Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารติวเข้ม วิทยาศาสตร์ แม่ฮ่องสอน

เอกสารติวเข้ม วิทยาศาสตร์ แม่ฮ่องสอน

Published by phisit.yaemnun, 2020-12-16 07:00:40

Description: cover-sci

Search

Read the Text Version

วิชาวทิ ยาศาสตรทัว่ ไป อาจารยณ ฏั ฐนฎิ า เทพพันธก ุลงาม

เคมี ONE P NINK ธาตุและสารประกอบ 1. การระบุหมู่และคาบของธาตุทม่ี เี ลขอะตอมต่อไปน้ี ขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ ง เลขอะตอม หมู่ คาบ 1. 11 IA 3 2. 10 VIIIA 2 3. 7 VA 2 4. 5 IIIA 2 5. 8 VIA 2 2. กำหนดตำแหนง่ ของธาตุ 7 ชนิด ในคาบที่ 1 4 ของตารางธาตุ ดังน้ี IA IIA IIIA IVA VA VIA VIIA VIIIA EF AC D G B จากขอ้ มูล ข้อสรุปใดต่อไปนถ้ี กู ตอ้ ง 1. ธาตุ A B C และ E เป็นธาตุโลหะ 2. ธาตุ F และ G มสี มบตั ิทางเคมแี ตกต่างกนั 3. ธาตุ A C D และ G มีเวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนเท่ากับ 3 4. ความเปน็ อโลหะของธาตุ G มากกว่า F 5. ความว่องไวในการเกิดปฏกิ ริ ิยาของธาตกุ บั น้ำเรียงจากมากไปนอ้ ย คือ B A C Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 1

เคมี ONE P NINK 3. กำหนดให้ X Y และ Z เปน็ สารบรสิ ทุ ธท์ิ ี่มีสมบัติดงั น้ี X เป็นของแขง็ นำไฟฟ้าและความร้อนได้ดี Y เป็นของแขง็ ไม่นำไฟฟ้า ประกอบดว้ ยธาตุ 3 ชนิดสรา้ งพนั ธะกนั โดยมธี าตชุ นิดหนึ่งอยู่ใน หมู่ IA Z เปน็ ของเหลวทร่ี ะเหยงา่ ย ประกอบดว้ ยธาตุ 3 ชนิดสร้างพนั ธะกนั จากข้อมลู สูตรหรอื สญั ลกั ษณเ์ คมขี อง X Y และ Z สอดคล้องกับสารในขอ้ ใด สาร X สาร Y สาร Z 1. Na CaCO3 C2H5OH 2. K CaCO3 C6H12O6 3. Si C6H12O6 C2H5OH 4. K Na2CO3 C2H5OH 5. Si Na2CO3 C6H12O6 Chempnink เพจ : เรียนเคมกี ันนะ 2

เคมี ONE P NINK 4. พิจารณาปฏิกิริยาเคมี ตามทก่ี ำหนดใหต้ ่อไปน้ี ก 2H2O2 (s) → 2H2O (l) + สาร X ข 2H2S (g) + 3O2 (g) → 2H2O (l) + สาร X ค Fe (s) + 2HCl (aq) → FeCl2 (aq) + สาร X ง 2KOH (aq) + H2SO4 (aq) → สาร X + 2H2O (l) จ C6H12O6 (aq) + C6H12O6 (aq) → สาร X + H2O (l) ฉ C3H8 (g) + 4O2 (g) → 4H2O (l) + CO2 (g) + สาร X กำหนดให้ สาร X ทเ่ี กิดขึ้นในแตล่ ะปฏิกริ ยิ าเคมีเป็นสารตา่ งชนดิ กนั จากข้อมูล สาร X ในปฏิกิรยิ าใดก่อใหเ้ กดิ มลพิษทางอากาศ 1. ปฏกิ ริ ยิ า ก และ ค 2. ปฏกิ ิรยิ า ข และ ฉ 3. ปฏิกิรยิ า ค และ จ 4. ปฏกิ ริ ยิ า ก และ ข 5. ปฏกิ ริ ิยา ง และ ฉ Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 3

เคมี ONE P NINK 5. ข้อมลู แสดงจำนวนอะตอมคาร์บอนของผลติ ภณั ฑ์จากปิโตรเลยี มทไ่ี ด้จากกระบวนการกล่นั นำ้ มันดบิ เป็นดงั นี้ ผลิตภณั ฑ์ จำนวนอะตอมคาร์บอน S 37 P3 R 16 Q9 จากขอ้ มูล ขอ้ สรปุ ใดต่อไปน้ถี ูกตอ้ ง 1. ผลติ ภัณฑ์ S อยชู่ ัน้ บบนสดุ ของหอกล่ัน 2. ผลิตภณั ฑ์ R จดุ เดอื ดอยู่สงู กว่าผลิตภณั ฑ์ P 3. ผลติ ภณั ฑ์ Q จุดหลอมเหลวสูงกวา่ ผลติ ภณั ฑ์ R 4. ผลติ ภณั ฑ์ S มสี ถานะเปน็ แกส๊ สว่ นผลติ ภณั ฑ์ P มสี ถานะเปน็ ของเหลว 5. ผลิตภณั ฑ์ R มสี ถานะเปน็ ของเหลวข้นเหนียวและหนดื มากกวา่ ผลิตภณั ฑ์ S Chempnink เพจ : เรียนเคมกี ันนะ 4

เคมี ONE P NINK 6. พจิ ารณาข้อมูลบางส่วนของจำนวนอนุภาคมูลฐานและเลขมวลของธาตุ L M และ Q ดังน้ี ธาตุ จำนวนอนภุ าคมูลฐาน เลขมวล โปรตอน นิวตรอน L9 10 M 12 22 Q 12 24 จากขอ้ มูล ข้อความใดต่อไปนถ้ี ูกตอ้ ง 1. M และ Q เปน็ ไอโซโทปกนั 2. เลขอะตอมของธาตุ M เท่ากบั 12 3. สญั ลักษณ์นวิ เคลียร์ของธาตุ M คอื 2122M 4. Q+ ไอออนมีจำนวนอเิ ลก็ ตรอนเท่ากับนิวตรอน 5. L- ไอออนกบั ธาตุ M มีจำนวนอิเลก็ ตรอนเทา่ กัน 7. R X และ Z เป็นสัญลกั ษณส์ มมตขิ องธาตุ 3 ชนดิ R มสี ัญลักษณ์นวิ เคลยี ร์ 151R อะตอม X มี 10 อเิ ล็กตรอน และ 10 นวิ ตรอน ส่วน Z มเี ลขอะตอมมากกว่า X อยู่ 1 และมี นิวตรอนเปน็ 2 เท่าของ R ขอ้ ใดถกู ต้อง 1. Z มีเลขมวล 22 2. R มี 11 นวิ ตรอน 3. X มีสญั ลักษณน์ ิวเคลียร์ 20 10 4. เลขมวลของ Z เท่ากบั เลขอะตอมของ R 5. จำนวนโปรตอนในอะตอมของ 3 ธาตนุ ร้ี วมกนั เท่ากบั 28 Chempnink เพจ : เรียนเคมีกันนะ 5

เคมี ONE P NINK 8. ซเี ซยี มมีเลขอะตอม 55 และเป็นธาตุหมู่เดยี วกับโซเดียมซึง่ มีเลขอะตอม 11 พจิ ารณาขอ้ สรุป เกี่ยวกับซีเซยี มตอ่ ไปน้ี ก มีการจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนเป็น 2 8 18 18 8 1 ข ทำปฏกิ ิรยิ ากับนำ้ ได้รุนแรงกว่าโซเดียม ค มี 55 นวิ ตรอน ข้อสรปุ ใดถกู ตอ้ ง 1. ก 2. ข 3. ค 4. ก และ ข 5. ข และ ค Chempnink เพจ : เรยี นเคมกี ันนะ 6

เคมี ONE P NINK 9. ถา้ ธาตุ D มลี ักษณะเปน็ แผ่นมันวาว เมอ่ื ตัดออกเปน็ ช้นิ เลก็ ๆ แล้วแบ่งไปทดสอบเบอ้ื งตน้ ไดผ้ ลดงั น้ี การทดสอบ ผลการทดสอบ 1. การนำไฟฟ้า นำไดด้ ี 2. ปฏิกริ ยิ ากับน้ำรอ้ น 3. ใชค้ อ้ นทบุ ไม่เกดิ ปฏิกริ ิยา 4. เผาในอากาศ ไม่แตกหกั ช้ินตวั อย่างหมองลง ข้อใดเปน็ การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนของธาตุ D ทเ่ี ป็นไปได้ 1. 2 1 2. 2 8 2 3. 2 8 3 4. 2 8 6 5. 2 8 18 7 Chempnink เพจ : เรียนเคมกี ันนะ 7

เคมี ONE P NINK 10. กำหนดหมแู่ ละคาบของธาตุ A D E และ X ดงั น้ี ธาตุ A D E X หมู่ VI A I A III A IV A คาบ 2 3 3 6 การระบสุ มบตั ิของธาตใุ นข้อใดถกู ตอ้ ง 1. ทกุ ธาตนุ ำไฟฟา้ ได้ 2. D มคี วามเป็นโลหะมากกว่า E 3. X เป็นธาตุกึง่ โลหะ จงึ นำไฟฟา้ ได้น้อย 4. อะตอม X มีเวเลนซอ์ ิเล็กตรอนมากที่สุด สว่ นอะตอม A มมี วลนอ้ ยทส่ี ดุ 5. A มเี วเลนซ์อิเล็กตรอนจำนวนมาก จงึ มีแนวโน้มจะใหอ้ ิเล็กตรอนไดง้ ่ายเม่ือเกดิ สารประกอบ Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกันนะ 8

เคมี ONE P NINK 11. กำหนดอะตอมของธาตุดงั นี้ ธาตุ L M R ออกซิเจน (O) ฟลูออรนี (F) เลขอะตอม 16 19 31 8 9 เมอื่ ธาตุ 2 ชนิดสรา้ งพนั ธะกันแลว้ ทำใหแ้ ตล่ ะอะตอมหรอื ไอออนของธาตทุ ่ีสรา้ งพนั ธะกนั มี จำนวนอเิ ลก็ ตรอนเหมือนแกส๊ เฉอ่ื ย ดังนั้น จำนวนอิเล็กตรอนของแตล่ ะธาตุทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในการสร้างพนั ธะแลว้ เกิดสารประกอบ 1 โมเลกุล หรอื 1 หน่วยสตู ร และชนิดของพนั ธะในสารประกอบน้นั ขอ้ ใดถูกต้อง ธาตุทส่ี รา้ งพนั ธะ จำนวนอเิ ล็กตรอน (e-) ทเ่ี ก่ยี วข้องใน ชนิดของพนั ธะใน กัน การสรา้ งพนั ธะ สารประกอบ โคเวเลนต์ 1. L และ F L ใช้ 2 e- และ F ใช้ 2 e- ไอออนกิ 2. M และ O M ให้ 2 e- และ O รบั 2 e- โคเวเลนต์ 3. R และ F R ใช้ 3 e- และ F ใช้ 1 e- ไอออนิก 4. L และ M L รบั 2 e- และ M ให้ 1 e- โคเวเลนต์ 5. O และ F O ใช้ 1 e- และ F ใช้ 1 e- Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 9

เคมี ONE P NINK 12. ถา้ สารประกอบท่เี กดิ จากธาตสุ มมติ M T X และ Z มีสมบตั ดิ ังนี้ สารประกอบ สมบตั ิ XZ2 เป็นแก๊สท่อี ณุ หภมู ิห้อง และ Z อยหู่ มู่ VIA XT4 เป็นของเหลวที่อณุ หภมู หิ อ้ ง MT เป็นของแขง็ ท่ีอุณหภมู หิ อ้ ง ละลายนำ้ ไดด้ ี ข้อสรุปใดไมถ่ ูกตอ้ ง 1. M เปน็ ธาตุหมู่ IA 2. MT เป็นสารประกอบไอออนกิ 3. XZ2 เป็นสารประกอบโคเวเลนต์ 4. จำนวนเวเลนต์อิเลก็ ตรอนของ X เทา่ กบั 4 5. จำนวนเวเลนตอ์ ิเลก็ ตรอนทั้งหมดที่ X ใช้สรา้ งพันธะกับ Z เท่ากบั 2 แตก่ บั T เทา่ กบั 4 Chempnink เพจ : เรียนเคมีกนั นะ 10

เคมี ONE P NINK 13. พิจารณาสมบตั ทิ างกายภาพของสาร A B C และ D ต่อไปนี้ สาร จดุ หลอมเหลว (°C) จดุ เดือด (°C) การนำไฟฟา้ ทอ่ี ุณหภูมหิ ้อง A 714 1,412 ไมน่ ำ B -95 69 ไม่นำ C 420 907 นำ D 318 1,388 ไม่นำ การจดั ประเภทของสาร ข้อใดถูกต้อง สารประกอบไอออนิก โมเลกุลโคดวเลนต์ โลหะ 1. A และ D BC 2. C B A และ D 3. B A และ D C 4. A C และ D - B 5. A B และ D - C Chempnink เพจ : เรียนเคมกี ันนะ 11

เคมี ONE P NINK 14. ขอ้ มลู แสงคุณสมบตั บิ างประการของสาร 4 ชนดิ เปน็ ดงั นี้ สาร จุดเดือด (°C) จุดหลอมเหลว (°C) การนำไฟฟ้าในสถานะ ของแขง็ ของเหลว A 444 115 ไมน่ ำ ไมน่ ำ B 1465 801 ไมน่ ำ นำ C 4027 3730 ไม่นำ ไม่นำ D 2162 962 นำ นำ จากข้อมูล ขอ้ สรปุ เก่ียวกับสมบตั ิและแรงยึดเหน่ียวระหวา่ งอนุภาคของสารต่อไปนถี้ กู ต้องใช่ หรอื ไม่ ขอ้ ความ ใช่หรือไม่ 1. สาร B เปน็ สารประกอบที่อาจเกิดจากธาตุหมู่ IA กบั หมู่ VIA ใช่ ไม่ใช่ 2. สาร B และสาร D นำไฟฟ้าได้ เนื่องจากการเคลื่อนที่ของ ใช่ ไม่ใช่ อิเลก็ ตรอนอิสระ 3. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบในสาร A เกิดจากอะตอม ใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน เช่นเดียวกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคใน ใช่ ไมใ่ ช่ สาร C Chempnink เพจ : เรียนเคมีกนั นะ 12

เคมี ONE P NINK 15. พจิ ารณาขอ้ มูลจำนวนอนภุ าคมลู ฐานและเลขมวลของธาตุ M X และ Y ดงั น้ี ธาตุ จำนวนอนุภาคมลู ฐาน เลขมวล โปรตอน นวิ ตรอน อิเล็กตรอน M 18 40 X 23 43 Y 18 15 จากขอ้ มูล ขอ้ สรุปใดต่อไปน้ีถกู ต้อง 1. สญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ X คอื 43 23 2. ธาตุ M มีเลขอะตอมมากกว่าธาตุ Y 4 หน่วย 3. ธาตุ X มจี ำนวนนิวตรอนมากกว่าธาตุ M 1 อนภุ าค 4. ธาตุ Y มีจำนวนโปรตอนนอ้ ยกวา่ ธาตุ X 10 อนุภาค 5. ธาตุ M มจี ำนวนอนุภาคในนิวเคลยี สน้อยกวา่ ธาตุ X 2 อนุภาค Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 13

เคมี ONE P NINK 16. ขอ้ มลู ธาตุ 4 ชนดิ เปน็ ดังน้ี ธาตุ G มีการจัดเรยี งอิเล็กตรอน 2 8 1 และมีจำนวนอนภุ าคในนิวเคลียส 23 อนภุ าค ธาตุ Q อยุ่ในคาบเดียวกับธาตุ G แตม่ จี ำนวนเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนมากกวา่ ธาตุ G 5 อนภุ าค ธาตุ R มสี มบตั เิ หมือนธาตุ G แต่มจี ำนวนระดับพลังงานมากกวา่ ธาตุ G 1 ระดบั พลงั งาน ธาตุ T มจี ำนวนเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั Q แตม่ จี ำนวนระดบั พลงั งานน้อยกว่าธาตุ Q 1 ระดับพลงั งาน จากข้อมูล ขอ้ ใดตอ่ ไปนี้กล่าวถูกต้อง 1. ธาตุ Q มคี วามเป็นโลหะมากกว่าธาตุ G 2. ธาตุ T มีความเปน็ อโลหะมากกว่าธาตุ Q 3. ธาตุ R มีเลขอะตอมมากกวา่ ธาตุ Q 5 หนว่ ย 4. ธาตุ G เกดิ ปฏิกริ ยิ ากับนำ้ ได้วอ่ งไวกว่าธาตุ R 5. ธาตุ T มีจำนวนระดับพลังงานมากกว่าธาตุ R Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกันนะ 14

เคมี ONE P NINK 17. ธาตุ D E และ M อยูใ่ นคาบท่ี 3 ในตารางธาตุ เมอื่ เกดิ เปน็ สารประกอบ DE2 และ ME เขียนแผนภาพแสดงการเกิดพันธะ ได้ดงั น้ี :: :: :: :: :E:D:E: M+ [: E :]- สารประกอบ DE2 สารประกอบ ME จากข้อมลู สมบตั ขิ องธาตแุ ละสารประกอบในขอ้ ใดถูกต้อง 1. สารประกอบ ME เปน็ ของแขง็ ทนี่ ำไฟฟ้าและนำความร้อนไดด้ ี 2. ธาตุ E มีเวเลนซอ์ เิ ล็กตรอนเคล่ือนท่ีอยา่ งอิสระทำใหน้ ำไฟฟ้าได้ดี 3. ธาตุ D สามารถสรา้ งพันธะโคเวเลนต์ พนั ธะไอออนกิ และพนั ธะโลหะ 4. สารประกอบ DE2 มจี ดุ หลอมเหลวและจุดเดือดสงู กวา่ สารประกอบ ME 5. ธาตุ E เมอื่ เกดิ สารประกอบท้ังสองชนดิ จะมกี ารจัดเรยี งอเิ ล็กตรอนเปน็ 2 8 8 Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 15

เคมี ONE P NINK 18. ขอ้ มลู แสดงสมบตั บิ างประการของสาร 4 ชนิด เปน็ ดังน้ี สาร จุดหลอมเหลว (°C) การละลายและการนำไฟฟ้า ก 801 ละลายน้ำได้และสารละลายท่ไี ดน้ ำไฟฟ้า ข 660 ไมล่ ะลายนำ้ แต่นำไฟฟ้า ค 119 ไม่ละลายนำ้ และไม่นำไฟฟ้า ง 186 ละลายนำ้ ได้ แต่สารละลายท่ไี ด้ไมน่ ำไฟฟ้า จากข้อมูล สาร ก ข ค และ ง มีแรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งอนภุ าคเช่นเดยี วกับสารในขอ้ ใด สาร ก สาร ข สาร ค สาร ง 1. NaCl C11H22O11 Al S8 2. NaCl Al S8 C11H22O11 3. Al NaCl S8 C11H22O11 4. C11H22O11 Al S8 NaCl 5. Al S8 C11H22O11 NaCl Chempnink เพจ : เรียนเคมกี ันนะ 16

เคมี ONE P NINK 19. พจิ ารณาสมการเคมีต่อไปนี้ 2H2O2 (l) → 2a + b C3H8 (g) + 5b → 3c + 4a d + 8b → 5c + 6a 2e → Na2CO3 (s) + a + c จากสมการเคมี สตู รเคมีของสารในขอ้ ใดถกู ต้อง 1. สาร A คือ O2 2. สาร b คอื H2 3. สาร c คอื CO2 4. สาร d คือ C5H10 5. สาร e คือ Na2C2O4 20. การเปล่ยี นแปลงในข้อใดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เผาตะก่วั จนกลายเป็นของเหลวหมด จนุ สซี ่ึงมสี ีขาวทิ้งไวใ้ นอากาศกลายเปน็ ผลกึ สีฟ้า กระดาษสขี าวทงิ้ ไว้ในอากาศกลายเปน็ สีนำ้ ตาลอ่อน บดกอ้ นถา่ นกลายเปน็ ผงละเอียด Chempnink เพจ : เรยี นเคมกี นั นะ 17

เคมี ONE P NINK 21. การเปล่ยี นแปลงในขอ้ ใดท่ีเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีอย่างแนน่ อน สารละลายสเี ขยี ว x ทง้ิ ไวใ้ นอากาศได้สารละลายสบี านเย็น ของเหลว C ของเหลว D ผสมกนั ไดส้ ารเน้ือเดียว คอปเปอร์ (II) ซัลเฟตละลายนำ้ ได้สารละลายสีฟ้า สาร A ผสมกับสาร B อณุ หภูมิของระบบเพ่ิมข้ึน 22. MgCO3 ผา MgO + สาร A สาร A คือสารใด แกส๊ ออกซเิ จน โลหะแมกนเี ซียม แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สไฮโดรเจน Chempnink เพจ : เรียนเคมีกันนะ 18

เคมี ONE P NINK 23. สมการใดถกู ตอ้ ง หนิ ปูน + กรด เกลือ + น้ำ โพแทสเซยี ม + น้ำ เบส + แก๊สไฮโดรเจน โลหะ + กรด เบส + แกส๊ ไฮโดรเจน กรด + เบส เกลอื + ไอนำ้ 24. นำแก๊สโพรเพน (C H ) มาเผาได้เปลวไฟสว่างไม่มีเขม่าและควัน ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นควร เปน็ สารในข้อใด แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ และน้ำ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ และน้ำ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และคารบ์ อนมอนอกไซด์ แกส๊ ไฮโดรเจน แกส๊ ออกซเิ จน Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 19

เคมี ONE P NINK 25. ผสมสารตอ่ ไปนเี้ ข้าดว้ ยกัน ก NH Cl + KOH ข Zn + HCl ค MgCO + HCl ง ผงฟู + กรดกำมะถัน จ หนิ ปูน + กรดกำมะถนั ปฏกิ ริ ยิ าในขอ้ ใดถูกตอ้ ง ก ได้แก๊สกล่นิ ฉุนเปลีย่ นสีกระดาษลิตมัสข้นึ จากน้ำเงนิ เปน็ แดง ข ไดแ้ ก๊สท่ชี ว่ ยให้ไฟติด ค ง จ ใหแ้ กส๊ ทีท่ ำปฏกิ ริ ิยากบั น้ำปูนใส แล้วไดต้ ะกอนขาว ข ถ้าเปล่ยี น Zn เป็น Cu จะเกดิ ปฏิกิรยิ าได้ไวขน้ึ 26. ขอ้ ใดเปน็ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสาร ฟองแก๊สที่เกิดขนึ้ ในขณะเปิดขวดน้ำอัดลม เผาผลึกจุนสจี ากสีน้ำเงินจนเปล่ยี นเป็นสขี าว การหมักขา้ วเหนียวนึง่ ดว้ ยยีสตจ์ นกลายเปน็ ข้าวหมาก การทำเหลก็ ให้เปน็ แม่เหลก็ ชว่ั คราว Chempnink เพจ : เรียนเคมกี ันนะ 20

เคมี ONE P NINK อัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ป ิรมาตร H2 (cm3)1. นำแผ่นโลหะแมกนเี ซียม (Mg) ขนาก 1 x 10 ตารางเซนติเมตร ทำปฏกิ ิรยิ ากับสารละลาย กรดไฮโดรคลอริก (HCl) ท่มี คี วามเขม้ ข้นรอ้ ยละ 0.75 โดยมวลต่อปรมิ าตร จำนวน 20 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ที่อุณหภูมหิ ้อง เกดิ สารละลายแมกนเี ซียมคลอไรด์ (MgCl2) และแกส๊ ไฮโดรเจน (H2) ดงั สมการ Mg (s) + 2HCl (aq) → MgCl2 (aq) + H2 (g) เม่ือเขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างปริมาตรแกส๊ ไฮโดรเจนท่ีเกดิ ข้นึ กับเวลา ได้ดงั กราฟ A A B เวลา (s) จากขอ้ มลู ถ้าต้องการใหก้ ารเกิดแกส๊ ไฮโดรเจนในระบบเปลี่ยนจากกราฟ A เปน็ กราฟ B ควร ปรับการทดลองอย่างไร 1. ตดั โลหะแมกนเี ซยี มให้เป็นชิน้ ท่มี ีขนาดเล็กลง 2. เปลีย่ นภาชนะใสส่ ารละลายกรด จากหลอดทดลองเปน็ บกี เกอร์ 3. เพิ่มอุณหภมู สิ ารละลายกรดไฮโดรคลอริก จากอุณหภูมหิ ้องเปน็ 60 องศาเซลเซยี ส 4. เตมิ น้ำลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ จนมปี ริมาตรเป็น 30 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร 5. เพม่ิ ปริมาตรสารละลายกรดไฮโดรคลอริก จาก 20 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร เปน็ 30 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร Chempnink เพจ : เรียนเคมีกนั นะ 21

เคมี ONE P NINK 2. พจิ ารณาการทดลอง A B และ C เพอื่ ศึกษาอัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีระหว่างโลหะกับกรด ไฮโดรคลอริก ตอ่ ไปนี้ การทดลอง กิจกรรม A ใสก่ อ้ นทองแดงมวล 1.00 กรมั ลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ เข้มขน้ ร้อยละ 20 โดยมวลต่อปรมิ าตร B ใสก่ อ้ นแมกนเี ซียมมวล 1.00 กรัม ลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น รอ้ ยละ 10 โดยมวลตอ่ ปรมิ าตร C ใสก่ ้อนแมกนีเซียมมวล 0.10 กรัม จำนวน 10 ก้อน ลงในสารละลายกรด ไฮโดรคลอริก เขม้ ข้นร้อยละ 10 โดยมวลตอ่ ปรมิ าตร การเปรยี บเทยี บอตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าทีเ่ กดิ ข้ึนจากการทดลองข้างต้น ขอ้ ใดถูกตอ้ ง 1. A > B 2. B > C 3. C > B 4. A = B 5. B = C Chempnink เพจ : เรยี นเคมกี นั นะ 22

เคมี ONE P NINK 3. พิจารณากราฟทีแ่ สดงความสมั พนั ธ์ของความเข้มข้นของสารต้งั ตน้ และผลติ ภณั ฑก์ ับเวลาการ เกิดปฏิกิรยิ าเคมี ดงั นี้ ความเข้มข้น B C 0 A เวลา ขอ้ ความใดถกู ต้อง 1. ทกุ ช่วงเวลา อัตราการลดลงของสาร A เท่ากัน 2. สมการเคมขี องปฏิกริ ยิ านีค้ ือ B + C → A 3. อตั ราการเกิดสาร B มากกว่าอัตราการเกิดสาร C 4. อัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเป็นค่าเฉลี่ยของอัตราการเกิดสาร B และสาร C 5. ในชว่ งเวลาเดียวกนั อัตราการลดลงของสาร A เท่ากับอตั ราการเพม่ิ ขึน้ ของสาร B Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 23

เคมี ONE P NINK 4. เมื่อนำโลหะทำปฏกิ ิรยิ ากับสารละลายกรด ได้แก๊สไฮโดรเจน ดังสมการ โลหะ + กรด → เกลอื + แก๊สไฮโดรเจน ถ้าทำการทดลองเพอ่ื หาอัตราการเกดิ แกส๊ ไฮโดรเจนโดยใชโ้ ลหะ X และโลหะ Y ทม่ี ีมวลเทา่ กนั ทำปฏกิ ิริยากับสารละลายกรด A และสารละลายกรด B ทอี่ ณุ หภมู ิ 80 °C โดยกำหนดว่า โลหะ Y วอ่ งไวตอ่ การเกิดปฏิกริ ยิ ามากกวา่ โลหะ X และสารละลายกรด B ว่องไวตอ่ การ เกดิ ปฏกิ ิรยิ ามากกว่าสารละลายกรด A ไดผ้ ลการทดลอง ดงั นี้ โลหะ สารละลายกรด อัตราการเกดิ แกส๊ ไฮโดรเจน การ ขนาด จำนวน ชนดิ ความเข้มข้น ทดลองที่ ชนดิ (แผ่น) (รอ้ ยละโดย (cm3/s) ปริมาตร) R1 1 X 1 cm x 5 cm 1 A 2 R2 2 X 1 cm x 5 cm 1 A 4 R3 3 X 0.5 cm x 1 10 B 4 R4 cm R5 4 Y 1 cm x 5 cm 1 B 2 5 Y 0.5 cm x 1 10 B 4 cm จากผลการทดลอง การเปรยี บเทยี บอัตราการเกดิ แก๊สไฮโดรเจนในข้อใดไม่ถกู ต้อง 1. R2 > R1 2. R3 > R1 3. R1 > R4 4. R5 > R3 5. R5 > R4 Chempnink เพจ : เรยี นเคมกี นั นะ 24

เคมี ONE P NINK 5. ขอ้ ใดเกิดปฏกิ ิรยิ าเร็วที่สุด ใส่ผงสงั กะสบี ดละเอียด กรมั ลงในกรดซลั ฟวิ รกิ เข้มขน้ ร้อยละ ปริมาตร cm ใสผ่ งสงั กะสีบดละเอียด กรัม ลงในกรดซลั ฟวิ รกิ เขม้ ขน้ ร้อยละ ปรมิ าตร cm ใส่ผงสังกะสีมวล กรัม ลงในกรดซลั ฟิวรกิ เข้มขน้ รอ้ ยละ ปริมาตร cm ใสผ่ งสังกะสมี วล กรมั ลงในกรดซัลฟวิ รกิ เข้มข้นร้อยละ ปรมิ าตร cm 6. ข้อใดไมใ่ ช่การเพ่ิมอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี ก เพิ่มความเขม้ ขน้ ของสารละลาย ข เพิม่ ปริมาตรของภาชนะบรรจแุ ก๊สทีท่ ำปฏิกิรยิ า ค เพม่ิ อณุ หภูมิของระบบ ง เตมิ ตวั เรง่ ปฏิกิรยิ าเคมี จ เพมิ่ พืน้ ที่ผิวของของแข็งโดยใส่ของแข็งทม่ี ขี นาดใหญก่ วา่ เดิมโดยมวลไมเ่ ปลยี่ นแปลง ข้อ ก, ข และ ค ขอ้ ข, ค และ ง ข้อ ก, ค และ ง ข้อ ข และ จ Chempnink เพจ : เรียนเคมีกันนะ 25

เคมี ONE P NINK 7. ผลการทดลองเปน็ ดังนี้ เวลา ปริมาตรของสารละลายในกระบอกตวงที่ การทดสอบแกส๊ (นาท)ี ลดลง (cm3) การ เปลวไฟ ธูปติดไฟเหลือแต่ ทดลองท่ี 5 10 15 20 25 ถ่านแดง นาที นาที นาที นาที นาที ตดิ ไฟและมี ไม่เหน็ การ เสยี งดงั I 2.0 4.0 6.0 8.0 10.0 ตดิ ไฟและมี เปลยี่ นแปลง เสยี งดัง ไมเ่ ห็นการ II 0.5 0.7 0.9 1.2 1.5 เปล่ยี นแปลง ข้อสรปุ ใดถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั การทดลอง อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี แกส๊ ท่ีเกิดใน แก๊สทเ่ี กดิ ใน ในการทดลอง การทดลองที่ I การทดลองที่ II 1. I เร็วกว่า II ไฮโดรเจน ออกซเิ จน 2. I เร็วกว่า II ออกซิเจน ออกซเิ จน 3. I เร็วกว่า II ไฮโดรเจน ไฮโดรเจน 4. II เรว็ กว่า I ไฮโดรเจน ออกซิเจน Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 26

เคมี ONE P NINK 8. เมื่อนำแผ่นโลหะแมกนีเซียม (Mg) ขนาดกว้าง 2 cm ยาว 8 cm และมีมวลเท่ากันมา 3 แผ่น นำแผ่นที่ 2 และแผน่ ที่ 3 มาตดั เปน็ 4 และ 8 ส่วน ตามลำดบั จากนั้นนำโลหะแมกนีเซียมชุดที่ 1, 2 และ 3 มาใส่ในขวดก้นกลม A, B และ C ที่บรรจุ สารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ที่มีความ เข้มข้นตา่ งกันแตป่ ริมาตร 100 cm3 เท่ากัน ขวดก้นกลม ความเข้มของกรด HCl (%โดย ปริมาตร) A 50 B 50 C 70 บันทึกปริมาตรแก๊สที่เกิดขึ้นและเวลาที่ใช้เพื่อหาอัตราเร็วในการเกิดแก๊ส เมื่อเปรียบเทียบ อัตราเร็วในการเกิดแก๊สจากการทดลองนี้ พร้อมบอกวิธีในการทดสอบแก๊สทีเ่ กิดขึ้นแลว้ ข้อ ใดถกู ตอ้ ง อัตราเรว็ ในการเกิดแกส๊ วิธที ดสอบแก๊ส 1. A > B > C ทดสอบด้วยเปลวไฟ 2. A > C > B ทดสอบดว้ ยธูปตดิ ไฟทเ่ี หลอื เปน็ ถ่านแดง 3. C > B > A ทดสอบดว้ ยเปลวไฟ 4. C > B > A ทดสอบด้วยธูปติดไฟที่เหลือเป็นถ่านแดง Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 27

เคมี ONE P NINK คำชีแ้ จง กราฟและขอ้ ความตอ่ ไปน้ี ใชป้ ระกอบการตอบคำถามขอ้ 9- 0 เมื่อนำแผ่นโลหะแมกนีเซียมมาทำปฏกิ ิริยากับกรดไฮโดรคลอริก จะไดแ้ ก๊สไฮโดรเจนเกิดขนึ้ ถา้ จับเวลาและปรมิ าตรของแกส๊ จะได้ผลดงั กราฟ 9. กราฟช่วงใดทแี่ สดงวา่ แกส๊ ไฮโดรเจนเกิดขึน้ ในอัตราทร่ี วดเร็วท่ีสุด DE AB BC CD 10. กราฟช่วงใดท่ีแสดงวา่ แก๊สไฮโดรเจนเกดิ ขนึ้ ในอัตราทร่ี วดเรว็ ท่ีสุด กราฟจะเปน็ เส้นตรง กราฟจะมีลกั ษณะและอยู่ในตำแหน่งเดิม กราฟจะชันมากข้ึนและสูงกว่ากราฟน้ี กราฟจะชันน้อยลงและอยู่ต่ำกวา่ กราฟน้ี Chempnink เพจ : เรียนเคมีกนั นะ 28

เคมี ONE P NINK 11. หน้าที่ของตวั เรง่ ปฏกิ ริ ิยา คอื ข้อใด ลดความแตกตา่ งระหวา่ งพลังงานของสารตัง้ ต้นและสารผลิตภณั ฑ์ เพ่มิ พลงั งานใหแ้ ก่โมเลกลุ ของระบบ ลดพลงั งานกระตนุ้ ของปฏิกิริยา ชว่ ยเพม่ิ จำนวนคร้งั ของการชนกนั ของโมเลกลุ ของสารตง้ั ตน้ 12. ในการทดลองเปรียบเทยี บผลของโลหะ 2 ชนิดตอ่ ความสามารถในการเรง่ ปฏิกิรยิ า 2N2O(g) 2N2(g) + O2(g) ชนดิ ของโลหะ อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าสัมพันธ์ ไมใ่ ช้ ช้าทสี่ ดุ ทองคำ เร็ว เรว็ ทสี่ ุด ทองคำขาว ข้อใดผิด พลังงานก่อกัมมนั ตข์ องปฏกิ ิริยาทใ่ี ชท้ องคำขาวเปน็ ตัวเรง่ จะต่ำกว่า อตั ราการชนของ N O บนทองคำขาวมคี ่าสูงกว่าบนทองคำ เมื่อเพิ่มความดันจะมีผลให้ทั้งสามกรณีเกิดปฏิกิริยาได้เร็วขึ้น เพราะปริมาณลดลงอนุภาค ของสารจะชนกนั มากขึ้น ปฏิกิริยาดังกลา่ วควรเกิดไดด้ ี ถ้าอณุ หภมู ิสูงข้ึน Chempnink เพจ : เรยี นเคมกี นั นะ 29

เคมี ONE P NINK 13. แฟกเตอรท์ ีม่ อี ิทธพิ ลตอ่ อัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี คือ ความเข้มขน้ ของสารละลาย ความดัน ตวั เรง่ พันธะโคเวเลนต์ พันธะโคเวเลนต์ อุณหภมู ิ ความเข้มข้นของสารละลาย ความดนั อณุ หภมู ิ ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย พนื้ ทผ่ี วิ ตวั เรง่ อุณหภูมิ พนั ธะโคเวเลนต์ พ้นื ท่ีผิว ตวั เรง่ Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกันนะ 30

เคมี ONE P NINK ปโิ ตรเคมี และพอลิเมอร์ 1. ข้อใดกลา่ วถึงผลิตภณั ฑจ์ ากปิโตรเลยี มไม่ถกู ต้อง 1. แก๊สหุงตม้ เปน็ แก๊สท่ไี ดจ้ ากการผสมระหวา่ งโพรเพนกบั บวิ เทน 2. ขวดพลาสตกิ ยางสังเคราะห์ และโฟมเป็นผลติ ภณั ฑ์ที่ได้จากอตุ สาหกรรมปิโตรเคมี 3. การเผาไหม้นำ้ มันเบนซินเกิดแกส๊ คารบ์ อนมอนอกไซด์ เขม่า และควัน มากกวา่ แกส๊ NGV และ LPG 4. น้ำมนั แก๊สโซฮอล์ E10 ชว่ ยลดมลพษิ และลดการใชน้ ำ้ มนั จากปโิ ตรเลียมมากกว่าน้ำมันใน แกส๊ โซฮอล์ E20 5. โรงงานผลติ กระแสไฟฟา้ ใช้แก๊สมีเทนเปน็ เช้อื เพลิงทดแทนการใช้น้ำมันเตาและอกิ ไนต์เพ่ือช่วย ลดปญั หาการเกิดฝนกรด 2. โรงงานพลาสติกแหง่ หนง่ึ ใช้พอลเิ มอร์ 3 ชนดิ ที่มสี มบัติแตกตา่ งกนั เป็นวัตถุดิบในการทำ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ดงั นี้ พอลิเมอร์ สมบตั ิ ผลติ ภณั ฑพ์ ลาสติก A เหนียว ความหนาแน่นและจุดหลอมเหลวสูง ถุงรอ้ น B แข็ง ไม่ยดื หยุ่น และทนตอ่ ความรอ้ นสูงได้ดี ชามเมลามนี C ยืดยุน่ ความหนาแน่นและจุดหลอมเหลวตำ่ แผ่นฟลิ ์มห่ออาหาร จากขอ้ มลู พอลิเมอร์ A B และ C ควรมีโครงสรา้ งแบบใด ตามลำดับ 1. แบบเสน้ แบบกิ่ง แบบร่างแห 2. แบบร่างแห แบบก่งิ แบบเส้น 3. แบบกง่ิ แบบเสน้ แบบร่างแห 4. แบบเส้น แบบรา่ งแห แบบกงิ่ 5. แบบก่งิ แบบร่างแห แบบเส้น Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 31

เคมี ONE P NINK 3. นำ้ มนั ดบิ ทไ่ี ดจ้ ากการขุดเจาะ จะผา่ นกระบวนการแยกสารเจือปนตา่ ง ๆ แล้วจงึ นำสว่ นท่เี หลอื ไปแยกตอ่ ในหอกล่นั พิจารณาข้อความตอ่ ไปนี้ ก น้ำมนั เบนซินมีจำนวนอะตอมคารบ์ อนมากกวา่ น้ำมันก๊าด ข การกลัน่ ลำดับสว่ นเป็นวิธีการที่ใช้แยกสารในหอกลน่ั น้ำมนั ดบิ ค สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่แยกในหอกลน่ั เป็นสารโคเวเลนต์เท่านน้ั ง จุดเดือดของผลติ ภัณฑจ์ ากการกล่นั นำ้ มนั ดิบจะเพ่ิมขึน้ ตามความสงู ของหอกล่นั ขอ้ ความใดถูกตอ้ ง 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ค และ ง 4. ก และ ค 5. ข และ ง Chempnink เพจ : เรียนเคมีกนั นะ 32

เคมี ONE P NINK 4. กำหนดให้ A B C และ D เปน็ ผลติ ภณั ฑ์ท่ไี ดจ้ ากการแยกแก๊สธรรมชาติหรือจากการกลั่น น้ำมนั ดบิ ท่ีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ดังตาราง ผลิตภณั ฑ์ ประโยชน์ A เป็นเชอื้ เพลงิ สำหรับหุงตม้ และสำหรบั เครอ่ื งยนต์ในรถยนตบ์ างชนดิ B เปน็ เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น สว่ นผสมในยาฆา่ แมลง และนำ้ มันชกั เงา C เปน็ เชอ้ื เพลิงผลติ กระแสไฟฟ้า และใช้ในยานยนต์บางชนดิ D ใช้หล่อลื่นและสามารถป้องกนั ไม่ใหฝ้ ุ่นเข้าไปอยรู่ ะหวา่ งผวิ โลหะได้ ขอ้ ใดแสดงผลิตภณั ฑ์ A B C และ D ไดถ้ ูกตอ้ งทกุ ชอ่ ง AB C D 1. LPG น้ำมนั กา๊ ด CNG จาระบี 2. CNG นำ้ มนั กา๊ ด น้ำมันเบนซนิ นำ้ มันหลอ่ ลื่น 3. แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน น้ำมันกา๊ ด ยางมะตอย 4. LPG นำ้ มันเบนซนิ แกส๊ โซฮอล์ นำ้ มนั เตา 5. CNG น้ำมันดีเซล LPG จาระบี Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 33

เคมี ONE P NINK 5. พจิ ารณากจิ กรรมตอ่ นี้ ก การเผาไหม้ของผลติ ภณั ฑ์ปโิ ตรเลียม ข การระเหหยของตัวทำละลายท่เี ปน็ ผลติ ภณั ฑจ์ ากการกล่นั น้ำมนั ดบิ ทใ่ี ช้ในอุตสาหกรรมเคมี ค การใชพ้ ลังงานแสงอาทิตย์แทนพลังงานจากเช้ือเพลิงฟอสซลิ ง การใชแ้ ก๊สโซฮอล์ อี 85 เป็นเชอ้ื เพลงิ ในเครื่องยนต์แทนนำ้ มันเบนซิน กิจกรรมใดทสี่ ง่ ผลกระทบทำให้เกดิ ภาวะโลกรอ้ น 1. ก และ ง 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ค และ ง 5. ข และ ง Chempnink เพจ : เรียนเคมีกนั นะ 34

เคมี ONE P NINK 6. พจิ ารณาปฏกิ ริ ยิ าการกเดพอลเิ มอไรเซชนั แบบ A B และ C ดังแผนภาพในตาราง แบบปฏิกิริยา หมายเหตุ A ++++ → B ◘ + ◘ + ◘ + ◘ + → ◘◘◘◘ สญั ลกั ษณ์ C + +○+ + → ○ + น้ำ ○ ◘ + น้ำ แทน มอนอเมอร์ การระบุชนดิ ของมอนอเมอรแ์ ละแบบปฏิกริ ยิ าการเกิดพอลเิ มอไรเซชนั ของพอลิเมอร์ ข้อใดถกู ตอ้ ง พอลิเมอร์ มอนอเมอร์ แบบปฏกิ ริ ิยา 1. โปรตีน กรดอะมโิ น B 2. เซลลโู ลส กลโู คส A 3. ยางพารา พาราฟิน C 4. พอลิเอทิลนี เอทลิ นี A 5. PVC ไวนิลคลอไรด์ B 7. การระบุประเภทและการใช้ประโยชนข์ องพอลิเมอร์ ข้อใดถกู ตอ้ ง พอลิเมอร์ ประเภท การใช้ประโยชน์ 1. พอลิเอทิลีน เทอรม์ อพลาสติก ทำแผน่ กระเบ้อื งยาง 2. เบกาไลต์ พลาสตกิ เทอรม์ อเซต ใช้เคลอื บกระทะปอ้ งกันอาหารติด 3. พอลิยูรีเทน เทอรม์ อพลาสติก ทำฉนวนป้องกันความรอ้ น 4. พอลสิ ไตรนี พลาสตกิ เทอร์มอเซต ทำกล่องน้ำแขง็ หมวกนิรภัย 5. พอลิไวนลิ คลอไรด์ เทอรม์ อพลาสตกิ ทำท่อประปา สายยางใส Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกันนะ 35

เคมี ONE P NINK 8. โรงไฟฟา้ ถา่ นหินแหง่ หนงึ่ มีการปลอ่ ยฝ่นุ ละอองและแกส๊ ซลั เฟอร์ไดออกไซด์จนมชาวบ้านล้มปว่ ย เหตทุ ช่ี าวบา้ นล้มป่วยอาจเป็นผลจากมลพิษประเภทใด 1. มลพิษทางนำ้ 2. มลพษิ ทางดิน 3. มลพษิ ทางเสียง 4. มลพษิ ทางอากาศ 5. มลพษิ เชงิ ความรอ้ น 9. การลดละเลิกใชส้ ารคลอโรฟลอู อโรคาร์บอน (CFCs) ช่วยบรรเทาปญั หาส่ิงแวดล้อมเรื่องใดได้ ชดั เจน 1. ฝนกรด 2. ภาวะโลกรอ้ น 3. ไฟปา่ ที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ 4. การปนเป้ือนของมลสารในแหล่งน้ำ 5. การลดลงของชัน้ โอโซนในบรรยากาศ 6. การปนเป้ือนของอนภุ าคแขวนลอยในอากาศ Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกันนะ 36

เคมี ONE P NINK 10. พจิ ารณาโครงสรา้ งพอลิเมอร์ 4 ชนิด ดงั น้ี 12 34 ใช่หรือไม่ ใช่ ไม่ใช่ ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับสมบัติของพอลิเมอรต์ ่อไปนีถ้ กู ต้องใชห่ รือไม่ ใช่ ไม่ใช่ ใช่ ไมใ่ ช่ ข้อความ 1. จุดหลอมเหลวของพอลิเมอร์ชนิดท่ี 1 > ชนดิ ท่ี 2 > ชนดิ ท่ี 3 2. ท่อพวี ซี ีและหูกระทะ ควรผลติ จากพอลิเมอรช์ นิดท่ี 4 เทา่ น้ัน 3. พอลิเมอรช์ นิดท่ี 2 3 และ 4 สามารถนำกลบั มาหลอมขึ้นรูปใหมไ่ ด้ Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกันนะ 37

เคมี ONE P NINK 11. ข้อมูลแสดงสถานะของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นลำดับส่วนน้ำมันดิบในแต่ละชั้นของ หอกลัน่ เป็นดงั นี้ ลำดบั ช้ันของหอกลั่นจากบนลงลา่ ง สถานะของผลติ ภณั ฑ์ A แก๊ส B ของเหลว C ของเหลวขน้ หนดื D ก่งึ เหลวกึง่ แข็งจนถึงของแข็ง จากข้อมลู ขอ้ สรุปใดตอ่ ไปนถี้ กู ตอ้ ง 1. จดุ เดอื ดของผลิตภณั ฑจ์ ากหอกล่นั ช้ัน D ต่ำกว่าชั้น B 2. จดุ หลอมเหลวของผลิตภัณฑจ์ ากหอกลนั่ ชนั้ C สูงกวา่ ช้ัน A 3. จำนวนคารบ์ อนอะตอมของผลติ ภัณฑจ์ ากหอกล่นั ชั้น A มากกว่าชั้น B 4. อุณหภมู ิของการควบแนน่ ของผลิตภณั ฑ์จากหอกลน่ั ชั้น D ตำ่ กวา่ ช้ัน A 5. การเผาไหมส้ มบรู ณ์ของผลิตภัณฑ์จากหอกลน่ั ช้ัน A เกิดแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์และเขม่า มากกว่าชนั้ C Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 38

เคมี ONE P NINK 12. พิจารณาปฏกิ ิรยิ าการเกดิ พอลิเมอร์ 2 ชนิด ดงั ภาพ ปฏกิ ิริยาการเกดิ พอลิเมอร์ชนดิ ที่ 1 ปฏกิ ิริยาการเกิดพอลิเมอร์ชนดิ ที่ 2 จากขอ้ มลู ขอ้ สรุปใดตอ่ ไปนี้ไมถ่ กู ตอ้ ง 1. ปฏกิ ิรยิ าการเกิดพอลิเมอรช์ นดิ ที่ 2 เปน็ แบบเติม 2. พอลิเมอรช์ นดิ ที่ 1 มสี มบตั ทิ างเคมแี ตกต่างจากมอนอเมอร์ 3. พอลเิ มอรช์ นิดท่ี 1 มีมวลรวมของมอนอเมอร์ 4. พอลแิ ซก็ คาไรดเ์ กดิ จากปฏกิ ริ ิยาแบบเดียวกับการเกิดพอลิเมอรช์ นดิ ที่ 1 5. พอลไิ วนิลคลอไรด์เกดิ จากปฏิกิรยิ าแบบเดยี วกบั การเกดิ พอลิเมอร์ชนดิ ที่ 2 Chempnink เพจ : เรียนเคมกี นั นะ 39

เคมี ONE P NINK 13. จากการทดสอบพลาสติก 2 ชนิด เมอ่ื ไดร้ ับความรอ้ น พบว่า พลาสตกิ ชนิดท่ี 1 ไมอ่ ่อนตัว เมื่อเพ่ิมอุณหภมู ิสูงข้นึ จะแตกและไหมห้ ลายเป็นเถ้า พลาสติกชนิดที่ 2 ติดไฟง่าย หลอม และอ่อนตวั จากข้อมลู พลาสติกชนิดที่ 1 และ 2 ควรนำมาผลติ เป็นผลิตภัณฑ์ชนดิ ใด ผลติ ภัณฑ์ทไ่ี ดจ้ ากพลาสตกิ ชนิดท่ี 1 ผลิตภณั ฑท์ ไี่ ด้จากพลาสตกิ ชนดิ ที่ 2 1. ขวดแชมพู แผ่นฟลิ ์มหอ่ อาหาร 2. กล่องโฟมใส่อาหาร ขวดแชมพู 3. แผน่ ฟิล์มห่ออาหาร ถ้วยเมลามีน 4. ถ้วยเมลามนี หกู ระทะ 5. หูกระทะ กลอ่ งโฟมใส่อาหาร Chempnink เพจ : เรยี นเคมีกนั นะ 40


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook