Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore นิเวศวิทยาวัฒนธรรม

นิเวศวิทยาวัฒนธรรม

Published by วนิดา สกุลเตียว, 2021-10-07 10:38:01

Description: นิเวศวิทยาวัฒนธรรม

Search

Read the Text Version

ว า ร ส า ร วิ ช า ก า ร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นเิ วศวทิ ยาวัฒนธรรม : กญุ แจส่กู ารพฒั นาที่ย่งั ยนื Cultural Ecology: A Key to Sustainable Development อนกุ ูล ตันสุพล การวางแผนภาคและเมอื งมหาบัณฑิต (ผ.ม.), อาจารย์ ภาควชิ าภมู ิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี Journal of Humannities and Social Sciences

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นเิ วศวทิ ยาวัฒนธรรม : กญุ แจสู่การพฒั นาที่ยัง่ ยนื Abstract This article aims to present the perspective of sustainable development, the level of sustainable development, the fundamental factors of sustainability concept, and the use of culture as a component of sustainable development. Also, this study aims to propose guidelines for sustainable development based on the concept of cultural ecology. The documents research methodology was used in this study by collecting, analyzing, and synthesizing information in relation to the factors of sustainable development, models of sustainability, the level of sustainable development, and the gap of sustainable development. The study found that the definition of sustainable development is fundamentaly based on a sustainable relationship between three factors: social factor, economic factor, and environmental factor. Usually, sustainable development is considered after the emergence of environmental problems from economic development based on the concept of capitalism. Therefore, it is believed that if these kinds of problems are solved, the sustainability wil be created. However, humans who are the key factor of the problems haven’t changed their mindset and taken action seriously. Therefore, culture which is another essential factor relating to human should also be taken into consideration. Indeed, it is also necessary to consider 194

วารสารวิชาการ the environment which can be used to define the space due to the fact that humans attach to area. Consequently, the cultural ecology was proposed as guidelines for sustainable development since it focuses on cultural system as wel as local ecological system, especialy ecological system and local wisdom which humans use to adjust themselves to different unique areas. Keywords : Cultural Ecology, Sustainability, Sustainable Development ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 195

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นเิ วศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจส่กู ารพฒั นาทีย่ ั่งยนื บ ท คั ด ย่ อ บทความนมี้ จี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื นำ� เสนอมมุ มองของการพฒั นา ที่ยั่งยืน ระดับของการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจัยพื้นฐานของความ ยั่งยนื แนวคิดการนำ� วัฒนธรรมเข้ามาเปน็ องค์ประกอบหนง่ึ ของ การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการน�ำเสนอแนวทางในการพัฒนาท่ี ยงั่ ยืนโดยใช้แนวคิดนิเวศวฒั นธรรมเปน็ พื้นฐานของการพัฒนา การศึกษาคร้ังน้ีได้ใช้วิธีการวิจัยจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับปัจจัยของการพัฒนาที่ยั่งยืน รูปแบบของความย่ังยืนใน ระดับของการพัฒนาท่ีย่ังยืน ช่องว่างของการพัฒนาที่ย่ังยืน โดยผลการศึกษาพบว่าพื้นฐานของแนวคิดการพัฒนาท่ีย่ังยืนจะ ข้ึนอยู่กับความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง 3 ปจั จยั คอื สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยการพิจารณาถึงความย่ังยืนมักมีท่ีมาจาก ปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มซงึ่ เปน็ ผลจากการพฒั นาเศรษฐกจิ ตามแนวคดิ ทุนนิยม ดังนัน้ การพัฒนาที่ย่ังยนื จงึ มีมมุ มองในการแก้ปัญหาท่ี เกดิ ขน้ึ เชอื่ วา่ เมอ่ื แกป้ ญั หาไดก้ ส็ ามารถนำ� ไปสคู่ วามยง่ั ยนื ได้ แต่ มนษุ ยท์ เ่ี ปน็ สาเหตหุ ลกั ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ปญั หากลบั ไมม่ กี ารดำ� เนนิ การ อย่างจรงิ จงั เชน่ การเปล่ยี นวธิ ีคดิ การปรับเปล่ยี นการปฏบิ ัติ กย็ ากทจี่ ะใหก้ ลไกของการพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื เกดิ ขนึ้ ดงั นนั้ ควรท่ี จะย้อนมองกลับมาท่ีวัฒนธรรมซึ่งเป็นปัจจัยท่ีส�ำคัญท่ีผูกติด อยู่กับมนุษย์นอกเหนือไปจากการพิจารณาด้านเศรษฐกิจ และ สง่ิ แวดลอ้ ม อยา่ งไรกต็ ามการพฒั นาอย่างยั่งยนื ทีเ่ ป็นอยขู่ ณะน้ี มสี ่วนที่เก่ียวข้องกับปจั จัยด้านวัฒนธรรมนอ้ ยมาก ดังนนั้ จึงควร ผสานวัฒนธรรมท่ีเป็นกรอบท่ีดีส�ำหรับการด�ำรงชีวิตเข้าไปสู่ การพัฒนาอย่างย่ังยืน และสามารถน�ำไปสู่สังคมท่ียั่งยืนท่ีอยู่ บนพนื้ ฐานของทนุ ทางวฒั นธรรมทมี่ อี ยใู่ นแตล่ ะทอ้ งถนิ่ เปน็ หลกั 196

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 ถงึ แมว้ า่ ไดน้ ำ� วฒั นธรรมเขา้ มาเปน็ สว่ นประกอบของความยงั่ ยนื แล้วกลับพบว่ายงั ไม่คลอบคลุมเน่ืองจากวฒั นธรรมยึดโยงอยู่กบั คน และในขณะที่คนผกู ติดอยู่กบั พน้ื ที่ ดังน้นั จึงจำ� เปน็ ทีจ่ ะต้อง พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่ก�ำหนดความเป็นพื้นท่ี น่ันคือ แนวทางหนงึ่ ทมี่ ติ ขิ องการพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื ควรดำ� เนนิ ไป ไดแ้ ก่ แนวทางการพัฒนาท่ีอยู่บนพ้ืนฐานของนิเวศวิทยาวัฒนธรรม ซ่ึงได้ให้ความส�ำคัญกับระบบวัฒนธรรมควบคู่ไปกับระบบนิเวศ ของพนื้ ที่ โดยมงุ่ เนน้ ทร่ี ะบบนเิ วศ และภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ทมี่ นษุ ย์ ใช้ในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมท่ีเป็นเอกลักษณ์และ แตกต่างกันในแต่ละพ้ืนที่ นั่นคือการอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อม ดังน้ันการพัฒนาที่ยั่งยืนควรอยู่บนพื้นฐานของระบบนิเวศ วฒั นธรรมแตล่ ะท้องถ่ินเพอ่ื น�ำไปส่กู ารพัฒนาที่ยงั ยนื ได้ ค�ำสำ� คญั : นเิ วศวฒั นธรรม ความยง่ั ยนื การพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื 197

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวทิ ยาวฒั นธรรม : กญุ แจสกู่ ารพฒั นาทย่ี ่งั ยืน บทนำ� มิติของการพัฒนาท่ีย่ังยืน (Dimension of Sustainability) มีการ กลา่ วถงึ กนั มาอยา่ งยาวนาน ตา่ งมกี ารตง้ั คำ� ถามถงึ วธิ กี าร(Methodology) หรือกระบวนการ (Process) ท่ีน�ำมาซึ่งความยั่งยืน แต่ค�ำถามท่ีถามถึง ต้นเหตุท่ีแท้จริง อะไรท่ีท�ำให้เราขวนขวายหาทางไปสู่ความยั่งยืน และ ค�ำถามถึงความยั่งยืนในมุมมองที่ต่างกันท�ำให้มีค�ำถามเกิดขึ้นว่า ความยงั่ ยนื วดั ผลจากอะไร และอะไรทยี่ ง่ั ยนื สามารถมรี ะดบั (degree) ของความย่ังยืนหรือไม่ ส่ิงเหล่านี้ คือค�ำถามที่น่าสนใจว่าความยั่งยืน ทเ่ี ราคน้ หาเปน็ ความยง่ั ยนื จากมมุ มองของใคร เปน็ ความยง่ั ยนื ทเ่ี กดิ ขนึ้ จากภายในเอง หรอื วา่ ถกู กำ� หนดใหเ้ ปน็ ความยงั่ ยนื ทน่ี ยิ ามจากภายนอก ที่มีพ้ืนฐานแนวคิดของความย่ังยืนท่ีมองถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพื้นฐานของ การพิจารณาความย่ังยืนจากปัญหาส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นผลมาจาก การพัฒนาตามแนวคิดทุนนิยม (Capitalism) ดังน้ันการแก้ไขปัญหา จงึ มองทป่ี ลายเหตุ ทำ� ใหค้ วามยงั่ ยนื มมี มุ มองไปทกี่ ารแกป้ ญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ส่วนเหตุที่ท�ำให้เกิดข้ึนมาจากสาเหตุหลักที่ส�ำคัญ คือ ทุกส่ิงล้วนแต่ มนุษย์เป็นผู้กระท�ำกลับมีการปฏิบัติอย่างจริงจังน้อยมากเพื่อให้มนุษย์ เปล่ียนวิธีคิด หรือวิธีปฏิบัติ (Shift & Change) เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ท่ีเกิดข้ึนในแต่ละบุคคลก่อนเป็นล�ำดับแรก น่ันคือการแก้ท่ีต้นเหตุ ถา้ มนษุ ยไ์ มเ่ ปลยี่ นวธิ คี ดิ และปรบั เปลยี่ นการปฏบิ ตั ิ กย็ ากทจี่ ะใหก้ ลไก ของความย่ังยืนเกิดขึ้นได้จริง หรือเกิดความย่ังยืนเฉพาะส่วนเท่าน้ัน ดังน้ันควรมีการย้อนกลับไปมองที่วัฒนธรรมที่เป็นปัจจัยที่ก�ำกับมนุษย์ ได้มีอะไรท่ีเปลี่ยนแปลงไปสู่ความไม่ยั่งยืนหรือไม่ นอกเหนือจากที่มอง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และเมื่อย้อนกลับไปพิจารณาจาก 198

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 องค์ประกอบโดยทั่วไปของความยั่งยืนกลับมีส่วนที่เก่ียวกับปัจจัยทาง ด้านวัฒนธรรมน้อยมาก (Kurt, 2004 อ้างถึงใน Duxbury & Gillette, 2007) ดังนั้นเราควรน�ำประเด็นทางวัฒนธรรมมาพิจารณาร่วมด้วย (Sustainability by incorporating culture) เพือ่ ให้วัฒนธรรมทีเ่ คยเปน็ กรอบท่ีดีในการด�ำรงชีวิตของมนุษย์ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไข ปญั หาของความไมย่ ง่ั ยนื และสามารถนำ� ไปสสู่ งั คมทยี่ งั่ ยนื (Sustainable Society) ได้โดยมีรากฐานต้นทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ทย่ี ง่ั ยนื เปน็ ตน้ ทนุ ทสี่ ำ� คญั ในการพฒั นาไมน่ อ้ ยไปกวา่ ตน้ ทนุ ทางเศรษฐกจิ หรอื ตน้ ทนุ ทางสงิ่ แวดลอ้ ม เหตุและผลของการพฒั นา การเปลี่ยนแปลงครั้งส�ำคัญของประวัติศาสตร์โลก คือ การปฏิวัติ วทิ ยาศาสตรใ์ นครสิ ตศ์ ตวรรษที่15 การสำ� รวจและสรา้ งอาณานคิ มในยคุ คริสต์ศตวรรษที่ 16-17 และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษ ท่ี 18 ซ่ึงล้วนแลว้ แตส่ ง่ ผลกระทบต่อแบบแผนการคิด ค่านิยม ทศั นคติ และท่าทีการปฏิบัติต่อธรรมชาติของมนุษย์ทั้งสิ้น การเปล่ียนแปลงท่ี เกดิ ขึ้นสง่ ผลก่อใหเ้ กดิ ความมัง่ คัง่ ที่เพิม่ พนู ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ ท�ำใหต้ อ้ งมี การสรา้ งองคค์ วามรเู้ พอ่ื อธบิ ายปรากฏการณท์ เี่ กดิ ขน้ึ นซี้ งึ่ กอ่ ใหเ้ กดิ วชิ า เศรษฐศาสตร์ และพัฒนาไปสู่แนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมซึ่งเป็นรากฐาน ของทนุ นยิ มในปจั จุบัน ทสี่ นับสนนุ การเตบิ โตและการสะสมความมัง่ ค่งั อย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่ค�ำนึงถึงจริยธรรม และกระบวนการโลกาภิวัตน์ท่ี ยืนอยู่บนรากฐานการพัฒนาในระบบทุนนิยม และส่งเสริมการบริโภค อยา่ งไมย่ ง้ั คดิ จนถอื วา่ เปน็ เงอื่ นไขทเี่ ปน็ สาระสำ� คญั ของการเตบิ โตทาง เศรษฐกจิ (อนชุ อาภาภริ ม, 2545) นน่ั คอื มนษุ ยเ์ รมิ่ ถอยหา่ งออกไปจาก 199

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นเิ วศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจส่กู ารพฒั นาทีย่ ง่ั ยืน โลกแห่งคุณธรรมที่ยืนอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมมากขึ้นนับต้ังแต่ กา้ วเขา้ สโู่ ลกแหง่ การบรโิ ภคในยคุ แหง่ ทนุ นยิ ม และเหน็ ไดว้ า่ ตน้ ทางของ การพัฒนาท่ีก�ำเนิดข้ึนในประเทศตะวันตกได้พัฒนาและถ่ายทอด ความคิด การปฏิบัติมายังโลกตะวันออก และในท่ีสุดขยายไปทั่วโลก แต่จากการพัฒนาดังกล่าวอาจจะขาดจิตส�ำนึกในเร่ืองคุณธรรม และ จรยิ ธรรม จงึ ถกู ตราวา่ “ขาดโฉมหนา้ ทเี่ ปน็ มนษุ ย”์ (อนชุ อาภาภริ ม,2545) วฒั นธรรมทด่ี งี ามทผี่ กู ยดึ โยงอยกู่ บั มนษุ ยท์ ป่ี ฏบิ ตั ิ ถา่ ยทอด และพฒั นา จากรุ่นสู่รุ่นถูกละเลย และเปล่ียนแปลงไป เมื่อมนุษย์ขาดจิตส�ำนึก ทางวัฒนธรรมท�ำให้มนุษย์สามารถเปลี่ยนทุกส่ิงไปสู่ส่ิงท่ีแย่ลง ท้ัง สภาพแวดลอ้ ม สงั คม รวมทงั้ คณุ ภาพชวี ติ การพฒั นาดงั กลา่ วมไิ ดจ้ ำ� กดั อยู่แต่เฉพาะตะวันตกเท่านั้น แต่การพัฒนาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ภายหลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ทศวรรษท่ี 1960 เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา (K.H.Segschneider, 2002) โดยมีการ แพร่กระจายแนวคิดการพัฒนาท้ังในรูปแบบทฤษฎี และเงินช่วยเหลือ ผา่ นธนาคารโลก กองทนุ การเงนิ ระหวา่ งประเทศ โดยแนวคดิ หรอื ทฤษฎี ท่ีมีผลต่อโลกมากท่ีสุด คือ เสรีนิยม (ทุนนิยม) และโลกาภิวัตน์ โดย ถ้าประเทศไหนไม่อยากถูกตราว่าล้าหลังก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเหมือน ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งการเปิดเสรีการเงิน การค้า การลงทุน และ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ผลที่ตามมาคือ ปัญหาวิกฤตทางการเงิน วิกฤต ทางเศรษฐกจิ ไดเ้ กดิ กบั ประเทศทเี่ ดนิ ตามรอยทนุ นยิ ม จงึ เปน็ ทนี่ า่ สนใจ วา่ การพฒั นาตามแบบตะวนั ตก การมแี บบมาตรฐานของการผลติ บนโลก ทำ� ให้เกดิ ความเหมือนกันของรปู แบบการพัฒนาทวั่ โลก และเป็นเหตุให้ เกิดผลลัพธ์ที่เหมือนกัน คือ ความเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรม (Davide 200

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 Brocchi, 2008) โดยท่ีการพัฒนาตามแนวตะวันตกในโลกทุนนิยมอาจ ไม่สอดคล้องหรือเหมาะสมกับพน้ื ฐานของประเทศ ซึง่ แตล่ ะประเทศก็มี พื้นฐานของวัฒนธรรมท่ีต่างกัน ในทางกลับกันการพัฒนาตามแนวทาง ทคี่ วรจะเปน็ จากพน้ื ฐานของประเทศโดยทไ่ี มต่ ามอยา่ งตะวนั ตกทอ่ี าจดู แข็งกร้าวในสายตาของตะวันตกกลับดูเหมือนว่ามีความย่ังยืนและ ยืดหยุ่นมากกว่าในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศจากการครอบง�ำ ของทุนนิยมตะวนั ตก (ฉัตรทิพย์ นาถสภุ า, 2548) แนวทางการพัฒนาท่ีเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจและการสะสม ความมั่งคั่งในรูปแบบของเงินทุนในลักษณะต่างๆ ตามรูปแบบหรือ แนวทางตะวนั ตก และบบี บงั คบั ทงั้ ทางตรงและทางออ้ มใหป้ ระเทศกำ� ลงั พัฒนาปฏิบัติตาม มีสัญญาณท่ีบ่งช้ีให้เห็นว่าอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ส�ำหรับการพัฒนา เช่น ลักษณะวิกฤตท่ีเกิดจากทุนนิยม ทั้งวิกฤต เศรษฐกิจในทศวรรษท่ี 1990 รวมท้ังวิกฤตเศรษฐกิจท่ีเกิดในปัจจุบัน เหมอื นกบั วา่ เปน็ สงิ่ ทเี่ กดิ คขู่ นานไปกบั ระบบทนุ นยิ ม จากวกิ ฤตทเี่ กดิ ขน้ึ นอกจากเร่ืองของเศรษฐกิจแล้วยังรวมถึงเร่ืองส่ิงแวดล้อมก็ล้วนแต่มี จดุ กำ� เนดิ จากการพฒั นาทไ่ี มค่ ำ� นงึ ถงึ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมตอ่ สภาพแวดลอ้ ม ละเลยผลกระทบทตี่ ามมา อาจกลา่ วไดว้ า่ “ทผี่ า่ นมาเราเรง่ รบี ในการพฒั นา มากเทา่ ใด กย็ อ่ มทจี่ ะคอยตามแกไ้ ขปญั หาทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ และสง่ ผลกระทบ กับสังคมมนุษย์รวดเร็วมากขึ้นเท่าน้ัน” และดูเหมือนกับจะก้าวไปไกล กว่าท่ีจะแก้ไขปัญหาได้ทัน จึงจ�ำเป็นที่จะต้องแสวงหาหนทางใหม่ที่น�ำ ไปสู่การพัฒนาท่ีถูกต้อง คือ ความย่ังยืน รวมถึงปรับเปล่ียนวิธีการ กระบวนการ รวมท้ังวธิ ีคดิ เพ่อื ไปส่สู ง่ิ ท่ีดกี ว่า 201

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจส่กู ารพัฒนาทย่ี ัง่ ยืน การแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหา อาจกลา่ วไดว้ า่ ตง้ั แตท่ ศวรรษ 1960 เปน็ ตน้ มาไดเ้ กดิ ปญั หาสภาวะ แวดลอ้ มทรี่ นุ แรงอนั เปน็ ปญั หามาจากการพฒั นาอตุ สาหกรรม เพอื่ ปอ้ น เขา้ สตู่ ลาดในระบบทนุ นยิ ม โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ผลกระทบทต่ี ามมา เนอ่ื งจาก เหตุผลการผลิตเป็นปัจจัยบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังน้ัน ปัญหาส่ิงแวดล้อมจึงขาดการเอาใจใส่ดูแลจริงจังจากรัฐ เอกชน ดวงจันทร์ อาภาวชั รุตม์ (2545) ไดก้ ล่าวถงึ แนวคิดท่ีเป็นจุดเรม่ิ ของการ พัฒนาทยี่ ง่ั ยนื คอื เรื่องการคำ� นงึ ถึงขดี จำ� กดั ของการเตบิ โต (The limits to growth หรือ carrying capacity ในปัจจุบัน) จากการเสนอของ Club of Rome ในปี 1970 ท่ีเน้นการควบคุมจ�ำนวนประชากรเพ่ือ ลดการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจ�ำกัด แต่ในความจริงจากรายงานของ ธนาคารโลกปี 1992 กลับพบว่าประเทศท่ีร่�ำรวยกลับใช้ทรัพยากรที่ มากกวา่ ประเทศทยี่ ากจนและมปี ระชากรมาก ดงั นนั้ นา่ จะพจิ ารณาไปท่ี การเข้าถึงและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมมากกว่าการจ�ำกัด จ�ำนวนประชากร และในทศวรรษที่ 1980 ได้มีการเสนอแนวคิดด้าน การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่น�ำไปสู่การปฏิบัติเพื่อไปสู่ความยั่งยืนอย่าง กว้างขวาง และใน Brandtland Committee ได้นิยามถึงการพัฒนา ที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาท่ีเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจซ่ึงตอบสนอง ความต้องการของพวกเรา โดยไม่ทอดท้ิงชนรุ่นต่อไปให้มีทรัพยากร น้อยกวา่ ท่ีพวกเราไดใ้ ชส้ อย และเปน็ วถิ ีชีวิตจากการมองฐานทรัพยากร ทมี่ อี ยมู่ ากกวา่ ตวั เงนิ ในบญั ชี (Earth Summit, 1992 อา้ งถงึ ใน ดวงจนั ทร์ อาภาวชั รุตม,์ 2545) เหน็ ไดว้ ่าถงึ แมจ้ ะมกี ารพฒั นาทีย่ ่งั ยืน แต่ก็ยงั เปน็ ความยงั่ ยนื ทยี่ นื อยู่ หรอื แทรกอยบู่ นความตอ้ งการในการพฒั นาเศรษฐกจิ และเพ่ือตอบสนองความต้องของประเทศท่ีพัฒนาแล้ว และการพัฒนา 202

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 ที่ยั่งยืนได้สืบเนื่องต่อมาถึงแนวคิดสังคมท่ีย่ังยืน โดยสังคมที่ยั่งยืน คือ สังคมที่ตอบสนองความต้องการของตนได้โดยไม่ท�ำให้สัตว์จ�ำพวกอ่ืน และประชากรรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดความ ตอ้ งการของเขา สงั คมทยี่ ง่ั ยนื ไดแ้ ก่ สงั คมทก่ี จิ กรรมทกุ อยา่ งของมนษุ ย์ เกิดข้นึ และด�ำเนนิ สืบตอ่ ไปภายใต้ขีดจ�ำกัดท่สี ภาพแวดลอ้ มก�ำหนดให้ (Chiras & Endleaf อ้างในพระธรรมปิฎก, มปป. อ้างถึงในดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์, 2545) การหาหนทางแก้ไขปัญหาท่ีเริ่มต้นจากผลของ ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมท�ำให้หนทางที่ไปสู่ความยั่งยืนเน้นไปท่ี การแกไ้ ขปญั หาสง่ิ แวดลอ้ มเปน็ สำ� คญั แตร่ ะบบทนุ นยิ มทเ่ี นน้ ความมงั่ คง่ั ทางเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมเท่าน้ัน ระบบสังคมก็ได้รับส่ง ผลกระทบ จึงเป็นเหตุให้มีการพูดถึงความย่ังยืนทางสังคมในฐานะเป็น ส่วนหนึ่งของการพัฒนาท่ียงั่ ยืน การพัฒนาท่ีย่ังยืนเป็นการหาทางออกจากระบบทุนนิยม ซึ่งระบบ ทุนนิยมได้ผูกติดกับแนวความคิดหนึ่ง คือ แนวคิดโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ที่องค์ประกอบส�ำคัญของกระแสโลกาภิวัตน์ คือ ระบบเศรษฐกิจ การเคลื่อนตัวของระบบทุน การแข่งขันในตลาดโลก การบริโภค และวฒั นธรรมในการซ้อื ขาย (Matin Carnoy, 1993 อ้างถงึ ในธเนศวร์ เจริญเมือง, 2540) แนวคดิ โลกาภวิ ตั นเ์ ปน็ แนวคดิ ทแ่ี สดงให้ เห็นพลังทุนนิยมท่ีมีต่อโลกสามารถท�ำให้ระบบการผลิต การบริโภค การติดต่อสื่อสารเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในแทบทุกพื้นที่บนสังคมโลก (ธเนศวร์ เจริญเมือง, 2542) แต่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ไม่ได้ หมายความว่าโลกจะต้องเป็นเหมือนกันในทุกๆ เร่ือง เนื่องจากปัจจัย ลักษณะภายในของแต่ละสังคมแตกต่างกัน นั่นคือมีวัฒนธรรมท่ี แตกต่างกนั ซ่ึงเราไมอ่ าจปฏิเสธการยอมรบั แนวคดิ อิทธพิ ล การพฒั นา 203

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวิทยาวฒั นธรรม : กญุ แจสกู่ ารพัฒนาท่ียง่ั ยนื แบบตะวันตกได้ แต่ปจั จัยภายในจะเปน็ สิง่ ท่แี สดงให้เห็นว่าจะเดนิ ตาม กระแสแหง่ การพฒั นาตามแบบทนุ นยิ มตะวนั ตกหรอื ไม่ ซง่ึ ปจั จยั ภายใน คอื พลงั วฒั นธรรมของทอ้ งถนิ่ ทพี่ ยายามปฏเิ สธกระแสโลกาภวิ ตั น์ และ พัฒนาแนวคิดสู่ กระแสท้องถ่นิ นยิ ม (Localisation, Communitisation) นั่นคอื แตล่ ะท้องถ่ินลว้ นแต่มีวฒั นธรรมของตนเอง และย่อมไมต่ ้องการ ถูกครอบง�ำจากกระแสโลก (ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์, 2542) โดยท่ี ฉตั รทพิ ย์ นาถสุภา (2548) เหน็ ว่ากระแสโลกาภิวตั น์จะนำ� ความหายนะ มาสสู่ งั คม จงึ ควรเนน้ ทกี่ ารพฒั นาชมุ ชนและทอ้ งถน่ิ ใหเ้ ขม้ แขง็ เพอื่ มใิ ห้ ถกู กระแสโลกาภวิ ตั นค์ รอบงำ� และใหส้ ามารถคงเอกลกั ษณข์ องวฒั นธรรม ทอ้ งถน่ิ ตอ่ ไป อยา่ งไรกต็ ามมแี นวคดิ อกี กลมุ่ ทเี่ หน็ วา่ จะตอ้ งมกี ารผสมผสาน แนวคดิ โลกาภวิ ตั น์(Globalisation) กบั แนวคดิ ทอ้ งถน่ิ นยิ ม(Localisation) เข้าด้วยกัน เรียกว่า “Glocalisation” (ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์, 2542) ซง่ึ เปน็ แนวคดิ ทใ่ี หค้ วามสำ� คญั ทงั้ ปจั จยั ภายนอกและปจั จยั ภายใน นน่ั คอื การปรับตัวเองให้เข้ากับความเปล่ียนแปลงที่มาจากภายนอก น่ันคือ กระแสการพฒั นาแบบตะวนั ตก แตท่ อ้ งถนิ่ กต็ อ้ งรกั ษาความเขม้ แขง็ และ เอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ไม่ให้สูญสลาย ถูกกลืนกลายเป็นสังคมที่ เหมือนกันไปทั่วโลก ไร้ซ่ึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมของตนเอง รวมท้ัง สูญหายในส่ิงที่เรียกว่ามรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) ท้ัง แนวคิดท้องถิ่นนิยม รวมถึงแนวคิดท่ีผสมผสานระหว่างท้องถิ่นนิยมกับ โลกาภวิ ตั น์ เปน็ การตา้ นทานกระแสของการพฒั นาตามโลกแหง่ ทนุ นยิ ม และพยายามเพ่ือให้เกิดความย่ังยืนเกิดข้ึนต่อส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และรวมไปถงึ วฒั นธรรม 204

วารสารวิชาการ ความยั่งยนื : สิ่งที่ขาดหายไป แนวทางการพัฒนาอย่างย่ังยืนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามหา ทางออกจากปัญหาของระบบทุนนิยมที่ส่วนใหญ่ให้ความส�ำคัญ และ พยายามหาวธิ กี าร หรอื ทำ� อยา่ งไรใหพ้ ฒั นากา้ วไปสคู่ วามยงั่ ยนื ทแ่ี ทจ้ รงิ ได้ อะไรที่เป็นค�ำตอบของความย่ังยืน ระดับของความย่ังยืนสามารถมี หรอื เกดิ ขนึ้ ไดห้ รอื ไม่ รวมไปถงึ องคป์ ระกอบหรอื รปู แบบของความยงั่ ยนื ควรพัฒนาหรือปรับเปลยี่ นอยา่ งไรจากรปู แบบทม่ี ีอยใู่ นปัจจบุ ัน จากการประชมุ WorldSummit1992 ทกี่ รงุ RiodeJaneiro แนวคดิ การพัฒนาทย่ี ่งั ยืน (Sustainable Development) ไดแ้ พรก่ ระจายไปท่ัว โลก และใน Agenda 21 ได้น�ำแนวคิดไปปรับใช้กับความย่ังยืน (Sustainability) ซงึ่ ความยงั่ ยนื มอี งคป์ ระกอบทพี่ จิ ารณาไปสคู่ วามยง่ั ยนื ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment หรอื Ecology) สงั คม (Social) และ เศรษฐกจิ (Economy) ซงึ่ จดั วา่ เปน็ แนวความคดิ ความยง่ั ยนื แบบดง้ั เดมิ (Traditional Concept of Sustainable Development) (Jennifer A. Eliott, 2006) ดังภาพที่ 1 ภที่มาาพ: ทJeี่ n1nifแeนr Aว.คElวioาtมt,ค20ิด06ค วามยั่งยืนแบบด้ังเดิม ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 205

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวิทยาวัฒนธรรม : กญุ แจสู่การพฒั นาท่ยี ่งั ยืน ภาพท่ี 2 แนวความคดิ ใหมข่ องความยงั่ ยืน ท่ีมา: Blaschke, Mosandl and Faulstich, 2005 ความย่ังยืนนอกจากค�ำนึงถึงเร่ืองส่ิงแวดล้อมแล้ว ยังค�ำนึงถึง ความส�ำเร็จทางสังคม และเป้าหมายทางเศรษฐกิจเช่นกัน โดยมีการ เช่ือมโยงในลักษณะของความสมดุลของท้ัง 3 องค์ประกอบ และส่วนที่ อยู่ร่วมกันของทุกองค์ประกอบ คือ ความยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันมี บางมุมมองที่เห็นว่าควรเน้นในประเด็นของส่ิงแวดล้อมเป็นสาระส�ำคัญ ประกอบกบั กระแสของโลกปจั จบุ นั ทมี่ กี ารตระหนกั ถงึ “สภาวะเปลย่ี นแปลง ของสภาพภมู อิ ากาศโลก” (Climate Change) ทำ� ใหเ้ กดิ “แนวความคดิ ใหม”่ ของความยง่ั ยนื (ModernConceptofSustainableDevelopment) ดังภาพท่ี 2 โดยมีแนวความคิดในลักษณะมองศูนย์กลางของระบบ ทั้งหมด คอื ระบบชีวะ (Bio-centric) และอธิบายวา่ ระบบเศรษฐกิจต้อง 206

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 เปน็ สว่ นหนงึ่ ของระบบสงั คม และอยภู่ ายใตก้ รอบของระบบสงิ่ แวดลอ้ ม ดงั นนั้ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั ทส่ี ดุ คอื การพฒั นาเศรษฐกจิ ใดๆ ตอ้ งอยใู่ นกรอบของ สงั คม และทง้ั เศรษฐกจิ และสงั คมตอ้ งอยภู่ ายในขอ้ จำ� กดั ของสง่ิ แวดลอ้ ม ซ่ึงก�ำกับอกี ชน้ั หนึง่ จะเห็นว่ารูปแบบของความยั่งยืนท้ังท่ีเป็นแบบด้ังเดิม (Traditional Concept of Sustainable Development) หรือแนวความคิดใหม่ ของความย่ังยืน (Modern Concept of Sustainable Development) ล้วนแต่มีพ้ืนฐานอยู่บนองค์ประกอบท้ัง 3 คือ เศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม แต่ความแตกต่างหรือการพัฒนาที่เกิดข้ึนใหม่น้ัน เป็นผล มาจากกระแสโลกท่ีพูดกันถึงเร่ืองสิ่งแวดล้อมเป็นหลักท�ำให้รูปแบบ แนวคิดใหม่ของการพัฒนาที่ย่ังยืนอยู่ในกรอบของการค�ำนึงถึง ส่ิงแวดลอ้ มเป็นหลกั ในการไปส่กู ารพฒั นาที่ยงั่ ยืน แตย่ งั ไมม่ ปี ระเด็นใด ทใี่ หค้ วามสำ� คญั หรอื นำ� วฒั นธรรมมาเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการเปลย่ี นวธิ คี ดิ วิธีปฏิบัติของมนุษย์ท่ีน�ำไปสู่ความย่ังยืน หรือน�ำวัฒนธรรมไปเป็น ปลายทางของความยง่ั ยนื ในตอนต้นได้มีค�ำถามเกี่ยวกับระดับของความยั่งยืน (Degree of sustainability) ว่าความย่ังยืนมีระดับของความยั่งยืนหรือไม่ ในเมื่อ ความยงั่ ยนื ยงั สามารถมวี ธิ กี ารมองไดต้ า่ งกนั ดงั นนั้ ระดบั ของความยงั่ ยนื ทแ่ี สดงออกมานา่ จะตา่ งกนั ออกไป ซงึ่ Hodge and Dunn (1992) อา้ งถงึ ใน Drummond and Mardens (1999) ได้แสดงการจัดวาง (Position) ของทางเลือกในการพัฒนาท่ียั่งยืนไว้เป็น 2 ระดับ (degree) คือ ความย่ังยืนในระดับอ่อน (Soft Sustainability) และความยั่งยืนใน ระดบั เข้ม (Hard Sustainability) โดยมีรายละเอียดปรากฏดงั ตารางท่ี 1 207

นเิ วศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจสู่การพฒั นาทยี่ ่ังยืน ตารางที่ 1 ระดบั ของความยั่งยืน ความยง่ั ยนื ในระดบั ออ่ น ความยั่งยนื ในระดับเข้ม (Soft Sustainability) (Hard Sustainability) - การปอ้ งกนั ภัยพบิ ัติของสังคมมนุษย์ - สง่ เสริมการอยรู่ ่วมกัน ความกลมกลนื - ยอมรบั วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยสี มยั ใหม่ ระหว่างสังคมกบั ระบบนิเวศ - มนุษย์เป็นศนู ยก์ ลาง - ตง้ั คำ� ถาม และหาเทคโนโลยที างเลือก - การปฏิบตั ทิ ต่ี ่างกันในแตล่ ะยคุ - ยึดธรรมชาติเปน็ ศูนย์กลาง - ไมช่ อบความเสยี่ งต่อสงิ่ แวดล้อมต�่ำ - ผสมผสานการปฏิบัติในแตล่ ะยุค - การเปล่ียนแปลงเพียงเล็กนอ้ ยสามารถ - ไมช่ อบความเสย่ี งตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มสงู ยอมรับได้ - เปลย่ี นแปลงไปสรู่ ะบบใหม่ ทมี่ า: แปลความ และปรบั ปรงุ จาก Hodge & Dunn (1992) อา้ งถงึ ใน Drummond & Mardens, (1999) นอกจากน้ีระดับของความย่ังยืนยังสามารถน�ำไปสู่ผลของระดับ ความยง่ั ยนื ทแี่ ตกตา่ งกนั ในรปู แบบของความยง่ั ยนื โดยมแี นวทางทก่ี า้ ว ไปสู่ความย่ังยืน 2 แนวทาง คือ แนวทางความยั่งยืนที่เข้มข้น (Strong Sustainability) ท่ีจะเน้นไปที่การอยไู่ ด้ (Viability) ของส่งิ แวดลอ้ ม และ มีความย่ังยืนกับมนุษย์ ในขณะที่อีกแนวทาง คือ ความย่ังยืนท่ีเจือจาง (Weak Sustainability) ทยี่ งั เชอ่ื ในพลงั หรอื แรงขบั เคลอ่ื นทางเศรษฐกจิ ทจ่ี ะยังคงอยู่ และจะก�ำหนดรูปรา่ งของสังคมสมยั ใหมด่ ังภาพท่ี 3 อ ุน ูกล ตัน ุสพล ภาพที่ 3 แนวทางของความย่ังยืน 208 ทมี่ า: ปรับปรงุ จาก Monto, Ganesh and Varghese, 2005

วารสารวิชาการ โดยทงั้ 2 แนวทาง ไดพ้ จิ ารณาปจั จยั ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม และเศรษฐกจิ ควบคู่กนั ไป โดยที่ Strong Sustainability ได้ให้ความส�ำคัญในประเดน็ ดา้ นสง่ิ แวดลอ้ มเปน็ ลำ� ดบั แรกทงั้ ในปจั จบุ นั (PresentGeneration) และ ในอนาคต (Future Generation) ส่วนประเด็นด้านเศรษฐกิจได้ให้ ความสำ� คญั ในระดบั รองลงไปทง้ั ในปจั จบุ นั และอนาคต แตใ่ นทางตรงขา้ ม Weak Sustainability ได้ให้ความส�ำคัญกับเศรษฐกิจในปัจจุบันก่อน เป็นล�ำดับแรก และให้ความส�ำคัญกับสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันรองลงมา แตก่ บั ประเดน็ สงิ่ แวดลอ้ มและเศรษฐกจิ ในอนาคตกลบั ไมใ่ หค้ วามสำ� คญั ดังตารางท่ี 2 ตารางที่ 2 Strong Sustainability และ Weak Sustainability มมุ มองดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม มุมมองดา้ นเศรษฐกิจ ปัจจุบนั อนาคต ปจั จบุ นั อนาคต Strong ใหค้ วามตระหนกั ใหค้ วามตระหนกั ใหค้ วามตระหนกั ใหค้ วามตระหนกั Sustainability ในล�ำดับแรก ในลำ� ดบั แรก ในลำ� ดับรอง ในล�ำดบั รอง Weak ใหค้ วามตระหนกั ไม่ให้ความ ใหค้ วามตระหนกั ไม่ให้ความ Sustainability ในลำ� ดบั รอง ตระหนกั ในลำ� ดบั แรก ตระหนกั ท่มี า: ปรับปรงุ และแปลจาก Monto, Ganesh and Varghese, 2005 และหากพจิ ารณาในระดบั ของความยงั่ ยนื (DegreeofSustainability) ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 สามารถพจิ ารณาไดถ้ งึ ความแตกตา่ งของความเขา้ ใจ ความจรงิ ใจในเรอื่ ง การพฒั นาไปสคู่ วามยั่งยืน เนือ่ งจากความยงั่ ยืนท่คี าดหวัง เป้าหมายท่ี ต้องการมีความแตกต่างกัน วัตถุประสงค์ หรือวิธีการที่ใช้ย่อมต่างกัน เช่น ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมมีมุมมองในความยั่งยืนท่ีสะท้อนไปสู่ ความยงั่ ยนื ในเรอื่ งการคงอยขู่ องสง่ิ แวดลอ้ มเปน็ หลกั แตป่ ระเทศทก่ี ำ� ลงั พัฒนาย่อมมีมุมมองของการพัฒนาที่เน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ 209

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นเิ วศวทิ ยาวัฒนธรรม : กญุ แจส่กู ารพฒั นาทยี่ ่งั ยืน ท่ีย่ังยืนมากกว่าการพิจารณาในมุมมองอื่น ดังนั้นความยั่งยืนท่ีทุกคน กล่าวถงึ อาจเปน็ ความย่ังยนื ในมมุ มองทต่ี ่างกันออกไป จากรปู แบบแนวคดิ ของความยง่ั ยนื ทง้ั ในรปู แบบดงั้ เดมิ (Traditional Concept of Sustainable Development) ไปสู่แนวคิดรูปแบบใหม่ (Modern Concept of Sustainable Development) รวมถงึ ระดับของ ความย่ังยืน (Degree of Sustainability) ล้วนแต่มีความเก่ียวข้องหรือ ให้ความส�ำคัญกับลักษณะทางวัฒนธรรม หรือน�ำวัฒนธรรมไปเป็น องค์ประกอบท่ีพิจารณาถึงระดับของความย่ังยืน รวมไปถึงความยั่งยืน ทางวัฒนธรรมน้อยมาก ทั้งทว่ี ฒั นธรรมเป็นสง่ิ ที่อยูค่ วบคู่กับมนุษยแ์ ละ ธรรมชาติ ไม่มีมนุษย์คนไหนเกิดมาโดยไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมใด และ ในวัฒนธรรมก็อยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากมนุษย์ ดังน้ันการไปสู่ความยั่งยืน แต่ถ้าขาดการพิจารณาในมุมมองของวัฒนธรรมท่ีเป็นเร่ืองของมนุษย์ ก็ยากท่ีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความย่ังยืนได้ ถ้าไม่มี หรือขาดการเริ่มต้นที่มนุษย์ ซึ่งมนุษย์ควรต้องเริ่มปรับเปล่ียนค่านิยม จริยธรรมไปสู่ค่านิยมของความยั่งยืนก่อนเป็นล�ำดับแรก ดังนั้นควร ยอ้ นกลบั มามองทต่ี วั ตนมนษุ ยก์ อ่ นวา่ ควรปรบั เปลยี่ น(Change&Shift) พฤติกรรมอย่างไร ถ้าตัวเองไม่เปลี่ยนความคิดหรือวิธีปฏิบัติก็ยากท่ีจะ ไปสคู่ วามยงั่ ยนื ในระดบั ทกี่ วา้ งขนึ้ ความยง่ั ยนื กจ็ ะยงั เปน็ แคก่ ระแสทอี่ ยู่ ในความสนใจ แต่หากทุกคนไม่เกิดวัฒนธรรมท่ีเปล่ียนไปสู่ความย่ังยืน เพราะเหตนุ จ้ี งึ ควรนำ� วฒั นธรรมมาพจิ ารณารว่ มดว้ ยเพอ่ื ไปสคู่ วามยง่ั ยนื อยา่ งแทจ้ ริง 210

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 การน�ำวฒั นธรรมเข้ารว่ มกบั ความยง่ั ยนื วัฒนธรรมได้ปรากฏข้ึนในมิติความยั่งยืนทางสังคม (Social DimensionofSustainability)SherriTorjman(2000) ไดน้ ยิ ามความยง่ั ยนื ทางสังคมนั้นประกอบด้วยการแก้ไขปัญหาความยากจน การลงทุนทาง สังคมโดยเน้นไปที่การศึกษา สาธารณสุข การดูแลรับผิดชอบสภาพ แวดลอ้ มของมนษุ ย์ และสงั คมใหม้ คี วามปลอดภยั รวมทง้ั สทิ ธมิ นษุ ยชน และความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมหรือเน้นไปท่ีประเด็น ทางวัฒนธรรมมากนัก ท�ำให้เริ่มมีการแยก หรือเฉพาะเจาะจงออกมา เป็นบทบาทหนึ่งในการพัฒนาอย่างย่ังยืน องค์การ UNESCO ได้นิยาม ความหมายว่าวฒั นธรรม คือ องค์รวมทม่ี ีความซับซอ้ นของจติ วิญญาณ วัตถุ ภูมปิ ัญญา อารมณ์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของสงั คมน้ัน ๆ และ ความย่ังยืนทางวัฒนธรรมสามารถให้ค�ำนิยามได้ คือ ความสามารถที่ จะเก็บรักษาไว้ซึ่งลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมน้ันๆ และยินยอมให้ เปลี่ยนแปลงได้ในหนทางวิธีการที่สอดคล้องกับค่านิยมทางวัฒนธรรม ของประชาชน (Sustainable Development Research Institute, 1998) และในมมุ มองของความยงั่ ยนื ทางวฒั นธรรม คอื การวเิ คราะหใ์ นนยิ าม ของทุนทางวัฒนธรรม ที่อธิบายโดยประเพณี (Traditions) ค่านิยม (Values) มรดก(Heritage)สถานท่ี(Place)ศลิ ปะ(Arts)ความหลากหลาย (Diversity) และประวัติศาสตร์ของสังคม (Social history) ซึ่งมีทั้งท่ี จบั ตอ้ งไดแ้ ละจบั ตอ้ งไมไ่ ดแ้ ละสบื ทอดจากรนุ่ อดตี สง่ ผา่ นไปสรู่ นุ่ อนาคต (Roseland et al., 2005 อ้างถงึ ใน Duxbury & Gilette, 2007) Duxbury and Gillette (2007) ได้อธิบายเหตุผลที่ต้องพิจารณา ความยั่งยืนทางวัฒนธรรมเน่ืองจากความต้องการการเปลี่ยน (Shift) ทางวัฒนธรรมทั้งในส่วนบุคคล และสังคม ซึ่งในบริบทนี้ ความยั่งยืน 211

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวทิ ยาวัฒนธรรม : กญุ แจสู่การพัฒนาทีย่ งั่ ยนื ได้อ้างถึงประชาชนต้องเปลี่ยนพฤติกรรม รูปแบบการบริโภค รวมทั้ง การปรับตัวไปสู่วิถีชีวิตท่ีตระหนักถึงความย่ังยืน และตัววัฒนธรรมเอง ตอ้ งการการปกปอ้ งจากโลกทนุ นยิ ม แรงกดดนั จากตลาดทสี่ รา้ งความกลวั ที่จะสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (cultural identities) และยังเป็น การอนรุ กั ษม์ รดกทางวฒั นธรรมเพอ่ื คนรนุ่ ตอ่ ไป รวมทงั้ ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ต่อสถานที่ (sense of place) ข้ึนกับคนในพื้นที่นั้น และเชื่อมโยงกับ การฟน้ื ฟแู ละปกปอ้ งองคค์ วามรู้ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ และสามารถถา่ ยทอด สืบต่อได้ และยังเป็นการท�ำความเข้าใจใหม่ระหว่างความสัมพันธ์ของ วัฒนธรรมกับความยั่งยืน คือ ความยั่งยืนอยู่บนเศรษฐกิจพอเพียงและ อยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่น น�ำไปสู่การออกแบบท่ียั่งยืนท่ีให้ ความเคารพตอ่ ความสำ� คญั กบั เอกลกั ษณข์ องทอ้ งถน่ิ โดยผสมผสานจาก อดีต ปัจจุบัน เพื่อประโยชน์และคุณค่าในอนาคต น�ำไปสูการวางแผน ในระดบั ต่างๆ ทีผ่ สมผสานมุมมองท้ังด้านวฒั นธรรม อตั ลักษณ์ ตวั ตน ของทอ้ งถน่ิ เขา้ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม สงั คม เศรษฐกจิ สอดคลอ้ งกบั Wolfgang Sachs(1998)citedinDavideBrocchi(2008) ทก่ี ลา่ ววา่ การเปน็ สมยั ใหม่ รวมท้ังโลกาภิวัตน์ท�ำให้เกิดความเป็นไปได้ หรือเกิดการเปล่ียนแปลง หรอื เกดิ ความผดิ ปกตทิ แ่ี ตกตา่ งไปของวฒั นธรรม ซงึ่ เปน็ สญั ญาณเตอื น ของการสูญเสียความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดังน้ันความแตกต่าง ระหวา่ งรูปแบบการพฒั นาตามแบบทนุ นยิ มกบั ความย่งั ยนื คือ ค�ำถาม ของความหลากหลายทางวฒั นธรรม ซงึ่ ในการพฒั นาตามแบบทุนนิยม บอ่ ยคร้ังทวี่ ัฒนธรรมคือปจั จัยท่รี บกวนหรือขดั ขวางการพัฒนา (Rieger & Leibfreid, 2004 cited in Davide Brocchi, 2008) ดงั นน้ั ถา้ ไมพ่ จิ ารณาหรอื คำ� นงึ ถงึ ความยงั่ ยนื ทางวฒั นธรรมกเ็ ทา่ กบั วา่ ในอนาคตเรายอมทจี่ ะสญู เสยี มรดกของความเปน็ มนษุ ยท์ สี่ ง่ั สมกนั มา 212

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 จากอดีต ตัวตนของท้องถ่ินก็จะหายไป กลายเป็นเหมือนกันไปหมด ทกุ แห่ง ส่ิงท่ีถา่ ยทอดสบื ตอ่ กันมากจ็ ะสูญหายไป เปรยี บเสมือน ”ตน้ ไม้ ใหญท่ ไ่ี ร้รากแก้ว ไมน่ านก็จะตายไป” โลกท่ีเป็นทอ่ี าศัยของมนุษย์จึงไม่ สามารถพิจารณาเพียงความย่ังยืนในส่ิงท่ีจับต้องได้เท่าน้ัน แต่สิ่งที่เป็น จติ วญิ ญาณ ภมู ปิ ญั ญา ซง่ึ เปน็ ลกั ษณะเฉพาะของสงั คม ซง่ึ ลว้ นเกย่ี วขอ้ ง กับวัฒนธรรม ดังนัน้ ความยง่ั ยนื จึงจำ� เปน็ ท่ตี อ้ งพจิ ารณาถึงความยัง่ ยืน ร่วมกบั วฒั นธรรม โดยท่ัวไปแล้วความย่ังยืนได้อธิบายอย่างกว้างๆ ในภาพระดับโลก (Global) และในระดับประเทศ (National) และไม่นานมาน้ีได้เริ่ม ประยุกต์ไปใช้อธิบายในระดับท่ีเล็กลงทั้งในระดับเมือง (Urban) และ ระดบั ชมุ ชน(Community) นนั่ หมายความวา่ ความยงั่ ยนื ไดเ้ รมิ่ พจิ ารณา ย้อนกลับไปสู่ท้องถิ่น (Local Turn) และย้อนกลับไปให้ความส�ำคัญกับ วฒั นธรรมใหก้ ลายเปน็ องคป์ ระกอบสำ� คญั ของความยง่ั ยนื และแยกสว่ น ออกมาจากสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (Mitlan & Satterwaite, 1994 cited in Duxbury and Gillette, 2007) การพัฒนาท่ีย่ังยืน ย่อมต้องรวมวัฒนธรรมเข้าไปเป็นส่วนประกอบส�ำคัญ Newman and Kenworthy (1999) cited in Duxbury and Gillette (2007) อธิบาย ความย่ังยืน คือ เรื่องของวิสัยทัศน์และกระบวนการ ไม่ใช่การผลิต ท่ีมีการสิ้นสุด การพัฒนาท่ีย่ังยืนเป็นการปรับตัวไปสู่การด�ำรงชีวิตใน รปู แบบใหม่ สรา้ งสมดลุ และความเปน็ ธรรมในการกระจายสนิ ค้า และ ทรัพยากรบนโลก การพัฒนาท่ีย่ังยืนต้ังค�ำถามบนวิถีการบริโภค และกระบวนการตัดสินใจซึ่งอยู่บนฐานเศรษฐกิจ แต่การปรับตัว การเปลย่ี นแปลงทางจรยิ ธรรม คณุ ธรรมของมนษุ ยท์ น่ี ำ� ไปส่คู วามยง่ั ยนื ยงั ไมไ่ ดเ้ กดิ ขนึ้ อยา่ งจรงิ จงั ซงึ่ วฒั นธรรม คอื มติ ทิ สี่ ำ� คญั ของความยงั่ ยนื 213

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นเิ วศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจสกู่ ารพัฒนาทีย่ งั่ ยืน แต่ยังขาดความเข้าใจว่าวัฒนธรรมเกี่ยวข้องอย่างไร และจะน�ำไปสู่ ความย่งั ยนื ได้อยา่ งไร ตามที่ Hildegard Kurt กล่าวไวว้ า่ ในวาทกรรม ของการพัฒนาที่ยั่งยืนยังขาดการพิจารณาทางด้านวัฒนธรรม และ ค�ำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมถูกซ่อนอยู่ด้านหลังประเด็นเร่ิมต้นอย่าง เรอื่ งของส่ิงแวดล้อมและสงั คม (Duxbury and Gilette, 2007) Margaret Ledwith (2005) cited in Duxbury and Gilette (2007) ได้อธิบายว่า การพัฒนาควรเร่ิมต้นท่ีท้องถิ่นและเริ่มต้นที่ทุกคน และ ทุกวัน ซึ่งสง่ิ เหลา่ นี้ คอื จดุ เรมิ่ ต้นของบรบิ ททีน่ ำ� ไปสูค่ วามย่ังยืน ดงั นั้น มิติของความยั่งยืนต้องหมุนกลับมาที่ท้องถิ่น (local turn) และหัวใจ ส�ำคัญของท้องถ่ิน ก็คือ วัฒนธรรม และทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) ด้วยเหตุน้ีการอธิบายความย่ังยืนที่พยายามอธิบายในระดับ ทเี่ ลก็ ลงจงึ ตอ้ งอธบิ ายในสงิ่ ทเ่ี ปน็ ทอ้ งถนิ่ ซงึ่ มวี ฒั นธรรมเปน็ หวั ใจสำ� คญั และใช้วัฒนธรรมเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนา ซึ่งสามารถช่วยให้เกิด การพัฒนาไปสู่รปู แบบความยั่งยืนท่ีเหมาะสมได้ ดังนั้นการพัฒนาวัฒนธรรมจึงเป็นรากฐานท่ีส�ำคัญที่ควรเร่ิมต้น เข้าไปมีส่วนร่วมในรูปแบบการพัฒนาในปัจจุบัน และสามารถเชื่อมโยง กบั การพฒั นาในมติ อิ น่ื เชน่ สาธารณสขุ ทอ่ี ยอู่ าศยั การศกึ ษา ความยากจน สงิ่ แวดลอ้ ม ซงึ่ เมอ่ื รวมกบั การมองอยา่ งผสมผสานระหวา่ งมติ วิ ฒั นธรรม กับมิติอนื่ ๆ แลว้ จะส่งผลใหเ้ กดิ องค์ประกอบของการพฒั นาอย่างยง่ั ยืน โดยมีรูปแบบของความย่ังยืนที่พิจารณาวัฒนธรรมร่วมด้วย (Model of sustainability Incorporating Culture) ดังภาพท่ี 4 (Hawkes, 2001 ; 2006 cited in Duxbury and Gilette, 2007) 214

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 ภาพที่ 4 การน�ำวัฒนธรรมเข้าร่วมกับความยั่งยืน ท่ีมา: ปรับปรุงจาก Runnals, 2006 อ้างถึงใน Duxbury & Gilette, 2007 การน�ำวัฒนธรรมมาพิจารณาร่วมกับความยั่งยืนต้องเริ่มจาก การเปล่ียนมุมมองที่มีอยู่ในปัจจุบันของบุคคลท่ีมองถึงความเติบโต (Growth) ต้องเปลี่ยนไปมองถึงเร่ืองความสมดุล (Balance) รวมถึง เปล่ียนแนวคิดจากการแข่งขัน (Competition) ไปสู่การร่วมมือกัน (Cooperation) และเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจ (economic centered worldview) ไปสู่มุมมองที่หลากหลายมิติ (multi-dimensional worldview) มากกวา่ ที่เป็นอยูใ่ นปัจจุบนั (Davide Brocchi, 2008) น่ันคือการพัฒนาควรต้องค�ำนึงถึงความเป็นองค์รวม ของทกุ ดา้ นอยา่ งสมดุลบนพื้นฐานของทรพั ยากร ภมู ิปญั ญา วัฒนธรรม การมสี ว่ นรว่ ม ความเคารพซงึ่ กนั และกนั และความเท่าเทยี มกนั 215

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวทิ ยาวฒั นธรรม : กญุ แจสกู่ ารพัฒนาทีย่ ัง่ ยืน จากที่กล่าวมาข้างต้นเม่ือมิติของความยั่งยืนได้หมุนย้อนกลับมาท่ี ผคู้ นและทอ้ งถนิ่ ซง่ึ หวั ใจสำ� คญั ของทอ้ งถน่ิ กค็ อื ทนุ ทางวฒั นธรรม เชน่ ประเพณี มรดกภูมิปัญญา สถานที่ ท่ีถ่ายทอดจากอดีตสู่ปัจจุบันและ ตอ่ เนอ่ื งไปสอู่ นาคต นนั่ กค็ อื เอกลกั ษณว์ ฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ (localcultural Identity) และท้องถิ่นท่ีอยู่ในพื้นท่ีต่างกันย่อมมีพื้นฐานหรือสภาพ แวดล้อมท่ีต่างกันนั่นคือทุนทางธรรมชาติ ซึ่งสภาพแวดล้อมท่ีต่างกัน ส่วนหน่ึงได้หล่อหลอม และก�ำหนดตัวตนทางวัฒนธรรมและตัวตน ทางกายภาพของแต่ละพื้นท่ีให้ต่างกันออกไป นั่นคือความสัมพันธ์ของ มนุษย์กับสภาพแวดล้อม การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม การใช้ ประโยชนจ์ ากสภาพแวดลอ้ ม รวมถงึ ระบบนเิ วศทเ่ี ปน็ ความสมั พนั ธข์ อง สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นท่ีน้ัน ความย่ังยืนของพ้ืนท่ีจึงควรถูกก�ำหนด โดยกรอบของมติ ทิ างวฒั นธรรมผสานไปกบั กรอบมติ ขิ องระบบกายภาพ กล่าวคือ มิติวัฒนธรรมต้องประสานความถูกต้องเท่ียงธรรมกับมิติ ส่ิงแวดล้อม และสามารถด�ำรงชีวิตและอยู่ได้ในมิติเศรษฐกิจ และมิติ เศรษฐกจิ ตอ้ งมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ มติ สิ ง่ิ แวดลอ้ ม ซงึ่ นน่ั คอื ความยงั่ ยนื ทแี่ ทจ้ รงิ ทคี่ ำ� นงึ ถงึ กรอบของ “ระบบนเิ วศวฒั นธรรม”(CulturalEcology) ท่ีเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงตัวตนของพื้นท่ีที่แตกต่างกันท้ังด้านกายภาพและ วัฒนธรรม ซ่ึงการพัฒนาที่ยั่งยืนควรพิจารณาบนพ้ืนฐานจากส่ิงท่ีเป็น ตัวตนของพื้นที่นั่นคือ การพัฒนาที่ค�ำนึงถึงต้นทุนทางวัฒนธรรม และ ต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ในพ้ืนท่ีนั้นเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาต่างๆ โดยท่ี Julian Steward อ้างถงึ ใน Robert Netting (1977) ไดใ้ หค้ �ำนยิ าม นิเวศวัฒนธรรม คือ การศึกษาถึงกระบวนการปรับตัวโดยธรรมชาติ ของมนุษย์ และรูปแบบวัฒนธรรมมีพื้นฐานการปรับตัวมาจากมนุษย์ ซึ่งได้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ในขณะท่ี ศรีศักร วัลลิโภดม (2551) 216

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 ไดอ้ ธบิ ายนเิ วศวฒั นธรรม คอื ความสมั พนั ธใ์ นท้องถิ่นทผี่ คู้ นหลายกลมุ่ หรอื หลายชาติพนั ธเ์ุ ขา้ มาต้ังถน่ิ ฐานเป็นบ้านเปน็ เมืองขน้ึ โดยมพี ้ืนฐาน มาจากภูมิวัฒนธรรม (Cultural Landscape) ซ่ึงหมายถึงลักษณะ ภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ในอาณาบริเวณใดบริเวณหน่ึงอันสัมพันธ์ กบั การตั้งถ่นิ ฐานบ้านเมืองของคนในท้องถ่ิน จนเป็นที่ร้จู กั ร่วมกัน และ มีการก�ำหนดนามช่ือเป็นสถานที่ต่างๆ น่ันคือ ภูมินาม โดยอาจสร้าง เป็นต�ำนานข้ึนมาอธิบายความเป็นมา ความหมาย ความส�ำคัญทาง ประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เห็นได้ว่าส่ิงแวดล้อม ทางธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่สามารถแยกออก จากกันได้ เพราะสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นย่อมอยู่บนพื้นฐานของ สง่ิ แวดลอ้ มธรรมชาตใิ นพน้ื ทนี่ นั้ นนั่ คอื ความสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งมนษุ ย์ กบั ธรรมชาติ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั สมศรี ศริ ขิ วญั (2541) ทอี่ ธบิ ายการศกึ ษา ด้านนิเวศวัฒนธรรมเป็นศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและ สภาพแวดลอ้ ม และนกั มานษุ ยวทิ ยาแนวนเิ วศวฒั นธรรมเชอ่ื วา่ วฒั นธรรม และสภาพแวดลอ้ มมคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งใกลช้ ดิ และมผี ลซงึ่ กนั และกนั อย่างแยกไม่ออก ในยุคท่ีเทคโนโลยีอยู่ในระดับต�่ำ มนุษย์จ�ำเป็นต้อง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม แต่เม่ือเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมนุษย์ ก็สามารถดัดแปลงสภาพแวดล้อมได้มากข้ึน อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ก็ลดน้อยลง แต่ลักษณะทางวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณีจะยัง คงอยู่ และสืบทอดจากคนรุ่นหน่ึงสู่อีกรุ่นหน่ึง ซึ่งสัมพันธ์กับ ศรีศักร วลั ลโิ ภดม(2551) ทอี่ ธบิ ายวา่ นเิ วศวฒั นธรรมกค็ อื พน้ื ทธ่ี รรมชาตทิ ผี่ คู้ น พากนั มาตง้ั ถนิ่ ฐานเปน็ บา้ นและเปน็ เมอื งขน้ึ มา โดยมกี ารปรบั ตวั เขา้ กบั สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติร่วมกัน สร้างความรู้ร่วมกันในการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาติ การจดั สรรทรพั ยากรระหวา่ งกนั รวมทง้ั การกำ� หนด 217

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นเิ วศวทิ ยาวัฒนธรรม : กุญแจสู่การพฒั นาท่ีย่งั ยืน แบบแผนประเพณีในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมร่วมกัน ซึง่ ความเป็นท้องถ่นิ อยูต่ รงความเป็นนิเวศวฒั นธรรม ตรงกบั ทสี่ ุขเกษม ขนุ ทอง ไดท้ ำ� การศกึ ษาการพฒั นาชมุ ชนบนฐานนเิ วศวฒั นธรรมทชี่ มุ ชน ควรพัฒนาอยู่บนพื้นฐานการมีปฏิสัมพันธ์เกื้อกูลกันระหว่างส่ิงมีชีวิต ที่อย่รู ว่ มกนั ในพ้ืนท่นี นั้ ดงั นนั้ นเิ วศวฒั นธรรมจงึ มคี วามสำ� คญั ตอ่ พน้ื ทเ่ี นอ่ื งจากเปน็ แนวคดิ ท่ีอยู่บนพื้นฐานของการท�ำความเข้าใจพื้นท่ีท้ังความเข้าใจในเรื่อง กายภาพ และความเขา้ ใจในเรอื่ งวฒั นธรรมผคู้ น และอยบู่ นวถิ ขี องความ เหมาะสมในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเท่าท่ีควรจะเป็นเพื่อเรียนรู้ ท่ีจะอยรู่ ่วม (co-existence) กบั สภาพแวดลอ้ ม คอื มนุษยป์ รับเปลยี่ น สภาพแวดล้อมและใช้ทรัพยากรเพ่ือบริโภคอย่างพอเพียง ดังนั้นนิเวศ วัฒนธรรมจึงเป็นส่ิงที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตน ซ่ึงบ่งช้ีให้เห็นถึง เอกลักษณ์ คุณค่า และความส�ำคัญของพ้ืนท่ีท้ังในด้านส่ิงแวดล้อมทาง ธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมทางวัฒนธรรม นั่นเท่ากับว่าหากการพัฒนา ได้ให้ความสำ� คัญกับความเป็นท้องถิ่น โดยท�ำความเข้าใจได้จากระบบ นิเวศวัฒนธรรมแล้ว การพัฒนาท่ีเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ เหมาะสม สอดคล้องกับตัวตนของแต่ละพื้นท่ีที่แตกต่างกัน ซึ่งน�ำไปสู่ การตอบคำ� ถามของความยั่งยนื ในการพฒั นาได้ เอกสารอ้างองิ ฉตั รทพิ ย์ นาถสภุ า. 2548. จากประวตั ศิ าสตรห์ มบู่ า้ นสทู่ ฤษฏสี องระบบ. สรุ ินทร์ : สถาบันราชภฎั สรุ ินทร.์ ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์. 2542. เมืองในสังคมไทย : ก�ำเนิดพัฒนาการ และแนวโน้ม. เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย 218 เชียงใหม.่

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 ดวงจนั ทร์ อาภาวัชรตุ ม.์ 2545. เมอื งยงั่ ยนื : แนวคดิ และประสบการณ์ ตะวนั ตก. เชยี งใหม่ : สถาบนั วจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ ธเนศวร์ เจริญเมือง. 2540. 100 ปีการปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ.2440- 2540. กรุงเทพฯ : ส�ำนักพมิ พ์คบไฟ. ธเนศวร์ เจริญเมือง. 2542. “จากโลกานุวัตรถึงโลกเทศานุวัตรใน สงั คมศาสตร”์ วารสารวชิ าการคณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. 11(2). ศรีศกั ร วลั ลโิ ภดม. 2551. ความหมายของภมู วิ ฒั นธรรม การศึกษาจาก ภายในและส�ำนึกของท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิรยิ ะพันธุ.์ ศรศี กั ร วลั ลิโภดม และคณะ. 2551. นครแพร่ จากอดตี มาปัจจุบนั : ภมู ิ นิเวศวัฒนธรรม ระบบความเช่ือและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. กรงุ เทพฯ : สำ� นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั . สมศรี ศิริขวัญ. 2541. การวิเคราะห์เชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมเกี่ยวกับ การต้ังถ่ินฐานของมนุษย์: กรณีศึกษาชุมชนมอญเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี. วิทยานิพนธ์สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขา สิง่ แวดลอ้ ม มหาวทิ ยาลัยมหิดล. อนุช อาภาภิรม. 2545. การพัฒนาอย่างยั่งยืน : ค�ำตอบอยู่ในความ หลากหลาย. กรุงเทพฯ : มลู นธิ ศิ นู ย์สอ่ื เพ่อื การศกึ ษา. Blaschke,G.W. Mosandl, R. & Faulstich, M. 2005. “History and Mandate of Sustainability: From Local Forestry to Global Policy” in Widerer, P.A. Schroeder, E.D. & Kopp,H. eds Global Sustainability: The Impact of Local Culture. 5-10, Germany : Wiley. 219

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจสู่การพัฒนาทีย่ ั่งยืน Brocchi, D. 2008. The Cultural Dimension of Sustainability. (Online). Available : www.davidebrocchi.eu/doks/2008_newfrontier. pdf. [26 August 2016] Drummond,I. & Mardens,T. 1999. “Sustainable Development: The impress and beyond” in Redclift, M. ed. Sustainability Critical Concepts in Social Science (Vol.2), 256-258. Duxbury, N. & Gillette, E. 2007. Culture as a key dimension of sustainability: Exploring concepts, Themes and Models, Canada: Creative City Network. (Online). Available : www.cultureandcommunities.ca/downloads/wp1- culture-sustainability.pdf. [26 August 2016] Ellliott, J.A. 2006. An Introduction to Sustainable Development. USA : Routledge. Monto,M. Ganesh,L.S. & Vaghese,K. 2005. Sustainability and Human Settlements: Fundamental Issues, Modeling and Simulation. India : SAGE. Netting, R. 1977. Cultural Ecology. California : Cummings Publishing Company. Segschneider, K.H. 2002. 10 Years after Rio debating development perspectives, Bangkok: Chotana Print Co.Ltd.Sustaibable Development Research Instutute. (1998) Social Capital Formation and Institutions For Sustainability. Workshop proceedings prepared by Asoka Mendis. Vancouver: 220

วารสารวิชาการ ีป ่ีท 12 ฉบับท่ี 1 มกราคม - ิมถุนายน 2559 Sustaibable Development Research Institute. (Online). Available: http://www.williambowles.info/mimo/refs/ soc_cap.html. [13 November 2016] Torjman,S.2000. TheSocialDimensionofSustainableDevelopment. (Online). Available : http://www.caledoninst.org/ Publications/PDF/1-894598-00-8.pdf. [13 November 2016] 221

อ ุน ูกล ตัน ุสพล นิเวศวทิ ยาวฒั นธรรม : กุญแจสู่การพฒั นาท่ยี ั่งยนื 222


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook