ถอดรหัสคดิ (Think: An Introductory Analysis) โสภณ ธนะมัย
ISBN: 978-616-468-126-2 ถอดรหัสคดิ (Think: An Introductory Analysis) โสภณ ธนะมัย จำนวนหนำ้ 39 หน้ำ พมิ พ์คร้งั ท่ี 1 : พ.ศ.2561 จำนวน 500 เลม่ จัดพิมพ์โดย ลำวณั ย์ วิจำรณ์ โรงพมิ พม์ หำวิทยำลยั รังสิต เมืองเอก ถ.พหลโยธิน จ.ปทุมธำนี 12000 โทร.2997 2200-30
ก คำประกำศเกยี รตคิ ุณ เอกสารฉบบั นส้ี าเร็จสมบรู ณ์และได้รับการ นาไปประยุกตใ์ ชอ้ ย่างกวา้ งขวาง ด้วยอตุ สาหะของคณุ อุษา เลศิ ฤทธิ์ ท่ีชว่ ยในการพิสูจนอ์ ักษร การให้ ข้อเสนอแนะในการใชภ้ าพที่เรยี บงา่ ย พรอ้ มทง้ั คดั เลอื กตัวอยา่ งท่ีเหมาะสมกบั เน้ือหา และโดยเฉพาะ Top อยา่ งยง่ิ คอยเค่ียวเข็ญให้ผเู้ ขยี นทางานช้ินนีอ้ ย่าง ตอ่ เนือ่ ง จงึ ขออทุ ิศอานิสงสอ์ นั พงึ เกิดข้ึนจากเอกสารฉบับน้ี สาหรับคุณ อษุ า เลิศฤทธิ์ ผูเ้ ปน็ สดุ ทรี่ กั ของผู้เขียนตลอดไป โสภณ ธนะมัย 23 พฤศจกิ ายน 2557
ข คำนำ “ถอดรหัสคิด”เป็นหนังสือท่ีอ่านเข้าใจได้ง่าย และเป็นหลักยึด สาหรับการสอนหรือึกกให้เกิด“กำรคิด” ผู้อ่านหนังสือเล่มน้ีหลายท่าน อาทิ รศ.ดร.ชาติชาย ตระกูลรังสิ ผู้ช่วยอธิการบดีึ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต นายวิศวะ คงแก้ว ผู้อานวยการสถาบันการ อาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ และดร.สชุ าติ บรรจงการ ผอู้ านวยการโรงเรียน กมลศรี จังหวัดตรัง มีความคิดเห็นตรงกันว่า ควรจัดพิมพ์เผยแพร่ เพื่อ ประโยชน์ต่อ ครู อาจารย์ และผู้สนใจที่ต้องการึกกการคิด ซึ่งตรงกับ ความต้ังใจของผู้จัดพิมพ์ จึงได้ดาเนินการขออนุญาตผู้เขียน(อ.ดร.โสภณ ธนะมัย) และทาการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ข้ึน อานิสงส์ท่ีเกิดขึ้นจาก หนงั สือเลม่ น้ี ขอมอบให้กบั อ.ดร.โสภณ ธนะมยั และคณุ อษุ า เลศิ ฤทธ์ิ ลาวณั ย์ วิจารณ์ เมษายน 2561
ค คำนำ ความก้าวหน้าด้านความรู้และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีใน ปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงในทุกภูมิภาคของโลก หลายๆ ประเทศได้มี การปรับตัวเพ่ือความเท่าทันและเพื่อรองรับการแข่งขันท่ีนับวันจะทวี ความรุนแรงมากย่ิงข้ึนจึงมีการรวมกลุ่มกันในลักษณะประชาคม เช่น ประชาคมยุโรปและประชาคมอาเซียน เป็นต้น ซ่ึงจะทาให้สมาชิก ประเทศภายในกลุ่มมีการเลื่อนไหลทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดล้อม และการเมือง แต่ประการหนึ่งที่ทาให้สมาชิกภายในกลุ่มมีความแตกต่าง กันเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ คือ คุณภาพของคนภายในประเทศที่ สะทอ้ นออกมาในลักษณะของความรู้ ความคดิ และนวตั กรรมตา่ งๆ ความคิดจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าด้านความรู้ และนวัตกรรมต่างๆ ที่นาไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ อันจะทาให้ประเทศของ ตนสามารถอยู่ได้อย่างสมดุลท่ามกลางภาวการณ์แข่งขัน ในส่วนของ ประเทศไทยได้มีการปรับกลยุทธ์เพ่ือพัฒนาทักษะการคิดโดยผ่าน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องการให้มีทักษะการคิดเป็นลักษณะ นิสัยตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งครูเป็นกลไกสาคัญท่ีช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะ การคิดที่เป็นลักษณะนิสัยดังกล่าว แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความสับสนในหลักของการคิดจึงมีมาก หนังสือเล่มน้ีจึงพยามทาความ เข้าใจในหลักของ“การคิด”โดยการถอดรหัสคิดให้เห็นถึง โครงสร้าง/ องค์ประกอบ และกระบวนการท่ีนาไปสู่รูปธรรมของการคิดที่แสดง
ง ออกมาใน 3 ลกั ษณะ คือ การพดู การเขียน และการกระทา ซ่ึงเม่ือเข้าใจ ในหลักของ “การคิด” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคิดในลักษณะใด อาทิ คิด วิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดแนวข้าง และคิดอย่างมีวิจารณญาณ ฯลฯ ทกุ คนสามารถจัดกระทาได้อยา่ งมหี ลักคดิ ผ้เู ขยี นหวังว่าหนงั สือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสาหรับ คุณครูหรือผู้ท่ีสนใจที่จะนาหลัก“การคิด”ไปปรับใช้เพื่อพัฒนาและ ปลูกึังให้เด็กและเยาวชนมีทักษะการคิดในลักษณะต่างๆ ที่ติดแน่นและ ึังเป็นลักษณะนิสัย โดยเฉพาะอย่างย่ิงการจัดประสบการณ์หรือจัด กิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และส่ิงใดที่ เป็นประโยชน์ต่อความสมบูรณ์ของหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนขอน้อมรับด้วย ความยินดยี งิ่ โสภณ ธนะมยั 2553
1 ถอดรหัสคิด (Think: An Introductory Analysis) ความคิดเกิดข้ึนได้อย่างไร? เป็นท่ีรู้กันอยู่แก่ใจ แล้วว่าความคิดเกิดขึ้นในสมองของคนเรา แต่ว่า เกิดอย่างไรน้ัน ลึกลับซับซ้อนยากแก่คนธรรมดา สามัญจะเข้าใจได้ คงจะมีแต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นีจ้ รงิ ๆ ท่จี ะเขา้ ใจไดอ้ ย่างลึกซึ้ง ถ้าเช่นน้ัน จะทาอย่างไรดีจึงจะตอบโจทย์ ความคิดเกิดขึ้นได้ อย่างไร โดยทีไ่ ม่ต้องอธิบายดว้ ยศาสตรเ์ ฉพาะทางด้านสมอง หนทางเดียวท่ีมองเห็นอยู่ คือ ต้องอธิบายอย่างสามัญชนโดยนา เหตกุ ารณต์ วั อย่างมาเป็นตัวตง้ั จากน้ันจึงคอ่ ยอนุมานสาวเอาหลกั ออกมา ให้ได้วา่ ความคิดน้ันเกดิ ข้นึ ได้อย่างไร ถึงแม้วิธีการน้ีดูออกจะธรรมดาๆ แต่ก็คงต้องลองทาดู ส่วนท่ีจะ ไดร้ บั การยอมรบั จากนักวชิ าการหรอื ไมน่ ้นั คงไม่เปน็ ไร เพราะมวั รออย่กู ็คง ไม่ได้คาตอบสักที เอาละ......เรามาเริ่มถอดรหัส จากเหตุการณ์กรณีตัวอย่างกัน เดีย๋ วนีเ้ ลย
2 อนุสาวรยี ์สนุ ทรภู่ ผู้เขียนเคยไปเที่ยวจังหวัดระยอง มีโอกาสเยี่ยมชม อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ตัวอนุสาวรีย์ถูกสร้างข้ึนอย่าง สวยงาม การจดั ภมู ิทศั นโ์ ดยรอบอนสุ าวรยี ก์ ็สวยงาม มาก เสียอย่างเดียว ทาไมถึงต้องมาตั้งอยู่ในสวน ยางเสยี ได้ น่าจะไปตงั้ อย่ทู ่ีรมิ ทะเลใหส้ นุ ทรภทู่ ่านได้ นั่งชมทะเลตามทท่ี ่านชอบเหมอื นกับสมัยเม่ือครงั้ ทท่ี า่ นยังมีชีวติ อยู่ ถอดรหสั 1. จุดเร่ิมต้นของการคิด คือ ผู้เขียนมีข้อเท็จจริงอยู่ก่อนแล้วว่า “สุนทรภู่ชอบนั่งชมทะเลอยู่เป็นประจา” ซึ่งขอเรียกว่า “ข้อเท็จจริงทีร่ ู้” (ใช้คายอ่ ว่า F2 หรอื Fact 2) 2. แต่เม่ือผู้เขียนมาพบข้อเท็จจริงว่า “อนุสาวรีย์สร้างอยู่ในสวน ยาง”ซ่งึ ขอเรียกว่า“ข้อเท็จจรงิ เหตุให้คดิ ”(ใชค้ าย่อวา่ F1 หรอื Fact 1) 3. ผ้เู ขยี น“โยง” F1 กบั F2 แล้ว “ผกู ” เปน็ เร่ืองขึ้นอยู่ในใจเกิด เปน็ “ความคิด” (ใช้คาย่อว่า T หรือ Thought) ว่า “อนุสาวรีย์ควร สร้างอย่รู ิมทะเล” นแี่ หละ คอื ความคดิ ของผเู้ ขยี นทมี่ ตี อ่ อนุสาวรียส์ นุ ทรภู่
3 การถอดรหัสในลักษณะของการบรรยายความดังกล่าวข้างต้น สามารถนามาเขียนเป็นภาพโครงร่าง อาจจะช่วยให้อ่านสะดวกรวดเร็ว ขนึ้ ดงั นี้ F1 โยง F2 ข้อเทจ็ จริงเหตใุ หค้ ดิ ขอ้ เท็จจริงท่ีรู้ ( อนุสาวรีย์ตงั้ อยู่ ( สนุ ทรภชู่ องนงั่ ชมทะเล ) ในสวนยาง ) ผกู T อนุสาวรีย์สนุ ทรภคู่ วรสรา้ งอยู่รมิ ทะเล คดิ ถึงของขวัญ คิดถงึ หนังสอื จากคอลัมน์ สกู๊ปหน้า 1 (หนังสอื พิมพไ์ ทยรัฐ วันท่ี 21 ตุลาคม 2552 ) ..หนังสือ....นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังให้แนวคิดและ กระตุ้นคนให้คิด......แนวคิดการจัดคร้ังนี้ (งานมหกรรม หนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 4 วันท่ี15-25 ตุลาคม 2552) คือ คดิ ถงึ ของขวัญ คดิ ถงึ หนงั สือ...
4 สมมติว่า ท่านไดอ้ า่ นข้อความนีแ้ ลว้ และท่านกาลังต้องการจะซื้อ ของขวัญปีใหมใ่ หเ้ พ่อื นสนทิ อยู่พอดี แต่กน็ กึ ไมอ่ อกว่าซอ้ื อะไรให้ดี เมือ่ ได้ อ่านวลีที่ว่า “คิดถึงของขวัญ คิดถึงหนังสือ” ท่านจึงตัดสินใจจะซื้อ หนงั สือใหเ้ ป็นของขวญั ถอดรหัส F1 โยง F2 ข้อเทจ็ จริงเหตใุ ห้คดิ ข้อเท็จจริงทรี่ ู้ (ต้องการซ้ือของขวัญให้เพื่อน) (คดิ ถึงของขวัญคดิ ถึงหนงั สอื ) ผกู T จะซื้อหนังสอื เป็นของขวญั แตถ่ า้ เปล่ียนเหตุการณ์เป็นว่า ท่านไม่ได้คิดซื้อของขวัญให้ใครแต่ อย่างใด แต่ท่านได้มาเดินในงานน้ี และเผอิญได้อ่านวลี “คิดถึงของขวัญ คิดถึงหนังสือ” เข้า ท่านชื่นชอบและเห็นด้วยว่า การให้ของขวัญเป็น หนังสือเป็นสิ่งท่ีดี จึงทาให้นึกข้ึนได้ว่าใกล้ ปีใหม่แล้ว ต้องซ้ือของขวัญ ใหเ้ พ่ือนสนิท จงึ เดนิ ในงานเพอื่ เลือกซือ้ หนงั สือใหเ้ ป็นของขวญั เพอื่ น
5 F1 โยง F2 ข้อเท็จจริงเหตใุ หค้ ิด ขอ้ เทจ็ จริงทรี่ ู้ (คิดถงึ ของขวัญคิดถึงหนงั สอื ) (หนังสือเป็นของขวัญทีด่ )ี ผกู T เดินในงานเลอื กซื้อหนังสอื เป็นของขวัญ ครู คอื กัลยาณมติ ร จากคอลัมนท์ มี ขา่ วหนา้ สตรีเรือ่ ง “ศาสตราจารยท์ ่านผู้หญงิ พนู ทรัพย์ นพวงศ์ฯ ปชู นียาจารย์ ” (หนงั สอื พิมพ์ ไทยรฐั วนั ที่ 14 ตุลาคม 2552) .........ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ว่า“การจะเป็น ครูทีด่ ีน้ันควรทาตัวอยา่ งไร?..... ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ตอบว่า “คนเป็นครู..ถ้าจะสอนใคร เราต้อง ทาให้ได้ก่อน ทาดีให้เขาเห็น..ครูไม่ใช่เรือจ้าง เพราะเรือจ้างเม่ือถึงฝั่งให้ สตางค์ก็จบกัน แต่ความเป็นครูเราต้องผูกพันกัน ทาตัวเป็นมิตร เราเป็น ครเู ขาก็เหมือนเปน็ ครูเขาไปตลอดชีวิต ควรเป็นกลั ยาณมติ รท่ดี ีต่อกนั ”
6 สมมติว่าท่านเห็นด้วยว่า ครู คือ กัลยาณมิตร ไม่ใช่เรือจ้าง คร้ัน อยู่มาวันหน่ึง ในขณะท่ีท่านกาลังสอนนักเรียนในชั้นของท่านอยู่ มีเด็ก นกั เรียนคนหน่งึ เกิดยกมอื ขน้ึ แล้วถามว่า “ครูครับ.. จริงหรือเปล่าครับ....ที่เขาพูดกันว่า....ครู เปรียบเสมือนเป็นเรือจา้ ง”..... เมื่อท่านได้ฟังคาถามแล้ว ท่านคิดจะตอบว่า “ไม่ใช่ ...ครู คอื กัลยาณมิตรต่างหาก ” ถอดรหัส F1 โยง F2 ข้อเท็จจริงเหตุใหค้ ิด ขอ้ เท็จจรงิ ที่รู้ (นักเรียน ถามวา่ ครู คอื เรอื จา้ ง) (ครู คอื กลั ยาณมิตร) ผูก T ครู ไม่ใชเ่ รือจ้าง ครู คอื กลั ยาณมิตร แต่ถ้าเปลี่ยนเหตุการณ์เป็น นักเรียนถามว่า “ครูครับ จริงหรือ เปล่าครับ ทเี่ ขาพดู กนั วา่ ครู เป็นกัลยาณมติ รของศิษย์”
7 F1 โยง F2 ข้อเทจ็ จริงเหตใุ หค้ ิด ข้อเท็จจรงิ ท่รี ู้ (นักเรียน ถามวา่ (ครู คอื กลั ยาณมิตร) ครู คือ กัลยาณมติ ร) ผกู T ใช่ ครู คอื กลั ยาณมติ ร ถอดรหัสมาถึง ณ ตรงน้ี สรุปได้ว่า ความคดิ (T) มิใช่ส่ิงท่อี ุบัติ ข้นึ มาเอง แตเ่ กดิ จาก“โยง”“ขอ้ เทจ็ จริงท่รี ู้ (F2)” กับ “ขอ้ เทจ็ จริงเหตุ ให้คิด (F1)” แล้ว “ผูก” เป็นเร่ืองข้ึนในใจ เกิดเป็นความคิด (T) ขน้ึ มาเพอ่ื ตอบโจทย์ F1 F1 F2 T
8 ทฤษฎีการเกิดความคิดที่ได้จากการถอดรหัสน้ี เราจะนาไปลองใช้กับ ตัวอยา่ งอืน่ ตอ่ ไป เพอ่ื พสิ จู น์ว่ามคี วามเปน็ ไปได้จรงิ หรือไม่ ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง เรื่องเล่านิทานอิสป (Aesop’s Fables) ซึ่งเป็นจินตนิทานของ “อิสป” นักเล่านิทานเอก ของโลกที่ท่ัวโลกยกย่อง นิทานอิสปเป็นท่ียอมรับและ ได้รับการสรรเสริญในความยิ่งใหญ่ด้านความสนุก เพลิดเพลิน ชวนอ่าน และเบาสมองแก่มหาชนทั่วไป จินต นทิ านอิสปจะจบแตล่ ะเร่อื ง โดยใหข้ อ้ เทจ็ จริงด้วยคาวา่ “นิทานเรื่องนี้ สอนใหร้ ู้วา่ ...” เป็นที่นา่ เสยี ดายนัก ท่ีนิทานอสิ ป ซึ่งให้คติสอนใจ โดยใช้คาเพียง สั้นๆ แต่สามารถจดจาได้อย่างยาวนานนั้นไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็นอีก แลว้ ในวงการศกึ ษาไทย นทิ านเรือ่ ง “แมป่ กู ับลกู ปู” ครูเล่าใหล้ ูกศษิ ยฟ์ งั ....... วันหน่ึงแม่ปูกับลูกปูได้พากันไปหากินยังชายตล่ิงแห่งหนึ่ง ขณะนั้นน้ากาลังแห้งงวด ขณะท่ีคลานไปน้ัน ลูกปูเดินออกหน้า แม่ปูไปทีหลัง คอยระวัง ลูกของมัน พอเดินไปได้สักหน่อย แม่ปจู ึงพูด กบั ลกู ของมันวา่
9 “ น่ีแน่ะ ลูก ทาไมแกจึงเดินงุ่มง่ามเซซัง ไม่ตรงทางเช่นนั้น เดิน ให้ตรงๆ ไมไ่ ดห้ รือ มวั เดินลดเลยี้ วอยู่เช่นนนั้ เมอื่ ใดจงึ จะถงึ ที่หากิน ” ลูกปจู งึ ย้อนถามแมป่ ูของมนั ว่า “เดินตรงๆ ทาง มันเดินอย่างไรเล่าแม่ ไหนแม่ลองเดินให้ฉัน ดูก่อนซิ” แม่ปูก็ไม่สามารถจะเดินให้ตรงทางได้ และก็เดินงุ่มง่าม คดไป เคย้ี วมาอยา่ งลกู ของมนั นั้นเอง แต่แมป่ ูหาร้สู กึ ตัวไม่ นิทานเร่อื งนีส้ อนใหร้ ้วู า่ “การท่จี ะสอนใครให้ทาอย่างใดน้ัน เรา ควรทาอย่างนั้นใหไ้ ดเ้ สยี กอ่ น จงึ ค่อยสอนผอู้ น่ื ” เมอ่ื เลา่ จบแล้ว ครใู ห้ลกู ศิษย์อ่านทบทวนในใจ จากน้นั ครูยกตวั อยา่ งกรณีหน่งึ ขน้ึ มาเล่า .. ครอบครัวหนึ่งมีพ่อเป็นคนติดบหุ รี่ และดื่มเหล้า ทุกวัน แต่แกก็คอยพร่าสอนลูกชายท่ีมีเพียงคน เดยี วอย่ตู ลอดเวลาวา่ “ การสบู บหุ รี่และดืม่ เหล้า เป็นสิ่งไมด่ ี ห้ามทาเดด็ ขาดนะ ”
10 หลังจากยกตัวอย่างเสร็จ ครูต้ังคาถามว่า “ในภายหน้าลูกชาย คนนี้จะตดิ บุหรีแ่ ละดม่ื เหลา้ หรือไม?่ ” ถอดรหัส 1. สาระท่ีครูสอนลูกศิษย์ เรื่อง “แม่ปูกับลูกปู” คือ F2 ขอ้ เท็จจรงิ ท่ีครตู อ้ งการให้ลกู ศษิ ย์รู้ 2. สาระทค่ี รูสอนลกู ศิษย์ เรื่อง “พ่อสอนลกู ” และคาถามที่ครูตั้ง เป็นโจทย์ให้ลูกศิษย์ตอบ คือ F1 ข้อเท็จจริงท่ีครูต้องการให้เป็น “เหตุ” ใหล้ ูกศิษยค์ ิด 3. คาตอบที่ลูกศิษย์คิดจะตอบ คือ T ความคิดของลูกศิษย์แต่ ละคน F1 โยง F2 1) พอ่ สอนลกู แมป่ ูและลูกปู 2) คา่ ถามของครู ผกู T 1) ตดิ / ไม่ตดิ บุหรี่ 2) ด่ืม / ไมด่ ืม่ เหล้า
11 จะขอยกอกี สักตัวอย่างจากนิทานอสิ ป นทิ านเรือ่ ง “ ชาวนากบั งูเหา่ ” ครูเลา่ ให้ลูกศิษย์ฟงั ......... เช้าวันหนงึ่ ในฤดหู นาว ชาวนาออกไปพบ งเู หา่ นอนตัวแข็ง เพราะความหนาวอยู่กลางนา ชาวนารสู้ กึ สงสารงเู ห่าตัวนัน้ อยากจะช่วยใหม้ ัน รอดตาย จงึ อุม้ งูเหา่ ตัวน้นั กลับบา้ น พองเู ห่าไดร้ บั ความอบอุ่นจากไอ ตวั คน มนั กค็ ่อยๆ ฟื้นขน้ึ จนแข็งแรงเปน็ ปกติ มันจงึ กดั ชาวนาเข้าท่ีแขน เปน็ แผลลกึ พิษงไู ด้ซึมซาบเขา้ สู่รา่ งกายโดยเรว็ ชาวนาทนพิษบาดแผลไม่ ไหวกข็ าดใจตาย กอ่ นตายชาวนาผู้นัน้ รอ้ งว่า “ทาคุณแกส่ ัตว์ร้ายใหโ้ ทษ เช่นนีแ้ หละหนอ” เม่อื เล่าจบแล้ว จึงยกเหตกุ ารณห์ นึง่ ข้ึนมาใหล้ ูกศษิ ยฟ์ ัง “ เมื่อพวกเธอเห็นเพื่อนคนหนึ่งกาลังอุ้มสุนัขป่วยผอมโซตัวหนึ่ง นอนซมน้าลายไหลฟูมปากอยู่บนทางเท้าหน้าโรงเรียนขึ้นมาด้วยความ สงสาร ” จากน้นั ครไู ดต้ ้งั คาถามกับลกู ศิษย์วา่ “เธอจะห้ามเพอ่ื นหรือไม่หา้ มเพ่อื นคนน้ันท่ี จะอ้มุ สนุ ขั ?”
12 ถอดรหัส 1. สาระท่ีครูสอนลูกศิษย์ เร่ือง “ชาวนากับงูเห่า” คือ F2 ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่ีครูตอ้ งการใหล้ กู ศษิ ย์รู้ 2. คาถามที่ครูถามจากเหตุการณ์ตัวอย่าง คือ F1 ข้อเท็จจริงที่ครู ตอ้ งการให้เปน็ “เหต”ุ ใหล้ ูกศิษย์ คิด 3. คาตอบทลี่ ูกศษิ ยต์ อบ คือ T ความคิดของลูกศิษยแ์ ตล่ ะคน F1 โยง F2 1) สนุ ัขปว่ ย งเู หา่ กัดชาวนา 2) ค่าถามของครู ผูก T 1) ห้ามเพอ่ื น หรอื 2) ไมห่ ้ามเพอื่ น จากตัวอย่างนิทานอิสป ทีนี้เราลองมาดูความคิดของพระเทพ วิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) ดบู ้าง
13 สร้างพระ แมว้ ่าหลวงพ่อคณู จะอายุ 87 ปีแลว้ .ดว้ ย จติ ทเ่ี มตตา หลวงพ่อคณู ทาอะไร มักจะแฝงดว้ ย ปริศนาธรรมเพอ่ื สอน....คร้ังหนงึ่ ได้สรา้ งพระ เคร่ืองขนึ้ มา หลงั บรกิ รรมคาถาแคล้วคลาด ปลอดภัยแลว้ เสรจ็ ก็นาไปเทลงบอ่ จระเข้ ใครอยากได้ก็ลงไปเอา หลาย คนก็สงสัย หลวงพ่อจึงเผยวา่ โยนลงบ่อไอ้เข้ เพื่อเตอื นสติไอค้ นทอ่ี ยากได้ ใหม้ ันช่ังใจดูว่า คุ้มหรอื ไมก่ บั อนั ตรายท่มี นั จะลงไปงม หรอื ถา้ มันไม่ลงไป งม จะใชว้ ธิ ีอืน่ ทไ่ี ดพ้ ระขนึ้ มา มนั ก็ไดใ้ ช้ปญั ญาคดิ (หนังสอื พิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์เหนอื ฟา้ ใตบ้ าดาล วันท่ี 20 กันยายน 2552) เรามาลองถอดรหัสโดยใช้ทฤษฏีของเราดู ถอดรหสั กรณที ่ี 1: ไมล่ งไปงม F1 โยง F2 ต้องการไดพ้ ระ พระอย่ใู นบ่อท่มี จี ระเข้ ผูก T ไม่ลงไปงม
14 ถอดรหัส กรณที ่ี 2: ลงไปงม F1 โยง F2 ตอ้ งการได้พระ 1) พระอยใู่ นบ่อที่มีจระเข้ 2) เคยเหน็ ตา่ รวจสบู น้่าออกจาก ผกู บอ่ เพอื่ คน้ หาปนื ของคนรา้ ยท่ี โยนทง้ิ ลงไป 3) เคยเห็นคนงานฟารม์ จระเข้ จับจระเขโ้ ดยใช้เชอื กมัดปาก T 1) ขออนุญาตหลวงพ่อสบู นา้่ ออกจากบ่อ แลว้ .. 2) จา้ งชาวบา้ นมาสูบน้่า แลว้ .. 3) จา้ งคนงานฟาร์มจระเข้มาจับจระเข้ แลว้ 4) ลงไปเกบ็ พระดว้ ยตนเอง หรือจา้ งคนลงไปเกบ็
15 เราลองมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ จากข่าวในหน้า หนังสือพิมพ์ ซงึ่ เปน็ ปญั หาระดบั ประเทศและอาจลกุ ลามเป็นปัญหาระดับ โลกได้ วิกฤตโอลิมปิก จากข่าวคอลัมน์ “ซูม” เหะหะพาที หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันท่ี 10 พฤษภาคม 2553 หวั เรื่อง ประเทศไทยได้เพอ่ื น ...ท่านผู้อ่านคงจะได้ดูข่าวทางโทรทัศน์ไปแล้ว เม่ือไม่ก่ีวันท่ีผ่าน มาเกี่ยวกับการเดินขบวน และการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ...ทาให้มีคนบาดเจ็บจากการทุบตีและจากระเบิดแก๊สน้าตา จานวนมาก และมผี ู้เสียชีวิตด้วยจานวนหนง่ึ ... สาเหตุหลักของการชมุ นุม ..เกิดจากความไม่พอใจรัฐบาลที่บริหารประเทศล้มเหลว เกิดภาวะหน้ีสิน ล้นพ้นตัวใกล้ล้มละลายเต็มที...สาเหตุท่ีทาให้รัฐบาลกรีซเกิดภาวะหน้ีสิน มากมายอย่างทุกวันน้ี แท้ท่ีจริงแล้ว..เป็นผลมาจากความใจใหญ่และมือ เตบิ ของรฐั บาล....ทง้ั ที่ฐานะการเงนิ ของประเทศยา่ แยม่ านานแลว้ แต่กรีซ ก็ยังทาหน้าใหญ่โต ขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ซ่ึงลงทุนไปมหาศาลและ เจ๊งไมเ่ ปน็ ท่า เพราะคนดไู มเ่ ปน็ ไปตามเป้า สมมติว่า เมื่อตอนเย็นวันนี้ เพ่ือนบ้านถามท่านผู้อ่านว่า.....ได้ยิน ข่าวว่ารัฐบาลไทยเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกคร้ังนี้....เอ! มันจะดี หรือ?
16 พอดีท่านผู้อ่านได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เรื่อง วิกฤตโอลิมปิกเมื่อ ตอนเช้าวันน้ีพอดี ท่านจึงคิดว่า “ไม่ควรจัด” เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหา ซา้ รอยกบั รัฐบาลกรีซ F1 โยง F2 วกิ ฤตโอลิมปิก ไทยจัดกีฬาโอลมิ ปกิ ? ผูก T ไมค่ วรจัด ทฤษฏีคิดของเรา ท่ีมีกาเนิดมาจาก “ถอดรหัส” โดยถอดจาก ตัวอย่างต่างๆ จนมาถึง ณ ขณะนี้ก็จะขอยกอีกสักตัวอย่างเปน็ ตัวอย่าง สดุ ท้าย ไมเ่ ช่นน้นั จะเยิ่นเย้อเกนิ ไป ตวั อย่างนี้ ถือว่าเปน็ สิ่งสูง เพราะเปน็ ตวั อยา่ งการคิดของพระพุทธเจา้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงต้องการพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดใน สังสารวัฏ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเคยศึกษาวิธีการจากเจ้าสานักต่างๆ และ แน่ละวิธีการท่ีนิยมและเชื่อถือ ก็คือ การทรมานตน หรือท่ีเราเรียกกันว่า ทรงบาเพ็ญทกุ รกิริยา
17 เม่ือพระองค์ทรงกระทาดังน้ัน จนร่างกายผ่ายผอม ก็ทรงล้มเหลว พระองคจ์ งึ คิดได้ว่าการแก้ไขปัญหานี้เปน็ เร่ืองของจิตใจ การทรมานร่างกาย ย่อมเป็นไปไม่ได้ท่ีจะแก้ปัญหา จึงคิดหาทางอ่ืนจนพบ“ทางสายกลาง” (มชั ฌมิ าปฏิปทา) ซงึ่ คอื การแก้ปญั หาทีแ่ ทจ้ รงิ ได้ ถอดรหัส F1 โยง F2 ต้องการพ้นจากสังสารวฏั การทรมานตน ผกู T ทรงบ่าเพญ็ ทุกรกริยา เม่ือทรงพบว่าไม่ใช่หนทางท่ีถูกต้อง จึงเลิกการบาเพ็ญทุกรกิริยา หันมาใช้วิธีของพระองค์เอง ซ่ึงไม่ได้ทรงทราบมาก่อนจากสานักใดๆ ทง้ั ส้ิน
18 F1 โยง F2 ต้องการหลดุ พน้ การทรมานตน ไม่ใชท่ างหลดุ พ้น ผูก T ทา่ วิธกี ารตรงกนั ข้าม (จนพบ “มัชฌมิ าปฏปิ ทา” ด้วยพระองคเ์ องตรสั รู้) บัดนี้การเดินทางตามหา“ทฤษฏีคิด”ได้มาถึงจุดหมายปลายทาง แลว้ จากนไี้ ปจะขอเพม่ิ เติม“สาระ”บางประการทเ่ี ก่ียวพันกบั การคดิ เพื่อ เสริมส่งให้ความเข้าใจในเรื่อง“คิด”ได้แตกฉานขึ้น เราจะพูดกันพอเป็น สงั เขปเท่าน้ัน จะไมเ่ จาะลึกลงในรายละเอยี ด สาระท่ีจะพูดถงึ มีสารบญั ดังนี้ 1. คาวา่ “คิด” 2. รปู ธรรมของความคดิ 3. ความสมั พันธร์ ะหว่าง “คิด” กบั “คน” 4. ข้อเทจ็ จรงิ 5. หนังสอื “คดิ ” 6. สอนให้คดิ
19 1. คาวา่ “คดิ ” อัน “ความคิด” น้ีเป็นศาสตร์หน่ึงที่มีมานาน นับถอยหลังไป จนถึงสมยั รุ่งเรืองทางปญั ญาของกรีกเลยทีเดียว ศาสตร์ท่ีว่าน้ีรู้จักกันดีใน นามว่า ตรรกวิทยา (logic) คาว่า “คิด- Think ” เฉยๆ เปน็ คากริยา แต่ถ้าเติมคาว่า “การ” หรือ “ความ” ไว้ข้างหน้าจะเป็นคานาม เป็น “ การคิด- Thinking ” หมายถึง อาการกระทาของความคิด และ “ ความคิด –Thought ” หมายถงึ ผลลัพธ์ของการคิด คาว่า “คิด” หลากหลายความหมายเป็นไปตามประสบการณ์ ของผ้ใู ห้ความหมายนน้ั ๆ คาว่า “คิด” เป็นคาศัพท์ท่ีมีอิทธิพลกว้างขวางมากจริงๆ เมื่อ นาไปผนวกหรอื ขยายกับคาอ่ืนๆ ก่อให้เกิดคาต่างๆขึ้นมาอีกมากมาย เอา เฉพาะเท่าท่ีปรากฏอยู่ในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 กใ็ หไ้ ว้ถึง 18 คาด้วยกัน และถา้ ท่านอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ลองสังเกตดูเถิด ย่ิงถ้าลอง จดบนั ทึกเอาไว้ดว้ ยละก็ ท่านจะได้รับความเพลิดเพลินและได้คิดอะไรต่อ มิอะไรอีกเยอะแยะมากมาย ลองดูเถิดจะช่วยป้องกันความจาเส่ือมได้ ชะงัดนกั
20 2. รปู ธรรมของความคิด ความคิดมีลกั ษณะ ของความเป็นนามธรรม เรา ไมส่ ามารถจบั ตอ้ งตัว ความคิดได้ เนอื่ งจากความคดิ เกิดข้ึนในใจ (สมองของคนเรา) เราจะรู้ถึง ความคดิ ของคนๆนัน้ ได้กต็ ่อเมอ่ื เขาแสดงพฤตกิ รรมออกมาโดยการ“พดู ” “เขียน” “ทา” ดงั น้ันความคิดของคนเราจงึ เกิดกอ่ น แล้วจึงพดู หรอื เขียน หรอื กระทาการใดๆ ออกมาทสี่ ือ่ ถงึ ความคดิ ของตน ขอยกตัวอยา่ งวา่ .....การทาดีไม่ยาก ขอเพียงคิดแล้วก็ลงมือทาทันที ไม่ใช่คิดอย่าง เดียว พระท่านเคยสอนไว้ว่า เราเห็นผู้สูงวัยคนหน่ึงกาลังจะเดินข้ามถนน ท่ีมีรถว่ิงมากมาย เราคิดช่วยในใจว่า ขอให้ท่านข้ามถนนไปอย่าง ปลอดภัยเกิด แต่คิดดีแค่นั้นยังไม่พอ ยังไม่ถือว่าได้ทาดีแล้ว เมื่อคิดแล้ว เราเดินไปจูงมือท่าน ช่วยพาท่านข้ามถนนไปจนปลอดภยั อย่างนี้จึงจะถือ ว่าไดท้ าดีแลว้ (คอลัมนห์ มายเหตุประเทศไทย หนังสอื พิมพไ์ ทยรัฐ วนั ท่ี 5 ธันวาคม 2552) จากตัวอย่างนี้ ความคิดแม้จะดีเลิศเพียงใด ก็เป็นเพียงแค่ ความคิด ผู้อ่ืนไม่สามารถรู้ได้จนกว่าผู้นั้นจะแสดงพฤติกรรมที่เป็น รูปธรรมในรูปของ “คาพูด – ขอ้ เขียน – การกระทา” ออกมา
21 3. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง “คดิ ” กับ “คน” ความสามารถในการคิดและความแตกต่างของความคดิ มคี วาม สัมพันธ์กับความแตกต่างของบุคคลอย่างแยกไม่ออก ..คนใดก็ตามเกดิ มามคี วามจาดี กย็ ่อมจะมขี ้อเท็จจริงมาก ซึ่งช่วยให้ คดิ ไดเ้ ร็ว ..ผู้เยาว์ย่อมมีประสบการณ์ชีวิตน้อยกว่าผู้ใหญ่ และย่อมมีสารับ ข้อเท็จจริงเล็กกว่า จึงมีความสามารถในการคิดได้ไม่ซับซ้อนและรวดเร็ว นอ้ ยกวา่ ผูใ้ หญ่ และแน่นอนความคดิ กจ็ ะตา่ งกนั ..ผ้มู ีการศกึ ษาน้อย ย่อมมีสารับข้อเทจ็ จริงเลก็ กว่าผู้ที่มีการศึกษา สูง ความสามารถในการคิดก็จะต่างกัน ..ผู้ท่ีจบการศึกษาสาขาวิชาท่ีต่างกัน ย่อมมีสารับข้อเท็จจริง ตา่ งกัน ความคดิ ก็ตา่ งกัน ..ผู้ที่มีค่านิยมต่างกัน ย่อมมีสารับข้อเท็จจริงต่างกัน ความคิดก็ ตา่ งกนั ..ผู้ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ย่อมมีสารับข้อเท็จจริงต่างกัน ความคิดก็ ต่างกัน ฯลฯ
22 4. ข้อเท็จจรงิ จากการถอดรหัสคิดที่ได้แสดงมาเป็นลาดับข้างต้นแล้วนั้น ท่าน ผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ความคิดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีข้อเท็จจริงมา โยงกัน เพื่อจะผูกเป็นความคิด จึงสมควรท่ีจะพูดกันถึงข้อเท็จจริงพอ เป็นสงั เขป ข้อเทจ็ จรงิ คอื อะไร? คือ ความจรงิ เทา่ ที่คนๆน้นั ถอื ว่าเป็นจรงิ ดังน้ัน พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตก เป็นความจริงของคนทวั่ ไปทั่วโลก ในสมยั โบราณกาล คนทั่วๆ ไปท่ัวโลกเชื่อกันว่า โลกแบนแต่มีคน ช่อื “กาลเิ ลโอ” ไม่เช่ือเช่นน้ัน และเขาพยายามจะบอกแก่สาธารณชนว่า สัณฐานของโลกน้ัน คือ กลมไม่ใช่แบน ในที่สุดข้อเท็จจริงท่ีว่า โลกกลมก็ เปน็ จรงิ นอกจากนี้ ภาษติ คาพงั เพย สานวนไทย ก็ยังเปน็ ที่นิยมของผู้คน ใช้เป็นคติในฐานะข้อเท็จจริงนาทางการประพฤติปฏิบัติของชีวิตตนอยู่ เช่น รักวัวให้ผูก-รักลูกให้ตี คบคนให้ดูหน้า-ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ พูดไปสองไพ เบี้ย-น่ิงเสียตาลึงทอง ไม้อ่อนดัดง่าย-ไม้แก่ดัดยาก หวานเป็นลม-ขมเป็น ยา อยา่ ไวใ้ จทาง-อยา่ วางใจคน-จะจนใจเอง เป็นต้น
23 อย่างไรก็ตาม บางภาษิตชักไม่แน่ใจว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ยังถือ ว่าจริงต่อไปอีกหรือไม่ เช่น ครูในโรงเรียนปัจจุบันนี้ ถูกห้ามทาโทษ นักเรียนด้วยการตี เช่น ตีก้น ตีน่อง ตีมือ หรือหยิกอีกต่อไป น่ันแสดงว่า คนสมัยใหม่ไม่เช่ือ “รักวัวให้ผูก-รักลูกให้ตี” กันแล้วหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น ภาษิตนี้ได้กลายเป็นข้อเท็จ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นจริงไปเสียแล้ว สาหรับ คนบางคน บางกลุม่ ข้อเท็จจริงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ข้อเท็จจริง ประสบการณ์และข้อเท็จจรงิ ความรู้ 1. ข้อเทจ็ จริงประสบการณ์ คือ ข้อเท็จจริงท่ีบคุ คลได้ประสบมา ดว้ ยตนเอง เช่น มปี ระสบการณว์ า่ เคยเจอผี ซ่ึงแต่ก่อนหน้านี้ คนๆ น้ีเปน็ วทิ ยาศาสตร์จา๋ ไม่เช่อื เร่ืองผีสางนางไมอ้ ยา่ งชนิดหัวชนฝา จนวันหน่ึงเขา ได้ประสบด้วยตนเอง เขาเห็นสุภาพสตรีสูงอายุแต่งกายในยุคสมัยรัชกาล ที่ 5 เปิดประตูเดินออกมาจากห้อง ซึ่งเขาก็กาลังเดินเข้าไป เม่ือเขาเดิน เข้าไปในห้องจึงสอบถามผู้ที่อยู่ในห้องว่า สุภาพสตรีท่านน้ันคือใครหรือ? ทกุ คนในห้องมองหน้ากัน คนหนึ่งจงึ ตอบว่า ในห้องนี้ไม่มีสุภาพสตรี มีแต่ ผู้ชายทั้งนนั้ อันท่ีจริงถ้าพูดโดยภาพรวมๆ แล้ว ข้อเท็จจริงประสบการณ์น้ีจะ ไดม้ าทาง ประสาทสมั ผสั ท้ัง 5 ของคนเปน็ สาคัญ ไดแ้ ก่ รปู – ทางตา เชน่ สวย ขเี้ หร่ กลม รี แบน ยาว สั้น ฯลฯ
24 รส – ทางล้ิน เช่น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม ฯลฯ กล่นิ – ทางจมกู เชน่ หอม เหมน็ ฉนุ ฯลฯ เสยี ง- ทางหู เชน่ ดงั ค่อย เพราะ ใส ฯลฯ สัมผสั – ทางกาย เชน่ แข็ง นุ่ม เหลว ฯลฯ นอกจากนี้ อาจจะได้มาจากทางใจ เช่น จากการน่ังวิปสั สนาของ พระผู้ทรงศลี และได้พบข้อเท็จจริง ซ่ึงข้อเท็จจริงเช่นนี้ จะเชื่อว่าเปน็ จริง ก็แต่เฉพาะในส่วนของผู้ปฏิบตั ิเท่าน้ัน ส่วนคนที่ไม่มีประสบการณ์ก็จะไม่ มีขอ้ เท็จจรงิ เหล่านี้ แถมบางคนอาจจะพาลไปวา่ เปน็ ขอ้ เท็จไปเสยี อีก 2. ข้อเท็จจริงความรู้ คือ ข้อเท็จจริงที่บุคคลได้จากการ ปฏสิ ัมพันธก์ บั แหลง่ ขอ้ เทจ็ จริงต่างๆ แหล่งข้อเท็จจริงความรู้ที่สาคัญ ได้แก่ ตัวบุคคล สื่อ และ วฒั นธรรม แหลง่ จากบคุ คล แหล่งจากบุคคลท่ีสาคัญ มี 2 แหลง่ ไดแ้ ก่ 1) ผู้เช่ียวชาญ เช่น ถ้าเจ็บป่วย – พบแพทย์ ถ้าไม่เข้าเรียน – พบอาจารย์ ถ้ารถเสยี – พบช่าง ถา้ เผาศพ – พบสัปเหร่อ ฯลฯ 2) ผูม้ อี านาจ เช่น สองครอบครวั ในหมู่บ้านชายทุ่งวิวาทกัน เร่ือง การรกุ ล้าเขตนา ต่างคนตา่ งโตเ้ ถยี งกันวา่ ข้อเท็จจริงของตนน้ันเปน็ ความ จริง จึงต้องให้กานัน ผู้ใหญ่บ้านตัดสิน เม่ือตัดสินว่าข้อเท็จจริงของ
25 ครอบครัวท่ี 1 เปน็ จริง ซ่ึงครอบครัวท่ี 2 ไม่ยอมรับอยู่ในใจแน่นอน แต่ก็ จาต้องยอมรับในคาตัดสิน และจาใจต้องถือกันต่อๆ มาว่าเป็นจริง ซึ่ง ข้อเท็จจริงนั้นอาจเปน็ เทจ็ ก็ได้ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงจากผู้มีอานาจจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ มลี กั ษณะเผดจ็ การแฝงอยใู่ ห้บุคคลต้องเชอื่ หรือยอมรับในข้อเท็จจริงนั้นๆ ว่าเป็นจรงิ สาหรับผมู้ พี ระคณุ และผู้มีอานาจ คือ ผอู้ ยใู่ นฐานะเหนือกว่าคนๆ น้ัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง บิดามารดา พระ ครู-อาจารย์ ฯลฯ ถ้าในตวั อยา่ งนี้ กค็ อื กานนั -ผูใ้ หญ่บา้ น แหลง่ จากสือ่ แหล่งจากสือ่ ที่สาคญั 3 แหล่ง ไดแ้ ก่ 1. ส่อื ส่ิงพิมพ์ เช่น หนงั สอื พิมพ์ วารสาร หนงั สอื เป็นตน้ 2. ส่อื ภาพและเสียง เช่น วทิ ยุ โทรทัศน์ วดี ิทศั น์ เป็นตน้ 3. สื่ออิเลคทรอนิกส์ เช่น อินเตอร์เน็ต เป็นการติดต่อสื่อสาร ระหว่างคอมพิวเตอร์สู่คอมพิวเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันน้ีผู้คนจานวนมากใช้ เปน็ เครอ่ื งมือคน้ หาขอ้ เทจ็ จริงท่ีต้องการนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน รวมทั้ง เว็บไซตต์ ่างๆ และหนังสอื อิเลคทรอนกิ ส์
26 แหล่งจากวัฒนธรรม ข้อเท็จจริงเก่ียวกับวัฒนธรรมจะเป็นข้อเท็จจริงในเรื่องของแบบ แผนการดารงชีวิตของคนในสังคมน้ันๆ ที่มีการสืบทอดต่อกันมาเป็น เวลานานจนกลายเป็นวถิ ชี วี ติ ของคนในสังคมน้ันๆ เช่น อุดมการณ์ ความ เช่ือ ค่านิยม บรรทัดฐานทางสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศีลธรรม ศิลปะ ฯลฯ 5. หนังสอื “คดิ ” กระแสหนังสือท่ีเขียนเกี่ยวกับเรื่อง “คิด” ในเมืองไทย อาจ จาแนกออกได้เป็น 2 กระแสหลัก ได้แก่ หนังสือกระแสทางโลกและ หนงั สือกระแสทางพุทธธรรม 1. หนังสือกระแสทางโลก เช่น หนังสือในแบบของ เดล คาร์เนก้ี นโปเลียน ฮิลล์ หลวงวิจิตรวาทการ หนังสือท่ีถอดรหัสความคิดมาจาก เร่ืองราวของสามกก๊ พิชยั สงครามซุนวแู ละวรรณกรรมอ่ืนๆ และหนังสือท่ี เขียนถึงวิธีการคิดแบบต่างๆ โดยที่วิธีคิดแบบหนึ่ง ก็เขียนออกมาเป็น หนังสือ 1 เล่มโดยเฉพาะ เช่น คิดแบบวิเคราะห์ คิดแบบสังเคราะห์ คิด แบบสร้างสรรค์ คิดแบบแนวข้าง คดิ บวก ฯลฯ 2. หนังสือกระแสทางพุทธธรรม หลักใหญ่ของเนื้อหาสาระใน หนังสือกระแสนี้ ก็จะอยู่ที่เรื่อง “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งประกอบด้วย วิธีการคิด 10 วิธี (แบบสืบสาวเหตุปัจจัย แบบแยกแยะส่วนประกอบ แบบสามญั ลกั ษณ์ แบบอริยสจั แบบอรรถธรรมสัมพันธ์ แบบคุณโทษและ
27 ทางออก แบบคุณค่าแท้ – คุณคา่ เทียม แบบอบุ ายปลกุ เร้าคุณธรรม แบบ เปน็ อยูใ่ นปจั จบุ ัน และแบบวิภัชชวาท) หนังสือเล่มหลักท่ีใช้อ้างอิงสาหรับฆราวาสนักวิชาการที่สนใจ เขียนหนงั สือกระแสนี้ คือ หนังสือชื่อ“พุทธธรรม”เขียนโดยพระราชวรมนุ ี (ป.อ.ปยุตโต) หนังสือสองกระแสหลักน้ี ถือได้ว่า เปน็ F2 ข้อเท็จจริงท่ีรู้ ทาให้ ท่านผู้อ่านรู้ถึงวิธีคิดแต่ละวิธี ทาให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึง F2 ซึ่งเหมาะสม ทจี่ ะนามาใชเ้ พ่ือสรา้ งความคดิ ข้นึ มาต่อไป 6. สอนใหค้ ดิ การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นความจา ตกเป็นจาเลยของสังคม การศึกษามาช้านาน ว่าเป็นตัวฉุดตัวร้ังการพัฒนาการศึกษาของไทย ทา ให้เยาวชนของชาติด้อยคุณภาพ ตกอยู่ในสภาพของคนท่ีคิดไม่เป็น จึงไม่ มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นกาลังสาคัญในอันที่จะขับเคล่ือนการ พัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศต่างๆ ได้ ซ่ึงถือเป็น ความอัปยศอย่างยิ่ง จึงดูเสมือนว่าการสอนให้ “คนคิด”นั้น เป็นสิ่งท่ียาก เหลือกาลัง ส่วนการสอนให้ “คนท่องจา”นั้นง่ายมาก จึงเป็นสิ่งที่ครู ทั้งหลายประพฤติปฏิบัตกิ นั อยู่ มเี รื่องเลา่ กันสนกุ ๆ ว่า คนรัสเซยี นัน้ ไม่ยม้ิ เพราะวา่ เป็นนักคิด แต่ สาหรับเมืองไทยของเรานั้นได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองย้ิม ดังนั้น คนไทยจึง
28 ไม่ใช่นักคิด ถ้าอยากให้คนไทยคิดละก็ รัฐต้องบังคับให้คนไทยห้ามยิ้ม เม่อื นน้ั แหละ รบั รองวา่ คนไทยจะต้องเป็นชาตนิ กั คดิ เหมอื นคนรัสเซยี เป็น แน่แท้....ท่านผู้อา่ นเห็นดว้ ยหรอื ไม่! ถ้าไมเ่ ห็นด้วยแล้วเราจะทาอยา่ งไรกนั ดี! ทางออก ก็คือ เราต้องย้อนกลับไปแกะหรือถอดรหัสทฤษฏีคิด ของเราว่า จากกรอบทฤษฏีของเราน้ัน เราจะออกแบบการสอนอย่างไร ใหค้ นคดิ ? ลองมาดูกนั ... F1 โยง F2 (ข้อเท็จจริงเหตุให้คดิ ) (ขอ้ เท็จจริงที่ร)ู้ ผกู T ความคิด จากทฤษฏีของเรา ความคิดเกิดจากการโยง F2 เข้ากับ F1 แล้ว ผูกเป็นเร่ืองขึ้นในใจ (ยังเป็นนามธรรมอยู่จนกว่าจะพูด-เขียน-ทา จึงจะ เปน็ รูปธรรมพฤติกรรมใหค้ นอืน่ รับรู้ได)้ ดังนัน้ หน้าท่ีของเรา แน่นอนคือ
29 ต้องใหค้ นมี F2 และสรา้ ง F1 เพ่ือเปน็ เง่ือนไขให้คนโยง F2 ให้เข้ากับ F1 แล้วเกิดเปน็ ความคิดของเขาขึ้น แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เขาคิด เน่ืองจากอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องหาทางให้เขาได้แสดงพฤติกรรม รูปธรรมของความคิดออกมาในรูปของการพูด-การเขียน-การกระทา ซึ่ง สามารถเขยี นเป็นภาพแสดงรปู แบบการสอนให้คิด ดงั นี้ F1 โยง F2 (ขอ้ เท็จจริงเหตใุ หค้ ดิ ) (ข้อเทจ็ จรงิ ทรี่ ู้) ผกู T ความคิดแสดงออกโดย พดู ทา เขียน จ า ก รู ป แ บ บ ก า ร ส อ น ใ ห้ ค น คิ ด ที่ ถ อ ด ร หั ส ม า ไ ด้ จ า ก ก ร อ บ กระบวนการคดิ ของเรา เรามาแกะรอยเพ่ือค้นหารูปธรรมของการสอนให้ คดิ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนกันเลย
30 1. ให้คนมี F2 นทิ านอิสปเรอ่ื ง ไก่ได้พลอย ครูเลา่ ให้ลกู ศิษย์ฟัง .......ไก่ตัวหน่ึงขณะคุ้ยเข่ียหาอาหารอยู่ตามลานบ้าน ไปพบ พลอยเข้าเม็ดหนึ่งงามดีมาก ไก่ตัวน้ันจึงพูดข้ึนว่า “ พลอยเม็ดน้ีเจ้าของ คงทาตกไว้ ถ้าเจ้าของเขามาพบเข้า คงเก็บไปฝังในหัวแหวนประดับนิ้ว ตามเดิมแต่สาหรับข้าแล้วจะหาประโยชน์สักนิดหนึ่ง สู้ข้าวเปลือกสัก เมล็ดหนึ่งกไ็ ม่ได้ พดู แลว้ ไก่กเ็ ดินคุย้ เขีย่ ต่อไป ” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ส่ิงของน้ันถึงแม้จะมีค่าสักเพียงใดก็ ตาม แตอ่ าจมีประโยชนส์ าหรบั ผหู้ นึ่งและไรค้ ่าสาหรับอกี ผูห้ น่งึ ก็ได้” นิทานเร่ืองไก่กับพลอยนี้ คือ F2 ซึ่งคือข้อเท็จจริงที่จดจาได้ว่า นิทานเรอื่ งนส้ี อนใหร้ วู้ า่ พลอยนัน้ ไม่มีประโยชนส์ าหรบั ไก่ ส้ขู ้าวเปลอื ก 1 เมลด็ ก็ไมไ่ ด้ ครเู น้นย้า ซา้ ทวนใหล้ กู ศษิ ยจ์ ดจาคาสอนของนิทานเรือ่ งนเ้ี อาไว้
31 2 สร้าง F1 นทิ านเรอ่ื ง “สุนขั บนกองฟาง” ครเู ล่าให้ลกู ศิษย์ฟงั พรอ้ มทัง้ ใหอ้ ่านตามไปดว้ ย สุนัขตวั หนง่ึ นอนอยบู่ นกองฟาง ววั ตัวหนง่ึ เห็นกองฟางนั้น กม็ ี ความหวิ กระหายจะไดก้ นิ ฟางนนั้ จึงเดนิ เข้ามาแลว้ กม้ หัวจะกนิ สนุ ัข เห็นดังนนั้ จงึ ลุกขนึ้ เห่าไม่ยอมใหว้ วั กนิ ฟางนน้ั ววั จึงบอกวา่ “เจ้าหมาเอย๋ แกกนิ ฟางนี่เป็นไหม?” สุนขั บอกว่า “ขา้ นเี้ ปน็ หมากนิ แตเ่ น้อื กบั ขา้ ว ขนมปัง ขา้ ไมใ่ ชส่ ัตว์กนิ ฟางอยา่ งแก” “ก็ถ้าเช่นน้นั แกจะหวงไว้ทาไม ล่ะ” เมื่อครูเล่าจบแล้ว จึงให้ลูกศิษย์อ่านซ้าในใจกันทุกคน จากนั้นครู จงึ ตง้ั คาถามวา่ “นทิ านเรื่องนีส้ อนให้รอู้ ะไร?” โดยใหเ้ ทยี บเคียงกับนิทาน เร่อื ง “ไกก่ ับพลอย” น่ี คือ การสร้างเหตุการณ์ให้ F1 และF2 มีความคล้ายคลึง ใกล้เคียงกัน ซ่งึ จะทาใหโ้ ยง F2 กับ F1 ไดแ้ ล้วผูกเป็นความคดิ ต่อไป 3. โยง F2 – F1 ครูตั้งคาถามกับลูกศิษย์ว่า “นิทานเร่ืองน้ีสอนให้รู้อะไร?” โดยให้ เทียบเคียงกับนทิ านเรือ่ ง “ไก่กับพลอย”
32 4. กาหนดพฤตกิ รรมแสดงความคดิ เห็น ครูให้ลูกศิษย์แสดงพฤติกรรม “พูด/เขียน/ทา” เพ่ือตอบโจทย์ คาถามทีว่ ่า นทิ านเร่ืองน้สี อนใหร้ ้อู ะไร? F1 โยง F2 (ขอ้ เทจ็ จรงิ เหตใุ ห้คดิ ) (ขอ้ เท็จจรงิ ทีร่ ้)ู ผูก T พดู ทา เขียน สอนให้รู้วา่ .......................................... .......................................... สวสั ดี โสภณ ธนะมยั วิทยาลัยสงิ่ แวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 19 มิถนุ ายน 2553
33 ดว้ ยรกั และระลกึ ถงึ พระคุณ....พี่หริ ผู้อยู่เบอื้ งหลังความสาเรจ็ ของมหาบัณฑติ และปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต แหง่ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ นอ้ งๆ ทมี งานผจู้ ดั ทา
Search
Read the Text Version
- 1 - 42
Pages: