บทความส่งมติชน รศ. ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด Page 1 of 3 ความรู้ นโยบาย และวถิ ชี ีวติ เม่ือประมาณกึ่งศตวรรษท่ีผ่านมา ต้นนา้ ทางภาคเหนือของไทยปกคลุมด้วยป่ าไม้อย่างหนาแน่น แต่เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมป่ าไม้ การเพิ่มขึน้ ของประชากร และการขยายพืน้ ท่ีเกษตรกรรม ทาให้พืน้ ท่ีป่ าต้นนา้ ต้องหดหายไป พร้อมๆ กนั นีค้ วามสมบูรณ์ของนา้ ท่าก็ได้ลดลงไปด้วย จึงเป็ นที่เช่ือกันอย่างแพร่หลายว่าการสูญเสียป่ าทาให้ฝนลดลง ซ่ึงส่งผลทาให้ปริมาณนา้ ท่าลดลงด้วย และการกระจายของฝนไม่สม่าเสมอเหมือนเดมิ ความเชื่อดงั กล่าวกลายเป็ นสมมตฐิ านของนโยบาย “ป่าเพือ่ น้า” จนทาให้เกิดการสรุปเป็นคาขวญั ท่ีเห็นดาษด่ืนทว่ั ไปวา่ “ไม่มีป่า ไม่มีน้า” “อยากไดน้ ้าตอ้ งรกั ษาป่า” “ขาดน้า ขาดป่า ขาดใจ” ความเชื่อท่ีว่า ป่ ามีอิทธิพลต่อฝนนัน้ มีข้อมูลสนับสนุนอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ หน่ึงการทาแบบจาลองการศกึ ษาปริมาณฝน โดยศึกษาการเปล่ียนแปลงพืน้ ท่ีป่ าขนาดใหญ่มากซึ่งมีขนาดท่ีใกล้เคียงกับการเปล่ียนแปลงในลุ่มแม่นา้ อเมซอนมาเป็ นทุ่งหญ้ า ซ่ึงแบบจาลองนี ้พยากรณ์วา่ การสญู เสียพืน้ ที่ป่ าทาให้อณุ หภมู ิเพ่ิมขนึ ้ และทาให้ปริมาณฝนลดลง สอง ป่ าที่อยใู่ นที่สูงมากกว่า 1,800 เมตรจากระดบั นา้ ทะเลขึน้ ไป หรือท่ีเรียกว่าป่ าเทียมเมฆสามารถก่อให้เกิดละอองและหยดนา้ ค้างบนก่ิงใบและเพิ่มปริมาณนา้ ท่าขึน้ ได้มากขึน้ ร้อยละ 5-20 นอกจาก 2 กรณีนี ้แล้วก็ยงั ไมม่ ีข้อมลู ใดสนบั สนนุ วา่ ป่ าทาให้เกิดฝน ประเทศไทยไม่มีป่ าใหญ่ในขนาดเดียวกบั ป่ าในแบบจาลองท่ีวา่ นนั้ สว่ นป่ าเทียมเมฆก็มีอยู่ท่ีเดียวคือ ยอดดอยอินทนนท์ ซ่ึงเป็ นยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดในประเทศไทย แต่ก็เป็ นป่ าขนาดค่อนข้างเล็ก ที่จริงในระดบั ความสงู 1,800 เมตร ถึงแม้ไม่มีป่ าแต่เม่ือไอนา้ ลอยขึน้ ไปพบอากาศเย็นก็มีแนวโน้ มท่ีจะกลั่นตัวอยู่แล้ ว ในทวีปอเมริกาใต้ บนเขตเทือกเขาสูงชาวบ้ านอาศัยปรากฎการณ์นีเ้ก็บเก่ียวนา้ โดยขงึ ลวดเพ่ือดกั ไอนา้ ในอากาศ สาหรับฝนในประเทศไทยเป็ นฝนจากมรสุมและยงั ไม่มีหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างป่ าและนา้ ท่ีแน่ชดั การศึกษาในไทยโดยอาศยั ข้อมูลฝนร้อยปี ของกรมชลประทานของ AndrewWalker นกั วิชาการชาวออสเตรเลียพบวา่ ไมม่ ีหลกั ฐานความสมั พนั ธ์ระหวา่ งป่ ากบั ฝนที่ยืนยนั ได้การศึกษาของอาจารย์นิพนธ์ ตงั้ ธรรม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พบว่า เม่ือป่ าไม้ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือลดลงปริมาณฝนมิได้ลดลง แตพ่ ืน้ ท่ีป่ ามีผลตอ่ จานวนวนั ที่ฝนตก ความเชื่อท่ีแพร่กลายอีกประการหนึ่งคือ ป่ าดดู ซบั และอ้มุ นา้ ไว้ในฤดฝู นและป่ าไม่ใช้นา้แตจ่ ะปลดปลอ่ ยนา้ ออกมาในฤดแู ล้ง ความเช่ือนีไ้ ม่ได้คานงึ ถึงความจริงท่ีวา่ ไม่วา่ จะในฤดฝู นหรือในฤดแู ล้ง ต้นไม้ก็ต้องการดดู นา้ ท่ีอยบู่ ริเวณรากไปเพื่อใช้ในกระบวนการเจริญเตบิ โตของต้นไม้เองต้นไม้ยิ่งใหญ่ก็ย่ิงต้องการนา้ มาก นอกจากนีต้ ้นไม้ท่ีมีพุ่มเรือนยอดหนาแน่นและใหญ่โตก็จะมี
บทความส่งมติชน รศ. ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด Page 2 of 3การระเหยของนา้ มากคือ นา้ ฝนส่วนหน่ึงท่ีเกาะบนกิ่งใบจะระเหยไปในอากาศข้อมูลทางอุทกวิทยาชีใ้ ห้เห็นว่า ป่ าใช้นา้ ถึงร้ อยละ 70 – 80 ของฝนที่ตกลงมา มีการทดสอบในประเทศมาเลเซียระหว่างเขตต้นนา้ 2 แห่ง พบว่าในช่วง 1 - 3 ปี แรกหลังจากการตดั ไม้พบว่าปริมาณนา้ ท่าผิวดินกลบั สูงมากขึน้ การศึกษาคอสตาริการะบุว่า ความช่มุ ชืน้ ในดินนนั้ สูงท่ีสดุ ในพืน้ ที่ท่ีมีการตดั ฟันเมื่อเทียบกับป่ าแปลงที่สมบูรณ์โดยเฉพาะในช่วง 1 - 2 ปี แรก แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการศกึ ษาประเดน็ นีอ้ ยา่ งจริงจงั ผลของป่ าไม้ ต่อปริมาณนา้ ท่าหรือนา้ ผิวดินยังขึน้ อยู่กับชนิดของพื ช การใช้ ที่ดินและการทดแทนพืน้ ที่ป่ าผลดั ใบซงึ่ หยดุ การเจริญเตบิ โตในฤดแู ล้งด้วยการปลกู พรรณไม้ไมผ่ ลดั ใบหรือไม้โตเร็วอื่นๆ ขนึ ้ ทดแทนจะทาให้ปริมาณนา้ ทา่ ลดลง ตวั อย่างเช่น ถ้าลดพืน้ พ่มุ เรือนยอดโดยการตดั สางต้นไม้ออกในสวนป่ าไม้สนและไม้ยคู าลิปตสั ลงร้อยละ 10 จะทาให้มีปริมาณนา้ ทา่ เพิ่มสงู ขนึ ้ 40 และ 25 มิลลเิ มตร ตามลาดบั การปลกู ป่ าไม้ผลดั ใบ เช่น ไม้สนทดแทนป่ าเบญจพรรณท่ีผลดั ใบจะทาให้การใช้นา้ ในฤดแู ล้งเพม่ิ ขนึ ้ ร้อยละ 10 การทดแทนพืน้ ที่การทาไร่หมนุ เวียนเหลา่ นนั้ด้วยการปลกู ข้าวนาดาหรือพืชที่ใช้นา้ มากจะทาให้ปริมาณนา้ ท่าลดลง จากข้อมูลเหล่านีช้ ีใ้ ห้เห็นว่าความพยายามที่จะให้ชาวไทยภูเขาทานาดาอาจทาให้ปริมาณนา้ ท่าลดลงเมื่อเทียบกบั การปลูกข้าวไร่แบบหมนุ เวียน ข้อความข้างต้นไม่ได้หมายความว่าปริมาณนา้ ท่าควรเป็ นเป้ าหมายประการเดียวของการจดั การต้นนา้ เท่านนั้ แตก่ ารจดั การต้นนา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพต้องคานงึ ถึงความได้เปรียบหรือต้นทุนธรรมชาติ และประโยชน์ที่ต้องการจากล่มุ นา้ นนั้ ๆ ผ้เู ขียนไม่ได้หมายความว่านา้ ควรจะถูกเก็บไปใช้สาหรับชุมชนพืน้ ราบเท่านนั้ โดยไม่คานึงถึงชุมชนภูเขา แต่ส่ิงที่สาคญั คือผ้วู างนโยบายผ้บู ริหารและประชาชนควรมีความเข้าใจท่ีถกู ต้องเก่ียวกบั ผลกระทบของการใช้ที่ดินบริเวณลมุ่ นา้ตอนบนต่อปริมาณนา้ ท่า เพื่อว่าผู้วางนโยบายจะมีข้อมูลที่ชัดเจน ส่วนผู้ใช้นา้ ทัง้ ต้นนา้ และปลายนา้ จะต้องมีความรู้นี ้เพ่ือท่ีจะสามารถตอ่ รองและแลกเปล่ียนการใช้นา้ โดยอาศยั ความรู้และหลกั ฐานทางวิทยาศาสตร์ ดงั นนั้ ในขนั้ แรกต้องมีการรวบรวมการศกึ ษาท่ีเกี่ยวข้องกบั สภาพและปัญหาในประเทศไทย และนาข้อมูลเหล่านนั้ มาศึกษาหาความรู้และแนวทางการแก้ไข ซ่ึงในทางปฏิบตั ติ ้องคานงึ ถึงสง่ิ แวดล้อมอื่นๆ ด้วยตลอดจนผลได้ผลเสียตา่ งๆ ที่สาคญั คือ ความเข้าใจและความเชื่อ อาจจะนาให้เกิดการใช้นโยบายที่ไม่เหมาะสมหรือมีอคติตามความเชื่อไปด้วย เช่น ความเข้าใจท่ีว่าป่ าทาให้เกิดฝน ทาให้ม่งุ เน้นการรักษาป่ าแทนการเก็บค่านา้ จากประชาชนเพื่อลดการใช้ที่ฟ่ ุมเฟื อย ซึ่งนโยบายท่ีแตกต่างกันนีม้ ีผลด้านความเป็ นธรรมท่ีแตกตา่ งกนั มาก การลดการปลกู พืชหมนุ เวียนในที่สงู มีผลให้ชาวไทยภูเขาต้องเปล่ียนวถิ ีชีวิตในขณะที่คนกรุงเทพก็ยงั ใช้นา้ ได้ฟ่ มุ เฟื อยเหมือนเดมิ
บทความส่งมติชน รศ. ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด Page 3 of 3 วถิ ีชีวิตนนั้ ยอ่ มต้องเปล่ียนอยแู่ ล้วตามกาลเวลา แตก่ ารเปลี่ยนวิถีชีวิตควรเป็ นการเปลี่ยนอย่างมีทางเลือกและไม่ใช่ว่าต้องเปล่ียนตามนโยบายที่ไม่ได้อยู่บนพืน้ ฐานความรู้ท่ีถูกต้องการสร้างองค์ความรู้ท่ีถูกต้องจึงเป็ นก้าวสาคญั ของการอานวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชาติ ซึ่งเป็นยทุ ธศาสตร์ของชาตยิ ทุ ธศาสตร์หนงึ่ ในเวลานี ้หนังสือพิมพ์มตชิ นรายวัน ฉบับวันพุธท่ี 16 เมษายน 2546
Search
Read the Text Version
- 1 - 3
Pages: