มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ หลานชายก็ถามว่า “พ่อใหญ่ทาอะไร” พ่อใหญ่ก็ตอบว่า “ทากรง ใสแ่ มว แลว้ กจ็ ะเจาะรู ๓ รูใหแ้ มวเข้าไปอยู่ รูเลก็ รกู ลาง รูใหญ่ คือ รูเล็กก็ให้ตัวเล็กเข้าไป รูกลางก็ให้ตัวกลางเข้าไป รูใหญ่ก็ให้ตัวใหญ่ เข้าไป” หลานชายก็บอกว่า “ทาไมพ่อใหญ่ต้องทาหลายรูด้วยล่ะ ทาไมไม่ทารูเดียว” พ่อใหญ่ก็ถามว่า “รูไหน” หลานชายก็ตอบว่า “รูใหญ่สิ ตัวเล็กก็เข้าได้ ตัวกลางก็เข้าได้ ตัวใหญ่ก็เข้าได้” เป็น ข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราท่านทั้งหลาย บางคร้ังบางโอกาสผู้เป็น เจ้าอาวาสก็ดี พ่อแม่ หรือหัวหน้าหน่วยราชการต่าง ๆ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก หรือผู้เป็นหัวหน้าในส่วนสาคัญต่าง ๆ ควรท่ีจะ ให้โอกำสผู้น้อย ผู้น้อยอำจจะมีควำมคิดที่ดีกว่ำเรำ แต่เขำไม่มี โอกำสควรให้โอกำสแกเ่ ขำ อย่าเป็นเหมอื นพอ่ ใหญช่ เู ล้ียงแมว ๓) อย่ำเป็นเหมือนแม่ใหญ่แซวหำผึ้ง ทางภาคอีสานพอ ถึงเดือนหกฝนตกเต็มท้องไร่ท้องนา น้าใสสะอาดบริสุทธิ์ แม่ใหญ่ แซวแกชอบไปนาคอนกะต่ากะหยัง (ตะกรา้ ) แกไป พอไปในท้องนา น้าใสสะอาดก็ไปเห็นเงาของรังผึ้งเข้า ความเขา้ ใจของแกวา่ ผ้ึงคงอยู่ ในน้าในนา ก็วางกะต่ากะหยัง (ตะกร้า) ของแกไว้บนคันนาและลง ไปงม ไปงมเงาของผึ้ง งมไปงมมา ๆ มันก็ไม่เจอสิ น้ามันขุ่น แกก็ ข้ึนมาเค้ียวหมากจืดไปคาหน่ึง น้าก็ใส เงาของรังผึ้งก็โผล่ขึ้นมาอีก แกก็ลงไปงม ทาไปเถอะจนถึงเที่ยง หลานสาวมาเจอเข้าพอดี “ทา อะไรแม่ใหญ่” แม่ใหญ่ก็บอก “มานี่ อีหล่า ข้างมต้ังแต่เช้ายังไม่ได้ เลย ยังไม่เจอเลยน่ี” ชี้ให้หลานสาวดูเงาของรังผึ้ง หลานสาวก็บอก ว่า “ยาย อันนั้นเงาของมัน ตัวผ้ึงแท้ ๆ น่ะมันอยู่บนกิ่งไม้นู่น ท่ีสูง นนู่ ” ชใ้ี หย้ ายดู “ยายจะงมทง้ั วันนะ่ กไ็ ม่เจอหรอก” ๕๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจท่ำนพุทธศำสนิกชน อุบำสก อุบำสิกำ คนเฒ่ำคนแก่ ผู้หลักผู้ใหญ่ บำงครั้งบำงโอกำสพวกเรำ กห็ ลง หลงในอะไร บางคน “หลงในวัย”ว่าเรายงั ไมแ่ ก่ไมเ่ ฒา่ หรอก ให้แก่ให้เฒ่าก่อนค่อยเข้าวัดฟังธรรม จาศีลเจริญภาวนา บางคน “หลงในควำมไม่มีโรค” ยงั ไมเ่ ปน็ โรคเป็นภัยอะไรหรอกรา่ งกายยัง สมบูรณ์แข็งแรงอยู่ แต่ว่าโรคภัยไข้เจ็บมันมีอยู่ตลอดเวลา บางคน นั้นเห็นอยู่หลัด ๆ ตื่นเช้าขึ้นมาล้มหายตายจากไปก็มี บางคนก็ “หลงในทรัพย์สินเงินทอง” ข้าวของเรายังมีมากมายก่ายกอง ทาบุญเม่ือไหร่ก็ได้ ทรัพย์สินเงินทองนั้นบางทีมันก็วิบัติขัดสนไปถ้า เรารักษาไมด่ ี อันนีก้ เ็ หมอื นกัน บางคนน้ันก็ “หลงในลูก” ลกู มันยัง ไม่โต เดี๋ยวให้ลูกมันโตก่อนค่อยเข้าวัดฟังธรรม จาศีลเจริญภาวนา แต่เม่ือลูกโตข้ึนมาเป็นหนุ่มเป็นสาว มีสามีภรรยาแต่งงานได้บุตร ออกมา ได้หลานอกี หลงหลานยง่ิ กวา่ ลกู อีก คราวนห้ี มดโอกาสท่ีจะ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเรา ทุกผู้ทุกคนเหมือนกัน ถ้ำเรำไม่มีโอกำสท่ีจะให้ทำน รักษำศีล เจริญภำวนำ นี่ก็ยำก เหมือนอย่างวันนี้ทางวัดได้จัดให้ มีการให้ ทาน มีการสมาทานศีล มีการทาใจของตนเองให้สงบด้วยการฟัง ธรรมเรียกว่าเป็นการภาวนา เป็นอย่างน้ัน อย่าเป็นเหมือนแม่ใหญ่ แซวหาผึง้ ๔) อย่ำเป็นเหมือนพ่อใหญ่เต่ิงหำไฟ พ่อใหญ่เต่ิงนี่ชอบ อยวู่ ดั รบั ใช้พ่อแมค่ รบู าอาจารย์ พ่อแม่ครบู าอาจารย์ใหท้ าอะไรก็ทา วันหนึ่งหลวงพ่อจะไปเจริญพระพุทธมนต์ในบ้านก็บอกพ่อใหญ่เต่ิง ว่า “พอ่ ใหญเ่ ติ่ง หลวงพอ่ จะไปเจรญิ พระพทุ ธมนต์ในบ้าน ใหต้ ้มนา้ ร้อนนะ หลวงพ่อกลับมาจะได้ชงน้าชากาแฟ” สมัยก่อนไม่มีรถต้อง ๕๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ เดินไป สมัยโบราณก็ไม่มีไม้ขีดไฟ สมัยของอาตมาน่ีไม่มีไม้ขีดไฟ ตอ้ งเอาหนิ ตีลงไป บางทกี ็จุดขอนไม้ใหญ่ ๆ ไว้ในท่ีนาไว้ เพราะไม่มี ไม้ขีดและไฟก็จะไหม้ขอนไปเรื่อย ๆ ก็ใช้ไฟที่ขอนนั่นแหละ ใช้ได้ เป็นเดือนเหมือนกัน หลวงพ่อก็ท้ิงไม้ไผ่แห้งอันหน่ึงให้พ่อใหญ่เต่ิง บอกว่านี่ “พ่อใหญ่เติ่ง ไฟอยู่ที่ไม้ไผ่น่ีนะ” หลวงพ่อก็ขึ้นไปเจริญ พระพุทธมนต์ในบ้าน พอหลวงพ่อไป พ่อใหญ่เต่ิงก็นาไม้ไผ่แห้ง ข้ึนมาดูว่า “หลวงพ่อว่าไฟอยู่กับไม้ไผ่แห้ง” พ่อใหญ่เต่ิงก็ดูไปดูมา ก็ไมเ่ จอไฟ ก็นามดี นาพรา้ มาผ่าช้ินเล็กช้ินน้อย กย็ ังไมเ่ จอไฟอีก แก ก็เอาพร้ามาขูดมาเหลาจนเป็นฝอย ก็ยังไม่เจอไฟอีก แกก็นาฝอย อนั นน้ั ไปใส่ครกตาอีก ตายังไงกย็ งั ไม่เจอไฟ จนหลวงพ่อกลับมาจาก เจริญพระพุทธมนต์ในบ้านก็บอกว่า “พ่อใหญ่เติ่งต้มน้าร้อนหรือยัง หลวงพอ่ จะชงน้าชากาแฟ” พ่อใหญเ่ ตงิ่ “ยงั เลยหลวงพ่อ หลวงพ่อ ว่าไฟอยูก่ ับไม้ไผ่แห้ง ผมดูแลว้ กไ็ ม่เจอ ดไู ปดมู า กย็ งั ไมเ่ จอ ผมก็นา มีดนาพร้าน่ีมาผ่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก็ยังไม่เจอไฟเลย เม่ือไม่เจอ ผมก็นาชิ้นเล็กช้ินน้อยมาขูดจนเป็นฝอย ก็ยังไม่เจอไฟอีก ผมก็นา ฝอยนั้นไปใส่ครกตา ก็ยังไม่เจอไฟอีก” หลวงพ่อก็บอกว่า “อุ๊ย ลูก ศษิ ยเ์ ราเน่ียมนั โง่” คร้ันจะว่าโง่ปัญญามันจะหด หลวงพ่อก็เลยชมพ่อใหญ่เต่ิง ว่า “ โอ้ย พ่อใหญ่เติง่ เจ้าคอื ฉลาดน้อยแท้” พ่อใหญเ่ ตงิ่ ย้ิมน้อยย้ิม ใหญ่ คิดว่าอาจารย์ตนเองชมว่าฉลาดน้อย ก็คือโง่นั่นแหละ หลวง พ่อก็ทาให้ดู เอาไม้ไผ่แห้งมาแล้วก็ผ่าเป็นสองช้ิน และก็เจาะรูตรง กลางอีกชิ้นนึง อีกส่วนหนึ่งก็มาขูดมาเหลาจนเป็นฝอยเอามายัดใส่ ตรงรูนั่นแหละ อีกตรงหน่ึงก็มาทาเป็นคม ย่ิงช่วงน้ีอากาศมันแห้ง สมัยเราเป็นเด็กเรียนหนังสือ เราเรียนวิชาลูกเสือเนตรนารีก็จะทา ๕๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ อย่างน้ี ไม่มีไฟก็เอาอีกส่วนหนึ่ง เอาไม้ไผ่อีกอันหน่ึงท่ีมันเป็นคมสี ตรงที่ตรงรูตรงที่มันมีฝอยไม้ไผ่ สีไปสีมามันก็เกิดความร้อน ไฟก็ เกิดข้ึน เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราทุกผู้ทุกคน บำงครั้งบำง โอกำสพวกเรำต้องกำรธรรมะจำกพ่อแม่ครูบำอำจำรย์ บำงทีเรำ ไปฟังธรรมะจำกหลวงปู่องค์นั้น จำกพ่อแม่ครูบำอำจำรย์องค์น้ี สำนักโน้นสำนักน้ี แต่ถ้ำเรำหำธรรมะไม่ถูกท่ีมันก็ไม่เจอ เหมือน พ่อใหญ่เติ่งน่ีแหละหายังไงก็ไม่เจอ เราทาอย่างไรถึงจะเจอธรรมะ เกิดขน้ึ ในคร้ังหน่ึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไปจาพรรษาอยู่กับองค์ หลวงปู่ม่ัน ท่ีบ้านโคก ตองโขบ สกลนคร วันหน่ึงได้โอกาส พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ท่านก็ขอโอกาสหลวงปู่ม่ันบอกว่า “หลวงปู่ ผมขอ โอกาส หลวงปู่ทาอย่างไรถึงได้ธรรมะมาส่ังสอนลูกศิษย์ลูกหา มากมายก่ายกอง” หลวงปู่มั่นท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องทำอะไรมำก หรอก ปักจิตลงในกำยดูมันทั้งวันทั้งคืน เดี๋ยวควำมรู้ต่ำง ๆ มันก็ เกิดขึ้นมำให้เรำเห็น เรำทำจริง ๆ ได้ผลจริง ๆ ทำเล่น ๆ ได้ผล เลน่ ๆ” เหมือนอยา่ งพวกเราทุกผ้ทู กุ คนน้ี เรามาปกั จติ ดูกาย ดูกาย ท่ีเรานั่งอยู่ เราไม่ต้องไปดูท่ีอื่น เรามาดูกายของเรา เราทาอย่างไร เราถึงจะดกู าย ถ้าเปรยี บเทียบให้พวกเราไดเ้ ห็นก็เปรียบเหมือนองค์ หลวงปู่ม่ัน เรามาย้อนระลึกถึงองค์หลวงปู่มั่น ทางซ้ายมือของ อาตมามีรูปเหมือนหลวงปู่ม่ัน สมัยหนึ่งองค์หลวงปู่ม่ันท่านเดิน จงกรมอยู่ทวี่ ัดทางภาคอีสาน สมยั โบราณเวลาจะมีงานก็จะมีเครื่อง ขยายเสียง ทางบ้านอาตมาเรียกว่าหมากกะโหล เสียงดังไกลไม่รู้ก่ี บา้ นยง่ิ ดี เพราะเวลามงี านนัน้ นาน ๆ จะไดย้ นิ เสียงเคร่อื งขยายเสียง ๕๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ถ้ามีงานเขาก็จะมีการจ้างหมอลาและส่วนมากจะเป็นลา กลอน ผู้หญิงผู้ชายราเกี้ยวพาราสีลาแก้กลอนกันไป ในขณะท่ีองค์ หลวงปู่มั่นท่านเดินจงกรมอยู่ในวัดนั้น แต่เสียงเครื่องขยายเสียงน้นั ก้องมาได้ยินถึงที่วัด หมอลาน้ันเขาลาว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ ๕ รวม ลงมำเป็นขันธ์ ๔ ทุกข์อยู่ในโลกน้ีรวมข้ำอยู่ผู้เดียว” หลวงปู่มั่น ท่านเดินจงกรมอยู่ท่ีวัดท่านก็พิจารณาตาม ท่านก็บอก “อู้ย หมอ ลามันก็เก่ง มันได้ธรรมะ” ท่านก็มาพิจารณาว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ ๕ รวมลงมาเปน็ ขันธ์ ๔ ทกุ ขอ์ ยูใ่ นโลกนรี้ วมข้าอยู่ผู้เดยี ว” หมายถงึ ว่า ทุกข์อยู่ในขันธ์ ๕ ก็คือ รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ ท่ี เป็นตวั เป็นตน รวมลงมาเปน็ ขนั ธ์ ๔ กค็ ือตอ้ งเกิดมำจำกธำตุทั้ง ๔ คือ ธำตุดิน ธำตุน้ำ ธำตุลม ธำตุไฟ ประชุมกันเข้าเป็นตัวเป็นตน ถึงได้มีขันธ์ ๕ ทุกข์อยู่ในโลกนี้รวมข้ำอยู่ผู้เดียว หมำยควำมว่ำ ทุกส่ิงทุกอย่ำงน้ันก็รวมอยู่ที่จิตใจของพวกเรำอยู่ผู้เดียว ท่ีเป็น ทุกข์อยู่ทุกวันน้ีก็ที่จิตใจนี่แหละ เดี๋ยวคิดดี คิดช่ัว คิดโน่นคิดน่ี จิปาถะ “ร้อนย่ิงกว่ำไฟ ไวยิ่งลม ซนย่ิงกว่ำลิงอีก” เห็นไหมมัน เกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา มันทุกข์อยู่ตรงนี้มันรวมอยู่ตรงน้ี จึงให้เรา มาพิจารณา การท่ีพวกเราท่านท้ังหลายมาพิจารณามาดูกาย ก็ เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ให้พวกเรามา พิจารณาดู มหำสติปัฏฐำน ๔ ดูกำย ดูเวทนำ ดูจิต ดูธรรม กาย เราเป็นอย่างไรที่เกิดเป็นร่างเป็นรูป เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ไม่ต้องดู อ่ืนไกลให้พิจารณาดูผมน่ี ผมบนศีรษะของพวกเราทุกผู้ทุกคนเม่ือ เราพิจารณาเข้าไปก็จะเห็นความชัดเจนข้ึนมาว่านานไป ๆ ผมก็ หงอกเป็นดอกเลา แต่บางคนไม่พอใจเอายาย้อมผมมาย้อมไม่ถึง ๕๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ อาทิตย์มันก็โผล่ข้ึนมา อันน้ีเฉพาะเร่ืองผมนะ เรื่องอ่ืนอีกมากมาย ก่ายกองท่ีเราเป็นทุกข์ เรำพิจำรณำดูกำยของเรำสักแต่ว่ำกำย ไมใ่ ชต่ ัวตนคนเรำ มนั เป็นอยา่ งนั้นพิจารณาดู เมือ่ เรำดูกำยไปนำน เข้ำ ๆ เวทนำมันก็เกิด เหมือนอย่างท่ีพวกเราน่ังความเจ็บปวดมัน ก็เกิดขึ้น ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้บอกว่าเวทนามันสุขหรือมันทุกข์ มัน หนกั มันค่อยอยา่ งไรไม่รู้ มนั กร็ ูอ้ ยทู่ ต่ี ัวของพวกเราน้ันตอ้ งพิจารณา สมยั หนึง่ พอ่ แมค่ รูบาอาจารย์หลวงปู่สิม หลวงปแู่ วน่ หลวง ปู่ฝ้ัน ท่านมาฝึกภาวนาใหญ้ าติโยมที่อาเภอจักราช ญาติโยมก็มาฟัง ธรรม มีตาแป๊ะท่านหนึ่งมานั่งภาวนาเหมือนพวกเรานี่แหละ นั่งไป ๆ นานไป ๆ ความปวดมันก็เกดิ ข้ึน เวทนามนั ก็เกิดขน้ึ ตาแป๊ะก็ร้อง บอกว่า “ท่านอาจารย์ผมปวดถึงขาแล้ว” มันน่ังนานมันก็ปวดขา ท่านอาจารย์ก็บอกว่า “ ให้มันถึงหัวเข่า” ตาแป๊ะก็นั่งไปเร่ือย ๆ “ทา่ นอาจารย์ถงึ หวั เข่าแล้ว” อาจารย์ก็บอกว่า “ ให้มนั ถึงเอว” ตา แป๊ะก็นั่งไป ๆ ๆ “ท่านอาจารย์มันถึงเอวแล้วความปวดนะ” ท่าน อาจารย์ก็บอก “ให้มันถึงไหล่” ตาแป๊ะก็น่ังไปเร่ือย ๆ “มันถึงไหล่ ท่านอาจารย์” “เออ ให้มันถึงหัว” น่ังไป ๆ “ความปวดถึงหัวท่าน อาจารย์” “ดูมันไปเรื่อย ๆ ” ตาแป๊ะก็ดูไปเร่ือย ๆ ดูไป ๆ มันเกิด ความปั่นป่วนขึ้นมามืดขึ้นมา ขาช้ีฟ้าหัวลงดิน หมุนอยู่ติ้ว ๆ ๆ ไม่รู้ จะทายังไง แกก็ภาวนาว่า ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ พิจารณาดูความ ตายแค่น้ันนะ ปรากฏความหมุนต้ิวและความมืดต่าง ๆ มันหายไป จติ มนั กโ็ ลง่ สว่างวาบขน้ึ มาในจติ ในใจ เมือ่ ความสว่างวาบเข้ามาในจิตในใจ มองไปไหนเห็นทะลุปุ โปรง่ มองไปท่ีบา้ นก็เห็นภรรยา ทาอะไรก็เห็นหมด มองไปไหนเห็น หมด เมื่อจิตมันเกิดความผ่องใสขึ้นมามันเป็นอย่างนั้น พวกเราทุก ๕๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ท่านก็เหมือนกัน เราทาจริง ๆ ได้ผลจริง ๆ ทาเล่น ๆ ได้ผลเล่น ๆ เป็นลักษณะน้ี เรามาดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม ของเรานี่แหละ เวทนำมันเกิดขนึ้ ก็อย่ำไปสนใจ เรำตอ้ งต้งั สัจจะอธษิ ฐำนขน้ึ ในใจ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของพวกเรา ท่านทั้งหลาย เม่ือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่าเดือน ๖ พระองค์นั่งภาวนา ก่อนที่จะได้สาเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ตั้งสัจจะ ขึ้นในใจบอกว่า “วันนี้ ข้ำพเจ้ำจะน่ังตลอดท้ังรุ่ง ถ้ำไม่ได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมำสัมโพธิญำณแล้วจะไม่ยอมลุกจำกที่นั่งเด็ดขำด แม้ เลือดเน้อื เชื้อไขเหือดแห้งเหลือแตห่ นงั หุ้มกระดูกกต็ ำมที ถ้ำไม่ได้ ตรสั ร้จู ะไมย่ อมลุกจำกท่เี ดด็ ขำด” ดูสิ น้าพระทัยใจของพระพุทธองค์ทรงหนกั แน่นขนาดไหน พวกเราก็เหมือนกัน แต่ว่าถ้าเราน่ังไป ๆ ความปวดมันเกิดขึ้น ถ้า เราพลิกไป ๆ คร้ังต่อไปกม็ าทเ่ี ดิม เราต้องต้งั สัจจะอธิษฐานขึ้นมาใน จิตในใจ มันจะเป็นยังไงก็ช่างมันไม่ใช่ขาเราหรอก ถ้าเราบอกว่าขา เรามันจะปวดเข้าไป ความปวดยิ่งเราเอาใจจดจ่อมันยิ่งปวด เรา อย่าไปสนใจมันไม่ใช่ขาเราหรอก ทาไมถึงไม่ให้สนใจ ถ้า เปรียบเทียบให้พวกเราเห็น เหมือนคนเล้ียงหมูอยู่ตามชนบท เจ้าของคอกหมูดมข้ีหมูอยู่ทุกวัน ๆ ก็เคยชิน พวกเราไปเยี่ยมเขา เน่ีย พอเหม็นเราก็ปิดจมูก พอเปิดมามนั ก็เหม็นอกี วิธีทจ่ี ะแก้จะทา ยังไง เราสูดเข้าไปให้เต็มปอดความเหม็นก็จะหายไป ลักษณะนี้ก็ เหมอื นกัน พอเรานั่งภาวนาไปความปวดมันเกิดขึน้ ถา้ เราวา่ ขาของ เราผลสุดท้ายเราไปพลิก ครั้งต่อไปมันก็อยู่แค่น้ีไม่ไปไหน ไม่ใช่ขา เรามันจะเป็นยังไงก็ช่างมันสิ พอเราไม่สนใจเร่ืองความเจ็บปวด มัน ก็เอาคัน มาคันย็อก ๆ แย็ก ๆ ตรงโน้นตรงนี้ อยากจะให้เกาเราก็ ๕๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ อย่าไปสนใจ มันจะเป็นยังไงช่างมัน พอเราไม่สนใจมันก็จะเอาเรื่อง อื่นมาอีก เอามึน เอาชาเข้ามาตามแข้งตามขา จิตมันก็จะบอกเรา จะพิการนะ เด๋ียวขาเราพิการ ก็อย่าไปสนใจ มนั เป็นอยา่ งนนั้ เมื่อเรำไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่ำงมันก็จะนิ่งสงบ เวทนำที่ มันเกิดขึ้นมันก็หำยไป เมื่อเรำพิจำรณำดูเวทนำนำนเข้ำ ๆ จิต พิจำรณำดูธรรมะมันก็เกิดขึ้น จิตใจของเรานี้เด๋ียวคิดดีคิดชั่ว คิด โน่นคิดนี่มากมายก่ายกอง เราก็พิจารณาไป เม่ือเราพิจารณาไปจิต เกิดความผ่องใสธรรมะมันก็เกิดข้ึน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าให้พวกเราได้นามาประพฤติปฏิบัติ ให้ทาอยู่อย่างน้ีนะจิตมันก็ เกดิ ความสงบเกิดขน้ึ เรียกวา่ เรำทำจรงิ ๆ ได้ผลจริง ๆ ทำเลน่ ๆ ได้ผลเล่น ๆ นี่แหละจึงเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราทุกผู้ทุกคน แล้วพวกเราได้มานกึ ถึงบุญคุณของหลวงปู่มั่น ท่านเจ้าคุณพระท่ีวดั สระปทุมบอกว่า บุญเหลือเกินวัดน้ี องค์หลวงปู่มั่นได้มำจำ พรรษำถึงประมำณ ๔ พรรษำ อยา่ งท่อี าตมาไดบ้ อกเบื้องต้นว่าแม้ รอบข้างวัดจะวุ่นวายยังไงก็ตาม แต่เมื่อเราเข้ามาท่ี “วัดป่ากลาง กรุง” สงบกาย สงบวาจา สงบใจ อำศัยบญุ บำรมีของมอี งค์หลวงปู่ มัน่ ท่ำนนำพำให้พวกเรำประพฤติปฏบิ ตั ิ ถ้ำเป็นทำงวัดป่ำทำงสำยกรรมฐำน ท่ำนบอกว่ำเป็นข้อ วัตรปฏิบัติท่ีทำให้ศำสนำของพวกเรำม่ันคงถำวร อยากจะเล่าให้ พวกเราท่านท้ังหลายเป็นอุทาหรณส์ อนใจพวกเรา ฝ่ายพระก็ดี ฝา่ ย โยมก็ดีว่า ในคร้ังหน่ึงเพราะในจิตน้ันมีความผูกพันองค์หลวงปู่ม่ัน มากเลย แม้ไปอยู่ท่ีวัดป่าสุทธาวาสก็ยังได้ไปเฝ้าพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ ม่ันก่อนเพ่ือน และเป็นคนท่ีถือลูกกุญแจพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ม่ัน ดูแล ทาความสะอาดเป็นเวลาถึง ๕ ปี แล้วก่อนท่ีจะสร้างพิพิธภัณฑ์น้ัน ๕๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ พระธาตุที่ใส่อัฐิหลวงปู่มั่นอยู่ท่ีกุฎิเจ้าอาวาสหลวงปู่แว่น โทรมอยู่ ไม่มีใครสนใจ เม่ือดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์ ไปเห็นเข้าก็อยากจะสร้าง พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่แว่นท่านก็นาเอาผงอังคารน่ันมาแจกจ่ายให้ เพราะแต่กอ่ นไม่มใี ครสนใจ ท้าวบุญอุ้มและท้าวบุญอ้อมท่ีมาจากประเทศลาว บุญอุ้ม เป็นพ่ีบุญอ้อมเป็นน้อง เอาผงอังคารหลวงปู่ม่ันให้ท้าวบุญอุ้มและ ท้าวบุญอ้อม ท้าวบุญอุ้มและท้าวบุญอ้อมไปที่ประเทศลาว นาไป บูชา บุญอุ้มผู้เป็นพี่เอาไปบูชาเดือนหน่ึงยังไม่เป็นอะไร จึงเอาไปให้ ท้าวบุญอ้อม พอเอาไปให้น้องไม่ถึงเดือน อัฐิที่เป็นข้ีเถ้าก็รวมตัวกัน เป็นก้อน ๆ เรียกว่าเป็นเหมือนสีดอกพิกุล นี่แหละคนเราถ้าไปอยู่ กับคนไม่มีบุญก็ไม่เป็น ถ้ามาอยู่ที่คนท่ีมีบุญก็เป็น นะเป็นอย่างนั้น อาตมาก็ได้ในส่วนน้ันมาเก็บไว้ใส่ตลับเอาไว้ใต้พระพุทธรูปท่ีเป็น แก้วองค์แก้วมรกต พระพุทธรูปใต้โต๊ะหมู่บูชาตลอด ๕ ปี ไม่เคยดู พอออกจากวัดป่าสุทธาวาสปี ๒๕๑๓ จะเอาพระพุทธรูปไปอยู่ที่วัด ด้วย วัดท่าวังหินทุกวันน้ี พอยกฐานพระพุทธรูปออกมา อัฐิที่เป็น ข้ีเถ้ำก็กลับกลำยเป็นก้อน ๆ เป็นสีดอกพิกุลแห้งรวมตัวกันเข้ำ คนนั้นก็อยากได้คนน้ีก็อยากได้ก็แจกจ่ายกันไป ตอนนั้นไม่หวง แต่ ตอนนีน้ ึกเสยี ดาย อฐั ขิ องพ่อแม่ครบู ำอำจำรย์ท่ำนเปน็ อยำ่ งนั้น เมื่อประมาณ ๔๐-๕๐ ปีให้หลังได้ อาตมาหลับไปก็ฝันเห็น องค์หลวงปู่ม่ัน และเข้าไปกราบองค์หลวงปู่ม่ันเหมือนอย่างในรูปที่ เราเหน็ ดา้ นหนา้ น้ี พอไปกราบ รา่ งกายของเราส่นั เทาเหมือนกับนก ตกน้าเลย เรากลัวหลวงปู่มั่นมาก หลวงปู่มั่นว่า “อ้าว กลัวหลวงปู่ ทาไม” เรากบ็ อกว่า “กลวั สิหลวงปู่ หลวงปู่รู้นอกร้ใู น รู้ดีรู้ชัว่ รูห้ มด ทุกขุมขนของเกล้ากระผม หลวงปู่ว่าเกล้ากระผมทาอะไร ด้วยกาย ๕๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ดว้ ยวาจา ดว้ ยใจ ท้ังที่ลบั ท่แี จ้ง หลวงปู่รู้หมดแหละ ผมกก็ ลัวนะ่ สิ” หลวงปู่มั่นท่านก็ตอบว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้ำตรำบใดเรำยังคง ยึดมั่นในหลักคำสอนขององคส์ มเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ในข้อ วัตรปฏิบัติท่ีองค์หลวงปู่ที่ได้พำประพฤติปฏิบัติมำ ศำสนำเรำจะ ไม่เส่ือม แต่ถ้าตราบใดพวกเราไม่ว่าฝ่ายพระก็ดี ไม่ว่าอุบาสก อุบาสิกาก็ตาม ถ้าเราไม่ยึดมั่นในหลักคาสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ในข้อวัตรปฏิบัติท่ีพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวง ปู่ม่ันท่านพาประพฤติปฏิบัติ ศาสนาเราจะเสื่อมนะ” ท่านว่า “อ้าว ทาไมเป็นอย่างน้ัน” มีความกล้าข้ึน ก็ถามองค์หลวงปู่ม่ันว่าทาไม เป็นอย่างน้นั ท่านก็มีเมตตาตอบว่า “พระเราทุกวันน้ีนะ ไม่เป็นตัวของ ตนเอง” “อ้าว ทาไมไม่เป็นตัวของตนเองล่ะหลวงปู่” อันนี้เป็น คาพูดขององค์หลวงปู่มั่น ขออภัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์และศรัทธา ญาติโยม ที่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นคาพูดของหลวงปู่มั่น ไม่ใช่ของ กระผมหรือของอาตมา อยากมาถ่ายทอดให้ได้เห็นว่าองค์ของหลวง ปู่มั่นท่านบอกว่า “เพราะพระทุกวันน้ีไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะ พระทุกวันน้ีโดนโยมจูงจมูก” อนั น้เี ป็นคาพูดขององค์หลวงปู่มัน่ ขอ อภัยด้วย “อ้าวทาไมเป็นอย่างน้ันหลวงปู่” หลวงปู่ก็มีเมตตาเล่า นิทานให้ฟัง อยากจะมาเล่าให้พวกเราท่านทั้งหลายได้ฟังเปน็ ข้อคิด สะกิดเตือนใจ หลวงปู่ม่ันท่านบอกว่า มีหลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่ในวัด อยู่ในบ้าน ลาภสักการะก็ไม่เกิดขึ้น หลวงพ่อก็มีความคิดว่าทา อย่างไรถึงจะมีญาติโยมนาลาภสักการะมาเกิดข้ึนที่เรา หลวงพ่อมี ความคิดว่าเราต้องห่มผ้าสีดา ๆ ไปอยู่ในป่า ญาติโยมรู้พระ กรรมฐานไปอยกู่ ็จะแห่แหนไป หลวงพ่อคิดได้ดังน้นั ก็ย้อมผ้าสีดา ๆ ๕๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ทุกสิ่งบริขารดา ๆ แล้วก็แบกบาตรแบกกลดเข้าไปอยู่ในป่าลึก เดิน จงกรมภาวนา ญาติโยมได้ยินข่าวว่ามีพระธุดงค์มาปักกลดในป่าลึก เดินจงกรมภาวนา ก็พากันไปนาเครื่องของต่าง ๆ ไปถวาย ลาภ สกั การะกเ็ กิดข้นึ คณะไหนมาที่น่ีหลวงพ่อก็บอกว่า “เมื่อคืนมีเสือยาวแปด ศอกมาน่ังเฝ้าทางเดินจงกรมกุฏินี้” ญาติโยมก็ถามบอกว่า “หลวง พ่อไม่กลัวหรืออย่างน้ัน เสือยาวตั้งแปดศอก ตัวใหญ่” “ไม่กลัว อาตมากเ็ ดนิ อยู่อย่างน้ีแหละ” ข่าววา่ เสือยาวแปดศอกมาเดนิ มาน่ัง เฝ้ากุฏิทางเดินจงกรมหลวงพ่อธุดงค์ก็ขจรขจายไป ญาติโยมก็แห่ แหนกันมามากมายก่ายกองทั้งใกล้ทั้งไกล ลาภสักการะมากมาย ก่ายกอง ข่าวอันน้ีก็ไปถึงหูของนักเลงท่านหนึ่งเข้า นักเลงท่านน้ีก็ อยากจะมาคุยสนทนากับหลวงพ่อ พอมาคุยสนทนากับหลวงพ่อ แลว้ ปรากฏว่าหลวงพ่อไมร่ เู้ รื่องเสือเลย นกั เลงท่านนี้ก็แนะนาหลวง พ่อบอกว่า “หลวงพ่อ ตั้งแต่น้ีต่อไปอย่าไปพูดให้ใครฟังนะว่าเสือ ยาวแปดศอก” “อ้าวทาไมล่ะ” “กเ็ สือมันยาวอยู่แค่ศอกเดียว แปด ศอกไม่มีหรอก”ว่าง้ัน หลวงพ่อไม่รู้เร่ืองเสือคณะไหนมาก็บอกว่า เสือยาวแปดศอก แต่ทีน้ีพอมีนักเลงมาบอกว่ายาวแปดศอกไม่มี มี ยาวแค่ศอกเดียว โยมมาก็บอกโยม “เสือยาวอยู่ศอกเดียวมานั่งเฝ้า ท่ีเดนิ จงกรมกับทภี่ าวนา” คณะไหนมากเ็ ผ่นหมดจนถึงคณะสุดท้าย หลวงพ่อว่า “กลับมาก่อนโยม เสือตัวแรกของอาตมายาวแปดศอก อยู่ แต่มีคนมาลดใหเ้ หลืออย่ศู อกเดยี ว” หลวงปมู่ ัน่ ทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั วา่ พระกไ็ ม่เปน็ ตวั ของตัวเอง พวก เราทุกผู้ทุกคนก็เหมือนกันให้เป็นตัวของตัวเอง อย่าให้คนอ่ืนจูง จมูก” ท่านว่า เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเรา ผู้เป็นพระก็ตำม ๖๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ หรือเป็นอุบำสกอุบำสิกำก็ตำม เรำต้องยึดม่ันในหลักคำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ในข้อวัตรปฏิบัติของพ่อแม่ครู บำอำจำรย์ หลวงปู่ม่ันท่ำนรักษำอย่ำงเคร่งครัด พ่อแม่ครูบำ อำจำรย์ทำอย่ำงไรให้ทำอย่ำงน้ัน ศำสนำเรำจะคงท่ี นี่แหละเป็น ขอ้ คิดสะกดิ เตอื นใจพวกเราทุกผู้ทกุ คน มาอกี เดอื นหนึ่งหลวงปู่ม่ันก็ มาเข้าฝันอีก เอะ๊ หลวงพอ่ น่ชี อบฝันเหลือเกิน หลวงปู่มัน่ มาเข้าฝันก็ บอกว่า “ท่าน ผมมีผญาจะเลา่ ให้ท่านฟัง ไม่เคยเห็นท่ีไหน แต่วา่ ได้ ยินในความฝันน่ีแหละ” หลวงปู่ม่ันท่านก็เล่าผญา ภาษาอีสาน เรียกว่า ผญา (คากลอน/คาปรัชญา) ท่านบอกเป็นภาษาอีสานว่า “กรรมฐำนนอ้ ยหำงดอยปำนไกโ่ ซอยสู่ ุม่ พอแต่ออกส่มุ ได้ กุ่มไดก้ ็ บ่ฟัง” กรรมฐานน้อยหางดอยปานไกโ่ ซอยู่สุ่ม พอแต่ออกสุ่มได้ ก่มุ ได้ก็บ่ฟัง ถ้าแปลเป็นภาษากลางก็บอกว่า “กรรมฐานเล็กกรรมฐาน น้อยหรือผ้าเล็กผ้าน้อยเรา เหมือนกับไก่ที่เป็นโรค ไก่มันป่วยอยู่ใน สุ่ม สุม่ ไกน่ ะ หางมันดอยใชไ่ หม คือไมส่ ดชนื่ แตว่ า่ พอเปดิ ส่มุ แค่นั้น แหละ มันบินตรืดเลยทีน้ี ตอนแรก ๆ ก็ทาเหมือนป่วย แต่พอออก จากสุม่ ได้ บินตรดื เลย” “กรรมฐำนน้อยหำงดอยปำนไก่โซอยู่สุ่ม พอแต่ออกสุ่ม ได้ กุ่มได้ก็บ่ฟัง” ท่านว่า “หมายความว่ายังไงหลวงปู่” ท่านก็มี เมตตาอีกว่า “กรรมฐานน้อย เขาหมายถึงว่าผ้าเล็กผ้าน้อยเราทุก วันนี้ ต่อหน้าญาติโยม ขออภัยด้วย สารวมตา สารวมจมูก อู้ยดี ขนาด แต่ว่าพอออกจากสุ่มได้พอลับหลังนี่บินตรืด บินออกไปเลย ไม่เหมือนสมัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์” องค์หลวงปู่ม่ันท่านบอกว่า “สมัยก่อนพอจาพรรษากับองค์หลวงปู่มั่นแล้ว พอออกพรรษาแล้ว กบั พอ่ แม่ครูบาอาจารยว์ ัดไหนกต็ าม กจ็ ะมาขอโอกาสว่า ขอโอกาส ๖๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พอ่ แม่ครบู าอาจารย์ จาพรรษากบั พอ่ แม่ครบู าอาจารยต์ ลอดพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วทางวัดมีส่ิงไหนท่ีจะพอให้กระผมช่วย แต่ถ้าไม่ มีผมก็ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไปหาความสงบหาความวิเวก ถ้าท่านอนุญาตก็ไป แต่ถ้าท่านไม่อนุญาตก็ไม่ไป ไม่เหมือนทุกวันน้ี นะ ยังไม่ขอโอกาสยังไม่ลาจัดบาตรจัดกลดมาแล้ว ท่านบอก มาลา ไม่ให้ไปก็ไป เป็นลักษณะอย่างน้ันว่า “กรรมฐานน้อยหางดอยปาน ไก่โซอยู่สุ่ม พอแต่ออกสุ่มได้ กุ่มได้ก็บ่ฟัง” มานึกถึงคาองค์หลวงปู่ ม่นั “วัดสระปทุม” ของเรามายึดแนวองค์หลวงปู่ม่ันเป็นข้อ วัตรปฏิบัติ ให้พวกเราชาวพุทธท่ีอยู่ในกรุงเทพฯ ท่ีไม่มีโอกาสได้ไป สัมผัสในท่ีสงบ มาสงบกาย สงบวาจา สงบใจ ก็มาในสถานท่ีแห่งน้ี แม้จะอยู่กลางกรงุ เปน็ ปา่ กลางกรงุ ที่พวกเราจะนากาย นาวาจา นา ใจ ของเรามาทาให้เกดิ ความสงบ ให้ยดึ ม่ันในหลกั คำสอนขององค์ สมเดจ็ พระสมั มำสมั พทุ ธเจ้ำ ข้อวัตรปฏบิ ัตทิ ี่พอ่ แมค่ รูบำอำจำรย์ ท่ำนได้แนะนำส่ังสอน ถ้ำพระเรำและญำติโยมยังยึดม่ันในส่วนนี้ ก็จะทำให้ศำสนำเรำไม่เส่ือม แต่ถ้าพวกเราไม่ว่าบริษัททั้ง ๔ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ยึดม่ันในส่วนนี้ ศาสนาเราก็ เส่ือมไป ๆ แต่ไม่ได้เส่ือมไปไหนหรอก ก็เข้าสู่ธรรมชาติ เพราะ ธรรมะก็เหมือนธรรมชาติ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนเกวียนน่ีล่ะ เกวียนทามาจากธรรมชาติ และเราใช้เกวยี นมาตลอดเวลา แตเ่ มื่อมี รถยนต์มีส่ิงต่าง ๆ มาอานวยความสะดวก เม่ือเราไม่ใช้เกวียนแล้ว เกวียนน้ันก็คืนสู่ธรรมชาติ แต่ไม่ได้หายไปไหน เม่ือสิ่งเหล่านี้มันล้ม หายตายจากไป มนุษย์เราล้มตายไปและเกิดขึ้นมาใหม่ เกิดศาสดา ใหม่ขึ้นมา เราก็สามารถคิดค้นเกวียนขึ้นมาใหม่ และนาข้ึนมาใช้ ๖๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ตามลาดับ ธรรมะก็เหมือนกันถ้ำพวกเรำไม่ยึดม่ันถือมั่น ก็ออก จำกจิตจำกใจของพวกเรำหำยเขำ้ สธู่ รรมชำติ กข็ อฝากพวกเราไว้ นะให้พวกเราได้เข้ามาสงบกาย สงบวาจา สงบใจ มาวัดกาย วัด วาจา วดั ใจ ของพวกเรา วันน้ีจะได้เอาธรรมะคาส่ังสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรยายสู่พวกเรา มานึกถึงตรงน้ีมานึกถึง ธรรมะข้อน้ี ธรรมะข้อน้ีเรียกว่าเป็นธรรมะง่ายๆ เรียกว่า ธรรมะ เปรียบเสมือนกงล้อนำไปสู่ควำมเจริญ ท่ีพวกเราพากันเจริญพุทธ มนต์ในมงคลสูตรบอกว่า มีอยู่ ๔ ประการดว้ ยกัน คอื ๑) ปฏิรปู เท สะ การอยู่ในประเทศอันสมควร ๒) ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา การ คบนักปราชญ์บัณฑิต ๓) อัตตะสัมมาปะณิธิ การต้ังตนด้วยชอบ ๔) ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา ความเป็นผู้มีบุญมาแต่ชาติปางก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเปรียบธรรมะ ๔ ข้อน้ี เปรียบเสมือน กงจักรหมุนไปสู่ความเจริญฝ่ายเดียวไม่ลงสู่ที่ต่า ความเจริญนั้นเราจะเอาทางโลกหรือทางธรรม ถ้าท่านใดต้องการ ทางโลกเราก็ประพฤติปฏิบัติทางโลก ถ้าเราต้องการทางธรรมเราก็ ประพฤตปิ ฏิบตั ทิ างธรรม ถงึ จะนาพวกเราไปสูค่ วามเจรญิ ๑) ปฏิรูปเทสะ คือ กำรอยู่ในประเทศอันสมควร ถ้า “ทำงโลก” เรำต้องกำรอยำกจะให้เรำมีควำมสุข ม่ังมีศรีสุข มี บ้ำนท่ีดี มีรถ มีเสื้อผ้ำ มีทรัพย์สินเงินทองต่ำง ๆ ท่ีดี ก็ต้อง ประพฤติปฏิบัติอยู่ในที่ ๆเหมำะสม ถ้าเราเป็นแม่ค้าพ่อค้าก็ต้อง ดูก่อนว่า สถานที่เราจะทาการค้าน้ันมันเหมาะสมไหม การค้าเรา เจริญไหม เป็นที่ชุมชนไหม แต่ถ้าการค้าเราไปอยู่โน่นอยู่ท้ายเมือง อยู่ไปท่ีไกลจากชุมชน การค้าของเราไม่เจริญ แม้แต่ชาวนาเอง ๖๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ชาวนาต่าง ๆ ก็ต้องดูในพ้ืนท่ีนานั้นนะ เป็นนาลุ่มหรือนาดอน นา น้าท่วมไหม ถ้าตรงที่อาตมาปีที่แล้วน่ีท่วม ที่วัดก็ท่วมเป็นเวลาถึง เป็นเดือน ต้องใช้เรืออยู่ต้ังเดือนนึงอยู่เหมือนเป็นชาวเกาะเลย ได้รับความเดือดร้อนเหมือนกันนะเป็นอย่างน้ัน ชาวนาก็ต้องรู้ว่า ตรงไหนท่ีลุ่มท่ีดอน น้าท่วมไม่ท่วม แต่ก็ต้องรู้ละเอียดเข้าไปอีกว่า ข้าวที่เราจะปลูกน้ันเป็นข้าวอะไร ภาคกลางเขาเรียกว่าเป็นข้าว หนักหรือข้าวเบา ภาคอีสานเรียกว่าข้าวดอหรือข้าวงัน ถ้าเราเอา ข้าวดอไปปลูกตรงข้าวงัน และเอาข้าวงันไปปลูกตรงข้าวดอ หรือ เอาข้าวหนักไปปลูกตรงข้าวเบา และเอาข้าวเบามาปลูกตรงข้าว หนกั กไ็ ม่ได้อีก ต้องรใู้ ห้ละเอียดถึงจะทานาได้ผล แม้นักเรียนนักศึกษาก็เหมือนกันเราจะต้องอยู่ในที่ การศึกษาม่ันคงถาวร ไม่ไกล ถ้าเราเดินไปไกลการศึกษาก็ไม่เจริญ รวมความว่าเรำทำหน้ำท่ีอะไร ต้องดูให้มันเหมำะสมกับหน้ำที่น้ัน ในทำงโลกถึงจะเกิดควำมเจริญก้ำวหน้ำในหน้ำท่ีของแต่ละคน แต่สาหรับ “ทำงธรรม” องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ พระองค์ว่ำ “ในสถำนที่ใดก็ตำมท่ีมี พระพุทธ มีพระธรรม มี พระสงฆ์เจริญอยู่ สถำนท่ีน้ันเรียกว่ำเป็นมงคล” “ปฏิรูปเทสะ” เหมือนกับ “วัดสระปทุม” หรือวัดปทุมวนำรำมแห่งน้ีเป็นท่ีท่ี เหมำะสม อาตมามาหลายสิบปีแล้วเข้ามาสถานท่ีแห่งน้ี ถ้าเรามอง ภายนอก สิ่งแวดล้อมวุ่นวายทั้ง ๔ ทิศเลย แต่เม่ือเราเข้าในสถานที่ แห่งน้ีมาเห็นความร่มรื่น ต้นไม้ สถานที่ แม้ข้างนอกจะเกิดความ วุ่นวาย แต่สถานที่แห่งนี้ร่มร่ืน เย็นกาย เย็นวาจา เย็นใจ เพราะ สถานทแ่ี หง่ นีม้ ใี หญ่โตพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เจริญอยู่ ๖๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ สถานที่ใดก็ตามมีตึกรามบ้านช่อมโหฬาร ความเจริญด้าน วัตถุมากมายก่ายกอง แต่ไม่มีพระพุทธ ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ เจริญอยู่ สถานท่ีแห่งน้ันไม่เป็นมงคล เหมือนที่บ้านของอาตมาท่ี สกลนคร สมัยนั้นองค์หลวงปู่ฝ้ัน อาจาโร ยังมีชีวิตอยู่น้ัน ท่านอยู่ที่ วัดถ้าขาม วัดถ้าขามจะห่างจาก อาเภอพรรณานิคมไปไกล สถานที่ กไ็ ปลาบากเปน็ ทางเกวียน แต่วา่ ญาติโยมไปด้ันด้นไปจากกรงุ เทพฯ แมจ้ ะยากลาบากขนาดไหน ปีนเขาขน้ึ ไปคนกม็ ากมายก่ายกอง เปน็ เพราะอะไร เปน็ เพราะสถานทนี่ ้ันมีพระพุทธ มพี ระธรรม มพี ระสงฆ์ มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่ เรียกว่าเป็นที่อันเจริญมงคลในทางธรรม เหมอื นกบั สถานท่แี ห่งนี้ มีความชืน่ ใจ เยน็ กาย เย็นใจ เขา้ มาเปล่ียน กับโลกภายนอก เหมือนท่านพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณที่นั่งอยู่น่ี ท่านบอก อือ ๆ เรามาก็เออดี ต้นไม้ก็ร่มรื่น อะไร ๆ ก็ร่มร่ืน กายก็ ร่มรื่น ใจกร็ ม่ รน่ื นีแ่ หละเรียกวา่ “ปฏิรูปเทสะ” เปน็ สถานทอี่ ันเป็น มงคล เม่ือพวกเราท่านทั้งหลายมาอยู่ในสถานท่ีอันเป็น “ปฏิรูปเท สะ” อันเป็นมงคลแล้วในการประพฤติปฏิบัติเราต้องประพฤติ ปฏิบตั ใิ นธรรมขอ้ ทสี่ อง ๒) ปัณฑิตำนัญจะ เสวะนำ คือ กำรคบนักปรำชญ์ บัณฑิต สถานท่ีแห่งน้ีก็มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์นักปราชญ์บัณฑิต มากมายก่ายกอง แต่เม่ือเราอยู่ใกลน้ ักปราชญ์บณั ฑิต ใกล้พ่อแม่ครู บาอาจารย์ และเราไม่ได้มาสนทนาธรรม ไม่ได้มาประพฤติปฏิบัติ ธรรม ไม่ได้มาฟังธรรม โบราณท่านเปรียบว่าเหมือน“ทัพพีไม่รู้รส แกง” ทาไมจึงเปรียบอย่างน้ัน พวกเรามองไปน้ีเห็นแต่สุภาพสตรที ี่ เป็นแม่ครัว การทาครัวนั้นเราจะต้องมีอุปกรณ์อย่างหน่ึงก็คือทัพพี ในการตักอาหาร ทัพพีตักอาหารอยู่ทุกวัน ไม่รู้ว่าอาหารนั้นมัน ๖๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เปร้ียว มันหวาน มันเคม็ อย่างไร พวกเราทุกผู้ทกุ คนก็เหมอื นกันเมื่อ เราใกล้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ใกล้นักปราชญ์บัณฑิต แต่เราไม่มา สนทนาธรรม ไม่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่มาฟังธรรม ก็ เปรียบเสมือนกับทัพพีไม่รู้รสแกง หรือโบราณท่านว่า “ใกล้เกลือ กินด่ำง ใกล้เกลืออยู่ แต่ไม่กินเกลือ แต่ไปกินด่ำง” เพราะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะสอนพวกเราทัง้ หลายใหป้ ระพฤติในทางท่ถี ูกที่ต้อง ที่ควร อาตมารับรองล้านเปอร์เซ็นต์เลยนะว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านจะแนะนาสั่งสอน ให้พวกเราประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ต้อง ท่ีควรด้วยการ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา น่ีเป็นอย่างนั้น ไม่ เหมือนคนพาลพาเราไปในทางเสียหาย น่ีเรียกว่าเราอยู่ในประเทศ อันสมควร เรำอยู่ใกล้นักปรำชญ์บัณฑิตแล้วเรำก็ควรมำฟังธรรม มำประพฤติปฏบิ ัติ และมำสนทนำธรรม ๓) อัตตะสัมมำปะณิธิ คือ กำรตั้งตนชอบ ตนมีอยู่ ๒ ลักษณะด้วยกัน คือ “ตนนอก และ ตนใน” คาว่า “ตนนอก” ก็คือ สภำพร่ำงกำยของพวกเรำ โดยส่วนมากแล้วพวกเราสนใจแต่เรื่อง ภายนอก เช่นหาอาหารไว้ให้รับประทาน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ท่ีอยู่อาศัยเป็นอย่างนั้น เราจะหามาอย่างนี้ บารุงบาเรอในส่วน ภายนอก ถ้าเรามาสวดเจริญพุทธมนต์ในหนังสือสวดมนต์ตามวัด ต่าง ๆนั้น ถ้าเราเปิดไป ๆ บางสานักก็มีคาถาอีก บางทีไปเจอคาถา ๆ หน่ึงเรยี กว่า “หัวใจเศรษฐี” คาว่า “หวั ใจเศรษฐี” คือ อุ อำ กะ สะ ถ้ำเรำทอ่ งรอ้ ยรอบ พนั รอบ หม่นื รอบ แต่ถ้ำเรำไมเ่ ขำ้ ใจ มนั ก็ไม่รวย เรำต้องมำทำควำมเข้ำใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจา้ พระองคใ์ ห้พวกเราสันโดษ และยนิ ดใี นส่งิ ทต่ี นเองมี แต่พระองค์ ไม่ได้บอกให้พอใจในส่ิงนั้นหรือพอแค่น้ัน ถ้าใครต้องการอยากจะ ๖๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ รวย หรือต้องการอยากจะสร้างฐานะของตนให้รวยข้ึนมา จะต้อง ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในคาถา ๔ ขอ้ นี้ คอื อุ อำ กะ สะ มาดูข้อแรก “อุ” แปลว่ำ อุฏฐำนสัมปทำ คือรู้จักหม่ัน เพียรในกำรประกอบอำชีพกำรงำน หนักเอา เบาสู้ หรือโบราณ ท่านบอกวา่ เปน็ คนเอาถา่ น สมัยกอ่ นนะถา่ นมนั ดา ถ้าใครเอาถ่านก็ ถือว่าใช้ได้ ท่ีเป็นงานสุจริตนะ อันนี้เป็นคนเอาถ่าน ทีนี้ข้อที่สอง “อำ” ก็คือ อำรักขสัมปทำ รู้จักรักษำทรัพย์ที่ตนเองหำมำได้ให้ มันคงอยู่ โดยส่วนมากแล้วคนเราขยันหาแต่ไม่รู้จักรักษา โบราณ ทา่ นจึงผูกเปน็ โครงไว้ ๔ โครงด้วยกันเม่ือไดท้ รพั ยม์ ำให้แบ่งเป็น ๔ ส่วน ๑) ฝังดนิ ไว้ ๒) ใชห้ นเ้ี ก่ำ ๓) ใส่ปำกงูเหำ่ ๔) เผำไฟทงิ้ น้ำ มาดขู ้อแรกเขาเรียกวา่ ๑) ฝังดินไว้ คนสมัยโบราณ สมัยสุโขทัย และสมัยอยุธยา มีศึกเหนือเสือใต้บ้านแตกสาแหรกขาด คนโบราณฉลาดเอาเงินอีก ส่วนหนึ่ง แก้วแหวนเงินทองใส่ไหปิดไว้ แล้วนาไปฝังไว้ และก็ ทาลายแทงไว้ เม่อื บ้านเมอื งสงบ กจ็ ะนาสิ่งน้นั มาใช้เมื่อเวลาจาเป็น แต่ทุกวันน้ีถ้าเราไปฝังมันหาย เราต้องแบ่งอีกส่วนหนึ่งไปฝาก ธนาคารไวเ้ วลาจาเป็น อย่านาออกมาใชเ้ รยี กวา่ “ฝงั ดินไว้” เหมือน อย่ำงพวกเรำทุกผู้ทุกคนท่ีมำวันน้ี ด้วยกำรให้ทำน ด้วยกำร สมำทำนศีล ด้วยกำรทำใจของตนเองให้สงบ เรียกว่ำ “ภำวนำ” เรียกว่ำฝังฝำกควำมดีไว้ในพุทธศำสนำ พวกเราท่านท้ังหลายมา ฝากความดีไวใ้ นพทุ ธศาสนา อยา่ ได้ประมาท ๒) ใช้หนี้เก่ำ คาว่า “หนีเ้ ก่า” ทุกคนมีหน้ีทัง้ นน้ั แต่เจ้าหน้ี ของเราเป็นใคร เจ้ำหนี้ของเรำก็คือพ่อแม่ พ่อแม่เป็นเจ้ำหน้ีของ พวกเรำ เรียกว่าพวกเราทุกคนท่ีเกิดเป็นตัวเป็นตนข้ึนมาอาศัย ๖๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ความเมตตาจากพ่อแม่ พอเกิดขึ้นมาถ้าพ่อแม่ไม่มีความเมตตาเรา เอาค้อนทุบหัวไปทิ้งถังขยะ หรือไปท้ิงลงคลอง หรือไม่ก็เหมือน ประมาณ ๔-๕ ปีให้หลัง วัดดังที่กรุงเทพฯ ที่เด็กไม่มีโอกาสเกิด หลายพันคน ถ้าพ่อแม่เราเป็นอย่างน้ันเราก็คงไม่มีโอกาสได้เกิด ข้ึนมา อาศัยว่าพ่อแม่มีความเมตตาต่อเรา ค่าไม่ได้ยืนคืนไม่ได้นั่ง หลังสู้ฟ้าหน้าสู้แดด กว่าจะเล้ียงพวกเราเติบโตข้ึนมาถึงขนาดน้ี มากมายกา่ ยกองเป็นอย่างน้นั ถา้ คิดเป็นปลาแถวบ้านนอกไม่รู้หมด ปลาไปกห่ี นอง หมดข้าวไมร่ ้ไู ปกี่ยงุ้ พอเติบโตขนึ้ มาพ่อแม่บางผู้บาง คนนนั้ มีลูกหลายคน พอแบง่ ทรัพย์สมบัติลูกก็หาว่าพ่อแม่ไม่มีความ ยุติธรรม ให้คนนั้นมากคนนี้น้อย ลูกสาวก็ให้หลายหาว่าพ่อแม่ไม่มี ความยุติธรรม ในคาสอนองค์หลวงปู่ม่ันที่ไปอ่านตรงที่ต้นไม้ ด้านหน้าศาลา ท่านบอกว่า “ดีใดไม่มีโทษ ดีน้ันช่ือว่ำดีเลิศ ได้ อะไรไม่ประเสริฐเท่ำได้ตน เพรำะตนเป็นบ่อเกิดของทรัพย์ ท้ังหลำย” รวมความคือตัวตนของพวกเรำทุกผู้ทุกคนเป็นมูล มรดกของพ่อแม่ ถ้ำมูลตัวน้ีมรดกตัวนี้ไม่มีส่ิงอ่ืนก็ไม่เกิดข้ึน ทรัพย์สมบัติภำยนอกก็ไม่เกิดข้ึน พ่อแม่แบ่งทรัพย์สมบัติให้อย่าง ละเท่า ๆ กนั แบ่งสมบตั ิอะไรอยา่ งละเท่า ๆ กัน ตาคนข้าง หคู นละ หู จมูกคนละรู แขนคนละแขน ขาคนละขา ถึงเป็นตัวเป็นตนเป็นผู้ เป็นคน ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ส่ิงนี้ทรัพย์อย่างอ่ืนไม่เกิดข้ึนนะ พวกเราควร ที่จะภูมิใจว่าตัวของพวกเราทุกผู้ทุกคนน้ีเป็นมูลมรดกของพ่อแม่ ทา่ นใหส้ มบัตอิ ันนี้ และพวกเราทกุ ผู้ทุกคนทีน่ ั่งฟงั ธรรมอยู่น้เี ป็นพ่อ เปน็ แม่ทง้ั นนั้ เรำไมไ่ ดอ้ ยำกไดอ้ ะไรจำกลกู แต่เม่อื ถงึ วนั พอ่ วันแม่ ควรทจี่ ะแสดงออก “อย่ำลมื ใชห้ นี้เกำ่ ” อันนี้เรยี กว่าใชห้ นีเ้ ก่า ๖๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ๓) ใส่ปำกงูเห่ำ คาว่า “งูเห่ำ” ก็คือ ภรรยำ ไม่ใช่ว่า ภรรยาคอยเป็นงูเหา่ คอยกัดสามี ไม่ใช่ ผูห้ ญงิ ก็ต้องกำรควำมสวย ควำมงำมเครื่องประดับตกแต่ง สามีบางผู้บางคนน้ัน พอเงินเดือน ออกมาแทนที่จะนึกถึงภรรยา บุตรธิดา ก็เข้าผับเข้าบาร์ กลับบ้าน มางูเห่าก็เห่าฟ่อ ๆ นะ เตรียมไว้ พองูเห่ำ เห่ำฟ่อ ๆ ๆ ก็อุดปำก งูเห่ำนะ อย่ำลืมก็แล้วกัน ข้อสุดท้าย ๔) เผำไฟท้ิงน้ำ เปรียบเสมือนว่ำทุกวันพวกเรำต้องใช้จิปำถะ ไม่ว่าจะการอยู่การ กิน ทาโน่นทาน่ีในแต่ละวัน หรือบางผู้บางคนสูบบุหร่ีกินเหล้า ก็ เปรยี บเสมอื นเผำไฟทง้ิ น้ำไมม่ ีประโยชน์อะไร เรียกว่าเมื่อไดท้ รัพย์ มาแบ่งเป็น ๔ ส่วน ฝังดินไว้ ใช้หนี้เก่า ใส่ปากงูเห่า เผาไฟท้ิงน้า เรียกวา่ “อารักขสัมปทา” มาดขู ้อท่สี าม “กะ” แปลวำ่ กลั ยำณมติ ตตำ คบคนดเี ปน็ มิตร เราขยันหา เรารู้จักรักษา แต่เราไม่รู้จักคบหาทรัพย์ที่เราขยัน หา ทรัพย์ที่เรารู้จักรักษา ถ้าเราคบคนไม่ดีเขาก็พาไปเท่ียว ไปเล่น การพนัน ทาโน่นทานี่ ทรัพยท์ ีเ่ ราขยันหาก็หายไป จะไมอ่ ธบิ ายมาก อธิบายส้ัน ๆ ว่า การคบคนก็สาคัญ “กัลยาณมิตตา” คบคนดีเป็น มติ ร อาตมาจะยกตวั อย่างเรื่องหนึ่งให้ฟงั ง่าย ๆ ใหเ้ ราได้เหน็ ว่าการ คบคนเช่นไรยอ่ มเปน็ เช่นนัน้ ในสมยั คร้งั โบราณพระราชาหรอื ทหาร ออกรบต้องใช้ม้า รบด้วยดาบชนะมา พระราชาองค์หน่ึงมีม้าคู่ พระทัย วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปท่ีโรงม้า ไปเห็นม้าเดินขากะเผลก ๆ พระราชาก็เรียกแพทย์หลวงมาว่า “มาดูทีม้าของฉันเป็นอะไร นี่ จะออกรบแล้วทาไมเป็นอย่างน้ี” หมอหลวงก็มาดูมาตรวจดูขาม้า ตรวจไปตรวจมากระดกู กไ็ มห่ ักขาก็ไม่แพลง “มันเปน็ อะไรละ่ หมอ” หมอหลวงก็บอกว่า “เปลี่ยนคนเลี้ยงใหม่พระเจ้าค่ะ” “อ้าวทาไม” ๖๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ “คนเลี้ยงเก่ามันขาแหย่ง (ขากระเผก) ม้ามันฉลาดมันนึกว่าให้เดิน แบบนั้น เอาคนขาดีมาเล้ียงมันก็ปกติ” เนี่ยคบคนเช่นไรย่อมเป็น เช่นนนั้ “กลั ยาณมิตตตา” คบคนดีเป็นมิตร ส่วนข้อสุดท้าย “สะ” คือ สมชีวิตำ รู้จักใช้จ่ำยให้สมกับ รำยได้ของตน เราขยันหา รู้จักรักษา รู้จักคบหา แต่เราไม่รู้จักใช้ จ่าย ยิ่งพวกเราเป็นแม่บ้านถ้าเป็นคนก้นถุงรั่วเน่ียไม่รวย หามา ร้อยนึงใช้จ่ายห้าร้อย “อารักขสัมปทา” ต้องรู้จักรักษาทรัพย์เรา ตอ้ งรจู้ กั ใชจ้ ่าย คาถาพระพทุ ธเจา้ อุ อา กะ สะ เรียกว่า “เราตงั้ ตน ภายนอก” ถ้ำเรำประพฤติปฏิบัติตนในหลักนี้ก็จะเป็นคนร่ำรวย ม่ังมี ศรีสุข มีบ้ำน มีรถ มีท่ีดิน มีทุกสิ่งทุกอย่ำงอำนวยควำม สะดวก อนั น้เี รียกวำ่ “เรำตั้งตนภำยนอก” แต่คนเราน้ันตนในคืออะไร “ตนใน” ก็คือ สภำพจิตใจ ของพวกเรำ ถ้าใจของเราเกิดความเดือดร้อนข้ึนมา เป็นทกุ ข์ข้ึนมา จะทาอย่างไร มันร้อนกระวนกระวายข้ึนมา ก็ต้องอาศัยธรรมะของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะถ้าสภาพจิตใจมันร้อนมันก็ ต้องอยากจะมีท่ีอยู่ มีบ้านเป็นท่ีอยู่ มีเส้ือผ้า เวลาเกิดหนาวใจ ขึ้นมา เกิดใจเป็นโรคข้ึนมำก็ต้องกำรยำรักษำโรค ถ้ำภำยนอกยัง พอหำยำอะไรมำทำได้ แต่ถ้ำเป็นโรคใจเน่ียเรำจะหำอะไรมำพ่ึง อยากรบั ประทานต้องหาอาหารเข้ามาใหม้ ันอีก ทนี ้ีถ้าใจมันเป็นโรค มันก็จะร้อนกระวนกระวายข้ึนมา สิ่งอื่นไม่สามารถที่จะแก้ได้นะ มันก็จะโทษไปหมด กินไม่ได้นอนไม่หลับใครก็แก้ให้ไม่ได้ ถ้าเราแก้ ไม่ถูกทางมันย่ิงไปใหญ่เลย พอใจมนั เร่าร้อนมันก็จะโทษไปหมดเลย บ้านไม่ดี สามีไม่ดี ภรรยาไม่ดี และอยากจะหนีออกจากบ้าน อาตมาก็เคยเป็นเหมือนกัน ใจเร่าร้อนตอนที่ไปอยู่วัดท่าวังหินใหม่ ๗๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พรรษา ๖ ไปอยู่ พอไปอยู่ปีแรกแค่น้ันก็ถูกชาวบ้านนินทา พอถูก เขานินทา หูยใจมันเร่าร้อนขึ้นมากระวนกระวายกินไม่ได้นอนไม่ หลับ โทษไปหมด กุฏิไม่ดี วัดไม่ดี ชาวบ้านไม่ดี ทาไมไม่เห็นความดี เรา อยากจะใหค้ นอื่นเห็นความดี พวกเราในครอบครวั ก็เหมือนกัน ถ้าในครอบครวั ของเราใจ เร่าร้อนข้ึนมา เหมือนอย่างเบื้องต้นบอกว่ามันจะโทษไปหมด บ้าน ไม่ดี สามีไม่ดี ภรรยาไม่ดี ก็อยากจะหนีออกจากบ้าน ภาคอีสาน บอกว่า ถ้าหนีออกจากบ้านมันเป็นทางจ่องป๋อง คือจะเย็นกายเย็น ใจ แต่มันป็นความคิดที่ผิด หลวงปู่สิม พุทธำจำโร ท่ำนเปรียบให้ พวกเรำได้เห็นว่ำ “ถ้ำใจเร่ำร้อนเปรียบเทียบก็เหมือนช่ำงตี เหล็ก” ช่างตีเหล็กจะตีมีดตีพร้าตีเคียวตีขวานตีอะไร ๆ น่ีเขาต้อง เอาเหล็กนั้นนะไปใส่ในเตา พอใส่ในเตาถ่านก็สูบ สูบจนถ่านแดง เหล็กก็แดง “เมื่อเหล็กแดงแล้วมันก็จะอ่อน เม่ือเหล็กอ่อนก็จะตี เป็นมีดเป็นเคียวเป็นพร้ำ แต่ถ้ำเหล็กเย็นตีไม่ได้ ใจคนเรำก็ เหมือนกัน ในช่วงขณะท่ีใจเรำเร่ำร้อนน้ัน อย่ำเพิ่งไปตัดสินใจ” ใจมันก็จะบอกเลิกเป็นเลิก เป็นไงเป็นกัน เหมือนเหล็กท่ีมันอ่อนตี เป็นมีดเป็นพรา้ ใจของพวกเราก็เหมือนกันในช่วงขณะที่มันเร่ารอ้ น น้ันอย่าไปตัดสินใจ ให้มันเย็นก่อนเม่ือมันเย็นแล้วก็จะมีสติ น่ันเป็น ลกั ษณะแบบน้ี อาตมาก็เคยเป็นเหมือนกัน อยากจะเล่าให้พวกเราได้ฟัง อาจจะนาไปเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราเหมือนกัน แบบไหน อาตมาไปอยู่ครั้งแรกโดนชาวบา้ นนินทาดังกลา่ วน่ีแหละนะ บอกว่า พอถูกนินทากเ็ กดิ ความเร่ารอ้ นขน้ึ ในใจ กนิ ไมไ่ ด้นอนไม่หลบั กระวน กระวาย ใครแก้อะไรให้ก็ไม่ได้เลยนะเป็นอย่างนั้น ทายังไงหนอทีนี้ ๗๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ เผอิญว่าหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านมาอยู่ด้วยและทากระท่อมไว้ คนละฟากแม่น้ามูล เราก็อยู่อีกฟากนึง แก้ไม่ได้หนีดีกว่าว่าง้ันเถอะ พอตกกลางคืนข้ึนมาจัดบาตรจัดกลด ไม่บอกชาวบ้าน แต่จะไปลา หลวงปู่สิมแล้วหนีเลย คิดอย่างนั้น แต่ตอนน้ันไม่รู้ดอกว่าท่านรู้ วาระจิต เราคิดอะไรท่านก็รู้ พอถึงตอนเช้าข้ึนมาก็ไปลาหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ข้ามแม่น้าไปท่ีกระท่อมของท่าน ท่านก็รู้ว่าเราไปท่านก็ ไมใ่ ห้กราบ เดนิ ออกมาจ๊ะเอก๋ ันตรงลานวัดดา้ นโน้น ช่วงนัน้ เป็นชว่ ง เดือน ๖ เดือน ๗ ฝนตกเต็มท้องไร่ท้องนา กบเขียดร้องสน่ัน หวั่นไหวร้องระงมเลย พอไปถึงท่านก็ไม่ให้กราบ พอจ๊ะเอ๋กันแค่ น้ันน่ะ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านทักบอกว่า “ท่านเชาว์ ห้ามกบ ห้ามเขียดไม่ให้ร้องไดไ้ หม” ใจที่เราเร่าร้อนนะมันเย็นวาบลงไป ท่านก็บอกว่า “กบ เขียดมันร้องมันฆ่าตนเอง” “ฆ่าแบบไหน” ท่านก็พูดเป็นภาษา อีสานบอกว่า “กูอยู่นี่ กูอยู่นี่” ใช่ไหม กบมันอยู่ไม่เป็นสุขบอกที่อยู่ ตนเอง บอกชาวบ้านว่า “กูอยู่น่ี กูอยู่น่ี” ชาวบ้านก็จับเอาไปกินซิ ท่านว่าคนเรำก็เหมือนกัน กำรกระทำของพวกเรำ ด้วยกำย ด้วย วำจำ ด้วยใจ ถ้ำเรำทำถูกต้องแล้วไม่ต้องกลัวหรอก คนว่าน่ัน แหละมันจะเดือดร้อน เหมือนกบเหมือนเขียดนะ นี่ก็เป็นข้อคิด สะกิดเตือนใจอาตมาตั้งแต่โน่นถึงบัดน้ีก็ ๔๐ ปีแล้วก็ยังเย็นสบาย เย็นกายเย็นใจ เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเรา เราจะต้องนาเอา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาสู่จิตสู่ใจ เหมือน พวกเราทาน้ีถูกต้องแล้วล่ะ บางคนก็บอกว่า ท่านอาจารย์มี ธรรมะ ข้อไหนที่จะให้ประพฤติปฏิบัติเป็นทำงลัดนำไปสู่ควำมสงบ “ไม่ ม”ี ตอ้ งประพฤติปฏิบัติตำมน้ัน ๗๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ แตท่ ่านใดยังไมส่ งบ อาตมาใหข้ อ้ คดิ อกี เปน็ อุบายน้อย ๆ ท่ี เกิดกับตนเอง ญาติโยมอาจจะนาเอาไปใชอ้ าจจะเปน็ ประโยชนก์ ็ได้ อย่างที่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณท่านบอกว่าสมัยเป็นเณรเป็น เด็กมาอยู่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน อยู่กับองค์สมเด็จพระมหาวีร วงศ์ (พิมพ์ ธัมฺมธโร) สมัยโน้นเป็นทุ่งบางเขน ท่ีวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นป่าร่มรื่น สมัยน้ันมีคลองคณะเหนือและคลองคณะใต้ ในคลอง คณะเหนือและในคลองคณะใต้จะมีตะพาบน้า ภาคอีสานเรียกว่า ปลาฝา ตัวใหญ่ ๆ เท่ากับถาดกระด้ง ถ้าเราจับข้ึนมามันโยกแค่นั้น นะสู้มันไม่ได้ เนื้อปลาฝาสมัยโน้นเม่ือปี ๒๕๑๑ ถ้าจับไปขาย ภัตตาคารจานหนึ่ง ๓๐ บาท ก็มีพวกวัยรุ่นมาลักจับตะพาบท่ีวัด ๔ หรือ ๕ คน เพราะจากที่ประตูวัดเข้ามาตรงที่โค้งไปถึงกุฏิพระเป็น ป่าร่มรื่น ห่างจากกุฏิพระประมาณ ๕๐๐ เมตรไม่มีใคร อาตมาเห็น วัยรุ่น ๕ คนเข้ามาดักจับตะพาบน้า อาตมาเป็นสามเณรน้อยก็ไม่ กล้าบอกกลัวเขาตีเอา วิธีเขาจับตะพาบน้าเขาทาอย่างนี้ เขาเอา เบ็ดใหญ่ ๆ แล้วก็เชือกยาว ๆ ใหญ่ ๆ ใส่เน้ือเข้าไปและทิ้งลงไปใน คลอง พอตะพาบมันเห็นเหยื่อมันก็กินเบ็ดเค้า พอติดเบ็ดเค้ามันก็ ดึงขึ้นมา ๆ แต่ถ้าดึงทีเดียวเชือกจะขาดเพราะตะพาบมีกาลังมาก เขาก็ดึงแค่พอมันตึงและเขาก็ปล่อย “ดึง ตึง ปล่อย” เหมือนเขา เล่นชักกะเย่อ ผลสุดท้ายดึงขึ้นมาตะพาบมันหมดแรง พอตะพาบ มนั หมดแรงเขาก็จับได้ พอมาบวชเป็นพระที่วัดป่าสุทธาวาส พ่อแม่ครูบาอาจารย์ บอกใหน้ ัง่ ภาวนา เอาขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั มือซา้ ย ตง้ั กายให้ ตรง หลับตา งับปาก เหมือนอย่างพวกเราเน่ีย ลมหายใจเข้า - พุท ลมหายใจออก - โธ พุท - โธ ๆ ๆ อยู่อย่างน้ี พอเผลอทีน้ี ไปไหนก็ ๗๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ไม่รู้ เหมือนอย่างพวกเราพอเผลอ นู่นไปบ้านแล้วบางคน ไม่อยู่กับ ตัวหรอก ไม่อยู่วัดสระปทุมหรอกไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร ลองมานึกถึง เชือกยาว ๆ คาวา่ “เชือกยำว ๆ ก็คือ สติ มนั ไปก็ปลอ่ ยมันไป พอ เรำมี สติ เม่ือไหร่ก็ดึงคืนมำ ดึงไปดึงมำ ๆ ๆ ผลสุดท้ำยจิตของ เรำก็หมดแรง พอหมดแรงเรำก็จับได้” เป็นธรรมดาของจิตท่ีพอ เรานั่งภาวนาพุทโธ ๆ มันไม่อยู่มันไป ปล่อยมันไปเถอะพอเรารู้ตัว เราก็ดึงคืนมา ขอให้พวกเรานาไปประพฤติปฏิบัติ จิตของพวกเราก็ จะเกิดความสงบ ถ้ามันมีกาลังเราดึงมาไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น ขอ ฝำกพวกเรำไว้วำ่ นำเอำธรรมะขององค์สมเดจ็ พระสัมมำสัมพุทธ เจำ้ เขำ้ มำส่จู ิตสใู่ จ เรยี กว่ำ “อัตตะสัมมำปะณิธิ” คอื “ตั้งตนใน” และ “ตนนอก” ๔) ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตำ ควำมเป็นผู้มีบุญมำแต่ ชำติปำงก่อน เราทุกผู้ทุกคนได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบ พุทธศาสนา พบพอ่ แม่ครูบาอาจารย์ มโี อกาสได้มาให้ทาน มโี อกาส ได้มาสมาทานศีล และมีโอกาสได้มาฟังพระธรรมเทศนาด้วยการ ภาวนาทาใจตนเองให้สงบเพราะเราเคยทามาแต่ชาติปางก่อน “ถ้ำ พวกเรำไม่เคยให้ทำน ไม่เคยสมำทำนศีล ไม่เคยทำใจของตนเอง ให้สงบ เรำก็จะไม่สำมำรถมำเกิดเป็น มนุษย์ และพบ พระพุทธศำสนำได้” ถ้าเราไปเกิดเป็นมนุษย์ แต่ไปเกิดในท่ีไกล และท่ีไม่มีพระพุทธศาสนา โอกาสท่ีเราจะให้ทาน รักษาศีล เจริญ ภาวนาก็ไม่มี นับว่ำพวกเรำทุกผู้ทุกคนเป็นผู้ที่มีควำมโชคดีมำก เคยทำบญุ มำแต่ชำติปำงก่อน จงึ ไดม้ ำเกดิ เปน็ มนุษย์ มำพบพุทธ ศำสนำ มำพบพ่อแม่ครูบำอำจำรย์ นับว่ำเป็นบุญเป็นกุศลอย่ำง มำก “เรำทำจริง ๆ ไดผ้ ลจริง ๆ เรำทำเล่น ๆ ไดผ้ ลเล่น ๆ” ๗๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ขออนุโมทนาในเจตนาของท่านทั้งหลาย ทา่ นเจ้าอาวาสวัด ปทุมวนาราม และพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณผู้เป็นพิธีกร ที่ได้ นาพาศรัทธาญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติความดีทุกวัน ด้วยการให้ ทาน ดว้ ยการสมาทานศลี ดว้ ยการมาเจริญพุทธมนต์ และนงั่ ภาวนา ขอให้พวกเรำทุกคนจงรวมเป็นพลังจิต อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไป ให้แก่เปตชน (ชนผู้ล่วงลับไปแล้ว) ท้ังหลำย มีบิดำ มำรดำ ปู่ ย่ำ ตำ ยำย ญำติสนิท มิตรสหำย เจ้ำกรรมนำยเวร และสรรพสัตว์ ทั้งหลำย ท่ำนเจ้ำท่ีเจ้ำทำงท่ีอยู่บริเวณนี้ ท่ำนเหล่ำนั้นตกทุกข์ก็ ขอให้พ้นจำกทุกข์ ท่ำนใดมีควำมสุขแล้วก็ขอให้มีควำมสุขยิ่ง ๆ ขึน้ ไป ขอท่ำนเหล่ำนัน้ จงอนโุ มทนำ เปน็ ผลสะทอ้ นย้อนกลับมำสู่ พวกเรำท่ำนท้ังหลำยให้เจริญด้วย อำยุ วรรณะ สุขะ พละ ธนสำรสมบัติ อาตมาได้แสดงธรรมมาเห็นวา่ พอสมควรแก่เวลา เอว ก็มีด้วยประการฉะนี้ ๗๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พระรำชสเุ มธำจำรย์ (โรเบริ ์ต สุเมโธ) วัดป่ำรัตนวัน ต.วังหมี อ.วงั นำ้ เขยี ว จ.นครรำชสีมำ แสดงเมื่อวนั เสำร์ ท่ี ๒๗ เมษำยน พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรทั ธำ วดั ปทุมวนำรำม รำชวรวหิ ำร วันน้ีเป็นโอกาสท่ีได้มาท่ีวัดปทุมวนาราม และมีญาติโยม หลาย ๆ คนมารวมกนั เพ่อื จะทาบุญ ฟงั เทศนฟ์ งั ธรรม เปน็ ประเพณี ของเราในเมืองไทย ในพระพุทธศาสนา เด๋ียวน้ี คาสอนของ พระพุทธเจ้าก็แผ่ไปทั่วโลก เราเคยอยู่เมืองนอก อยู่อังกฤษ ๓๐ กว่าพรรษา เผยแผ่คาสอนพระพุทธเจ้า คนอังกฤษ ทางยุโรป ทาง อเมรกิ าท่วั ไปก็เกิดศรทั ธาในคาสอน คาสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ท่านไปพาราณสีเพ่ือจะอบรมพระปัจจวัคคีย์ ๕ รูป แล้วท่านก็ ๗๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ แสดงอริยสัจ ๔ นี่ก็น่าจะสนใจพิจารณาอริยสัจ ๔ อย่างนี้ เป็นคาชี้ ทางท่ีจะพ้นจากทุกข์ทางโลก ว่าโลกเป็นส่ิงท่ีทาให้เรามีความทุกข์ ตลอดไป เราเป็นผู้สร้างโลกด้วยความนึกคิด แล้วพระพุทธเจ้ายก ความทุกข์เป็นอริยสัจที่ ๑ ตอนท่ีเราได้พบได้เจอคาสอน พระพุทธเจ้าคร้ังแรก เราก็สงสัยทาไมท่านอบรมเรอื่ งความทุกข์ ซึ่ง เป็นสิง่ ที่พวกเราไมต่ ้องการเลย ไม่มีใครในโลกน้ี ในอดตี ในปจั จุบัน อยากได้ความทกุ ข์ แต่พระพุทธเจ้าก็ยกความทุกข์เป็นอริยสัจ ทาไม เป็นอย่างนี้ – ก็เพราะความทุกข์เป็นธรรมดา ทุกคน เศรษฐี คน ยากจน คนม่ังมี คนขอทาน ผู้หญิง ผู้ชาย ท่ัวไปทั่วโลกทุกคนมี ความทุกข์อยู่ ก็เห็นในปัจจุบันได้ ไม่ใช่เป็นเร่ืองความเชอ่ื ศาสนา ส่วนมากเป็นเร่ืองเชื่ออะไรท่ีเราพิสูจน์ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ยก ความทุกข์เป็นอารมณ์ เป็นอาการธรรมดาท่ีเราจะพิจารณา ท่าน บอกว่าต้องเข้าใจ ต้องยอมรับความทุกข์เป็นอย่างน้ี น่ีเป็นโอกาส ของเราทจี่ ะพิจารณาความทุกขซ์ ่ึงมีอยู่ ความทุกขเ์ ป็นอยา่ งไร ทาง จิตใจก็ได้ ทางกายก็ได้ ความเจ็บปวด อารมณ์ไม่สบาย กังวล กลัว สงสยั อนาคตจะเปน็ อย่างไร ระลึกถงึ อดตี กาล เกิดอารมณ์ไม่สบาย ใจ เรือ่ งส่งิ ที่จาได้ในอดีต เร่ืองที่เกดิ ขนึ้ ในปัจจุบัน และพระพทุ ธเจ้า ก็แนะนาให้พิจารณาที่จะให้เข้าใจความทุกข์ท่ีมีอยู่ก็ต้องพิจารณา จิตในปัจจบุ ันว่าเปน็ อยา่ งไร ตอนท่ีเราไปพบหลวงพ่อชาครั้งแรก ท่านก็อบรม เอาคา บริกรรมพุทโธ เป็นช่ือพระพุทธเจ้า ผู้รู้ปัจจุบัน คาบริกรรมก็ บริกรรมพุทโธก็ได้เพื่อไปสู่ความสงบได้ แต่สงบพอสมควรแล้วก็จะ พิจารณาพุทโธเพ่ือรู้สงบปัจจุบัน ก็มีแต่สันทิฏธิกธัมม์ ธรรมะอยู่ใน ปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเร่ืองอดีต ไม่ได้เป็นเร่ืองอนาคตต่อไป ท่ีจะ ๗๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ พจิ ารณาความทุกข์ในปจั จบุ ันต้องยอมรับทนต่ออารมณน์ ั้น จนเห็น ความดับของอารมณ์ได้ ความทุกข์เป็นสังขาร เป็นลักษณะของ สังขาร พวกเรำก็มีควำมสำมำรถท่ีจะพิสูจน์คำสอนอย่ำงนี้ได้ ไม่ ต้องเชื่อ พุทธศำสนำไม่ได้เป็นศำสนำที่สอนให้เช่ือถือ แต่เป็น ศำสนำท่ีจะแนะนำวิธีท่ีจะปฏิบัติเพ่ือจะเห็นโดยตรง เห็นได้ ถ้ำ เหน็ ไดใ้ นควำมทกุ ข์ ไมต่ ้องเชอ่ื ควำมทุกข์ ควำมทกุ ข์เปน็ ธรรมดำ สำหรับทุกคน อริยสัจที่ ๒ เหตุท่ีทาให้เกิดทุกข์ อวิชชา ไม่เห็นธรรม ไม่รู้ ธรรม หลงในโลกียะธรรมตลอดไป เห็นว่ารูปร่าง ร่างกายท่ีกาลังน่งั ในศาลานี้เป็นตัวเป็นตน นี่ก็เป็นธรรมดาเราก็ถือสังขารร่างกายเปน็ ตัวเป็นตน ความทรงจาท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบันเราถือว่าเป็น memory เป็นความจาของตัวของตนได้ อาการเจ็บปวดทางกายเป็นเร่อื งของ เรา เปน็ ของของเราจริง ๆ สรา้ งตัวตนดว้ ยความนึกคิด ความนึกคิด ก็เป็นอย่างนั้น มันสร้างโลกด้วยความนึกคิด สร้างตัวตนด้วย ความคิด เราจะพิจารณาในความนึกคิดได้อย่างไร เราก็เห็นความ นกึ คิดไดด้ ้วยพุทโธ ผ้รู ใู้ นปัจจุบัน เดยี๋ วน้ี ทุกคนท่กี าลงั นั่งในศาลานี้ ถ้ามีอาการคิดเกิดขึ้นก็รู้ว่าเรากาลังคิด ความนึกคิดมันเป็นสังขาร เกิดข้ึน ดับไป ไม่มีตัวตน เป็นสังขารที่เกิดขึ้น ดับไป ร่างกายเป็น สังขาร ตาหูจมูกร่างกายอารมณ์จิตใจ ความนึกคิด ทุกส่ิงทุกอย่าง ส่ิงภายนอกภายในก็เป็นสังขาร ผู้รู้สังขารเป็นพุทโธ สติ ถ้าตามคา สอนภาษาบาลี สติสัมปชัญญะรู้กับปัจจุบัน ก็เป็นธรรมะ เป็น สันทฏิ ธกิ ธัมม์ ทใี่ นปัจจบุ นั เดย๋ี วน้ีทกุ คนกาลังนง่ั ในศาลากร็ ู้ มีสตดิ ี แล้วไม่ต้องแสวงหาสติ สติก็รู้ว่าตอนน้ีกาลังนั่ง นั่งก็เป็นอย่างนี้ แต่ เราก็ปรุงแต่งการนั่ง ส่ิงท่ีมันเป็นธรรมชาติธรรมดาในปัจจุบัน ปรุง ๗๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ แต่งด้วยความนึกคิดเป็นตัวเป็นตน แต่ผู้รู้พุทโธก็เห็นเป็นสังขาร สัพเพ สังขำรำ อะนิจจำ สัพเพ ธัมมำ อะนัตตำ สังขารท้ังหลาย เปน็ อนจิ จงั ไม่เท่ียง ธรรมทง้ั หลายไมม่ ตี วั ตน เป็นอนตั ตา อรยิ สจั ท่ี ๒ กเ็ ป็นเรื่องตณั หา ตัณหามี ๓ อยา่ ง กำมตัณหำ ภวตัณหำ วิภวตัณหำ กามตัณหา ก็คืออยากได้สิ่งที่เห็นด้วยตา ส่ิง ภายนอกที่เห็น ที่ได้ฟังเสียง ดมกลิ่น ชิมรส ก็เกิดกามตัณหาทางตา หูจมูกกาย อยากได้ความสขุ อยากไดค้ วามสบาย อยากได้สง่ิ เหล่านี้ สิ่งเหล่าน้ัน ภวตัณหำ อยากได้อยากเป็น ไม่มีความสันโดษใน ปัจจุบัน อยากไปข้างหน้า อยากพ้นจากความทุกข์ อยากเป็นพระ อรหันต์ ก็เป็นภวตัณหา ก็ดีแต่ก็เป็นภวตัณหา มันเกิดจากความนึก คิด วิภวตัณหา ไม่อยากให้เป็น เช่นมีความเจ็บปวดทางกายเกิดข้ึน เมื่อย ไม่อยากให้เป็นอยา่ งน้ีกเ็ ปน็ วภิ วตณั หำ อารมณ์ไมด่ ี ไมอ่ ยาก ให้เป็นอารมณ์ไม่ดีก็เป็นวิภวตัณหา ผู้รู้ตัณหาก็เป็นพุทโธ หมายความวา่ สติสมั ปชัญญะ สตกิ ับปญั ญากับสตสิ มั ปชญั ญะ ความ รู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน ขอให้พิจารณาสิ่งเหล่าน้ีด้วยปัญญาใน ปัจจบุ ันได้ อริยสัจที่ ๓ เป็นเรื่องนิโรธ ถ้าทนได้ ยอมรับความทุกข์มัน เป็นอย่างน้ี เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ต้องทาอะไร รับรู้ความทุกข์ว่า เป็นอย่างนี้ อดทนต่ออาการทุกข์ ทนแล้วมันก็ดับไปเอง เป็น ธรรมชาติ สังขารก็เป็นอย่างน้ัน ลักษณะของสังขารทุกอย่าง ทั้ง ร่างกายท้ังจิตใจภายนอกภายในก็เหมือนกัน เกิดข้ึนดับไป ผู้รู้ สังขารก็คือพทุ โธ รู้สงั ขารดว้ ยเป็นการภาวนา แล้วกฝ็ ึกอย่างน้ี แลว้ ก็ได้โอกาสอยู่เมืองไทย อยู่เมืองนอกด้วย แต่หลวงพ่อชาก็อบรมให้ พิจารณาอย่างน้ี เอาอริยสัจ ๔ มาเป็นหลัก เป็นตัวอย่างที่จะพิสูจน์ ๗๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ได้ คร้ังแรกอยู่วัดป่าพง ๒๕๑๐ ได้พบหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลฯ ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่เป็น ภาษาอีสานไม่เป็น ไม่รู้ เร่ือง หลวงพอ่ ชาพูดอังกฤษไมเ่ ปน็ แล้วหลายคนก็สงสัยว่าหลวงพ่อ ชาอบรมพระฝรั่งอย่างไร ไม่มภี าษาทจี่ ะสนทนาธรรมอบรมด้วย เราเป็นคนมีอายุตอนนั้น ๓๒ ปีแล้ว โตแล้ว ผ่านมาหลาย ส่ิงหลายอย่าง เป็นทหาร นักศึกษา เป็นครูสอน แล้วไปอยู่วัดป่าท่ี เครง่ ครดั มาก มีเรือ่ งวนิ ยั ด้วย เป็นอเมรกิ นั ที่อยแู่ คลิฟอร์เนีย สมยั ท่ี เราเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเป็นเรื่องไม่มีขอบเขต ในการกระทา ทาตามใจชอบก็ได้ ไม่มีใครบอก ไม่มีใคร criticize (วิพากษ์วิจารณ์) อะไร ทาตามความต้องการตัณหาทุกอย่าง คร้ัง แรกเราก็คิดว่าน่ีกเ็ ปน็ อิสรภาพแลว้ ในการกระทา อยากทาอย่างน้ีก็ ทา อยากพูดอย่างไรก็พูด แต่ในความคิดที่เกิดจากความเป็นอย่าง นั้นมันเป็นทุกข์อยู่ อิสรภาพอย่างน้ัน ปล่อยให้ทาตามใจชอบก็ไม่มี ความสุขเท่าไร จนไม่อยากให้อยู่อย่างนั้นก็ไป แล้วก็มีศรัทธาในคา สอนของพระพุทธเจ้านานแล้ว ก็เรียนหนังสือส่วนมากก็เป็นเรื่อง นิกายเซน Zen Buddhism (ศาสนาพุทธนิกายเซน) มาจาก ประเทศญ่ีปุ่น เกิดศรัทธา สนใจ เห็นว่าพระพุทธเจ้ารู้วิธีที่จะ แกป้ ญั หาความทุกขท์ างจิตใจได้ ตอนทีอ่ ยแู่ คลฟิ อร์เนีย ก็เหน็ วา่ ภายนอกก็ทาบญุ ไมม่ อี ะไร อาหารท่ีอยู่อาศัย รัฐบาลก็ดี เรื่องสิ่งภายนอกไม่ได้เป็นเหตุให้มี ความทุกข์ ความทุกข์มันเกิดทางความนึกคิด เราสร้างความทุกข์ใน ใจ เราพิจารณาคาสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เห็นว่าคงจะองค์นี้รู้ วิธีที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ทางจิตใจก็เป็นไปได้ ก็อยากทดลองดู ไปแสวงหาอาจารย์ที่จะอบรมสอนกรรมฐาน สอนภาวนา ใน ๘๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ แคลฟิ อรเ์ นียในสมัยนัน้ กไ็ ม่เจอ ก็สนใจจรงิ ๆ อยากปฏิบตั ิ เคยอา่ น หนังสือมาพอสมควรแล้ว มีศรัทธาในคาสอนของพระพุทธเจ้า วิธีที่ จะปฏิบัติก็ทาได้แต่ก็ยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ได้ทดลองดู ยังไม่ได้ภาวนา เรากร็ ู้วา่ เราต้องมีอาจารย์อบรมสอน แลว้ ก็มาทางเมืองไทย มาเพื่อ แสวงหาอาจารย์ เมืองไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติ ก็คิดว่าน่าจะมีพระหลายรูปหลายองค์ในเมืองไทยท่ีมีปัญญามี ความสามารถทจี่ ะสอนทางพ้นทุกข์ได้ก็มาได้พบหลวงพ่อชาทอี่ บุ ลฯ ท่านก็บอกว่า สุเมโธ ดูอารมณ์ ครั้งแรกสอนง่าย ๆ ตอนที่ เรำมำอยู่ปีแรกก็เป็นทุกข์มำก เรำต้องเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุก อย่ำง ดินฟ้ำอำกำศ อำหำร ภำษำไทย ภำษำอีสำน อยู่แบบไม่รู้ เรื่องส่วนมำก เวลำหลวงพ่อแสดงธรรม เรำก็ต้องนั่งพับเพียบ แต่ฝร่ังไม่เคยนั่งพับเพียบในชีวิตเลย ครั้งแรกมันเจ็บปวดมำก แล้วระเบียบวินัยมันเคร่งมำกบังคับให้น่ังพับเพียบ มันเจ็บมัน ปวด ทำให้มีอำรมณ์เกิดข้ึน ไม่อยำกนั่ง อยำกหนี หลวงพ่อก็ แนะนำให้ดูอำรมณ์ ผู้รู้อำรมณ์ – พุทโธ เห็นอำรมณ์ เกิดข้ึนไม่ จบอย่ำงนี้ อำรมณ์กลัวก็เป็นอย่ำงน้ี อำรมณ์เกลียดก็เป็นอย่ำงนี้ จะปล่อยจะวำงอำรมณ์ได้ ผู้รู้อำรมณ์ ไม่ได้เป็นอำรมณ์ อำรมณ์ เป็นสงั ขำร เกิดขึ้นดับไป ท่ำนกแ็ นะนำให้พสิ ูจน์ อยู่ที่นั่นก็ต้องอยู่ในระเบียบวินัยมาก ต้องทาตามข้อวัตร ด้วย ไม่มกี รณีพเิ ศษ หลวงพอ่ ชาไมใ่ ห้สิทธิพิเศษกบั พระฝร่ัง ตอ้ งทา ทุกส่ิงทุกอย่างเหมือนพระบวชใหม่ หลวงพ่อก็ช่วยทาให้สุเมโธรู้ อารมณ์เป็นอย่างไร ให้เหน็ สังขาร เป็นอนิจจงั ทุกขัง อนตั ตำ ไมไ่ ด้ เป็นตัวเป็นตน เราก็ทาอย่างนี้ได้ พิจารณาได้ ก็ได้ผล ปัญญามัน เกิดขึ้นในปีแรก ก่อนท่ีจะเข้าใจคาสอนที่หลวงพ่อชาเทศน์ สมัยนนั้ ๘๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ท่านเทศน์ทุกวัน ฟังเทศน์ด้วย บางทีท่านก็เทศน์ ๕ ช่ัวโมง ก็เกิด อารมณ์หลายอย่าง ไม่รู้เรื่อง เสียเวลามาก วันหน่ึงเราไปหาหลวง พ่อชา บอกว่าฟังเทศน์หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจอะไรเลยก็ขอกลับกุฏิ ผม จะนั่งสมาธิท่ีนัน่ คงจะไดผ้ ลดกี วา่ หลวงพอ่ ไม่ตามใจลูกศษิ ย์ บอกว่า สุเมโธก็ต้องน่ัง ๕ ชั่วโมง เราคิดว่าหลวงพ่อไม่แฟร์ เราไม่รู้ภาษา แต่เวลานั้นก็พิจารณาอาการ อารมณ์ที่เกิดข้ึนก็เห็นว่ามีอารมณ์ หลายอยา่ ง ความเกลียด ไม่อยากน่ังอยา่ งน้ี มันเกิดขึน้ พระพุทธเจ้ำบอกว่ำส่ิงที่เกิดข้ึนมันก็ดับไป ก็ได้ญำณ เกิดข้ึน เห็นสังขำรเป็นอนิจจังจริง ๆ อำรมณ์ท่ีถือว่ำเป็นตัวเป็น ตนนนั้ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ตัวเป็นตน เปน็ สงั ขำร วำ่ งเปลำ่ ไม่มีอะไร ควำม โกรธก็ไม่มีอะไร ไม่ได้ปรุงแต่งเป็นตัวเป็นตนเป็นของเรำ ไม่ได้ เป็นของพระสุเมโธ ไม่ได้สร้ำงด้วยควำมคิด อำกำรอำรมณ์โกรธ มันเป็นสังขำรเกิดขึ้น ดับไป ไม่โกรธก็เป็นอย่างน้ี ความสงบ ก็จะ เห็นจิตปราศจากอารมณไ์ ด้ ตวั จติ ไม่ได้เป็นอารมณ์ จิตมนั บรสิ ทุ ธอ์ิ ยเู่ สมอ ร้อู ยู่กับปจั จุบนั อำรมณเ์ กิดขน้ึ ใน จิต สังขำรจะเห็นสังขำรไม่ได้ แต่จิตไม่ได้เป็นสังขำร เป็นธรรม เปน็ ควำมจริง เป็นส่งิ ทท่ี รงไว้ในปัจจบุ ัน คืออำรมณ์โกรธ อำรมณ์ หลง อำรมณ์อยำกได้อยำกมีอยำกเป็น เกิดขึ้นดับไป อำกำรทุก อย่ำงอำรมณ์ทุกอย่ำงดีชั่วเกิดข้ึนดับไปในจิตในปัจจุบันได้ ท่ีจะ เห็นโลภะ โทสะ โมหะ ก็ต้องพิจารณาอารมณ์โลภะ โทสะ โมหะได้ จิตปราศจากความยึดม่ันถือมั่น ปราศจากตัวตนท่ีเป็นอย่างนี้ จิต ว่าง จิตเดิม จิตไม่มีขอบเขต ไม่ได้เป็นของส่วนตัว แต่เป็นเรื่องสติ เปน็ สมั ปชญั ญะปจั จุบันเด๋ยี วนี้ ๘๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เด๋ียวนี้ก็อายุมากแล้ว ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์มากในชาตินี้ เกิดมาในชาติน้ี ได้พบคาสอนของพระพุทธเจ้า เป็นบารมีจริง ๆ แล้วก็ได้พบพระอาจารย์ท่ีดีด้วย หลวงพ่อชาในจังหวัดอุบลฯ ท่ีจะ อบรมวิธีปฏิบัติทาตามคาสอนได้เพื่อจะเห็น มีปฏิเวธ เร่ืองปฏิบัติ ผลในการปฏิบัติก็เป็นอย่างน้ี เพื่อจะเห็นทางพ้นทุกข์ทางจิตใจด้วย ในวันนี้ก็แสดงธรรมพอสมควรแล้ว แสดงความขอบคุณมาก พระ อาจารย์ท่านเจ้าคุณโสฬสและญาติโยมท่ีมาฟังเทศน์ฟังธรรมถวาย ทานในวันน้ี ขอให้ทุก ๆ คน มีความสุขความเจริญตลอดกาลนาน เทอญ ๘๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พระครูสทุ ธญิ ำณโสภณ (พระอำจำรย์ธวัชชัย สตุ ธมฺโม) วดั ดอยหลวง ต.ตำ้ อ.เมอื ง จ.พะเยำ แสดงเม่อื วนั เสำร์ ที่ ๑๙ พฤษภำคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรัทธำ วัดปทุมวนำรำม รำชวรวิหำร นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธสั สะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธสั สะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พุทธสั สะ ตมุ เหหิ กจิ จัง อำตปั ปงั อกั ขำตำโร ตะถำคะตำ ปฏปิ ันนำ ปะโมกขันติ ฌำยิโน มำระพันธะนำติ ขอให้พวกเราท้ังหลายน่ังภาวนา ฟังธรรม ปฏิบัติบูชา เจริญจิตภาวนากัน สถานที่ได้มาเห็นก็มีความสัปปายะพอสมควร ๘๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ เหมาะแก่การท่ีพวกเราจะได้ฟังธรรมและเจริญจิตภาวนา หลาย ๆ ท่านเม่ือคืนนี้อยู่ปฏิบัติบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชากันตลอดรุ่ง แล้วก็ ยังขวนขวายในกุศลมาฟังธรรมกันต่อในวันนี้ ดังนั้นก็ขอให้พวกเรา ทาความพากเพยี รน่ังภาวนาฟังธรรมกนั ตั้งแตน่ ้ไี ปขอให้ตัง้ จิตเจริญ จติ ภาวนากัน ขอกราบนมัสการท่านพระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุม วนาราม ขอเจริญศรัทธาญาติโยมท้ังหลาย วันนี้นับเป็นกิจกรรม ตอ่ เนอ่ื งจากวนั วสิ าขบชู า ซึง่ ทราบกันดวี า่ เป็นวนั สาคัญของพวกเรา ชาวพุทธทงั้ หลาย เปน็ วนั คล้ายวนั ประสตู ิ วันตรสั รู้ และวนั เสดจ็ ดบั ขันธปรินิพพานของพระศาสดาของพวกเรา ซ่ึงพวกเราได้มาระลึก นกึ ถงึ พระคุณของพระองค์ทา่ น พากนั ปฏบิ ตั ิบูชาทัว่ ท้งั ประเทศไทย และก็อีกหลาย ๆ ประเทศเพราะองค์การยูเนสโก (UNESCO) นั้น ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสาคัญสากลของโลก ฉะนั้น จึงได้มี การปฏิบัติบูชากันนานาประเทศ วันน้ีพวกเราถือว่าได้มาปฏิบัติ ต่อเนอื่ ง และจากนีไ้ ปกข็ อให้พวกเราน่ังฟงั ธรรมกนั ในการเจรญิ จติ ภาวนาให้นงั่ ตามสบายตามถนัด บุคคลที่น่ัง ภาวนาได้ให้เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ต้ังกายให้ ตรง ดารงสติไว้จาเพาะกรรมฐานที่เราเคยปฏิบัติต่อเนื่องกันมา หรือบุคคลใดท่ีร่างกายยังอาจจะมีความไม่สบายก็ให้น่ังเก้าอี้ และ น่ังให้สบาย เพราะกำรภำวนำนั้นเป็นกำรทำงำนภำยในจติ ใจของ เรำเอง กรรมฐำน “กรรม ก็คือ กำรงำน” “ฐำนะ ก็คือ ที่ตั้งของ กำรงำน” เพรำะฉะน้ัน “กรรมฐำน ก็คือ กำรประพฤติปฏิบัติ” กรรมฐานน้ันพระพุทธเจ้าสอนไว้ในการประพฤติปฏิบัติน้ันมีถึง ๔๐ กอง ๔๐ แนวทาง ทาไมท่านจึงสอนไว้มากมายขนาดนั้น ก็เพ่ือให้ ๘๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ถูกจริตนิสัยของเวไนยสัตว์ท้ังหลาย เพราะคนเราเกิดมานั้นมี อุปนิสัยแตกต่างกันมา คาว่า “อุปนิสัย” “อัธยำศัย” หรือ “สนั ดำน” เป็นสิ่งทจ่ี ิตใจเรำนีส้ ง่ั สมไวม้ ำต้งั แตใ่ นอดีต เราเกิดตายมาในสังสารวัฏน้ีไม่รู้กี่ภพ ก่ีชาติ กี่กัป ก่ีกัลป์ นบั เป็นอสงไขยก็นบั ไม่ได้ ดังนน้ั ส่ิงเหล่านี้การกระทาของเราต่าง ๆ ทีผ่ า่ นมาในอดีตชาติจึงสะสมอย่ภู ายในจติ ใจของเรา ท่านเรียก “อำ สวะ” “อำสวะกิเลส” อันเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลำยมำเวียนว่ำย ตำยเกิดในสังสำรวัฏ และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งทฝ่ี ังจมอยูภ่ ายในจติ ใจ ของสัตว์ทั้งหลาย เวลาเราเกิดมาแล้ว สิ่งเหล่าน้ีก็ติดเน้ือติดตัวเรา มา เพราะฉะนั้น ก็กลายเป็นจริตนิสัยของเรา จะเห็นว่าเราเกิดมา ท้ังทเี่ กิดมาจากครรภ์มารดาเดียวกัน บางคนเกดิ มี “รำคะจริต” รกั สวยรักงาม รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย อะไรก็ต้องดีอะไรก็ต้อง งามไปหมด บางคนก็เป็น “โทสะจริต” มักโกรธง่าย ฉุนเฉียวเร็ว มี อะไรก็ไม่พอใจ ใจรุ่มร้อนอยู่เสมอ ๆ บางคน “โมหะจริต” มีความ ลุ่มหลงมัวเมา ประมาท บางคนก็ “พุทธจริต” เป็นคนที่มีความคิด อ่านไตร่ตรอง อะไรก็ต้องมีเหตุมีผล บางคนก็ “ศรัทธำจริต” เชื่อ ง่าย หูเบา และบางคน “วิตกจริต” คิดไปล่วงหน้าต่าง ๆ นานา กลัวน่ันกลัวนี่ กลัวเป็น กลัวตาย กลัวจน กลัวทุกข์ กลัวยาก กลัว ลาบาก ก็เอามาปรุงแต่ง เร่ืองยังไม่เกิดข้ึนก็เอามาคิดเอามาวิตก ลว่ งหน้าไปหมด อย่างนที้ า่ นเรียกวา่ เป็น วติ กจริต จริตเหล่าน้ีติดมาในนิสัยของสัตว์ท้ัง หลาย เวลา พระพทุ ธเจา้ มาตรสั รูแ้ ล้ว ทา่ นมพี ระญาณหยั่งทราบถงึ อธั ยาศัยของ สัตว์ทั้งหลายเรียกว่า “นำนำธิมุติกญำณ” ท่านก็รู้ว่าอัธยาศัยของ สัตว์ท้ังหลายน้ันเป็นอย่างไร ถึงจะแสดงธรรมส่ังสอนโปรดได้ ๘๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ พระพทุ ธเจ้ำจะต้องเล็งพระญำณหยั่งทรำบให้แม่นยำแล้วท่ำนจึง อบรมสั่งสอน การภาวนาเบ้ืองต้นเราต้องมี “สติ” สติเป็นเรื่อง สาคัญ “สติ สพั พัตถะ ปัตถยิ ำ” สติจำปรำรถนำในทท่ี ั้งปวง เวลา เราปฏิบัติเริ่มแรกน้ันเราต้อง “มีสติ” “ต้ังสติ” ของเราให้ได้ก่อน กำรต้ังสตินั้นพระพุทธเจ้ำก็ทรงสอนให้เรำตั้งใน “สติปัฏฐำน ๔ คือ มีสติระลึกรู้ ร้ใู นกำย ในเวทนำ ในจิต ในธรรมของเรำ” เวลาเราภาวนาจริง ๆ เราก็มาพิจารณาดูว่า เราเคยปฏิบัติ มาอย่างไร เราเคยได้รับความสงบอย่างไร เราก็ปฏิบัติอย่างน้ัน อัน นั้นคือจริตนิสัยของเรา เช่นบางคนบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ มา อัน นี้เรียกว่า “เจริญพุทธำนุสติ” จิตมีความสงบมีสมาธิมากข้ึน มี ความสบายใจจากกรรมฐานอย่างน้ี ก็ถือว่าถูกจริตนิสัยของเรา แต่ บางท่านบริกรรมภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ จิตไม่เคยได้รับความ สงบเลยกม็ าเจริญอานาปานสติ ซง่ึ “อำนำปำนสติ” เป็นกรรมฐาน ส่วนใหญ่ที่ถูกจริตนิสัยของสตั ว์ทั้งหลาย แม้แต่พระพุทธองค์ก็ได้มา เจริญอานาปานสติ ในวันท่ีตรัสรู้ หลังจากที่ประพฤติปฏิบัติผิดมา อย่ตู ้งั ๖ ปี ทาความทรมานลาบากในสิ่งตา่ ง ๆ เป็น “อัตตกลิ มถำนุ โยค” จนกระท่ังสลบ ๓ หน ก็ไม่ได้ตรัสรู้ แต่เวลาท่ีมาระลึกถึงเมื่อ คร้ังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตามเสด็จพระ บิดาไปงานแรกนาขวัญ แต่ไม่รู้จะทาอะไรจึงหลบหลีกจากหน้าที่ การงานท่ีผู้ใหญ่กาลังวุ่นวายไปนั่งอยู่ใต้ร่มหว้า และมากาหนดรู้ลม หายใจเข้า-ออกโดยสัญชาติญาณ โดยไม่มีใครเป็นครูอาจารย์ส่ัง สอน กำหนดรูล้ มเข้ำ-ลมออก รเู้ ปน็ ปจั จุบัน ทำใจเปน็ กลำง ๆ ให้ เป็นปกติ ไม่นานจิตของพระองค์ก็สงบถึงขั้น “ปฐมฌำน” เกิด ความอศั จรรย์ขนึ้ มา ๘๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พระองค์มาระลึกถึงในขณะที่พระเยาว์อย่างน้ันก็หวน กลับมาเจริญอานาปานสติ “อำนำปำนสติ” เป็น ๑ ในสติปัฏฐำน ๔ จัดอยู่ใน “กำยคตำสติ” เพราะลมหายใจของเรา คือร่างกาย ของเราน้ีเอง ร่างกายของเรานี้ ลมเป็นส่วนหนึ่ง เพราะร่ำงกำยน้ี ประกอบไปด้วยธำตุทั้ง ๔ เรียกว่ำ มหำภูตรูป ๔ มี ธำตุดิน ธำตุ น้ำ ธำตุลม ธำตุไฟ ชีวิตของเรำสืบต่อได้โดยอำศัยธำตุเหล่ำนี้มำ หนุนกัน เพราะลมหายใจน้ันเราต้องหายใจทุกขณะ ๆ สืบ ต่อเน่ืองกันไป ในขณะใดท่ีเราขาดลมหายใจ ในขณะน้ันเราก็คือคน ท่ีตาย และคนท่ีตายไปก็คือคนท่ีไม่หายใจแล้วน่ันเอง เวลาน้ีพวก เรายังเป็นคนท่ีมีชีวิตอยู่ ชีวิตร่างกาย และจิตใจนี้อาศัยลมหายใจ สืบต่อเน่ืองกัน หายใจเข้าก็เหมือนเราเกิด หายใจออกก็เหมือนเรา ตาย ถ้าเราไม่หายใจเข้าอีกก็ตายจริง ๆ เพราะฉะน้ัน ชีวิตของเรำ สืบต่อได้เรียกว่ำเป็น “สันตติ” เวลำเรำเจริญภำวนำมันจะมีอยู่ ๓ ประกำร ประกำรท่ี ๑ คือ ลมหำยใจเข้ำ ลมหำยใจออก ซึ่งเป็น ธรรมชาติที่ร่างกายต้องหายใจสืบต่อเนื่องกันไป ประกำรท่ี ๒ คือ จติ ของเรำ “จติ คือ ผ้รู ู้” คำวำ่ “ผ้รู ู้” ใหเ้ รำนกึ รู้ เรำนึกรอู้ ยู่ท่ีใด ใจของเรำก็อยู่ท่ีน่ัน “จิตเป็นนำมธรรม” ไม่มีรูปร่ำงปรำกฏ เหมือนรูปร่ำงของเรำ รูปร่างของเรานี้ยังมองเห็นกันว่า เรารูปร่าง อย่างไร หน้าตาเปน็ อยา่ งไร ผมยาว ผมสน้ั เล็บเป็นอยา่ งไร ฟนั เป็น อย่างไร หนังเป็นอย่างไร สีสันวรรณะเป็นอย่างไร แต่จิตนั้นเป็น นามธรรมมองเห็นกันไม่ได้ แต่เรากาหนดรู้ความรู้สึกของเราได้ เพราะฉะนั้น ให้เรากาหนดรู้อยู่ที่ใดใจของเราก็อยู่ที่น่ันน่ันเอง ธรรมชำติของ “ใจแท้” นั้นเป็นธรรมชำติท่ีเป็นควำมรู้เฉย ๆ ๘๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ เป็นกลำง ๆ ไม่มสี ี ไม่มีแสง ไม่มีกำรไป ไม่มีกำรมำ ไมม่ ีเกดิ ไม่มี ดับ ใจแทเ้ ป็นอย่ำงนั้น เพราะฉะน้ัน เราก็กาหนดให้ เวลำเรำจะภำวนำเรำก็ต้อง เตรียมใจของเรำให้พร้อม ให้เป็นภำชนะที่พอเหมำะในกำรเจรญิ ภำวนำ คอื ทำใจของเรำให้เปน็ กลำง ๆ วำงเป็นปกติ เราจะสังเกต ได้อย่างไรว่าใจเป็นกลางวางปกติ อารมณ์ของใจของคนเราน้ัน มี เวลาที่เราได้สัมผัสสัมพันธ์กับส่ิงรอบตัวรอบข้างไม่ว่า ตาเห็นรูป หู ได้ยนิ เสยี ง จมกู ดมกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสมั ผัสความเย็น รอ้ น อ่อน หนาว ความแข็ง ก็จะเกิดความยินดีและความยินร้าย ท่านเรียกว่า ทาจติ ของเรานน้ั ไมอ่ ยู่เป็นกลาง ๆ เพราะฉะนัน้ เราก็ปรบั ความรู้สึก น้ัน ไม่ยินดีและไม่ยินร้าย ทาใจของเราให้เป็นกลาง ๆ สังเกต ความรู้สึกท่ามกลางจิตของเรา ท่ามกลางหน้าอกลงไปจนถึง ท้องนอ้ ย ทาใจใหส้ บาย ๆ ใจเปน็ กลาง ๆ ใหเ้ ราปรับอย่างน้เี สียกอ่ น เบ้ืองต้น “เรำต้องทำได้อย่ำงน้ี แต่ถ้ำเรำทำไม่ได้และเรำปฏิบัติ เบื้องต้นผิด วำงจิตผิดตั้งแต่แรกกำรปฏิบัติมันก็จะผิดไปหมด เหมือนกับเรำติดกระดุมเส้ือ ถ้ำเม็ดแรกผิดเม็ดต่อไปมันก็ผิด มัน ไมล่ งตวั ของมนั ” เพราะฉะน้ัน “ปฏิบัติธรรมทุกคร้ัง ขอให้เรำปรับจิตปรับ ใจของเรำให้อยู่ในสภำวะที่เป็นธรรมชำติเดิมแท้ของเขำ คือเป็น ธรรมชำตทิ ่รี เู้ ปน็ กลำง ๆ เป็นปกติ” ถา้ เราทาได้อย่างน้แี ล้ว ตอ่ ไป ให้เราทาความรู้ให้ท่ัวตัว “ควำมรู้สึกทั่วตัวนั้น เขำเรียกว่ำ สัมปชัญญะ” คือรู้ว่าเรากาลังน่ังอยู่ กาลังหายใจอยู่ ความรู้สึกก็ เป็นกลาง ๆ อยู่ จากน้ันก็ให้เรามีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ เป็น “ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม” คำ ๘๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ว่ำ “ปจั จบุ นั จิตคอื จิตร้ใู นปจั จบุ นั ” ขณะลมเขา้ ก็รู้ ลมออกกร็ ู้ รใู้ น ปัจจุบนั คาว่า “ปัจจบุ ันธรรมคือสติธรรมและปัญญำธรรม” เรำก็ กำหนดรู้ด้วยใจเป็นกลำง ๆ วำงใจเป็นปกติ ให้กำหนดรู้อย่ำงนี้ ไปเรื่อย ๆ เม่ือลมเข้าก็รู้ ลมออกก็รู้ ให้รู้ชัด ลมเข้ายาวก็รู้ ลมออก ยาวก็รู้ ลมเข้าส้ันก็รู้ ลมออกส้ันก็รู้ ถึงมันออกสั้นออกยาวก็ตามแต่ แรก ๆ เราก็กาหนด อาจจะตามลมเข้าไปตั้งแต่ปลายจมูกเข้าไปถึง ท้องน้อยเพ่ือทาความรู้สึกของกายของจิตเรา รู้ธรรมชาติของกาย ของจิต และปล่อยวางกายให้สบาย ๆ อย่ากด อย่าเกร็งส่วนใดสว่ น หน่ึง ส่วนจิตของเรานั้นก็ปล่อยให้เป็นกลาง ๆ ถ้าเราทาได้อย่างน้ี มันเป็นธรรมชาติที่ พระพุทธเจ้ำท่ำนเรียกว่ำ “มัชฌิมำปฏิปทำ คือเรำเดินทำงสำยกลำง” คำว่ำ “ใจ แปลว่ำ ควำมเป็นกลำง” เมื่อเรำปรับใจเป็นกลำงแล้วท่ำนเรียกว่ำ “มัชฌิมำ” เรำก็ ประพฤตปิ ฏบิ ัตไิ ป ประกำรท่ี ๓ คือ สติ เม่ือจิตเรำเป็นกลำงแล้วเรำก็ พยำยำม “ตั้งสติ” ของเรำให้อยู่กับลมหำยใจ หรือคำบริกรรม ภำวนำพุทโธ ๆ แล้วแต่จริตนิสัยของเรา แต่ให้เราทำต่อเน่ือง ๆ กันไป ท่ีสาคัญคือเรา อย่ำขำดสติ หรือ อย่ำเผลอสติ ของเรา ถ้า จะกาหนดลมก็ให้รู้ลมเข้า-ออกให้ชัดเจนท่ัวท้ังกองลม สังเกตดู อาการของจิตเรา ก่อนภาวนาก็เป็นอย่างหน่ึง จิตจะไปอยู่กับ อารมณ์ต่าง ๆ ท้ังที่เป็นธรรมชาติและเป็นสัญชาตญาณของจิตเรา นับตั้งแต่ตื่นขน้ึ มา เราจะตอ้ งมีความคิดปรุงต่าง ๆ มีสญั ญาอารมณ์ ตา่ ง ๆ ในการเกย่ี วข้องสัมผัสสัมพนั ธ์กบั หนา้ ที่การงานตา่ ง ๆ การที่ ต้องดูแลตนเอง ดูแลท้ังภาระและหน้าท่ีการงาน นั่นคือธรรมชาติ ของจิตก่อนท่ีจะภาวนา แต่เวลาเราภาวนาอย่างน้ี ถ้าเรามีสติ ๙๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ กาหนดจดจ่อต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ นั้น จิตจะรวมตัวกันเข้ามาจุด ความรู้ท่เี รากาหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกน้ัน จะรวมตวั กันเข้ามาเป็น หน่งึ ลมเข้าก็รลู้ มออกกร็ ู้ และเราจะสงั เกตได้อย่างไร จิตของเรำกำหนดรู้ที่ปลำยจมูกก็ดี หรือท่ำมกลำง หนำ้ อก หรือท่ที อ้ งน้อยก็ดี มันจะรวมตัวเขำ้ มำเปน็ หน่ึง รู้สึกแนน่ ขึ้น ตึงขึ้น ๆ นี่แหละ อาการเริ่มแปลกและผิดแผกไปจากที่เรายัง ไม่ได้ภาวนา เมอ่ื จิตมันรวมตัวตึงขน้ึ ๆ ควำมร้กู ็เด่นชดั ข้นึ มำ สติ ก็ตั้งมั่นเด่นชัดขึ้นมำ เรำจะเห็นอำกำรอย่ำงนี้เรำจะเห็นควำม แตกต่ำง เรำกก็ ำหนดดว้ ยใจทเ่ี ปน็ กลำง ๆ ดว้ ยควำมพอดิบพอดี ให้เป็นในกลำง ๆ เป็นมัธยัสถ์ พอดี ๆ อย่ากาหนดแรงเกินไป เพราะถ้ากาหนดแรงเกินไปหรือเพ่งแรงเกินไปจะทาให้เกิดความ ปวดหัวมัวเกล้า บางทีปวดที่กรามของเราเพราะฟันมันขบกันแน่น อยา่ งนีเ้ ป็นตน้ หรือถ้าเรากาหนดดว้ ยความเบา ๆ สติมนั อ่อนเกินไป ก็จะทาให้เกิดความง่วงหงาวหาวนอน เกิดความขาดสติและความ เผลอสติ และกลายเป็น “นวิ รณ์” ขึน้ มา “นิวรณ์” เป็นธรรมชำติที่คอยกำงก้ันไม่ให้จิตเกิดควำม สงบ ดังนั้น เราจึงจาเป็นต้องขจัดนิวรณ์ “นิวรณ์” ท่ำนว่ำเป็น “อำรมณ์ของจิต” ในเวลำท่ีเรำจะมำภำวนำน้ัน เรำต้องขจัด ควำมคิดควำมปรุง ที่เป็นอดีต ที่เป็นปัจจุบัน ท่ีเป็นอนำคต เรำ ต้องปล่อยวำงให้หมด มีแต่ควำมรู้ของเรำอยู่กับกรรมฐำนท่ีเรำ ตง้ั ไว้ เพราะฉะนน้ั ถา้ เราคดิ มาปรุงในเวลานจี้ ะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ท่านถือเป็น “นิวรณ์ธรรม” เช่นเกิด “กำมฉันทะนิวรณ์” มีความ ใคร่ความทะยานอยากใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สัมพันธ์อันน่า พึงพอใจ เรามาคิดปรุงเวลาน้ีมันก็เป็นนิวรณ์คอยกางก้ันทาให้จิต ๙๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ของเราไม่สงบ เพราะเราไม่มีสติต่อเน่ืองกับกรรมฐานท่ีเราตั้งไว้ ห รือบางทีจิ ตใจ ของเราว้าวุ่นขุ่นมัว ไม่พอใจ ส่ิ งน้ันสิ่ งนี้ขึ้นมา ก็ กลายเป็น “พยำบำทนิวรณ์” เราก็ขจัดออกไป หรือเราประพฤติ ปฏิบัติมาต้ังแต่เมื่อคืนนี้จนกระท่ังสว่าง มาเวลาน้ีเกิดความง่วงหงา วหาวนอนทาให้เราเกิด (ถีนมิทธะ) นิวรณ์ขึ้นมา เราต้องต้ังสติของ เราใหก้ ล้าแข็งข้นึ มาขจัดนิวรณ์ออกไป หรือบางคนมีความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ต้องทามีความวิตก กังวล เรียกว่าเกิดความฟุ้งซ่านข้ึนมาเป็น “อุทธัจจกุกกุจจะ นิวรณ์” เราก็ขจัดออกไปโดยการมากาหนดรู้สติของเราอยู่กับ เฉพาะลมหายใจเข้า-ออก หรือคาบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ หรือบาง ทีก็เกิดความสงสัยไม่เข้าใจฟังธรรมไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือมีความคิด ความปรุงสงสัยในสิ่งนั้นส่ิงนี้ก็กลายเป็นตัวนิวรณ์ข้ึนมา อันน้ีเป็น เครื่องกางกั้นทาให้จิตไม่เป็นสมาธิได้ จะสงบก็ไม่สงบ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็ลืม สุดท้ายแล้วเราก็เกิดความฟุ้งซ่าน เมื่อฟุ้งซ่านแล้วเราก็ ราคาญใจ ราคาญใจแล้วเราเป็นอย่างไร ร่างกายก็ได้รับความ กระทบกระเทือน พอนั่งแล้วมันเจ็บแข็งปวดขา ปวดหลัง ปวดเอว ขึ้นมา เพราะจิตไม่เข้าสู่สมาธิเราก็ไม่อาจต้านทานต่อเวทนาท่ี เกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราต้องขจัดนิวรณ์เหล่านี้ออกไป วิธีขจัดมีหลำย วิธีแต่เรำทำให้ดีท่ีสุด คือ มีสติสัมปชัญญะอยู่อำรมณ์เดียวพอ ปล่อยวางความนึกคิดปรุงต่าง ๆ ไม่ว่าอดีตอนาคตและปัจจุบัน เรา อยกู่ บั ความรู้เฉพาะกรรมฐานทเ่ี ราต้ังไว้ ท้งั ลมหายใจเขา้ -ออก หรอื กาหนดบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ นีเ่ ปน็ อุบายวิธกี ารที่จะทาใหจ้ ิตของ เราสงบตัง้ ม่นั ได้ แต่การทาอยา่ งน้ีไมใ่ ชว่ า่ เราเพยี ง ๕ นาที ๑๐ นาที แลว้ จะสงบได้ อาการตา่ ง ๆ จะเกิดได้ แตบ่ างคนทายังไงกไ็ ม่สงบ ๙๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ในการประพฤติปฏิบัติน้ันพระพุทธเจ้ำจึงบอกว่ำต้องมี “ควำมเพียร” คือ “เพียรรู้ เพียรละ เพียรถอด เพียรถอน เพียร ปล่อย เพียรวำง” ในส่ิงเหล่าน้ี กรรมฐานที่เราตั้งไว้ด้วยความมสี ติ จดจ่อต่อเน่ือง เพียรละ ก็คือ “เพียรละอกุศล” ที่เป็นตัวนิวรณ์ คอยมำขัดขวำง เพียรเจริญให้มำกทำให้มำก ก็คือ ทำสติ ทำ สมำธิ ทำปัญญำ ของเรำให้เกิดข้ึน นี่จึงว่ำเรำเพียรให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ท่ีเป็นฝ่ายกรรมฐานน้ัน เวลาท่านปฏิบัติ ทา่ นเรง่ ความพากความเพยี รน้ัน ท่านจะทาอยา่ งต่อเน่ืองกันไป บาง ทีต้องอดนอนผ่อนอาหาร หรืออดอาหารหลายวันหลายคืน เพราะ ท่านปรารถนา ท่านเห็นความทุกข์ เห็นทุกข์ในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เห็นความทุกข์ในการดารงชีวิตอยู่ เกิดแล้วมี แต่ความทุกข์ ความวุ่นวายเดือดร้อนใจ บุคคลที่เห็นทุกข์มำกมำย อย่ำงน้เี วลำท่ำนออกปฏบิ ัติ ทำ่ นจงึ มีควำมปรำรถนำถึงควำมพ้น ทุกข์ ทำ่ นถึงทุ่มเทกันอยำ่ งเต็มเมด็ เต็มหนว่ ย ยกตัวอย่างเช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวก เรา ท่านเป็นเจ้าชายเป็นลูกพระราชามหากษัตริย์ มีทรัพย์สมบัติ พร้อมมูลทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งอานาจและส่ิงท่ีพระราชบิดาสรรหามา ให้ อยากให้พระองค์เสวยพระราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ เวลาทพี่ ระองค์ออกไปท่องเทีย่ วในสวนและท่านเจอเทวทูต มีคนแก่ คนตาย และนักบวช เพียงเห็นเท่าน้ันด้วยความที่ท่านสั่งสมบารมี มา ๔ อสงไขย แสนมหากัป เกิดความสลดสังเวช “คนเรำเกิด มำแล้วต้องมำแก่อย่ำงนี้หรือ ทุกคนต้องมำแก่อย่ำงนี้หรือ ต้อง มำเจ็บไข้ได้ป่วยอย่ำงน้ีหรือต้องมำตำยอย่ำงนี้หรือ” คิดดูว่า สมยั กอ่ น สมยั โบรา่ โบราณโรงพยาบาลไมม่ ีคนแก่คนเจ็บคนตาย ให้ ๙๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ เราเห็นกัน เห็นแล้วน่าสลดสงั เวช ไม่เหมือนกับสมัยนี้ เพราะฉะนน้ั พระองค์เกิดความสลดสังเวช คิดว่าทำอย่ำงไรเรำจะพ้นจำกกำร เวียนว่ำยตำยเกดิ พน้ จำกกองทุกข์อันนี้ไปได้ มมี ดื ก็ตอ้ งมีสวำ่ ง มี ดำก็ต้องมีขำว ดังน้ันพระองค์ทรงเห็นนักบวชจึงน้อมเข้ามาว่า ชะรอยเพศนักบวชอย่างน้ีจะเป็นเพศแห่งความพ้นทุกข์ได้อย่าง แน่นอน พระองค์ก็เฝ้าคิดอยู่เสมอว่าจะหาทางออกบวช แต่ก็ติดส่ิง ต่าง ๆ มีภาระหน้าท่ีจะต้องทาต่าง ๆ นานา อีกทั้งยังมีพระชายา และพระโอรส พระราหุลเกิดข้ึนวันนี้ พระองค์ร้องอุทานขึ้นมาว่า “บ่วงเกิดข้ึนแล้ว บ่วงเกิดขึ้นแล้ว” ตัดสินพระทัยถ้ารอช้าก็ไม่ได้ แล้วนะ ตัดสินพระทัยหนีออกบวช “ออกมหาภิเนษกรมณ์” การ ออกบวชพระองค์ไม่มีครูอาจารย์ พระองค์ไปศึกษาจากฤๅษีสานัก ต่าง ๆ ก็ไม่ได้ตรัสรู้ สุดท้ายแล้วก็บาเพ็ญเพียรผิดอยู่ต้ัง ๖ ปี บาเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฎ์อยู่ ๖ ปี ทรมานตนลาบากตน อดพระ กระยาหารถงึ ๔๙ วนั ผอมโซ อย่างทีเ่ ราเห็นกันอย่อู ย่างทีเ่ ราทราบ กนั อยู่ สุดท้ำยก็กลบั มำ “เจรญิ อำนำปำนสติ” ในวนั ขึน้ ๑๕ คำ่ เดือน ๖ เมื่อวำนนี้ เป็นวันคล้ำยวันที่พระองค์ตรัสรู้ ต้ังแต่ ปฐมยามข้ึนมา พระองค์นั่งภาวนากาหนดลมหายใจเข้า-ออกด้วย ความมีสติ ไม่ขาดสติ ไม่เผลอสติ จดจ่อต่อเนื่องกันไปจนสิ้น ปฐมยาม จิตรวมสงบลงมาเกิดพระญาณหยั่งทราบเรียกวา่ “ปุพเพ นิวำสำนุสสติญำณ” คือระลึกชำติหนหลังได้ พระองค์ระลึกไดว้ ำ่ “จิตดวงน้ีนั้นไม่ใช่เกิดมำเพียงชำตินี้ชำติเดียว ใจดวงนี้เป็นของ ไม่ตำย ร่ำงกำยนั้นตำยเพียงร่ำงกำย เกิดภพไหนชำติไหนก็ตำย ทั้งน้ัน” เพราะฉะนั้นการตายเกิดชาติไหนก็เป็นทุกข์ทั้งน้ัน ๙๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พระองค์เกิดความสลดสังเวชภายในพระทัยของพระองค์เองท่ีเกิด มาแล้วก็มีแต่ความตาย เกิดแล้วก็ตาย ย้อนหลังไปนับไม่ได้เป็น วิวัฏฏกัป สังวัฏฏกัป พระองค์ทรงระลึกชาติได้หมด ในชาติสุดท้าย เราเกิดมาอยู่ชมพูทวีปเกิดมาแล้วก็มาสร้างทานบารมีของพระองค์ และชาติสุดท้ายก่อนท่ีจะเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์อยู่ที่ ไหน เราเป็นเทวดาอยู่ช้ันดุสิตเรียกว่า “สันดุสิตเทวบุตร” เป็นผู้ท่ี สร้างสมบารมีมาถงึ ๔ อสงไขย แสนมหากปั เต็มมากดว้ ยบารมีแล้ว ที่จะมาตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ระลึกถึงการเกิด การตายในสังสารวฏั เกิดสลดสังเวชในพระทยั อย่างยงิ่ ยวดเหลือเกิน ว่า คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องมาตายอย่างนี้ ทุกข์อย่างน้ีทุกชาติ ๆ ร่า ไป ๆ เกิดความสลดสังเวชในพระทัย จึงนั่งค้นคว้าต่อไปในมัชฌิม ยาม จนสิ้นมัชฌิมยามอีก ๔ ชั่วโมง นั่งในอิริยาบถเดียว คิดดูว่า ความทุกข์ทรมานความเจ็บปวดนั้นจะเสียดแทงพระวรกายขนาด ไหน จิตรวมสงบอีกครั้งหน่ึงเกิด “จุตูปปตญำณ” เห็นสัตว์ ทั้งหลำยเทียวเกิดเทียวตำยท่องเที่ยวในสังสำรวัฏ เกิดภพน้อย ภพใหญ่ ภพภมู ติ ำ่ ง ๆ พระองค์กร็ ู้ด้วยอนั น้เี องว่าชวี ิตของสัตว์โลก ทั้งหลายน้ันไปเกิดไปตาย ถ้าสร้างคุณงามความดีก็ไปเกิดในสวรรค์ บ้าง ถ้าได้ดาเนินสมาธิจนเกิดฌานก็ไปเกิดในพรหมโลกบ้าง สัตว์ที่ ทาความชั่วมัวเมาต่าง ๆ นานา นั้นก็ไปเสวยวิบากกรรมในนรกเป็น เปรตเปน็ อสรู กายบา้ ง แมก้ ระทั่งสตั ว์เดรจั ฉานทเ่ี ราเห็นด้วยสายตา ของเรา พระองค์ทรงรู้ภพภูมิต่ำง ๆ ด้วยญำณอย่ำงนี้ เกิดควำม สลดสังเวช และอะไรที่เป็นสำเหตุท่ีพำสัตว์มำเกิดมำตำย เพรำะ สัตว์ท้ังหลำยท่ีมำเกิดมำตำยนั้น “ตำยแต่เพียงร่ำงกำย แต่จิตนี้ ๙๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ไมต่ ำย” พระองค์ก็สาวเขา้ มาให้เห็นจติ ดวงน้ีอะไรพามาเกิดมาตาย ตั้งแต่ปัจฉิมยามข้ึนมาพระองค์สาวเข้ามา ๆ มาจนสุดท้ายแล้วใน ปลายปัจฉิมยามพระองค์ก็ทราบว่า “อวิชชำ ปัจจยำ สังขำรำ” รวมแล้วก็คือตัว “อวิชชำ” ที่พำจิตดวงน้ีมำเกิดในสังสำรวัฏ พระองค์ทาลายอวิชชา สังหารอวิชชาขาดกระเด็นออกจากพระทัย ของพระองค์ และได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาเป็นพระ ศาสดาให้พวกเราได้กราบไหว้บูชาข้ึนมา พระองค์ทรงประพฤติ ปฏิบัติอย่างนี้ เห็นโทษเห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ นี้เอง ส่วนพวกเรานนั้ เกิดมาจนกระทงั่ เวลาน้ี เราเห็นมามากมาย และไปงานศพคนตายมาก็มาก บางคนบรรพบุรุษก็ตายไปแล้วท้ังปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ บางคนพี่น้องก็ตายไปแล้ว เพื่อนฝูงก็ตายไป แล้ว แต่เราก็ยังไม่มีความสลดสังเวชมากมายเพียงพอน่ันเอง เวลา เหน็ คนตายคร้งั นึงก็ร้สู ึกสลดสังเวช รสู้ กึ เบื่อหนา่ ยจากสง่ิ ต่าง ๆ เรา ก็เห็นอยู่ ทรัพย์สมบัติที่เรามี ความเป็นอยู่อะไรต่าง ๆ เราก็ พอมีพอกิน แต่นกึ ถึงความตายแลว้ วนั นึงตายไปเรากต็ อ้ งท้งิ ไป เอา อะไรไปไม่ได้เลยเหมือนคนท่ีตายไปก่อนลว่ งหน้าพวกเรา ตายไปแต่ เพียงตัวเอง แต่สมบัติทั้งหลายก็ท้ิงไว้ให้ลูกหลานรวมถึงตัวพวกเรา นามาใช้สอยเป็นมรดกตกทอดกันมา เพราะฉะนั้น ทรัพย์สินส่ิง เหล่าน้ันก็เป็นเพียงแค่ทรัพย์ภายนอกไม่มีใครนามันไปได้เลย เมื่อ เรำพิจำรณำอย่ำงนี้เรำต้องทำอย่ำงไร เรำจะหำทรัพย์ภำยในติด เน้ือติดตัวไปได้ “ทรัพย์ภำยใน” คือ คุณงำมควำมดี ไม่ว่ำศีล ทำน สติ ปัญญำ ศรัทธำ ควำมเพียร สิ่งเหล่ำน้ีท่ำนเรียกว่ำ “อริยทรัพย์” เป็นทรัพยท์ ่จี ะติดเนือ้ ตดิ ตวั ของเรำไปอย่ำงแท้จรงิ ๙๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ กำรท่ีเรำได้มำภำวนำมำประพฤติปฏิบัติอย่ำงนี้ นับว่ำ เป็นโชควำสนำของเรำที่ ๑) เรำได้เกิดมำเป็นมนุษย์ว่ำเป็นของ ยำกแล้ว ๒) เรำได้เกิดมำพบพระพุทธศำสนำ ๓) เรำได้พบ หลักธรรมคำสอนขององค์พระศำสดำ ๔) เรำยังได้มำภำวนำมำ ประพฤติปฏิบัติ นับว่ำเป็นโชควำสนำของพวกเรำ เพราะฉะน้ัน การปฏิบัติธรรมของพวกเราน้ัน ขอให้พวกเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพราะชีวิตของเราน้ันกาลเวลาล่วงไป ๆ ชีวิตของเราก็แก่ชราลง ๆ เราจะเห็นได้ เราพิจารณาดูวันน้ีเราเป็นอย่างไรแตกต่างจากเมื่อ วานไหม เมื่อวานแตกตา่ งจากอาทติ ย์ก่อนไหม อาทติ ย์กอ่ นแตกต่าง จากเดือนก่อนไหม เดือนก่อนแตกต่างจากปีก่อนไหม เม่ือเราคิด ย้อนไป ๆ เราจะเห็นว่าเราไม่มีอะไรเลย ชีวิตมีแต่กำรเกิดข้ึน ตั้งอยู่ แปรปรวน แล้วดับไป จากความมีกเ็ ปน็ ความไม่มี จากความ ไม่มีก็เป็นความมี เราพิจารณาดูเวลานี้ข้างหน้าน้ันจะเป็นอย่างไร เราก็พิจารณาดูว่าชีวิตของเราน้ันต่อไปก็ต้องแก่ชราลง คร่าคร่าลง และในที่สุดร่ำงกำยน้ีก็ไม่พ้นจำกควำมเป็นธรรมชำติ ควำมเป็น อนิจจัง ควำมเป็นทุกขัง ควำมเป็นอนัตตำ วันหนึ่งเรำก็ต้องตำย จำกโลกนี้ไป เพรำะชีวิตของเรำแท้จริงนั้นอยู่ในโลกนี้เพียง เล็กน้อยเหลือเกิน โลกน้ีเกิดมานั้นกวา้ งใหญ่ไพศาลอายุยืนนานนับ ไม่ไดเ้ ป็นกัปเปน็ กัลป์เท่าไหร่ โลกน้เี กิดมาแลว้ น้ันมีความแปรปรวน อยู่ตลอดเวลา โลกนี้หมุนรอบตัวเอง ๒๔ ชั่วโมง ก็คือ ๑ วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ ๓๖๕ วัน ก็คือ ๑ ปี ทาให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ และสง่ิ นัน้ ก็เปน็ ส่งิ ท่ีก่อให้เกดิ ความทกุ ข์ โลกนี้เต็มไปด้วยควำมทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจำกภัยธรรมชำติ น้ำทว่ ม ไฟไหม้ ควำมรอ้ น ควำมหนำว ทุกข์จำกฟำ้ ผำ่ ฟ้ำรอ้ ง สง่ิ ๙๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ต่ำง ๆ เรำเกิดมำเรำก็มำอำศัยอยู่ในโลกแห่งควำมทุกข์นี่เอง เพราะฉะน้ันโลกกับเรามันอาศัยซึ่งกันและกัน โลกมันประกอบไป ด้วยธาตุทั้ง ๔ ส่ิงมีชีวิตจึงเกิดได้ประกอบไปด้วย ธาตุน้า ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ เราจะเห็นว่าดวงดาวอ่ืนแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ จะไม่มีมนุษย์เกิดข้ึน ไม่มีส่ิงมีชีวิตเกิดได้เลย แต่โลกของเรา นั้นประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ท่ีพอเหมาะพอสมแล้ว ส่ิงมีชีวิตอย่าง พวกเราจึงมาเกิดได้ เราอาศัยธาตุท้ังหลายมาหนุนกันอยู่ชีวิตของ เราสืบต่อเนื่องกันไป เพราะฉะน้ันร่างกายของเราจึงประกอบไป ดว้ ยธาตทุ ั้ง ๔ คือ ดนิ นา้ ลม ไฟ เชน่ เดยี วกนั เวลาปฏิบัติไปแล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามีจิตสงบ เป็นสมาธิ คาว่า “จิตสงบเป็นสมำธิ” น้ันเป็นอย่ำงไร คือ “จิตจะ เกิดพละกำลัง” จิตอย่ำงน้ีคือ “จิตพอเหมำะพอควร” ในกำรมำ พิจำรณำสภำวะธรรมต่ำง ๆ ให้เห็นตำมควำมเป็นจริง “จิตเป็น สมาธิ” เช่นเราบรกิ รรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ หรอื เรากาหนดลมหายใจ เข้า-ออก จุดของความรู้ที่เราบริกรรม หรือกาหนดรู้นั้นจะรวมตัว เข้ามาแน่น ๆ จิตรวมตัวแน่นเข้ามา อาการเด่นชัดข้ึนมาอันน้ีเรา เรียกว่า “วิตก” ส่วนอาการกาหนดรู้เรียกว่า “วิจารณ์” องค์ของ สมำธิน้ันท่ำนเรียกว่ำ “สัมมำสมำธิ” พระพุทธเจ้ำท่ำนตรัสไว้ ต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ประกำร วิตก วิจำรณ์ ปีติ สุข และ เอกคั คตำ เราจะรไู้ ด้ว่าก่อนภาวนาน้ันจิตเราเปน็ อย่างหนึ่ง แต่เวลา จติ เราจะเป็นสมาธสิ งบรวมตัวเข้าไปนน้ั จติ จะมอี าการเปลีย่ นแปลง จดุ ทเ่ี รากาหนดรู้ หรอื จดุ ของความรทู้ ีแ่ น่นขึ้นมา ๆ หรือคาบริกรรม ภาวนาพุทโธ พุทโธ เข้ามาท่ามกลางหน้าอกจนแน่นจนกระทั่งนึก คาบรกิ รรมไม่ออก ทา่ นเรยี กว่า “วิตก” ใหเ้ ห็นอย่างเด่นชัดข้ึนมาท่ี ๙๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เรากาหนดรู้ คือกาหนดรู้ลมเข้า-ลมออก หรือกาหนดบริกรรมพุทโธ เรยี กวา่ “วจิ ารณ์” สองอยา่ งน้ี ต้องเกิดขนึ้ ก่อนเสมอในการบาเพ็ญ ภาวนา “สมำธิ หรอื ฌำน” คอื อันเดียวกนั “ฌำนงั แปลวำ่ กำร เพ่ง” สมำธิ หรือ กำรเพ่ง ก็อันเดียวกัน ต่างกันแค่ช่ือเรียกเฉย ๆ เวลากาหนดไปอย่างนี้อาการของจิตจะรวมตัวเข้ามา ๆ แน่นเข้ามา ๆ เรียกว่า วิตก วจิ ารณ์ เมอ่ื เรากาหนดต่อไป ไม่ขาดสติ ไม่เผลอสติ จุดของความรู้นี้จะทาให้เรารู้สึกเข้าสู่ความสงบ จิตรวมตัวเข้าเป็น หน่ึงเรียกว่า “เอกัคคตำจิต” คือจุดที่รวมตัวเข้ามาเป็นหนึ่งเด่นชัด ขึ้นมา ต่อมา “ปีติ” ก็เกิดข้ึน รู้สึกกายเบา บางทีร่างกายใหญ่ข้ึน ๆ หรอื บางคนตัวเล็กลง ๆ บางทรี ้สู กึ วา่ มีความอมิ่ เอิบซาบซ่านอยู่ตาม ร่างกาย ขนพองสยองเกล้า บางทีก็รูสึกเหมือนมีอะไรมาไต่ตามเนือ้ ตามตัวตามใบหน้าของเรา หรือบางทีตัวโยกตัวคลอน อย่างน้ีท่าน เรียกว่าอาการของปีติ ต่อมาเมื่อปิติเกิดข้ึนความสุขก็เกิดข้ึน เม่ือ ครบองค์ ๕ ประกำร วิตก วิจำรณ์ ปตี ิ สขุ เอกคั คตำ ทำ่ นเรียกว่ำ จิตเป็น “ปฐมฌำน” คือ องค์เพ่งท่ีหนึ่ง ปฐม แปลว่ำ หนึ่ง เมื่อ จิตรวมตัวเข้าเป็นสมาธิแล้วเวลาเราภาวนาไปอย่างนี้ การภาวนาก็ ให้เราอยู่ในอารมณ์เดียว เพราะอารมณ์ วิตก วิจารณ์ เม่ือถึงเต็มท่ี เต็มรอบ เต็มอ่ิมแล้ว มันก็จะดับของมันไปเอง คาบริกรรมภาวนา นึกก็นึกไม่ออก ลมหายใจเบาลง ๆ ส้ันลง ๆ รวมตัวเข้ามาอยู่ ท่ามกลางหน้าอกมีความรู้เป็นหน่ึง อาการน้ันเรียกว่า “ละวิตก ละ วิจำรณ์”สุดท้ำยก็เหลือ “ปีติสุข” มันก็ไม่เท่ียงเหมือนกันอยู่ไม่ นำน ๙๙
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150