รายการวัด วิธวี ัด เครือ่ งมอื ๕๐ - ตรวจใบงานท่ี 3 - ใบงานที่ 3 3) กระบวนการ เกณฑ์การประเมนิ สังเคราะหด์ ว้ ยแสง - แบบฝกึ หัด - รอ้ ยละ 60 - ตรวจแบบฝึกหัด ผา่ นเกณฑ์ - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ 4) โฟโตเรสไพเรชัน - ตรวจใบงานที่ 4 - ใบงานที่ 3 - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หัด - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 5) โฟโตเรสไพเรชนั - ตรวจใบงานท่ี 5 - ใบงานท่ี 3 - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หัด - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ 6) การเพมิ่ ขน้ึ ของแก๊ส - ตรวจใบงานที่ 6 - ใบงานที่ 3 - ร้อยละ 60 คารบ์ อนไดออกไซด์ - แบบฝึกหัด ผา่ นเกณฑ์ - ตรวจแบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 7) ปัจจยั บางประการที่มี - ตรวจใบงานที่ 7 - ใบงานที่ 3 - ร้อยละ 60 ผลต่อการสงั เคราะห์ - แบบฝึกหดั ผ่านเกณฑ์ ด้วยแสง - รอ้ ยละ 60 - ตรวจแบบฝึกหัด ผ่านเกณฑ์ 8) การปฏิบัติการ - ประเมนิ การปฏิบตั ิการ - แบบประเมินการ - ระดบั คุณภาพดี ปฏิบัตกิ าร ผา่ นเกณฑ์ 9) การนำเสนอ ผลงาน - ประเมินการนำเสนอ - ผลงานท่นี ำเสนอ - ระดบั คุณภาพดี ผลงาน ผ่านเกณฑ์
๕๑ รายการวัด วิธวี ัด เครือ่ งมือ เกณฑ์การประเมิน 10) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล การทำงาน ผา่ นเกณฑ์ รายบุคคล 11) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพดี การทำงานกลุ่ม การทำงานกลุ่ม การทำงานกลุม่ ผ่านเกณฑ์ 12) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมีวินัย - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพดี อันพงึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมุง่ ม่นั คณุ ลักษณะ ผ่านเกณฑ์ ในการทำงาน อันพงึ ประสงค์ 8.4 ประเมินหลงั เรยี น - แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั - ร้อยละ 60 หลังเรียน หน่วย หลงั เรยี น เรยี น ผา่ นเกณฑ์ การเรียนรู้ท่ี ๑1 9. กจิ กรรมการเรียนรู้ • แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1 : การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชวั่ โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 : การศกึ ษาทเ่ี กยี่ วกบั การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง แนวคดิ รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชวั่ โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3 : กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 4 ชว่ั โมง • แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 : โฟโตเรสไพเรชนั แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชว่ั โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 : การเพิ่มขึ้นของแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ แนวคิดรูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชว่ั โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 6 : ปจั จยั บางประการท่ีมผี ลต่อการสงั เคราะหด์ ้วยแสง แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชว่ั โมง (รวม 1๙ ช่ัวโมง)
๕๒ 10. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้ 10.1 สอื่ การเรียนรู้ 1) หนังสือเรียน รายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 3 2) แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรียนรู้ท่ี 11 การสังเคราะห์ดว้ ยแสง 3) แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 11 การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง 4) ใบงานที่ 1 เร่ือง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง 6) ใบงานที่ 2 เรอ่ื ง การศึกษาท่เี กย่ี วกบั การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง 7) ใบงานท่ี 3 เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง 8) ใบงานท่ี 4 เร่อื ง โฟโตเรสไพเรชัน 8) ใบงานท่ี 5 เรื่อง การเพิ่มข้ึนของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 9) ใบงานท่ี 6 เรอื่ ง ปัจจัยบางประการทีม่ ีผลต่อการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง 10) PowerPoint เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง 11) QR Code เร่ือง การสังเคราะห์ด้วยแสง 12) วดี ทิ ัศน์ เรอื่ ง การสังเคราะห์ด้วยแสง 10.2 แหล่งการเรยี นรู้ 1) ห้องเรยี น 2) ห้องสมุด 3) หอ้ งปฏิบัติการ 4) สือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์
๕๓ การออกแบบหน่วยการจดั การเรียนรู้ หน่วยท่ี 12 การควบคุมการเจริญเตบิ โตและการตอบสนองของพืช วชิ าชวี วิทยา 3 รหสั วชิ าว ว3๑๒๔๓ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 เวลา ๙ ช่ัวโมง ภาคเรยี นท่ี ๑ /๒๕๖4 ................................................................................................................................................................ ๑. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา สาระชีววิทยา ๓ เข้าใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปล่ยี นแก๊สและคายน้ำของพืช การลำเลียงของ พืช การสงั เคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธขุ์ องพชื ดอกและการเจรญิ เติบโต และการตอบสนองของพชื รวมท้ังนำ ความรไู้ ปใช้ประโยชน์ 16 ทดลองและอธบิ ายเกี่ยวกับปัจจัยตา่ งๆท่มี ีผลต่อการงอกของเมล็ด สภาพพกั ตัวของเมล็ดและ บอกแนวทางในการแกส้ ภาพพกั ตวั ของเมลด็ 17 สบื คน้ ข้อมลู อธบิ ายบทบาทและหนา้ ทขี่ องออกซิเจน ไซโตไคนิน จิบเบอร์ลิน เอทิลีน และกรด แอบไซซิก และอภิปรายเกีย่ วกับการนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 18 สืบคน้ ข้อมูล ทดลองและอธบิ ายเก่ยี วกับส่ิงเรา้ ภายนอกท่มี ีผลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพืช ๒. สาระสำคญั พืชสามารถสรา้ งสารจำพวกออกซิน ไซโทไคนนิ จิบเบอเรลลนิ เอทิลีน และกรดแอบไซซิก ซึ่งเป็น สารควบคุมการเจรญิ เติบโตหรือฮอร์โมนพืช นอกจากนัน้ นักวทิ ยาศาสตรย์ ังสามารถสรา้ งสารเคมสี งั เคราะห์ ตา่ ง ๆ ทม่ี สี มบตั ิเหมือนสารควบคมุ การเจริญเติบโตของพืช ที่พชื สรา้ งได้เองตามธรรมชาตเิ พอ่ื ประโยชนท์ าง การเกษตร ๓. สาระการเรียนรู้ 3.1 สารควบคมุ การเจรญิ เติบโตของพืช 3.2 การตอบสนองของพชื ต่อสง่ิ แวดล้อม ๔. ด้านคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ( Attitude ) คุณลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ซ่อื สัตยส์ จุ ริต มุ่งม่ันในการทำงาน มวี ินัย รักความเป็นไทย ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ คุณลักษณะของผู้เรยี น ตามหลกั สตู รโรงเรยี นมาตรฐานสากล เปน็ เลิศวชิ าการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหนา้ ทางความคิด ผลิตงานอยา่ งสร้างสรรค์ ร่วมกนั รบั ผดิ ชอบต่อสังคมโลก
๕๔ อตั ลกั ษณข์ องโรงเรยี นเชยี งคาน เรียนดี มวี นิ ยั ใฝ่กฬี า รักษาวัฒนธรรม ๕. ดา้ นการ อ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละเขียน การอ่าน : ............................................................................................................................... การคดิ วิเคราะห์ : ........................................................................................................................ การเขยี น : ............................................................................................................................... ๖. ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน : ................................................................................... ความสามารถในการส่ือสาร : .................................................................................... ความสามารถในการคิด : ..................................................................................... ความสามารถในการแก้ปัญหา : ..................................................................................... ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต : .................................................................................... ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๗. ภาระงาน/ช้นิ งาน - ผังมโนทศั น์ เรื่อง ฮอร์โมนพืช - ผงั มโนทัศน์ เรอื่ ง ปัจจยั ที่มีผลต่อการงอกของเมลด็ - ผังมโนทศั น์ เรอ่ื ง การตอบสนองของพืชในลกั ษณะการเคล่ือนไหว - ผังมโนทัศน์ เรือ่ ง การตอบสนองต่อภาวะเครียด ๘. การวดั และประเมินผล รายการวัด วิธีวดั เครอื่ งมือ เกณฑ์การประเมิน 8.1 การประเมินชน้ิ งาน/ - ผังมโนทศั น์ เรือ่ ง - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2 ภาระงานรวบยอด ฮอร์โมนพชื ผังมโนทศั น์ ผ่านเกณฑ์ - ผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง ปจั จยั - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์ ทมี่ ผี ลต่อการงอกของ ผังมโนทศั น์ เมล็ด - ผงั มโนทศั น์ เร่ือง การ - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2 ตอบสนองของพืชใน ผงั มโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์ ลักษณะการเคลือ่ นไหว
รายการวัด วิธวี ัด เครื่องมือ ๕๕ - ผงั มโนทัศน์ เรื่อง การ - แบบประเมิน เกณฑก์ ารประเมนิ ตอบสนองของพชื ใน ผังมโนทัศน์ ลกั ษณะการเคลื่อนไหว - ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การ - แบบประเมนิ ตอบสนองตอ่ ภาวะเครยี ด ผงั มโนทัศน์ - ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์ 8.2 การประเมินก่อนเรียน - ประเมินตามสภาพ - แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ จริง ก่อนเรยี น กอ่ นเรยี น หนว่ ย ก่อนเรยี น - รอ้ ยละ 60 - ใบงานท่ี 1 ผ่านเกณฑ์ การเรียนรู้ที่ 12 - แบบฝึกหดั - ร้อยละ 60 8.3 การประเมินระหว่าง ผา่ นเกณฑ์ การจดั กจิ กรรม - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 1) ฮอรโ์ มนพืช - ตรวจใบงานที่ 1 - ร้อยละ 60 - ตรวจแบบฝึกหดั ผ่านเกณฑ์ 2) ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการ - ตรวจใบงานที่ 2 - ใบงานที่ 2 - ร้อยละ 60 งอกของเมลด็ ผ่านเกณฑ์ - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝกึ หดั - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ ๓) การตอบสนองของ - ตรวจใบงานท่ี ๓ - ใบงานที่ ๓ พชื ในลักษณะการ - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หัด - รอ้ ยละ 60 เคลือ่ นไหว ผ่านเกณฑ์ 4) การตอบสนองต่อ - ตรวจใบงานท่ี 4 - ใบงานท่ี 4 - รอ้ ยละ 60 ภาวะเครยี ด ผา่ นเกณฑ์ - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝึกหัด
๕๖ รายการวัด วิธวี ัด เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมิน 5) การปฏบิ ัตกิ าร - ประเมินการปฏิบัติการ - แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพดี ปฏบิ ัตกิ าร ผ่านเกณฑ์ 6) การนำเสนอ - ประเมินการนำเสนอ - ผลงานที่นำเสนอ - ระดบั คุณภาพดี ผลงาน ผลงาน ผา่ นเกณฑ์ 7) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพดี การทำงาน ผ่านเกณฑ์ รายบุคคล 8) พฤตกิ รรม - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี การทำงานกลมุ่ การทำงานกลมุ่ การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์ 9) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวินยั - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพดี อนั พงึ ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และม่งุ มน่ั คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์ ในการทำงาน อันพงึ ประสงค์ 8.4 ประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั - ร้อยละ 60 หลังเรียน หนว่ ย หลงั เรียน เรียน ผา่ นเกณฑ์ การเรยี นรูท้ ี่ ๑2 9. กิจกรรมการเรียนรู้ เวลา 2 ชว่ั โมง • แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 : ฮอรโ์ มนพืช เวลา 2 ชว่ั โมง แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชวั่ โมง • แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2 : ปจั จัยทมี่ ผี ลต่อการงอกของเมลด็ แนวคิดรูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 2 ชวั่ โมง (รวม ๙ ช่ัวโมง) • แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 : การตอบสนองของพืชในลักษณะการเคลอ่ื นไหว แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) • แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 : การตอบสนองต่อภาวะเครียด แนวคดิ รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es)
๕๗ 10. สือ่ /แหล่งการเรียนรู้ 10.1 สื่อการเรยี นรู้ 1) หนังสือเรยี น รายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 3 2) แบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 12 การควบคุมการเจรญิ เติบโตและการตอบสนอง ของพชื 3) แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรยี นรู้ที่ 12 การควบคุมการเจริญเตบิ โตและการตอบสนอง ของพชื 4) ใบงานที่ 1 เร่ือง ฮอร์โมนพืช 6) ใบงานที่ 2 เรอ่ื ง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการงอกของเมล็ด 7) ใบงานท่ี 3 เรอ่ื ง การตอบสนองของพืชในลักษณะการเคลอื่ นไหว 8) ใบงานท่ี 4 เรอื่ ง การตอบสนองตอ่ ภาวะเครียด 9) PowerPoint เร่ือง การควบคุมการเจริญเตบิ โตและการตอบสนองของพชื 10) วีดทิ ศั น์ เร่อื ง การควบคุมการเจรญิ เตบิ โตและการตอบสนองของพืช 10.2 แหลง่ การเรยี นรู้ 1) ห้องเรียน 2) หอ้ งสมดุ 3) ห้องปฏิบัตกิ าร 4) ส่อื อิเล็กทรอนิกส์
๕๘ การออกแบบหน่วยการจัดการเรียนรู้ วิชาชีววิทยา 5 รหัสวชิ า ๓3245 (รายวิชาเพ่ิมเติม ) จำนวน ๑.๕ หน่วย ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6
๕๙ การออกแบบหนว่ ยการจดั การเรยี นรู้ หน่วยที่ ๑ ระบบประสาท วิชาชีววิทยา รหสั วชิ าว ๓3245 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เวลา ๑7 ช่วั โมง ภาคเรียนที่ ๑ /๒๕๖๔ ......................................................................................................................................................... ....... ๑. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ สาระชีววิทยา เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลย่ี นแก๊ส การลำเลียงสารและการ หมุนเวียนเลือด ภมู คิ ุ้มกนั ของรา่ งกาย การขบั ถ่าย การรบั รู้ และการตอบสนอง การเคล่ือนที่ การสบื พันธแ์ุ ละ การเจริญเตบิ โต ฮอร์โมนกับการรกั ษาดุลยภาพ และพฤตกิ รรมของสตั ว์ รวมท้ังนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ๑. สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย และเปรยี บเทยี บโครงสรา้ งและหน้าท่ขี องระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรยี ไสเ้ ดือนดิน กุ้ง หอย แมลง และสตั วม์ ีกระดกู สันหลงั ๒. อธบิ ายเกยี่ วกับโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของเซลลป์ ระสาท ๓. อธิบายเกีย่ วกับการเปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟา้ ทเี่ ยอื่ หุ้มเซลล์ของเซลลป์ ระสาท และกลไก การถา่ ยทอดกระแสประสาท ๔. อธบิ าย และสรุปเกยี่ วกบั โครงสร้างของระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทรอบนอก ๕. สืบค้นขอ้ มูล อธิบายโครงสร้างและหนา้ ที่ของส่วนตา่ ง ๆ ในสมองสว่ นหน้า สมองส่วนกลาง สมอง สว่ นหลงั และไขสนั หลัง ๖. สืบค้นขอ้ มูล อธิบาย เปรยี บเทียบ และยกตัวอย่างการทำงานของระบบประสาทโซมาตกิ และ ระบบประสาทอตั โนวัต ๒. สาระสำคญั 1) สัตว์ส่วนใหญ่มีระบบประสาททำให้สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เช่น ไฮดรา มีร่างแห ประสาท พลานาเรีย ไส้เดือนดิน กุ้ง หอย และแมลงมีปมประสาทและเส้นประสาท ส่วนสัตว์มี กระดูกสนั หลงั มีสมอง ไขสนั หลัง ปมประสาทและเสน้ ประสาท 2) หนว่ ยทำงานของระบบประสาท คอื เซลล์ประสาท ซ่ึงประกอบดว้ ยตัวเซลล์ และเสน้ ใยประสาทท่ี ทำหน้าท่รี ับและสง่ กระแสประสาทเรยี กว่า เดนไดรตแ์ ละแอกซอน ตามลำดบั 3) เซลล์ประสาทจำแนกตามหนา้ ที่ ได้เป็นเซลลป์ ระสาทรับความรู้สกึ เซลลป์ ระสาทสั่งการและเซลล์ ประสาทประสานงาน 4) เซลล์ประสาทจำแนกตามรูปร่างได้เป็นเซลล์ประสาทข้ัวเดียว เซลล์ประสาทขั้วเดียวเทียมเซลล์ ประสาทสองขั้ว และเซลล์ประสาทหลายข้ัว 5) กระแสประสาทเกิดจากการเปล่ียนแปลงศักย์ไฟฟ้าท่ีเยื่อหุ้มเซลล์ของเดนไดรต์และแอกซอน ทำให้มีการถ่ายทอดกระแสประสาทจากเซลล์ประสาทไปยังเซลล์ประสาท หรือเซลล์อื่น ๆ ผ่าน ทางไซแนปส์ 6) ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งได้เป็น 2 ระบบตามตำแหน่งและโครงสร้าง คือ ระบบประสาท ส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง และระบบประสาทรอบนอก ได้แก่ เส้นประสาทสมองและ เส้นประสาทไขสนั หลงั
๖๐ 7) สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ สมองส่วนหน้าสมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง สมองแต่ละ ส่วนจะควบคุมการทำงานของร่างกายแตกต่างกัน โดยมีเส้นประสาทที่แยกออกจากสมอง 12 คู่ ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งบางคู่ทำหน้าท่ีรับความรู้สึกเข้าสู่สมอง หรือนำคำส่ังจากสมองไปยังหน่วย ปฏิบัติงาน หรือทำหนา้ ท่ที ง้ั สองอยา่ ง 8) ไขสันหลังเป็นส่วนท่ีต่อจากสมองอยู่ภายในกระดูกสันหลัง และมีเส้นประสาทแยกออกจาก ไขสันหลังเป็นคู่ ซ่ึงทำหน้าที่ประมวลผลการตอบสนองโดยไขสันหลัง เช่น การเกิดรีเฟล็กซ์ชนิด ตา่ ง ๆ และการถา่ ยทอดกระแสประสาทระหว่างไขสันหลังกับสมอง 9) เส้นประสาทไขสันหลังทุกคู่จะทำหน้าที่รับความรู้สึกเข้าสู่ไขสันหลังและนำคำส่ังออกจาก ไขสันหลัง 10) ระบบประสาทรอบนอกส่วนที่ส่ังการแบ่งเป็นระบบประสาทโซมาติกซึ่งควบคุมการทำงานของ กล้ามเนื้อโครงร่าง และระบบประสาทอัตโนวัติซงึ่ ควบคุมการทำงานของกลา้ มเน้ือหัวใจกล้ามเนื้อ เรยี บ และตอ่ มตา่ ง ๆ 11) ระบบประสาทอัตโนวัติแบ่งการทำงานเป็น 2 ระบบ คือ ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบ ประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานตรงกันข้ามเพื่อรักษาดุลยภาพของกระบวนการ ตา่ ง ๆ ในรา่ งกาย ๓. สาระการเรียนรู้ สัตว์มีการรับรู้และการตอบสนองต่อส่ิงเร้าแตกต่างกัน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ไฮดรามีร่างแห ประสาทเชื่อมโยงกัน พลานาเรียมีปมประสาทสมองบริเวณหัว 2 ปม ทำหน้าที่เป็นสมอง มีเส้นประสาท ด้านข้าง 2 เส้น ที่ต่อมาจากปมประสามสมอง และมีเส้นประสาทตามขวางเชื่อมเส้นประสาทด้านข้างท้ัง 2 เส้น ไส้เดือนดินมีปมประสาทสมองบริเวณหัว 2 ปม มีเส้นประสาทรอบคอหอย 2 เส้น โอบรอบคอหอยมา เช่ือมกันเป้นปมประสาทใต้คอหอยและเชื่อมกับปมประสาทคู่ด้านท้อง และยังมีปมประสาทท่ีปล้องทุกปล้อง ตามแนวยาวของลำตัวซึ่งมีแขนงประสาทย่ืนเข้าไปในช้ันกล้ามเนื้อ หอยทากมีปมประสาท 3 คู่ ได้แก่ ปม ประสาทสมองควบคุมบริเวณส่วนหัว ปมประสาทเท้าควบคุมการหดตัวของกลา้ มเนอื้ สำหรบั การเคลื่อนที่ และ ปมประสาทอวัยวะภายในควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน กุ้งมีสมองเป็นปมประสาทบริเวณส่วนหัว สมองมีเส้นประสาทล้อมรอบหลอดอาหารลงมายังปมประสาทด้านลา่ งรวมกันเป็นปมประสาททรวงอกซึ่งมี 7 ปม ทอดยาวเป็นปมประสาทส่วนท้อง และมีปมประสาทแยกออกไปยังกล้ามเน้ือและระยางค์ต่าง ๆ แมลงมี ปมประสาทส่วนหัว 6 คู่ (3 คู่ รวมเป็นสมอง และ 3 คู่ รวมเป็นปมประสาทใต้สมอง) ซึ่งจะเชื่อมต่อกับปม ประสาทตามปล้องตลอดแนวยาวของลำตัวและมีเส้นประสาทแยกไปเลียงอวัยวะต่าง ๆ ส่วนสัตว์มีกระดูกสัน หลังมีเซลล์ประสาทรวทกันเป็นสมองบริเวณส่วนหัว มีไขสนั หลงั ทอดยาวไปตามดำตัว และมีเส้นประสาทแยก ออกมาจำนวนมากเพือ่ ทำหน้าทคี่ วบคุมและประสาทงานต่าง ๆ เซลล์ประสาททำหน้าที่รับและส่งสัญญาณประสาทไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย มีโครงสร้างแบ่ง ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ตัวเซลล์ประกอบด้วยนิวเคลียสและไซโทพลาซึมท่ีมีออร์แกเนลล์อยู่ภายใน ทำหน้าท่ี สังเคราะห์สารท่ีจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ และเส้นใยประสาททำหน้าท่ีรับและส่งกระแสประสาท แบ่ง ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เดนไดรต์ทำหน้าท่ีนำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์และแอกซอนทำหน้าที่นำกระแส ประสาทออกจากตัวเซลล์ เซลล์ประสาทจำแนกตามหน้าที่การทำงานได้ 3 ประเภท ได้แก่ เซลล์ประสาทรับ ความรู้สึก เซลล์ประสาทสั่งการ และเซลล์ประสาทประสานงาน และจำแนกตามรูปร่างได้ 4 ประเภท ได้แก่ เซลลป์ ระสาทข้ัวเดียว เซลลป์ ระสาทขัว้ เดียวเทียม เซลลป์ ระสาทสองข้วั และเซลล์ประสาทหลายขั้ว
๖๑ การถ่ายทอดกระแสประสาทอาศัยการเปล่ียนแปลงศักย์ไฟฟ้าที่เย่ือหุ้มเซลล์ เรียกว่า แอกชันโพเทน เชียล ซึ่งการถ่ายทอดกระแสประสาทจะเกดิ ขึน้ ระหวา่ งไซแนปส์ เมือ่ กระแสประสาทถกู ส่งมาท่ีปลายแอกซอน ของเซลล์ประสาทก่อนไซแนปส์ ถงุ บรรจสุ ารส่ือประสาทเคลื่อนท่ีไปชิดเย่ือหุ้มเซลล์แลว้ ปล่อยสารส่ือประสาท ไปยังเซลล์ประสาทหลงั ไซแนปส์ ทำใหเ้ กดิ การถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังเซลล์ประสาทถัดไป ศนู ย์ควบคมุ ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดงั น้ี - สมอง แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สมองสว่ นหน้าประกอบด้วยเซรีบรัมทำหน้าทค่ี วบคุมความคิดและ การทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ไฮโพทาลามัสทำหน้าท่ีควบคุมอุณหภูมิ การเต้นของหัวใจ ความ ดันเลือด และความต้องการพื้นฐานของร่างกาย ทาลามัสทำหน้าท่ีเป็นศูนย์รวบรวมกระแส ประสาทเข้าและออก และแยกกระแสประสาทส่งไปยังสมองส่วนต่าง ๆ สมองส่วนกลาง คอื ออพ ติกโลบทำหน้าที่ควบคมุ การเคลื่อนไหวของลูกตาและการปิดเปิดของรูมา่ นตาเมื่อไดร้ บั แสง สมอง ส่วนท้ายประกอบด้วยเซรีเบลลัมทำหน้าท่ีควบคุมการเคล่ือนไหวและการทรงตัวของร่างกาย เมดัลลาออบลองกาตาทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ พอนส์ทำหน้าท่ี ควบคุมการเคยี้ ว การหลั่งนำ้ ลาย การเคล่ือนไหวของใบหนา้ และการหายใจ สมองมเี ส้นประสาท แยกออกมา 12 คู่ ทำหน้าท่ีรับความรู้สึก (คู่ที่ 1 2 และ 8) ส่ังการ (คู่ท่ี 3 4 6 11 และ 12) หรือรบั ความรสู้ กึ และสงั่ การ (คทู่ ่ี 5 7 9 และ 10) - ไขสันหลัง เป็นระบบประสาทที่ต่อมาจากสมอง อยู่ภายในกระดูกสันหลังตั้งแต่ข้อแรกถึงกระดูก บ้ันเอวข้อที่ 2 และมีเส้นประสาทไขสันหลังแยกออกมา 31 คู่ ได้แก่ เส้นประสาทไขสันหลัง บริเวณคอ 8 คู่ เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณอก 12 คู่ เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณเอว 5 คู่ เสน้ ประสาทไขสนั หลังบรเิ วณกระเบนเหนบ็ 5 คู่ และเส้นประสาทไขสนั หลงั บริเวณก้นกบ 1 คู่ การทำงานของระบบประสาทแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนรับความรู้สึกและส่วนสั่งการ ซึ่งส่วนส่ัง การแบง่ ออกเป็น 2 ระบบ ดังนี้ - ระบบประสาทโซมาติก เป็นระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ ถูกส่ังการโดยสมองส่วนเซรีบรัม แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ รีเฟล็กซ์แอกชันเป็นการทำงานของระบบประสาทผ่านไขสันหลัง เพยี งอยา่ งเดยี ว และรเี ฟลก็ อาร์กเปน็ การทำงานของระบบประสาทท่ีผ่านไขสนั หลังและสมอง - ระบบประสาทอัตโนวัติ เป็นระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ อวัยวะท่ีอยู่นอกอำนาจจิตใจ แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ ระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบ ประสาทพาราซมิ พาเทตกิ ซ่งึ ระบบประสาท 2 ระบบนจ้ี ะทำงานในสภาวะที่ตรงขา้ มกนั ๔. ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ( Attitude ) คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่อู ยา่ งพอเพียง ซอ่ื สัตย์สจุ ริต ม่งุ ม่นั ในการทำงาน มีวินัย รักความเปน็ ไทย ใฝเ่ รียนรู้ มจี ิตสาธารณะ คุณลักษณะของผ้เู รียน ตามหลกั สูตรโรงเรยี นมาตรฐานสากล เปน็ เลศิ วิชาการ ส่ือสารสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรบั ผดิ ชอบต่อสงั คมโลก
๖๒ อัตลกั ษณข์ องโรงเรยี นเชยี งคาน เรยี นดี มีวนิ ยั ใฝก่ ฬี า รักษาวัฒนธรรม ๕. ด้านการ อา่ น คดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี น การอ่าน : ............................................................................................................................... การคดิ วิเคราะห์ : ........................................................................................................................ การเขียน : ............................................................................................................................... ๖. ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน : ................................................................................... ความสามารถในการสื่อสาร : .................................................................................... ความสามารถในการคิด : ..................................................................................... ความสามารถในการแก้ปัญหา : ..................................................................................... ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต : .................................................................................... ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี ๗. ภาระงาน/ช้ินงาน - รายงาน เร่ือง การสำรวจระบบประสาทของสตั ว์ - รายงาน เรอ่ื ง โรคที่เก่ยี วขอ้ งกับอวยั วะรับความร้สู ึก - ผงั มโนทศั น์ เร่ือง การรับรแู้ ละการตอบสนองของสัตว์ - ผงั มโนทัศน์ เรือ่ ง โครงสรา้ งและประเภทของเซลลป์ ระสาท - ผงั มโนทัศน์ เร่อื ง ศูนย์ควบคมุ ระบบประสาท - ผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง การทำงานของระบบประสาท - ผังมโนทัศน์ เรื่อง อวัยวะรบั ความรู้สึก - แผนผงั เปรียบเทยี บ เรื่อง ประเภทของเซลล์ประสาท - แผนภาพ เรอื่ ง การเปล่ียนแปลงศกั ย์ไฟฟา้ ที่เยื่อห้มุ เซลล์และการถา่ ยทอดกระแสประสาท - ป้ายนเิ ทศ เรอ่ื ง โรคทเี่ กย่ี วข้องกับอวยั วะรบั ความรู้สกึ - แผน่ พับ เรอื่ ง โรคท่เี ก่ยี วข้องกับอวัยวะรบั ความรสู้ ึก ๘. การวดั และประเมนิ ผล วธิ วี ัด เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ รายการวัด 8.1 การประเมนิ ช้ินงาน/ - รายงาน เรอ่ื ง การ - แบบประเมนิ รายงาน - ระดับคณุ ภาพ 2 ภาระงานรวบยอด สำรวจระบบประสาท ผ่านเกณฑ์ ของสัตว์ - แบบประเมิรายงาน - ระดับคุณภาพ 2 - รายงาน เรือ่ ง โรคที่ ผ่านเกณฑ์ เกีย่ วข้องกบั อวยั วะรับ ความรสู้ ึก
๖๓ รายการวดั วธิ ีวดั เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมิน - ผงั มโนทัศน์ เร่ือง การ - แบบประเมิน - ระดับคณุ ภาพ 2 รับรู้และการตอบสนอง ผังมโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์ ของสตั ว์ - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2 - ผังมโนทัศน์ เรื่อง ผังมโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์ โครงสร้างและประเภท ของเซลล์ประสาท - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2 ผงั มโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์ - ผงั มโนทัศน์ เรอ่ื ง ศูนย์ ควบคุมระบบประสาท - แบบประเมิน - ระดับคณุ ภาพ 2 ผังมโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์ - ผังมโนทัศน์ เร่ือง การ ทำงานของระบบ - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2 ประสาท ผังมโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์ - ผงั มโนทัศน์ เรือ่ ง - แบบประเมินแผนผัง - ระดบั คณุ ภาพ 2 อวัยวะรับความรูส้ ึก ผา่ นเกณฑ์ - แบบประเมิน - แผนผังเปรยี บเทยี บ แผนภาพ - ระดบั คุณภาพ 2 เรื่อง ประเภทของเซลล์ ผา่ นเกณฑ์ ประสาท - แบบประเมนิ ปา้ ยนิเทศ - ระดบั คณุ ภาพ 2 - แผนภาพ เรือ่ ง การ ผา่ นเกณฑ์ เปล่ยี นแปลงศักย์ไฟฟ้า - แบบประเมนิ แผน่ พบั ท่เี ย่อื หมุ้ เซลลแ์ ละการ - ระดับคณุ ภาพ 2 ถา่ ยทอดกระแส ผา่ นเกณฑ์ ประสาท - ปา้ ยนิเทศ เร่ือง โรคที่ เกีย่ วข้องกบั อวยั วะรับ ความรูส้ ึก - แผน่ พับ เรือ่ ง โรคท่ี เก่ยี วข้องกบั อวยั วะรับ ความรสู้ กึ 8.2 การประเมินก่อนเรียน - แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ - ประเมนิ ตามสภาพ กอ่ นเรียน จริง ก่อนเรยี น หนว่ ย กอ่ นเรียน การเรียนรู้ที่ 1
รายการวัด วิธวี ัด เครื่องมือ ๖๔ - แบบฝกึ หดั 8.3 การประเมนิ ระหว่าง เกณฑ์การประเมนิ การจดั กจิ กรรม 1) การรับรแู้ ละการ - ตรวจแบบฝกึ หัด - ร้อยละ 60 ตอบสนองของสตั ว์ ผ่านเกณฑ์ 2) เซลลป์ ระสาทและ - ตรวจใบงานท่ี 2.1 - ใบงานท่ี 2.1 - รอ้ ยละ 60 การทำงานของ - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหัด ผา่ นเกณฑ์ เซลลป์ ระสาท - ร้อยละ 60 3) ศนู ย์ควบคุม - ตรวจใบงานท่ี 2.2 - ใบงานที่ 2.2 ผ่านเกณฑ์ ระบบประสาท - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หัด - รอ้ ยละ 60 4) การทำงานของ - ตรวจใบงานท่ี 2.3 - ใบงานที่ 2.3 ผ่านเกณฑ์ ระบบประสาท - ตรวจใบงานที่ 2.4 - ใบงานที่ 2.3 - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หัด - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ 5) อวัยวะรับความรสู้ กึ - ตรวจใบงานที่ 2.5 - ใบงาท่ี 2.5 - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หัด - รอ้ ยละ 60 6) การปฏบิ ัติการ - ประเมนิ การปฏิบตั ิการ - แบบประเมนิ การ ผ่านเกณฑ์ ปฏิบัตกิ าร - ระดบั คุณภาพดี ผ่านเกณฑ์
๖๕ รายการวดั วิธีวัด เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมิน 7) การนำเสนอ - ประเมินการนำเสนอ - ผลงานท่นี ำเสนอ - ระดับคุณภาพดี ผลงาน ผลงาน ผา่ นเกณฑ์ 8) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี 9) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์ การทำงานกลุ่ม การทำงานกลุม่ - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี 10) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมีวินยั อนั พงึ ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุง่ ม่นั การทำงานกลมุ่ ผ่านเกณฑ์ ในการทำงาน - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพดี คณุ ลักษณะ ผ่านเกณฑ์ อนั พึงประสงค์ 6.4 ประเมินหลงั เรียน - แบบทดสอบหลังเรียน - ร้อยละ 60 - แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบ ผา่ นเกณฑ์ หลังเรียน หน่วย หลังเรียน การเรยี นรทู้ ี่ 1 9. กจิ กรรมการเรียนรู้ เวลา 2 ชวั่ โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 : โครงสร้างและหนา้ ที่ระบบประสาทของสตั ว์ เวลา 3 ชว่ั โมง แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชว่ั โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 : โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ประสาท แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 5 ชวั่ โมง • แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3 : การถ่ายทอดกระแสประสาท เวลา 3 ชว่ั โมง แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) (รวม 16 ช่วั โมง) • แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 4 : ศูนยค์ วบคมุ ประสาท แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) • แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5 : การทำงานของเซลล์ประสาท แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ (5Es)
๖๖ 10. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้ 10.1 ส่ือการเรยี นรู้ 1) หนงั สอื เรียน รายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรู้ ท่ี 2 ระบบประสาทและอวยั วะรับความรสู้ ึก 2) แบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 2 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สกึ 3) แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 ระบบประสาทและอวยั วะรับความรสู้ ึก 4) ใบงานที่ 2.1 เร่อื ง เซลล์ประสาท 5) ใบงานที่ 2.2 เรือ่ ง สมอง 6) ใบงานท่ี 2.3 เรอ่ื ง ระบบประสาทอัตโนวัติ 7) ใบงานท่ี 2.4 เร่ือง การทำงานของระบบประสาท 8) ใบงานท่ี 2.5 เรอ่ื ง อวยั วะรบั ความรู้สึก 9) แบบจำลองสมองของสัตว์กลุ่มต่าง ๆ และแบบจำลองโครงสรา้ งของตา หู จมูก ล้นิ และผิวหนัง 10) PowerPoint เร่ือง ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรู้สึก 11) QR Code เรอื่ ง ไซแนปส์ สมอง เสน้ ประสาทสมอง เส้นประสาทไขสันหลงั โครงสรา้ งของตา โครงสร้างของหู และโครงสรา้ งของผวิ หนงั 12) วดี ทิ ัศน์ เร่ือง การตอบสนองตอ่ สง่ิ เร้าของสัตว์ 13) บัตรภาพการรับรู้และการตอบสนอง เซลล์ในร่างกาย การทดลองการส่งกระแสประสาทของ เสน้ ประสาทไขสันหลงั ของกบ 10.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) หอ้ งเรยี น 2) ห้องสมดุ 3) หอ้ งปฏิบัตกิ าร 4) สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์
๖๗ หน่วยที่ 2 ระบบสมั ผัสและอวัยวะรับสมั ผสั วิชาชีววิทยา 5 รหสั วิชาว ๓3245 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เวลา 5 ชวั่ โมง ภาคเรยี นที่ ๑ /๒๕๖๔ ................................................................................................................................................................ ๑. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ สาระชีววิทยา เขา้ ใจการย่อยอาหารของสตั ว์และมนษุ ย์ การหายใจและการแลกเปล่ยี นแก๊ส การลำเลยี งสารและการ หมุนเวียนเลือด ภูมคิ ้มุ กันของร่างกาย การขบั ถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคล่ือนที่ การสบื พันธุ์และ การเจริญเตบิ โต ฮอรโ์ มนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤตกิ รรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 7) ตา หู จมูก ลิน้ และผิวหนัง เปน็ อวยั วะรบั ความรู้สึกที่รับสง่ิ เร้าที่แตกต่างกนั จึงมีความสำคัญท่ีควร ดแู ล ปอ้ งกนั และรกั ษาใหส้ ามารถทำงานได้เป็นปกติ 8) ตาประกอบด้วย ชั้นสเคลอรา โครอยด์และเรตินา เลนส์ตาเป็นเลนส์นูนอยู่ถัดจากกระจกตา ทำ หน้าท่ีรวมแสงจากวัตถุไปท่ีเรตินา ซึ่งประกอบด้วย เซลล์รับแสง และเซลล์ประสาทท่ีนำกระแสประสาทสู่ สมอง 9) หูประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลางและหูส่วนใน ภายในหูส่วนในมีคอเคลีย ซ่ึง หน้าท่ีรับและเปล่ียนคลื่นเสียงเป็นกระแสประสาท นอกจากน้ียังมีเซมิเซอร์คิวลาร์แคเเนล ทำหน้าที่รับรู้ เกย่ี วกบั การทรงตัวของรา่ งกาย 10) จมูกมีเซลล์ประสาทรับกลิ่นอยู่ภายในเย่ือบุจมูกท่ีเป็นตัวรับสารเคมีบางชนิดแล้วเกิดกระแส ประสาทสง่ ไปยงั สมอง 11) ล้ินทำหน้าที่รับรส โดยมีตุ่มรับรสกระจายอยู่ทั่วผิวล้ินด้านบน ตุ่มรับรสมีเซลล์รับรสอยู่ภายใน เมื่อเซลลร์ ับรสถูกกระตุน้ ด้วยสารเคมจี ะกระตนุ้ เดนไดรตข์ องเซลลป์ ระสาทเกดิ กระแสประสาทส่งไปยังสมอง 12) ผิวหนัง มีหน่วยรับส่ิงเร้าหลายชนิด เช่น หน่วยรับสัมผัส หน่วยรับแรงกด หน่วยรับความ เจ็บปวด หนว่ ยรบั อุณหภมู ิเอนไซม์ ๒. สาระสำคญั ตา หู จมูก ล้นิ และผิวหนัง เปน็ อวัยวะรบั ความรูส้ กึ ที่รับส่ิงเรา้ ท่ีแตกต่างกนั จึงมคี วามสำคัญ ทค่ี วร ดูแล ป้องกนั และรกั ษาให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ ตาประกอบด้วย ชั้นสเคลอรา โครอยดแ์ ละเรตินา เลนส์ ตาเป็นเลนสน์ ูนอย่ถู ัดจากกระจกตา ทำหน้าทีร่ วมแสงจากวัตถุไปที่เรตนิ า ซึ่งประกอบดว้ ย เซลล์รับแสง และ เซลลป์ ระสาททนี่ ำกระแสประสาทสสู่ มอง หปู ระกอบด้วย ๓ สว่ น คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลางและหูส่วนใน ภายในหสู ว่ นในมคี อเคลยี ซึง่ ทำ หนา้ ที่รับและเปลยี่ นคลนื่ เสียงเป็นกระแสประสาท นอกจากน้ียังมีเซมิเซอร์คิวลาร์แคเเนล ทำหนา้ ที่รบั รู้ เกีย่ วกับการทรงตวั ของร่างกาย จมกู มเี ซลล์ประสาทรับกล่นิ อยภู่ ายในเยอื่ บจุ มูกทีเ่ ป็นตัวรบั สารเคมบี างชนิดแลว้ เกิดกระแสประสาท สง่ ไปยงั สมอง ลิ้นทำหน้าทรี่ บั รส โดยมีตุ่มรับรสกระจายอยู่ทวั่ ผวิ ล้ินดา้ นบน ตุ่มรบั รสมีเซลลร์ ับรสอยู่ภายใน เมอ่ื เซลลร์ ับรสถกู กระตนุ้ ด้วยสารเคมีจะกระต้นุ เดนไดรต์ของเซลล์ประสาทเกิดกระแสประสาทส่งไปยงั สมอง ผวิ หนัง มหี น่วยรบั สิ่งเรา้ หลายชนิด เชน่ หน่วยรับสมั ผัส หน่วยรบั แรงกด หนว่ ยรับความเจบ็ ปวด หน่วยรับอุณหภูมิ
๖๘ ๓. สาระการเรยี นรู้ มนุษย์มีอวัยวะรบั สมั ผัส ดงั นี้ - ตา เม่ือแสงตกกระทบกับวัตถุและสะท้อนเขา้ สู่นัยน์ตา แสงผ่านรูม่านตาโดยมีเลนส์ตาทำหน้าท่ี รวมแสงไปตกบริเวณเรตินาท่ีประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วแปลเป็นกระแส ประสาทส่งไปทางเสน้ ประสาทสมองคู่ที่ 2 เข้าสู่สมองส่วนออพตกิ โลบ - หู เมื่อคล่นื เสยี งผ่านเข้าหู จากหสู ว่ นนอก หสู ่วนกลาง และหสู ่วนใน คล่ืนเสียงจะทำใหข้ องเหลว ในคอเคลียสั่นสะเทือน แล้วแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพ่ือเข้าสู่ สมองส่วนเซรีบรัม และยังทำหน้าท่ีรับรู้การทรงตัวของร่างกายโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของ ของเหลวในเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล แล้วแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพอ่ื เข้าสูส่ มองส่วนเซรเี บลลัม - จมูก เม่ือโมเลกุลสารเคมีผ่านเข้าจมูก ออลแฟกทอรีเซลล์ทำหน้าที่รับกล่ินและแปลเป็นกระแส ประสาทสง่ ไปยงั เสน้ ประสาทสมองคู่ที่ 1 นำเข้าสสู่ มองส่วนเซรบี รัม - ล้ิน มีตุ่มรับรสทำหน้าท่ีรับรสและแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปตามเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 7 และ 9 เขา้ สสู่ มองสว่ นเซรีบรัม - ผิวหนัง มีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก ท้ังการสัมผัส แรงกด ความร้อน ความเย็น ซ่ึง จะสง่ กระแสประสาทไปยงั สมอง ๔. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ( Attitude ) คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซือ่ สัตยส์ ุจริต มุง่ มั่นในการทำงาน มวี ินัย รกั ความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มจี ิตสาธารณะ คุณลักษณะของผู้เรียน ตามหลกั สูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล เป็นเลิศวชิ าการ สอ่ื สารสองภาษา ลำ้ หนา้ ทางความคิด ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์ ร่วมกันรบั ผดิ ชอบต่อสังคมโลก อตั ลกั ษณข์ องโรงเรยี นเชยี งคาน เรยี นดี มีวนิ ัย ใฝ่กีฬา รักษาวฒั นธรรม ๕. ด้านการ อา่ น คิดวิเคราะห์และเขียน การอา่ น : ............................................................................................................................... การคิดวเิ คราะห์ : ........................................................................................................................ การเขียน : ............................................................................................................................... ๖. ด้านสมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน : ................................................................................... ความสามารถในการส่ือสาร : .................................................................................... ความสามารถในการคดิ
๖๙ ความสามารถในการแก้ปญั หา : ..................................................................................... ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ : ..................................................................................... ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี : .................................................................................... ๗. ภาระงาน/ชนิ้ งาน - สืบค้นขอ้ มลู จากใบความรู้ สอื่ และแหล่งเรียนรู้ - ตอบคำถามในแบบฝกึ หัด - ผงั มโนทัศน์ เรือ่ ง อวัยวะรับความสัมผัส ๘. การวัดและประเมนิ ผล วธิ ปี ระเมนิ เครอื่ งมอื เกณฑ์การประเมนิ ผล รายการประเมิน การประเมินชิ้นงาน/ - ตรวจแบบบันทึกกจิ กรรม - แบบประเมิน -ระดบั คณุ ภาพ ๒ ผ่าน ภาระงาน (รวบยอด) เร่ือง ระบบรบั สัมผสั และอวยั วะ ช้ินงาน/ภาระงาน เกณฑ์ รับความร้สู กึ - ผงั มโนทศั น์ เรื่อง อวยั วะรับ - แบบประเมิน -ระดับคุณภาพ ๒ ผ่าน ความสัมผัส ชนิ้ งาน/ภาระงาน เกณฑ์ การประเมินก่อนเรียน ใชค้ ำถาม คำถาม การมีส่วนร่วมในการ - คำถามทบทวนความรเู้ ดมิ ตอบคำถามและแสดง ของนักเรยี น ความคดิ เหน็ ประเมินระหวา่ งการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ๑) ตอบคำถาม/ การ ตรวจสมดุ บนั ทึก สมดุ บนั ทึก รอ้ ยละ ๖๐ อภปิ รายผลการเรยี นรู้ ตรวจผลการอภิปรายร่วมกัน ผ่านเกณฑ์ ของนักเรียนแต่ละกลุม่ การประเมนิ ก่อนเรยี น ใช้คำถาม คำถาม การมสี ่วนร่วมในการ - คำถามทบทวนความรู้เดิม ตอบคำถามและแสดง ของนักเรยี น ความคิดเหน็ ประเมินระหว่างการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ๑) ตอบคำถาม/ การ ตรวจสมุดบันทกึ สมุดบันทกึ ร้อยละ ๖๐ อภิปรายผลการเรยี นรู้ ตรวจผลการอภิปรายร่วมกนั ผ่านเกณฑ์ ของนักเรยี นแต่ละกลมุ่ ๒) พฤติกรรมการทำงาน สังเกตพฤตกิ รรมการทำงาน แบบสังเกต ระดับคุณภาพ ๒ ผ่าน รายบคุ คล รายบคุ คล พฤติกรรมการทำงาน เกณฑ์ รายบุคคล ๓) พฤติกรรมการทำงาน สงั เกตพฤติกรรมการทำงานราย แบบสงั เกต ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่าน กลุ่ม กลมุ่ พฤติกรรมการทำงาน เกณฑ์ รายกลมุ่
๗๐ รายการประเมิน วิธีประเมนิ เคร่อื งมอื เกณฑ์การประเมนิ ผล ๔) คุณลักษณะอันพงึ สังเกตความมีวนิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ แบบประเมิน ระดับคุณภาพ ๒ ผ่าน ประสงค์ และมงุ่ ม่นั ในการทำงาน คุณลักษณะอันพึง เกณฑ์ ประสงค์ ประเมินหลังการจัด ทดสอบ แบบทดสอบ รอ้ ยละ ๖๐ กจิ กรรมการเรียนรู้ ผ่านเกณฑ์ ๙. กจิ กรรมการเรียนรู้ เวลา 2 ชวั่ โมง แผนการเรยี นรู้ท่ี ๔ อวยั วะรับสัมผัสและการรักษา เวลา ๑ ชวั่ โมง แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 2 ชวั่ โมง แผนการเรียนรู้ที่ ๕ การมองเหน็ แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรยี นรทู้ ่ี ๖ โครงสร้างผิวหนัง แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) ๑๐. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ ๑๐.๑ หนงั สือเรียนรายวิชาเพ่ิมเตมิ ชวี วทิ ยา เล่ม 5 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๖ ๑๐.๒ สือ่ คลิปวดี โี อเรอ่ื ง ระบบรบั สัมผัสและอวยั วะรบั ความรูส้ ึก ๑๐.๓ สือ่ นำเสนอ Power Point ระบบรบั สัมผัสและอวยั วะรบั ความรสู้ กึ
๗๑ หน่วยที่ ๓ การเคลือ่ นไหวของส่ิงมชี ีวติ วิชาชีววิทยา 5 รหัสวิชาว ๓3245 กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 เวลา 8 ชัว่ โมง ภาคเรยี นที่ ๑ /๒๕๖๔ ................................................................................................................................................................ ๑. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ สาระชีววิทยา เขา้ ใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนษุ ย์ การหายใจและการแลกเปล่ยี นแกส๊ การลำเลียงสารและการ หมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขบั ถา่ ย การรบั รู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสืบพันธ์ุและ การเจรญิ เติบโต ฮอร์โมนกบั การรักษาดุลยภาพ และพฤตกิ รรมของสตั ว์ รวมทั้งนำความร้ไู ปใช้ประโยชน์ 13. สืบค้นขอ้ มูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะที่เก่ยี วขอ้ งกบั การ เคลือ่ นท่ีของแมงกะพรุน หมึก ดาวทะเล ไส้เดือนดินแมลง ปลา และนก 14. สืบคน้ ขอ้ มลู และอธบิ ายโครงสร้างและหน้าท่ีของกระดกู และกล้ามเนื้อที่เกย่ี วขอ้ งกบั การเคลื่อนไหวและการเคลื่อนทขี่ องมนุษย์ 15. สังเกต และอธิบายการทำงานของขอ้ ต่อชนดิ ต่างๆ และการทำงานของกลา้ มเนอ้ื โครงร่างท่ี เกี่ยวข้องกบั การเคลื่อนไหวและการเคลื่อนท่ีของมนุษย์ ๒. สาระสำคญั การเคล่ือนท่ขี องสง่ิ มีชวี ิตเซลลเ์ ดยี วมลี กั ษณะแตกตา่ งกนั ตามโครงสร้างของเซลล์ ดงั นี้ - การเคลื่อนที่โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม พบในอะมีบา โดยอาศัยการแปรสภาพของ เอ็ก โทพลาซึมและเอนโดพลาซึม ซ่ึงจะทำงานร่วมกับการหดตัวและคลายตัวไมโครฟิลาเมนต์ (แอกทินและไมโอ ซิน) - การเคล่ือนท่ีโดยอาศัยแฟลเจลลัมและซิเลีย ซ่ึงแฟลเจลลัมมีลักษณะเป็นเส้นใยยาว รูปร่างคล้าย แส้ มีจำนวน 1-2 เส้น แฟลเจลลัมจะพัดโบกจากโคนสู่ปลายทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบลูกคล่ืน พบในยูกลี นาและวอลวอกซ์ สว่ นซิเลียมีจำนวนมากกว่าแฟลเจลลัม แต่สน้ั กว่า และกระจายอยูร่ อบเซลล์ ซิเลียพดั โบกใน ทศิ ทางเดยี วกนั ทำใหเ้ ซลล์เคลอ่ื นท่ีไปด้านหนา้ แบบไม่มที ิศทาง พบในพารามเี ซยี ม พลานาเรยี สตั ว์แต่ละชนิดมโี ครงสร้างที่ใชใ้ นการเคล่ือนท่ีแตกต่างกนั ดงั นี้ แมงกระพรนุ อาศัยการหดตัวของเนื้อเย่อื บริเวณขอบกระดิง่ และบรเิ วณผนังลำตัวสลับกัน ทำใหเ้ กิดแรงดนั น้ำผลักตัวแมงกะพรุนใหเ้ คล่ือนที่ไปในทิศทางตรงขา้ มกับน้ำที่พน่ ออกมา หมึก อาศัยการหดตัวของกล้ามเน้ือบริเวณลำตัวทำให้น้ำภายในลำตัวพ่นออกทางท่อไซฟอน ซ่งึ อยู่ทางส่วนล่างของส่วนหัว ตัวของหมึกจึงพงุ่ ไปในทิศทางตรงขา้ มกบั ทิศทางของน้ำที่พน่ ออกมา ดาวทะเล อาศัยแรงดันของระบบท่อน้ำ น้ำเข้าทางมาดรีโพไรต์ไหลไปตามท่อน้ำวงแหวน และท่อนำ้ แนวรศั มีเข้าสู่แอมพูลลา เมื่อกลา้ มเนื้อของแอมพูลลาหดตัวจะดันน้ำไปตามทิวบ์ฟีททำให้ยืดยาวไป แตะพืน้ ใต้นำ้ การยดื และหดของทิวบ์ฟีททำใหด้ าวทะเลเคลื่อนที่ ไส้เดือนดิน อาศัยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อวงและกล้ามเน้ือตามยาว ซึ่งทำงานใน สภาวะตรงกันขา้ ม โดยเคล่ือนทแี่ บบระลอกคล่ืน อีกทัง้ ยงั มเี ดือยช่วยบังคับทิศทางในการเคลื่อนท่ี
๗๒ แมลง แบ่งการเคล่ือนที่ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การบินเกิดจากการทำงานร่วมของกล้ามเน้ือยึด เปลอื กหุ้มส่วนอกและกล้ามเน้อื ตามยาวยึดปีกซึ่งทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เมื่อกลา้ มเน้ือยึดเปลือกห้มุ ส่วน อกหดตัว กล้ามเนื้อตามยาวยึดปีกคลายตัว ปีกจะยกขึ้น แต่เมื่อกล้ามเน้ือยึดเปลือกหุ้มส่วนอกคลายตัว กล้ามเน้ือตามยาวยึดปีกหดตัว ปีกจะกดขึ้นส่วนการกระโดดเกิดจากทำงานสลับกันของกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์ และกล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์ซึ่งทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เมื่อกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์หดตัว กล้ามเน้ือเอ็กเทน เซอร์คลายตวั ขาจะงอ แตเ่ มื่อกล้ามเนือ้ เฟลก็ เซอร์คลายตวั กล้ามเน้อื เอก็ เทนเซอร์หดตัว ขาจะเหยียด ปลา อาศัยการหดและคลายตัวแบบสลับของกล้ามเน้ือยึดติดกระดูกท่ียึดติดกับกระดูกสันหลังแต่ละ ส่วนในการเคลื่อนทีแ่ นวระนาบ และอาศยั การทำงานของครบี ต่าง ๆ ในการทรงตวั และการเคลอ่ื นทีใ่ นแนวดิ่ง นก อาศยั การทำงานของกล้ามเนื้อยกปีกและกล้ามเนือ้ กดปีก เมื่อกล้ามเน้อื ยกปีกหดตัว กลา้ มเนือ้ กด ปีกคลายตวั ปกี จะยกข้นึ แต่เมอ่ื กล้ามเนอื้ ยกปีกคลายตัว กล้ามเน้อื กดปกี หดตวั ปีกจะจะกดลง การเคลอ่ื นทขี่ องมนุษย์เกิดจากการทำงานรว่ มกันของระบบโครงกระดูกและระบบกลา้ มเนื้อ ดังนี้ ระบบโครงกระดูก ประกอบด้วยกระดูกท้ังหมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็นกระดูกแกน 80 ชิ้น เป็น กระดูกที่อยู่บริเวณกลางของร่างกาย ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกอก และกระดูกซี่โครง และ กระดูกรยางค์ 126 ชิ้น เป็นกระดูกที่นอกเหนือจากกระดูกแกน เช่น กระดูกแขน กระดูกขา กระดูกสะบัก กระดกู ไหปลาร้า กระดูกเชิงกราน ซึง่ กระดูกท่ีเช่ือมต่อกนั จะมีข้อตอ่ และเอ็นยึดข้อยดึ กระดกู 2 ช้ินให้เชอ่ื มต่อ กนั อกี ทั้งบรเิ วณขอ้ จาอจะมนี ำ้ ไขข้อช่วยหล่อล่ืนข้อต่อให้เคลื่อนไหวไดแ้ ละไม่เสียดสีกัน ระบบกล้ามเน้ือ แบ่งกล้ามเนื้อออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กล้ามเน้ือหัวใจเป็นกล้ามเน้ือของหัวใจ โดยเฉพาะ ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระบอกท่ีมีลายตามขวาง ส่วนปลายแตกแขนงและเชื่อมกับเซลล์ ข้างเคียง แต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลียส กล้ามเนอ้ื เรยี บเปน็ กล้ามเน้ือทไ่ี ม่มีลาย ประกอบดว้ ยเซลล์ลกั ษณะแบน ยาว หัวท้ายแหลม แต่ละเซลล์มี 1 นิวเคลียส และกล้ามเนื้อโครงร่างเป็นกล้ามเน้ือท่ียึดติดกับกระดูก มีแถบสี เข้มและจางสลับกัน ประกอบด้วยเซลล์ท่ีมีลักษณะทรงกระบอก แต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลียส ซ่ึงการ เคลื่อนไหวของมนุษย์เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ 2 ชุด ที่ทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เช่น การทำงาน ของกล้ามเน้ือไบเซพและกลา้ มเนอ้ื ไตรเซพในการงอและการเหยียดแขน กล้ามเนือ้ โครงร่างเป็นกล้ามเน้ือที่ทำให้เกิดการเคลอ่ื นไหวและการเคลื่อนท่ี มีโครงสร้างประกอบด้วย เส้นใยกล้ามเนื้อซึ่งภายในมีเส้นใยกล้ามเนื้อเล็กมีลักษณะเป็นท่อนยาวเรียงซ้อนกันจำนวนมาก เส้นใย กล้ามเนื้อเล็กประกอบดว้ ยไมโครฟลิ าเมนต์ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ไมโอซินและแอกทิน การเล่ือนตัวของแอกทินเข้าหา กันตรงกลางจะทำให้เส้นใยกล้ามเน้ือหดตัวซึง่ ตอ้ งอาศยั พลังงานและแคลเซยี ม 3. สาระการเรยี นรู้ 1) ส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดเคล่ือนท่ีโดยการไหลของไซโทพลาซึม บางชนิดใช้แฟลเจลลัมหรือ ซิเลยี ในการเคล่อื นที่ 2) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงกะพรุน เคลื่อนที่โดยอาศัยการหดตัวของเน้ือเย่ือบริเวณขอบ กระด่ิงและแรงดันน้ำ 3) หมึกเคลื่อนท่ีโดยอาศัยการหดตัวของกลา้ มเน้ือบริเวณลำตัว ทำใหน้ ำ้ ภายในลำตัวพ่นออกมาทาง ไซฟอน ส่วนดาวทะเลใช้ระบบท่อนำ้ ในการเคล่อื นที่ 4) ไส้เดือนดินมีการเคล่ือนท่ี โดยอาศัยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อวงและกล้ามเน้ือ ตามยาวซึ่งทำงานในสภาวะตรงกันข้าม
๗๓ 5) แมลงเคลือ่ นทโ่ี ดยใช้ปกี หรือขา ซง่ึ มีกล้ามเนือ้ ภายในเปลือกหุ้มทำงานในสภาวะตรงกนั ข้าม 6) สัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น ปลา เคล่ือนที่โดยอาศัยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่ยึดติด อยู่กับกระดูกสันหลังทั้ง 2 ข้าง ทำงานในสภาวะตรงกันข้าม และมีครีบที่อยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ช่วยโบกพัดในการเคล่ือนที่ ส่วนนกเคลื่อนท่ีโดยอาศัยการหดตัวและคลายตัวของกลา้ มเนื้อกดปีก กบั กลา้ มเน้ือยกปีกซ่งึ ทำงานในสภาวะตรงกันขา้ ม 7) มนุษยเ์ คลื่อนทโี่ ดยอาศยั การทำงานของกระดูกและกลา้ มเนื้อซึ่งยดึ กันดว้ ย เอ็นยดึ กระดูก 8) บรเิ วณทกี่ ระดกู ตั้งแต่ 2 ช้ินมาตอ่ กนั เรียกว่า ข้อตอ่ และยดึ กันดว้ ยเอ็นยึดข้อ 9) กระดูกเป็นเน้ือเย่ือที่ใช้ค้ำจุนและทำหน้าท่ีในการเคล่ือนไหวของร่างกาย แบ่งตามตำแหน่งได้ เป็นกระดูกแกนและกระดูกรยางค์ 10) กล้ามเนื้อในร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็นกล้ามเน้ือโครงร่าง กล้ามเนื้อหัวใจ และกล้ามเนื้อเรียบ กลา้ มเน้ือท้งั 3 ชนดิ พบในตำแหนง่ ทีต่ า่ งกันและมหี น้าทแี่ ตกต่างกัน 11) กล้ามเนอ้ื โครงร่างส่วนใหญ่ทำงานร่วมกันเปน็ คู่ๆ ในสภาวะตรงกันขา้ ม ๔. ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ( Attitude ) คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง ซอื่ สัตย์สจุ ริต ม่งุ มน่ั ในการทำงาน มีวนิ ยั รกั ความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มจี ิตสาธารณะ คณุ ลักษณะของผู้เรียน ตามหลกั สูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล เปน็ เลศิ วชิ าการ ส่อื สารสองภาษา ล้ำหนา้ ทางความคิด ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รบั ผิดชอบต่อสงั คมโลก อัตลกั ษณข์ องโรงเรยี นเชียงคาน เรียนดี มวี ินัย ใฝก่ ฬี า รักษาวัฒนธรรม ๕. ดา้ นการ อ่าน คดิ วิเคราะหแ์ ละเขียน การอ่าน : ............................................................................................................................... การคดิ วิเคราะห์ : ........................................................................................................................ การเขียน : ............................................................................................................................... ๖. ด้านสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน : ................................................................................... ความสามารถในการสอ่ื สาร : .................................................................................... ความสามารถในการคิด : ..................................................................................... ความสามารถในการแก้ปญั หา : ..................................................................................... ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ : .................................................................................... ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๗๔ ๗. ภาระงาน/ช้ินงาน - สืบคน้ ข้อมูลจากใบความรู้ สื่อ และแหล่งเรียนรู้ - ตอบคำถามในแบบฝกึ หัด - ผังมโนทศั น์ เรื่อง การเคลอ่ื นไหวของสง่ิ มีชีวิต ๘. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธปี ระเมนิ เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมินผล การประเมินชน้ิ งาน/ - ตรวจช้ินงาน - แบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ - ระดับคณุ ภาพ ๒ ผ่าน ภาระงาน (รวบยอด) แบบบันทึกกิจกรรม การ ภาระงาน เกณฑ์ เคลอื่ นไหวของสิ่งมชี ีวติ - ผงั มโนทศั น์ เรื่อง การ - แบบประเมินชิน้ งาน/ - ระดับคณุ ภาพ ๒ ผา่ น ภาระงาน เกณฑ์ เคล่ือนไหวของสิ่งมชี ีวติ คำถาม การมีส่วนรว่ มในการ การประเมินก่อนเรยี น ใชค้ ำถาม ตอบคำถามและแสดง ความคิดเหน็ - คำถามทบทวนความร้เู ดมิ ของนักเรียน ประเมินระหว่างการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ๑) ตอบคำถาม/ การ ตรวจสมดุ บันทึก สมดุ บันทึก ร้อยละ ๖๐ ผ่านเกณฑ์ อภิปรายผลการเรียนรู้ ตรวจผลการอภิปราย ร่วมกันของนักเรยี นแตล่ ะ กลมุ่ ๒) พฤติกรรมการทำงาน สังเกตพฤติกรรมการทำงาน แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดับคุณภาพ ๒ ผา่ น รายบคุ คล รายบุคคล การทำงานรายบคุ คล เกณฑ์ ๓) พฤติกรรมการทำงาน สังเกตพฤตกิ รรมการทำงาน แบบสังเกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่าน กลมุ่ รายกลุ่ม การทำงานรายกลุม่ เกณฑ์ ๔) คณุ ลกั ษณะอนั พึง สังเกตความมวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้ แบบประเมินคุณลักษณะ ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่าน ประสงค์ และมงุ่ มน่ั ในการทำงาน อนั พงึ ประสงค์ เกณฑ์ ประเมนิ หลังการจัด ทดสอบ แบบทดสอบ รอ้ ยละ ๖๐ กิจกรรมการเรยี นรู้ ผ่านเกณฑ์ ๙. กิจกรรมการเรียนรู้ เวลา 3 ชัว่ โมง แผนการเรยี นร้ทู ี่ 9 การเคล่ือนไหวของส่งิ มีชวี ติ เวลา 2 ช่ัวโมง เวลา 3 ชั่วโมง แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรยี นรู้ท่ี 10 โครงสร้างและหน้าท่ีของกระดกู และข้อต่อ แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรียนร้ทู ี่ ๑๐ การทำงานของกล้ามเนื้อ แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es)
๗๕ ๑๐. สื่อ/แหล่งเรยี นรู้ ๑๐.๑ หนงั สือเรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ ชวี วิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๖ ๑๐.๒ สอ่ื คลิปวดี โี อเรื่อง การเคลือ่ นไหวของสิ่งมีชวี ิต ๑๐.๓ ส่อื นำเสนอ Power Point เรอ่ื งการเคลื่อนไหวของสง่ิ มชี ีวติ ๑๐.๔ สื่อนำเสนอ Power Point เร่ืองโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องกระดูกและข้อต่อ ๑๐.๕ สอ่ื นำเสนอ Power Point เรือ่ งการทำงานของกล้ามเน้ือ
๗๖ หน่วยที่ 4 ระบบสบื พันธ์ุและการเจรญิ เตบิ โตของส่ิงมีชีวติ วิชาชีววิทยา 5 รหัสวิชาว ๓3245 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 เวลา 18 ชวั่ โมง ภาคเรียนท่ี ๑ /๒๕๖๔ ................................................................................................................................................................ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้วี ัด/ผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา เขา้ ใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนษุ ย์ การหายใจและการแลกเปลยี่ นแกส๊ การลำเลยี งสารและการ หมุนเวียนเลือด ภมู ิคมุ้ กันของร่างกาย การขบั ถา่ ย การรบั รู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสบื พนั ธุแ์ ละ การเจรญิ เติบโต ฮอรโ์ มนกับการรกั ษาดลุ ยภาพ และพฤตกิ รรมของสตั ว์ รวมทงั้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 16. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่างการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ในสตั ว์ 17. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและระบบสืบพันธ์ุ เพศหญงิ 18. อธิบายกระบวนการสร้างสเปริ ์ม กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่ และการปฏสิ นธใิ นมนุษย์ 19. อธบิ ายการเจรญิ เติบโตระยะเอม็ บริโอและระยะหลังเอ็มบรโิ อของกบ ไก่ และมนษุ ย์ ๒. สาระสำคญั การสืบพันธ์ขุ องสัตว์แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การสืบพันธแุ์ บบไมอ่ าศัยเพศเปน็ การสบื พันธุท์ ไี่ ม่ มีการรวมกันของเซลล์สืบพันธ์ุ เช่น การงอกใหม่ การแตกหน่อ การหักเป็นท่อน พาร์ทีโนเจเนซิส และ ก า รสื บ พั น ธ์ุ แ บ บ อ า ศั ย เพ ศ เป็ น ก าร สื บ พั น ธ์ุ ที่ เกิ ด จ าก ก าร รว ม กั น ข อ ง นิ ว เค ลี ย ส ข อ งเซ ล ล์ สื บ พั น ธุ์ แบ่งออกเป็นการปฏิสนธิภายนอกและการปฏิสนธิภายใน สัตว์ส่วนใหญ่จะแยกเพศกัน แต่สัตว์บางชนิดมี 2 เพศ ในตวั เดยี วกนั แต่การผสมพันธ์ุส่วนใหญ่จะผสมข้ามตวั มนุษย์มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและมีการปฏิสนธิภายในร่างกาย โดยเพศชายสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ เพศผู้ เรียกว่า สเปิร์ม ส่วนเพศหญิงสร้างเซลล์สืบพันธ์ุเพศเมีย เรียกว่า เซลลไข เมื่อสเปิร์มเข้าผสมกับ เซลล์ไข่ในร่างกายเพศหญิงจะเกิดการปฏิสนธิได้เป็นไซโกต ซึ่งจะแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนและพัฒนาเป็น เอ็มบรโิ อ และเจริญเตบิ โตเปน็ ทารก เด็ก และผใู้ หญ่ตอ่ ไป อวัยวะในระบบสืบพันธ์ุเพศชายประกอบด้วยอัณฑะทำหน้าท่ีผลิตฮอร์โมนเพศชายและเซลล์สืบพันธุ์ เพศชาย ถุงอัณฑะทำหน้าที่ห่อหุ้มอัณฑะและปรับอุณหภูมิของอัณฑะ หลอดเก็บสเปิร์มทำหน้าท่ีเก็บ สเปิร์มท่ีสร้างมาจากอัณฑะจนกว่าจะเจริญเต็มที่ หลอดนําสเปิร์มทำหน้าท่ีเป็นทางผ่านของสเปิร์มออกสู่ ภายนอกร่างกาย ต่อมสรางน้ําเล้ียงสเปิร์มทำหน้าที่สร้างน้ำเล้ียงสเปิร์มที่มีสภาพเป็นเบสอ่อน ๆ ต่อมลูกหมากทำหน้าที่สร้างสารท่ีมีสภาพเป็นเบสเพ่ือหล่อเล้ียงสเปิร์มและลดความเป็นกรดในช่องคลอด ของเพศหญิง ตอมคาวเปอรทำหน้าที่สรา้ งสารเปน็ เมือกที่มีสภาพเป็นเบสเพ่ือช่วยหล่อลื่นและลดความเป็น กรดในท่อปัสสาวะ และองคชาตเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกร่างกาย กระบวนการสร้างสเปิร์มเกิดภายใน ผนังของหลอดสร้างสเปิร์มที่อยู่ในอัณฑะ เริ่มจากสเปอร์มาโทโกเนียมแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้สเปอร์- มาโทโกเนียมจำนวนมาก บางเซลลพ์ ฒั นาเป็นสเปอรม์ าโทไซตร์ ะยะแรก (2n) และแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส I ได้สเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สอง 2 เซลล์ (n) และแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส II ได้สเปอร์มาทิด 4 เซลล์ (n) และ เปลย่ี นแปลงรูปรา่ งและพัฒนาเป็นสปอรม์ าโทซัวหรือสเปิรม์
๗๗ อวัยวะในระบบสืบพันธ์ุเพศหญิงประกอบด้วยรังไข่ทำหน้าท่ีผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ท่อนำไข่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของเซลล์ไข่ท่ีออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็นบริเวณที่สเปิร์มปฏิสนธิกับ เซลลไ์ ข่ มดลูกทำหน้าที่เปน็ ท่ีฝงั ตัวของเซลล์ไขท่ ่ีได้รับการปฏสิ นธิและเปน็ ทเ่ี จริญเติบโตของทารกในครรภ์ และช่องคลอดทำหน้าที่เป็นทางผ่านของสเปิร์มเข้าสู่มดลูกและเป็นทางออกของทารกเม่ือครบกำหนด คลอด กระบวนการสร้างเซลล์ไข่เกิดภายในรังไข่ เริ่มจากโอโอโกเนียม (n) ที่อยู่ในรังไข่ตั้งแต่เป็นทารกใน ครรภ์ แบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้เซลล์ใหม่จำนวนมาก เซลลส์ ่วนหนึ่งพัฒนาเป็นโอโอไซต์ระยะแรก (2n) ท่ี ถกู ล้อมรอบดว้ ยฟอลลิเคลิ เมื่อเข้าสูว่ ัยเจริญพันธ์ุ แตล่ ะรอบเดือนโอโอไซตร์ ะยะแรกบางเซลลถ์ ูกกระตุ้นให้ แบ่งเซลล์ไมโอซิส I ได้เป็นโอโอไซต์ระยะที่สอง 1 เซลล์ (n) และโพลารบ์ อดี 1 เซลล์ (n) จากน้ันโอโอไซต์ ระยะทสี่ องถูกกระตุ้นใหต้ กเขา้ สู่ท่อนำไข่ และฟอลลิเคิลจะเจริญเปน็ คอรป์ ัสลเู ทยี ม การปฏิสนธิและการต้ังครรภ์เกิดข้ึนเมื่อสเปิร์มเข้าสู่ช่องคลอดของเพศหญิงในช่วงเวลาท่ีมีการตกไข่ แล้วเคลื่อนท่ีไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่บริเวณท่อนำไข่ นิวเคลียสของสเปิร์มจะรวมกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่ เกิดเป็นไซโกต และแบ่งเซลล์เพ่ิมจำนวนและพัฒนาเป็นเอ็มบริโอเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูก การพัฒนาของ เอ็มบริโอ ประกอบด้วย 4 ระยะ ไก้แก่ ควีเวจเป็นระยะที่ไซโกตแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสจนได้เอ็มบริโอที่ ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์จำนวนมาก บลาสทูเลชันเป็นระยะที่เซลล์จัดเรียงตัวใหม่โดยแยกจากกันไปเรียงตัว บริเวณผิวรอบนอก แกสทรูเลชันเป็นระยะท่ีเซลล์เคลื่อนที่และจัดเรียงตัวเป็นเนื้อเยื่อชั้น 3 ชั้น และออร์แก- โนเจเนซิสเปน็ ระยะทเ่ี นื้อเยื่อทัง้ 3 ชั้นพัฒนาเปน็ อวยั วะต่าง ๆ การเจริญเติบโตของกบ หลังการปฏิสนธิ ไซโกตจะแบ่งเซลล์เพ่ิมจำนวนกลายเป็นมอรูลา ในระยะ บลาสทูเลชนั เซลล์ด้านในเคลื่อนท่ีแยกจากกันทำให้เกิดชอ่ งวา่ ง (ค่อนไปทางด้ายบน) ในระยะแกสทูเลชัน เซลล์ที่อยู่ด้านบนแบ่งตัวเร็วกว่าด้านล่างจึงเคล่ือนที่ลงมาคลุมและดันเซลล์ด้านล่างไปข้างใน และเกิด เนื้อเย่ือ 3 ชั้น เมือ่ ตัวอ่อนฟกั เปน็ ตัวจะเกิดการเปล่ียนแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซสิ การเจริญเติบโตของไก่มีการเจริญคล้ายกบ แต่เอ็มบริโอของไก่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงน้ำคร่ำช่วยป้องกัน การกระทบกระเทือน และถุงคอเรียนชว่ ยแลกเปล่ียนแก๊ส อีกท้ังยังสร้างถุงแอลแลนทอยส์เพื่อแลกเปลี่ยน แกส๊ และเกบ็ ของเสีย เมอื่ ตัวอ่อนฟักเปน็ ตวั ไมม่ กี ารเปลี่ยนแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซสิ การเจรญิ เติบโตของมนุษย์ หลังการปฏิสนธิที่ท่อนำไข่ ไซโกตจะแบ่งเซลล์เพ่ิมจำนวนและพัฒนาเป็น เอ็มบริโอ เมื่อเขา้ สู่วันท่ี 7 เอม็ บริโอระยะบลาสทูลาจะฝังตัวท่ีผนังมดลกู เมื่ออายุ 2 สัปดาห์ เอ็มบริโอเข้า สู่ระยะแกสทรูลา เกิดเน้ือเย่ือ 3 ช้ัน เม่ืออายุ 3 สัปดาห์ เอ็มบริโอปรากฏร่องรอยของอวัยวะ เมื่ออายุ 8 สัปดาห์ เอ็มบริโอมีอวัยวะเจริญครบ ซ่ึงเป็นระยะสิ้นสุดของเอ็มบริโอและหลังจากระยะน้ี เรียกว่า ฟีตัส เม่ืออายุ 3 เดือน สามารถแยกเพศของฟีตัสได้ เห็นน้ิวมือน้ิวเท้าชัดเจน เมื่ออายุ 6 เดือน ฟีตัสมีผิวหนัง เห่ียวย่นและบางใส ศีรษะโต มีขนค้ิว ขนตา สามารถลืมตาและหลับตาได้ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อน คลอด ฟีตัสมีขนาดโตข้ึนมากและระบบประสาทเจริญมาก และเมื่ออายุ 9 เดือน ฟีตัสคลอดออกมาเป็น ทารก 3. สาระการเรยี นรู้
๗๘ 1) การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของสัตว์เป็นการสืบพันธุ์ท่ีไม่มีการรวมของเซลล์สืบพันธุ์ เช่น การ แตกหนอ่ และการงอกใหม่ 2) การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศของสัตว์เป็นการสืบพันธ์ุท่ีเกิดจากการรวมนิวเคลียสของเซลล์สืบพันธ์ุ ซ่ึงมีทั้งการปฏิสนธิภายนอกและการปฏิสนธิภายใน สัตว์บางชนิดมี 2 เพศ ในตัวเดียวกัน แตก่ ารผสมพนั ธ์สุ ่วนใหญจ่ ะผสมขา้ มตวั 3) การสืบพันธุ์ของมนุษย์มีกระบวนการสร้างสเปิร์มจากเซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมภายในอัณฑะ และกระบวนการสรา้ งเซลล์ไขจ่ ากเซลลโ์ อโอโกเนียมภายในรงั ไข่ 4) อวยั วะสบื พันธ์ขุ องเพศชายประกอบด้วยอณั ฑะทำหน้าทีส่ ร้างสเปิร์มและฮอร์โมนเพศชาย และมี โครงสรา้ งอ่ืนๆ ท่ที ำหนา้ ทล่ี ำเลียงสเปริ ์ม สรา้ งนำ้ เลย้ี งสเปิรม์ และสารหล่อล่ืนทอ่ ปัสสาวะ 5) อัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างสเปิร์ม ซ่ึงภายในมีเซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมที่เป็นเซลล์ตั้งต้น ของกระบวนการสร้างสเปิร์ม 6) อวัยวะสืบพันธ์ุของเพศหญิงประกอบด้วยรังไข่ ท่อนำไข่ มดลูก และช่องคลอด รังไข่ทำหน้าท่ี สรา้ งเซลลไ์ ข่และฮอร์โมนเพศหญิง 7) กระบวนการสร้างสเปิร์มเริ่มต้นจากสเปอร์มาโทโกเนียมแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้สเปอร์มาโท- โกเนียมจำนวนมาก ซงึ่ ต่อมาบางเซลล์พฒั นาเป็นสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก โดยสเปอรม์ าโทไซต์ ระยะแรกจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส I ได้สเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สองซึ่งจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส II ไดส้ เปอร์มาทดิ ตามลำดับ จากนั้นพัฒนาเป็นสเปิร์ม 8) กระบวนการสร้างเซลล์ไข่เริ่มจากโอโอโกเนียมแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้โอโอโกเนียมซ่ึงจะพัฒนาเป็น โอโอไซต์ระยะแรก แล้วแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส I ได้โอโอไซต์ระยะท่ีสองซึ่งจะเกิดการตกไข่ต่อไป เมอ่ื ได้รบั การกระตุ้นจากสเปิร์ม โอโอไซตร์ ะยะทสี่ องจะแบ่งแบบไมโอซิส II แล้วพัฒนาเปน็ เซลลไ์ ข่ 9) การปฏิสนธิเกิดข้ึนภายในท่อนำไข่ได้ไซโกตซ่ึงจะเจริญเป็นเอ็มบริโอและไปฝังตัวท่ีผนังมดลูก จนกระทัง่ ครบกำหนดคลอด 10) การเจริญเติบโตของสัตว์ เช่น กบ ไก่ และสัตว์เล้ียงลูกด้วยน้ำนม จะเริ่มต้นด้วยการแบ่งเซลล์ ของไซโกต การเกิดเน้ือเย่ือเอ็มบริโอ 3 ชั้น คือ เอ็กโทเดิร์ม เมโซเดิร์ม และเอนโดเดิร์ม การเกิด อวัยวะ โดยมีการเพิ่มจำนวน ขยายขนาด และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่ เฉพาะอย่าง ซง่ึ พฒั นาการของอวัยวะตา่ ง ๆ จะทำให้มกี ารเกดิ รปู ร่างท่ีแนน่ อนในสตั วแ์ ต่ละชนิด 11) การเจริญเติบโตของมนุษย์จะมีขั้นตอนคลา้ ยกับการเจรญิ เติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำ้ นมอื่น ๆ โดยเอ็มบรโิ อจะฝังตัวท่ีผนังมดลกู และมกี ารแลกเปลี่ยนสารระหว่างแม่กับลูกผา่ นทางรก ๔. ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ( Attitude ) คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยูอ่ ย่างพอเพียง ซอ่ื สัตยส์ ุจริต ม่งุ มนั่ ในการทำงาน มวี นิ ยั รกั ความเปน็ ไทย ใฝเ่ รยี นรู้ มีจติ สาธารณะ คณุ ลักษณะของผ้เู รียน ตามหลักสูตรโรงเรยี นมาตรฐานสากล เป็นเลิศวชิ าการ สอ่ื สารสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรบั ผิดชอบต่อสงั คมโลก
๗๙ อัตลักษณข์ องโรงเรียนเชยี งคาน เรียนดี มวี นิ ยั ใฝ่กฬี า รกั ษาวฒั นธรรม ๕. ด้านการ อา่ น คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน การอ่าน : ............................................................................................................................... การคิดวิเคราะห์ : ........................................................................................................................ การเขยี น : ............................................................................................................................... ๖. ด้านสมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น : ................................................................................... ความสามารถในการส่อื สาร : .................................................................................... ความสามารถในการคิด : ..................................................................................... ความสามารถในการแก้ปัญหา : ..................................................................................... ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต : .................................................................................... ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๗. ภาระงาน/ช้ินงาน - สืบค้นขอ้ มูลจากใบความรู้ สื่อ และแหล่งเรียนรู้ - ตอบคำถามในแบบฝึกหดั - รายงาน เรอ่ื ง การสืบพนั ธ์ุของสตั ว์มกี ระดูกสนั หลงั - รายงาน เร่อื ง การแก้ปญั หาภาวะการมบี ตุ รยาก - ผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง การสืบพันธขุ์ องสตั ว์ - ผงั มโนทศั น์ เร่ือง การสืบพันธุ์ของมนุษย์ - ผังมโนทศั น์ เร่ือง การเจริญเตบิ โตของสัตว์และมนษุ ย์ ๘. การวัดและประเมินผล วิธีวดั เคร่อื งมือ เกณฑ์การประเมิน รายการวัด
๘๐ รายการวดั วิธวี ดั เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ 8.1 การประเมนิ ช้ินงาน/ - รายงาน เรอื่ ง รายงาน - แบบประเมนิ รายงาน - ระดบั คุณภาพดี ภาระงานรวบยอด การสืบพันธ์ุของสัตวม์ ี กระดูกสนั หลัง ผ่านเกณฑ์ - รายงาน เร่ือง การ - แบบประเมนิ รายงาน - ระดบั คุณภาพดี แกป้ ญั หาภาวะการมี ผา่ นเกณฑ์ บุตรยาก - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพดี - ผงั มโนทัศน์ เร่ือง การ ผังมโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์ สืบพนั ธ์ุของมนุษย์ - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพดี - ผังมโนทศั น์ เร่ือง การ ผังมโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์ สบื พันธุ์ของมนุษย์ - ผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง การ - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ เจรญิ เตบิ โตของสัตว์และ ผังมโนทัศน์ - ประเมินตาม มนษุ ย์ สภาพจริง 8.2 การประเมนิ ก่อนเรียน - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ - แบบทดสอบกอ่ น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ - ร้อยละ 60 เรียน หน่วยการ กอ่ นเรยี น กอ่ นเรยี น ผ่านเกณฑ เรยี นรู้ที่ 4 8.3 การประเมนิ ระหวา่ ง การจัดกิจกรรม 1) การสืบพนั ธ์ุของ - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหดั สัตว์ 2) การสบื พนั ธุ์ - ตรวจใบงานท่ี 1.1 - ใบงานท่ี 1.1 ของมนุษย์ - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝึกหัด - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 3) การเจริญเติบโต - ตรวจใบงานที่ 1.2 - ใบงานที่ 1.2 ของสตั ว์และ - แบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60 มนษุ ย์ - ตรวจแบบฝกึ หัด ผา่ นเกณฑ์ 4) การปฏิบตั ิการ - ประเมินการปฏิบัตกิ าร - แบบประเมิน - ร้อยละ 60 การปฏิบตั ิการ ผ่านเกณฑ์ 5) การนำเสนอ - ประเมนิ การนำเสนอ ผลงาน ผลงาน - ผลงานทน่ี ำเสนอ - ระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ - ระดบั คุณภาพดี ผา่ นเกณฑ์
๘๑ รายการวัด วิธวี ัด เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน 6) พฤติกรรม - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี การทำงาน การทำงานรายบคุ คล รายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์ - สังเกตพฤตกิ รรม 7) พฤติกรรม การทำงานกลุ่ม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี การทำงานกลมุ่ - สงั เกตความมวี ินยั การทำงานกล่มุ ผ่านเกณฑ์ 8) คุณลกั ษณะ ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งม่นั อนั พึงประสงค์ ในการทำงาน - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพดี 8.4 ประเมินหลังเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ คุณลักษณะ ผ่านเกณฑ์ - แบบทดสอบ หลงั เรยี น หลังเรยี น หนว่ ย อันพงึ ประสงค์ การเรียนรทู้ ี่ 4 - แบบทดสอบหลงั เรียน - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ ๙. กิจกรรมการเรยี นรู้ เวลา 3 ชว่ั โมง แผนการเรยี นรู้ที่ 12 การสบื พันธ์ขุ องสตั ว์ เวลา 3 ชว่ั โมง เวลา 3 ชั่วโมง แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ชว่ั โมง แผนการเรยี นรูท้ ี่ 13 ระบบสืบพันธ์ุเพศชาย เวลา 3 ชวั่ โมง เวลา 3 ช่ัวโมง แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรยี นรูท้ ่ี ๑4 ระบบสืบพนั ธ์ุเพศหญิง แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรียนรทู้ ี่ 15 การปฏิสนธขิ องมนษุ ย์ แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรยี นร้ทู ่ี ๑6 การเจริญเตบิ โตของสัตว์ แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรียนรทู้ ่ี ๑7 การเจรญิ เตบิ โตของมนษุ ย์ แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) ๑๐. สื่อ/แหลง่ เรียนรู้ ๑๐.๑ หนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชีววิทยา เล่ม 5 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๖ ๑๐.๒ สือ่ คลปิ วดี โี อเรื่อง ระบบสืบพันธุ์และการเจรญิ เติบโตของสงิ่ มชี วี ติ ๑๐.๓ สือ่ นำเสนอ Power Point เรื่อง การสบื พันธขุ์ องสัตว์ ๑๐.๔ ส่ือนำเสนอ Power Point เรอ่ื ง การสบื พนั ธข์ุ องมนุษย์ ๑๐.๕ ส่อื นำเสนอ Power Point เร่ือง การเจริญเตบิ โตของสตั ว์และมนษุ ย์ แบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 1 การสืบพันธุ์และการเจรญิ เติบโตของสัตว์ ๑๐.6 แบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์ ๑๐.7 ใบงานที่ 1.1 เรื่อง การสร้างสเปริ ม์ และเซลล์ไข่
๘๒ ๑๐.8 ใบงานที่ 1.2 เรอื่ ง การเปลีย่ นแปลงในระยะเอ็มบรโิ อของสัตว์ ๑๐.9 PowerPoint เร่ือง การสืบพันธ์แุ ละการเจริญเติบโตของสัตว์ ๑๐.10 QR Code เร่ือง กระบวนการสร้างสเปิร์ม สเปิร์ม มดลูกและรังไข่ การตั้งครรภ์ และการ เจรญิ เตบิ โตของสตั ว์ปีก ๑๐.11 แบบจำลองโครงสร้างของอวัยวะในระบบสืบพันธ์ุเพศชายและเพศหญิง แบบจำลองการ เปลี่ยนแปลงในระยะเอม็ บริโอของสัตว์ และแบบจำลองการเจริญเตบิ โตของกบ ไก่ และมนษุ ย์ ๑๐.12 วีดทิ ัศน์ เรอื่ ง การสืบพันธ์แุ บบไม่อาศัยเพศของสัตว์ กระบวนการสรา้ งสเปิร์ม กระบวนการ สรา้ งเซลล์ไข่ การปฏสนธิ การเปล่ยี นแปลงในระยะเอม็ บรโิ อของสตั ว์ การเจริญเติบโตของกบ ไก่ และมนษุ ย์ ๑๐.13 บตั รภาพไซโกต เซลล์ไข่ และการเจรญิ เตบิ โตของไกใ่ นไข่
๘๓ หนว่ ยท่ี 5 ฮอร์โมนและพฤติกรรมของสัตว์ วิชาชวี วทิ ยา 5 รหสั วิชาว ๓3245 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6 เวลา 12 ชัว่ โมง ภาคเรยี นท่ี ๑ /๒๕๖๔ ................................................................................................................................................................ ๑. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้ สาระชีววิทยา เขา้ ใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลยี่ นแกส๊ การลำเลยี งสารและการ หมนุ เวียนเลอื ด ภมู ิคมุ้ กนั ของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสบื พันธุแ์ ละ การเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มนกับการรักษาดลุ ยภาพ และพฤตกิ รรมของสัตว์ รวมทงั้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 20. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย และเขียนแผนผังสรุปหน้าที่ของฮอร์โมนจากตอ่ มไร้ท่อและเน้ือเย่ือที่สร้าง ฮอร์โมน 21. สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นมาแต่กำเนิดและพฤติกรรม ทเ่ี กิดจากการเรียนรู้ของสัตว์ 22. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตวั อย่างความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกบั วิวัฒนาการของระบบ ประสาท 23. สบื ค้นข้อมลู อธิบาย และยกตัวอย่างการสือ่ สารระหวา่ งสัตวท์ ที่ ำใหส้ ัตวแ์ สดงพฤติกรรม ๒. สาระสำคัญ ระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) เป็นระบบต่อมไม่มีท่อ ทำหน้าท่ีสร้างฮอร์โมนแล้ว หล่ังออกของเหลวภายในร่างกาย เพ่ือลำเลียงไปควบคุมเน้ือเยอื่ ของอวัยวะต่าง ๆ และตอ่ มไรท้ ่ออ่ืน ๆ ทำ ให้มีการทำงานอยา่ งสมดลุ ฮอรโ์ มนจากตอ่ มไร้ทอ่ และอวยั วะท่ีสำคญั มดี งั น้ี - ต่อมไพเนียล สร้างเมลาโทนินซ่ึงยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์ุช่วงก่อนวัยเจริญพันธ์ุ และตอบสนองต่อการเปลีย่ นแปลงของแสงในรอบวัน - ต่อมใต้สมองส่วนหน้า สร้างและหลั่งโกนาโดโทรฟิน (FSH LH) มีผลต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และเพศชาย โกรทฮอร์โมนทำหน้าท่ีควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย ไทรอยด์สติมิวเลติง ฮอร์โมนทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างไทรอกซินของต่อมไทรอยด์ อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟินทำหน้าที่ กระตุ้นการเจริญเติบโตและการสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนนอก โพรแลกทินทำหน้าที่ กระตนุ้ การสรา้ งและหลั่งน้ำนม และเอนเดอร์ฟนิ มผี ลทำใหร้ า่ งกายตื่นตวั และมีความสุข - ต่อมใต้สมองส่วนหลัง หลั่งฮอร์โมนซ่ึงสร้างจากไฮโพทาลามัส ได้แก่ ฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก ควบคุมการดูดน้ำกลับของท่อหน่วยไต และออกซิโทซินกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเน้ือมดลูก ในขณะคลอด - ต่อมไทรอยด์ สร้างไทรอกซินทำหน้าที่ควบคุมอัตราเมแทบอลิซึมของร่างกาย และสร้างแคลซิ- โทนินทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซยี มในเลอื ดใหป้ กติ - ตอ่ มพาราไทรอยด์ สรา้ งพาราทอร์โมนทำหน้าที่ควบคมุ ระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติ
๘๔ - ตับอ่อน มีกลุ่มไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์สร้างอินซูลินและกลูคากอนซ่ึงควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดให้ปกติ - ต่อมหมวกไต แบ่งออกเป็นต่อมหมวกไตสว่ นนอกสร้างกลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ ทำหน้าท่ีควบคุมเม แทบอลิซึมของร่างกาย เชน่ คอรต์ ิคอยด์ กลุ่มมเิ นราโลคอร์ติคอยด์ ทำหน้าทค่ี วบคุมสมดุลของน้ำ และแร่ธาตุ เช่น แอลโดสเทอโรน และฮอร์โมนเพศ (สร้างในปริมาณน้อย) ต่อมหมวกไตส่วนใน สร้างเอพิเนฟรินและนอร์เอพิเนฟริน ทำหน้าที่เพ่ิมระดบั น้ำตาลในเลือด กระตุ้นการเต้นของหัวใจ และความดันเลอื ด - อวัยวะสืบพันธ์ุ แบ่งออกเป็นอัณฑะมกี ลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน ทำหน้าท่ีสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ เพศชายและควบคุมลักษณะขั้นท่ีสองของเพศชาย และรังไข่มีกลุ่มเซลล์ที่สร้างอีสโทรเจนและ โพรเจสเทอโรน ทำหน้าท่ีควบคุมการเปลี่ยนแปลงชองเซลล์ไข่ในแต่ละรอบเดือนและควบคุม ลกั ษณะข้ันท่สี องของเพศหญิง - รก สร้างฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟินทำหน้าที่กระตุ้นคอร์ปัสลูเทียมให้เจริญต่อและสร้างโพ รเจสเทอโรน - ไทมัส สร้างไทโมซินทำหนา้ ทกี่ ระตนุ้ ตอ่ มไทมัสให้สร้างเซลลเ์ ม็ดเลือดขาวลมิ โฟไซตช์ นดิ เซลลท์ ี - กระเพาะอาหาร สร้างแกสตรินทำหน้าท่ีกระตุ้นการหล่ังกรดไฮโดรคลอริกและเอนไซม์ในระบบ ย่อยอาหาร - ลำไส้เล็ก สร้างซีครีทินทำหน้าที่กระตุ้นการหลง่ั โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตของตับอ่อน และคอ ลซี ิสโตไคนนิ ทำหน้าทกี่ ระตุ้นการบีบตัวของถงุ นำ้ ดแี ละการหลั่งเอนไซมข์ องตบั ออ่ น การหลั่งฮอร์โมนถูกควบคุมโดยวิธีการควบคุมแบบป้อนกลับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การ ควบคุมแบบป้อนกลับยับยั้งเป็นการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนโดยมีผลยับย้ังการทำงานของต่อมไร้ท่อ เช่น การหลัง่ พาราไทรอยด์ฮอรืโมน และการควบคุมแบบป้อนกลับกระตุ้น (positive feedback control) เป็น การควบคุมการหลงั่ ฮอร์โมนโดยมีผลกระตนุ้ การทำงานของต่อมไรท้ ่อ เชน่ การหลงั่ ออกซิโทซิน ฟโี รโมนเป็นสารเคมีท่สี รา้ งจากต่อมมที ่อของสตั ว์เพ่ือใช้ติดต่อสือ่ สารกัน ซึ่งฟีโรโมนทห่ี ล่งั ออกมาจะมี ผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤตกิ รรมและสรีระของสัตวต์ ัวอ่นื ท่เี ป็นชนดิ เดียวกนั พฤตกิ รรมของสัตว์เป็นผลจากพันธกุ รรมและส่ิงแวดล้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดงั นี้ - พฤติกรรมที่เป็นมาแต่กำเนิด แบ่งออกเป็นหลายชนิด ได้แก่ โอเรียนเตชันเป็นพฤติกรรมตอบสนอง ต่อปัจจัยทางกายภาพทำให้เกิดการวางตัวท่ีเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไคนีซิสเป็นการตอบสนองต่อส่ิงเร้าแบบมีทิศทางท่ีไม่แน่นอนและแทกซิสเป็นการตอบสนอง ตอ่ สิ่งเร้าแบบมีทิศทางท่ีแน่นอน รีเฟล็กซ์เป็นพฤติกรรมตอบสนองของระบบประสาทท่ีอยู่ภายนอก อำนาจจิตใจ และฟิกแอกชันแพทเทิร์นเป็นพฤติกรรมตอบสนองที่เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งมีแบบแผน ท่ีแนน่ อนและมลี ักษณะจำเพาะของส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิด - พฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรียนรู้ ประกอบด้วยแฮบบิชูเอชันเป็นพฤติกรรมที่อาศัยการกระตุ้น ซ้ำ ๆ จนสัตว์ลดและหยุดตอบสนองต่อสิง่ เร้าที่ไม่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต การฝังใจเป็นพฤติกรรม ทตี่ อบสนองต่อสิ่งเรา้ ในชว่ งแรกของชีวติ การเช่อื มโยงแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การลองผิด ลองถูกเป็นพฤตกิ รรมท่ีแสดงออกโดยมีการลองผิดลองถูกจนมีประสบการณ์และการมเี งอ่ื นไขเป็น พฤติกรรมที่สัตว์ตอบสนองต่อสิ่งเร้าท่ีมีเงื่อนไขเช่นเดียวกับสิ่งเร้าไม่มีเง่ือนไข และการใช้เหตุผล เปน็ พฤติกรรมทส่ี ตั ว์นำประสบการณม์ าใชแ้ ก้ปัญหา
๘๕ พฤติกรรมทสี่ ัตว์แต่ละชนิดแสดงออกจะแตกต่างกันซ่ึงเป็นผลมาจากวิวัฒนาการของระบบประสาทท่ี แตกตา่ งกัน การส่ือสารของสัตว์เป็นพฤติกรรมที่สัตว์ตัวหนึ่งแสดงแล้วมีผลต่อพฤติกรรมของสัตว์ตัวอ่ืนที่มีสปีชีส์ เดียวกนั หรือตา่ งสปชี ีส์กนั แบ่งออกเปน็ หลายประเภท ได้แก่ - การส่ือสารด้วยเสียง เป็นการเปล่งเสียงของสัตว์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ทั้งด้านการสืบพันธุ์ การรวมกลุ่ม และการเตอื นภยั - การสื่อสารด้วยท่าทาง เป็นการแสดงท่าทางของสัตว์เพื่อการป้องกันตัว การสืบพันธ์ุ และการ หาอาหาร - การสื่อสารด้วยสารเคมี เป็นการส่ือสารด้วยฟีโรโมน ซึ่งสัตว์สร้างข้ึนและหลั่งออกมาภายนอก ร่างกาย เพ่อื การป้องกนั ตัว การปลุกระดม การสบื พนั ธุ์ และการตามรอย - การส่ือสารด้วยการสัมผัส เป็นการส่ือสารโดยใช้อวัยวะสัมผัสกับสัตว์ชนิดเดียวกัน เพื่อแสดง อาการต่าง ๆ เช่น ความรัก ความนอบนอ้ ม ความเคารพ 3. สาระการเรยี นรู้ 1) ฮอร์โมนเปน็ สารท่ีควบคุมสมดลุ ต่างๆ ของร่างกายโดยผลติ จากตอ่ มไร้ท่อหรือเนื้อเย่ือ โดยต่อม ไร้ทอ่ นีจ้ ะกระจายอยู่ตามตำแหนง่ ต่างๆ ทัว่ รา่ งกาย 2) ตอ่ มไรท้ ่อที่สร้างหรอื หล่ังฮอร์โมน ไม่มที ่อในการลำเลยี งฮอร์โมนออกจากต่อมจงึ ถกู ลำเลียงโดย ระบบหมนุ เวียนเลือดไปยงั อวัยวะเปา้ หมายท่ีจำเพาะเจาะจง 3) ต่อมไพเนยี ลสรา้ งเมลาโทนินซึง่ ยับย้งั การเจรญิ เติบโตของอวยั วะสืบพันธุ์ชว่ งก่อนวยั เจริญพนั ธุ์ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแสงในรอบวนั 4) ต่อมใต้สมองสว่ นหนา้ สร้างและหล่ังโกรทฮอรโ์ มนโพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH เอนดอร์ฟนิ ซง่ึ ทำหนา้ ที่แตกต่างกัน 5) ต่อมใต้สมองส่วนหลังหล่ังฮอร์โมนซึ่งสร้างจากไฮโพทาลามัส คือ ADH และออกซิโทซิน ซึ่ง ทำหนา้ ท่แี ตกตา่ งกนั 6) ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอกซินซ่ึงควบคุมอัตราเมแทบอลิซึมของร่างกาย และสร้างแคลซิโทนินซ่ึง ควบคุมระดบั แคลเซียมในเลือดใหป้ กติ 7) ต่อมพาราไทรอยดส์ ร้างพาราทอรโ์ มนซง่ึ ควบคมุ ระดับแคลเซียมในเลือดใหป้ กติ 8) ตบั ออ่ นมกี ลมุ่ เซลลท์ ีส่ รา้ งอนิ ซูลินและกลูคากอนซ่งึ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ 9) ต่อมหมวกไตส่วนนอกสร้างกลโู คคอร์ติคอยด์ มิเนราโลคอรต์ ิคอยด์ และฮอรโ์ มนเพศ ซ่ึงมีหน้าที่ แตกต่างกนั สว่ นต่อมหมวกไตสว่ นในสร้างเอพิเนฟรินและนอรเ์ อพเิ นฟรนิ ซ่ึงมีหนา้ ท่เี หมอื นกนั 10) อัณฑะมีกลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน ส่วนรังไข่มีกลุ่มเซลล์ท่ีสรา้ งอีสโทรเจน และโพรเจสเทอ โรนซ่ึงมหี นา้ ทแ่ี ตกตา่ งกนั 11) เนื้อเยื่อบางบริเวณของอวัยวะ เช่น รก ไทมัส กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก สามารถสร้าง ฮอร์โมนได้หลายชนดิ ซึ่งมีหนา้ ทแ่ี ตกต่างกัน 12) การควบคุมการหล่งั ฮอรโ์ มนจากต่อมไร้ท่อ มีทงั้ การควบคุมแบบป้อนกลับยบั ย้ัง และการควบคุม แบบปอ้ นกลบั กระต้นุ เพื่อรักษาดุลยภาพของรา่ งกาย 13) ฟโี รโมนเป็นสารเคมีทผี่ ลิตจากต่อมมที ่อของสตั วซ์ งึ่ ส่งผลต่อสตั ว์ตัวอื่นท่เี ปน็ ชนิดเดียวกัน 14) พนั ธกุ รรมและสงิ่ แวดล้อมมผี ลต่อการแสดงพฤตกิ รรม
๘๖ 15) พฤติกรรมที่เป็นมาแต่กำเนิดแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด เช่น โอเรียนเตชัน (แทกซิสและไคนีซิส) รเี ฟลก็ ซ์ และฟกิ แอกชนั แพทเทริ น์ 16) พฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรียนรู้ แบ่งได้เป็นแฮบบิชูเอชัน การฝังใจ การเชือ่ มโยง (การลองผิดลอง ถูกและการมเี งือ่ นไข) และการใชเ้ หตุผล 17) ระดับการแสดงพฤติกรรมที่สัตว์แต่ละชนิดแสดงออกจะแตกต่างกันซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการ ของระบบประสาทท่ีแตกตา่ งกนั 18) การส่ือสารเป็นพฤติกรรมทางสังคมแบบหนึ่งซงึ่ มีหลายวธิ ี เช่น การสอื่ สารด้วยท่าทาง การส่ือสาร ด้วยเสยี ง การสื่อสารด้วยสารเคมี และการสื่อสารดว้ ยการสัมผสั ๔. ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ( Attitude ) คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพยี ง ซอ่ื สัตย์สจุ ริต มงุ่ มน่ั ในการทำงาน มีวินยั รักความเปน็ ไทย ใฝ่เรยี นรู้ มีจติ สาธารณะ คณุ ลักษณะของผู้เรยี น ตามหลกั สูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล เปน็ เลิศวชิ าการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก อัตลักษณข์ องโรงเรียนเชียงคาน เรยี นดี มีวนิ ยั ใฝ่กีฬา รักษาวัฒนธรรม ๕. ดา้ นการ อา่ น คิดวเิ คราะหแ์ ละเขยี น การอา่ น : ............................................................................................................................... การคดิ วิเคราะห์ : ........................................................................................................................ การเขียน : ............................................................................................................................... ๖. ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน : ................................................................................... ความสามารถในการสอ่ื สาร : .................................................................................... ความสามารถในการคิด : ..................................................................................... ความสามารถในการแก้ปญั หา : ..................................................................................... ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ : .................................................................................... ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี ๗. ภาระงาน/ชน้ิ งาน - สืบคน้ ข้อมูลจากใบความรู้ สอ่ื และแหล่งเรียนรู้ - ตอบคำถามในแบบฝกึ หดั - แผนภาพเปรียบเทยี บการควบคมุ การทำงานของร่างกายโดยระบบต่อมไรท้ ่อและระบบประสาท
๘๗ - แผนผัง เรอื่ ง การควบคุมการทำงานของตอ่ มไร้ท่อ - แผนผัง เรอื่ ง แผนผังการรกั ษาดุลยภาพของรา่ งกายดว้ ยฮอร์โมน - ผังมโนทศั น์ เรอื่ ง ฮอร์โมนและหนา้ ทข่ี องฮอรโ์ มนจากต่อมไร้ท่อและอวยั วะท่สี ำคัญ - ผงั มโนทัศน์ เร่อื ง การส่ือสารระหวา่ งสตั ว์ ๘. การวดั และประเมินผล วธิ วี ัด เคร่อื งมอื เกณฑ์การประเมนิ รายการวดั 8.1 การประเมนิ ชิน้ งาน/ - แผนภาพเปรยี บเทียบ - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพดี ภาระงานรวบยอด ผ่านเกณฑ์ การควบคมุ การทำงาน แผนภาพ - ระดบั คณุ ภาพดี ของรา่ งกายโดยระบบ ผ่านเกณฑ์ ต่อมไรท้ อ่ และระบบ - ระดบั คุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ ประสาท - ระดับคุณภาพดี - แผนผงั เร่ือง การควบคุม - แบบประเมินแผนผัง ผา่ นเกณฑ์ การทำงานของต่อมไรท้ ่อ - ระดบั คณุ ภาพดี ผา่ นเกณฑ์ - แผนผงั เรื่อง แผนผัง การรักษาดลุ ยภาพของ - แบบประเมนิ แผนผงั ร่างกายด้วยฮอร์โมน - ผงั มโนทศั น์ เรื่อง ฮอรโ์ มนและหน้าท่ีของ - แบบประเมนิ ฮอร์โมนจากตอ่ มไร้ท่อ ผังมโนทัศน์ และอวัยวะทสี่ ำคญั - ผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง - แบบประเมนิ การสอ่ื สารระหว่างสตั ว์ ผงั มโนทัศน์ 8.2 การประเมินก่อน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ - ประเมนิ ตาม เรียน ก่อนเรียน ก่อนเรียน สภาพจริง - แบบทดสอบก่อน - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝึกหดั - รอ้ ยละ 60 เรียน หนว่ ยการ ผา่ นเกณฑ์ เรียนรู้ท่ี 5 - รอ้ ยละ 60 8.3 การประเมนิ ระหวา่ ง ผา่ นเกณฑ์ การจดั กจิ กรรม 4) ต่อมไรท้ ่อ - ร้อยละ 60 5) ฮอร์โมนจาก - ตรวจใบงานที่ 3.1 - ใบงานที่ 3.1 ต่อมไร้ท่อและ - ตรวจใบงานท่ี 3.2 - ใบงานที่ 3.2 อวยั วะที่สำคญั
๘๘ รายการวัด วิธีวดั เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารประเมนิ ผ่านเกณฑ์ 6) ฮอร์โมน - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หดั - รอ้ ยละ 60 - ตรวจใบงานท่ี 3.3 - ใบงานที่ 3.3 ผา่ นเกณฑ์ - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หัด - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 7) พ ฤ ติ ก รรม แ ล ะ - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝกึ หดั - รอ้ ยละ 60 การรเรียนรู้ของ ผา่ นเกณฑ์ สัตว์ - ใบงานท่ี 3.4 เร่ือง - ใบงานท่ี 3.4 - รอ้ ยละ 60 ประเภทของพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์ - ใบงานที่ 3.5 เร่ือง การ - ใบงานที่ 3.5 - รอ้ ยละ 60 สอื่ สารระหว่างสัตว์ ผ่านเกณฑ์ 5) การนำเสนอ - ประเมนิ การนำเสนอ - ผลงานทนี่ ำเสนอ - ระดบั คุณภาพดี ผลงาน ผลงาน ผา่ นเกณฑ์ 5) พฤติกรรม - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพดี การทำงาน การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล ผา่ นเกณฑ์ รายบคุ คล 6) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพดี การทำงานกลมุ่ การทำงานกลมุ่ การทำงานกลมุ่ ผ่านเกณฑ์ 7) คณุ ลกั ษณะ - สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพดี อนั พึงประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมนั่ คุณลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์ ในการทำงาน อนั พงึ ประสงค์ 6.4 ประเมนิ หลังเรยี น - แบบทดสอบหลังเรยี น - ร้อยละ 60 - แบบทดสอบ - ตรวจแบบทดสอบ ผ่านเกณฑ์ หลงั เรียน หนว่ ย หลังเรียน การเรียนรู้ท่ี 5 ๙. กจิ กรรมการเรยี นรู้ เวลา 2 ช่ัวโมง แผนการเรยี นรู้ที่ 18 ต่อมไร้ท่อ เวลา 3 ชวั่ โมง แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรยี นรทู้ ี่ 19 ฮอร์โมน แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) แผนการเรียนรทู้ ี่ ๑4 การทำงานของฮอร์โมน
๘๙ แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es) เวลา 3 ช่ัวโมง แผนการเรียนรทู้ ี่ 15 พฤติกรรมและการรเรียนร้ขู องสัตว์ เวลา 4 ชวั่ โมง แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es) ๑๐. ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้ ๑๐.๑ หนังสอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เติม ชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖ ๑๐.๒ ส่อื คลปิ วดี โี อเรื่อง ระบบสืบพนั ธ์ุและการเจริญเตบิ โตของส่ิงมีชีวติ ๑๐.๓ ส่อื นำเสนอ Power Point เร่ือง ตอ่ มไร้ท่อ ๑๐.๔ ส่ือนำเสนอ Power Point เร่อื ง ฮอร์โมน ๑๐.๕ สือ่ นำเสนอ Power Point เรื่อง พฤติกรรมและการรเรียนรขู้ องสัตว์ ๑๐.6 PowerPoint เรือ่ ง การเคลื่อนที่ของส่งิ มชี วี ติ ๑๐.7 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ๑๐.8 แบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 ๑๐.9 ใบงานท่ี 3.1 เรือ่ ง ฮอรโ์ มนจากต่อมไร้ท่อและอวัยวะทีส่ ำคญั ๑๐.10 ใบงานที่ 3.2 เร่ือง โรคหรอื กลุ่มอาการทเ่ี กิดจากความผิดปกติของฮอรโ์ มน ๑๐.11 ใบงานท่ี 3.3 เรือ่ ง การควบคมุ การหลง่ั ฮอรโ์ มน ๑๐.12 ใบงานท่ี 3.4 เรอ่ื ง ประเภทของพฤติกรรม ๑๐.13 ใบงานท่ี 3.5 เรือ่ ง การส่ือสารระหวา่ งสตั ว์ ๑๐.14 QR Code เรอ่ื ง พฤตกิ รรมการเช่ือมโยงแบบการมีเง่อื นไข
๙๐
Search