Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 9Best Pracetice-วิทยากรขนมอบ

9Best Pracetice-วิทยากรขนมอบ

Published by piyarat.piyarat, 2023-04-18 17:19:15

Description: 9Best Pracetice-วิทยากรขนมอบ

Search

Read the Text Version

การพัฒนาวทิ ยากร การจดั การศึกษาตอ เนื่อง “การทำขนมอบ” ดวยวธิ ปี ฏิบตั ทิ ่ีดี (Best Practices) กศน.ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร 1. ช่ือผลงาน การสงเสริมและพัฒนาทักษะวทิ ยากร การจัดการศึกษาตอเน่ือง กลุมอาชีพดานอุตสาหกรรม และหตั ถกรรม ใน “การทำขนมอบ” เพ่ือพฒั นาใหม ที ักษะ และมีผลิตภณั ฑทหี่ ลากหลายใหแกผ เู รียน ตามบริบทของพน้ื ที่ โดยสงเสรมิ และพฒั นาทกั ษะวิทยากรในทอ งถ่นิ 2. หนว ยงาน/สถานศกึ ษา กศน.ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร สงั กดั สำนกั งาน กศน.จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา 3. คณะทำงานพฒั นาแนวปฏบิ ตั ทิ ี่ดี นางสาวปยรัตน สขุ สมพชื ครู กศน.ตำบลกระแชง 4. ความสอดคลอ ง การสง เสริมและพฒั นาทักษะวทิ ยากร การจัดการศึกษาตอ เนอ่ื ง กลุมอาชีพดานอุตสาหกรรมและ หัตถกรรม ใน “การทำขนมอบ” เพื่อพัฒนาใหม ที ักษะ และมผี ลติ ภัณฑท ห่ี ลากหลาย ใหแกผ ูเรยี น ตาม บรบิ ทของพนื้ ท่ี โดยสงเสรมิ และพัฒนาทกั ษะวทิ ยากรในทองถิ่น ท้ังยังสรา งชอ งทางอาชพี ในรูปแบบทม่ี คี วาม หลากหลายของกลุมเปา หมายไดอีกดวย จดั ทำขึ้นโดยมกี ารวิเคราะหค วามสอดคลอ งกับ จุดเนนนโยบายของ สำนกั งาน กศน. ปงบประมาณ 2566 ดังนี้ - มคี วามสอดคลองกับจุดเนนการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปง บประมาณ พ.ศ. 2566 ดงั นี้ 4. การศกึ ษาเพือ่ พฒั นาอาชพี และเพมิ่ ขีดความสามารถในการแขง ขัน 4.1 พัฒนาหลกั สูตรอาชพี ที่เนน New skill และ Re-skill ที่สอดคลอ งกบั มาตรฐานอาชีพ บริบท พ้นื ที่ และความสนใจ พรอ มทั้งสรา งชอ งทางอาชีพในรปู แบบที่มคี วามหลากหลายของกลมุ เปาหมาย เชน ผูพิการ ผูสงู อายุ ความตอ งการของตลาดแรงงาน และกลมุ อาชีพใหมท ่รี องรับ Disruptive Technology เพอ่ื การเขาสกู ารรับรองสมรรถนะและไดรับวุฒติ ามกรอบคณุ วฒุ แิ หงชาติ รวมท้งั สามารถนำผลการเรยี นรูและ ประสบการณเ ทียบโอนเขาสรู ะบบการสะสมหนวยการเรยี นรู (Credit Bank) เพอื่ ใหก ลมุ เปา หมายมีการศึกษา ในระดบั ที่สูงขนึ้

5. ที่มาและความสำคญั โครงการศูนยฝกอาชีพชุมชน เปนโครงการสำคัญตามพระราชบัญญัติ สงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 มีความสอดคลอง กับแผนระดับตาง ๆ ในการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ ตามยุทธศาสตรชาติ 20 ป (พ.ศ. 2561-2579) ยุทธศาสตรที่ 3 ดานการพฒั นาและเสรมิ สรางศกั ยภาพทรพั ยากรมนุษย แผนแมบ ท ภายใตยุทธศาสตรชาติ : ดานการพัฒนาศักยภาพคนตลอดชีวิต แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ในการกำหนดทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ใหประเทศสามารถ กา วขา มความทา ทายตาง ๆเพือ่ ให “ประเทศไทยมีความมัน่ คง มง่ั ค่ัง ย่ังยืน เปนประเทศพฒั นาแลว ดวย การพฒั นาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” ตามเจตนารมณของยทุ ธศาสตรชาติ โดยเฉพาะอยาง ยิ่งการใหความชวยเหลือกลุมเปราะบางใหมีโอกาสไดรับการพัฒนาอยางเต็มศักยภาพ เพื่อแกไขปญหา ความยากจนเรื้อรังและปองกันการสงตอความยากจนไปยังลูกหลาน โดยเนนสงเสริมโอกาสทางการ ศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพที่มีคุณภาพแกเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนยากจน พรอมทั้งพัฒนา หลักประกนั และความคุม ครองทางสังคมท่มี ีการบรู ณาการอยางเปนระบบ เพอ่ื สง เสริมความมน่ั คงในชีวิต ใหทกุ คนในสงั คมไดรบั ความคุมครองทางสังคมอยางเหมาะสมเพียงพอ สามารถหลดุ พน จากความยากจน ไดอยางยั่งยืน ในสวนของการลดความเหลื่อมล้ำของศักยภาพในการแขงขันทางธุรกิจนั้น ควรมุงให ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมใหสามารถแขงขันได และมีการ เตบิ โตท่ีย่งั ยนื โดยพัฒนาสภาพแวดลอมใหผ ปู ระกอบการไทยสามารถแขง ขันไดอยางเปนธรรม อาทิ การ สนับสนุนทางเทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อใหเขาถึงแหลงทุนไดอยางทั่วถึง การ ยกระดับมาตรฐานและพัฒนาตอยอดผลิตภัณฑและบริการ การเพิ่มการเขาถึงบริการและการจัดซื้อจัด จางภาครัฐ รวมถงึ การสนบั สนุนใหวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมของไทยยทุ ธศาสตรตามแผนปฏิบัติ การประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ : ยุทธศาสตรที่ 3 พัฒนาและเสริมสราง ศักยภาพทรัพยากรมนุษยใหมีคุณภาพ แผนงานยุทธศาสตรเพื่อสนับสนุนดานการพัฒนาและเสริมสราง ศกั ยภาพทรัพยากรมนุษย ปงบประมาณ 2566 จุดเนนการดำเนินงานของ กศน. “กศน.เพื่อประชาชน “กาวใหม : กาวแหง คณุ ภาพ” โครงการศนู ยฝกอาชีพชุมชนใหความสำคญั กับการจดั กิจกรรมฝกอาชีพใหประชาชนระดับฐาน รากที่อาศัยอยูในตำบล โดยเนนการจัดการศึกษาที่ยึดพื้นที่เปนฐานในการพัฒนา (Area – based Development) ใชหลักสูตรอาชีพเปนฐาน (Career – Based Education) ในหลักสูตร 5 กลุมอาชีพ ไดแก หลักสูตรกลุมอาชีพดานเกษตรกรรม ดานอุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม ดานพาณิชยกรรมและ บริการ ดานความคิดสรางสรรค และกลุมอาชีพเฉพาะทาง ใหไดรับการพัฒนาสมรรถนะและทักษะใน การประกอบอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขัน พัฒนา หลักสูตรอาชีพระยะส้ันที่เนน Up – Skill Re – Skill และ New – Skill ที่สอดคลองกับความตองการ ของผูเรยี น และกลุมอาชีพใหมทีรองรับ Disruptive Technology เพื่อการมีรายได มีคุณภาพชีวติ ท่ีดี

ตอยอดภูมิปญญาทองถิ่น สรางมูลคา เพิ่ม และพัฒนาสูวิสาหกิจชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑสินคาให มีคุณภาพมาตรฐาน เปนที่ยอมรับของตลาด มีการบูรณาการกับหนวยงานภาคีเครือขายใหเกิดการ รวมกลุมและจัดตั้งเปนวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มชองทางการประชาสัมพันธ และสนับสนุนใหเกิดชอง ทางการจำหนา ยผลติ ภัณฑในโครงการศนู ยฝ ก อาชพี ชมุ ชน ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบางไทร จัดทำโครงการ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ศูนยฝกอาชีพชุมชนหลักสูตรอาชีพเพอ่ื การมีงานทำ รูปแบบ กลุมสนใจ หลักสูตรตางๆ เพ่ือตอบสนองความตองการของประชาชนท่ีมาจากการทำแบบสำรวจความ ตองการและเวทีชาวบาน สงเสริมวิทยากรในทองถิ่นที่มีทักษะ มีความรู ความสามารถ มาถายทอด ความรูใหแกคนในชุมชน เพื่อใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจ ทักษะในการทำขนมอบชนิดตางๆ ได อยางถกู ตองตามขน้ั ตอน ผูเรียนสามารถนำความรไู ปใชในการประกอบอาชพี และสรางรายได 6. วตั ถุประสงค 6.1 เพอื่ ใหความรูเก่ยี วกบั การเปนวทิ ยากร แนวทางการพฒั นาศกั ยภาพตนเองทจี่ ำเปน ตอ การเปนวทิ ยากรมือ อาชพี ในการทำขนมอบ 6.2 เพ่ือเรียนรทู กั ษะ การใชอปุ กรณท ีจ่ ำเปนในการฝก อบรม การสือ่ สารทจ่ี ำเปน การเสริมสรางบคุ ลกิ ภาพที่ เหมาะสมในการเปน วทิ ยากรมอื อาชีพ ในการทำขนมอบ

7. วธิ ดี ำเนนิ การ 8. ตวั ชวี้ ัดความสำเรจ็ (เกณฑก ารประเมินผลสำเรจ็ ) 8.1 เพ่ือใหความรูเกยี่ วกับการเปนวิทยากร แนวทางการพัฒนาศกั ยภาพตนเองท่ีจำเปน ตอ การเปน วิทยากรมอื อาชีพ ในการทำขนมอบ 8.2 เพือ่ เรยี นรทู ักษะ การใชอปุ กรณท ่ีจำเปน ในการฝก อบรม การส่ือสารทจี่ ำเปน การเสรมิ สรา ง บคุ ลิกภาพท่ี เหมาะสมในการเปน วิทยากรมอื อาชพี ในการทำขนมอบ

9. เคร่ืองมอื การประเมนิ ผล - แบบประเมิน - การสังเกต 10. ผลการดำเนนิ งาน มกี ารใชพ ื้นทีแ่ ปลงตัวอยาง โคก หนอง นา โมเดล อยางมีประสิทธิภาพ เกดิ ความรวมมือระหวาง เกษตรกรและเครือขา ย ทำใหเ กษตรกรมคี ุณภาพชีวิตทีด่ ขี นึ้ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ มแปลงตวั อยาง โคก หนอง นา โมเดลไดร บั การอนุรกั ษแ ละฟน ฟู 11. บทสรปุ และการเผยแพร 11.1 ไดรบั การยอมรับจากประชาชนในพน้ื ท่ีและชุมชนใกลเคียง 11.2 มีการพฒั นาวธิ กี ารพูด การส่อื สารทส่ี อดคลอ งกบั เน้ือหามากยิง่ ขน้ึ อธิบายไดช ดั เจนขน้ึ 11.3 ไดเผยแพรโ ดยการ เปนวิทยากรใหแกหนวยงานตางๆ ออกบธู เมือ่ มีนกั ทองเทย่ี วมาเยี่ยมชม 11.4 มผี ลติ ภณั ฑขนมอบหลากหลายมากยงิ่ ขนึ้ 12. กลยุทธ หรอื ปจ จยั ที่ทำใหป ระสบความสำเรจ็ ปจ จยั ท่สี งผลตอ ความสำเรจ็ ของการดำเนนิ งาน 12.1 ครูผสู อน 12.2 ผูบริหาร 12.3 นโยบายและจุดเนนของ กศน. 12.4 วิทยากร 12.5 ทรพั ยากร 13. การอางอิง ขอมลู และแหลง ทีม่ า : โรงเรยี นวัดทา หนิ สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษษประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://www.skprivate.go.th/file_manager/view_pdf/?path=uploads/ebook/934a44b7f3993276 33e4c381fed645ee.pdf ขอมูลและแหลง ทมี่ า : ศนู ยถ า ยทอดเทคโนโลยกี ารสหกรณที่ 3 จังหวดั ชลบรุ ี สำนกั พัฒนาและถา ยทอด เทคโนโลยกี ารสหกรณ

ภาคผนวก

วิทยากร ความหมาย วทิ ยากร หมายถึง ผทู ี่มคี วามรูความสามารถในภาษาอังกฤษเรียกวทิ ยากรวา Resource Person วิทยากรมาจากวทิ ยาแปลวา ความรู กรแปลวา มือ หรอื ผถู อื วิทยากรกค็ ือผทู รงไวซงึ่ ความรคู วามสามารถ น่นั กค็ อื บุคคลท่เี ปน วิทยากรไดจ ะตองเปน ผูมีความรู และความสามรถในการทำใหผ อู น่ื มีความรู ความ เขา ใจในเร่อื งนน้ั ๆ ตามทต่ี นตอ งการ คุณสมบตั ิของวิทยากร คุณสมบตั ิพืน้ ฐานของวทิ ยากรมี ดังนี้ 1. มีความมุงมนั่ คนเราถามีใจอะไรๆ มนั กง็ าย เพราะใจมันรกั อยากทจ่ี ะทำ อยากท่ีจะเปน เจออุปสรรคปญหาก็ฟน ฝา ไปได แตถ าใจไม รักทำอะไรกไ็ มมีแววทีจ่ ะประสบความสำเร็จเพราะไมม ีใจ ดังน้ันประการแรกทา นตองมีใจรักการเปน วิทยากรเสยี กอน 2. ตอ งมีความรจู ริงในเรือ่ งทจ่ี ะถายทอดอยางชัดเจน การเปนวิทยากร เปนนกั พูดที่เกง นน้ั ตองมีความรเู ยอะ มีความรทู ีห่ ลากหลาย โดยเฉพาะเร่ืองทจี่ ะบรรยาย ตอ งรูช นิด ทะลปุ รุโปรง สามารถเขาใจเรอ่ื งที่จะถายทอดไดอ ยา งกระจางแจงชดั เจน สวนความรูอน่ื ๆ กต็ องมีรอบดาน ไมวา จะ เปน นิทาน เรื่องตลกขำขัน ความรรู อบตวั อ่ืน ๆ อีกมากมาย การเปน คนรักการเรียนรจู ะสามารถทำใหเ ราเปนวิทยากรท่ี เกง มีคาตัวแพงๆ ได เพราะวทิ ยากร คือ ผูถา ยทอดใหค วามรู 3. มีความคิดรเิ ร่มิ สรางสรรค ความคิดของคนเรามี ๒ ดา น ดา นหนึ่งบวก อีกดานหน่งึ ลบ การคิดลบ ทำใหจ ิตใจหดหู หอเหยี่ ว หมดความหวัง หมด กำลังใจ การคดิ บวกกอ ใหเกิดความหวัง พลังใจ มแี รงท่ีจะตอสูปญหาอปุ สรรค มคี วามคดิ สรางสรรค คดิ สิ่งแปลกๆ สง่ิ ใหมๆ ไดต ลอดเวลา คณุ สมบัติของผทู ต่ี อ งการฝก ฝนเปนวิทยากรในขอ นี้กค็ ือการคิดบวก มคี วามคิดริเรม่ิ สรางสรรค เพราะจะทำใหเ รามีอะไร แปลกๆ ใหมๆ ตลอดเวลา เวลาถายทอดใหค วามรู กจ็ ะเปน ความรทู ีด่ ี ๆ ความรูทส่ี รางสรรค ผูเขา สมั มนากจ็ ะไดแ นวความคดิ จากการฟงบรรยาย นำไปปฏบิ ตั ใิ หเ กดิ ประโยชน ทำใหผ ทู เ่ี ปนวทิ ยากรไดรบั การตอบ รบั มากยง่ิ ขึน้ ดังนั้นการ ฝก ฝนเกยี่ วกับความคิด สรา งสรรคก็เปนอกี ขอหนึ่งทวี่ ทิ ยากรพึงมี 4. มมี นษุ ยส ัมพนั ธด ี การเปนคนรา เรงิ ยม้ิ แยม แจม ใสเปนกนั เอง ทำใหม ีเสนห มแี ตค นอยากเขาใกล เปนคณุ สมบัติอีกขอ หนง่ึ ทค่ี วรมสี ำหรับ การเปน วิทยากร รอยยิ้มของวทิ ยากร จะทำใหผ ูเขาสัมมนา ฟงอยางตัง้ ใจ คงไมม ใี คร อยากฟง วทิ ยากรหนา บงึ้ หรือ หนาบอกบญุ ไมร ับ ฝก ยม้ิ เสยี แตวันน้เี พ่ือเปนวิทยากรท่ดี ใี นวนั หนา การพัฒนาทักษะการเปน วทิ ยากร

5. ชา งสงั เกต การพดู การถา ยทอดเนือ้ หาสาระ ตองหม่นั สังเกตผฟู งรสู ึกเชน ไร? การเรยี นรูภาษากาย มคี วามจำเปน อยางยง่ิ เพราะ จะทำใหเ ราสามารถรูไดว า ผูฟงตอบรับการพดู ของวิทยากรไดม ากนอยแคไ หน ดงั น้นั คุณสมบตั ขิ อ น้ีคอื ตองฝก เปน คน ชา งสังเกต 6. มไี หวพริบปฏิภาณ แกไขเหตกุ ารณเ ฉพาะหนา เกง คุณสมบตั ขิ อ นขี้ าดไมได ใครไมมคี ณุ สมบัติขอ นฝ้ี กฝนได เหตกุ ารณต าง ๆ ที่เกิดขึน้ บางครงั้ เกินความคาดหมาย การมี ไหวพริบปฏิภาณคดิ ไวทำไว แกไ ขเหตกุ ารณเฉพาะหนาได เปน คณุ สมบัติอกี ขอหนึง่ ของวิทยากรท่ีตอ งฝกฝน 7. มคี วามเชือ่ มั่นในตนเอง วทิ ยากรเปน ยง่ิ กวาผนู ำ ผูน ำนำคนอ่ืนได แตผนู ำอาจจะไมใชวทิ ยากรผนู ำมีความเชอ่ื มั่น วิทยากรจงึ ตอ งมคี วามเชื่อมัน่ มากกวา หากไมมีความเช่อื มนั่ ไมม ีความมน่ั ใจในเร่อื งที่บรรยายในเรื่องทีถ่ ายทอด แลว ใครจะเชอ่ื ความเช่ือม่ันจะแสดง ออกมาทางน้ำเสยี ง สหี นา แววตา ขอมลู คำพูด ทาทาง บุคลกิ ภาพ การพูดท่ีมหี ลกั การ การพดู ที่มีนำ้ เสียงทรงพลงั ชว ย เสริมสรางความเชอื่ มน่ั ใหเ กดิ ขนึ้ ได ความเชอื่ มน่ั ในตนเองเปน คุณสมบตั อิ กี ขอ หนง่ึ ทีค่ วรมกี ารฝกฝน 8. มีการวางแผนทด่ี ี นกั พูดท่ดี ี วิทยากรท่ีดีตองมีคณุ สมบัติเรอื่ งการวางแผน การวางแผนการพดู ใหไปตามลำดบั ขัน้ ตอน ถือเปนเร่ืองสำคัญ สำหรับการถายทอด เพราะจะทำใหผฟู งเขาใจเรอ่ื งท่ไี ดร ับการถา ยทอดอยางกระจา งแจงชดั เจน การขาดการวางแผน จะทำใหก ารพดู วกไปวนมา กระโดดไปกระโดดมาเหมอื นกระรอกกระแตตามตน ไม ทำใหเกิดการลมเหลวในการพดู ไม ประสบความสำเรจ็ ในการเปน วิทยากร ดังน้นั การวางแผนเปนคณุ สมบตั อิ ีกขอ หน่งึ ท่ีควรมีการฝก ฝน 9. มีความจรงิ ใจตัง้ ใจใหค วามรู คณุ สมบัตขิ อนเี้ ปนคณุ สมบตั พิ นื้ ฐานของการเปน วิทยากรมืออาชีพ ความจรงิ ใจต้งั ใจมากนอ ยแคไ หนสมั ผสั ไดไมยาก ระหวางวิทยากรกับผูฟ งการสัมมนา 10. มลี ลี าแบบฉบบั เปนของตัวเอง เวลาทำอาหารอาจจะไดย นิ คำพดู ทวี่ า “สตู รใครก็สตู รใครซ”ิ มีความหมายชัดเจนในตัวอยูแ ลว ลีลาแบบฉบบั ของนักพดู หรือวิทยากรทเี่ ปนตวั ของตัวเองจะทำให ผฟู งจำไดแ มนยำ โดดเดน เปน เอกลกั ษณ ดงั นั้นตองหาลลี าแบบฉบับท่เี ปน ตวั ของตวั เราเองลองคน หาซิวาตัวเรามลี ลี าแบบฉบบั เปนแบบไหน 11. ทำใหผูเขา สัมมนามสี วนรว มในการบรรยาย การพดู คือการสื่อสารระหวางผพู ดู กบั ผูฟง แตการบรรยาย คือการพดู ส่อื สารระหวางวิทยากรกับผูเ ขา สมั มนา หาก วทิ ยากรพูดไป ผูฟ งกเ็ งยี บ นานเขาบรรยากาศกจ็ ะกรอ ย สดุ ทา ยคนก็จะหายหมดท้ังหอง ดังนั้นการสรา งบรรยากาศให ผูฟ ง หรือ ผเู ขา สัมมนามสี ว นรว ม เปนคณุ สมบตั ขิ อ สำคญั ทตี่ องฝก ฝนอยา งหนกั เพราะการทำใหผ ูเ ขา สมั มนามสี วนรว ม เปนจดุ แจงเกิดของวทิ ยากรมืออาชีพ 12. บคุ ลิกภาพการแตง กายโดดเดน ดดู มี ีสงา วางตัวเหมาะสมเปนวทิ ยากร การพฒั นาทักษะการเปน วทิ ยากร

การแตงกายท่ีเหมาะสม บคุ ลกิ ภาพดูดี โดดเดน เปน ท่เี คารพเลือ่ มใสตอ ผพู บเหน็ ไมว าจะเปนบนเวทหี รอื อยูข า งลา งเวที นับวามคี วามสำคัญอยางยิง่ ดังน้นั คุณสมบตั ิขอนี้ก็ตอ งฝกฝนเชนกัน 2.3 1. มเี ทคนคิ ตาง ๆ เชน การบรรยาย การนำอภปิ ราย การสัมมนา กรณศี กึ ษา การจัดกจิ กรรม ฯลฯ เพอื่ ทำใหเ กิดความรู เขา ใจงา ย ไดส าระ 2. พูดเปน คอื พูดแลวทำใหผ ูฟงเขาใจตามทพ่ี ดู ไดอยางรวดเรว็ สามารถพูดเรือ่ งยาก ซบั ซอ นใหเ ขาใจงาย 3. ฟงเปน คอื ตัง้ ใจฟง ฟงใหตลอด ขณะทฟี่ งตองควบคุมอารมณ ขณะที่ฟง อยา คดิ คำตอบทันที และเทอ ฟง จงฟง เอา ความหมายมากกวาถอยคำ 4. นำเสนอเปนประเด็นและสรุปประเด็นใหชดั เจน 5. มอี ารมณข นั สรางบรรยากาศในการอบรมไดอ ยางเหมาะสม 6. มปี ระสทิ ธภิ าพในการอบรม สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีเขา กบั การปฏิบตั ิไดดี มองเห็นเปน รปู ธรรม 7. ใชภาษาพดู ไดด ี ใชภ าษางาย ๆ รจู กั เลอื กภาษาใหตรงกับเน้อื หาและตรงกับความตองการและพืน้ ฐานความรูของผูฟ ง นอกจากน้ียงั มขี อ เสนอแนะทสี่ ำคญั ในการเปน วิทยากรทค่ี วรเสนอไวเ พมิ่ เติมอีกดว ยวา วิทยากรทดี่ ีจะ 1. ตอ งมกี ิจกรรมมากกวา การบรรยาย 2. ตองมกี ารเตรียมตวั ที่ดี 3. ตอ งมสี ่อื ชว ยใหเกิดการเรียนรูไดด ี 4. ตองมกี ิจกรรมท่ีสอดคลองกบั เนอ้ื หา เวลา และตรงเวลา 5. ตอ งใหค นติดใจในการเรยี นรู มิใชติดใจในลลี าการแสดงเพราะวทิ ยากรไมใ ชน กั แสดง 6. ตอ งคำนึงอยตู ลอดเวลาวาวทิ ยากรมีหนา ที่ใหค วามรู จงึ ไมค วรอวดตน การพัฒนาทักษะการเปน วทิ ยากร

การออกแบบเน้ือหาทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ การออกแบบการสอน หมายถึง การวางแผนหารปู แบบการแกป ญหา ซงึ่ อาจมมี ากกวา หน่ึงรปู แบบ รปู แบบของการ แกปญหา หมายรวมถึงการวางแผนการสอนที่จะตองมกี จิ กรรม ส่ือการสอน แนวทางการดำเนินการเรียนการสอน การ ประเมนิ ผลทส่ี อดคลอ งกบั เนื้อหา จุดประสงค และรปู แบบของการแกปญหา ตองสรา งจากหลกั การท่จี ะเปน ไปได ประหยัดคาใชจาย และเวลา เหมาะสมกบั สถานการณ โดยคำนึงถึงปจ จยั ดานมนุษย และดา นท่ีเปน วัสดสุ ่งิ ของดว ย 3.1 การเตรียมการสอน 1) การสำรวจทรัพยากรและขอมลู ตาง ๆ เพ่ือจัดวางแผนการเรยี นการสอนใหมีประสทิ ธิภาพ ซง่ึ รวมไป ถึงการสำรวจ ปญหาทรัพยากร การวเิ คราะหผ ูเ รียน การวเิ คราะห และจัดลำดับเนือ้ หาสาระ เพอื่ ใหเกดิ การเรียนรู ตามลำดบั ขนั้ การ พจิ ารณาเลือกวิธีสอน หรือกิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่อื นำผูเ รยี นไปสวู ตั ถปุ ระสงคท ว่ี างไว การกำหนดสอ่ื การสอน การกำหนดแนวทางการประเมินผลวา ผูเรียนเกดิ การเรียนรูตามทค่ี าดหวังไวหรือไม และ รวบรวมขอ มลู ที่ไดเตรียมการ นัน้ บนั ทึกลงในแผนการสอน การบนั ทกึ แผนการสอนจะชว ยใหผ ูสอนไดม ีโอกาสทบทวนและปรบั ปรงุ วธิ กี ารตา ง ๆ ให เหมาะสมกับผเู รียนและสภาพแวดลอม 2) การกำหนดวตั ถปุ ระสงคการเรยี นการสอน เปนความคาดหวงั ของผสู อน ท่มี ีตอ ผเู รยี นวา เม่อื ผานการเรียนการสอน ในบทเรียนหนงึ่ ๆ ผูเรียนควรจะมพี ฤติกรรมการเรยี นรเู ปน อยางไร การกำหนดวัตถปุ ระสงค มี ความสำคญั ตอการ จดั การเรียนการสอนในการสอนแตล ะครง้ั ผสู อนควรกำหนดชดั เลยวา ตองการใหผเู รียนไดร บั อะไร และเกิดพฤตกิ รรม อยา งไร หลังจากจบบทเรียนแลว การกำหนดพฤตกิ รรมทคี่ าดหวงั ในตัวผูเรยี น จะเปน แนวทางในการกำหนดวิธีสอน วสั ดอุ ุปกรณ กิจกรรมการเรยี นการสอน ตลอดจนการประเมินผลทสี่ อดคลองกบั วัตถุประสงค จากลักษณะความสัมพันธ ดังกลาว จะเหน็ ไดว า การกำหนดวตั ถุประสงคการเรียนการสอนแตละครง้ั ควรใชว ตั ถปุ ระสงคเชงิ พฤตกิ รรมทร่ี ะบถุ งึ พฤตกิ รรมทคี่ าดหวงั เงือ่ นไข และเกณฑท ีช่ ดั เจน เพอื่ จะไดใชเปนแนวทางในการจัดการเรียนการสอนตอ ไปได 3) การวิเคราะหผ เู รยี น เพ่อื ใหทราบถึงความตองการ ความสนใจ ความสามารถในการเรียนรู ความรแู ละ ทกั ษะพืน้ ฐาน ทีม่ ีอยู นับวาเปน สว นสำคญั ของขน้ั เตรยี มการเรยี นการสอนที่เปน ระบบ ท้ังนเี้ พราะขอ มลู ตาง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ งกับผูเรยี น จะเปนประโยชนอ ยางยิ่งตอ การดาเนินการข้นั ตอ ๆ ไป เชน นำไป ก) กำหนดวตั ถปุ ระสงคก าร เรยี นการสอนที่ เหมาะสมกับความรูความสามารถของผเู รยี นข) กำหนดเนอื้ หาสาระทส่ี นองตอความสนใจของผูเรยี น และพอเหมาะกบั ความรูและทักษะพื้นฐานทผ่ี ูเรียนมีอยู เพื่อจะไดพ ัฒนาความรูตอ ไปได ค) กำหนดการ เรียนการสอนและกจิ กรรมที่ เหมาะสม กับลกั ษณะของผเู รยี น เปนตน การพฒั นาทกั ษะการเปนวิทยากร

ซึง่ การจดั การเรียนการสอนบางครั้ง เนอ้ื หาที่ไดรบั มอบหมายนัน้ ยากเกนิ กวาทผี่ ูสอนจะเริ่มสอนได อาจตอ งมกี าร ทบทวนหรอื สอนเนอื้ หาพื้นฐานกอ นที่จะสอนเนอื้ หาไดร ับมอบหมาย ดังน้ันกอ นดำเนินการจดั การเรียนการสอนจึงนยิ ม วิเคราะหงานการเรียนรู (task analysis)กอนเสมอ 3.2 การจัดลำดบั เนอื้ หา จดั เปน ขัน้ ตอนท่ีสำคญั ขน้ั ตอนหน่ึงในการเตรยี มการสอน เพ่ือใหผ เู รียนเกดิ การเรยี นรู ตามลำดับขนั้ โดยการพจิ ารณาเน้อื หาสาระที่กำหนดไวใ นหลักสูตร 3.3 การเขียนแผนการสอน เม่อื ไดศึกษาปญ หา สำรวจทรพั ยากร วิเคราะหผ ูเรียนเพื่อใหไ ดข อ มูลในการ จดั การเรียน การสอน กำหนดวตั ถปุ ระสงคการเรยี นการสอน วเิ คราะหและจดั ลำดบั เน้อื หา กำหนดกจิ กรรมและวธิ สี อน กำหนดสื่อ การเรียนการสอน วเิ คราะหแ ละประเมินผล ซงึ่ เปนการวางแผนการเรยี นการสอนแลว เพื่อใหเห็นแนวทางการเรียนการ สอนท่เี ดน ชดั จงึ ควรนำขอ มลู ซง่ึ เตรยี มการดงั กลาวนัน้ มาบันทกึ ลงไวเรยี กบันทึกนน้ั วา “แผนการสอน” การกำหนดวิธีสอนและกิจกรรม เพือ่ เตรยี มการในการจัดประสบการณการเรียนรใู หแ กผูเรยี นในอนั ท่ีจะนำผูเรยี นไปสู วตั ถุประสงคท ีว่ างไว การกำหนดวิธสี อนและกจิ กรรมจงึ เปน สว นทส่ี ำคญั สวนหนง่ึ ของการ เตรยี มการเรยี นการสอนให เปนระบบแนวทางในการเลือกวิธีสอนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนพจิ ารณาจาก วัตถุประสงคการเรียนการสอน ความรูพ ้นื ฐานของผูเรียน ความสนใจของกลมุ ผูเรียน จำนวนผูเรียน ระยะเวลาและเนอื้ หาสาระ การพฒั นาทกั ษะการ เปน วิทยากร 4. การใชส ่อื และอุปกรณก ารฝก อบรม การใชสอ่ื การสอนตอ งมีการวางแผน โดยในขัน้ ของการวางแผนคอื การ พจิ ารณาวาจะเลือกใช ส่ือใด ในการเรยี นการ สอน ในการใชสื่อในการเรียนการสอนการวางแผนการใชส อ่ื นับเปนขัน้ ตอนแรก และเปนขน้ั ตอนท่ีมคี วามสำคญั มาก ผูใ ชส ื่อการสอนควรเลือกใชส อื่ การสอน โดยพิจารณาจากปจ จัยท่เี กีย่ วขอ งใหครบถวน หากการวางแผนผดิ พลาด กจ็ ะ ทำใหการใชส่ือการสอน ลม เหลวต้งั แตย งั ไมไ ดป ฏิบตั กิ ารใชส อื่ การสอนเลย 4.1 การเตรียมการใชส่ือ เม่อื ไดว างแผนเลอื กใชส อื่ การสอนแลว ข้ันตอ มาคอื การเตรียมการสิง่ ตาง ๆ เพือ่ ใหก ารใชส่ือการสอนเปน ไปอยา งมี ประสิทธิภาพ และตรงตามวตั ถุประสงค กอนใชสอ่ื การสอน ผูใชควรเตรยี มความพรอมดังนี้ ๑. การเตรียมความพรอ ม ของผูส อน เพือ่ ใหภ าพของผสู อนในการใชส ือ่ การสอนเปน ไปอยา งดีและราบรนื่ เปน ที่ประทบั ใจตอ ผเู รียนและสำคญั ที่สดุ คือ การสรางความมน่ั ใจใหแ กผ ูสอน ดงั น้ันผูสอนควรมกี ารเตรยี มพรอ มในการใชส อื่ การสอน เชน การเตรียมบท บรรยายประกอบสอ่ื การจดั ลำดบั การใชสอ่ื การตรวจเช็คสภาพหรอื ทดลองสื่อกอ นการใชงานจรงิ ๒. การเตรียมความ พรอ มใหผเู รยี นกอ นใชส อ่ื การสอนผูสอนควรทำความเขา ใจกับผูเ รยี นถึงกิจกรรมการเรยี น และลกั ษณะการใชสอ่ื การ สอน ทั้งนเ้ี พอื่ ใหผเู รียนทราบบทบาทของตน และเตรยี มตวั ที่จะมีสวนรว มกับกิจกรรม หรอื ตอบสนองตอสื่อ ๓. การ เตรยี มความพรอ มของสื่อและอปุ กรณหรอื เครอื่ งมือท่ใี ชรว มกนั สื่อการสอนบางอยางตองใชรว มกับอปุ กรณหรอื เครอ่ื งมืออ่ืนดวย ดังนนั้ ผูใชส ่ือควรทดสอบการใชสอ่ื กอ นใชงานจริง เชน การตรวจสอบแหลงจา ยกระแสไฟฟา การ ตรวจสอบการเสยี บปลั๊กหรือสายไฟตาง ๆ เปนตน ๔. การเตรียมความพรอมของสภาพแวดลอ มและหอ งสอน ส่อื แตละ อยา งเหมาะสมที่จะใชกบั สภาพหอ ง หรือสภาพแวดลอ มท่ีแตกตางกันไป เชน ขนาดของหองเรยี นควรเหมาะสมกบั สื่อที่ ใช สภาพของแสงหรอื เสยี งกค็ วรจดั ใหเหมาะสมเชนกนั

4.2 การนำเสนอ (Presentation) ในชวงการนำเสนอเน้อื หาบทเรียน อาจแบง ชวงเวลาออกไดเปน 3 ชว ง ไดแก 1. ชวงนำเขาสูบ ทเรียน การใชส่อื การสอนชวงนำเขาสูบทเรียน เปนการใชสือ่ เพือ่ เตรยี มความพรอมใหก ับผเู รยี นในการ ทีจ่ ะเร่มิ ตน เรียน และเพอ่ื สรา งความนาสนใจใหแกบ ทเรียน 2. ชว งสอนเน้ือหาบทเรยี น การใชส อ่ื การสอนในชว งสอน เนอื้ หาบทเรียน เปนการใชส อ่ื เพื่อถายทอดสาระความรู หรอื เนอื้ หาบทเรยี น ใหแ กผ เู รยี น เพ่ือสรางใหผูเรียนเกิดการ เรียนรูอยางถกู ตอ งและครบถว นตามวตั ถุประสงคของหลักสตู ร 3. ชวงสรปุ บทเรยี น ในชวงสดุ ทายของการสอน ควรมี การใชสอ่ื การสอนเพ่อื สรุปเนอ้ื หาที่สำคญั การพัฒนาทกั ษะการเปนวิทยากร ของบทเรียน เพือ่ ชวยผเู รยี นในการ สรปุ สาระท่ีควรจำ หรอื เพอ่ื ชวยโยงไปสูเนอื้ หาในบทตอไป นอกจากการใชส อ่ื การสอนใหต รงตามวัตถุประสงคข องชวงการ นำเสนอแลวในขณะท่ีใชสือ่ ยังมีหลกั การทค่ี วรปฏบิ ัติดงั นี้ 1. ใชส อ่ื การสอนตามลำดบั ที่วางแผนไว หากพบปญ หาเฉพาะ หนาควรแกไ ขลำดบั การนำเสนอในภาพรวมใหม ีการ เปลยี่ นแปลงนอ ยท่ีสุด 2. ควบคมุ เวลาการใชสอ่ื ใหเปนไปตามแผน ทว่ี างอยา งไวอยางดแี ลว คอื ใชเ วลาใหเ หมาะสมกับเน้อื หา ไมน ำเสนอ เรว็ หรอื ชาเกนิ ไป 3. ไมค วรใหผ เู รียนเห็นสือ่ กอ น การใช เพราะอาจทำใหผ เู รยี นหมดความตนื่ เตน หรอื หมดความนา สนใจ หรอื ไมควร นำเสนอสอ่ื หลาย ๆ อยางในเวลา เดยี วกัน เพราะสื่อหน่งึ อาจแยง ความสนใจจากอีกส่ือหน่ึง หรืออาจทำใหผ ูเ รยี นสับสน หรืออาจมปี ญ หาในเรื่องการรบั รู ของผูเรียนท่ีไมส ามารถรบั รูไดพรอมๆ กนั 4. ทำกิจกรรมตา ง ๆ ประกอบการใชส่ือการสอนตามขนั้ ตอนท่วี างแผนไว เชน การระดมสมอง การตัง้ คำถาม การอภปิ ราย เปนตน 5. การนำเสนอควรมจี ุดเนน และอธบิ ายรายละเอียดในสว นท่ี สำคญั ในขณะนำเสนอ โดยเฉพาะจุดท่ผี ูเรยี นไมเขา ใจ และสบั สน 6. การนำเสนอดว ยสอ่ื ควรออกแบบใหผเู รียนมี ปฏสิ ัมพนั ธกับการนำเสนอ โดยเฉพาะอยางยิง่ ปฏิสมั พันธดา นการใช ความคดิ ผูเ รียนควรมโี อกาสมีสว นรว มกับกิจกรรม หรือการใชส ื่ออยา งทว่ั ถงึ การพัฒนาทักษะการเปน วทิ ยากร 5 แนวทางการพัฒนาวิทยากร 5.1 ทฤษฎกี ารพูด ทฤษฎีการพูดมอี ยหู ลายทฤษฎีดว ยกนั แตทน่ี าสนใจไดแก ทฤษฎี 3 สบาย ของ รอ. ดร. จติ รจำนงค สภุ าพ ซ่ึงผูเสนอ ทฤษฎีไดใหข อ สรุปของทฤษฎี 3 สบาย (The Theory Of Three Pleasant Speech) หมายถงึ การพูดทฟี่ ง สบายหู ดู สบายตา พาสบายใจ ฟง สบายหู ไดแ กการพดู ดว ยวจสี ุจรติ รจู ักการใชถ อ ยคำภาษาท่ีถกู ตอ งรจู ักใชเ สียงและการพดุ ทีม่ ีจงั หวะถูกตอ ง เหมาะสม ดูสบาย ไดแ กบุคลกิ ภาพมาตรฐานเบือ้ งตน ศิลปะการแสดง การพูดเบื้องตน การแสดงทา ทางประกอบดี พาสบายใจ ไดแกการเลือกเรอื่ งดี การเตรยี มการพูดท่ีดี การจดั ลำดบั ความคิด การสรา งโครงเร่อื งดี การพดู ทีฟ่ งสบายหู ดสู บายตา และพาสบายใจนเ้ี จา ของทฤษฎไี ดเ สนอไวด ว ยวาผพู ดู จะจอ งพดู จากหัวใจทง้ั สหี่ องคือ พดู จากใจ คือการแสดงออกมาจากความจรงิ ใจไมเสแสรง มคี วามมั่นใจ แนใ จในตวั ผูฟงทีข่ น้ึ ใจ คอื เขา ใจเร่อื งทพี่ ดู แยา งกระจางแจง ถกู ตอ งไมโมเมยกเมฆหรอื เดาดวยความตงั้ ใจ คือมีความอยากจะพุดกระตือรอื รน กระฉับกระเฉงไมเ ฉ่ือย ชา หรอื แสดงอาการลักษณะเบ่ือเซ็งจนสดุ ใจ คือเปรียบเสมอื นการสวมวิญญาณ ลงไปในคำพูดแตล ะคำอยางมชี วี ิตชีวา มีความรสู ึกเหมอื นกับตัวเองอยใู นสถานการณน น้ั จริง ๆ

จงึ เหน็ ดวยเปนอยา งยิง่ วาทสี่ ุดของการพูดทุกครัง้ ควรจะใชทฤษฎี 3 สบาย ประกอบการพูดใหมากทส่ี ุดและควรจะยึด บนั ได 13 ข้นั ท่ีนำไปสคู วามสำเร็จในการพดู ตามท่เี จาของทฤษฎเี สนอแนะไวดังนค้ี ือ 1. เตรยี มใหพ รอม 2. ซักซอ มใหดี 3. ทาทใี หสงา 4. หนาตาใหสขุ มุ 5. ทกั ทปี่ ระชมุ ไมวกวน 6. เรม่ิ ตน ใหโ นม นา ว 7. เร่อื งราวกระชับ 8. ตาจับทีผ่ ฟู ง 9. เสยี งดังใหพอดี 10. อยา ใหม เี ออ อา 11.ดเู วลาใหพ อครบ การพฒั นาทักษะการเปน วิทยากร 12. สรุปจบใหจ บั ใจ 13. ยมิ้ แยม แจม ใสราเริง 5.2 แนวทางการพัฒนาวิทยากร 1. บุคลิกภาพของวิทยากรมคี วามสำคญั ในการปรากฏกายตอหนา ท่ชี ุมชน ซึ่งบุคลกิ ภาพในที่น้คี งรวมไปถงึ บุคลกิ ภาพ ภายในและบคุ ลกิ ภาพภายนอก บุคลิกภาพภายในเชน ความเชอ่ื มั่นในตนเอง ความกระตือรอื รน ความจำ อารมณข นั ความคิดรเิ ร่ิม ปฏภิ าณไหวพรบิ ฯลฯ บุคลกิ ภาพภายนอกเชน การแตง กาย รูปรางหนาตา กริยาทา ทาง คำพดู น้ำเสียง ภาษาทใ่ี ช ฯลฯ 2. ตอ งมีใจรัก หากวาไมมีใจรกั ในงานดา นบรรยายหรอื งานดา นการพูด ก็คงประสบความสำเรจ็ ไดยาก แตถาหากมใี จรกั เม่ือพบอปุ สรรคกส็ ามารถฝา ฟนไปได 3. หาเวทีแสดง การทีจ่ ะเปน วิทยากรทป่ี ระสบความสำเรจ็ เราคงตอ งหาเวทแี สดง งานวทิ ยากรกเ็ ปนงานทเี่ กีย่ วกับการ พูดตอหนา ท่ีชุมชนดานหนงึ่ ฉะนน้ั ถา อยากพูดตอ หนา ที่ชุมชนใหเกง ก็คงตองหาเวทีในการฝก เชน กนั หากอยากเปน วิทยากรที่ประสบความสำเร็จ เราก็ตองแสวงหาเวทีในการฝกเชนกัน 4. พฒั นาตนเองใหม ีความเกงหลายๆดาน เชน การใชเคร่ืองมอื ท่ีทนั สมยั ในการนำเสนอการบรรยายเราก็คงตอ งเรียนรู วธิ ีการใชเ ชน iPad หรอื โปรแกรมคอมพิวเตอรใ หมๆ , ฝก รอ งเพลงประกอบการอบรม ,ฝกการพูดตอ หนา ที่ชุมชน , ฝก การเลาเร่อื งใหสนกุ , ฝก การเลน เกมสเ พื่อการศึกษา ฯลฯ 5. เปนนักสะสม จดจำ หาแบบอยา งใหม าก ๆ การวิทยากรทด่ี ี เราควรเขารบั การอบรมบอ ย ๆ อบรมเพอื่ หาแบบอยา ง อบรมเพอื่ สะสมองคค วามรู อบรบเพอ่ื จดจำในสง่ิ ท่ดี ี เพื่อในวนั ขางหนาเราจะไดน ำมาประยุกตใ ชในเวทที ีเ่ ราเปน วทิ ยากรในอนาคต 6. ตอ งไมลมเลกิ กอนเวลาอนั ควร การทำงานทุกอยา งใหประสบความสำเรจ็ จะตอ งใชเวลา ใชค วามอดทน ใชความ พยายาม ทุกคนสามารถเปนวิทยากรทีป่ ระสบความสำเร็จได หากแตท กุ คนจะตอ งไมล มเลกิ กอนเวลาอันควร คนท่ี ลมเหลว กค็ อื คนทีเ่ ลิกกอนทจี่ ะประสบความสำเร็จ การเปน วทิ ยากรก็เชนกัน ไมม ใี ครประสบความสำเรจ็ แค 1-2 เวที

แตว ิทยากรทีป่ ระสบความสำเรจ็ ยอ มเคยผา นเวทีเปน จำนวนมาก บางเวทีก็ลมเหลว บางเวทีก็ประสบความสำเร็จ แต หากวา เวทไี หนท่เี ขาลมเหลว วทิ ยากรที่ประสบความสำเรจ็ เขาจะไมย อมลม เลิกนั้นเอง เขาจึงเปนวิทยากรทป่ี ระสบ ความสำเรจ็ ในท่สี ดุ ทง้ั 6 ขอขา งตน คอื บุคลิกภาพ ตอ งมีใจรัก หาเวทแี สดง พฒั นาตนเองใหเกง หลายดา น เปนนักสะสม จดจำ หา แบบอยางใหม าก ๆ และตองไมลมเลิกกอ นเวลาอันควร เปนเสนทางเดินท่ีจะนำพาทา นไปสูการเปน วทิ ยากรทีป่ ระสบ ความสำเร็จ บทสรปุ การพัฒนาทักษะการเปน วิทยากร การพดู เปน ทงั้ ศาสตรและศลิ ป มนษุ ยเกือบทุกคนพูดไดตัง้ แตว ยั เด็กและมี การพัฒนาการใชภ าษาเพือ่ การส่อื สารมาโดยตลอด แตม ิไดหมายความวามนษุ ยท กุ คนจะพูดเปน จงึ มีคำพังเพยทว่ี า “ คารมเปนตอ รูปหลอ เปนรอง ” การเปนวทิ ยากรท่ดี ตี องประกอบดว ยบคุ ลกิ ภาพและคณุ สมบัตหิ ลายประการ รวมถงึ การใชพ ลังทั้งหมดประสานกัน ระหวางกายกบั จิต ปฏภิ าณไหวพริบ ถา ยทอดออกสผู ูฟง โดยใช พลงั จติ ภาษาพูด ภาษา ทา ทาง ทไี่ ดร ับการเตรยี มการ ฝกฝนมาอยา งดยี อ มจะกอ ใหเกิดการประสบความสำเร็จสงู พูดดี มีสาระ นา ศรทั ธา คดิ ใหร อบคอบ ชอบดว ยใจความ งดงามดวยถอยคำ จดจำดวยสาระ เสริมทักษะดวยคารม ประสมดวยตัวอยาง กระจา งดว ยเหตุผล แยบยลดวยกลวิธี มมี นษุ ยสมั พันธ พดู จบแลวนน้ั ประทับใจ .................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook