Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือมนุษย์ ฉ.สมบูรณ์_clone

คู่มือมนุษย์ ฉ.สมบูรณ์_clone

Published by Chaiwut JO, 2020-01-29 00:22:23

Description: คู่มือมนุษย์ ฉ.สมบูรณ์

Search

Read the Text Version

ถอ้ ยแถลง เนอ่ื งจากธรรมบรรยายของพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภกิ ขุ) ซึ่งตั้งใจจะใหเ้ ปน็ คู่มอื ของมนุษยท์ ุกๆคน โดยการบรรยายผ่านทางการอบรมผ้ทู ี่จะเปน็ ผพู้ ิพากษา โดยหวังว่า ถา้ ทา่ นที่จะเป็นผู้พพิ ากษา จะเปน็ ปชู นยี บคุ คลผู้มเี จตนาอนั บริสทุ ธผ์ิ ุดผ่องมุ่งรกั ษา “อดุ มคติ” ของผู้รกั ษาความเป็นธรรมหรอื ผู้ค้มุ ครองธรรม โดยปราศจาก “อคติ ๔” นั้น ยอ่ มเปน็ เสมือนหนึ่งอริยบคุ คล หรอื อย่างตา่ํ ที่สุดก็กัลยาณปถุ ุชนดว้ ยการละ สกั กายทิฏฐิ วจิ ิกิจฉา สีลพั พตปรามาส เทา่ ท่ีพระโสดาบันทา่ นละได้ ก็เปน็ กําลังอันเพียงพอที่จะตดั หนทางของ “อคต”ิ ได้โดยสิน้ เชิง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และปี ๒๕๐๐ ติดตอ่ กนั และเนื่องกนั ในสมยั ทย่ี ังเปน็ พระอรยิ นนั ทมุนีนั้น จะสมบูรณ์ได้จริงต้องบรรยายถึง ๒๐ ครัง้ . ดังนนั้ เมอื่ จะจบการบรรยายในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ : แม้ การบรรยายชดุ นีม้ ี ๑๐ ครัง้ จะเป็นเร่ืองตดิ ต่อกันมาโดยลาดับ เปน็ รูปโครงแนวสอนอันใหมอ่ ีกอันหนึง่ ก็ตาม ก็ขอ ไดโ้ ปรดถือวา่ เปน็ คาอธบิ ายข้อความทีไ่ ด้บรรยายชดุ ที่ ๑ เม่ือปีกลายน้ี เพราะไดป้ ระกอบเพิม่ เติมใหช้ ดั แจ้งยง่ิ ขึน้ ไป อกี ดว้ ย ไม่ใชเ่ ป็นเรอ่ื งหนง่ึ ต่างหาก ทจี่ ะแยกออกไปเปน็ เอกเทศ ; อาตมาขอยุตกิ ารบรรยายแหง่ การอบรมในครัง้ นี้ โดยขอฝากกบั ทา่ นนกั ศึกษาท้งั หลาย ในขอ้ ที่ต้องคดิ วา่ เรามปี ญั หาย่งุ ยากเกดิ ขนึ้ เพราะความเข้าใจผิดในสงิ่ ตา่ งๆใน ถ้อยคาตา่ งๆในหลกั เกณฑ์ตา่ งๆ, แม้แต่เรอื่ งของเราเอง ในตวั ของเราเอง ดังท่ีบรรยายมาแล้วท้ัง ๑๐ คร้งั หรือรวม เปน็ ๒๐ ครง้ั กับท่ีแลว้ มา๑.... ดังน้ี. ฉะนั้น ในการปรับปรุงใหมค่ ร้ังน้ี จงึ ได้จัดทาํ “ค่มู อื มนษุ ย์” ฉบบั สมบรู ณ์ และฉบับปฏบิ ตั ิธรรม ออกมา พร้อมกันท้ัง ๒ ชดุ เพอื่ ท่านผศู้ ึกษาจะไดเ้ ข้าถงึ ความลับของธรรมชาติทเ่ี ปน็ เครอ่ื งผกู พันตัวเราให้ตดิ อยูก่ ับโลก หรือความทกุ ขต์ ลอดเวลานัน่ เอง. มันเป็นความลบั ของธรรมชาติทเี่ ป็น “ตวั เราเอง” และท่ีเกย่ี วกับตวั เราเอง ซึ่ง คู่มอื มนุษยท์ ัง้ ๒ ชุดนจ้ี ะช่วยให้ร้จู ักและเข้าใจได้แมว้ า่ จะยงั ไม่ “เหน็ แจง้ ” ลงไปโดยเด็ดขาด ; แล้วจะเชอ่ื หรือไม่ว่า ถ้าได้ปฏบิ ตั ไิ ปจนกระท่ังเกดิ ความเห็นแจ้งว่าสิ่งท้ังปวงคอื อะไรเสียแล้ว ก็ไม่มีความจําเป็นจะตอ้ งปฏบิ ตั ิอะไรอกี ตอ่ ไป, และเมอ่ื รู้วา่ สิ่งท้ังปวงเปน็ อนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตา เด็ดขาด สนิ้ เชิงลงไปจรงิ ๆ แล้วนน้ั ยอ่ มหมายถงึ ที่สุดของ ความรแู้ ละการปฏิบัติ, เพราะวา่ ความรู้น้นั เองเป็นตวั ทําลายกิเลสไปในตวั จนหมดไปในตัวแล้วการเบอื่ หน่าย-คลาย กาหนดั และความหลุดพ้นท่ีเรยี กวา่ นิพพิทา วิราคะ และวมิ ตุ ตินนั้ ย่อมเกดิ ข้นึ เองโดยอัตโนมัติ อันเป็นการรู้ผล ของการหมดกิเลสไปในตัว. เรามีหน้าที่ทจ่ี ะต้องทาความเพียรหรือปฏิบัติ ก็แต่ขั้นทว่ี ่าเรายงั ไม่รวู้ ่าอะไรเปน็ อะไรเทา่ นัน้ , โดยเฉพาะ อย่างยงิ่ กค็ อื ไม่ร้วู ่าสงิ่ ท้งั หลายทั้งปวง เปน็ อนจิ จัง ทกุ ขัง อนัตตา ; เพราะฉะนั้นท่านผสู้ นใจศกึ ษาตอ้ งเขา้ ใจให้ได้ วา่ ทา่ นไม่ต้องทาํ ความพยายามในข้อที่จะใหค้ วามรูน้ นั้ ทาํ ลายกเิ ลส : จงพยายามแตเ่ พียงใหเ้ กดิ ความรู้ว่าสงิ่ ทั้งปวง เปน็ อนจิ จัง ทุกขัง อนัตตา ข้ึนมาใหถ้ ูกตอ้ งตามที่เป็นจริงคอื ยงิ่ กว่าทีร่ ๆู้ กันอยตู่ ามธรรมดาโลก หรอื ตามทต่ี นเขา้ ใจ ว่า “รู้” ! ด้วยการสบื สาววิธีรู้ และวธิ ปี ฏิบตั ิ ให้ออกไปจากหลักท่ีว่า เราจะต้องรู้วา่ “อะไรเปน็ อะไร” เท่านั้น, ซ่ึง

ท้ังวธิ ที ีจ่ ะรู้ และวิธปี ฏบิ ตั ิอยา่ งถูกต้องสมบูรณ์ทงั้ หมดนนั้ ทา่ นจะหาพบได้ในคาํ บรรยายชุด “คูม่ อื มนษุ ย์” ทัง้ ๒ ชดุ นเ้ี อง ; และเม่อื ใดร้วู ่าส่งิ ทัง้ ปวงคอื อะไร ก็ย่อมหมายถงึ การบรรลมุ รรคผลชั้นใดชนั้ หน่งึ หรอื ถงึ ท่สี ดุ เพราะวา่ หลักคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ ทงั้ พระไตรปิฎก กล็ ้วนแต่ระบุให้รวู้ า่ อะไรเปน็ อะไร เทา่ นัน้ เอง. ดังนั้น ด้วย เวลาเพยี ง ๑๐ ช่ัวโมงในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นน้ั จึงไมเ่ พียงพอท่ีจะบรรยายใหส้ มบรู ณ์ได้ตอ้ งนาํ มาบรรยายต่อในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อีก ๑๐ คร้ังใหเ้ ป็นการตอ่ เน่อื งกนั ไป ขอไดโ้ ปรดเข้าใจเจตนาและความม่งุ หมายขององคบ์ รรยายดว้ ย แต่วา่ องค์บรรยายจะมงุ่ หมายโดยเฉพาะแต่ผทู้ จ่ี ะเป็นผพู้ พิ ากษาเทา่ น้ันกห็ ามิได้ ! แม้นกั กฎหมายอ่นื เชน่ อัยการ ทนายความ เป็นต้น, ตลอดจนนกั การเมอื ง นักปกครอง นกั บริหารทกุ ระดบั หรอื ทุกอาชพี นน่ั แหละ, เลยไป ถึงบรรพชติ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาดว้ ยกไ็ ด้ : หากผใู้ ดเป็นอยู่ดว้ ยการพยายามละกิเลสหรือสงั โยชน์อยู่ โดยปรกตแิ ล้ว ย่อมหมดความลงั เลในการละความเห็นแก่ตวั , ละการลงั เลในการบาเพ็ญความดีไมม่ คี วามสงสยั ใน ระเบียบปฏบิ ตั ิสาหรับการบรรลถุ งึ ความดี และไม่งมงายไปตามความยดึ ถือต่างๆซึง่ ไรเ้ หตผุ ล. เม่ือเป็นเช่นน้ี การไมเ่ หน็ แกต่ วั ยอ่ มปอ้ งกนั ฉันทาคติหรือโทสาคติ, ความไมง่ มงาย ยอ่ มป้องกันภยาคติ - ลาเอียงเพราะกลัว หรอื โมหาคติ - ลาเอียงเพราะความไม่รู้ ความโงเ่ ขลาได้ ดงั นีเ้ ป็นต้น ; เพราะการเผลอตัวตกเปน็ ฝ่ายแพแ้ ก่กิเลส แล้วต้องเสียใจทหี ลังนัน้ ไม่ใชเ่ รอ่ื งเล็กน้อยเลย ! จึงจาํ เปน็ ทจี่ ะต้องป้องกันเสียก่อนที่มนั จะเป็น อยา่ งน้ัน ดว้ ยการยดึ มน่ั ในหลักของพทุ ธศาสนาโดยเฉพาะอย่างย่งิ ในเร่อื งของสงั โยชน์ ๑๐ ประการ อันเป็นกิเลส- เคร่ืองผูกพันคนทกุ คนให้ติดอยูใ่ นวิสัยของโลก และเปน็ โลกียภูมิ. ฉะนนั้ ถา้ หักเครื่องผกู พันเหล่านั้นออกไป เสียได้ “จิต” จะค่อยๆ หลุดออกจากโลกตามลาดบั ; เมอ่ื ตัดได้หมด กเ็ ปน็ อันวา่ “จิต” หลุดออกมาสู่ความอยเู่ หนือ โลกเป็นโลกุตตรภมู ิโดยสมบูรณ์ ! ดงั น้นั ธรรมบรรยาย ๒ ชดุ นีจ้ งึ เป็นเสมอื น “คูม่ อื มนุษย์” ในการเดนิ ออกจากโลกยี ภมู ิ ไปสูโ่ ลกตุ ตรภูมิ อนั เปน็ สงิ่ ท่ดี ที ีส่ ุดทีม่ นุษย์ควรจะไดร้ บั ในชีวิตน้ี จงึ จะไม่เสียทที ่ไี ดเ้ กิดมาเปน็ มนุษย์นนั่ เอง. “เชน่ น้ันเอง” ๒๔ ก.พ. ๔๙

ตลุ าการิกธรรม ว่าดว้ ย วชิ ชาทีบ่ อกวา่ อะไรเป็นอะไร บรรยายอบรมผูท้ จ่ี ะรบั การโปรดเกลา้ ฯ เปน็ ตุลาการ ร่นุ ปี ๒๔๙๙ ปรับปรุงใหม่ โดย “เชน่ นัน้ เอง” สารบัญ ถ้อยแถลง.................................................................................................................................................................. ๓ ครัง้ ท่ี ๑ ใจความสําคัญของพุทธศาสนา............................................................................................................... ๙ ครง้ั ที่ ๒ ไตรลักษณ.์ ......................................................................................................................................... ๓๙ ครั้งที่ ๓ อุปาทานส.่ี .......................................................................................................................................... ๗๓ คร้งั ที่ ๔ ไตรสกิ ขา.......................................................................................................................................... ๑๐๑ ครั้งท่ี ๕ เบญจขนั ธ.์ ........................................................................................................................................ ๑๓๑ คร้งั ที่ ๖ สมาธิและวิปัสสนา ตามธรรมชาต.ิ .................................................................................................. ๑๖๕ ครั้งที่ ๗ สมาธิและวิปัสสนา ตามหลกั วชิ า ในรูปเทคนคิ ............................................................................... ๒๐๑ ครง้ั ที่ ๘ อรยิ บคุ คล กบั การละกเิ ลส............................................................................................................. ๒๓๗ ครัง้ ที่ ๙ พุทธศาสนา กบั คนท่ัวไป............................................................................................................... ๒๘๑ ครัง้ ที่ ๑๐ ตุลาการ ตามอุดมคติ แห่งพระพทุ ธศาสนา.................................................................................... ๓๑๓

คำบรรยำย ตุลำกำริกธรรม คร้งั ท่ี ๑ เรอ่ื ง ใจความสาคัญของพระพทุ ธศาสนา พระอริยนันทมุนี (พทุ ธทาส อินทปญั โญ) บรรยาย อบรมผทู้ ี่จะเปน็ ผู้พพิ ากษา ณ ห้องบรรยาย ของ เนตบิ ณั ฑติ ยสภา ๒ พฤษภาคม ๒๔๙๙ “ เมอื่ การปฏบิ ตั ิกรรมฐานภาวนานั้น ไดเ้ ป็นไปจนกระทั่งเกดิ ความเห็นแจง้ สงิ่ ทง้ั ปวง เป็นอนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เด็ดขาด ส้ินเชิงลงไปจริงๆ แลว้ นั้น ย่อมหมายถงึ ท่สี ุดของความรูแ้ ละการปฏบิ ตั ิ, เพราะว่าความรู้เช่นน้ัน ยอ่ มทาลายกเิ ลสเองในตวั จนหมดไปในตัว ! เราไมต่ ้องทาความพยายามในขอ้ ทจี่ ะให้ความร้นู ้นั ทาลายกเิ ลส ; เราพยายามแต่เพียงใหเ้ กิดความรู้อนั น้นั ขน้ึ มา คือให้เป็นความรทู้ ว่ี ่าอะไรเป็นอะไร ถงึ ท่สี ดุ จรงิ ๆ เทา่ น้นั , โดยสรปุ ก็คอื ความร้วู า่ ส่ิงทง้ั ปวงเป็นอนจิ จงั ทุกขัง อนตั ตา น่ันเอง ! ”

ใจความสาคัญของพทุ ธศาสนา ท่านที่จะเป็นผพู้ ิพากษาทงั้ หลาย, หวั ข้อทอี่ าตมาได้รบั มอบหมายสําหรบั ทําการอบรมในที่นน้ี ้ัน คือหลักพระพุทธศาสนา, วิธกี ารปฏบิ ัติ และศลี ธรรม. จากหัวข้อนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีการแยกเป็นพทุ ธศาสนา และศีลธรรม ; ทัง้ สองหวั ข้อนี้ กลา่ วได้วา่ เปน็ วชิ าความรู้ที่จาเปน็ แก่บุคคลทั่วไปทุกประเภท. แตส่ าํ หรับในวนั แรกน้ี อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นความแตกตา่ งในระหวา่ งของสองสงิ่ น้ีเป็นสว่ นใหญ่, เพราะฉะนั้นจงึ ให้หวั ขอ้ คาํ อบรมในวันนี้ว่าพุทธศาสนาน้นั คืออะไร ? แต่ถึงอย่างน้ันก็ยงั อยากจะทาํ การ เปรยี บเทยี บเบื้องตน้ ในระหว่างสิ่งที่เรียกกนั วา่ ศาสนา กบั ศลี ธรรมพอเปน็ หลกั ประกนั ความปนเปฟั่นเฝอื เสยี กอ่ น. พอได้ยนิ คําวา่ “ศาสนา”, ทา่ นทง้ั หลายกค็ งจะรู้สกึ หรอื สนั นิษฐานเอาไดว้ ่าคาํ ว่าศาสนา มีความหมาย เป็นไปไดก้ วา้ งหรือลึกกว่าคาํ ว่าศลี ธรรม. -คาํ วา่ ศีลธรรม หมายถงึ ข้อปฏิบัติซึง่ เกี่ยวกับประโยชนส์ ขุ ในโลกนี้ ในช้นั ท่เี ปน็ พนื้ ฐานทวั่ ไปมากกว่า อย่างอนื่ , และศลี ธรรมเป็นหลกั ปฏบิ ัตทิ ี่กลา่ วได้วา่ มีอยตู่ รงๆ กนั ท่วั ๆ ไปแทบทกุ ศาสนา. -ส่วนคาํ วา่ ศาสนานัน้ หมายถึงระเบยี บวิธีปฏบิ ตั ใิ นชนั้ สงู และมคี วามผิดแผกแตกตา่ งกันออกไป โดยเฉพาะ เปน็ ศาสนาหนึ่งๆ ทีเดยี ว. ทเ่ี หน็ ไดช้ ัดๆ ง่ายๆ เราจะเหน็ ไดว้ ่าคาํ ว่า “ศลี ธรรม” ยอ่ มหมายถงึ ระเบียบการปฏิบัตเิ พยี งเทา่ ทีเ่ ราจะเรยี ก ไดว้ ่า เปน็ การทําให้เป็นคนดี เชน่ มีศีล มสี จั จะ มีกตญั ญกู ตเวที , มีการปฏิบตั ิทไี่ มเ่ ป็นไปเพ่อื เบียดเบยี นตนหรอื คน อ่ืน ตามหลกั ทส่ี ังคมท่วั ๆไปต้องการ. แต่เมอื่ ไดป้ ฏบิ ัติครบถ้วนตามนนั้ แลว้ คือมีศีลธรรมดแี ลว้ ปญั หาก็ยังคง มเี หลอื อยวู่ ่า คนน้ัน-ยังไมพ่ น้ ทุกข์ หรือหมดปญั หาท่เี กดิ มาจากความเกดิ – แก่ – เจบ็ - ตาย, ยงั ไม่พ้นทกุ ข์ ไม่พ้น จากการเบยี ดเบยี นของกเิ ลส โดยเฉพาะคือ โลภะ โทสะ โมหะ ; อานาจของศลี ธรรม ไดส้ ิ้นสดุ ลงเสยี ก่อน ทจี่ ะ กาํ จดั โลภะ โทสะ โมหะใหส้ นิ้ ไปได้, และไมส่ ามารถจะกําจดั ความทุกขอ์ นั เกิดจากความเกดิ – แก่ – เจบ็ - ตายเป็น ต้น ไปได้. สว่ นขอบเขตหรือหนา้ ท่ขี องศาสนานัน้ ยงั ไปได้ไกลตอ่ ไปอกี , โดยเฉพาะพุทธศาสนาของเราย่อมมุ่ง หมายโดยตรงท่จี ะกําจดั กเิ ลส คอื โลภะ โทสะ โมหะ ใหส้ ้ินเชงิ หรือดบั ความทุกข์ท้ังหลายท่จี ะเกดิ เป็นปัญหาขนึ้ จากความเกิด – แก่ – เจ็บ - ตายเป็นต้นให้สูญสน้ิ ไป. สง่ิ ที่เรยี กว่าศาสนา ไปไกลกวา่ ศลี ธรรมเช่นน,้ี จงึ เปน็ การ ชี้ให้เห็นชดั ๆวา่ ศาสนากบั ศีลธรรมนน้ั ตา่ งกันอยา่ งไร ? โดยเฉพาะพุทธศาสนา ไปได้ไกลกว่าศีลธรรม สากลของโลกทัว่ ๆ ไปอย่างไร ? เมอ่ื เราเข้าใจความแตกตา่ งระหวา่ งคําว่าศาสนา กับคําวา่ ศีลธรรม ดงั นแี้ ลว้ , เราจะได้สนใจกับสง่ิ ทีเ่ รียกวา่ พทุ ธศาสนาโดยเฉพาะ กันสืบไป.

เม่ือตง้ั ปัญหาวา่ พุทธศาสนาคืออะไร ? อาตมาอยากจะใหค้ ําจํากดั ความ หรอื บทนิยามทเี่ หมาะสม ทส่ี ุดวา่ พทุ ธศาสนาคือวิชชา รวมทง้ั ระเบยี บปฏบิ ตั ิสาหรับจะให้รูว้ า่ อะไรเป็นอะไร, เทา่ นน้ั เอง ! ผู้ที่จาํ เปน็ จะต้องรบั การอบรมทางพทุ ธศาสนา อาจจะเข้าใจว่า : ถ้าอยา่ งนน้ั “ตัวเอง” ก็เปน็ ผ้ทู ไี่ ม่ร้วู า่ อะไรเป็นอะไร ไป ดังนั้นหรือ ? อาตมาก็อยากจะยืนยันว่ามันเปน็ อยา่ งนั้น - จริงๆ !!! ถา้ ใครรวู้ า่ “อะไรเปน็ อะไร” โดยถกู ต้องครบถว้ นลึกซึง้ ถงึ ทสี่ ดุ แลว้ คนนัน้ ชอ่ื ว่า รพู้ ทุ ธศาสนาถงึ ท่สี ุด ด้วยเหมอื นกนั !! ขอให้ทาํ ความเข้าใจในคําจาํ กัดความท่ีว่าพทุ ธศาสนา คอื วชิ ชา และระเบียบปฏบิ ัติสาหรบั ใหร้ ู้วา่ อะไรเปน็ อะไร ใหม้ ากเป็นพเิ ศษ ; ที่ได้วางหลักเกณฑด์ งั นี้ กเ็ พ่ือประโยชนท์ ่ีจะให้ท่านทัง้ หลายเข้าใจพทุ ธศาสนา ไดโ้ ดยเร็ว, หรือโดยง่ายนน่ั เอง ! ไมใ่ ชเ่ ป็นการเลน่ โวหารใหเ้ ปลอื งเวลา, และวา่ โดยทแ่ี ท้จริงแลว้ กเ็ ปน็ คาจากดั ความทถ่ี กู ต้องทีส่ ุด ตามความมุง่ หมายของพระพทุ ธเจา้ หรือของพระพุทธศาสนา. คําทว่ี ่าให้รวู้ ่าอะไรเป็นอะไรน้นั มีความหมายลกึ ซ้ึงมาก. เด๋ียวนท้ี ่านท้ังหลายลองพิจารณาดูว่า เราร้จู กั ว่า อะไรเป็นอะไรกนั หรอื เปลา่ ? แมแ้ ต่จะร้สู ึกว่า ตัวของตัวเองน้ันเปน็ อะไร ? ชีวติ คืออะไร ? การงานคือ อะไร ? หน้าทหี่ รอื อาชีพคอื อะไร ? แมท้ สี่ ดุ แต่เงนิ ทอง ทรัพยส์ มบัติ ขา้ วของ เกยี รติยศ ช่ือเสยี ง เหล่านค้ี ือ อะไร ? ก็ตาม ; ถา้ ใครกล้ายืนยนั วา่ รถู้ ึงที่สดุ ว่าสิง่ เหล่าน้คี อื อะไร, ก็ลองพิจารณาดใู ห้ดๆี หรอื ฟังคาํ อธบิ ายดตู ่อไป วา่ ความหมายอันแทจ้ รงิ แลว้ ส่งิ เหลา่ นค้ี อื อะไรกนั แน่ ! ถ้าจะกลา่ วโดยโวหารธรรมะ วา่ ใครเป็นผ้รู ้ธู รรมะแลว้ , กต็ ้องกลา่ ววา่ เขารวู้ า่ สงิ่ ท้งั ปวงคอื อะไร ; คอื ถา้ ผูใ้ ดรู้ว่าสง่ิ ทัง้ ปวงคอื อะไร, ผู้นน้ั จะเปน็ ผ้รู ู้พุทธศาสนา, รหู้ มดจนสนิ้ เชิง กเ็ ท่ากบั วา่ รูพ้ ทุ ธศาสนาหมด - จนสิ้นเชิง ได.้ เมอ่ื เรารูว้ ่าอะไรเปน็ อะไรจรงิ ๆ แลว้ เรายอ่ มไมป่ ฏิบัติผดิ ต่อส่ิงทงั้ ปวง, แต่ย่อมปฏบิ ัตถิ ูกต่อสิ่งทง้ั ปวง ; เมื่อ ปฏิบตั ิถกู ต่อสงิ่ ทั้งปวงแลว้ กเ็ ปน็ อนั แนน่ อนวา่ ความทุกข์จะเกดิ ขึ้นไม่ได้. เดีย๋ วนเี้ รายงั ไม่รจู้ ักส่งิ ทงั้ ปวงถูกตอ้ งตามทเี่ ปน็ จริง ว่ามันเปน็ อะไร, เราจงึ ปฏบิ ตั ผิ ิดต่อสิง่ ทัง้ ปวงไมม่ ากก็ น้อย ความทุกข์ก็เกิดขึน้ ตามส่วน ; ตัวอย่างเช่น ไมร่ จู้ กั วา่ ชีวติ นีค้ ืออะไร, หนา้ ทีก่ ารงานคอื อะไร, เรายอ่ มปฏิบัติผิด ตอ่ ส่ิงเหลา่ น้ี และความทกุ ข์ก็ตอ้ งเกดิ ขึน้ ตามส่วนท่ีไม่รู้ ! การที่รู้ว่าสงิ่ ทัง้ ปวงคืออะไรน้นั เปน็ เครื่องชว่ ยให้ เราปฏบิ ัตถิ กู ตอ่ สง่ิ ทงั้ ปวงโดยตรง. เมอ่ื กลา่ วถึงการปฏบิ ัติตามหลักของพุทธศาสนา หรอื จะเรียกวา่ การปฏิบัตพิ ทุ ธศาสนาก็ตาม ย่อมเป็นการ ปฏบิ ตั ิเพ่อื ใหร้ สู้ งิ่ ทง้ั ปวงตามที่เปน็ จริงน่นั เอง ; เพราะว่า ถ้าเราปฏิบัตจิ นถงึ กับรวู้ า่ ส่งิ ทง้ั ปวงคอื อะไรเสีย แล้ว ก็ไม่มคี วามจาเปน็ จะตอ้ งปฏบิ ตั ิอะไรอกี ต่อไป ! ขอให้ฟงั ให้ชดั เจนหรือใหด้ ใี นที่ตรงนี้อกี คร้งั หนง่ึ วา่ การปฏิบตั ขิ องเราน้นั เราปฏบิ ตั ิเพ่ือให้รวู้ า่ สงิ่ ทงั้ ปวงคอื อะไร, ตามท่ีเปน็ จริงอยา่ งไร ? เทา่ นน้ั ; ถา้ ลงได้รู้ในเร่อื งน้ีแล้วการปฏิบัติกไ็ ม่จาํ เป็นอะไรตอ่ ไปอกี .

การปฏบิ ตั อิ ยา่ งทเ่ี รยี กกนั ว่า ปฏิบตั ิศลี – สมาธิ - ปญั ญา, ปฏิบตั กิ รรมฐานภาวนาอะไรก็ตาม ; ทัง้ หมดนัน้ ล้วนแต่ มงุ่ ผลในท่สี ดุ เพ่อื ใหร้ ู้วา่ สิง่ ทั้งปวงคอื อะไร ? เม่อื รวู้ า่ ส่งิ ทงั้ ปวงคอื อะไร, กย็ ่อมหมายถึงการบรรลุมรรคผลชน้ั ใดช้ันหนงึ่ หรือถงึ ทสี่ ดุ ! เพราะว่า ความรู้น้ันเอง เปน็ ตวั ทาลายกิเลสไปในตัว, และเปน็ การ “รูผ้ ล” ของการหมดกิเลสไปในตัว. เมอ่ื รู้วา่ สง่ิ ท้ังปวงเป็นอะไรจรงิ ๆแลว้ การเบ่อื หนา่ ยคลายกาํ หนัด, และความหลุดพ้น ท่ีเรียกนิพพทิ า วริ าคะ และวิมตุ ตนิ ้ัน ยอ่ มเกดิ ขึ้นเองเปน็ อตั โนมัติ ไมต่ ้องทาความเพยี รหรอื ปฏิบัตอิ ะไร ตอ่ ไปอีก ! เรามี หน้าทท่ี ่จี ะทาํ ความเพยี รหรอื ปฏบิ ัติ กแ็ ตข่ น้ั ทวี่ า่ เรายังไม่ร้วู า่ อะไรเปน็ อะไรเทา่ น้ัน, โดยเฉพาะอย่างย่งิ ก็คอื ไม่รู้ว่า สง่ิ ท้งั หลายท้งั ปวง เปน็ อนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตา ; น่เี ปน็ การกลา่ วตามหลักพระพุทธศาสนา. เมือ่ มกี ารปฏบิ ตั กิ รรมฐานภาวนานั้น ไดเ้ ปน็ ไปจนกระท่ังเกดิ ความเห็นแจง้ สงิ่ ทงั้ ปวงเปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตาเด็ดขาดสนิ้ เชงิ ลงไปจรงิ ๆแล้ว นน้ั ย่อมหมายถึงท่ีสดุ ของความรูแ้ ละการปฏบิ ตั ิ, เพราะว่า ความรู้เช่นนน้ั ยอ่ มทาลายกิเลสเองในตัว จนหมดไปในตัว ! เราไมต่ อ้ งทําความพยายามในข้อท่ีจะใหค้ วามรู้นน้ั ทําลายกเิ ลส ; เราพยายามแตเ่ พยี งให้เกดิ ความรู้อนั นั้นข้ึนมา คือให้เปน็ ความรทู้ วี่ า่ อะไรเป็นอะไร ถงึ ที่สุดจริงๆเท่าน้นั ; โดยสรปุ กค็ ือความร้วู ่าส่งิ ทงั้ ปวงเปน็ อนจิ จัง ทุกขัง อนัตตา นน่ั เอง. เหมือนอยา่ งเดีย๋ วน้ี เราไม่รู้วา่ ชวี ติ น้ี หรอื ส่งิ ทั้งปวงนี้ หรอื อะไรๆ ทเ่ี รากําลงั หลงรักใครย่ นิ ดนี ี้ เปน็ อนจิ จัง ทุกขัง อนตั ตา, แลว้ ก็หลงรัก ยินดี ติดพนั ยึดถือในสิง่ เหลา่ น้ัน ; ครนั้ เรารู้ความจริง ตามวิธีรู้ของทาง พระพทุ ธศาสนา : คอื ไมใ่ ชร่ ู้อย่างวธิ ีของโลกๆ ; แตเ่ ปน็ การรู้ตามวธิ ขี องพุทธศาสนาโดยเฉพาะ จนมองเหน็ ชัด วา่ สง่ิ ทั้งปวงไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา ไม่มีอะไรที่นา่ ผกู พันตัวเราเขา้ ไปกับสง่ิ นน้ั ๆ จริงๆ แลว้ ก็จะเกิดความหลุด พน้ จากส่งิ เหลา่ นนั้ ข้นึ มา ดงั น้ี. ฉะน้นั การปฏิบตั จิ งึ เปน็ การปฏบิ ตั เิ พยี งเพอ่ื ใหร้ ู้ ส่ิงท้ังปวงถกู ต้องตามที่เป็นจรงิ ; คือย่งิ กว่าทร่ี ๆู้ กนั อยู่ ตามธรรมดาโลกหรือตามทตี่ นเข้าใจวา่ “รู้” เท่านน้ั เอง. อาตมาขอยนื ยนั คําว่าจาํ กัดความขอ้ น้ี วา่ เปน็ คําจํากัด ความท่ีเพียงพอและเหมาะสมสาํ หรับทา่ นนกั ศึกษาวิชาทง้ั หลาย จะเอาไปใชส้ ําหรับดําเนินการปฏบิ ัติของตน ด้วย การสืบสาววธิ รี ู้ และวิธปี ฏิบัติ ใหอ้ อกไปจากหลักที่ว่า เราจะตอ้ งรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เท่านน้ั . ถ้าถามข้นึ เปน็ คาถามกลางๆ ในทีท่ ่ัวไป ว่าศาสนาคอื อะไร ? กม็ ที างตอบได้มากทางดว้ ยกนั จนกระทงั่ ทา่ น ทั้งหลายฟนั่ เฝอื . ตัวอยา่ งเชน่ จะถามไปกลางๆว่า ศาสนาคอื อะไรดังนี้แล้ว ; ศาสนากลุม่ หนึง่ หรือประเภทหนึง่ ก็จะตอบวา่ เปน็ สิ่งศกั ดิส์ ิทธ์ิทีส่ ่งมาจากพระเปน็ เจ้า ดังน้เี ปน็ ต้น ; เปน็ คาํ ตอบท่มี มี ากมายในหลายศาสนาในโลกน้ี ซ่งึ นิยมถือ อยา่ งนน้ั นยิ มตอบอย่างนนั้ .

แต่สาํ หรับพุทธศาสนาแล้ว ไม่มกี ารกล่าวเชน่ นน้ั เลย ! ความรู้ทว่ี า่ อะไรเปน็ อะไรนี้ จะมาจากใครกไ็ ด้ ; ถา้ เปน็ ความรู้ท่ีถูกต้อง วา่ อะไรมาจากอะไรจริงๆ แลว้ , กเ็ ป็นพทุ ธศาสนาทันที ! การท่ีจะไปตอบว่า พทุ ธศาสนา คอื คาส่งั สอนของพระพุทธเจา้ นน้ั แทบจะไมม่ ีประโยชน์ เพราะวา่ เรายงั ไมไ่ ด้รบั ประโยชนอ์ ะไร มากกว่า “รู้ - ว่า เป็นดังน้ัน !” เท่าน้ัน. ถ้าจะถามวา่ ทาํ ไมไมอ่ า้ งบาลีข้อน้นั ข้อนมี้ าตอบ เพือ่ จะชี้ให้เห็นชดั วา่ พทุ ธศาสนาคืออะไร ? อาตมา ก็อยากจะตอบวา่ คาํ กลา่ วท่ีวา่ ความรู้วา่ อะไรเปน็ อะไรนนั่ แหละ คอื ใจความของพระบาลีหมดทัง้ พระไตรปิฎก !! เพราะเหตุว่า หลักคาํ สอนของพระพุทธเจ้าทง้ั พระไตรปิฎก กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ การระบุใหร้ ู้ว่าอะไรเปน็ อะไร, เท่านั้นเอง ! ถา้ ถือเอาตามหลักทีท่ า่ นทง้ั หลายคงจะเคยได้ยนิ ไดฟ้ งั กันอยู่ท่วั ไปแล้ว สกั อยา่ งหนึง่ มาอ้างกไ็ ด้ เชน่ : หลกั เร่ืองอริยสัจจ์ ๔ ประการ อรยิ สัจจข์ อ้ ท่ี ๑. บรรยายเรือ่ ง ความทุกข์ทม่ี ีประจําอยูใ่ นสิ่งมีชีวติ ทงั้ ปวง อริยสจั จข์ ้อที่ ๒. บรรยายเรือ่ ง มูลเหตุของความทกุ ข์ ซ่ึงไดแ้ กค่ วามอยากได้ อยากมี อยากเป็น และอยาก ไม่ใหม้ ี อยากไมใ่ หเ้ ปน็ อย่างใดอยา่ งหนงึ่ ; ซ่ึงรวมเรียกวา่ ความอยาก. อรยิ สัจจ์ขอ้ ท่ี ๓. บอกถึงความท่วี า่ ถา้ ดบั ความอยากเสียได้แล้ว ความทุกขก์ ็จะต้องดับตาม ; เพราะวา่ ความทกุ ขย์ อ่ มมาจากความอยาก. อรยิ สัจจข์ อ้ ท่ี ๔. บอกวธิ ีทจ่ี ะดบั ความอยากเสียใหไ้ ด้ ดว้ ยวธิ อี ยา่ งไร ? เมอื่ ถอื วา่ อรยิ สจั จ์ ๔ ประการนี้ เป็นใจความสําคัญของพระพุทธศาสนา เราก็ ควรจะนามาเปรยี บเทยี บ กบั ขอ้ ทีอ่ าตมาไดย้ ืนยันว่า คาํ จาํ กัดความของพระพุทธศาสนาน้ัน คอื วิชชาหรือระเบยี บปฏบิ ัติ ท่ีให้รู้วา่ อะไรเป็นอะไร, ดวู ่าจะลงรูปลงรอยกันได้อย่างไรสบื ไป. อริยสัจจ์ข้อที่ ๑. ท่แี สดงว่า ส่ิงท้ังปวงเป็นทุกข์ หรอื สงั ขารท้งั ปวงเปน็ ทุกข์ ; นีก่ ค็ ือบอกตรงๆ ว่าสิ่งท้งั ปวง หรอื อะไรเป็นอะไร น่ันเอง. คาํ วา่ สงั ขารทง้ั ปวงเปน็ ทกุ ข์, นน่ั ก็คอื คําตอบทีว่ ่า ส่ิงท้งั ปวงเปน็ ทีต่ ้งั แหง่ ความทกุ ข์ ; แต่สัตว์ท้ังหลายไม่ ทราบ ไมร่ ู้ ไม่เห็นว่าส่งิ ท้งั ปวงเปน็ ความทุกข์, เพราะฉะนนั้ จึงได้มีความอยากอยา่ งใดอย่างหน่งึ ในสิง่ ทง้ั ปวง ! ถา้ รู้ว่ามนั เป็นความทกุ ข์ ไมน่ ่าจะอยาก ไม่นา่ จะยดึ ถือ ไม่นา่ จะไปผูกพันตัวเองเขา้ กบั สิ่งใดแล้วก็คงจะไมอ่ ยาก ; นี่, เพราะไม่รวู้ ่าอะไรเป็นอะไร โดยถกู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ น่ันเอง จงึ ได้ไปอยากเขา้ คอื ปฏิบัตผิ ดิ ต่อความจรงิ ของ สิง่ ทงั้ ปวง. แม้อริยสจั จข์ ้อที่ ๒. ทแ่ี สดงว่า ความอยากน้ันๆ เป็นเหตุของความทกุ ข์ ; สตั วท์ ง้ั หลายก็ไม่ได้รู้ ไมไ่ ด้เห็น ไม่ได้เข้าใจว่าความอยากนี้แหละเป็นเหตขุ องความทุกข์, จึงได้พากันอยากนัน่ อยากนี่ ร้อยแปดพันประการ และ

อยากทกุ ส่งิ ทกุ อยา่ งอยู่ โดยไมเ่ ห็นวา่ ความอยากนี้เปน็ ที่ตั้งของความทกุ ข์ เป็นทเ่ี กดิ ของความทกุ ข์. น่กี ็เพราะไม่ ร้จู ักตวั “ความอยาก” ว่าความอยากน้ันคืออะไร ? นกี้ ็เรียกวา่ ไมร่ ้วู า่ อะไรเป็นอะไรอกี น้ันเอง. อริยสัจจ์ขอ้ ที่ ๓. ทแี่ สดงว่านโิ รธ หรือพระนิพพาน คือการดับตณั หาเสียใหส้ ิน้ เปน็ ความไมม่ ีทกุ ข์น้ัน, สิ่ง ทเี่ รยี กวา่ นโิ รธหรอื นิพพานนนั้ ก็เป็นส่ิงท่ีสัตว์ทัง้ หลายยิ่งไมร่ ู้จกั กันใหญ่มากขน้ึ ไปอกี ท้งั ๆทเี่ ป็นสิ่งท่ีอาจจะลถุ ึง ได้ในทท่ี ัว่ ๆ ไป โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง กห็ าพบได้ตรงท่ีมคี วามอยาก - และดบั มันเสยี ได้นนั่ เอง ; หรือกลา่ วอีกอยา่ งหนงึ่ ก็คือไม่ปรารถนาพระนิพพานเพราะไม่มคี วามรู้ ว่าอะไรเปน็ พระนพิ พาน ! ทีนี้ กม็ าถึงอริยสจั จข์ ้อที่ ๔. อนั เปน็ ขอ้ สดุ ท้าย ที่เรียกว่า มรรค : อนั ไดแ้ กว่ ิธีดบั ความอยากนัน้ ๆเสยี . ไม่มผี ู้ใดรู้เห็น เข้าใจ วา่ การทําอย่างนี้เปน็ วธิ ดี บั เสียซง่ึ ความอยาก หรอื ทําตนใหถ้ ึงความดบั ทกุ ข์ ! ไม่มใี ครสนใจเรอ่ื งอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ ซงึ่ ลว้ นแต่เป็นการดบั เสยี ซึ่งความอยาก, น้ีก็คอื วา่ ไม่รู้จกั วา่ อะไร เป็นอะไรอกี นน่ั เอง : ไมร่ จู้ กั วา่ อะไรเปน็ ทีพ่ ่งึ แกต่ นได้, ไม่รูจ้ ักวา่ อะไรเป็นสง่ิ ที่ควรขวนขวายพยายามอย่างยิ่ง ; จงึ ไมม่ ีใครสนในกบั เรอ่ื งอรยิ มรรคอนั มีองค์ ๘ ประการของพระพทุ ธเจ้า ซึ่งอาจกลา่ วได้วา่ เปน็ ส่งิ ทีเ่ ลิศประเสรฐิ ทสี่ ุด ในบรรดาวิชา - ความรู้ของมนุษย์เราในโลกนี้ หรือโลกอน่ื ๆรวมท้ังเทวโลกอะไรๆด้วยกนั ก็ได้ ถ้าหากจะมี. ไมม่ ีความรูอ้ นั ใดจะสงู สดุ ย่งิ ไปกว่าหลกั ธรรมทเ่ี รยี กว่า “อรยิ มรรคมีองค์ ๘”, แตแ่ ล้วก็ไมม่ ใี ครจะ สนใจในความรขู้ ้อนีก้ นั นักเหมือนกนั ; น่ีแหละ คอื การที่ไมร่ ูว้ า่ อะไรเป็นอะไร อย่างน่าหวาดเสียว, ไม่ร้วู ่า อรยิ มรรคนี้ จะดบั ความทกุ ข์ใหเ้ ด็ดขาดลงไปไดอ้ ย่างไร ? ท้ังหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า เรอ่ื งอริยสจั จ์ ๔ ประการนั้น คอื ความรู้ท่บี อกใหเ้ ห็นชัด ว่าอะไรเป็นอะไรอย่าง ครบถว้ นนน่ั เอง : ในเรื่องความทุกข์นั้น บอกให้รู้วา่ อยา่ ไปเลน่ กบั มัน มันจะเปน็ ความทุกข์เกิดข้ึนมา และเรากไ็ ม่รู้ ; มคี นบอกใหก้ ็ไมเ่ ขา้ ใจ ยงั ขืนไปเลน่ กบั ความทกุ ข์กนั อยู่ และมากยงิ่ ขึ้น จนเตม็ ไปดว้ ยความทุกข์ ; ดังน้แี หละ เรยี กว่าเปน็ ความโง่เขลาหรอื อวิชชาเป็นความไมร่ ้วู ่าอะไรเป็นอะไร ตามทเ่ี ป็นจรงิ . เพราะมอี วิชชา จงึ ไม่ร้วู า่ อะไรเปน็ อะไร, จงึ ปฏิบตั ผิ ิดตอ่ อะไรๆ ไปทกุ อย่าง ; ปฏบิ ตั ถิ กู บ้าง กเ็ ลก็ นอ้ ย เกินไป, และถูกแต่ตามความหมายของคนทีม่ กี ิเลส - ตัณหา ซึง่ ถอื ว่าไดอ้ ะไรมาตรงตามความตอ้ งการของตนแลว้ กถ็ ือว่าเปน็ การปฏบิ ตั ิถกู . แต่แลว้ ความทกุ ขก์ ็ยงั เหลอื อยเู่ ต็มไปหมดเชน่ นี้ ตามทางธรรมไม่ถอื ว่าปฏิบตั ถิ ูก ทัง้ ๆ ท่ี ชาวโลกเขาจะถอื ว่าเป็นการปฏิบัติถกู ที่สุดกต็ าม ; เพราะฉะนัน้ เราจงึ ไมถ่ อื วา่ มันคอื การร้ทู ถ่ี กู ตอ้ ง : ถอื เปน็ เพียง ความรอู้ ยา่ งโลกๆ และถกู ตอ้ งเพียงนิดเดียวแมอ้ ย่างโลกๆ, ส่วนที่เปน็ ทางธรรมแลว้ ก็ยงั นับว่าไมร่ ูอ้ ะไรเลย ! ดังนี้. นเี้ รยี กวา่ ถา้ จะพจิ ารณากันโดยหลักอรยิ สจั จ์ ๔ ประการกย็ งั จะเหน็ ได้ชัดวา่ พระพทุ ธศาสนาน้ัน คอื วชิ ชา - ทบี่ อกใหร้ ู้วา่ อะไรเปน็ อะไรนัน่ เอง ดังน้ี.

ทนี ี้เราจะลองถือเอาหลักบาลี ทีร่ ู้กันโดยมากท่ัวไปอีกขอ้ หน่ึง, ท่ีเรยี กกันว่า “หวั ใจ” พระพุทธศาสนาหรือ “พระคาถาของพระอสั สชิ” มาเปน็ เครื่องพิจารณา. เมอ่ื พระอสั สชิ ไดพ้ บกบั พระสารบี ตุ รแตก่ ่อนบวช ; พระสารีบุตรได้ถามถงึ ใจความของพระพุทธศาสนา ว่ามอี ย่อู ยา่ งไรโดยยอ่ ทส่ี ดุ ? พระอสั สชิได้ตอบวา่ : โดยย่อท่สี ดุ แล้ว กค็ ือ เย ธมมฺ า เหตปุ ฺปภวา, เตส เหตุ ตถาคโต, เตสญจฺ โย นโิ รโธ จ, เอววาที มหาสมโณ เป็นใจความสัน้ ๆเพียงเทา่ นี้ ; ถ้าแปลเปน็ ภาษาไทยเรา ก็วา่ ส่ิงท้งั หลายเหล่าใด เกิดมาแตเ่ หตุ, พระตถาคตเจา้ ทา่ นทรงแสดงเหตุของสงิ่ เหล่าน้ัน พร้อมท้ังแสดงความดบั ส้นิ เชิงของส่งิ เหลา่ นน้ั เพราะหมดเหตุ , พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้. นเ่ี ปน็ คําตอบของพระอัสสชิ แตถ่ อื กนั ว่าเปน็ หวั ใจของพุทธศาสนาในทุกประเทศที่ เปน็ พุทธบริษัท ถึงกบั มีการจารกึ ลงในแผ่นอฐิ มาตั้งแต่คร้ังใกล้สมัยพทุ ธกาล คือยคุ สมัยพระเจ้าอโศกเปน็ ตน้ มา ทเี ดยี ว, เป็นตัวอกั ษร ๔ บรรทัดน้ี เทา่ นนั้ ; ถอื กนั วา่ เป็นคําศักดิ์สิทธ์ิ ในฐานะเป็นใจความของพทุ ธศาสนา. ถ้าเอาตามหลกั น้ี ก็กล่าวไดว้ า่ ใจความของพุทธศาสนานนั้ คือการบอกให้ร้วู ่า สงิ่ ท้งั ปวงนัน้ มันมเี หตุ ปัจจยั ปรุงแต่งข้ึนมา, มนั ดบั ไม่ได้ จนกวา่ จะดับเหตเุ สียกอ่ น ; แมใ้ จความสาํ คญั นี้ก็เปน็ การชีใ้ ห้รูว้ ่าอะไรเป็นอะไร นัน่ อกี เหมอื นกนั : คอื เป็นการช้ใี หร้ วู้ า่ อยา่ ไปเหน็ ปรากฏการณ์อะไร เปน็ ตวั ตนทถ่ี าวร ! ไมม่ อี ะไรท่ีเป็นตัวตน ถาวร ; มแี ตส่ ิ่งทเี่ กิดงอกงามออกมาจากเหตุ และงอกงามเจริญตอ่ ไปโดยอาํ นาจของเหตุ, และจะดับไปเพราะความ สิน้ สุดของตวั เหตุ. คําว่าเหตใุ นที่น้ี หมายถงึ สิง่ ท่ีมีอานาจปรุงแต่ง, ซ่ึงเราอาจเรยี กอีกอยา่ งหนึง่ วา่ ปัจจยั กไ็ ด้. ส่งิ หนึ่งๆก็ เปน็ เหตเุ ป็นปัจจยั ปรุงแต่งส่งิ อื่นๆสบื ตอ่ ไป ; เพราะฉะนน้ั สิ่งทป่ี รากฏอยใู่ นบัดนห้ี รือปรากฏการณท์ งั้ หลายท่ี ปรากฏอยใู่ นโลกน้ี ลว้ นแต่เป็นผลติ ผลของสง่ิ ท่เี ป็นเหตุ : ไมม่ ตี ัวมันเองที่เปน็ ของอิสระตายตัว, เปน็ แตค่ วามเลอื่ น ไหลไป ในฐานะเป็นผลของสิง่ ท่ีเปน็ เหตุ ที่ปรุงทยอยกันมาไมห่ ยดุ . เพราะอํานาจของธรรมชาติ มลี ักษณะปรงุ ไมห่ ยดุ ยง้ั ส่งิ ต่างๆจงึ ปรุงแตง่ กันไม่หยดุ , และเปลยี่ นแปลงกัน ไมห่ ยุด ; พุทธศาสนาจงึ บอกให้รูว้ ่า ส่งิ ท้ังหลายไม่มีตวั ตน, มีแต่ความทเี่ หตุปัจจัยปรงุ แตง่ กนั ไป และเปน็ ความ ทุกขร์ วมอยู่ในนั้นด้วย เพราะไมม่ อี สิ ระในตวั เอง, ต้องเปน็ ไปตามอาํ นาจของเหตุ. จะไม่มคี วามทกุ ข์ ก็ต่อเมอ่ื หยดุ หรือดบั , จะหยุดหรอื ดบั ก็ตอ่ เมอื่ ดบั เหตุ : ทาํ เหตุน้นั ใหห้ ยุดให้ดับ ไมใ่ ห้ มกี ารปรุงสบื ไป ; ขอ้ น้เี ปน็ การบอก ให้ร้วู ่าอะไรเป็นอะไรอย่างลกึ ซ้ึง, อย่างสุดสามารถท่คี นเราหรอื ว่าผ้มู ี สติปญั ญาตามธรรมดาจะ “บอก” ได้ นับวา่ เปน็ หัวใจพุทธศาสนาจรงิ ๆ ! การบอกนี้ คอื บอกใหร้ ูว้ า่ สิ่งทัง้ ปวงเปน็ แตเ่ รื่องมายา คอื เหตุปัจจัยทปี่ รงุ แต่งกันขนึ้ เทา่ น้ัน ! อยา่ ไป หลงยึดถอื จนชอบ หรอื ชังมนั เข้า. เมอ่ื ทําใจใหเ้ ปน็ อิสระจากความชอบหรือความชัง ในสิ่งทงั้ ปวงได้จริงๆ แล้ว นั่นแหละ คือการออกมาเสียได้จากอานาจแห่งเหตุ ; เป็นการดับเหตเุ สยี ได้ ไม่ทําใหค้ วามทุกขเ์ กดิ ได้ เพราะ

ความชอบหรือความชงั อกี ต่อไป. ขอ้ นีเ้ หน็ ได้ว่าหลกั หวั ใจของพระพุทธศาสนา กเ็ ปน็ การช้ใี นข้อทีว่ า่ อะไร เปน็ อะไรอยา่ งถูกต้อง ลกึ ซง้ึ ทคี่ นทัว่ ไปตามธรรมดา ไมเ่ คยไดย้ นิ ไดฟ้ งั อกี อยา่ งเดียวกนั ! อกี ทางหนึ่งนนั้ อาตมาอยากจะช้ีใหท้ า่ นทั้งหลายสงั เกตเห็นสกั นิดหนง่ึ ถึงวัตถุประสงค์แหง่ การออกผนวชของพระพุทธเจ้า ว่าท่านออกผนวช จากความสุขในราชสมบตั นิ น้ั โดยพระประสงคอ์ ย่างใด ? พระพุทธภาษติ ท่ีตรัสในขอ้ นี้ มีอยู่อยา่ งชัดเจน, พระองคใ์ ชค้ ําวา่ กึ กุสลคเวสี : หมายถึง พระองค์ในขณะท่ี เป็นผู้ออกจากเรอื น, บวช, แสวงหาอยูว่ า่ อะไรเป็นกศุ ล - อะไรเปน็ กศุ ล ! ฟังดูให้ดี ! ที่พระองค์ทรงออกบวช จากบ้านจากเรือนกเ็ พอ่ื แสวงหาความรทู้ ี่วา่ อะไรเป็นกศุ ล ? คําวา่ กุศล ของพระองคใ์ นทนี่ ้ี หมายถงึ ความรู้ หมายถงึ ความฉลาด ; กุศล แปลว่าความฉลาด, ในทีน่ หี้ มายถงึ ความร้ทู ีถ่ กู ตอ้ งทส่ี ุด วา่ อะไรเปน็ อะไร : โดยเฉพาะก็คอื วา่ อะไรเปน็ ความทุกข์ ? อะไรเปน็ เหตุให้เกดิ ทุกข์ ? อะไรเปน็ ความไม่มที ุกข์ ? อะไรเป็นวธิ ใี ห้ถงึ ความไมม่ ีทกุ ข์นน้ั ? นเ้ี รยี กวา่ ความฉลาด หรือกศุ ล, เป็น กศุ ลถึงที่สดุ เปน็ ความฉลาดถึงท่ีสดุ อยทู่ ตี่ รงน้นั !! ในท่ีสดุ กท็ รงพบความรู้อนั น้ี ! เราจะเห็นได้ว่าพระองค์ออกผนวช เพ่อื แสวงหาความรู้ เพอ่ื ให้รวู้ ่า อะไรเปน็ อะไร ; เพราะถ้ารู้วา่ อะไรเป็นอะไรอยา่ งถูกต้องครบถ้วน สนิ้ เชิงจริงๆแล้ว, นนั้ กค็ อื ความฉลาด หรอื ความรถู้ งึ ทส่ี ดุ ดจุ กนั . พระองคจ์ งึ ทรงออกแสวงหาความรู้ว่าอะไรเปน็ อะไร ; ความร้วู า่ อะไรเป็นอะไร ที่ บริสทุ ธิบ์ ริบรู ณ์นนั่ แหละ คอื ตวั พุทธศาสนา ! ทีนี้ ถา้ จะถือตามที่คนท่วั ๆไปไดย้ นิ ไดฟ้ ัง โดยเฉพาะเรอื่ งท่ีคนแกค่ นเฒ่าพูดกนั ตดิ ปาก กค็ อื เร่ือง “พระไตรลักษณ์”, ซงึ่ กลา่ วไดว้ า่ เป็นหลักสาคัญ หรือตวั พุทธศาสนาอกี แนวหนงึ่ ด้วยเหมอื นกัน. ไตรลกั ษณ์ มเี ป็นหวั ข้อสัน้ ๆวา่ อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตา, นีเ้ ป็นหลักพุทธศาสนาท่ีเราต้องรู้ ; ถา้ ไมร่ ู้ ก็ เรียกวา่ ไมร่ พู้ ทุ ธศาสนา ! อนจิ จัง ทุกขัง อนตั ตาน้ี คอื การประกาศความจรงิ ออกไปว่า : สิง่ ทั้งปวงทมี่ ีปัจจยั ปรงุ แต่ง และปจั จัยไม่ ปรงุ แต่งนน้ั ไม่เทย่ี ง, นีเ้ ปน็ หลักพระพุทธศาสนา. นย้ี ิ่งเปน็ การตอบปัญหาของคาํ ถามท่ีว่าอะไรเป็นอะไร เปน็ อยา่ งยงิ่ , ไมม่ อี ะไรจะยง่ิ ไปกวา่ น้ีแลว้ ; คือการบอกให้รู้วา่ สง่ิ ท้ังปวง เป็นอนจิ จงั ทุกขัง อนัตตา !! ท่ีวา่ เปน็ อนจิ จัง : ก็คอื ส่งิ ทงั้ ปวงเปลี่ยนแปลงเรอ่ื ย ไมม่ อี ะไรเป็นตวั ของมันเองทห่ี ยดุ อยู่ แม้ชัว่ ขณะ ! ทีว่ ่าส่งิ ทั้งปวงเป็นทกุ ข์นั้น : หมายถงึ ข้อท่ีว่า สง่ิ ท้ังปวงมีลักษณะเปน็ ความทนทกุ ขท์ รมานอยู่ในตวั มันเอง , มีลกั ษณะที่ดูแล้วนา่ เกลียดนา่ ชงั นา่ เบอ่ื หน่าย นา่ ระอา อยูใ่ นตัวมันเองทั้งน้นั .

และที่ว่าส่ิงท้ังปวงเป็นอนัตตานน้ั : หมายถึงการบอกให้รวู้ ่าบรรดาสงิ่ ทง้ั ปวง ไมม่ อี ะไร ทเ่ี ราควรจะเขา้ ไป ยึดถือเอาดว้ ยจิตใจท่ยี ดึ ม่นั เปน็ ตัวตน หรอื เป็นของตน ; ไม่มที างจะยดึ เอาเปน็ ตวั ตน หรือเป็นของตนไดเ้ ลย, ถ้าไป ยึดถอื เขา้ กต็ อ้ งเป็นความทุกข์. นีแ่ หละ เปน็ การบอกให้รวู้ ่า สิ่งท้งั ปวงนน้ั มนั ย่ิงกวา่ ไฟ, มนั เป็นไฟท่มี องไมเ่ หน็ ได้วา่ เปน็ ไฟ เราจงึ เข้าไป กอดกองไฟกนั ด้วยความสมคั รใจ แลว้ กเ็ ป็นทุกข์ตลอดกาล ! นคี้ อื การบอกให้ร้วู า่ ส่งิ ท้งั ปวงคืออะไรเป็นอะไร โดยนัยแหง่ พระไตรลักษณ์ ; น้ยี งิ่ เปน็ การชใี้ หเ้ ห็นชัดวา่ พุทธศาสนา คอื วิชชา หรือระเบยี บปฏิบัตทิ ี่ทําใหร้ ู้ได้ว่า อะไรเปน็ อะไร เท่านั้นเอง. ทนี ีเ้ ม่ือรูว้ ่าอะไรเปน็ อะไรแล้ว, ไม่ต้องสงสยั เราก็จะปฏบิ ตั ถิ กู ตอ่ ส่ิงท้ังปวง. การที่เราจะปฏบิ ตั ิถูก ต่อส่ิงท้ังปวง โดยที่ยงั ไมร่ ู้ วา่ อะไรเป็นอะไรน้นั เป็นไปไมไ่ ด้ ; เพราะฉะนั้นคนจะปฏิบตั ศิ ีล สมาธิ ปญั ญา กรรมฐาน ภาวนาให้ถูกตอ้ ง โดยไมห่ วังผลเป็นความรู้ ว่าส่งิ ทั้งปวงเป็นอะไร อย่างไรน้ันเปน็ ไปไม่ได้, เปน็ ความ เขลาอยา่ งยง่ิ ! เราจะตอ้ งปฏบิ ตั ิ เพ่อื ให้รวู้ า่ ส่ิงท้ังปวงเปน็ อะไร, แลว้ เราจงึ จะรู้วา่ ส่งิ นนั้ ประกอบอย่ดู ้วย ประโยชน์ หรอื วา่ จะเปน็ คุณประโยชน์แก่เราได้อย่างไร ? เมื่อได้กา้ วมาถงึ หลกั ท่ีวา่ เราตอ้ งร้วู ่าส่ิงท้ังปวงเปน็ อะไร, และเราจะต้องปฏิบตั อิ ยา่ งไร จงึ จะ ตรงตอ่ กฎของธรรมชาตธิ รรมดา ของส่ิงทงั้ ปวงทเ่ี ป็นอย่จู รงิ ๆ ดงั นีแ้ ล้ว ; หลกั ในพระบาลีก็มีอยู่อีกพวก หนึง่ หรือสว่ นหน่งึ ที่เป็นคาตอบของปัญหาข้อนีส้ บื ไป : ไดแ้ ก่กฎ หรือหลักท่เี รียกว่า “โอวาทปาตโิ มกข”์ . คาํ วา่ โอวาทปาตโิ มกข์ แปลว่า ประธานหรอื หัวหนา้ ของคําสอนทัง้ หมด ; หรอื จะแปลว่า คาสอนที่เปน็ ประธานของคาสอนทงั้ หมด อย่างนี้จะดีกวา่ . โอวาทปาตโิ มกข์ มอี ยู่ ๓ ข้อสัน้ ๆคือ : การไมท่ ําความชั่วทง้ั ปวง, การทําความดใี ห้เตม็ ทค่ี รบถ้วน, และการ ทําจิตให้บริสทุ ธส์ิ ะอาด ปราศจากความเศร้าหมองโดยประการท้ังปวง ; น้ีเปน็ หลกั สําหรบั ปฏบิ ตั ิต่อสิ่งทัง้ ปวง ให้ ถูกตอ้ งตามทีส่ ิง่ ทงั้ ปวงเป็นจรงิ อยู่อยา่ งไร. เมอื่ รวู้ ่าสงิ่ ท้งั ปวงไมเ่ ท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา, หรือวา่ สงิ่ ท้งั ปวง เป็นสิ่งทยี่ ดึ ถอื เอาไม่ได้ ไปหลงใหลด้วยไมไ่ ด้ ; เราตอ้ งปฏบิ ัติต่อสงิ่ ทงั้ ปวงในลักษณะท่ีถูกตอ้ ง ดว้ ยความ ระมัดระวงั คือ : - เวน้ จากการทาช่วั ทง้ั ปวง : ทห่ี มายถึงการละโมบโลภมากด้วยอํานาจของกเิ ลสท่อี ยากทําชั่ว เพราะไมร่ ูว้ ่า สง่ิ ทง้ั ปวงนัน้ ไม่นา่ หลงใหลเลย, ไมน่ า่ ไปลงทุนทาํ เอาดว้ ยการฝกึ ศลี ธรรม หรือฝืนขนบธรรมเนียมตา่ งๆ เพื่อไปทาํ ความช่วั . อกี ทางหน่ึงน้ันใหท้ าแต่ความดี : ตามทบี่ ณั ฑติ สมมติตกลงกันว่าเปน็ ความดี. ท้งั ๒ ขน้ั น้ี ไมต่ ้องสงสยั , ทา่ นทัง้ หลายย่อมจะทราบได้เองเป็นอยา่ งดี ว่าเป็นเพยี งข้ันศีลธรรมหรือ ระเบยี บปฏิบัติท่วั ไป ทจ่ี ะต้องประพฤติเพอ่ื ความเปน็ อย่อู ย่างเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย เปน็ ผาสกุ กันอย่างโลกๆ และ ท่ัวๆ ไปเปน็ ส่วนใหญ่.

สว่ นขอ้ ท่ี ๓. ทม่ี หี ลกั อย่วู า่ ให้ทาจติ ใจใหบ้ ริสทุ ธ์ิหมดจดจากเครือ่ งเศร้าหมองโดยประการทัง้ ปวงนนั้ น่ัน แหละ เป็นตัวใจความสาคญั หรอื เปน็ ตวั “พุทธศาสนา” โดยตรง ! การทําจติ ใหบ้ ริสทุ ธ์ิ สะอาด ปราศจากส่งิ เศรา้ หมองน้ันหมายความว่าทาจติ ใหเ้ ปน็ อิสระจากสิ่งท้ังปวง ! ถา้ จติ ใจยงั ไมเ่ ปน็ อิสระจากอํานาจครอบงาํ ของสิง่ ทง้ั ปวงแลว้ จะเป็นจติ ใจที่สะอาดบริสุทธิไ์ ปไมไ่ ด้เลย ; จิตใจท่ี จะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวงน้นั ตอ้ งมาจากความรสู้ กึ ว่าอะไรเปน็ อะไรถงึ ท่ีสดุ เสมอไป !! ถา้ ยังไม่รู้วา่ อะไรเป็น อะไรแลว้ ก็จะต้องไปหลงรักหลงชังอะไรหรอื มอี ะไรอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลยี่ งไมไ่ ด้, แลว้ จะมคี วาม เป็นอสิ ระไดอ้ ยา่ งไรกนั ? คนเรามคี วามรู้สึกตามธรรมดาอยู่ ๒ อย่างเทา่ นน้ั คือรักกับเกลียด ชอบกับชงั หรอื พอใจกบั ไม่พอใจ : ถา้ เรียกอย่างภาษาบาลีก็เรียกวา่ อภชิ ฌา และโทมนัส ; คนเรา, เมือ่ มองสิง่ ทงั้ หลาย ไม่ว่าส่งิ ใดดว้ ยความยึดถอื ของ ปุถุชนตามปรกตทิ ่วั ๆ ไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกข้นึ ไมอ่ ย่างใดกอ็ ย่างหนึง่ ในสองอยา่ งนี้ คอื อภิชฌาหรอื โทมนัส : อภชิ ฌา กพ็ อใจอยากจะได้, โทมนัสก็คือความไม่พอใจ แมว้ า่ สิ่งนน้ั ยงั ไมเ่ คยทําอะไรใหเ้ ป็นที่ขัดใจตัวมากไปกวา่ การกดี ขวาง เกะกะรําคาญตา มาขวางหนา้ ขวางตาทาํ ใหเ้ กิดความราํ คาญแม้แตน่ ดิ หนึ่ง ก็ถอื วา่ เปน็ โทมนสั . นีเ่ ปน็ ลกั ษณะธรรมดาของการทีจ่ ติ ใจของคนเรา ตกเปน็ ทาสของอารมณ์, ไม่เป็นอสิ ระแกต่ วั เอง : เม่อื อารมณใ์ นโลกมี มากเหลือจะนบั คนเราก็เปน็ ทาสของอารมณม์ ากเหลอื จะนบั . ความไมร่ ู้วา่ สง่ิ ท้ังปวงน้นั คืออะไร : ซงึ่ รวมแลว้ ก็คอื ความไม่รวู้ า่ อะไรนน่ั เอง, ทําใหเ้ กดิ ความรู้สกึ ขนึ้ มา เปน็ ความชอบหรอื ไมช่ อบ พอใจหรือไมพ่ อใจ อยา่ งทีเ่ รียกว่าอภชิ ฌา หรอื โทมนัส. - ความพอใจ หรือท่เี รยี กว่าอภิชฌาในทน่ี ี้ มีลักษณะทจ่ี ะรวมอะไรๆเขา้ มาหาตัว. - ส่วนความไมพ่ อใจ หรือโทมนัสนน้ั มลี กั ษณะที่จะปฏิเสธ หรอื ผลกั ไสอะไรๆออกไปเสยี จากตวั . ขอให้กําหนดความหมายให้กว้างๆ อยา่ งน้ี อย่ามงุ่ เอาแตเ่ พียงเรอ่ื งรักหรือกาํ หนัด ที่เป็นกิเลสตัณหาทาง กามารมณอ์ ยา่ งเดยี ว ; แมท้ ี่ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ กย็ งั มีลักษณะเปน็ ท่ีตงั้ แห่งความชอบหรอื ความชงั อยา่ งเต็มทดี่ ว้ ย เหมือนกัน, จงึ ตอ้ งจากดั ความหมายว่า : ถ้าสิ่งใดทําให้เกิดความรสู้ ึกอยากเอาเข้ามาหาตัว กเ็ รียกวา่ เป็นความพอใจ, สง่ิ ใดที่ก่อให้เกดิ ความรู้สกึ ทจี่ ะผลักออกไปเสียให้พน้ หรอื อยากทาลายใหส้ ูญสิ้น อยา่ งน้ีเรียกวา่ เปน็ ความไม่พอใจ. ถ้ายงั มีความรสู้ กึ สองอย่างนี้อยู่แล้ว กห็ มายความว่ายงั ไม่เป็นอสิ ระ, จิตยงั ไม่เป็นอิสระ เพราะยังไม่รู้ว่า อะไรเปน็ อะไรอย่างถกู ตอ้ ง ; ยังเลือกหลงรักหลงชังอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ จิตยงั ไม่มที างท่จี ะบรสิ ุทธ์ิสะอาดปราศจาก ความครอบงําของส่ิงทงั้ ปวงได้. โดยเหตุนเี้ องหลกั พระพุทธศาสนาในขัน้ สงู สดุ นี้ จึงปฏิเสธ “การยึดถอื ” หมด ทั้งส่งิ ท่นี ่ารักน่าชัง : ซึง่ คนธรรมดาพากันหลงรักและหลงชัง ; และเปน็ การปฏเิ สธเลยข้นึ ไปถงึ ความดแี ละความช่ัว , เปน็ ผูไ้ มห่ ลงตดิ ทง้ั ในความดแี ละความช่ัว ทั้งสองประการ ดังทกี่ ล่าวมาแลว้ ขา้ งต้น, จติ จงึ จะเป็นอิสระจากส่ิงทั้ง ปวง และบริสทุ ธ์จิ ากสิง่ หอ่ หุ้มจรงิ ๆ.

ขอย้าในเร่อื งน้อี ีกครงั้ หนึง่ ว่า ข้อท่ี ๑ วา่ อย่าทาํ ความชว่ั , ขอ้ ท่ี ๒ ว่าใหท้ าํ ความดี, และขอ้ ท่ี ๓ ว่าให้ทําจิต อยู่เหนอื ความครอบงําท้ังของความดแี ละความช่วั จติ จึงจะเปน็ อสิ ระและบริสุทธิส์ ิน้ เชงิ ! ความขอ้ นีท้ งั้ หมด หมายถึงการร้จู กั โลกทงั้ ปวง หรือร้จู ักส่ิงทัง้ ปวงอยา่ งถูกต้อง ว่าไมม่ ีอะไรท่ีนา่ ผูกพันตวั เขา้ ไปเป็น “ทาส” ของมนั ทัง้ ท่ีถือว่าเปน็ ความดี หรือความชัว่ ก็ตาม. คาสอนนี้แหละ เปน็ คาประกาศให้รูว้ า่ อะไรเป็นอะไรในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า, เป็นการช้ีระบุ วา่ อะไรเปน็ อะไรถงึ ท่ีสดุ สิน้ เชงิ ชนิดทีไ่ มม่ อี ะไรจะยงิ่ ไปกวา่ นี้อีกแลว้ !! เมอื่ คนเหลา่ อนื่ พวกอน่ื ลัทธิอืน่ นยิ มกนั แต่เพยี งใหเ้ วน้ ความชั่ว, ไปยึดถือความดี ใหห้ ลงใหลในความดี ให้ผูกพันในความดี จนถึงยอดของความดี คอื พระเป็นเจา้ หรืออะไรก็ตาม ; พุทธศาสนาก็ยงั ไปไกลกว่านั้น คือการ ไมย่ อมผกู พนั ตัวกบั สง่ิ ใดเลย ! การผูกพนั ในความดีน้ัน จัดไวเ้ ป็นการปฏิบัติถูกในระยะกลางเทา่ นนั้ เอง ; ขอให้สงั เกตใหร้ วู้ า่ ทา่ นจดั ไว้ ในฐานะเปน็ สิ่งทตี่ ้องทํา ในเมอ่ื เรายงั จะทําอะไรให้สงู ไปกว่าน้ันไมไ่ ด้ เท่าน้ันเอง. ในระยะแรกเราเว้นจากความชัว่ ขนั้ นี้ยังตํ่าอยู่, ในระยะถัดมาเราทาความดีใหเ้ ต็ม, ส่วนในระยะสงู สุดน้ัน เราทาจิตใหก้ ระโดดลอยสูง อยเู่ หนอื ความครอบงาของความดแี ละความชั่ว ; การผกู พนั ตัวอยูใ่ ตผ้ ลของความดี หรอื ท่เี รยี กวา่ “ตัวความดี” กต็ ามน้ัน ยังไม่ใชค่ วามพ้นจากความทุกข์โดยสิน้ เชิง, ยังไม่เปน็ ความร้ทู ่ีถูกต้องถงึ ท่ีสุด ว่าอะไรเปน็ อะไร. เพราะเหตุใดจึงสอนเชน่ นี้ ? ในเร่อื งนี้เป็นสิง่ ทตี่ ้องการคาํ อธบิ ายยืดยาว, แต่อาตมาอยากจะสรุป ความสน้ั ๆ ชนิดทที่ า่ นท้ังหลายอาจนําไปคดิ ใหเ้ ห็นเองก็ได้ คอื ว่าคนชั่ว ก็จะต้องมคี วามทกุ ข์ไปตามประสาของ คนชัว่ , คนดกี ็จะตอ้ งมีความทกุ ข์ไปตามประสาของคนดี ; อาตมาใช้คาํ วา่ “ความทกุ ข์ตามประสาของคนดี” : จะดี อย่างมนุษย์ กม็ ีความทุกข์อย่างมนษุ ย์ท่ดี ี, จะดอี ยา่ งเทวดา กม็ ีความทกุ ขอ์ ย่างของเทวดา, แม้จะเป็นพรหมเปน็ ยอด ของเทวดา กม็ ีความทกุ ข์อยา่ งของคนดีชัน้ ยอดของพรหม ; ไม่มีขอ้ ยกเว้น ในข้อท่ีวา่ คนดีจะไม่มีความทุกขต์ าม แบบประสาของคนดี. จะไมม่ คี วามทกุ ขเ์ ลย ! ก็ต่อเมอื่ กระโดดขนึ้ ไปให้พ้นใหส้ ูง ขึน้ ไปอยู่เหนอื สิ่งท่เี รียกวา่ “ความดี”, กลายเป็น “โลกุตตระคือเหนือโลก” แล้วเท่านั้น : ถา้ เรยี กโดยสมมติ ก็คอื อย่ใู นโลกของพระอรยิ เจ้า จนกลายเปน็ พระอรยิ เจา้ ไป, นน่ั คอื อยู่เหนอื ความดี. อย่าเข้าใจผดิ !! เอาความดีไปผกู พันกับพระอริยเจ้า, จนแตง่ ตงั้ พระอริยเจ้าให้เปน็ อย่างน้ันอย่างนี้ ; นี้จะ กลายเปน็ ความบ้าหลังอย่างท่ีสุด เพราะว่าความดนี ั้น เป็นของจากัดอยู่ แต่ในวงของโลก, ในวสิ ัยโลก อยา่ งโลกๆ โดยสมมติ.

ความดี หรอื ความช่วั นี้ เปน็ เร่ืองของสมมติ ; ต่อเมือ่ จิตพ้นไปจากเรอื่ งสมมติ เหนอื ความดีความชั่ว : คือ มจี ติ ใจอย่เู หนอื ฐานะทจ่ี ะเกลยี ดความช่ัว หรือรกั ความดีนั่นแหละ จึงจะเปน็ อนั พน้ จากโลก หรอื พน้ จากทุกข์ ตาม แบบของพระอรยิ เจ้า. น,ี่ เรียกว่าเป็นการปฏบิ ตั ิชน้ั ท่ี ๓ : คอื ชนั้ ทท่ี าใหจ้ ติ บรสิ ุทธิห์ มดจด ปราศจากส่งิ เศร้าหมองโดยประการ ทง้ั ปวง, และอันนเ้ี ป็นผลเกดิ มาจากการทรี่ ู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ตามทางที่ถกู ตอ้ ง และถงึ ที่สดุ ตามหลัก ของพุทธศาสนา ; จนเราสามารถรู้วา่ ส่งิ ทงั้ ปวงหรอื ภาวะความเป็นใดๆ กต็ าม เปน็ สงิ่ ท่ไี มน่ า่ เข้าไปผูกพนั ตัวอยูด่ ว้ ย , ไม่นา่ ยึดถอื ไม่น่ามอบตวั เข้าไปเพอื่ เป็นทาสด้วยความหลงรกั หลงอยากดว้ ยเลย ! ควรถอนตวั ออกมาเสยี จาก สิ่งทั้งปวงโดยสิ้นเชงิ , มีจิตเปน็ อสิ ระเหนอื ส่ิงท้งั ปวงดังน้ี จึงจะไมม่ ีความทุกขเ์ ลย. นแ้ี หละ, คอื การท่ีจิตมี ความรู้ หรอื ประกอบไปดว้ ยความรู้อันถกู ต้องถึงทีส่ ดุ วา่ อะไรเป็นอะไร จนสามารถที่จะทาจิตนัน้ ให้ปราศจาก ความทกุ ข์ได้จริงๆ ; ถา้ ถงึ ท่ีสดุ ก็เรียกวา่ เป็นพระอรหนั ต์, ถ้ายังไม่ถงึ ที่สุด กค็ อื พระอรยิ เจา้ ชั้นท่ีรองๆ ลงมา, แต่ วา่ ท้ังหมดทกุ ชั้น ลว้ นแตเ่ ปน็ ผ้รู ูอ้ ะไรเปน็ อะไรตามหลักท่ีได้กล่าวมาแลว้ ข้างต้นทั้งน้นั เช่น เหน็ ความเปน็ อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ทีม่ อี ยใู่ นส่งิ ท้งั ปวง ดังน้เี ป็นต้น. เราจะเหน็ ไดแ้ ลว้ ว่า การปฏิบตั ิตามหลักโอวาทปาติโมกข์มีข้นึ ยอ่ มเป็นผลเกิดมาจากการทม่ี ีความรู้ เห็นชดั แจ้ง วา่ อะไรเป็นอะไรตามทเี่ ป็นจรงิ ; จึงวางหลกั การปฏิบัติลงไปได้ว่า อยา่ ทาชั่ว, ทาแต่ความดี, และทาจติ ให้อยเู่ หนือความเศร้าหมอง โดยประการท้ังปวง ไม่ผูกพันกับส่งิ ใด ไมเ่ ปน็ ทาสหรือตกอย่ใู ตอ้ านาจของส่ิงใดๆ ดังน้ี. ทนี ขี้ ้อสดุ ทา้ ย ซ่งึ อาตมาจะแนะให้สังเกตตอ่ ไป คอื ขอ้ ท่วี ่า คาวา่ “ศาสนา” น้ัน แปลวา่ อะไร ? พุทธ แปลว่าพระพทุ ธเจ้า, พระพทุ ธเจ้า แปลวา่ ผรู้ ู้, พุทธศาสนา ก็ตอ้ งแปลว่าศาสนาของผรู้ ู้, พทุ ธบรษิ ัท กแ็ ปลว่าบริษัทของผูร้ ู้, พุทธศาสนิก กแ็ ปลว่าผู้ปฏบิ ตั ติ ามพุทธศาสนา คอื ตามศาสนาของผรู้ .ู้ คาํ ว่าพุทธะๆ ทแี่ ปลวา่ “ผู้รู้” น้นั , หมายถงึ อะไร ? ในท่ีสดุ กค็ อื ร้สู ง่ิ ทง้ั ปวงตามทเ่ี ป็นจรงิ ถึงที่สดุ นน้ั เอง ; อาตมาจึงกลา่ วว่า พุทธศาสนา ก็คอื ศาสนาที่ทาใหร้ ้วู ่าอะไรเป็นอะไร, เปน็ ศาสนาเกี่ยวกับความร้จู รงิ . เราจะต้องปฏบิ ัตจิ นให้รขู้ องเราเอง ; เม่ือรถู้ ึงที่สดุ แล้วไม่ตอ้ งกลัว กิเลสตณั หาต่างๆ จะถูกความรนู้ ั้นทาลายล้างส้ิน ไป, ความหลงใหลทเ่ี รียกว่า “อวชิ ชา” นนั้ จะดบั ไปในทันที ในเมอ่ื “วิชชา” ไดเ้ กดิ ข้ึน !! ฉะนั้น ข้อปฏบิ ัติตา่ งๆ จงึ มีไว้เพ่ือให้วิชชาเกดิ ขน้ึ คือเพอ่ื ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนนั่ เอง ! ทา่ นท้งั หลายทง้ั ปวง จงผกู ใจ จงปักใจมัน่ ในทางทจ่ี ะเข้าถงึ พุทธศาสนาดว้ ยวธิ ีทาการปฏิบัติ ในทางทจี่ ะ ให้รวู้ า่ อะไรเปน็ อะไร เท่านน้ั ; ขอให้เปน็ ความรูท้ ีถ่ ูกตอ้ ง ให้เป็นการรดู้ ว้ ยความเห็นแจ้งจริงๆ : อย่าให้เปน็ ความรู้ อยา่ งโลกๆ เปน็ ความร้ผู ิดๆ เป็นความรูค้ รง่ึ ๆ กลางๆ จนไปหลงส่ิงท่ีไม่ดีว่าดหี รือหลงสิง่ ซง่ึ เปน็ ที่เกดิ ความทุกข์ว่า ไม่ใหเ้ กิดความทกุ ข์ ดังน้เี ปน็ ตน้ . ขอใหพ้ ยายามดกู ันในแง่ความทุกขน์ ี้ ใหม้ าก ใหถ้ ึงทส่ี ุด ก็จะค่อยๆ รไู้ ป ตามลาดบั , และนน่ั แหละ จะเป็นการรพู้ ทุ ธศาสนาทถ่ี กู ตัวศาสนา.

เมื่อดหู รอื พยายามจะเข้าถึงพระพทุ ธศาสนากนั โดยวธิ ีนีแ้ ล้วคนตัดฟนื ขายท่ีไมร่ ้หู นงั สอื กจ็ ะเข้าถึงตัว พุทธศาสนาได้, ในขณะที่เปรียญหลายๆ ประโยค ที่ง่วนอยู่กบั พระไตรปฎิ ก แตไ่ มด่ กู ันในแงน่ ี้ กอ็ าจจะไมเ่ ข้าถึง พทุ ธศาสนาไดเ้ ลย ! ทําไมคนอยา่ งพวกเรา ทีพ่ อจะมีสติปัญญาอย่บู า้ ง จะไมส่ ามารถพนิ ิจพจิ ารณาสิ่งทั้งปวง ใหร้ ู้ตามที่เปน็ จรงิ วา่ อะไรเปน็ อะไร. เมอ่ื ถกู เข้ากบั สงิ่ ใดครัง้ หนึ่งแล้ว กจ็ ะต้องศึกษาสงิ่ น้ันๆ ใหเ้ ขา้ ใจแจ่มแจง้ ว่าส่ิงนั้นมนั เป็นอย่างไรแน่ : ความทกุ ขท์ เี่ กิดขึน้ และกาํ ลังเผาผลาญเราใหเ้ ร่ารอ้ นอยนู่ น้ั มนั คอื อะไร ? มันเป็นอยา่ งไร ? มนั มาจาก อะไร ? ถ้าทุกคนต้งั สติ คอยเฝ้ากาหนด พิจารณาความทกุ ขท์ เี่ กิดขึ้นแกต่ น ในลักษณะดังกลา่ วนี้แลว้ จะเปน็ ทางเข้าถงึ พทุ ธศาสนาไดด้ ีทีส่ ุด ดกี วา่ ท่ีจะเรยี นเอาจากพระไตรปิฎก อยา่ งที่จะเปรยี บเทยี บกันไมไ่ ดท้ เี ดียว ! การ ที่จะเป็นหนอนกนิ หนังสือ คอื วา่ มวั แตศ่ ึกษาพทุ ธศาสนาจากพระไตรปิฎกในแงข่ องภาษา หรือวรรณคดีน้นั ไมม่ ี ทางท่ีจะร้วู ่าอะไรเปน็ อะไร, ท้ังท่ีในพระไตรปฎิ กเต็มไปด้วยคําบรรยาย ว่าส่ิงนั้นเป็นอย่างนนั้ สงิ่ น้เี ปน็ อยา่ งน้ี ส่ิง โน้นเป็นอยา่ งโน้น, ก็ไดแ้ ตฟ่ งั อยา่ งนกแกว้ นกขนุ ทองท่ีจําไว้ได้ แตไ่ มส่ ามารถจะเขา้ ถงึ ความจริงของสิง่ ทง้ั หลาย ได้ ; เวน้ ไวแ้ ตว่ า่ เขาจะไดท้ าการพนิ ิจพิจารณาใหเ้ ป็นเร่ืองจรงิ ของชีวติ จิตใจ, เขา้ ถึงตวั จริงของกิเลส, เข้าถึงตวั จริง ของความทกุ ข์, เขา้ ถึงตัวจริงของธรรมชาตหิ รือของสิ่งทั้งปวง บรรดาท่ีมาเกย่ี วข้องกบั เขา , นน่ั แหละ จงึ จะร้ถู งึ ตัวพทุ ธศาสนา. คนท่ีไมเ่ คยเหน็ เคยฟังพระไตรปฎิ กเลย แตเ่ คยพิจารณาอย่างละเอยี ดลออทกุ คร้งั ทุกคราว ท่ีความทุกข์ เกิดขน้ึ แผดเผาในใจของตนนแ้ี หละ, เรียกวา่ คนท่กี าลังเรียนพระไตรปฎิ กโดยตรงอย่างถกู ตอ้ งถอ่ งแท้ ยิ่งกว่าคนท่ี กาํ ลงั เปิดเล่มพระไตรปฎิ กในตอู้ อกอา่ น แลว้ เพยี งแตจ่ าํ ไวไ้ ด้และเข้าใจ ; เพราะฉะน้ันเราจงคดิ ดูว่า แมแ้ ตต่ ัวเรา เองในบดั น้ี เรารู้จกั ตวั เราเองดีแลว้ หรือยัง ? มันอาจเปน็ เชน่ เดยี วกนั กับคนท่ลี บู คลําพระไตรปิฎกอยทู่ กุ วนั แต่ไม่ ร้จู ักเพชรหรอื รจู้ ักอมฤตธรรม ทมี่ อี ยู่ในพระไตรปฎิ ก ! ข้อน้ไี ด้แกก่ ารท่ีเรามตี วั เรา เราใชต้ วั เรา เราปฏิบตั ิตวั เรา เราทาํ อะไรเกีย่ วกับตวั เราอยทู่ กุ วนั ; แตแ่ ลว้ เรา กไ็ มร่ ู้จักตัวเราไม่สามารถจะแกป้ ญั หาต่างๆ ท่ีเกี่ยวกบั ตัวเราให้ลลุ ่วงไปได้ , ยงั คงมคี วามทกุ ข์ และยงั คงมีตัณหา ที่ เป็นเหตใุ ห้เกิดทุกขเ์ พิ่มมากขึน้ ทกุ ๆ วัน ตามอายทุ ี่เพ่ิมขึน้ : นีเ่ พราะไมร่ ู้จัก “ตัวเรา” อยา่ งเดยี วเท่าน้ัน !! ชวี ิตจิตใจ หรอื ส่ิงทเี่ รยี กว่า “ตัวเรา” ท่กี ําลงั เป็นตวั เรา ท่สี วมตวั เราอยู่ เรายงั ไมร่ ้จู ัก ! ขอใหต้ ดั สนิ ใจดูดว้ ย ความเป็นธรรมเถดิ วา่ การที่จะไปรูพ้ ระไตรปฎิ ก หรอื ไปรู้สิ่งลึกลับทีซ่ อ่ นอยู่ในพระไตรปฎิ ก ยงั ยุ่งยากไปกว่าเปน็ ไหนๆ ; เพราะฉะน้ัน เราจงหันมาศกึ ษาตวั พระพทุ ธศาสนา หรอื รจู้ ักตัวพระพทุ ธศาสนานัน้ ดว้ ยการศึกษาดว้ ย ตวั จรงิ คือจากสง่ิ ท้งั ปวง , ซึ่งรวมทง้ั รปู ธรรม และนามธรรม คอื รา่ งกายน้ี และจิตใจนี้ จากชีวิตซ่งึ มคี วามรสู้ กึ นึก คดิ ซึ่งกาลงั หมุนอยูใ่ นวงกลมของความอยาก และมีเจตนาท่ีจะกระทาตามความอยาก , แล้วกระทาส่งิ หนึง่ ส่ิงใดลง

ไป ทาใหเ้ กดิ ผลอย่างน้ันอย่างนีข้ ้นึ มาหล่อเล้ียง “เจตนา” ที่อยากทานนั้ สบื ตอ่ ไปไมม่ ีทส่ี ้นิ สดุ , จนกระทง่ั ต้องเวียน ว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร หรือทะเลทุกข์ เพราะความท่ีไมร่ ้วู า่ อะไรเป็นอะไรข้อเดยี วเทา่ นั้นเอง ! อาตมาขอสรุปสําหรบั บรรยายในวันนวี้ ่า พทุ ธศาสนานั้นคือวิชาและระเบียบปฏบิ ัตเิ พ่อื ใหร้ ้วู า่ “อะไร เปน็ อะไร”. เมื่อเรารู้วา่ อะไรเป็นอะไรถกู ต้องจริงๆ แล้ว ไมต่ ้องมีใครมาสอนเรามาแนะนําเรา เราก็จะปฏิบตั ิ ถกู ต่อสิง่ นัน้ ๆ ไดด้ ้วยตนเอง, แล้วกเิ ลสก็จะละไปเอง ; ขอแตเ่ พยี งให้เรารู้ว่า “อะไรเป็นอะไร” ในเบื้องต้นเท่าน้นั , เราก็จะปฏิบัติถกู ตอ้ งต่อไปได้ ด้วยตัวของเราเอง : เราจะเปน็ พทุ ธเจา้ หรือพทุ ธบคุ คลข้ันใดขั้นหนง่ึ ของเราเอง ข้นึ มาทนั ที, เราจะปฏิบัติอะไรไมผ่ ิด ขน้ึ มาทันที, เราจะลถุ ึงสงิ่ ท่ีดที ีส่ ุดทมี่ นษุ ยเ์ ราควรจะได้ หรอื ที่ชอบเรียกกนั ไพเราะๆ วา่ มรรค ผล นิพพานน้ี ไดด้ ้วยตนเอง เพราะการทีเ่ รามคี วามรู้วา่ อะไรเป็นอะไร โดยถกู ตอ้ งถึงทีส่ ุด แทจ้ รงิ เท่านัน้ ! ขอยุตคิ าบรรยาย เพราะหมดเวลาเพยี งเทา่ นี้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook