Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กฎหมายปกครองในโลกาภิวัฒน์

กฎหมายปกครองในโลกาภิวัฒน์

Published by soontornwongchalard, 2020-09-14 02:25:55

Description: กฎหมายปกครองในโลกาภิวัฒน์

Search

Read the Text Version

กฎหมายปกครอง Administrative Law อาจารยจ์ ิรวธั ศิริศกั ด์ิสมบรู ณ์ อาจารยป์ ระจาภาควิชานิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์

ความหมายของกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน หมายถึง บรรดากฎหมายท่ีกาหนดความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งองคก์ รของรัฐดว้ ยกนั เองหรือกาหนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรัฐ กบั เอกชนในฐานะที่รัฐมีอานาจเหนือกวา่ ไดแ้ ก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ปกครอง และกฎหมายการคลงั และภาษีอากร กฎหมายเอกชน หมายถึง บรรดากฎหมายที่กาหนดความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งเอกชนกบั เอกชนดว้ ยกนั เอง ในฐานะที่เอกชนน้นั มีความเสมอ ภาค หรือเท่าเทียมกนั ไดแ้ ก่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ เรื่อง สญั ญาซ้ือขาย แลกเปลี่ยน เช่าทรัพย์ กยู้ มื เงิน 2

หลกั เกณฑก์ ารแบ่งแยกกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน 1. เกณฑอ์ งคก์ ร กฎหมายมหาชน ใชบ้ งั คบั กบั สถานะและนิติสมั พนั ธ์ ซ่ึงรัฐหรือ หน่วยงานของรัฐฝ่ ายหน่ึง ก่อกบั เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐอีกฝ่ าย หน่ึง ซ่ึงหน่วยงานของรัฐอยใู่ นฐานะผปู้ กครอง กฎหมายเอกชน ใชบ้ งั คบั กบั สถานะและนิติสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอกชนกบั เอกชนดว้ ยกนั ในฐานะท่ีเป็นผอู้ ยใู่ ตป้ กครองเหมือนกนั และเท่าเทียมกนั 3

หลกั เกณฑก์ ารแบ่งแยกกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน 2. เกณฑว์ ตั ถุประสงค์ กฎหมายมหาชน วตั ถุประสงคข์ องนิติสมั พนั ธ์ท่ีรัฐหรือหน่วยงานของ รัฐก่อข้ึนเป็ นไปเพ่ือประโยชน์สาธารณะ กฎหมายเอกชน วตั ถุประสงคข์ องนิติสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอกชนต่อเอกชน เป็นไปเพื่อประโยชนส์ ่วนตนของเอกชนท้งั สิ้น 4

หลกั เกณฑก์ ารแบ่งแยกกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน 3. เกณฑว์ ธิ ีการท่ีก่อนิติสมั พนั ธ์ หรือเกณฑต์ ามรูปแบบ กฎหมายเอกชน เทคนิคหรือวธิ ีการอยบู่ นหลกั ความเสมอภาค และ เสรีภาพในการทาสญั ญา (freedom of contract) เคร่ืองมือสาคญั ในการ ก่อนิติสมั พนั ธ์ คือ นิติกรรมสญั ญา หากมีการฝ่ าฝืนสิทธิและหนา้ ที่ของกนั และกนั เอกชนจะใชอ้ านาจตน บงั คบั อีกฝ่ ายหน่ึงใหท้ าตามสญั ญาไม่ได้ ตอ้ งนาคดีข้ึนสู่ศาล 5

หลกั เกณฑก์ ารแบ่งแยกกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน  3. เกณฑว์ ิธีการที่ก่อนิติสมั พนั ธ์ หรือเกณฑต์ ามรูปแบบ (ต่อ) กฎหมายมหาชน วธิ ีการท่ีรัฐใชใ้ นการก่อนิติสมั พนั ธ์สร้างสิทธิหนา้ ท่ีให้ เกิดข้ึนกบั เอกชน เป็นวธิ ีการฝ่ ายเดียวที่ไม่ตอ้ งอาศยั ความสมคั รใจของ เอกชน เมื่อมีการฝ่ าฝืนนิติสมั พนั ธ์ที่รัฐก่อข้ึนฝ่ ายเดียว รัฐมีอานาจและเอกสิทธ์ิ ท่ีจะบงั คบั ใหเ้ ป็นไปตามคาสงั่ ฝ่ ายเดียวน้นั ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งไปศาล 6

หลกั เกณฑก์ ารแบ่งแยกกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน 4. เกณฑท์ างเน้ือหา กฎหมายมหาชน เป็นกฎเกณฑท์ ่ีมีลกั ษณะทว่ั ไปและปราศจากการระบุ ตวั บุคคล เรียกวา่ กฎหมายตามภาวะวิสัย ตอ้ งปฏิบตั ิตาม จะตกลงยกเวน้ ไม่ได้ ถือวา่ เป็นกฎหมายบงั คบั กฎหมายเอกชน เป็นกฎเกณฑท์ ่ีจะใชบ้ งั คบั ต่อเม่ือเอกชนไม่ทาสญั ญา ตกลงเป็นอยา่ งอื่น เอกชนสามารถสร้างกฎหมายตามอตั วสิ ยั ข้ึนใช้ บงั คบั กนั เฉพาะรายได้ เน้ือหาของกฎหมายเอกชนจึงมีฐานะเป็น กฎหมายเสริม 7

ความหมายของกฎหมายปกครอง กฎหมายปกครอง หมายถึง กฎหมายท่ีวางหลกั เก่ียวกบั การจดั ระเบียบ การปกครองรัฐในทางปกครองหรือท่ีเรียกวา่ “การจดั ระเบียบราชการ บริหาร” รวมท้งั การวางระเบียบเกี่ยวกบั กิจกรรมของฝ่ ายปกครองท่ี เรียกวา่ “บริการสาธารณะ” ซ่ึงฝ่ายปกครองจดั ทาเพอื่ สนองความ ตอ้ งการส่วนรวมของประชาชน 8

เน้ือหาของกฎหมายปกครองแยกไดเ้ ป็น 3 ส่วน คือ 1. กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั การจดั องคก์ รของรัฐและ บุคลากรของรัฐในทางบริหาร ก. กฎหมายปกครองที่เก่ียวกบั การจดั องคก์ รของรัฐในทางบริหาร โดยใชห้ ลกั การรวมอานาจโดยกาหนดใหม้ ีองคก์ รของรัฐในรูปแบบของ ส่วนราชการ ไดแ้ ก่ กระทรวง ทบวง กรม ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หรือจดั ต้งั ข้ึนโดยกฎหมายเฉพาะ แลว้ กาหนดใหม้ ีการแบ่งเขตการปกครองเป็นราชการส่วนภูมิภาค 9

เน้ือหาของกฎหมายปกครองแยกไดเ้ ป็น 3 ส่วน คือ 1. กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่เก่ียวกบั การจดั องคก์ รของรัฐและ บุคคลากรของรัฐในทางบริหาร (ต่อ) ข. กฎหมายปกครองท่ีเกี่ยวกบั การจดั องคก์ รของรัฐในทางบริหาร โดยใชห้ ลกั การกระจายอานาจ โดยกาหนดใหม้ ีการจดั ต้งั นิติบุคคล ข้ึนมารับการถ่ายโอนอานาจไปจากรัฐ ไม่วา่ จะเป็นองคก์ รปกครองส่วน ทอ้ งถ่ิน รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการและ รัฐวสิ าหกิจ 10

เน้ือหาของกฎหมายปกครองแยกไดเ้ ป็น 3 ส่วน คือ 1. กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั การจดั องคก์ รของรัฐและ บุคคลากรของรัฐในทางบริหาร (ต่อ) ค. กฎหมายปกครองท่ีเกี่ยวกบั การจดั บุคลากรของรัฐในทางบริหาร อาจกาหนดใหม้ ีบุคลากรของรัฐประเภทต่างๆ เช่น ขา้ ราชการ พนกั งาน รัฐวิสาหกิจ พนกั งานส่วนทอ้ งถ่ิน ฯลฯ หรืออาจกาหนดใหม้ ีองคก์ รหมู่ ที่เป็นคณะบุคคล เช่น คณะกรรมการสภามหาวทิ ยาลยั 11

เน้ือหาของกฎหมายปกครองแยกไดเ้ ป็น 3 ส่วน คือ 2. กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายท่ีกาหนดใหอ้ งคก์ รของรัฐหรือ บุคลากรของรัฐมีอานาจรัฐหรืออานาจมหาชนท่ีจะกาหนดกฎเกณฑห์ รือ ออกคาสง่ั ใหเ้ อกชนตอ้ งปฏิบตั ิตามไดโ้ ดยไม่จาเป็นตอ้ งอาศยั ความ สมคั รใจหรือความยนิ ยอมของเอกชน และกฎหมายปกครองยงั เป็น กฎหมายท่ีกาหนดใหอ้ งคก์ รของรัฐหรือบุคลากรของรัฐมีอานาจรัฐหรือ อานาจมหาชนท่ีจะบงั คบั ใชก้ ฎหมายใหเ้ อกชนปฏิบตั ิตามกฎหมาย โดย ไม่ตอ้ งร้องต่อศาลใหบ้ งั คบั ให้ 12

เน้ือหาของกฎหมายปกครองแยกไดเ้ ป็น 3 ส่วน คือ 3. กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายท่ีกาหนดเง่ือนไข หลกั เกณฑแ์ ละ วิธีการในการใชอ้ านาจโดยองคก์ รของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ และเป็น กฎหมายที่กาหนดกฎเกณฑใ์ นการที่ควบคุมการใชอ้ านาจดงั กล่าว ซ่ึง อาจจะเป็ นกฎหมายเฉพาะหรื อกฎหมายท่ีกาหนดมาตรฐานกลาง 13

ความหมายของการกระทาทางปกครอง  หลกั การกระทาทางปกครอง หมายถงึ ผลิตผลของการใชอ้ านาจรัฐ ตามกฎหมายขององคก์ รของรัฐหรือเจา้ หนา้ ที่ของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าทขี่ องรัฐฝ่ ายปกครอง คอื องคก์ รของรัฐ หรือเจา้ หนา้ ที่ของรัฐซ่ึงอยใู่ นบงั คบั บญั ชาหรือในกากบั ดูแลของ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนใดคนหน่ึง องค์กรของรัฐ กระทาการโดยอาศัย การกระทา หรือเจ้าหน้าท่ี อานาจตาม พ.ร.บ. ทางปกครอง หรือกฎหมายอนื่ ทม่ี ี ของรัฐ ค่าบังคบั ดังเช่น 14 พ.ร.บ.

ความหมายของการกระทาทางปกครอง  แต่ถา้ การกระทาขององคก์ รหรือเจา้ หนา้ ท่ีดงั กล่าว มิใช่ผลิตผลของ การใชอ้ านาจรัฐตามพ.ร.บ.หรือกฎหมายอ่ืนท่ีมีคา่ บงั คบั ดงั เช่นพ.ร.บ. จะไม่ใช่ การกระทาทางปกครอง เช่น เจา้ หนา้ ท่ีบนั ทึกขอ้ มูลพมิ พ์ หนงั สือราชการ หรือ พนกั งานขบั รถของส่วนราชการขบั รถไปส่ง หนงั สือราชการ 15

ประเภทของการกระทาทางปกครอง การกระทาทางปกครอง จาแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ 1. นิติกรรมทางปกครอง 2. ปฏิบตั ิการทางปกครอง 16

ประเภทของการกระทาทางปกครอง ความหมายของ “นิติกรรมทางปกครอง” “นิตกิ รรมทางปกครอง” หมายถึง การกระทาขององคก์ รของรัฐฝ่าย ปกครอง องคก์ รอ่ืนของรัฐหรือองคก์ รเอกชนท่ีกระทาโดยอาศยั อานาจตามพ.ร.บ.หรือกฎหมายอื่นท่ีมีคา่ บงั คบั ดงั เช่น พ.ร.บ. แทน และในนามขององคก์ รดงั กล่าวแต่เพยี งฝ่ ายเดียวเพ่ือแสดงเจตนาให้ ปรากฏต่อบุคคลคนหน่ึงหรือคณะบุคคลคณะหน่ึงวา่ ตนประสงคจ์ ะ ใหเ้ กิดผลทางกฎหมายเป็นการสร้างนิติสมั พนั ธข์ ้ึนระหวา่ งองคก์ ร ดงั กล่าวกบั บุคคลน้นั หรือคณะบุคคลน้นั โดยบุคคลน้นั หรือคณะ บุคคลน้นั ไม่จาเป็นตอ้ งใหค้ วามยนิ ยอม 17

ประเภทของการกระทาทางปกครอง ลกั ษณะของ “นิติกรรมทางปกครอง” “นิตกิ รรมทางปกครอง” มลี กั ษณะสาคญั อยู่ 4 ประการ ดงั นี้ 1) เป็นการกระทาขององคก์ รของรัฐหรือเจา้ หนา้ ที่ของรัฐฝ่ายปกครอง ท่ีกระทาโดยอาศยั อานาจตามพ.ร.บ.เพอ่ื แสดงเจตนาใหป้ รากฏต่อ บุคคล 2) เจตนาที่แสดงออกน้นั ตอ้ งมุ่งหมายที่จะใหเ้ กิดผลทางกฎหมายอยา่ ง ใดอยา่ งหน่ึงข้ึน 18

ประเภทของการกระทาทางปกครอง ลกั ษณะของ “นิติกรรมทางปกครอง” 3) ผลทางกฎหมายท่ีมุ่งหมายจะใหเ้ กิดข้ึนคือการสร้างนิติสมั พนั ธข์ ้ึน ระหวา่ งบุคคลสองฝ่ ายโดยฝ่ ายหน่ึงมีอานาจหรือสิทธิเรียกร้องใหอ้ ีก ฝ่ ายหน่ึงกระทาการหรืองดเวน้ การกระทาอยา่ งหน่ึงอยา่ งใด ซ่ึงมีผล เป็นการก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวน ระงบั หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหนา้ ที่ของอีกฝ่ายหน่ึง 4) นิติสมั พนั ธด์ งั กล่าวเกิดข้ึนโดยการแสดงเจตนาฝ่ ายเดียวขององคก์ ร ของรัฐหรือเจา้ หนา้ ที่ของรัฐฝ่ ายปกครอง โดยท่ีอีกฝ่ ายหน่ึงไม่จาตอ้ ง ใหค้ วามยนิ ยอม 19

ประเภทของการกระทาทางปกครอง ความหมายและลกั ษณะของ “ปฏิบตั ิการทางปกครอง” “ปฏบิ ัติการทางปกครอง” คือ การกระทาขององคก์ รหรือเจา้ หนา้ ที่ ของรัฐฝ่ ายปกครอง องคก์ รอ่ืนของรัฐหรือองคก์ รเอกชนท่ีกระทาโดย อาศยั อานาจตาม พ.ร.บ.หรือกฎหมายอ่ืนท่ีมีคา่ บงั คบั เสมอกบั พ.ร.บ. ทาแทนหน่วยงานของรัฐฝ่ ายบริหาร หรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐ และใน นามของหน่วยงานดงั กล่าว โดยท่ีการกระทาน้นั ไม่ใช่นิติกรรมทาง ปกครอง แต่เป็นการกระทาในทางขอ้ เทจ็ จริง หรือเป็นการกระทาที่มุ่ง ผลใหเ้ กิดผลในทางขอ้ เทจ็ จริง เช่น การชาระหน้ี เป็นการใชอ้ านาจ ฝ่ ายเดียวบงั คบั ทางกายภาพ เช่น การใชก้ าลงั เขา้ สลายผชู้ ุมนุม หรือผู้ บุกรุกป่ าสงวนแห่งชาติ ตารวจไล่จบั กมุ ผรู้ ้าย 20

ประเภทของการกระทาทางปกครอง ความหมายและลกั ษณะของ “ปฏิบตั ิการทางปกครอง” ปฏบิ ตั กิ ารทางปกครองมลี กั ษณะสาคญั ดงั นี้ 1) เป็นการกระทาขององคก์ รของรัฐหรือเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐฝ่ายปกครอง ท่ีกระทาโดยอาศยั อานาจตาม พ.ร.บ. 2) การกระทาดงั กล่าวขาดลกั ษณะหน่ึงลกั ษณะใดของนิติกรรมทาง ปกครอง 21

ประเภทของนิตกิ รรมทางปกครอง  นิติกรรมทางปกครอง ที่เป็นนิติกรรมทางปกครองฝ่ ายเดียว ใน ความหมายอยา่ งกวา้ ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. กฎ 2. คาสงั่ ทางปกครอง 22

ประเภทของนิติกรรมทางปกครอง  1. กฎ คือ นิติกรรมทางปกครองที่มีผลบงั คบั เป็นการทว่ั ไปโดยไม่มุ่ง หมายใหใ้ ชบ้ งั คบั แก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ  ตามพ.ร.บ.วธิ ีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 “กฎ” หมายความวา่ “พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ กระทรวง ขอ้ บญั ญตั ิทอ้ งถ่ิน ระเบียบขอ้ บงั คบั หรือบทบญั ญตั ิอ่ืนท่ีมี ผลบงั คบั เป็นการทว่ั ไป โดยไม่มุ่งหมายใหใ้ ชบ้ งั คบั แก่กรณีใดหรือ บุคคลใดเป็ นการเฉพาะ” 23

ประเภทของนิติกรรมทางปกครอง  “กฎ” จงึ มลี กั ษณะสาคญั 2 ประการ 1) บุคคลที่ถกู บงั คบั ใหก้ ระทาการถูกหา้ มมิใหก้ ระทาการหรือไดร้ ับ อนุญาตใหก้ ระทาการตอ้ งเป็นบุคคลที่ถูกนิยามไวเ้ ป็นประเภท เช่น ขา้ ราชการพลเรือน นกั ศึกษา 2) กรณีท่ีบุคคลซ่ึงถูกนิยามไวเ้ ป็นประเภทจะถูกบงั คบั ใหก้ ระทาการ ถูกหา้ มมิใหก้ ระทาการหรือไดร้ ับอนุญาตใหก้ ระทาการ ตอ้ งเป็นกรณี ที่ถกู กาหนดไวอ้ ยา่ งเป็นนามธรรม เช่น ผขู้ บั ข่ีรถยนตต์ อ้ งคาดเขม็ ขดั นิรภยั หา้ มมิใหผ้ ใู้ ดสูบบุหรี่บนรถโดยสารประจาทาง 24

ประเภทของนิตกิ รรมทางปกครอง  2. คาส่ังทางปกครอง คือ นิติกรรมทางปกครองที่ขาดลกั ษณะขอ้ หน่ึง ขอ้ ใดของกฎ  ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 “คาสงั่ ทางปกครอง” หมายความวา่ 1) การใชอ้ านาจตามกฎหมายของเจา้ หนา้ ที่ท่ีมีผลเป็นการสร้างนิติ สมั พนั ธ์ข้ึนระหวา่ งบุคคลในอนั ที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงบั หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหนา้ ท่ีของบุคคล ไม่วา่ จะเป็นการถาวรหรือชวั่ คราว เช่น การสงั่ การ การอนุญาต การ วนิ ิจฉยั อุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความ รวมถึงการออกกฎ 2) การอ่ืนท่ีกาหนดในกฎกระทรวง 25

องค์ประกอบของคาสั่งทางปกครอง คาส่ังทางปกครอง ต้องเป็ นการกระทาโดยเจ้าหน้าที่ ต้องเป็ นการใช้อานาจทางปกครองตามกฎหมาย ต้องเป็ นการกระทาทม่ี ผี ลเป็ นการสร้างนิติสัมพนั ธ์ขนึ้ ระหว่างบุคคลหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าทข่ี องบุคคล ต้องเป็ นการกระทาทมี่ ุ่งใช้บังคบั แก่กรณใี ดหรือบุคคลใด เป็ นการเฉพาะ ต้องมผี ลบังคบั โดยตรงออกไปภายนอกฝ่ ายปกครอง 26

กฎกระทรวง ฉ.12 ออกตามความใน พรบ.วธิ ีปฏบิ ัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 ใหก้ ารดาเนินการของเจา้ หนา้ ท่ีดงั ต่อไปน้ี เป็นคาสง่ั ทางปกครอง 1. การดาเนินการเกี่ยวกบั การจดั หาหรือใหส้ ิทธิประโยชนใ์ นกรณีดงั ต่อไปน้ี (1) การสงั่ รับหรือไม่รับคาเสนอขาย รับจา้ ง แลกเปล่ียน ใหเ้ ช่า ซ้ือ เช่า หรือ ใหส้ ิทธิประโยชน์ (2) การอนุมตั ิสงั่ ซ้ือ จา้ ง แลกเปล่ียน เช่า ขาย ใหเ้ ช่า หรือใหส้ ิทธิประโยชน์ (3) การสงั่ ยกเลิกกระบวนการพจิ ารณาคาเสนอหรือการดาเนินการอ่ืนใด ในลกั ษณะเดียวกนั (4) การสง่ั ใหเ้ ป็นผทู้ ิ้งงาน 2. การใหห้ รือไม่ใหท้ ุนการศึกษา 27

คดปี กครอง  ศาลปกครองถูกจัดต้งั ให้พจิ ารณา “คดปี กครอง”  ความหมายของ “คดปี กครอง” “คดีปกครองเป็ นคดพี พิ าทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ี ของรัฐกบั เอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทข่ี องรัฐ ดัวยกนั ซึ่งเป็ นข้อพพิ าทอนั เน่ืองมาจากการทห่ี น่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าทขี่ องรัฐใช้อานาจทางปกครองออกกฎ คาส่ัง หรือกระทาการอน่ื ใด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าทขี่ องรัฐละเลยต่อหน้าทท่ี างปกครองตามทก่ี ฎหมายกาหนดให้ต้อง ปฏิบตั ิหรือปฏิบัตหิ น้าทด่ี งั กล่าวล่าช้าเกนิ สมควร หรือเป็ นข้อพพิ าทเกย่ี วกบั สัญญาทางปกครอง” 28

คดที อี่ ยู่ในอานาจของศาลปกครอง  คู่กรณี (เป็ นคดีพพิ าทระหว่าง) • หน่วยงานทางปกครอง/เจ้าหน้าทข่ี องรัฐ กบั เอกชน • หน่วยงานทางปกครอง/เจ้าหน้าทข่ี องรัฐ ด้วยกนั เอง  ลกั ษณะคดพี พิ าท (พพิ าทในเร่ือง) 1) หนว่ ยงานฯ หรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั กระทาการโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย จากการออกกฎ คาสง่ั หรอื การกระทาอนื่ 2) หนว่ ยงานฯ/เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ละเลยตอ่ หนา้ ที่ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทล่ี า่ ชา้ เกนิ สมควร 3) ละเมดิ เจา้ หนา้ ที่ และความรบั ผดิ อยา่ งอน่ื 4) สญั ญาทางปกครอง 5) กฎหมายกาหนดใหห้ นว่ ยงานฯ/เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ฟ้ องคดตี อ่ ศาลปกครอง 6) กฎหมายกาหนดใหอ้ ยใู่ นอานาจของศาลปกครอง 29

คดที ไ่ี ม่อยู่ในอานาจของศาลปกครอง 1) กฎหมายจดั ต้งั ศาลปกครองฯ (มาตรา 9 วรรคสอง) 1. การดาเนินการเกย่ี วกบั วนิ ัยทหาร 2. การดาเนินการของ ก.ต. 3. คดที ่อี ยู่ในอานาจของศาลอนื่ ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพยส์ ินทางปัญญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ ศาลลม้ ละลาย ศาลชานญั พิเศษอ่ืน 2) กฎหมายอนื่ ■ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (มาตรา 16 มาตรา 17) ■ พ.ร.ก. บรรษทั บริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 (มาตรา 11) 30

หลกั เกณฑ์และเงื่อนไขในการฟ้ องคดตี ่อศาลปกครอง 1. ตอ้ งเป็นผมู้ ีสิทธิฟ้ องคดีต่อศาลปกครอง จะตอ้ งเป็นผซู้ ่ึงไดร้ ับความ เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจ หลีกเล่ียงได้ 2. ไดด้ าเนินการแกไ้ ขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามข้นั ตอนหรือ วิธีการท่ีกฎหมายกาหนดแลว้  มีกฎหมายเฉพาะกาหนดข้นั ตอนหรือวิธีการโตแ้ ยง้ หรือคดั คา้ น ทาตามที่ กฎหมายเฉพาะกาหนด  ไม่มีกฎหมายเฉพาะกาหนดไว้ ตอ้ งอุทธรณ์ต่อเจา้ หนา้ ท่ีผทู้ าคาสง่ั ภายใน 15 วนั 31

หลกั เกณฑ์และเงอ่ื นไขในการฟ้ องคดตี ่อศาลปกครอง การฟ้ องคดีดงั ต่อไปน้ี ผมู้ ีสิทธิฟ้ องคดีสามารถฟ้ องคดีต่อศาลปกครอง ไดโ้ ดยตรง โดยไม่ตอ้ งดาเนินการอุทธรณ์ คดั คา้ นหรือโตแ้ ยง้ ก่อน 1. กรณีท่ีกฎหมายเฉพาะมิไดก้ าหนดข้นั ตอนหรือวธิ ีการในการโตแ้ ยง้ หรือ คดั คา้ นไวโ้ ดยเฉพาะและการกระทาที่จะนามาฟ้ องคดีต่อศาลเป็นคาสง่ั ที่ออก โดยคณะกรรมการหรือรัฐมนตรี 2. การฟ้ องขอใหเ้ พิกถอนกฎ ซ่ึงหมายถึงพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ขอ้ บงั คบั 3. การฟ้ องคดีวา่ หน่วยงานทางปกครองหรือเจา้ หนา้ ที่ของรัฐละเลยต่อหนา้ ท่ี ตามที่กฎหมายกาหนดใหต้ อ้ งปฏิบตั ิหรือปฏิบตั ิหนา้ ที่ดงั กล่าวล่าชา้ เกินสมควร 4. การฟ้ องคดีเกี่ยวกบั การกระทาละเมิดหรือสญั ญาทางปกครอง 32

หลกั เกณฑ์และเงือ่ นไขในการฟ้ องคดตี ่อศาลปกครอง 3. การจดั ทาคาฟ้ องตามทก่ี ฎหมายกาหนด คาฟ้ องตอ้ งทาเป็ นหนงั สอื ใชถ้ อ้ ยคาสภุ าพ และอยา่ งนอ้ ยตอ้ งมรี ายการ 1. ชื่อทอ่ี ยู่ของผู้ฟ้ องคดี 2. ผู้ถูกฟ้ องคดี (หน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าท่ขี องรัฐ หรือบุคคลอน่ื ) 3. การกระทาที่เป็ นเหตุแห่งการฟ้ องคดตี ามสมควร 4. คาขอ 5. ลงลายมอื ช่ือของผู้ฟ้ องคดี 6. ต้องจดั ทาสาเนาคาฟ้ อง และพยานหลกั ฐานเท่าจานวนผู้ถูกฟ้ องคดี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook