การพัฒนาวทิ ยากร การจดั การศึกษาตอ เนื่อง “การทำขนมอบ” ดวยวธิ ปี ฏิบตั ทิ ่ีดี (Best Practices) กศน.ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร 1. ช่ือผลงาน การสงเสริมและพัฒนาทักษะวทิ ยากร การจัดการศึกษาตอเน่ือง กลุมอาชีพดานอุตสาหกรรม และหตั ถกรรม ใน “การทำขนมอบ” เพ่ือพฒั นาใหม ที ักษะ และมีผลิตภณั ฑทหี่ ลากหลายใหแกผ เู รียน ตามบริบทของพน้ื ที่ โดยสงเสรมิ และพฒั นาทกั ษะวิทยากรในทอ งถ่นิ 2. หนว ยงาน/สถานศกึ ษา กศน.ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร สงั กดั สำนกั งาน กศน.จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา 3. คณะทำงานพฒั นาแนวปฏบิ ตั ทิ ี่ดี นางสาวปยรัตน สขุ สมพชื ครู กศน.ตำบลกระแชง 4. ความสอดคลอ ง การสง เสริมและพฒั นาทักษะวทิ ยากร การจัดการศึกษาตอ เนอ่ื ง กลุมอาชีพดานอุตสาหกรรมและ หัตถกรรม ใน “การทำขนมอบ” เพื่อพัฒนาใหม ที ักษะ และมผี ลติ ภัณฑท ห่ี ลากหลาย ใหแกผ ูเรยี น ตาม บรบิ ทของพนื้ ท่ี โดยสงเสรมิ และพัฒนาทกั ษะวทิ ยากรในทองถิ่น ท้ังยังสรา งชอ งทางอาชพี ในรูปแบบทม่ี คี วาม หลากหลายของกลุมเปา หมายไดอีกดวย จดั ทำขึ้นโดยมกี ารวิเคราะหค วามสอดคลอ งกับ จุดเนนนโยบายของ สำนกั งาน กศน. ปงบประมาณ 2566 ดังนี้ - มคี วามสอดคลองกับจุดเนนการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปง บประมาณ พ.ศ. 2566 ดงั นี้ 4. การศกึ ษาเพือ่ พฒั นาอาชพี และเพมิ่ ขีดความสามารถในการแขง ขัน 4.1 พัฒนาหลกั สูตรอาชพี ที่เนน New skill และ Re-skill ที่สอดคลอ งกบั มาตรฐานอาชีพ บริบท พ้นื ที่ และความสนใจ พรอ มทั้งสรา งชอ งทางอาชีพในรปู แบบที่มคี วามหลากหลายของกลมุ เปาหมาย เชน ผูพิการ ผูสงู อายุ ความตอ งการของตลาดแรงงาน และกลมุ อาชีพใหมท ่รี องรับ Disruptive Technology เพอ่ื การเขาสกู ารรับรองสมรรถนะและไดรับวุฒติ ามกรอบคณุ วฒุ แิ หงชาติ รวมท้งั สามารถนำผลการเรยี นรูและ ประสบการณเ ทียบโอนเขาสรู ะบบการสะสมหนวยการเรยี นรู (Credit Bank) เพอื่ ใหก ลมุ เปา หมายมีการศึกษา ในระดบั ที่สูงขนึ้
5. ที่มาและความสำคญั โครงการศูนยฝกอาชีพชุมชน เปนโครงการสำคัญตามพระราชบัญญัติ สงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 มีความสอดคลอง กับแผนระดับตาง ๆ ในการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ ตามยุทธศาสตรชาติ 20 ป (พ.ศ. 2561-2579) ยุทธศาสตรที่ 3 ดานการพฒั นาและเสรมิ สรางศกั ยภาพทรพั ยากรมนุษย แผนแมบ ท ภายใตยุทธศาสตรชาติ : ดานการพัฒนาศักยภาพคนตลอดชีวิต แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ในการกำหนดทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ใหประเทศสามารถ กา วขา มความทา ทายตาง ๆเพือ่ ให “ประเทศไทยมีความมัน่ คง มง่ั ค่ัง ย่ังยืน เปนประเทศพฒั นาแลว ดวย การพฒั นาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” ตามเจตนารมณของยทุ ธศาสตรชาติ โดยเฉพาะอยาง ยิ่งการใหความชวยเหลือกลุมเปราะบางใหมีโอกาสไดรับการพัฒนาอยางเต็มศักยภาพ เพื่อแกไขปญหา ความยากจนเรื้อรังและปองกันการสงตอความยากจนไปยังลูกหลาน โดยเนนสงเสริมโอกาสทางการ ศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพที่มีคุณภาพแกเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนยากจน พรอมทั้งพัฒนา หลักประกนั และความคุม ครองทางสังคมท่มี ีการบรู ณาการอยางเปนระบบ เพอ่ื สง เสริมความมน่ั คงในชีวิต ใหทกุ คนในสงั คมไดรบั ความคุมครองทางสังคมอยางเหมาะสมเพียงพอ สามารถหลดุ พน จากความยากจน ไดอยางยั่งยืน ในสวนของการลดความเหลื่อมล้ำของศักยภาพในการแขงขันทางธุรกิจนั้น ควรมุงให ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมใหสามารถแขงขันได และมีการ เตบิ โตท่ีย่งั ยนื โดยพัฒนาสภาพแวดลอมใหผ ปู ระกอบการไทยสามารถแขง ขันไดอยางเปนธรรม อาทิ การ สนับสนุนทางเทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อใหเขาถึงแหลงทุนไดอยางทั่วถึง การ ยกระดับมาตรฐานและพัฒนาตอยอดผลิตภัณฑและบริการ การเพิ่มการเขาถึงบริการและการจัดซื้อจัด จางภาครัฐ รวมถงึ การสนบั สนุนใหวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดยอมของไทยยทุ ธศาสตรตามแผนปฏิบัติ การประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ : ยุทธศาสตรที่ 3 พัฒนาและเสริมสราง ศักยภาพทรัพยากรมนุษยใหมีคุณภาพ แผนงานยุทธศาสตรเพื่อสนับสนุนดานการพัฒนาและเสริมสราง ศกั ยภาพทรัพยากรมนุษย ปงบประมาณ 2566 จุดเนนการดำเนินงานของ กศน. “กศน.เพื่อประชาชน “กาวใหม : กาวแหง คณุ ภาพ” โครงการศนู ยฝกอาชีพชุมชนใหความสำคญั กับการจดั กิจกรรมฝกอาชีพใหประชาชนระดับฐาน รากที่อาศัยอยูในตำบล โดยเนนการจัดการศึกษาที่ยึดพื้นที่เปนฐานในการพัฒนา (Area – based Development) ใชหลักสูตรอาชีพเปนฐาน (Career – Based Education) ในหลักสูตร 5 กลุมอาชีพ ไดแก หลักสูตรกลุมอาชีพดานเกษตรกรรม ดานอุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม ดานพาณิชยกรรมและ บริการ ดานความคิดสรางสรรค และกลุมอาชีพเฉพาะทาง ใหไดรับการพัฒนาสมรรถนะและทักษะใน การประกอบอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขัน พัฒนา หลักสูตรอาชีพระยะส้ันที่เนน Up – Skill Re – Skill และ New – Skill ที่สอดคลองกับความตองการ ของผูเรยี น และกลุมอาชีพใหมทีรองรับ Disruptive Technology เพื่อการมีรายได มีคุณภาพชีวติ ท่ีดี
ตอยอดภูมิปญญาทองถิ่น สรางมูลคา เพิ่ม และพัฒนาสูวิสาหกิจชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑสินคาให มีคุณภาพมาตรฐาน เปนที่ยอมรับของตลาด มีการบูรณาการกับหนวยงานภาคีเครือขายใหเกิดการ รวมกลุมและจัดตั้งเปนวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มชองทางการประชาสัมพันธ และสนับสนุนใหเกิดชอง ทางการจำหนา ยผลติ ภัณฑในโครงการศนู ยฝ ก อาชพี ชมุ ชน ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบางไทร จัดทำโครงการ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ศูนยฝกอาชีพชุมชนหลักสูตรอาชีพเพอ่ื การมีงานทำ รูปแบบ กลุมสนใจ หลักสูตรตางๆ เพ่ือตอบสนองความตองการของประชาชนท่ีมาจากการทำแบบสำรวจความ ตองการและเวทีชาวบาน สงเสริมวิทยากรในทองถิ่นที่มีทักษะ มีความรู ความสามารถ มาถายทอด ความรูใหแกคนในชุมชน เพื่อใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจ ทักษะในการทำขนมอบชนิดตางๆ ได อยางถกู ตองตามขน้ั ตอน ผูเรียนสามารถนำความรไู ปใชในการประกอบอาชพี และสรางรายได 6. วตั ถุประสงค 6.1 เพอื่ ใหความรูเก่ยี วกบั การเปนวทิ ยากร แนวทางการพฒั นาศกั ยภาพตนเองทจี่ ำเปน ตอ การเปนวทิ ยากรมือ อาชพี ในการทำขนมอบ 6.2 เพ่ือเรียนรทู กั ษะ การใชอปุ กรณท ีจ่ ำเปนในการฝก อบรม การสือ่ สารทจ่ี ำเปน การเสริมสรางบคุ ลกิ ภาพที่ เหมาะสมในการเปน วทิ ยากรมอื อาชีพ ในการทำขนมอบ
7. วธิ ดี ำเนนิ การ 8. ตวั ชวี้ ัดความสำเรจ็ (เกณฑก ารประเมินผลสำเรจ็ ) 8.1 เพ่ือใหความรูเกยี่ วกับการเปนวิทยากร แนวทางการพัฒนาศกั ยภาพตนเองท่ีจำเปน ตอ การเปน วิทยากรมอื อาชีพ ในการทำขนมอบ 8.2 เพือ่ เรยี นรทู ักษะ การใชอปุ กรณท ่ีจำเปน ในการฝก อบรม การส่ือสารทจี่ ำเปน การเสรมิ สรา ง บคุ ลิกภาพท่ี เหมาะสมในการเปน วิทยากรมอื อาชพี ในการทำขนมอบ
9. เคร่ืองมอื การประเมนิ ผล - แบบประเมิน - การสังเกต 10. ผลการดำเนนิ งาน มกี ารใชพ ื้นทีแ่ ปลงตัวอยาง โคก หนอง นา โมเดล อยางมีประสิทธิภาพ เกดิ ความรวมมือระหวาง เกษตรกรและเครือขา ย ทำใหเ กษตรกรมคี ุณภาพชีวิตทีด่ ขี นึ้ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ มแปลงตวั อยาง โคก หนอง นา โมเดลไดร บั การอนุรกั ษแ ละฟน ฟู 11. บทสรปุ และการเผยแพร 11.1 ไดรบั การยอมรับจากประชาชนในพน้ื ท่ีและชุมชนใกลเคียง 11.2 มีการพฒั นาวธิ กี ารพูด การส่อื สารทส่ี อดคลอ งกบั เน้ือหามากยิง่ ขน้ึ อธิบายไดช ดั เจนขน้ึ 11.3 ไดเผยแพรโ ดยการ เปนวิทยากรใหแกหนวยงานตางๆ ออกบธู เมือ่ มีนกั ทองเทย่ี วมาเยี่ยมชม 11.4 มผี ลติ ภณั ฑขนมอบหลากหลายมากยงิ่ ขนึ้ 12. กลยุทธ หรอื ปจ จยั ที่ทำใหป ระสบความสำเรจ็ ปจ จยั ท่สี งผลตอ ความสำเรจ็ ของการดำเนนิ งาน 12.1 ครูผสู อน 12.2 ผูบริหาร 12.3 นโยบายและจุดเนนของ กศน. 12.4 วิทยากร 12.5 ทรพั ยากร 13. การอางอิง ขอมลู และแหลง ทีม่ า : โรงเรยี นวัดทา หนิ สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษษประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://www.skprivate.go.th/file_manager/view_pdf/?path=uploads/ebook/934a44b7f3993276 33e4c381fed645ee.pdf ขอมูลและแหลง ทมี่ า : ศนู ยถ า ยทอดเทคโนโลยกี ารสหกรณที่ 3 จังหวดั ชลบรุ ี สำนกั พัฒนาและถา ยทอด เทคโนโลยกี ารสหกรณ
ภาคผนวก
วิทยากร ความหมาย วทิ ยากร หมายถึง ผทู ี่มคี วามรูความสามารถในภาษาอังกฤษเรียกวทิ ยากรวา Resource Person วิทยากรมาจากวทิ ยาแปลวา ความรู กรแปลวา มือ หรอื ผถู อื วิทยากรกค็ ือผทู รงไวซงึ่ ความรคู วามสามารถ น่นั กค็ อื บุคคลท่เี ปน วิทยากรไดจ ะตองเปน ผูมีความรู และความสามรถในการทำใหผ อู น่ื มีความรู ความ เขา ใจในเร่อื งนน้ั ๆ ตามทต่ี นตอ งการ คุณสมบตั ิของวิทยากร คุณสมบตั ิพืน้ ฐานของวทิ ยากรมี ดังนี้ 1. มีความมุงมนั่ คนเราถามีใจอะไรๆ มนั กง็ าย เพราะใจมันรกั อยากทจ่ี ะทำ อยากท่ีจะเปน เจออุปสรรคปญหาก็ฟน ฝา ไปได แตถ าใจไม รักทำอะไรกไ็ มมีแววทีจ่ ะประสบความสำเร็จเพราะไมม ีใจ ดังน้ันประการแรกทา นตองมีใจรักการเปน วิทยากรเสยี กอน 2. ตอ งมีความรจู ริงในเรือ่ งทจ่ี ะถายทอดอยางชัดเจน การเปนวิทยากร เปนนกั พูดที่เกง นน้ั ตองมีความรเู ยอะ มีความรทู ีห่ ลากหลาย โดยเฉพาะเร่ืองทจี่ ะบรรยาย ตอ งรูช นิด ทะลปุ รุโปรง สามารถเขาใจเรอ่ื งที่จะถายทอดไดอ ยา งกระจางแจงชดั เจน สวนความรูอน่ื ๆ กต็ องมีรอบดาน ไมวา จะ เปน นิทาน เรื่องตลกขำขัน ความรรู อบตวั อ่ืน ๆ อีกมากมาย การเปน คนรักการเรียนรจู ะสามารถทำใหเ ราเปนวิทยากรท่ี เกง มีคาตัวแพงๆ ได เพราะวทิ ยากร คือ ผูถา ยทอดใหค วามรู 3. มีความคิดรเิ ร่มิ สรางสรรค ความคิดของคนเรามี ๒ ดา น ดา นหนึ่งบวก อีกดานหน่งึ ลบ การคิดลบ ทำใหจ ิตใจหดหู หอเหยี่ ว หมดความหวัง หมด กำลังใจ การคดิ บวกกอ ใหเกิดความหวัง พลังใจ มแี รงท่ีจะตอสูปญหาอปุ สรรค มคี วามคดิ สรางสรรค คดิ สิ่งแปลกๆ สง่ิ ใหมๆ ไดต ลอดเวลา คณุ สมบัติของผทู ต่ี อ งการฝก ฝนเปนวิทยากรในขอ นี้กค็ ือการคิดบวก มคี วามคิดริเรม่ิ สรางสรรค เพราะจะทำใหเ รามีอะไร แปลกๆ ใหมๆ ตลอดเวลา เวลาถายทอดใหค วามรู กจ็ ะเปน ความรทู ีด่ ี ๆ ความรูทส่ี รางสรรค ผูเขา สมั มนากจ็ ะไดแ นวความคดิ จากการฟงบรรยาย นำไปปฏบิ ตั ใิ หเ กดิ ประโยชน ทำใหผ ทู เ่ี ปนวทิ ยากรไดรบั การตอบ รบั มากยง่ิ ขึน้ ดังนั้นการ ฝก ฝนเกยี่ วกับความคิด สรา งสรรคก็เปนอกี ขอหนึ่งทวี่ ทิ ยากรพึงมี 4. มมี นษุ ยส ัมพนั ธด ี การเปนคนรา เรงิ ยม้ิ แยม แจม ใสเปนกนั เอง ทำใหม ีเสนห มแี ตค นอยากเขาใกล เปนคณุ สมบัติอีกขอ หนง่ึ ทค่ี วรมสี ำหรับ การเปน วิทยากร รอยยิ้มของวทิ ยากร จะทำใหผ ูเขาสัมมนา ฟงอยางตัง้ ใจ คงไมม ใี คร อยากฟง วทิ ยากรหนา บงึ้ หรือ หนาบอกบญุ ไมร ับ ฝก ยม้ิ เสยี แตวันน้เี พ่ือเปนวิทยากรท่ดี ใี นวนั หนา การพัฒนาทักษะการเปน วทิ ยากร
5. ชา งสงั เกต การพดู การถา ยทอดเนือ้ หาสาระ ตองหม่นั สังเกตผฟู งรสู ึกเชน ไร? การเรยี นรูภาษากาย มคี วามจำเปน อยางยง่ิ เพราะ จะทำใหเ ราสามารถรูไดว า ผูฟงตอบรับการพดู ของวิทยากรไดม ากนอยแคไ หน ดงั น้นั คุณสมบตั ขิ อ น้ีคอื ตองฝก เปน คน ชา งสังเกต 6. มไี หวพริบปฏิภาณ แกไขเหตกุ ารณเ ฉพาะหนา เกง คุณสมบตั ขิ อ นขี้ าดไมได ใครไมมคี ณุ สมบัติขอ นฝ้ี กฝนได เหตกุ ารณต าง ๆ ที่เกิดขึน้ บางครงั้ เกินความคาดหมาย การมี ไหวพริบปฏิภาณคดิ ไวทำไว แกไ ขเหตกุ ารณเฉพาะหนาได เปน คณุ สมบัติอกี ขอหนึง่ ของวิทยากรท่ีตอ งฝกฝน 7. มคี วามเชือ่ มั่นในตนเอง วทิ ยากรเปน ยง่ิ กวาผนู ำ ผูน ำนำคนอ่ืนได แตผนู ำอาจจะไมใชวทิ ยากรผนู ำมีความเชอ่ื มั่น วิทยากรจงึ ตอ งมคี วามเชื่อมัน่ มากกวา หากไมมีความเช่อื มนั่ ไมม ีความมน่ั ใจในเร่อื งที่บรรยายในเรื่องทีถ่ ายทอด แลว ใครจะเชอ่ื ความเช่ือม่ันจะแสดง ออกมาทางน้ำเสยี ง สหี นา แววตา ขอมลู คำพูด ทาทาง บุคลกิ ภาพ การพูดท่ีมหี ลกั การ การพดู ที่มีนำ้ เสียงทรงพลงั ชว ย เสริมสรางความเชอื่ มน่ั ใหเ กดิ ขนึ้ ได ความเชอื่ มน่ั ในตนเองเปน คุณสมบตั อิ กี ขอ หนง่ึ ทีค่ วรมกี ารฝกฝน 8. มีการวางแผนทด่ี ี นกั พูดท่ดี ี วิทยากรท่ีดีตองมีคณุ สมบัติเรอื่ งการวางแผน การวางแผนการพดู ใหไปตามลำดบั ขัน้ ตอน ถือเปนเร่ืองสำคัญ สำหรับการถายทอด เพราะจะทำใหผฟู งเขาใจเรอ่ื งท่ไี ดร ับการถา ยทอดอยางกระจา งแจงชดั เจน การขาดการวางแผน จะทำใหก ารพดู วกไปวนมา กระโดดไปกระโดดมาเหมอื นกระรอกกระแตตามตน ไม ทำใหเกิดการลมเหลวในการพดู ไม ประสบความสำเรจ็ ในการเปน วิทยากร ดังน้นั การวางแผนเปนคณุ สมบตั อิ ีกขอ หน่งึ ท่ีควรมีการฝก ฝน 9. มีความจรงิ ใจตัง้ ใจใหค วามรู คณุ สมบัตขิ อนเี้ ปนคณุ สมบตั พิ นื้ ฐานของการเปน วิทยากรมืออาชีพ ความจรงิ ใจต้งั ใจมากนอ ยแคไ หนสมั ผสั ไดไมยาก ระหวางวิทยากรกับผูฟ งการสัมมนา 10. มลี ลี าแบบฉบบั เปนของตัวเอง เวลาทำอาหารอาจจะไดย นิ คำพดู ทวี่ า “สตู รใครก็สตู รใครซ”ิ มีความหมายชัดเจนในตัวอยูแ ลว ลีลาแบบฉบบั ของนักพดู หรือวิทยากรทเี่ ปนตวั ของตัวเองจะทำให ผฟู งจำไดแ มนยำ โดดเดน เปน เอกลกั ษณ ดงั นั้นตองหาลลี าแบบฉบับท่เี ปน ตวั ของตวั เราเองลองคน หาซิวาตัวเรามลี ลี าแบบฉบบั เปนแบบไหน 11. ทำใหผูเขา สัมมนามสี วนรว มในการบรรยาย การพดู คือการสื่อสารระหวางผพู ดู กบั ผูฟง แตการบรรยาย คือการพดู ส่อื สารระหวางวิทยากรกับผูเ ขา สมั มนา หาก วทิ ยากรพูดไป ผูฟ งกเ็ งยี บ นานเขาบรรยากาศกจ็ ะกรอ ย สดุ ทา ยคนก็จะหายหมดท้ังหอง ดังนั้นการสรา งบรรยากาศให ผูฟ ง หรือ ผเู ขา สัมมนามสี ว นรว ม เปนคณุ สมบตั ขิ อ สำคญั ทตี่ องฝก ฝนอยา งหนกั เพราะการทำใหผ ูเ ขา สมั มนามสี วนรว ม เปนจดุ แจงเกิดของวทิ ยากรมืออาชีพ 12. บคุ ลิกภาพการแตง กายโดดเดน ดดู มี ีสงา วางตัวเหมาะสมเปนวทิ ยากร การพฒั นาทักษะการเปน วทิ ยากร
การแตงกายท่ีเหมาะสม บคุ ลกิ ภาพดูดี โดดเดน เปน ท่เี คารพเลือ่ มใสตอ ผพู บเหน็ ไมว าจะเปนบนเวทหี รอื อยูข า งลา งเวที นับวามคี วามสำคัญอยางยิง่ ดังน้นั คุณสมบตั ิขอนี้ก็ตอ งฝกฝนเชนกัน 2.3 1. มเี ทคนคิ ตาง ๆ เชน การบรรยาย การนำอภปิ ราย การสัมมนา กรณศี กึ ษา การจัดกจิ กรรม ฯลฯ เพอื่ ทำใหเ กิดความรู เขา ใจงา ย ไดส าระ 2. พูดเปน คอื พูดแลวทำใหผ ูฟงเขาใจตามทพ่ี ดู ไดอยางรวดเรว็ สามารถพูดเรือ่ งยาก ซบั ซอ นใหเ ขาใจงาย 3. ฟงเปน คอื ตัง้ ใจฟง ฟงใหตลอด ขณะทฟี่ งตองควบคุมอารมณ ขณะที่ฟง อยา คดิ คำตอบทันที และเทอ ฟง จงฟง เอา ความหมายมากกวาถอยคำ 4. นำเสนอเปนประเด็นและสรุปประเด็นใหชดั เจน 5. มอี ารมณข นั สรางบรรยากาศในการอบรมไดอ ยางเหมาะสม 6. มปี ระสทิ ธภิ าพในการอบรม สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีเขา กบั การปฏิบตั ิไดดี มองเห็นเปน รปู ธรรม 7. ใชภาษาพดู ไดด ี ใชภ าษางาย ๆ รจู กั เลอื กภาษาใหตรงกับเน้อื หาและตรงกับความตองการและพืน้ ฐานความรูของผูฟ ง นอกจากน้ียงั มขี อ เสนอแนะทสี่ ำคญั ในการเปน วิทยากรทค่ี วรเสนอไวเ พมิ่ เติมอีกดว ยวา วิทยากรทดี่ ีจะ 1. ตอ งมกี ิจกรรมมากกวา การบรรยาย 2. ตองมกี ารเตรียมตวั ที่ดี 3. ตอ งมสี ่อื ชว ยใหเกิดการเรียนรูไดด ี 4. ตองมกี ิจกรรมท่ีสอดคลองกบั เนอ้ื หา เวลา และตรงเวลา 5. ตอ งใหค นติดใจในการเรยี นรู มิใชติดใจในลลี าการแสดงเพราะวทิ ยากรไมใ ชน กั แสดง 6. ตอ งคำนึงอยตู ลอดเวลาวาวทิ ยากรมีหนา ที่ใหค วามรู จงึ ไมค วรอวดตน การพัฒนาทักษะการเปน วทิ ยากร
การออกแบบเน้ือหาทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ การออกแบบการสอน หมายถึง การวางแผนหารปู แบบการแกป ญหา ซงึ่ อาจมมี ากกวา หน่ึงรปู แบบ รปู แบบของการ แกปญหา หมายรวมถึงการวางแผนการสอนที่จะตองมกี จิ กรรม ส่ือการสอน แนวทางการดำเนินการเรียนการสอน การ ประเมนิ ผลทส่ี อดคลอ งกบั เนื้อหา จุดประสงค และรปู แบบของการแกปญหา ตองสรา งจากหลกั การท่จี ะเปน ไปได ประหยัดคาใชจาย และเวลา เหมาะสมกบั สถานการณ โดยคำนึงถึงปจ จยั ดานมนุษย และดา นท่ีเปน วัสดสุ ่งิ ของดว ย 3.1 การเตรียมการสอน 1) การสำรวจทรัพยากรและขอมลู ตาง ๆ เพ่ือจัดวางแผนการเรยี นการสอนใหมีประสทิ ธิภาพ ซง่ึ รวมไป ถึงการสำรวจ ปญหาทรัพยากร การวเิ คราะหผ ูเ รียน การวเิ คราะห และจัดลำดับเนือ้ หาสาระ เพอื่ ใหเกดิ การเรียนรู ตามลำดบั ขนั้ การ พจิ ารณาเลือกวิธีสอน หรือกิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่อื นำผูเ รยี นไปสวู ตั ถปุ ระสงคท ว่ี างไว การกำหนดสอ่ื การสอน การกำหนดแนวทางการประเมินผลวา ผูเรียนเกดิ การเรียนรูตามทค่ี าดหวังไวหรือไม และ รวบรวมขอ มลู ที่ไดเตรียมการ นัน้ บนั ทึกลงในแผนการสอน การบนั ทกึ แผนการสอนจะชว ยใหผ ูสอนไดม ีโอกาสทบทวนและปรบั ปรงุ วธิ กี ารตา ง ๆ ให เหมาะสมกับผเู รียนและสภาพแวดลอม 2) การกำหนดวตั ถปุ ระสงคการเรยี นการสอน เปนความคาดหวงั ของผสู อน ท่มี ีตอ ผเู รยี นวา เม่อื ผานการเรียนการสอน ในบทเรียนหนงึ่ ๆ ผูเรียนควรจะมพี ฤติกรรมการเรยี นรเู ปน อยางไร การกำหนดวัตถปุ ระสงค มี ความสำคญั ตอการ จดั การเรียนการสอนในการสอนแตล ะครง้ั ผสู อนควรกำหนดชดั เลยวา ตองการใหผเู รียนไดร บั อะไร และเกิดพฤตกิ รรม อยา งไร หลังจากจบบทเรียนแลว การกำหนดพฤตกิ รรมทคี่ าดหวงั ในตัวผูเรยี น จะเปน แนวทางในการกำหนดวิธีสอน วสั ดอุ ุปกรณ กิจกรรมการเรยี นการสอน ตลอดจนการประเมินผลทสี่ อดคลองกบั วัตถุประสงค จากลักษณะความสัมพันธ ดังกลาว จะเหน็ ไดว า การกำหนดวตั ถุประสงคการเรียนการสอนแตละครง้ั ควรใชว ตั ถปุ ระสงคเชงิ พฤตกิ รรมทร่ี ะบถุ งึ พฤตกิ รรมทคี่ าดหวงั เงือ่ นไข และเกณฑท ีช่ ดั เจน เพอื่ จะไดใชเปนแนวทางในการจัดการเรียนการสอนตอ ไปได 3) การวิเคราะหผ เู รยี น เพ่อื ใหทราบถึงความตองการ ความสนใจ ความสามารถในการเรียนรู ความรแู ละ ทกั ษะพืน้ ฐาน ทีม่ ีอยู นับวาเปน สว นสำคญั ของขน้ั เตรยี มการเรยี นการสอนที่เปน ระบบ ท้ังนเี้ พราะขอ มลู ตาง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ งกับผูเรยี น จะเปนประโยชนอ ยางยิ่งตอ การดาเนินการข้นั ตอ ๆ ไป เชน นำไป ก) กำหนดวตั ถปุ ระสงคก าร เรยี นการสอนที่ เหมาะสมกับความรูความสามารถของผเู รยี นข) กำหนดเนอื้ หาสาระทส่ี นองตอความสนใจของผูเรยี น และพอเหมาะกบั ความรูและทักษะพื้นฐานทผ่ี ูเรียนมีอยู เพื่อจะไดพ ัฒนาความรูตอ ไปได ค) กำหนดการ เรียนการสอนและกจิ กรรมที่ เหมาะสม กับลกั ษณะของผเู รยี น เปนตน การพฒั นาทกั ษะการเปนวิทยากร
ซึง่ การจดั การเรียนการสอนบางครั้ง เนอ้ื หาที่ไดรบั มอบหมายนัน้ ยากเกนิ กวาทผี่ ูสอนจะเริ่มสอนได อาจตอ งมกี าร ทบทวนหรอื สอนเนอื้ หาพื้นฐานกอ นที่จะสอนเนอื้ หาไดร ับมอบหมาย ดังน้ันกอ นดำเนินการจดั การเรียนการสอนจึงนยิ ม วิเคราะหงานการเรียนรู (task analysis)กอนเสมอ 3.2 การจัดลำดบั เนอื้ หา จดั เปน ขัน้ ตอนท่ีสำคญั ขน้ั ตอนหน่ึงในการเตรยี มการสอน เพ่ือใหผ เู รียนเกดิ การเรยี นรู ตามลำดับขนั้ โดยการพจิ ารณาเน้อื หาสาระที่กำหนดไวใ นหลักสูตร 3.3 การเขียนแผนการสอน เม่อื ไดศึกษาปญ หา สำรวจทรพั ยากร วิเคราะหผ ูเรียนเพื่อใหไ ดข อ มูลในการ จดั การเรียน การสอน กำหนดวตั ถปุ ระสงคการเรยี นการสอน วเิ คราะหและจดั ลำดบั เน้อื หา กำหนดกจิ กรรมและวธิ สี อน กำหนดสื่อ การเรียนการสอน วเิ คราะหแ ละประเมินผล ซงึ่ เปนการวางแผนการเรยี นการสอนแลว เพื่อใหเห็นแนวทางการเรียนการ สอนท่เี ดน ชดั จงึ ควรนำขอ มลู ซง่ึ เตรยี มการดงั กลาวนัน้ มาบันทกึ ลงไวเรยี กบันทึกนน้ั วา “แผนการสอน” การกำหนดวิธีสอนและกิจกรรม เพือ่ เตรยี มการในการจัดประสบการณการเรียนรใู หแ กผูเรยี นในอนั ท่ีจะนำผูเรยี นไปสู วตั ถุประสงคท ีว่ างไว การกำหนดวิธสี อนและกจิ กรรมจงึ เปน สว นทส่ี ำคญั สวนหนง่ึ ของการ เตรยี มการเรยี นการสอนให เปนระบบแนวทางในการเลือกวิธีสอนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนพจิ ารณาจาก วัตถุประสงคการเรียนการสอน ความรูพ ้นื ฐานของผูเรียน ความสนใจของกลมุ ผูเรียน จำนวนผูเรียน ระยะเวลาและเนอื้ หาสาระ การพฒั นาทกั ษะการ เปน วิทยากร 4. การใชส ่อื และอุปกรณก ารฝก อบรม การใชสอ่ื การสอนตอ งมีการวางแผน โดยในขัน้ ของการวางแผนคอื การ พจิ ารณาวาจะเลือกใช ส่ือใด ในการเรยี นการ สอน ในการใชสื่อในการเรียนการสอนการวางแผนการใชส อ่ื นับเปนขัน้ ตอนแรก และเปนขน้ั ตอนท่ีมคี วามสำคญั มาก ผูใ ชส ื่อการสอนควรเลือกใชส อื่ การสอน โดยพิจารณาจากปจ จัยท่เี กีย่ วขอ งใหครบถวน หากการวางแผนผดิ พลาด กจ็ ะ ทำใหการใชส่ือการสอน ลม เหลวต้งั แตย งั ไมไ ดป ฏิบตั กิ ารใชส อื่ การสอนเลย 4.1 การเตรียมการใชส่ือ เม่อื ไดว างแผนเลอื กใชส อื่ การสอนแลว ข้ันตอ มาคอื การเตรียมการสิง่ ตาง ๆ เพือ่ ใหก ารใชส่ือการสอนเปน ไปอยา งมี ประสิทธิภาพ และตรงตามวตั ถุประสงค กอนใชสอ่ื การสอน ผูใชควรเตรยี มความพรอมดังนี้ ๑. การเตรียมความพรอ ม ของผูส อน เพือ่ ใหภ าพของผสู อนในการใชส ือ่ การสอนเปน ไปอยา งดีและราบรนื่ เปน ที่ประทบั ใจตอ ผเู รียนและสำคญั ที่สดุ คือ การสรางความมน่ั ใจใหแ กผ ูสอน ดงั น้ันผูสอนควรมกี ารเตรยี มพรอ มในการใชส อื่ การสอน เชน การเตรียมบท บรรยายประกอบสอ่ื การจดั ลำดบั การใชสอ่ื การตรวจเช็คสภาพหรอื ทดลองสื่อกอ นการใชงานจรงิ ๒. การเตรียมความ พรอ มใหผเู รยี นกอ นใชส อ่ื การสอนผูสอนควรทำความเขา ใจกับผูเ รยี นถึงกิจกรรมการเรยี น และลกั ษณะการใชสอ่ื การ สอน ทั้งนเ้ี พอื่ ใหผเู รียนทราบบทบาทของตน และเตรยี มตวั ที่จะมีสวนรว มกับกิจกรรม หรอื ตอบสนองตอสื่อ ๓. การ เตรยี มความพรอ มของสื่อและอปุ กรณหรอื เครอื่ งมือท่ใี ชรว มกนั สื่อการสอนบางอยางตองใชรว มกับอปุ กรณหรอื เครอ่ื งมืออ่ืนดวย ดังนนั้ ผูใชส ่ือควรทดสอบการใชสอ่ื กอ นใชงานจริง เชน การตรวจสอบแหลงจา ยกระแสไฟฟา การ ตรวจสอบการเสยี บปลั๊กหรือสายไฟตาง ๆ เปนตน ๔. การเตรียมความพรอมของสภาพแวดลอ มและหอ งสอน ส่อื แตละ อยา งเหมาะสมที่จะใชกบั สภาพหอ ง หรือสภาพแวดลอ มท่ีแตกตางกันไป เชน ขนาดของหองเรยี นควรเหมาะสมกบั สื่อที่ ใช สภาพของแสงหรอื เสยี งกค็ วรจดั ใหเหมาะสมเชนกนั
4.2 การนำเสนอ (Presentation) ในชวงการนำเสนอเน้อื หาบทเรียน อาจแบง ชวงเวลาออกไดเปน 3 ชว ง ไดแก 1. ชวงนำเขาสูบ ทเรียน การใชส่อื การสอนชวงนำเขาสูบทเรียน เปนการใชสือ่ เพือ่ เตรยี มความพรอมใหก ับผเู รยี นในการ ทีจ่ ะเร่มิ ตน เรียน และเพอ่ื สรา งความนาสนใจใหแกบ ทเรียน 2. ชว งสอนเน้ือหาบทเรยี น การใชส อ่ื การสอนในชว งสอน เนอื้ หาบทเรียน เปนการใชส อ่ื เพื่อถายทอดสาระความรู หรอื เนอื้ หาบทเรยี น ใหแ กผ เู รยี น เพ่ือสรางใหผูเรียนเกิดการ เรียนรูอยางถกู ตอ งและครบถว นตามวตั ถุประสงคของหลักสตู ร 3. ชวงสรปุ บทเรยี น ในชวงสดุ ทายของการสอน ควรมี การใชสอ่ื การสอนเพ่อื สรุปเนอ้ื หาที่สำคญั การพัฒนาทกั ษะการเปนวิทยากร ของบทเรียน เพือ่ ชวยผเู รยี นในการ สรปุ สาระท่ีควรจำ หรอื เพอ่ื ชวยโยงไปสูเนอื้ หาในบทตอไป นอกจากการใชส อ่ื การสอนใหต รงตามวัตถุประสงคข องชวงการ นำเสนอแลวในขณะท่ีใชสือ่ ยังมีหลกั การทค่ี วรปฏบิ ัติดงั นี้ 1. ใชส อ่ื การสอนตามลำดบั ที่วางแผนไว หากพบปญ หาเฉพาะ หนาควรแกไ ขลำดบั การนำเสนอในภาพรวมใหม ีการ เปลยี่ นแปลงนอ ยท่ีสุด 2. ควบคมุ เวลาการใชสอ่ื ใหเปนไปตามแผน ทว่ี างอยา งไวอยางดแี ลว คอื ใชเ วลาใหเ หมาะสมกับเน้อื หา ไมน ำเสนอ เรว็ หรอื ชาเกนิ ไป 3. ไมค วรใหผ เู รียนเห็นสือ่ กอ น การใช เพราะอาจทำใหผ เู รยี นหมดความตนื่ เตน หรอื หมดความนา สนใจ หรอื ไมควร นำเสนอสอ่ื หลาย ๆ อยางในเวลา เดยี วกัน เพราะสื่อหน่งึ อาจแยง ความสนใจจากอีกส่ือหน่ึง หรืออาจทำใหผ ูเ รยี นสับสน หรืออาจมปี ญ หาในเรื่องการรบั รู ของผูเรียนท่ีไมส ามารถรบั รูไดพรอมๆ กนั 4. ทำกิจกรรมตา ง ๆ ประกอบการใชส่ือการสอนตามขนั้ ตอนท่วี างแผนไว เชน การระดมสมอง การตัง้ คำถาม การอภปิ ราย เปนตน 5. การนำเสนอควรมจี ุดเนน และอธบิ ายรายละเอียดในสว นท่ี สำคญั ในขณะนำเสนอ โดยเฉพาะจุดท่ผี ูเรยี นไมเขา ใจ และสบั สน 6. การนำเสนอดว ยสอ่ื ควรออกแบบใหผเู รียนมี ปฏสิ ัมพนั ธกับการนำเสนอ โดยเฉพาะอยางยิง่ ปฏิสมั พันธดา นการใช ความคดิ ผูเ รียนควรมโี อกาสมีสว นรว มกับกิจกรรม หรือการใชส ื่ออยา งทว่ั ถงึ การพัฒนาทักษะการเปน วทิ ยากร 5 แนวทางการพัฒนาวิทยากร 5.1 ทฤษฎกี ารพูด ทฤษฎีการพูดมอี ยหู ลายทฤษฎีดว ยกนั แตทน่ี าสนใจไดแก ทฤษฎี 3 สบาย ของ รอ. ดร. จติ รจำนงค สภุ าพ ซ่ึงผูเสนอ ทฤษฎีไดใหข อ สรุปของทฤษฎี 3 สบาย (The Theory Of Three Pleasant Speech) หมายถงึ การพูดทฟี่ ง สบายหู ดู สบายตา พาสบายใจ ฟง สบายหู ไดแ กการพดู ดว ยวจสี ุจรติ รจู ักการใชถ อ ยคำภาษาท่ีถกู ตอ งรจู ักใชเ สียงและการพดุ ทีม่ ีจงั หวะถูกตอ ง เหมาะสม ดูสบาย ไดแ กบุคลกิ ภาพมาตรฐานเบือ้ งตน ศิลปะการแสดง การพูดเบื้องตน การแสดงทา ทางประกอบดี พาสบายใจ ไดแกการเลือกเรอื่ งดี การเตรยี มการพูดท่ีดี การจดั ลำดบั ความคิด การสรา งโครงเร่อื งดี การพดู ทีฟ่ งสบายหู ดสู บายตา และพาสบายใจนเ้ี จา ของทฤษฎไี ดเ สนอไวด ว ยวาผพู ดู จะจอ งพดู จากหัวใจทง้ั สหี่ องคือ พดู จากใจ คือการแสดงออกมาจากความจรงิ ใจไมเสแสรง มคี วามมั่นใจ แนใ จในตวั ผูฟงทีข่ น้ึ ใจ คอื เขา ใจเร่อื งทพี่ ดู แยา งกระจางแจง ถกู ตอ งไมโมเมยกเมฆหรอื เดาดวยความตงั้ ใจ คือมีความอยากจะพุดกระตือรอื รน กระฉับกระเฉงไมเ ฉ่ือย ชา หรอื แสดงอาการลักษณะเบ่ือเซ็งจนสดุ ใจ คือเปรียบเสมอื นการสวมวิญญาณ ลงไปในคำพูดแตล ะคำอยางมชี วี ิตชีวา มีความรสู ึกเหมอื นกับตัวเองอยใู นสถานการณน น้ั จริง ๆ
จงึ เหน็ ดวยเปนอยา งยิง่ วาทสี่ ุดของการพูดทุกครัง้ ควรจะใชทฤษฎี 3 สบาย ประกอบการพูดใหมากทส่ี ุดและควรจะยึด บนั ได 13 ข้นั ท่ีนำไปสคู วามสำเร็จในการพดู ตามท่เี จาของทฤษฎเี สนอแนะไวดังนค้ี ือ 1. เตรยี มใหพ รอม 2. ซักซอ มใหดี 3. ทาทใี หสงา 4. หนาตาใหสขุ มุ 5. ทกั ทปี่ ระชมุ ไมวกวน 6. เรม่ิ ตน ใหโ นม นา ว 7. เร่อื งราวกระชับ 8. ตาจับทีผ่ ฟู ง 9. เสยี งดังใหพอดี 10. อยา ใหม เี ออ อา 11.ดเู วลาใหพ อครบ การพฒั นาทักษะการเปน วิทยากร 12. สรุปจบใหจ บั ใจ 13. ยมิ้ แยม แจม ใสราเริง 5.2 แนวทางการพัฒนาวิทยากร 1. บุคลิกภาพของวิทยากรมคี วามสำคญั ในการปรากฏกายตอหนา ท่ชี ุมชน ซึ่งบุคลกิ ภาพในที่น้คี งรวมไปถงึ บุคลกิ ภาพ ภายในและบคุ ลกิ ภาพภายนอก บุคลิกภาพภายในเชน ความเชอ่ื มั่นในตนเอง ความกระตือรอื รน ความจำ อารมณข นั ความคิดรเิ ร่ิม ปฏภิ าณไหวพรบิ ฯลฯ บุคลกิ ภาพภายนอกเชน การแตง กาย รูปรางหนาตา กริยาทา ทาง คำพดู น้ำเสียง ภาษาทใ่ี ช ฯลฯ 2. ตอ งมีใจรัก หากวาไมมีใจรกั ในงานดา นบรรยายหรอื งานดา นการพูด ก็คงประสบความสำเรจ็ ไดยาก แตถาหากมใี จรกั เม่ือพบอปุ สรรคกส็ ามารถฝา ฟนไปได 3. หาเวทีแสดง การทีจ่ ะเปน วิทยากรทป่ี ระสบความสำเรจ็ เราคงตอ งหาเวทแี สดง งานวทิ ยากรกเ็ ปนงานทเี่ กีย่ วกับการ พูดตอหนา ท่ีชุมชนดานหนงึ่ ฉะนน้ั ถา อยากพูดตอ หนา ที่ชุมชนใหเกง ก็คงตองหาเวทีในการฝก เชน กนั หากอยากเปน วิทยากรที่ประสบความสำเร็จ เราก็ตองแสวงหาเวทีในการฝกเชนกัน 4. พฒั นาตนเองใหม ีความเกงหลายๆดาน เชน การใชเคร่ืองมอื ท่ีทนั สมยั ในการนำเสนอการบรรยายเราก็คงตอ งเรียนรู วธิ ีการใชเ ชน iPad หรอื โปรแกรมคอมพิวเตอรใ หมๆ , ฝก รอ งเพลงประกอบการอบรม ,ฝกการพูดตอ หนา ที่ชุมชน , ฝก การเลาเร่อื งใหสนกุ , ฝก การเลน เกมสเ พื่อการศึกษา ฯลฯ 5. เปนนักสะสม จดจำ หาแบบอยา งใหม าก ๆ การวิทยากรทด่ี ี เราควรเขารบั การอบรมบอ ย ๆ อบรมเพอื่ หาแบบอยา ง อบรมเพอื่ สะสมองคค วามรู อบรบเพอ่ื จดจำในสง่ิ ท่ดี ี เพื่อในวนั ขางหนาเราจะไดน ำมาประยุกตใ ชในเวทที ีเ่ ราเปน วทิ ยากรในอนาคต 6. ตอ งไมลมเลกิ กอนเวลาอนั ควร การทำงานทุกอยา งใหประสบความสำเรจ็ จะตอ งใชเวลา ใชค วามอดทน ใชความ พยายาม ทุกคนสามารถเปนวิทยากรทีป่ ระสบความสำเร็จได หากแตท กุ คนจะตอ งไมล มเลกิ กอนเวลาอันควร คนท่ี ลมเหลว กค็ อื คนทีเ่ ลิกกอนทจี่ ะประสบความสำเร็จ การเปน วทิ ยากรก็เชนกัน ไมม ใี ครประสบความสำเรจ็ แค 1-2 เวที
แตว ิทยากรทีป่ ระสบความสำเรจ็ ยอ มเคยผา นเวทีเปน จำนวนมาก บางเวทีก็ลมเหลว บางเวทีก็ประสบความสำเร็จ แต หากวา เวทไี หนท่เี ขาลมเหลว วทิ ยากรที่ประสบความสำเรจ็ เขาจะไมย อมลม เลิกนั้นเอง เขาจึงเปนวิทยากรทป่ี ระสบ ความสำเรจ็ ในท่สี ดุ ทง้ั 6 ขอขา งตน คอื บุคลิกภาพ ตอ งมีใจรัก หาเวทแี สดง พฒั นาตนเองใหเกง หลายดา น เปนนักสะสม จดจำ หา แบบอยางใหม าก ๆ และตองไมลมเลิกกอ นเวลาอันควร เปนเสนทางเดินท่ีจะนำพาทา นไปสูการเปน วทิ ยากรทีป่ ระสบ ความสำเร็จ บทสรปุ การพัฒนาทักษะการเปน วิทยากร การพดู เปน ทงั้ ศาสตรและศลิ ป มนษุ ยเกือบทุกคนพูดไดตัง้ แตว ยั เด็กและมี การพัฒนาการใชภ าษาเพือ่ การส่อื สารมาโดยตลอด แตม ิไดหมายความวามนษุ ยท กุ คนจะพูดเปน จงึ มีคำพังเพยทว่ี า “ คารมเปนตอ รูปหลอ เปนรอง ” การเปนวทิ ยากรท่ดี ตี องประกอบดว ยบคุ ลกิ ภาพและคณุ สมบัตหิ ลายประการ รวมถงึ การใชพ ลังทั้งหมดประสานกัน ระหวางกายกบั จิต ปฏภิ าณไหวพริบ ถา ยทอดออกสผู ูฟง โดยใช พลงั จติ ภาษาพูด ภาษา ทา ทาง ทไี่ ดร ับการเตรยี มการ ฝกฝนมาอยา งดยี อ มจะกอ ใหเกิดการประสบความสำเร็จสงู พูดดี มีสาระ นา ศรทั ธา คดิ ใหร อบคอบ ชอบดว ยใจความ งดงามดวยถอยคำ จดจำดวยสาระ เสริมทักษะดวยคารม ประสมดวยตัวอยาง กระจา งดว ยเหตุผล แยบยลดวยกลวิธี มมี นษุ ยสมั พันธ พดู จบแลวนน้ั ประทับใจ .................................................
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: