกั การท้งั 10 ประการขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ กระบวนการต้งั ครรภแ์ ละการคลอดเป็นเร่ืองธรรมชาติ เป็นประสบการณ์ในชีวิตของมารดาและครอบครัวซ่ึงตอ้ งมีการปรับตวั โดยพยาบาลจะตอ้ งสามารถตอบสนองความตอ้ งการของมารดาและครอบครัวแบบองคร์ วม สอดคลอ้ งกบั ความเชื่อ ศาสนาและวฒั นธรรม สนบั สนุนการปรับบทบาทของครอบครัวในฐานะผดู้ ูแลตามธรรมชาติการนาไปสู่การปฏิบตั ิ ปัจจุบนั มีการนาปรัชญาการพยาบาลท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางไปสู่การปฏิบตั ิ โดยสอดแทรกในกิจกรรมการพยาบาลต่าง ๆ เช่น 1. โปรแกรมการเตรียมคลอด (Childbirth education) วตั ถุประสงคห์ ลกั ของโปรแกรมการเตรียมคลอด เพ่อื เสริมสร้างพลงั อานาจตน (Empower) เป็นการเตรียมหญิงต้งั ครรภเ์ พ่อื รับบทเป็นผกู้ ระทาดว้ ยตนเอง ตดั สินใจไดด้ ว้ ยตนเอง เน้ือหาเนน้ เตรียมความพร้อมท้งั ระยะต้งั ครรภ์ คลอดและหลงั คลอด ส่งเสริมการปรับตวั ของครอบครัวต่อการต้งั ครรภ์ ส่งเสริมสมั พนั ธภาพระหวา่ งสามีและภรรยาขณะต้งั ครรภ์ การปรับตวั ต่อบทบาทบิดามารดา การปรับตวั ของพี่นอ้ งและท้งั ครอบครัวโดยรวม รวมท้งั การเตรียมผทู้ ่ีจะเขา้ ไปอยเู่ ป็นเพอื่ นมารดาในระยะคลอด เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจและสามารถตอบสนองความตอ้ งการของมารดาในระยะคลอดได้ ผลจากโปรแกรมการเตรียมคลอดตามแนวปรัชญาน้ี ส่งผลกระทบต่อระบบการใหบ้ ริการมารดาและทารก เพราะเม่ือหญิงต้งั ครรภแ์ ละ

8ครอบครัวมีความรู้มากข้ึน จึงสามารถตดั สินใจไดด้ ว้ ยตนเอง ทาใหน้ โยบายโรงพยาบาลตอ้ งปรับเปลี่ยนโดยยนิ ยอมใหม้ ีผเู้ ขา้ ไปอยเู่ ป็นเพือ่ นดว้ ยในระยะคลอด พยาบาลตอ้ งปรับเปลี่ยนบทบาทจากผกู้ ระทามาเป็นหุน้ ส่วน หรือร่วมมือกบั ผคู้ ลอดในการดูแล (Littleton & Engebretson,2002) 2. การมีผอู้ ยเู่ ป็นเพือ่ นในหอ้ งคลอด (Labour companion) การดูแลผคู้ ลอดแบบด้งั เดิมคลา้ ยกบั การดูแลผปู้ ่ วยแผนกอ่ืน ๆ คือ มีระเบียบกฎเกณฑเ์ ขม้ งวดในทุกข้นั ตอนของการปฏิบตั ิ ผู้คลอดถูกแยกออกจากครอบครัวมาอยใู่ นหอ้ งคลอดตามลาพงั การดูแลเนน้ ความปลอดภยั ของมารดาและทารก ซ่ึงมารดาและทารกไดร้ ับประโยชนบ์ า้ งจากการปฏิบตั ิทางการแพทยแ์ ละวธิ ีการประเมินความกา้ วหนา้ ของการคลอด แต่มิติทางจิตอารมณ์ สงั คม จิตวิญญาณและวฒั นธรรมที่เกี่ยวกบั การคลอดกลบั ถูกละเลยไป และถูกแทนท่ีดว้ ยสิ่งแวดลอ้ มของการปราศจากเช้ือและเทคโนโลยที างการแพทย์ (Davis-Floyd, 1992) แต่การดูแลท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางเชื่อและยอมรับวา่ การคลอดเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เป็นภาวะปกติและเป็นเหตกุ ารณ์ของครอบครัวการดูแลจึงควรเป็นรูปแบบของการดูแลคนมากกวา่ โรค เนน้ ความเป็นองคร์ วมและความเป็นมนุษย์ซ่ึงตอ้ งบูรณาการท้งั กาย จิตอารมณ์ สงั คม จิตวญิ ญาณ และส่ิงแวดลอ้ มเขา้ ดว้ ยกนั ลดการใชเ้ ครื่องไมเ้ ครื่องมือหรือกิจกรรมท่ีมากเกินความจาเป็น นอกจากน้ี การคลอดยงั เป็นภาวะวกิ ฤตที่ก่อใหเ้ กิดความเครียด จึงตอ้ งการผสู้ นบั สนุนหรือประคบั ประคองจิตใจโดยเฉพาะจากสมาชิกในครอบครัวดงั การศึกษาของคลอสและคณะ (Klaus & et al., 1986) ที่พบวา่ ผคู้ ลอดท่ีมีผอู้ ยเู่ ป็นเพือ่ นดว้ ยและช่วยประคบั ประคองตลอดเวลา ถึงแมว้ า่ จะเป็นจากคนแปลกหนา้ กก็ ่อใหเ้ กิดผลดีกบั ผคู้ ลอด คือ ใช้เวลาในการคลอดนอ้ ยลง มีอตั ราการผา่ ตดั คลอดทางหนา้ ทอ้ ง การเร่งคลอดลดลง และอีกงานวจิ ยัหน่ึงสนบั สนุนวา่ ผคู้ ลอดประเมินวา่ ยาแกป้ วดมีความสาคญั นอ้ ยกวา่ การมีผอู้ ยเู่ ป็นเพ่อื นดว้ ย(Koehn,1992) 3. การใหม้ ารดา ทารก และครอบครัวอยดู่ ว้ ยกนั (Rooming-in) การดูแลมารดาทารกแบบด้งั เดิมจะแยกมารดาและทารกออกจากกนั เพื่อความสะดวกในการดูแลและควบคุมการติดเช้ือ แต่การดูแลมารดาท่ียดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางจะเช่ือและตระหนกั วา่ มารดาและครอบครัวเป็นผดู้ ูแลตามธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสาหรับทารก การดูแลจึงมุ่งเนน้ ที่คู่มารดาและทารก หรือครอบครัวเป็นหน่วยหน่ึงของการใหบ้ ริการ สนบั สนุนใหม้ ารดา ทารกและครอบครัวอยดู่ ว้ ยกนั จะไม่มีการแยกมารดาและทารกที่ปกติออกจากกนั ส่วนทารกที่ผดิ ปกติ มารดากส็ ามารถเขา้ ถึงทารกไดง้ ่ายสะดวกและตลอดเวลาที่ตอ้ งการ รวมท้งั พยาบาลผใู้ หก้ ารดูแลกเ็ ป็นพยาบาลคนเดียวกนั เม่ือเชื่อวา่มารดาและครอบครัวเป็นผดู้ ูแลตามธรรมชาติ บทบาทของพยาบาลตอ้ งเปลี่ยนไป จากการกระทา

9ใหโ้ ดยตรงมาเป็นการสนบั สนุนใหม้ ารดา/ครอบครัวดูแลกนั เอง หรือพ่งึ พาตนเอง โดยการสอนแนะนา เป็นแบบอยา่ ง เพอ่ื พฒั นาความเช่ือมน่ั และสมรรถนะในการดูแลตนเองและการเล้ียงดูบุตร 4. การเยย่ี มของครอบครัว (Family visitation) การดูแลมารดาทารกแบบด้งั เดิมจะเนน้ ท่ีความปลอดภยั และการป้องการติดเช้ือ มารดาจึงตอ้ งอยตู่ ามลาพงั ในระยะคลอดหรือหลงั คลอดสมาชิกในครอบครัวเป็นเพยี งผมู้ าเยยี่ มเท่าน้นั นโยบายโรงพยาบาลจึงตอ้ งจากดั จานวนผมู้ าเยยี่ มเวลาของการเยย่ี ม แต่การดูแลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางเชื่อหรือยอมรับวา่ การต้งั ครรภ์ การคลอดเป็นประสบการณ์ร่วมของครอบครัว นโยบายการเยย่ี มจึงตอ้ งมีความยดื หยนุ่ เพือ่ ตอบสนองความตอ้ งการของมารดาและครอบครัว และจะไม่มองวา่ สมาชิกในครอบครัวเป็นเพยี งผมู้ าเยยี่ ม แต่ใหเ้ ป็นส่วนหน่ึงของการดูแลหรือเป็นผใู้ หก้ ารดูแลตามธรรมชาติ รวมท้งั พยาบาลตอ้ งตระหนกัหรือคานึงถึงความตอ้ งการของมารดาดว้ ย (Rouse, 2000) โดยใหม้ ารดาเป็นผตู้ ดั สินใจเองวา่ตอ้ งการใหม้ ีผเู้ ขา้ มาร่วมในประสบการณ์คลอดดว้ ยหรือไม่ เพราะมารดาบางคนตอ้ งการความเป็นส่วนตวั หรือความสงบ จึงตอ้ งการใหจ้ ากดั ผเู้ ยย่ี ม เวลาของการเยย่ี ม รวมท้งั ตอ้ งการใหใ้ ครเขา้ มามีส่วนร่วมในประสบการณ์การคลอดดว้ ย หากพยาบาลขาดการคานึงถึงความตอ้ งการของมารดาหรือโรงพยาบาลมีนโยบายที่ยดื หยนุ่ แบบสุดข้วั คือ เปิ ดใหเ้ ยยี่ มไดต้ ลอด 24 ชวั่ โมงท้งั กลางวนั และกลางคืน เยยี่ มไดท้ ุกคนโดยไม่จากดั จานวน อาจมีผลกระทบต่อความเป็นส่วนตวั ความสงบของมารดา และความปลอดภยั ของทารกได้สรุป กระบวนการกาเนิดมนุษยเ์ กิดมาพร้อมกบั ประวตั ิศาสตร์มนุษยชาติ เป็นเหตุการณ์สาคญั ในชีวิตครอบครัวท่ีจะไดแ้ บ่งปันประสบการณ์ร่วมกนั ปรัชญาการพยาบาลมารดาที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางเป็นที่ยอมรับกนั แลว้ วา่ เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการดูแลมารดาและทารกในสงั คมอเมริกามากวา่ 40-50 ปี แลว้ เพราะเป็นระบบการดูแลที่เคารพในความเป็นมนุษย์ บูรณาการในทุกมิติปัญหาของมารดาและครอบครัวเขา้ ดว้ ยกนั เป้าหมายเพ่อื ใหม้ ารดาและครอบครัวสามารถควบคุมร่างกายและกระบวนการกาเนิดมนุษยข์ องตนเอง สาหรับสงั คมไทย พยาบาลยงั ให้ความสาคญั กบั ปรัชญาน้ีมีคอ่ นขา้ งนอ้ ย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในระยะคลอด ท่ีสงั เกตไดอ้ ยา่ งชดั เจนในการไม่อนุญาตใหค้ รอบครัวเขา้ มามีส่วนร่วมในกระบวนการคลอด กิจกรรมการพยาบาลบางอยา่ งทาเป็นกิจวตั รประจาโดยผคู้ ลอดไม่มีโอกาสเลือก เช่น ท่าคลอด การตดั ฝีเยบ็ การโกนขนบริเวณอวยั วะเพศ การสวนอุจจาระ ฯลฯ การดูแลมุ่งเนน้ ที่การประเมินการหดรัดตวั ของมดลูกเพื่อเฝ้าระวงั ภาวะแทรกซอ้ น การตรวจภายในเพ่ือประเมินความกา้ วหนา้ ของการคลอด การป้องกนั การติดเช้ือ จนอาจขาดการคานึงถึงความตอ้ งการในมิติดา้ นจิต อารมณ์ สงั คม และจิตวญิ ญาณ สาเหตุท่ีพยาบาลหอ้ งคลอดมีการนาปรัชญาน้ีมาสู่การปฏิบตั ินอ้ ยอาจเน่ืองจากหลายสาเหตุ เช่น พยาบาล

10อาจยงั ไม่มน่ั ใจในมุมมองที่วา่ การคลอดเป็นเร่ืองของภาวะสุขภาพดี โครงสร้างหอ้ งคลอดท่ีเป็นหอ้ งรวมจึงไม่เอ้ือใหค้ รอบครัวเขา้ ไปอยดู่ ว้ ยในระยะคลอด งานวจิ ยั ท่ีสนบั สนุนการพยาบาลท่ียดึครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางในสังคมไทยมีนอ้ ย รวมท้งั ไม่มีแรงผลกั ดนั จากองคก์ รวชิ าชีพ หรือกระแสเรียกร้องจากผรู้ ับบริการ ฯลฯ ดงั น้นั เพอื่ ใหป้ รัชญาการพยาบาลที่ยดึ ครอบครัวเป็นศูนยก์ ลางไดร้ ับการยอมรับอยา่ งกวา้ งขวางในวงการพยาบาลมารดาและทารก จึงจาเป็นตอ้ งมีการวจิ ยั การนาปรัชญาน้ีมาใชใ้ นบริบทของเราเอง เพื่อพฒั นารูปแบบการดูแลมารดาและทารกท่ีเหมาะสมท่ีสุดสาหรับสงั คมไทยเอกสารอ้างองิ ถนอมขวญั ทวบี ูรณ์. (2544). ประวตั ิการพยาบาล. ใน สมจิต หนุเจริญกลุ (บรรณาธิการ),พยาบาล: ศาสตร์ของการปฏิบตั ิ (หนา้ 38). กรุงเทพฯ ฯ : ว.ี เจ.พริ้นติ้ง. Davis-Flyod, R.B. (1992). Birth as an American rite of passage. California: Universityof California press. Enkin, M., & et al. (2000). A guide to effective care in pregnancy and childbirth (3rded.). New York : Oxford University press. Galvin, E., & et al. (2000). Challenging the precepts of family-centered care : Testing aphilosophy. Pediatric nursing, 26(6) , 625-632. Kanshana, S., & et al. (2000). Implementating short-course Zidovudine to reduce mother-infant HIV transmission in a large pilot program in Thailand. AIDS, 14 , 1617-23. Klause, M.H.,& et al. (1986). Effects of social support during parturition on maternal andinfant morbidity. British Medical Journal, 293 (6547) , 585-587. Koehn, M. (1992). Effectiveness of prepared childbirth and childbirth satisfaction. TheJournal of Perinatal Education, 1(2), 35-43. Leavitt, J. W. (1989). Joseph B. De Lee and the practice of preventative obstetrics.Obstetrical and Gynecological Survey , 44(9), 682-683. Littleton, L.Y., & Engebretson, J.C. (2002). Maternal, Neonatal, and Women’s HealthNursing. New York: Delmar. Martell, L.K. (2000). The hospital and the postpartum experience : A holistic analysis.Journal of Obstetric, Gynecologic, and Neonatal Nursing , 29(1) , 65-72. May, K.A., & Mahlmeister, L.R. (1990). Comprehensive maternity nursing : Nursingprocess and the childbearing family (2 nd ed.). Philadelphia : J.B.Lippincott.

11 Phillips, C.R. (1999). Family-centered maternity care : past, present, future. InternationalJournal of Childbirth Education,14(4), 6-11. Phillips,C.R., & Fenwick, L. (2000). Single-room maternity care : Planning,developing ,and operating the 21 st century maternity system. Philadelphia : Lippincott. Rouse, C.L. (2000). Should there be policies to restrict visitors during labour and birth?MCH, 25(1), 8. Stainton, M.C. (1994). Supporting family functioning during a high risk pregnancy.Maternal Child Nursing, 19,24-28. Zwelling, E., & Phillips, C.R. (2001). Family-centered maternity care in the newmillennium : Is it real or is it imagined? Journal of Perinatal & Neonatal Nursing, 15 (3), 1-12. ………………………………