รายงาน เรื่อง....จงั หวดั สตลู จดั ทาโดย นางสาววิจติ รา บุญวฒั น์ เลขท่ี 27 ชั้น ปวช.3 นาเสนอ อาจารย์ จริ ะนนั ท์ มามี โรงเรยี นหนองพระพทิ ยา
จงั หวัดสตลู สตลู เป็นจงั หวดั ท่ีอยทู่ างตอนใตข้ องประเทศไทย (ทางชายฝั่งทะเลอนั ดามนั ) คาวา่ สตูล มาจาก คาภาษามลายเู กอดะฮว์ า่ เซอตุล (( )ستولภาษามาเลยว์ า่ เซอตุล (setul)) แปลวา่ กระทอ้ น ซ่ึงเป็น ผลไมช้ นิดหน่ึงที่ข้ึนอยชู่ ุกชุมในทอ้ งท่ีน้ี โดยชื่อเมือง นครสโตยมาบงั สการา (มลาย:ู Negeri Setoi Mumbang Segara) น้นั หมายความวา่ สตลู เมืองแห่งพระสมุทรเทวา[3] ดงั น้นั \"ตราพระสมุทรเท วา\" จึงกลายเป็นตราหรือสัญลกั ษณ์ของจงั หวดั มาตราบเท่าทุกวนั น้ี
คำขวญั ประจำจงั หวดั : สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธ์ิ ต้นไม้ประจำจงั หวดั : ตน้ หมากพลตู ก๊ั แตน (Dalbergia bariensis) ดอกไม้ประจำจงั หวดั : ดอกกาหลง (Bauhinia acuminata) สัตว์นำ้ ประจำจังหวดั : ปลาการ์ตนู ส้มขาว (Amphiprion ocellaris)
ประวตั ิ ในยคุ รัตนโกสินทร์ตอนตน้ สตูลเป็นเพยี งตาบลหน่ึงในเขตเมืองไทรบุรี เรียกวา่ มูเก็มสะตุล ()مقيم ستول ประวตั ิความเป็นมาของเมืองสตลู จึงเก่ียวขอ้ งกบั ไทรบุรี ดงั ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัช สมยั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั วา่ \"ตามเน้ือความที่ปรากฏดงั กล่าวมาแลว้ ทาใหเ้ ห็นวา่ ในเวลาน้นั พวกเมืองไทรเห็นจะแยกกนั เป็นสองพวกคือ พวกเจา้ พระยาไทรปะแงรันพวกหน่ึง และพระยาอภยั นุราชคงจะ นบนอ้ มฝากตวั กบั เมืองนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเมื่อพระยาอภยั นุราชไดม้ าเป็นผวู้ า่ ราชการเมืองสตลู ซ่ึงเขต แดนติดต่อกบั นครศรีธรรมราชมากกวา่ เมืองไทร แต่พระยาอภยั นุราชวา่ ราชการเมืองสตูลไดส้ องปี กถ็ ึงแก่ อนิจกรรม ผใู้ ดจะไดว้ า่ ราชการเมืองสตลู ตอ่ มาในช้นั น้นั หาพบจดหมายเหตุไม่ แตพ่ ิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ ที่เกิดข้ึนภายหลงั เขา้ ใจวา่ เช้ือพระวงศข์ องพระอภยั นุราช (ปัศนู) คงจะไดว้ า่ ราชการเมืองสตลู และฟังบงั คบั บญั ชาสนิทสนมกบั เมืองนครศรีธรรมราชอยา่ งคร้ังพระยาอภยั นุราชหรือยงิ่ กวา่ น้นั \" เรื่องเกี่ยวกบั เมืองสตลู น้นั ยงั ปรากฏในหนงั สือพงศาวดารเมืองสงขลา แต่ขอ้ ความท่ีปรากฏบางตอนเก่ียวกบั ชื่อผวู้ า่ ราชการเมืองสตลู ไม่ตรงกบั ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ประวตั ิเกี่ยวกบั เมืองสตลู ในการจดั รูปแบบการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาลกล่าวไวว้ า่ ในปี พ.ศ. 2440 พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระยาไทรบุรีรามภกั ดี เจา้ พระยาไทรบุรี (อบั ดุลฮามิต) เป็นขา้ ราชการเทศาภิบาลมณฑลไทรบุรี โดยเมืองสตลู ไดแ้ ยกออกจากไทรบุรี อยา่ งเดด็ ขาดตามหนงั สือสญั ญาไทยกบั องั กฤษ เรื่องการปักปันดินแดนนะหวา่ งไทยกบั สหพนั ธรัฐมลายู ซ่ึงลง นามกนั ท่ีกรุงเทพมหานคร เม่ือวนั ท่ี 10 มีนาคม ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2452) จากหนงั สือสัญญาน้ียงั ส่งผลใหเ้ มืองไทร บุรีและเมืองปะลิสตกเป็นขององั กฤษ ส่วนเมืองสตูลยงั คงเป็นของไทยมาจนถึงปัจจุบนั เมื่อปักปันดินแดนเสร็จแลว้ ไดม้ ีพระราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ มืองสตลู เป็ นเมืองจตั วารวมอยใู่ นมณฑล ภูเกต็ เม่ือวนั ที่ 6 สิงหาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2453) ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยไดเ้ ปล่ียนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมืองสตลู กม็ ีฐานะเป็น จงั หวดั หน่ึงในราชอาณาจกั รไทยสืบตอ่ มาจนถึงปัจจุบนั น้ี
สภำพทำงภูมศิ ำสตร์ ขนำดและทตี่ ้ัง จงั หวดั สตลู เป็นจงั หวดั ท่ีอยใู่ ตส้ ุดของประเทศไทยทางชายฝ่ังทะเลอนั ดามนั ซ่ึงเป็นชายฝ่ังทะเล ทางดา้ นตะวนั ตกของประเทศไทย อยรู่ ะหวา่ งเสน้ รุ้งท่ี 6 องศา 4 ลิปดา ถึง 7 องศา 2 ลิปดาเหนือ กบั เสน้ แวงที่ 99 องศา 5 ลิปดา ถึง 100 องศา 3 ลิปดาตะวนั ออก อยหู่ ่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 973 กิโลเมตร มีพ้ืนท่ีท้งั หมด 2,478.997 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,549,361 ไร่ เป็น ลาดบั ที่ 63 ของประเทศ และลาดบั ท่ี 12 ของภาคใต้ รองลงมาคือ จงั หวดั ปัตตานีและจงั หวดั ภูเกต็ มี พ้นื ที่ติดต่อกบั จงั หวดั ตรังทางทิศเหนือ จงั หวดั สงขลาทางทิศตะวนั ออก และรัฐปะลิส ประเทศ มาเลเซียตลอดแนวชายแดน (ทางทิศใต)้ ยาวประมาณ 56 กิโลเมตร ติดต่อฝ่ังอนั ดามนั ยาวประมาณ 144.8 กิโลเมตร เป็นพ้นื ที่เกาะประมาณ 88 เกาะ
ภูมปิ ระเทศ พ้นื ที่จงั หวดั สตลู ทางดา้ นทิศเหนือและทิศตะวนั ออกเป็นเนินเขาและภูเขาสลบั ซบั ซอ้ น โดยมีทิว เขาท่ีสาคญั แบ่งเขตประเทศไทยกบั ประเทศมาเลเซีย คือ ทิวเขาบรรทดั และทิวเขาสันกาลาคีรี พ้ืนที่ ของจงั หวดั ค่อย ๆ ลาดเอียงลงสู่ทะเลดา้ นทิศตะวนั ตกและทิศใต้ โดยยงั มีภูเขานอ้ ยใหญ่อยกู่ ระจดั กระจายในตอนล่าง ภเู ขาท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ เขาจีน เขาบารัง เขาใหญ่ เขาทะนาน และเขาพญาวงั และมี ท่ีราบแคบ ๆ ขนานไปกบั ชายฝ่ังทะเล ถดั จากท่ีราบลงไปเป็นพ้ืนที่ป่ าชายเลนน้าเคม็ ข้ึนถึง อุดมไป ดว้ ยป่ าแสมและป่ าโกงกาง สตลู เป็นจงั หวดั ที่ไม่มีแม่น้าไหลผา่ น คงมีแต่ลาน้าส้ัน ๆ ตน้ น้าเกิดจาก ภเู ขาทางทิศเหนือและทิศตะวนั ออกของจงั หวดั ภูมอิ ำกำศ พ้นื ท่ีจงั หวดั สตลู ไดร้ ับอิทธิพลจากมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือท่ีพดั ผา่ นอ่าวไทย และมรสุม ตะวนั ตกเฉียงใตจ้ ากมหาสมุทรอินเดีย ลกั ษณะภมู ิอากาศเป็นแบบร้อนช้ืน มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เร่ิมต้งั แต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภมู ิอยรู่ ะหวา่ ง 21.6-39.5 องศาเซลเซียส ฤดูฝน เริ่มต้งั แต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนมกราคม อุณหภูมิอยรู่ ะหวา่ ง 21.9-38.8 องศาเซลเซียส ระหวา่ งปี พ.ศ. 2543-2547 ปริมาณน้าฝนเฉลี่ยประมาณ 2,318 มิลลิเมตร ตกชุกที่สุดในช่วงเดือน มิถุนายน-ตุลาคม อุณหภมู ิสูงสุดเฉลี่ย 32.72 องศาเซลเซียส ต่าสุดเฉลี่ย 23.51 องศาเซลเซียส อุณหภมู ิสูงสุดวดั ได้ 38.4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 และอุณหภมู ิต่าสุดวดั ได้ 19.2 องศาเซลเซียส เม่ือเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 และเดือนกมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2545
เศรษฐกจิ รำยได้ประชำกรและผลติ ภณั ฑ์มวลรวมจังหวดั รายไดป้ ระชากรโดยทว่ั ไปของจงั หวดั สตูลข้ึนอยกู่ บั ผลผลิตทางการเกษตรและการคา้ อาชีพหลกั คือ การทาสวนยางพารา ปาลม์ น้ามนั การทานา และการทาสวนไมผ้ ล ฯลฯ จากตวั เลขผลิตภณั ฑ์ มวลรวมจงั หวดั ของสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2558 ประชากรมีรายไดเ้ ฉลี่ยต่อคน/ปี เท่ากบั 112,051 บาท โดยมีมลู ค่าสูงกวา่ ปี ท่ีผา่ นมา 693 บาท เม่ือ เปรียบเทียบกบั จงั หวดั ในภาคใต้ จงั หวดั สตูลมีรายไดเ้ ฉล่ียต่อคน/ปี เป็นลาดบั ที่ 7 ของภาคใต้ และ ลาดบั ที่ 28 ของประเทศ โครงสร้ำงเศรษฐกจิ หลกั โครงสร้างเศรษฐกิจของจงั หวดั สตลู ข้ึนอยกู่ บั สาขาเกษตรกรรม การล่าสตั ว์ และการป่ าไมเ้ ป็นหลกั โดยมีสดั ส่วนร้อยละ 26.5 สาขาการผลิตท่ีมีความสาคญั รองลงมาไดแ้ ก่ สาขาประมงมีสัดส่วนร้อย ละ 16.0 สาขาการขายส่ง ขายปลีกมีสดั ส่วน ร้อยละ 11.5 สาขาขนส่งมีสัดส่วน ร้อยละ 12.5 และ สาขาอ่ืน ๆ ร้อยละ 33.5 ตามลาดบั ผลิตภณั ฑม์ วลรวมจงั หวดั สตลู (GPP AT CURRENT MARGET PRICES)ปี 2558 มีมูลค่าเท่ากบั 31,335 ลา้ นบาท คิดเป็นร้อยละ 0.2 ของผลิตภณั ฑม์ วล รวมท้งั ประเทศ(GDP) คิดเป็นร้อยละ 2.6 ของผลิตภณั ฑม์ วลรวมภาคใต้ (GRP) เป็นลาดบั ที่ 12 ของ ภาคใต้ และมีขนาดเศรษฐกิจเลก็ ท่ีสุดในกลุ่มจงั หวดั ภาคใตช้ ายแดน สาหรับอตั ราขยายตวั ของ เศรษฐกิจจงั หวดั สตูล ขยายตวั ร้อยละ 1.7 จากที่ขยายตวั ร้อยละ 0.9 ในปี ท่ีผา่ นมา
จงั หวดั สตลู ยงั มีศกั ยภาพทางดา้ นการท่องเท่ียว เน่ืองจากจงั หวดั สตลู มีธรรมชาติแวดลอ้ มดว้ ย ภูเขาและทะเล อุดมสมบูรณ์ดว้ ยป่ าไมท้ ้งั ป่ าธรรมชาติและป่ าชายเลน รายลอ้ มดว้ ยหม่เู กาะท่ี สวยงามและเป็นจงั หวดั ท่ีสงบ ปลอดภยั ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ จึงทาใหเ้ ป็นท่ีสนใจของ นกั ท่องเที่ยวท้งั ชาวไทยและต่างประเทศ สามารถสร้างรายไดใ้ หแ้ ก่จงั หวดั สตลู เพิ่มมากข้ึน จงั หวดั สตลู ยงั มีชายแดนติดต่อกบั ประเทศมาเลเซีย มีด่านศุลกากรสตลู และด่านศลุ กากรวงั ประจนั เป็น ช่องทางในการขนส่งสินคา้ ไปจาหน่าย ซ่ึงสินคา้ ส่งออกที่สาคญั ไดแ้ ก่ อิฐก่อสร้าง กระเบ้ืองซีเมนต์ ฯลฯ นอกจากน้ีจงั หวดั สตลู ไดก้ าหนดแผนการพฒั นาเศรษฐกิจในดา้ นต่าง ๆ ของจงั หวดั เพ่ิมมาก ข้ึน เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษท์ างทะเล ส่งเสริมการตลาดและพฒั นากิจกรรมส่งเสริม การท่องเท่ียว พฒั นาร้านอาหาร ร้านคา้ และผลิตภณั ฑ์ OTOP สู่มาตรฐานสากล ฯลฯ ท้งั น้ี เพ่ือเป็น การเตรียมความพร้อมสาหรับการเขา้ สู่ประชาคมอาเซียน และจากศกั ยภาพในดา้ นต่าง ๆ ท่ีมีอยใู่ น จงั หวดั จงั หวดั สตลู จึงเป็นจงั หวดั หน่ึงที่น่าสนใจในการเขา้ มาลงทุนของผปู้ ระกอบการที่ตอ้ งการ แหล่งลงทุนใหม่ ๆ
ทำเนียบเจ้ำเมอื ง ข้ำหลวง และผู้ว่ำรำชกำรจังหวดั สตูล ลำดบั นำม ระยะเวลำดำรงตำแหนง่ 1. พระยาอภยั นุราชฯ (ตนกบู ิศนู) 2356 - 2358 2. พระยาสมนั ตรัฐบุรินทร์ (ตวนกมู ูฮาหมดั อาเก็บ) 2382 - 2419 3. พระยาอภยั นุราช (ตวนกอู ิสมาแอล) 2419 - 2427 4. พระยาอภยั นุราช (ตนกอู บั ดุลเราะห์มาน) 2427 - 2440 5. พระยาภูมินารถภกั ดี (กูเด็น บิน กแู มะ) 2440 - 2457 6. พระยาสมตั รัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอบั ดุลลาห์) 2457 - 2475 7. พระยาบรรหารวรพจน์ (บุญนาค คชาเดช) 23 ก.พ. 2475 - 20 เม.ย. 2476 8. พระยาอมรศกั ด์ิ ประสิทธ์ิ (ทนงค์ บุญนาค)20 เม.ย. 2476 - 9. พระพิชิตบญั ชาการ (ทรัพย์ อินทรรัศมี) 19 ก.ค. 2476 - 21 ก.พ. 2477 10. พระพพิ ธิ ภกั ดี (กมู ดู อ อบั ดุลบุตร) 2 ก.พ. 2477 - 1 ธ.ค. 2480 11. ขนุ ภกั ดีดารงฤทธ์ิ (อน้ เกษีพนั ธ์) 15 ธ.ค. 2480 - 18 เม.ย. 2482 12. หลวงจรูญบรรณกิจ (จรูญ ณ สงขลา) 19 เม.ย. 2482 - 1 พ.ค.2484 13. หลวงเรืองฤทธ์ิ รักษร์ าษฎร์ (เซ่ง หชั ชวนิช) 1 พ.ค. 2484 -1 เม.ย. 2487 14. นายอุดม บุณยประสพ 1 ม.ค. 2487 - 17 ก.ย. 2487 15. นายแสวง ทินทอง 5 ต.ค. 2487 - 17 ต.ค. 2489 16. นายวเิ วก จนั ทรโรจนวงศ์19 ต.ค. 2489 - 14 มี.ค. 2490 17. นายทานุก รัตนดิรก ณ ภเู ก็ต 14 มี.ค. 2490 - 6 ธ.ค 2490 18. นายชาติ บุณยรัตพนั ธ์ 22 ธ.ค. 2490 - 3 เม.ย. 2494
19. ขนุ อารีราชการัณย์ (ชิต สุมนดิษฐ)์ 3 เม.ย. 2494 - 7 ส.ค. 2500 20. นายวชิ าญ บรรณโศภิษฐ์ 1 ส.ค. 2500 - 1 ต.ค.. 2501 21. นายวเิ วก จินทโรจนวงศ์ 1 ต.ค. 2501 - 27 ต.ค. 2506 22. นายเคล่ือน จิตรสาเริง 28 ต.ค. 2506 - 12 ก.พ. 2507 23. นายธวชั ชยั เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา 21 ก.พ. 2507 - 1 ก.พ. 2509 24. นายชาญ พนั ธ์เจริญ 2 มี.ค. 2509 - 30 ก.ย. 2514 25. นายเปรมศกั ด์ิ วิเชียรภกั ด์ิ 1 ต.ค. 2514 - 30 ก.ย. 2515 26. นายศุภโยค พานิชวทิ ย์ 1 ต.ค. 2515 - 12 ก.พ. 2518 27. นายอรุณ รุจิกณั หะ 24 ก.พ. 2518 - 1 ต.ค. 2519 28. นายอารีย์ วงศอ์ ารยะ 2 ต.ค. 2519 - 27 ก.ย. 2522 29. นายอเนก โรจนไพบลู ย์ 1 ต.ค. 2522 - 26 เม.ย. 2524 30. ร.ต.นิสิต อลั ภาชน์ 27 เม.ย. 2524 - 1 ต.ค. 2524 31. นายวโิ รจน์ ราชรักษ์ 11 ต.ค. 2524 - 30 ก.ย. 2526 32. นายจาเนียร ชวพงศ์ 1 ต.ค. 2526 -30 ก.ย. 2528 33. นายไพฑูรย์ สุนทรวภิ าค 1 ต.ค. 2528 - 30 ก.ย. 2531 34. นายสงดั จนั ทร์แช่มชอ้ ย 1 ต.ค. 2531 - 30 ก.ย. 2532 35. นายวเิ ชียร สุวตั ถี1 ต.ค. 2532 - 31 ต.ค. 2533 36. ร้อยเอกเคียงศกั ด์ิ ธรรมราชรักษ์ 1 พ.ย. 2533 - 30 ก.ย. 2534 37. ร้อยตรีหิรัญ ศิษฏิโกวทิ 1 ต.ค. 2534 - 30 ก.ย. 2537 38. นายอนุชา โมกขะเวส 1 ต.ค. 2537 - 30 ก.ย. 2539
39. นายชาติสง่า โมฬีชาติ 1 ต.ค. 2539 - 30 ก.ย. 2540 40. นายสรศกั ด์ิ สร้อยสนธ์ิ 1 ต.ค. 2540 - 30 ก.ย. 2543 41. นายกฤช อาทิตยแ์ กว้ 1 ต.ค. 2543 - 30 ก.ย. 2544 42. นายวจิ ิตร วชิ ยั สาร 1 ต.ค. 2544 - 30 ก.ย. 2546 43. นายอานนท์ พรหมนารท 1 ต.ค. 2546 - 30 ก.ย. 2547 44. นายมานิต วฒั นเสน 1 ต.ค. 2547 - 10 พ.ย. 2549 45. นายขวญั ชยั วงศน์ ิติกร 11 พ.ย. 2549 - 19 ต.ค.2551 46. นายสยมุ พร ลิ่มไทย 20 ต.ค.2551 - 15 มี.ค. 2552 47. นายสุเมธ ชยั เลิศวณิชกลุ 16 มี.ค..2552 - 30 ก.ย. 2553 48. นายวนิ ยั ครุวรรณพฒั น์ 1 ต.ค. 2553 - 30 ก.ย. 2554 49. นายพศิ าล ทองเลิศ 1 ต.ค. 2554 - 30 ก.ย. 2555 50. นายเหนือชาย จิระอภิรักษ์ 19 พ.ย. 2555 - 30 ก.ย. 2557 51. นายเดชรัฐ สิมศิริ 1 ต.ค.2557 - 30 ก.ย. 2558 52 นายภทั รพนธ์ รัตนพเิ ชฏฐชยั 1 ต.ค. 2558 - 30 ก.ย. 2561 53 นายจารุวฒั น์ เกล้ียงเกลา 1 ต.ค. 2561 – ปัจจุบนั
หน่วยการปกครอง กำรปกครองแบง่ ออกเป็น 7 อำเภอ 36 ตำบล 257 หม่บู ้ำน อาเภอเมืองสตูล อาเภอควนโดน อาเภอควนกาหลง อาเภอท่าแพ อาเภอละงู อาเภอทุ่งหวา้ อาเภอมะนงั
ประชำกร ชุมชนริมน้าของสตลู ขนมบุหงาปูดะ หรือขนมดอกลาเจียก ขนมพ้ืนเมืองของจงั หวดั สตูล ชำติพนั ธ์ุ ประชากรส่วนใหญน่ บั ถือศาสนาอิสลาม ในจานวนน้ีมีประชากรร้อยละ 9.9 อา้ งวา่ พวกเขาสืบเช้ือสายมาจาก ชาวมลายู โดยชาวไทยเช้ือสายมลายใู นสตูลมีความแตกตา่ งจากชาวไทยเช้ือสายมลายใู นแถบปัตตานี แต่จะมี วฒั นธรรมที่ใกลเ้ คียงกบั ชาวมลายใู นรัฐเกอดะฮ์ (ไทรบุรี) และไดร้ ับการผสมผสานกบั อิทธิพลของวฒั นธรรม ไทย[5] ชาวสตลู ที่มีเช้ือสายมลายแู ต่เดิมใชภ้ าษามลายเู กอดะฮ[์ 6] ในการสื่อสาร แตใ่ นช่วงระยะเวลาไม่ถึงหน่ึง ร้อยปี ชาวสตลู ก็ลืมภาษามลายถู ่ินของตน เยาวชนท่ีมีอายตุ ่ากวา่ 20 ปี ไมม่ ีใครพดู ภาษามลายถู ิ่นไดเ้ ช่นเดียวกบั เยาวชนในตวั เมืองปัตตานีและยะลา แต่ยงั เหลือประชาชนท่ียงั ใชภ้ าษามลายถู ิ่นได้ 13 หมู่บา้ น[7] ใน 3 ตาบล คือ ตาบลเจะ๊ บิลงั ตาบลตามะลงั และตาบลบา้ นควนเทา่ น้นั ที่ยงั ใชใ้ นการอา่ นคุตบะห์บรรยายธรรมในมสั ยดิ [8] นอกน้นั ในชีวติ ประจาวนั ชาวสตูลนิยมพดู ภาษาไทยมากกวา่ ซ่ึงแตกตา่ งจากชาวไทยเช้ือสายมลายใู นจงั หวดั ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสที่ร้อยละ 80 ยงั ใชภ้ าษามลายไู ด้ มีเพยี งร้อยละ 20 เท่าน้นั ท่ีเป็นกลุ่มสังคมเมืองซ่ึง พดู มลายไู ดเ้ ล็กนอ้ ยหรือพดู ปนภาษาไทย
อยา่ งไรก็ตามอิทธิพลทางดา้ นภาษามลายถู ่ินในจงั หวดั สตูลน้นั ยงั มีใหเ้ ห็นทว่ั ไป เช่น เกาะตะรุเตา (มาจากคา วา่ ตะโละเตา แปลวา่ อา่ วเก่าแก่), อา่ วพนั เตมะละกา (แปลวา่ ชายหาดท่ีมีชาวมะละกา), อุทยานแห่งชาติทะเล บนั (มาจากคาวา่ ลาอุตเรอบนั แปลวา่ ทะเลยบุ ) เป็นตน้ แต่หลายพ้นื ท่ีไดเ้ ปลี่ยนแปลงช่ือใหเ้ ป็นภาษาไทยไป เช่น อาเภอสุไหงอุเป (มีความหมายวา่ คลองกาบหมาก) ไดเ้ ปลี่ยนช่ือเป็ น อาเภอทุง่ หวา้ , บา้ นปาดงั กะจิ เปล่ียนเป็น บา้ นทุ่งนุย้ , บา้ นสุไหงกอแระ เปลี่ยนเป็ น บา้ นคลองขดุ เป็ นอาทิ ในปี พ.ศ. 2554 จงั หวดั สตูลไดม้ ีการนาหลกั สูตรสอนภาษามลายกู ลางใน 7 โรงเรียนคือ โรงเรียนบา้ นควน โรงเรียนบา้ นเจะ๊ บิลงั โรงเรียนบา้ นทุง่ มะปรัง โรงเรียนบา้ นแป-ระเหนือ โรงเรียนบา้ นสนกลาง โรงเรียนบา้ น ปากบารา และโรงเรียนบา้ นปากละงู ซ่ึงในโรงเรียนบา้ นควนมีผลการจดั การสอนท่ีน่าพงึ ใจ นกั เรียนสามารถใช้ ภาษามลายกู ลางกบั นกั เรียนแลกเปลี่ยนชาวมาเลเซียได้ และนาไปสู่การประเมินผล และขยายไปยงั โรงเรียนอ่ืน ๆ ศำสนำ ศาสนาในจงั หวดั สตลู (พ.ศ. 2560) ศาสนา ร้อยละ อิสลาม 76.77% พทุ ธ 23.02% อื่น ๆ 0.21% จงั หวดั สตลู เป็นหน่ึงในสี่จงั หวดั ของประเทศไทยท่ีมีประชากรส่วนใหญ่นบั ถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่มีเช้ือสายมลายู มีมสั ยดิ กลางประจาจงั หวดั คือ มสั ยดิ มาบงั [12] รองลงมาคือชาวพทุ ธ มีวดั ท้งั หมด 30 แห่ง[13] และที่เหลือคือศาสนาคริสต์ ซ่ึงศาสนสถานอยู่ 3 แห่งในเขตอาเภอเมืองสตลู ทุ่งหวา้ และละง[ู 14] จากการสารวจเมื่อ พ.ศ. 2553 พบวา่ ประชากรในสตูลนบั ถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 74.10 ศาสนาพุทธร้อยละ 25.81 และศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 0.09[15] ขณะที่การสารวจเมื่อ พ.ศ. 2560 พบวา่ ประชากรนบั ถือศาสนาอิสลามร้อยละ 76.77 ศาสนาพุทธร้อยละ 23.02 และ ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 0.21[11]
แมว้ า่ ในอดีตสตลู จะอยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของสุลต่านแห่งไทรบุรี แต่กม็ ีความสมั พนั ธ์อนั ดีกบั กรุง ศรีอยธุ ยาและกรุงรัตนโกสินทร์ รวมไปถึงเหตุผลดา้ นภูมิศาสตร์สตูลจึงนิยมติดต่อกบั สงขลา มากกวา่ ไทรบุรี ทาใหไ้ ดร้ ับอิทธิพลทางประเพณีและวถิ ีชีวติ อยา่ งสูงจากสงขลา[8] ชาวไทยเช้ือสาย มลายมู ุสลิมไดแ้ ต่งงานขา้ มกนั กบั ชาวไทยพุทธโดยไม่มีความตึงเครียดทางศาสนา ทาใหเ้ กิดกลุ่ม สงั คมท่ีเรียกวา่ ซมั ซมั (มลาย:ู Samsam) ซ่ึงในภาษามลายแู ปลวา่ ลกู คร่ึง ซมั ซมั ส่วนใหญ่กม็ ิไดน้ บั ถือศาสนาอิสลามเสมอไป[16] จงั หวดั สตลู ไม่เหมือนจงั หวดั มุสลิมอื่นในไทย เน่ืองจากไม่มีประวตั ิศาสตร์การเผชิญหนา้ กบั ศนู ยก์ ลางการปกครองในกรุงเทพมหานครหรือความตึงเครียดระหวา่ งชาวไทยพทุ ธ ซ่ึงเป็นชนกลุ่ม ใหญ่ในประเทศไทย
สถำนทที่ ่องเทย่ี วในจังหวดั สตูล 1. ถำ้ ภูผำเพชร มาเร่ิมตน้ กบั สถานที่แรกนนั่ กค็ ือ \"ถ้าภผู าเพชร\" ถ้าท่ีมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ติดอนั ดบั 4 ของ โลก ต้งั อยใู่ นตาบลปาลม์ พฒั นา อาเภอมะนงั จงั หวดั สตลู เมื่อเดินทางเขา้ ไปภายในถ้าจะพบหอ้ งโถงขนาดกวา้ ง เพดานถ้าสูง ๆ ท่ีเตม็ ไปดว้ ยหินงอกหินยอ้ ยที่ยงั คงมีหยดน้าเกาะตวั อยู่ และเม่ือกระทบกบั แสงไฟก็จะส่องเป็น ประกายอยา่ งสวยงาม พร้อมท้งั มีการแบง่ ชื่อแตล่ ะหอ้ งตามลกั ษณะของธรณีสัณฐานที่พบออกเป็ น 20 หอ้ ง เช่น \"ห้องม่ำนเพชร\" มีลกั ษณะคลา้ ยผา้ ม่านแขวนอย,ู่ หอ้ งพญานาค มีหินงอกคลา้ ยงูใหญห่ รือพญานาค, หอ้ ง ปะการัง มีหินงอกหินยอ้ ยคลา้ ยปะการังในทะเล และถา้ สังเกตจากประเภทของหินงอก (Stalagmite) ก็จะมีชื่อต่าง ๆ ตามรูปทรงที่พบเห็นมากถึง 31 แห่ง ส่วน ประเภทหินยอ้ ย (Stalactite) กม็ ีท้งั หมด 4 แห่ง และสุดทา้ ยคือประเภทเสาหิน (Column in Cavern) ซ่ึงเป็นส่วน ของหินงอกและหินยอ้ ยที่มาบรรจบกนั แลว้ มองดูคลา้ ยเสาค้ายนั เพดาน ถ้ากวา่ 14 แห่ง นอกจากน้ียงั มีประเภทเสาหินท่ีมีลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั เช่น เสาเพชร หรือเสาหินยอ้ ย หรือเสาค้าสุริยนั รวมท้งั ยงั มีบอ่ ข้นั บนั ได ที่มีลกั ษณะเหมือนชายน้าตกหินปูนท่ีเป็ นช้นั ๆ เหมือนข้นั บนั ไดอีกดว้ ย
2. วดั ชนำธปิ เฉลมิ \"วดั ชนำธิปเฉลมิ \" หรือที่ชาวบา้ นเรียกวา่ \"วดั มำบงั \" เป็นวดั แห่งแรกของเมืองสตูล ที่ต้งั อยบู่ ริเวณริม คลองมาบงั ถนนศุลกานุกลู ตาบลพมิ าน อาเภอเมืองสตูล อีกท้งั ยงั เป็นศูนยร์ วมชาวพุทธในจงั หวดั สตูลท่ีมีอายุ มากกวา่ 100 ปี มาแลว้ สาหรับการเดินทางมาท่องเท่ียวภายในจะพบกบั พระอุโบสถท่ีมีลกั ษณะแปลกไปกวา่ ทว่ั ไป คือ มีลกั ษณะเป็นทรง 2 ช้นั ช้นั ล่างก่ออิฐถือปนู คูก่ บั ช้นั บนซ่ึงเป็นอาคารไม้ ใชส้ าหรับประกอบพธิ ีกรรม ทางศาสนาของพระสงฆ์ ส่วนช้นั ล่างใชเ้ ป็นศาลาการเปรียญ ดา้ นหนา้ พระอุโบสถเป็นระเบียง มีบนั ไดท้งั 2 ดา้ น นอกจากน้ียงั เป็ นวดั ที่หน่วยอนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ มศิลปกรรมทอ้ งถ่ินจงั หวดั สตูลร่วมกบั ศนู ยว์ ฒั นธรรมจงั หวดั สตลู โรงเรียนสตลู วทิ ยา ประกาศเป็นเขตอนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ มอีกดว้ ย ท้งั น้ีสาหรับผสู้ นใจสามารถสอบถาม รายละเอียดเพ่ิมเติมไดจ้ าก วดั ชนาธิปเฉลิม โทรศพั ท์ 0 7471 1996 หรือเฟซบุก๊ โรงเรียนเทศบาล2-วดั ชนาธิ ปเฉลิม สตูล
3. มสั ยดิ กลำงจังหวดั สตูล หรือมสั ยดิ มำบงั \"มสั ยดิ มำบงั \" ชื่อที่หลายคนรู้จกั ในช่ือเดิมคือ \"มัสยดิ เตองะห์\" หรือ \"มสั ยดิ อำกบี \"ี ต้งั อยใู่ นยา่ นตลาด เขต เทศบาลเมืองสตูล อาเภอเมือง ภายในออกแบบและตกแต่งในสถาปัตยกรรมแบบโดมเดียว คลา้ ยบวั ตมู หรือ \"เรือ\" ในหมากรุกไทย บนยอดโดมมีสัญลกั ษณ์ดาวและพระจนั ทร์เส้ียว แสดงถึงสัญลกั ษณ์การเผยแพร่ ศาสนาอิสลาม สร้างดว้ ยคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ช้นั ช้นั ใตด้ ิน 1 ช้นั ใชเ้ ป็นหอ้ งประชุม และหอ้ งสมุด, ช้นั กลาง ใชล้ ะหมาด พ้ืนหินขดั ผนงั ก่ออิฐถือโปกปนู สลบั อิฐโปร่งสีน้าตาล เพ่ือระบายอากาศ ตกแต่งดว้ ยกระเบ้ือง เคลือบ หลงั คาเทคอนกรีตปูดว้ ยกระเบ้ืองดินเผา โดมเป็นเฟื อง 8 เฟื อง ประดบั กระจกสีทองจากอิตาลี
4. พพิ ธิ ภัณฑสถำนแห่งชำตสิ ตูล คฤหำสน์กเู ด็น พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติสตลู หรือคฤหาสน์กเู ดน็ ต้งั อยบู่ ริเวณถนนสตลู ธานี ซอย 5 ตรงขา้ มกบั สานกั งาน ที่ดินจงั หวดั สตลู สร้างเม่ือ พ.ศ. 2441 โดย พระยาภมู ินารถภกั ดี หรือตวนกบู าฮารุดดินบินตามะหงง (ชื่อเดิม กู เดน็ บินกแู มะ) เจา้ เมืองสตลู ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั แลว้ เสร็จในปี พ.ศ. 2459 สาหรับคฤหาสนห์ ลงั น้ีเดิมสร้างข้ึนเพื่อเป็นท่ีประทบั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั คราว เสด็จเดินทางไปเมืองปักษใ์ ตแ้ ตไ่ ม่ไดป้ ระทบั แรม และเคยใชเ้ ป็นบา้ นพกั และศาลาวา่ การเมืองสตูล จนในสมยั สงครามโลกคร้ังที่ 2 อาคารหลงั น้ีถูกใชเ้ ป็นกองบญั ชาการทหารญ่ีป่ ุน ต่อมาปี พ.ศ. 2540-2543 กรมศิลปากรได้ ปรับปรุงคฤหาสน์กเู ด็นข้ึนใหม่ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ช้นั ในรูปแบบตะวนั ตกผสมผสานแบบไทยอยา่ ง ประตูหนา้ ตา่ งรูปโคง้ ตามแบบสถาปัตยกรรมยโุ รป หลงั คาทรงป้ันหยาแบบไทยใชก้ ระเบ้ืองดินเผารูปกาบกลว้ ย บานหนา้ ต่างเป็นแผน่ ไมช้ ิ้นเล็ก ๆ เป็นเกลด็ แนวนอน ช่องลมดา้ นบนตกแตง่ รูปดาวตามลกั ษณะสถาปัตยกรรม แบบอิสลาม
5. แหลมตนั หยงโปและหำดทรำยยำว แหลมตนั หยงโปและหาดทรายยาว ถือเป็ นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของจงั หวดั สตูลอีกหน่ึง แห่งท่ีต้งั อยทู่ างปากอ่าวสตลู มีลกั ษณะเป็นแหลมท่ียนื่ ล้าไปในทะเลอนั ดามนั มีหาดทรายขาวสะอาดสวยงาม และเป็นท่ีอยอู่ าศยั ของหมบู่ า้ นชาวประมง โดยจะพบเห็นสภาพชีวติ ความเป็นอยู่ บา้ นเรือนชาวบา้ นโดยทว่ั ไป ของชาวประมง ถดั จากแหลมตนั หยงโปไปไม่ไกลมากจะเป็นท่ีต้งั ของ \"หำดทรำยยำว\" ชายหาดสวย ๆ ท่ีแตกตา่ งจาก หาดทรายที่อ่ืนทว่ั ไป เพราะที่น่ีแวดลอ้ มไปดว้ ยทรายสีขาวเป็นแนวยาวเรียงคูข่ นานไปกบั ตน้ หูกวางที่ข้ึนอยรู่ ิม หาด อีกท้งั บริเวณหาดยงั เตม็ ไปดว้ ยเปลือกหอย ใหน้ กั ท่องเที่ยวไดถ้ ่ายภาพสวย ๆ อีกดว้ ย
6. ถำ้ เจ็ดคต ถ้าเจด็ คต หรือ \"ถำ้ สัตคูหำ\" ต้งั อยภู่ ายในหมู่ที่ 10 ตาบลน้าผดุ อาเภอละงู เป็นอีกหน่ึงสถานที่ ทอ่ งเที่ยวที่สามารถเดินทางไปไดต้ ลอดปี ภายในถ้าเจด็ คตมีความกวา้ ง 70–80 เมตร ยาวประมาณ 600 เมตร แบ่งเป็น 7 ช่วง (คูหา) ซ่ึงมีบรรยากาศแตกต่างกนั และมีลาคลองไหลไปตามความคดเค้ียวของตวั ถ้า ทาให้ระดบั น้าภายในถ้ามีความต้ืนลึกไม่เทา่ กนั โดยในช่วงหนา้ แลง้ น้าลึกแค่ท่วมขอ้ เทา้ เดินลุยไปไดอ้ ยา่ งสบาย บางตอน อาจลึกเกิน 5 เมตร แตใ่ นช่วงหนา้ ฝน มีน้าหลากจะเดินทางเขา้ ไปไดค้ อ่ นขา้ งยาก นกั ทอ่ งเที่ยวตอ้ งเดินลดั เลาะ ไปตามริมผนงั ถ้า เดินลุยน้า บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบา้ ง บางคูหามีพ้ืนที่เป็นโคลนเลนตอ้ งระมดั ระวงั ในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตวั ไปดว้ ย สาหรับถ้าเจด็ คตมีลกั ษณะพเิ ศษแตกตา่ งจากถ้าอื่น ๆ คือมีลาคลองลอดถ้าคดเค้ียวไปตามลกั ษณะ ธรรมชาติของตวั ถ้ามีถึง 7 คูหา เป็นท่ีมาของชื่อถ้าแห่งน้ี มีผตู้ ้งั ช่ือใหม่วา่ \"ถำ้ สัตคูหำ\" พร้อมต้งั ช่ือของแตล่ ะ คูหา ดงั น้ี ● คูหำที่ 1 เรียกวา่ \"สำวยมิ้ \" ผนงั ถ้ามีสีเขียวมรกต มีหินงอกหินยอ้ ยอยหู่ นา้ ถ้า ● คูหำท่ี 2 เรียกวา่ \"นำงคอย\" มีหินงอก หินยอ้ ย สวยงาม และฝงู คา้ งคาวจานวนมาก ● คูหำที่ 3 เรียกวา่ \"เพชรร่วง\" ส่วนบนของผนงั ถ้ามีช่องใหแ้ สงอาทิตยส์ ่องลอดลงมาได้ เม่ือ แสงอาทิตยก์ ระทบกบั ผนงั ถ้าจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร ● คูหำที่ 4 เรียกวา่ \"เจดยี ์สำมยอด\" พ้นื ทางเดินเป็ นหิน ลกั ษณะคลา้ ยดอกกุหลาบ ● คูหำท่ี 5 เรียกวา่ \"นำ้ ทพิ ย์\" ตามผนงั ถ้าเป็นหินยอ้ ยสีขาวและน้าตาล เป็นหลืบซอ้ นกนั มองดูคลา้ ย ผา้ ม่าน ● คูหำที่ 6 เรียกวา่ \"ฉัตรทอง\" มีหินงอก หินยอ้ ย ซอ้ นเหลื่อมกนั เป็นช้นั เสมือนฉตั ร ● คูหำที่ 7 เรียกวา่ \" ส่องนภำ\" ภายในมีหินงอก หินยอ้ ย รูปทรงคลา้ ยดอกบวั ควา่
7. นำ้ ตกโตนปลวิ นอกจากทะเลสวย ๆ แลว้ จงั หวดั สตูลกม็ ีน้าตกใหท้ ่องเที่ยวเช่นกนั นน่ั กค็ ือ \"นำ้ ตกโตนปลวิ \" ต้งั อยใู่ นหมู่ ที่ 1 ตาบลวงั ประจนั อาเภอควนโดน บริเวณรอยตอ่ ระหวา่ งป่ าสงวนแห่งชาติหวั กาหมิง เขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ า โตนงาชา้ ง โดยมีบริเวณป่ าตน้ น้าอยทู่ ่ีภูเขาหวั กาหมิง ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของทิวเขานครศรีธรรมราช ลกั ษณะ ทวั่ ไปของ \"นำ้ ตกโตนปลวิ \" ประกอบดว้ ยช้นั น้าตก 5 ช้นั โดยช้นั หลกั ชื่อ \"โตนลำพร้ำว\" มีหนา้ ผาน้าตกสูง ประมาณ 40 เมตร กลายเป็นแอ่งน้าขงั ชื่อ \"วงั บ่อ\" กบั \"วงั เตย\" เป็นตน้ ซ่ึงนกั ทอ่ งเที่ยวส่วนใหญส่ ามารถลง เล่นน้าไดอ้ ยา่ งสบาย ส่วนช้นั อ่ืน ๆ จะมีผาน้าตกไม่ค่อยสูงนกั
8. เกำะไข่ \"เกำะไข่\" เอกลกั ษณ์ทางธรรมชาติท่ีสวยงามจนกลายเป็นสัญลกั ษณ์ของจงั หวดั สตูล นนั่ ก็คือ \"ซุ้มประตู หนิ \" ขนาดสูงใหญ่สามารถเดินลอดได้ โดยมีความเชื่อวา่ หนุ่มสาวท่ีไดล้ อดผา่ นซุม้ ประตหู ินน้ีจะไดแ้ ตง่ งานกนั ในช่วงเทศกาลวนั วาเลนไทน์ของทุกปี จงั หวดั สตูลก็จะจดั ใหม้ ีการจดทะเบียนสมรสใหก้ บั คูบ่ า่ วสาว ณ บริเวณ ซุม้ เกาะไขอ่ ีกดว้ ย สาหรับที่ต้งั ของเกาะไขแ่ ห่งน้ีต้งั อยรู่ ะหวา่ งเกาะอาดงั กบั เกาะราวี ถือเป็ นอีกหน่ึงเกาะที่มีชายหาดท่ี สวยงาม สะอาดเหมือนสีของเปลือกไข่ น้าทะเลใส อีกท้งั ยงั เป็นเกาะท่ีมีความสาคญั ทางระบบนิเวศ เพราะ บริเวณชายหาดของเกาะมกั จะมีเต่าทะเลชอบข้ึนมาวางไข่เสมอ และบริเวณรอบเกาะยงั มีความอุดมสมบรู ณ์ซ่ึง เป็นแหล่งอาหารของปลาอีกดว้ ย โดยทางอุทยานไมอ่ นุญาตใหพ้ กั แรมบนเกาะ
9. เกำะลดิ ี เกาะลิดี ประกอบดว้ ยเกาะสาคญั 2 เกาะ คือ เกาะลิดีใหญแ่ ละเกาะลิดีนอ้ ย และมีเกาะเล็ก ๆ เสมือนบริวาร ต้งั อยใู่ กลเ้ คียงอีก 3–4 เกาะ ต้งั อยภู่ ายในเขตอุทยานแห่งชาติหม่เู กาะเภตรา หมทู่ ่ี 4 ตาบลปากน้า อยไู่ มไ่ กลจาก อา่ วนุ่น ห่างจากฝ่ังหมบู่ า้ นหวั หินประมาณ 1 กิโลเมตร สาหรับคาวา่ \"ลดิ ี\" เป็นภาษามลายแู ปลวา่ \"ไม้ เรียว\" อยา่ งไรกต็ ามเสน่ห์ของเกาะลิดีที่หลายคนอยากไปสัมผสั คือความอุดมสมบูรณ์ของธรรมขาติ ท้งั หาด ทราย, ป่ าไมบ้ นภูเขา และป่ าชายเลน มีหนา้ ผาและถ้าเป็นท่ีอาศยั ของนกนางแอน่ หาดทรายขาว และมีเวงิ้ อ่าวยนื่ เขา้ ไปในเกาะ เหมาะสาหรับเล่นน้าทะเล รวมท้งั โขดหินท่ีมีรูปร่างประหลาดตามริมหาด และเม่ือน้าลดสามารถ เดินเท่ียวลดั เลาะไปตามชายหาดและเขาหินเลก็ ๆ ได้ ส่วนการเดินทางไปเที่ยวท่ีเกาะลิดีใชว้ ธิ ีการไป-กลบั กไ็ ด้ หรือถา้ จะคา้ งคืนทางอุทยาน ก็มีบา้ นพกั สาหรับ นกั ทอ่ งเที่ยว และมีสถานท่ีสาหรับกางเตน็ ทพ์ กั แรมไวบ้ ริการเช่นกนั ท้งั น้ีสาหรับนกั ท่องเที่ยวท่ีตอ้ งการ เดินทางไปจะตอ้ งติดต่อกบั ทางอุทยานอีกทีหน่ึง
10. เกำะหินงำม \"เกำะหินงำม\" แหล่งท่องเที่ยวขนาดเลก็ ทางทิศใตข้ องเกาะอาดงั ที่มีความโดดเด่นบริเวณชายหาดท่ีเตม็ ไปดว้ ยหินสีดากลมเกล้ียง ซ่ึงมีลวดลายสวยงาม ขนาดเล็กใหญ่แตกตา่ งกนั ไป เมื่อโดนคล่ืนซดั กอ้ นหินจะมี ความมนั วาว ส่วนบริเวณกลางเกาะจะมีความอุดมสมบรู ณ์ไปดว้ ยป่ าไมส้ ีเขียว อีกท้งั ยงั มีความเชื่อเล่ากนั วา่ หิน ทุกกอ้ นมีคาสาปของเจา้ พอ่ ตะรุเตา หากใครนาติดตวั ไปจะเกิดหายนะ
11. เกำะบุโหลน เกาะบุโหลน เป็ นเกาะหน่ึงในหมู่เกาะของอุทยานแห่งชาติเภตรา ห่างจากท่าเรือปากบารา อาเภอละงู ประมาณ 22 กิโลเมตร ลกั ษณะของเกาะบุโหลนเป็นเกาะเลก็ ๆ มีหาดทรายขาวสะอาด เนียนนุ่ม น้าทะเลใสแจ๋ว สามารถวา่ ยน้าชมปะการังไดต้ ้งั แตบ่ ริเวณริมชายหาด บนเกาะบางช่วงจะมีแนวตน้ สนร่มรื่นสีเขียว ตดั กบั หาด ทรายสีขาวและทอ้ งทะเลสีฟ้ าอยา่ งงดงาม เกาะบุโหลนยงั คงมีชาวบา้ นด้งั เดิมอาศยั อยู่ นกั ท่องเท่ียวจึงจะได้ สมั ผสั กบั วถิ ีชีวติ ชาวเลอีกดว้ ย นกั ทอ่ งเที่ยวสามารถข้ึนเรือไดท้ ่ีท่าเรือปากบารา มีเรือออกทุกวนั
12. เกำะเขำใหญ่ เกาะหินปนู กลางทะเล อยใู่ นพ้ืนท่ีของอุทยานแห่งชาติหมูเ่ กาะเภตรา ห่างจากชายฝ่ังบริเวณที่ทาการ อุทยานประมาณ 10 กิโลเมตร และอยหู่ ่างจากทา่ เรือปากบารา เพยี งแค่ประมาณ 3-5 กิโลเมตรเท่าน้นั ความพิเศษ คือเวลาท่ีน้าลดจะสามารถลอดช่องหินเขา้ ไปชมความสวยงามของ \"ปรำสำทหินพันยอด\" ส่ิงอศั จรรยส์ ุดอนั ซีน ท่ีธรรมชาติรังสรรคข์ ้ึนจากการกดั เซาะหินของน้าฝน จนกลายเป็นแทง่ หินแหลมรูปร่างสวยงามแปลกตาคลา้ ย กบั บนปราสาทในเทพนิยาย ชาวบา้ นจึงเรียกกนั วา่ ปราสาทหินพนั ยอด อีกท้งั ยงั เป็นพ้ืนท่ีธรณีวทิ ยา มีการพบ ฟอสซิลอายมุ ากกวา่ 480 ลา้ นปี ชาวบา้ นในชุมชนใกลเ้ คียงและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา รวมท้งั หน่วยงาน ที่เกี่ยวขอ้ งจึงสนบั สนุนการท่องเท่ียวใหเ้ ป็ นไปในลกั ษณะเชิงอนุรักษ์
13. ล่องแก่งวงั สำยทอง การล่องแก่งชมธรรมชาติท่ีน้าตกวงั สายทอง ถือเป็นอีกหน่ึงกิจกรรมสุดฮิตสาหรับนกั ทอ่ งเที่ยวท่ีเดินทางมา เที่ยวที่น่ีโดยรอบบริเวณน้าตกจะเห็นจานวนนกั ท่องเท่ียวนอนแช่น้าหรือไม่กก็ ระโดดน้าจากช้นั บนลงมาแอง่ ขา้ งล่างกนั อยา่ งสนุกสนาน แถมยงั มีตน้ ไมใ้ หญค่ อยใหร้ ่มเงา นบั วา่ เหมาะแก่การพาครอบครัวมาพกั ผอ่ นจริงๆ นอกจากน้ียงั มีกิจกรรมล่องแก่งท่ีจะช่วยทาใหค้ ุณสัมผสั ความเยน็ ฉ่าของสายน้าไดเ้ ตม็ ที่ อีกท้งั บางช่วง บางตอนของการล่องแก่งอาจจะตอ้ งพบกบั ช่วงน้าเช่ียวและกองหินท่ีโผล่พน้ ข้ึนมา ซ่ึงสร้างความน่าต่ืนเตน้ อยู่ ไมน่ อ้ ย และจาเป็นที่จะตอ้ งอาศยั ทกั ษะการหลบหลีกอยา่ งคล่องแคล่วของฝีพาย ท้งั น้ีนกั ทอ่ งเที่ยวสามารถเลือก ระยะทางในการล่องแก่งไดต้ ามความสมคั รใจ ซ่ึงมีใหเ้ ลือกต้งั แต่ 8-10 กิโลเมตร สามารถเดินทางมาล่องแก่งไดต้ ลอดท้งั ปี แตถ่ า้ อยากรู้สึกสนุกมากเป็นพิเศษแนะนาใหม้ าเที่ยวช่วงหนา้ ฝน เพราะเป็ นช่วงที่น้าเยอะ แถมธรรมชาติสองขา้ งทางยงั เขียวชอุ่ม ส่วนใหญ่กิจกรรมการล่องแก่งท่ีนี่มกั จะ รวมอยใู่ นแพก็ เกจของสถานประกอบการที่พกั
14. ถำ้ เลสเตโกดอน ถ้าดึกดาบรรพท์ ่ีสวยงามและยาวท่ีสุดในประเทศไทย ต้งั อยทู่ ี่บา้ นคีรีวง ตาบลทุง่ หวา้ อาเภอทุ่งหวา้ ถ้าน้ี เดิมช่ือวา่ \"ถ้าวงั กลว้ ย\" แต่เหตุผลที่เปล่ียนเป็น \"ถ้าเลสเตโกดอน\" กเ็ พราะวา่ มีการคน้ พบซากฟอสซิลของชา้ งส เตโกดอน ซ่ึงเป็นช่ือชา้ งดึกดาบรรพ์ มีอายเุ ก่าแก่ ที่สาคญั คน้ พบแห่งแรกและแห่งเดียวในพ้นื ท่ีภาคใต้ ปัจจุบนั ถูกเกบ็ รักษาไวใ้ นศูนยว์ ฒั นธรรมเฉลิมราช พิพธิ ภณั ฑช์ า้ งทุง่ หวา้ เมื่อเขา้ ไปในถ้าคุณจะตอ้ งตะลึงไปกบั ประกายระยบิ ระยบั ของแร่แคลไซต์ ท่ีเคลือบอยตู่ ามกอ้ นหิน รูปทรงแปลกตา ตลอดระยะทางท้งั สิ้นกวา่ 4 กิโลเมตร ไฮไลตเ์ ด็ดยงั อยทู่ ี่ปากทางออกของถ้า ที่มีลกั ษณะคลา้ ย รูปหวั ใจ ตรงออกไปยงั คลองวงั กลว้ ย ป่ าชายเลนท่ีสมบรู ณ์แห่งหน่ึงของเมืองไทย
15. สันหลงั มงั กร สนั หลงั มงั กร หรือทะเลแหวก เป็นสถานที่ทอ่ งเที่ยวอนั ซีนแห่งใหม่ของจงั หวดั สตูล สนั หลงั มงั กรสตูลมี ใหเ้ ห็นไดท้ ี่ตาบลตนั หยงโป โดยเรียกวา่ สนั หลงั มงั กรตนั หยงโป จุดเด่นคือในช่วงที่น้าลดจะเห็นน้าแยกออก จากกนั ท้งั สองฝั่ง บริเวณสนั ทรายจะเป็นเปลือกหอยเลก็ ๆ นบั ลา้ นลา้ นตวั ที่ถูกคล่ืนซดั มาทบั ถมกนั เป็น ระยะทางยาวกวา่ 4 กิโลเมตร พอสะทอ้ นกบั แสงแดดจึงกลายเป็นสีเหลืองทองสวยงามราวเกลด็ มงั กร
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: