หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์เร่ือง สวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน เลม่ น้ีใชป้ ระกอบวชิ า ว32101 เทคโนโลย2ี ช้นั มธั ยมศึก ษาปี ที่5 ซ่ึงในเน้ือหาน้ีจะอธิบายถึงตน้ ไมแ้ ละดอกไมใ้ น โรงเรียนวงั เหนือวทิ ยา หวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ จะเป็นประโยชน์ ต่อผทู้ ี่ศึกษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี ชื่อ นาย บดินทร์ เครืออินตา ช่ือ นางสาว วสิ สตุ า ปงลงั ก๋า ผ้จู ดั ทา
ชื่อสามญั Chinese rose ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus rosa sinensis. ตระกลู ถ่ินกาเนิด MALVACEAE จีน อินเดียและฮาวาย
ลกั ษณะทวั่ ไป ชบาในบา้ นเรารู้จกั กนั มานานแลว้ จะเห็นไดจ้ าก บา้ นคนสมยั ก่อนจะมีชบายอยแู่ ทบทุกบา้ น ปัจจุบนั ชบาไดร้ ับการผสมพนั ธุ์เพื่อใหไ้ ดพ้ นั ธุ์ ใหม่ออกมามากมาย ซ่ึงลว้ นแต่สวย ๆ งาม ๆ ท้งั น้นั ทาใหไ้ ดด้ อกของชบาท่ีมีรูปร่างสวยงาม สีสนั ของดอกสดใส ขบาน้นั จดั เป็นไมพ้ มุ่ ความ สูงดดยทวั่ ไปประมาณ 2.50 เมตร ใบมีสีเขียวเขม้ มนรี ปลายใบแหลม แต่ปัจจุบนั กย็ งั มีพนั ธุ์ แตกต่างออกไปอีกมากมาย
ลกั ษณะเดน่ ประเภทของดอกอาจแบง่ ได้ คือ มีเส้นใยและยางเมือก 3 ลกั ษณะ คือ (mucilagnous) อย่ใู น 1.ดอกบานเป็ นรูปถ้ วย เนือ้ ไม้โดยทวั่ ไปเป็นไม้พ่มุ 2.ดอกบานเป็ นรูปแผ่แบน ขนาดกลางใบเป็ นใบเด่ียว 3.กลีบดอกบานแบบแผ่โค้ง เรียงเวยี นสลบั มีรูปร่างหลาย แบบ เชน่ รูปไข่ รูปกลม รูปรี การขยายพนั ธ์ุ หรือเว้าเป็นแฉก3-5 แฉก มี การขยายพนั ธ์มุ ี 3 วิธี คือ กลบี ดอก 5 กลีบแตล่ ะดอก จะเชื่อมติดกนั เป็นวงที่ฐาน 1.การปักชา ดอกเกสรเพศผ้ปู ระกอบด้วย 2.การเสยี บยอด อบั เรณสู เี หลืองรูปไตและก้าน ชอู บั เรณสู ีขาวหรือสีเดยี วกนั 3.การติดตา เกสรเพศเมีย อยปู่ ลายหลอด เกสรเพศผ้มู กั มีก้านเลก็ ๆ แยกยอดเกสรเพศเมียเป็น 5 ยอกตามจานวนห้องรังไข่ สว่ นยอดมีนา้ หวานสาหรับ จบั ละอองเรณู
โรคและแมลงศตั รู 1. โรค ท่ีพบในชบาไดแ้ ก่ โรคใบจุดในช่วงฤดูฝน โรคใบหงิกท่ีเกิดจาก เช้ือไวรัสโดยมีแมลงหวข่ี าวเป็นพาหะ 2. แมลงศตั รุ ท่ีพบมากไดแ้ ก่ แมลงหวีข่ าวดูดน้าเล้ียงจากใบและยอด อ่อนทาใหเ้ กิดโรค ใบหงิก เพล้ียแป้ ง เพ้ียหอย ดูดน้าเล้ียงจากใบและก่ิงกา้ นนอกจากน้ียงั มีหนอนผเี ส้ือบางชนิดกดั กิน ดอกอ่อนทาใหด้ อกไม่บานหรือกลีบเวา้ แห่วง 3. สตั วส์ ตั รู ไดแ้ ก่ หอยทาก ทาลายโดยการกดั กินดอก กาจดั โดยใชม้ ือ ดึงออกหรือโรยปนู ขาวรอบพ้ืนท่ีปลูก
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ ลีลาวดีมีช่ือทางวทิ ยาศาสตร์ คือ Plumeria spp. ช่ือวงศ์ ลีลาวดีอยใู่ นวงศ์ Apocynaceae ช่ือพ้ืนเมือง รู้จกั กนั อยา่ งแพร่หลายในปัจจุบนั ในชื่อ ลีลาวดี โดยบางแหล่งงดใช้ ช่ือ ลนั่ ทม ตามความเช่ือ บางแหล่งรู้จกั กนั ในช่ือ จาปา เนื่องจากเป็น ดอกไมป้ ระจาชาติของลาวและประเทศไทยมีดินแดนติดกบั ลาว หรือรู้จกั ในชื่อ จาปาลาว และจาปาขอม ซ่ึงชื่อที่ใชใ้ นปัจจุบนั และ รู้จกั กนั ทว่ั ไปจะอยลู่ าดบั แรกสุด
ลนั่ ทม หรือ ลีลาวดี เป็นไมด้ อกยนื ตน้ ในวงศต์ ีนเป็ด หรือ วงศไ์ ม้ ลน่ั ทม (Apocynaceae) มีหลายชนิดดว้ ยกนั บางคนมีความเช่ือ วา่ ไม่ควรปลูกตน้ ลนั่ ทมในบา้ นเพราะมีความเช่ือวา่ เป็นอปั มงคล คือ ไปพอ้ งกบั คาวา่ 'ระทม' ซ่ึงแปลวา่ เศร้าโศก ทุกขใ์ จ นิยมปลกู กนั แพร่หลายอยา่ งมาก ชื่อพ้ืนเมืองอ่ืน ๆ ไดแ้ ก่ จาปา, จาปาลาว และ จาปาขอม เป็นตน้ (สาหรับชื่อภาษาองั กฤษ ไดแ้ ก่ Frangipani, Plumeria, Temple Tree, Graveyard Tree)[1] ตน้ ลีลาวดีเป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสนั หลากหลาย สวยงาม ไดแ้ ก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู สีขาวข่นุ ฯลฯ บางดอกมีมากกวา่ 1 สี อาจมีมากถึงหลายสีในดอกเดียว ดอกลีลาวดียงั เป็นดอกไมป้ ระจาชาติของประเทศลาว โดยเรียกวา่ \"ดอกจาปา\"[2] และพบไดม้ ากบริเวณทางข้ึนพระธาตุที่เมืองหลวงพระ บาง สาหรับในประเทศไทยน้นั มกั พบตน้ ลน่ั ทมตามธรรมชาติทาง ภาคเหนือเป็ นส่วนใหญ่
ความเช่ือ คนโบราณมีความเช่ือวา่ ตน้ ลน่ั ทมน้นั ไม่ควรปลูกใน บา้ น ดว้ ยมีช่ืออปั มงคล คือไปพอ้ งกบั คาวา่ ระทม ซ่ึง แปลวา่ เศร้าโศก ทุกขใ์ จ จึงไดม้ ีการเรียกช่ือเสียใหม่ให้ เป็นมงคล วา่ ลีลาวดี ภาษาดอกไมข้ อง \"ลน่ั ทม\" หมายถึง การละแลว้ ซ่ึงความ โศก ซ่ึงมาจากคาวา่ \"ลน่ั \" หมายถึง การละทิ้ง แตกหกั ส่วน \"ทม\" หมายถึง ความเศร้าโศก เสียใจ ไม่ไดม้ ี ความหมายวา่ \"ระทม\" เหมือนท่ีคนเขา้ ใจ
ทางพฤกษศาสตร์ สกลุ Plumeria มีมากกวา่ 21 ชนิด เท่าท่ีตรวจ พบสายพนั ธุม์ ีมากกวา่ ร้อยสายพนั ธุ์[4] Plumeria หลายสายพนั ธุ์จะมียาง คลา้ ยกบั สายพนั ธุ์อ่ืนๆ ในวงศต์ ีนเป็ด Apocynaceae ซ่ึงประกอบไปดว้ ยสารพษิ และทาใหร้ ะคายเคือง ต่อตาและผวิ หนงั [5] ในหลายสายพนั ธุ์มีลกั ษณะ ของใบและการเรียงตวั ของเน้ือเยอื่ ใบท่ีแตกต่าง กนั ใบของสายพนั ธุ์ Plumeria alba จะเรียว และแหลม ในขณะที่
ลกั ษณะทว่ั ไป ตน้ เป็นไมย้ นื ตน้ มีขนาดต้งั แต่พมุ่ เต้ียแคระสูง ประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงตน้ ท่ีสูงมาก อาจสูง ถึง 12 เมตร ลาตน้ แตกก่ิงกา้ นสขาและพมุ่ ใบ สวยงาม มีน้ายางสีขาวขน้ เป็นไมผ้ ลดั ท่ีสลดั ใบ ในฤดูแลง้ ก่อนท่ีจะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ ก่ิง ที่ยงั ไม่แก่มีสีเขียว อ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้า ก่ิง แก่มีสีเทามีรอยตะป่ ุมตะป่ า ก่ิงไม่สามารถทาน น้าหนกั ได้ ก่ิงเปราะ เปลือกลาตน้ หนา ตน้ ที่โต เตม็ ท่ีแลว้ จะพฒั นาจนกระทง่ั มีความแขง็ แรงมาก ข้ึน
ใบ เป็นใบเด่ยี ว มีการเรียงตวั แบบสลบั และหนาแน่นใกล้ปลาย ก่ิง มีลกั ษณะแตกตา่ งกนั ไปทงั้ รูปร่าง ขนาด สี และความ หนาแน่น โดยทว่ั ไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสตี งั้ แตส่ เี ขียว อ่อนถึงสเี ขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกตา่ งกนั ไม่มาก
เฟื่องฟ้ า ช่ือสามญั Paper flower[2], Bougainvillea[3] เฟื่องฟ้ า ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Bougainvillea glabra Choisy จดั อยใู่ นวงศ์บานเย็น (NYCTAGINACEAE)[1] การจาแนกชนั้ ทางวทิ ยาศาสตร์ อาณาจกั ร:พืช (Plantae) หมวด: Magnoliophyta ชนั้ : Magnoliopsida อนั ดบั : Caryophyllales วงศ์: Nyctaginaceae สกลุ : Bougainvillea
เฟ่ื องฟ้ า (ช่ือวทิ ยาศาสตร์: Bougainvillea) เป็นไมย้ นื ตน้ ประเภทพมุ่ ก่ึงเล้ือย ขนาดต้งั แต่พมุ่ เลก็ ถึงพมุ่ ใหญ่ มีหนามข้ึนตามลาตน้ อยู่ ใบเดี่ยว แตก ออก สลบั กบั ก่ิง หรือเย้อื งกนั มีขนข้ึนปกคลุม เลก็ นอ้ ย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กวา้ ง 2-3 ซม. ใบประดบั ลกั ษณะคลา้ ยรูปหวั ใจ หรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู สม้ ฟ้ า เหลืองและอื่นๆ มีท้งั ดอกสมบรู ณ์เพศและ ไม่สมบรู ณ์เพศ ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลาย ก่ิง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.
เฟื่องฟ้ าถกู ค้นพบครัง้ แรกในประเทศบราซลิ โดย นกั พฤกษศาสตร์ชาวฝร่ังเศสราว ค.ศ. 1766- 1769 และได้ถกู นาไปปลกู ยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของโลก เริ่มจากยโุ รป อเมริกาเหนือ และเอเชีย สาหรับใน ประเทศไทย มีการนาพนั ธ์เุ ฟื่องฟ้ าเข้ามาจาก สงิ คโปร์ครัง้ แรกราว พศ. 2423 ใน สมยั รัชกาลท่ี 5 พนั ธ์เุ ฟ่ืองฟ้ าในประเทศไทยมีไมน่ ้อยกวา่ ต่างประเทศ เนื่องจากเฟื่องฟ้ าเจริญเตบิ โตได้ดใี น ประเทศไทย และกลายพนั ธ์เุ กิดเป็นพนั ธ์ใุ หมข่ นึ ้ มากมาย
ต้องการแสงแดดจดั ในสภาพกลางแจ้ง ได้รับแสงแดด ตลอดวนั ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะทา ให้สีของใบ ไมเ่ ข้มออกดอกน้อย ต้องการอณุ หภมู ิ ปานกลางหรือร้อน ชืน้ เมื่อโตขนึ ้ ต้องการนา้ ปานกลาง ถึงคอ่ นข้างต่า ถ้ารด นา้ มากเกินไปจะไม่ออกดอก ขยายพนั ธ์ดุ ้วยการปักชาก่ิง , ตอนกิ่ง, เสยี บยอด
เฟื่องฟ้ าถกู ค้นพบครัง้ แรกในประเทศบราซลิ โดย นกั พฤกษศาสตร์ชาวฝร่ังเศสราว ค.ศ. 1766- 1769 และได้ถกู นาไปปลกู ยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของโลก เริ่มจากยโุ รป อเมริกาเหนือ และเอเชีย สาหรับใน ประเทศไทย มีการนาพนั ธ์เุ ฟื่องฟ้ าเข้ามาจาก สงิ คโปร์ครัง้ แรกราว พศ. 2423 ใน สมยั รัชกาลท่ี 5 พนั ธ์เุ ฟ่ืองฟ้ าในประเทศไทยมีไมน่ ้อยกวา่ ต่างประเทศ เนื่องจากเฟื่องฟ้ าเจริญเตบิ โตได้ดใี น ประเทศไทย และกลายพนั ธ์เุ กิดเป็นพนั ธ์ใุ หมข่ นึ ้ มากมาย
สรรพคุณของเฟื่ องฟ้ า ดอกเฟื่ องฟ้ ามีสรรพคุณช่วยบารุงหวั ใจและ ระบบขบั ถ่าย (บางขอ้ มูลระบุวา่ ดอกเฟื่ องฟ้ า มีสรรพคุณช่วยบารุงโลหิตและใชแ้ ทนเครื่อง หอมไดด้ ว้ ย) (ดอก)[5] ดอกเฟ่ื องฟ้ า (สายพนั ธุ์ Bougainvillea glabra Choisy.) (ดอก)[1] เฟ่ืองฟ้ าดอกขาว (Bougainvillea spectabilis Willd.) ในประเทศ จีนจะไมน่ ิยมนามาใช้ทายา แตใ่ น ประเทศไทยจะมีการนารากมาใช้ เป็ นยา แก้พษิ ตา่ ง ๆ (ราก)[1]
มีรสขมฝาด เป็น ยาสขุ มุ ออกฤทธ์ิ ต่อตบั ใช้เป็นยา แก้ประจาเดอื นมา ไม่เป็นปกติ ทาให้ เลอื ดไหลเวียนได้ดี รักษาสตรีท่ี ประจาเดือนไม่มา หรือมตุ กิดตกขาว ของสตรี ด้วยการ ใช้ ดอกท่ีเป็ นยา แห้งครัง้ ละ 10-15 กรัมนามาต้มกบั นา้ รับประทาน หรือจะใช้ร่วมกบั ตวั ยาอ่ืน ๆ ใน ตารับยาตามที่ ต้องการ
Search
Read the Text Version
- 1 - 21
Pages: