รายงานวิชาการ สามคั คีเภทคําฉันท จัดทําโดย นางสาวณัฐนันท สวัสดร์ิ กั ษา เลขท่ี ๒๑ นางสาวธนวรรณ สุขเกษม เลขที่ ๒๒ นางสาวสจุ ิตรา นิยมพันธ เลขท่ี๑๙ นางสาวเกษณีย แซอาย เลขที่ ๓๖ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ ๖ / ๑๐ เสนอโดย ครูณัฐยา อาจมังกร รายงานเลมนี้เปนสวนหนึ่งของรายวชิ าภาษาไทย รหสั วิชา ท๓๓๑๐๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปก ารศกึ ษา ๒๕๖๖ โรงเรยี นมธั ยมวดั หนองแขม
รายงานวิชาการ สามคั คีเภทคําฉันท จัดทาํ โดย นางสาวณัฐนันท สวสั ดิ์รักษา เลขท่ี ๒๑ นางสาวธนวรรณ สขุ เกษม เลขที่ ๒๒ นางสาวสจุ ิตรา นิยมพันธ เลขท่ี๑๙ นางสาวเกษณีย แซอาย เลขท่ี ๓๖ ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี ๖ / ๑๐ เสนอโดย ครณู ฐั ยา อาจมงั กร รายงานเลมนี้เปนสว นหนง่ึ ของรายวชิ าภาษาไทย รหสั วิชา ท๓๓๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม
ก คาํ นาํ ร า ย ง า น เ ร่ื อ ง ส า มั ค คี เ ภ ท คํ า ฉั น ท เ ล ม น้ี จั ด ทํ า ขึ้ น เ พื่ อ ร า ย ง า น ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า ค น ค ว า ประกอบการเรียนรู รายวิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี ๖ ซ่ึงประกอบดวยเนื้อหาเก่ียวกับเร่ือง สามัคคีเภทคําฉันท ไดแก ผูแตงสามัคคีเภทคําฉันท จุดประสงคในการแตงสามัคคีเภทคําฉันท ที่มาของเร่ืองสามัคคีเภทคําฉันท ลักษณะคําประพันธสามัคคีเภทคําฉันท เร่ืองยอกอนบทเรียน สามัคคีเภทคําฉันท การถอดคําประพันธสามัคคีเภทคําฉันท การอธิบายคําศัพทยากของเรื่อง สามคั คีเภทคาํ ฉันท และคณุ คาวรรณคดขี องสามคั คเี ภทคําฉันท คณะผจู ัดทาํ หวังวา รายงาน เรือ่ งสามัคคเี ภทคําฉนั ทเ ลม นีจ้ ะเปน ประโยชนตอผทู ่ีสนใจศึกษา เรื่อง สามัคคีเภทคําฉันท ไมมากก็นอ ย หากมีขอผิดพลาดประการใดคณะผูจัดทําขออภัยไว ณ ท่ีน้ี คณะผูจดั ทาํ ขอขอบคณุ ครูผสู อนทไ่ี ดใหคําปรึกษาในการจัดทํารายงาน ตลอดจนผูที่มีสวนเกยี่ วขอ ง ทกุ ทา นทท่ี ําใหการทํารายงานน้ีประสบผลสาํ เรจ็ ทกุ ประการ คณะผูจ ัดทาํ ๐๙/๐๗/๒๕๖๖
ข สารบญั เนือ้ หา หนา คาํ นํา ..............................................................................................................................................ก สารบัญรูปภาพ...............................................................................................................................ค ผแู ตง สามัคคีเภทคําฉนั ท ............................................................................................................... ๑ จุดประสงคใ นการแตงของสามัคคีเภทคําฉันท............................................................................... ๑ ที่มาของเรือ่ งสามัคคีเภทคําฉนั ท ................................................................................................... ๑ ลกั ษณะคําประพนั ธข องสามัคคีเภทคําฉันท................................................................................... ๒ เร่อื งยอ กอนบทเรียนของสามัคคเี ภทคาํ ฉนั ท ................................................................................. ๕ การถอดคาํ ประพันธของสามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท .................................................................................. ๖ การอธิบายคําศัพทย ากของสามคั คีเภทคําฉันท ...........................................................................๓๐ คณุ คาวรรณคดีของสามัคคีเภทฉนั ท............................................................................................๓๓ ๑. คณุ คาดานวรรณศิลป ๓๓ ๒. คุณคา ดา นสังคม ๓๖ ๓.คณุ คา ดานการนาํ ไปใช ๓๗ บรรณานกุ รม...............................................................................................................................๓๘
ค สารบญั รปู ภาพ ภาพที่ ช่อื ภาพ หนา ๑ นายชติ บุรทัต ๑ ๒ อนิ ทรวิเชียรฉันท ๑๑ ๒ ๓ วิชชุมมาลาฉันท ๘ ๓
๑ สามัคคีเภทคําฉันท ผแู ตงสามัคคีเภทคาํ ฉันท นายชิต บุรทัต กวีในรัชกาลท่ี ๖ ในขณะท่ีบรรพชาเปนสามเณร อายุเพียง ๑๘ ป ไดเ ขารวมแตงฉันทส มโภชพระมหาเศวตฉัตรในงานราชพิธี ฉัตรมงคล รชั กาลท่ี ๖ เมื่ออายุ ๒๒ ป ไดสงกาพยปลุกใจลงในหนังสือพิมพ สมทุ รสาร นายชิตมีนามสกุลเดิมวา ชวางกูร ไดรับพระราชทานนามสกุล “บุรทัต” จากพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาฯ ในป ๒๔๕๐ เมื่ออายุ ๒๓ ป ใชน ามปากกาวา เจาเงาะ เอกชน และแมวคราว รูปภาพท่ี ๑ นายชติ บุรทตั ทม่ี า : https://images.app.goo.gl/Y2VTGxaaX5xiCnuB6 จุดประสงคในการแตง ของสามัคคเี ภทคําฉันท เพ่ือมุงชี้ความสําคัญของการรวมเปนหมูคณะ เปนนํ้าหน่ึงใจเดียวกันเพ่ือปองกันรักษาบานเมืองใหมี ความเปนปกแผน สามัคคีเภทคําฉันท เปนกวีนิทานสุภาษิต วาดวย “โทษแหงการแตกสามัคคี” ภายหลัง ไดร ับการยกยองเปนตําราเรียนวรรณกรรมไทยทีส่ ําคัญเลมหนึ่งทั้งในอดตี และปจจุบัน ท่ีมาของเรื่องสามัคคีเภทคําฉันท ในสมัยรัชกาลท่ี 6 เกิดวิกฤตการณท้ังภายในและภายนอกประเทศ เชน เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดกบฏ ร.ศ. 130 ซ่งึ สง ผลกระทบตอ ความม่ันคงของบานเมอื ง นายชติ บรุ ทตั จึงไดแตงสามัคคีเภทคําฉันท ขึ้นในป พ.ศ. 2457 เพื่อมุงชี้ความสําคัญของการรวมกันเปนหมูคณะ สามัคคีเภทคําฉันท เปนนิทานสุภาษิตใน มหาปรินิพพานสูตร และ อรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกายมหาวรรค ลงพิมพในหนังสือธรรมจักษุ ของมหามกุฎราช วทิ ยาลยั โดยเรยี บเรยี งเปน ภาษาบาลี
๒ ลักษณะคําประพนั ธของสามัคคเี ภทคําฉนั ท ขอบังคบั ของคาํ ประพันธป ระเภทฉันท คอื คาํ ครุและลหุ ครุ คอื คําท่ีเสียงหนัก คําท่ีประสมกับสระเสียงยาว มีตัวสะกด หมายเหตุ คําท่ีประสมกับ อํา ใอ ไอ เอา ถือเปนครู เพราะ มีตัวสะกดประสมอยู เชน อํา มาจาก อัม , ไอ มาจาก อัย และ เอา มาจาก อัว (ว เปน ตัวสะกดของ อ+อะ ) ลหุ คอื คาํ เสยี งเบา คาํ ท่ปี ระสมกับสระเสียงส้ัน ไมม ตี วั สะกด เชน อะ จิ สิ ก็ สามัคคีเภทคําฉันทแตงเปนบทรอยกรอง โดยนําฉันทชนิดตาง ๆ มาใชสลับกันอยางเหมาะสมกับเนื้อหา สามคั คเี ภทคําฉันท แตง ดวยคาํ ประพันธประเภทฉันท ๑๙ ชนดิ กาพย ๑ ชนดิ คือ ๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท ๑๙ เปนฉันทที่มีลลี าการอานสงางาม เครง ขรึม มีอํานาจดุจเสือผยอง ใชแตง สาํ หรับบทไหวครู บทสดดุ ี ยอพระเกยี รติ ๒. วสันตดิลกฉันท ๑๔ เปน ฉันทท มี่ ีลลี าไพเราะ งดงาม เยือกเยน็ ดุจเม็ดฝน ใชสําหรับบรรยาย หรอื พรรณนาช่ืนชมสงิ่ ทสี่ วยงาม ๓. อปุ ชาติฉันท ๑๑ นิยมแตงสําหรับบทเจรจาหรอื บรรยายความเรียบๆ ๔. อีทิสังฉันท ๒๑ เปนฉันทท่ีมีจังหวะกระแทกกระท้ัน เกรี้ยวกราด โกรธแคน และอารมณ รุนแรง เชน รกั มาก โกรธมาก ตนื่ เตน คึกคะนอง หรือพรรณนาความสับสน ๕. อินทรวิเชียรฉันท ๑๑ เปนฉันทท่ีมีลีลาสวยงามดุจสายฟาพระอินทร มีลีลาออนหวาน ใชบรรยายความหรอื พรรณนาเพอ่ื โนมนา วใจใหอ อ นโยน เมตตาสงสาร เอ็นดู ใหอารมณเหงาและเศรา รูปภาพท่ี ๒ อินทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ ทม่ี า : http://www.digitalschool.club/digitalschool/thai2_4_1/thai8_11/page_1.php
๓ ๖. วิชชุมมาลาฉันท ๘ หมายถงึ ระเบียบแหง สายฟา เปนฉนั ทท่ีใชใ นการบรรยายความ รูปภาพท่ี ๓ วชิ ชุมมาลาฉันท ๘ ท่ีมา : https://pantip.com/topic/40405948 ๗. อินทรวงศฉันท ๑๒ เปนฉันทท่ีมีลีลาตอนทายไมราบเรียบคลายกลบทสะบัดสะบ้ิง ใชในการบรรยายความหรือพรรณนาความ ๘. วังสฏั ฐฉันท ๑๒ เปน ฉนั ททีม่ สี ําเนยี งอันไพเราะเหมือนเสยี งป ๙. มาลนิ ฉี ันท ๑๕ เปน ฉนั ททีใ่ ชในการแตงกลบทหรือบรรยายความท่ีเครงขรึม เปนสงา ๑๐. ภุชงคประยาตฉันท ๑๒ เปนฉันทที่มีลีลางามสงาดุจงูเล้ือย นิยมใชแตงบทท่ีดําเนินเรื่อง อยา งรวดเรว็ และคกึ คัก ๑๑. มาณเวกฉนั ท ๘ เปนฉันทท ่ีมีลลี าผาดโผน สนุกสนาน รา เริง และตนื่ เตนดจุ ชายหนมุ ๑๒. อุเปนทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ เปนฉันทท ่ีมีความไพเราะใชในการบรรยายบทเรียบๆ ๑๓. สัทธราฉันท ๒๑ มคี วามหมายวา ฉันทยังความเลื่อมใสใหเกิดแกผูฟ ง จงึ เหมาะเปนฉันทท่ใี ช สาํ หรบั แตงคํานมสั การ อธษิ ฐาน ยอพระเกยี รติ หรืออัญเชญิ เทวดา ใชแตง บทสน้ั ๆ
๔ ๑๔. สาลินฉี นั ท ๑๑ เปนบทที่มีคําครุมาก ใชบรรยายบทที่เปนเนอ้ื หาสาระเรียบๆ ๑๕. อปุ ฏ ฐิตาฉนั ท ๑๑ เปน ฉันทท่เี หมาะสําหรับใชบรรยายบทเรียบๆ แตไ มใ ครมคี นนิยมแตงมาก ๑๖. โตฏกฉันท ๑๒ เปนฉนั ทท่ีมลี ลี าสะบัดสะบ้ิงเหมอื นประตักแทงโค ใชแตง กบั บทท่ีแสดงความ โกรธเคอื ง รอ นรน หรอื สนุกสนาน คึกคะนอง ตนื่ เตน และเรา ใจ ๑๗. กมลฉันท ๑๒ หมายถึง ฉันทท่ีมีความไพเราะเหมือนดังดอกบัว ใชกับบทที่มีความต่ืนเตน เล็กนอ ยและใชบรรยายเร่อื ง ๑๘. จติ รปทาฉันท ๘ เปนฉันทท่ีเหมาะสําหรับบทที่นากลัว เอะอะ เกรี้ยวกราด ตื่นเตน ตกใจ และกลวั ๑๙. สุรางคนางคฉันท ๒๘ มีลักษณะการแตงคลายกาพยสุรางคนางค ๒๘ แตตางกันที่มี ขอบังคบั ครุ ลหุ เพิ่มข้ึนมา ทําใหเกิดความไพเราะมากยิ่งข้ึน เหมาะสําหรับขอความที่คึกคักสนุกสนาน โลด โผน ตืน่ เตน ๒๐. กาพยฉบัง ๑๖ เปนกาพยท่ีมีลีลาสงางาม ใชสําหรับบรรยายความงามหรือดําเนินเร่ือง อยางรวดเรว็
๕ เร่ืองยอกอนบทเรียนของสามัคคเี ภทคาํ ฉันท สามคั คีเภทคําฉันทดําเนินเร่อื งโดยองิ ประวัติศาสตรครั้งพุทธกาล วาดวยการ ใชเลหอุบายทําลายความสามัคคีของเหลากษัตริยลิจฉวี กรุงเวสาลี แหงแควนวัชชี โดยเลาถึงกษัตริยในสมัยโบราณ ทรงพระนามวา พระเจาอชาตศัตรู แหงแควนมคธ ทรงมีอํามาตยคนสนิทชื่อ วัสสการพราหมณ ทรงมีดําริจะปราบแควนวัชชี ซ่ึงมี กษัตริยลิจฉวีครอบครอง แตแควนวัชชีมีความเปนปกแผน พระเจาอชาตศัตรูปรึกษา กับวัสสการพราหมณเพื่อหาอุบายทําลายความสามัคคีของเหลากษัตริยลิจฉวี โดยการ เนรเทศวัสสการพราหมณออกจากแควนมคธ แลวทําอุบายจนไดเขาเฝากษัตริยลิจฉวี และในทสี่ ุดไดเ ปนครูสอนศลิ ปวทิ ยาแกราชกุมารทั้งหลาย
๖ การถอดคาํ ประพันธของสามัคคีเภทคาํ ฉันท คะเนกลคะนึงการ ระวังเหอื ดระแวงหาย ภุชงคประยาตฉันท ๑๒ ปวัตนวัญจโนบาย สมัครสนธสิ์ โมสร ทิชงคชาติฉลาดยล กษัตริยล ิจฉวีวาร เหมาะแกการณจ ะเสกสรร มลางเหตพุ ิเฉทสาย ถอดความไดวา พราหมณผูฉลาดคาดคะเนวากษัตริยลิจฉวีวางใจคลายความหวาดระแวง เปนโอกาสเหมาะ ที่จะเรม่ิ ดาํ เนนิ การทานกลอบุ ายหา ลายความสามัคคี ณ วันหนงึ่ ลถุ ึงกา ลศึกษาพชิ ากร กุมารลจิ ฉวีวร เสดจ็ พรอมประชุมกัน ตระบัดวสั สการมา สถานราชเรียนพลัน ธ แกลงเชิญกุมารฉนั สนิทหน่ึงพระองคไป ลหุ องหบั รโหฐาน กถ็ ามการณ ณ ทันใด มิลี้ลบั อะไรใน กฤๅเชนธปจุ ฉา ถอดความไดว า วนั หนงึ่ เมอ่ื ถึงโอกาสทจี่ ะสอนวิชา กุมารลจิ ฉวกี ็เสดจ็ มาโดยพรอ มเพรยี งกันทันใด วัสสการพราหมณก็มาถงึ และแกลงเชิญพระกุมารพระองคท่ีสนทิ สนมเขาไปพบในหอ งสว นตวั
๗ จะถูกผิดกระไรอยู มนษุ ยผูกระทาํ นา และคโู คกจ็ ูงมา ประเทยี บไถมใิ ชห รือ ก็รับอรรถอออือ กุมารลจิ ฉวขี ัตตยิ ประดจุ คาํ พระอาจารย กสกิ เขากระทําคือ นิวัตในมชิ านาน สมัยเลิกลุเวลา ก็เทา นั้น ธ เชิญให ประสทิ ธิ์ศิลปประศาสนส าร ถอดความไดวา ชาวนาจูงโคมาคูหนึ่งเพื่อเทียมไมใชหรือไม พระกุมารลิจฉวีก็รับส่ังเห็นดวยวา ชาวนาก็คงจะกระทาํ ดงั คําของพระอาจารย ถามเพียงเทา น้นั พราหมณกเ็ ชญิ ใหเ สด็จกลับออกไป อรุ สลิจฉวสี รร พชวนกันเสด็จมา และตางซกั กุมารรา ชองคน ้ันจะเอาความ พระอาจารยสิเรียกไป ณขางในธไตถาม อะไรเธอเสนอตาม วจีสัตยกะสําเรา ถอดความไดวา คร้ันถึงเวลาเลิกเรียนเหลา โอรสลิจฉวีก็พากันมาซักใชพระกุมารวา พระอาจารย เรยี กเขาไปขา งในไดไ ตถามอะไรบาง ขอใหบอกมาตามความจรงิ กมุ ารน้ันสนองสา รวากยวาทตามเลา เฉลยพจนกะครูเสา วภาพโดยคดีมา มิเช่ือในพระวาจา กุมารอ่ืนก็สงสยั สหายราช ธ พรรณนา และตา งองคกพ็ าที ถอดความไดวา พระกุมารพระองคน ัน้ กเ็ ลา เรอ่ื งราวที่พระอาจารยเรยี กไปถาม แตเ หลากุมารสงสยั ไมเช่ือคาํ พูดของ พระสหาย ตางองคก ็วจิ ารณ
๘ ไฉนเลยพระครูเรา จะพดู เปลาประโยชนมี เลอะเหลวนักละลวนน้ี รผลเห็นบเปนไป เถอะถึงถา จะจริงแม ธ พูดแทก ็ทาํ ไม แนะชวนเขาณขางใน จะถามนอก บ ยากเย็น ถอดความไดวา วิจารณวาพระอาจารย จะพูดเรอื่ งเหลวไหลไรส าระเชนนเ้ี ปนไปไมได และหากวา จะพูดจรงิ เหตใุ ดจะตองเรยี กเขาไปถามขา งในหอง ถามขา งนอกหองกไ็ ด ชะรอยวาทชิ าจารย ธคดิ อานกะทา นเปน รหัสเหตุประเภทเห็น ละแนช ัดถนัดความ และทา นมามุสาวาท มิกลาอาจจะบอกตา พจีจรงิ พยายาม ไถลแสรงแถลงสาร ถอดความไดวา สงสัยวาทานอาจารยก บั พระกุมารตองมคี วามลับอยางแนนอน แลวก็มาพูดโกหก ไมก ลาบอกตามความเปน จริง แกลงพูดไปตาง ๆ นานา กุมารราชมิตรผอง ก็สอดคลองและแคลงดาล พโิ รธกาจวิวาทการณ อุบตั ิขึ้นเพราะขุนเคอื ง พพิ ิธพนั ธไมตรี ประดามนี ริ ันดรเนือง กะองคน ้ันก็พลันเปลือง มลายปลาตพินาศปลง ฯ ถอดความไดวา กุมารลจิ ฉวีทงั้ หลายเห็นสอดคลองกันกเ็ กดิ ความโกรธเคอื ง การทะเลาะวิวาท กเ็ กิดข้ึนเพราะความขุนเคอื งใจ ความสัมพนั ธอ ันดที ี่เคยมีมาตลอดกถ็ ูกทาํ ลายยอยยับลง
๙ มาณเวกฉันท ๘ ลว งลุประมาณ กาลอนกุ รม หน่ึงณนิยม ทานทวชิ งค เมอื่ จะประสิทธิ์ วทิ ยะยง เชิญวรองค เอกกมุ าร พราหมณไป เธอจงรตาม โดยเฉพาะใน หองรหูฐาน จ่งึ พฤฒถิ าม ความพสิ ดา ขอธประธาน โทษะและไข ถอดความไดวา เวลาผานไปตามลําดับ เม่อื ถึงคราวทจี่ ะสอนวิชาก็จะเชิญพระกุมารพระองคหน่ึง พระกุมารก็ตามพราหมณเขาไปในหองเฉพาะพราหมณจึงถามเน้ือความแปลก ๆ วา ขออภัย ชวยตอบดวย อยา ติและหลู ครจู ะเฉลย ภัตกะอะไร เธอนะเสวย ในทินน่ี ดี ฤ ไฉน พอหฤทยั ยิ่งละกระมัง ถอดความไดวา อยาหาวา ตําหนหิ รือลบหลู ครขู อถามวา วนั นี้พระกมุ ารเสวยพระกระยาหารอะไร รสชาติดีหรอื ไม พอพระทยั มากหรอื ไม
๑๐ ราช ธ ก็เลา เคา ณ ประโยค ตนบริโภค แลวขณะหลัง วาทะประเทอื ง เร่ืองสิประท้ัง อาคมยัง สกิ ขสภา ถอดความไดวา กุมารก็เลาเร่ืองเก่ียวกับพระกระยาหารท่ีเสวยหลังจากน้ันก็สนทนาเรื่องทั่วไป แลว กเ็ สด็จกลับออกมายังหองเรยี น เสรจ็ อนศุ าสน ราชอรุ ส ลจิ ฉวหิ มด ตางธก็มา ถามนยมาน ทานพฤฒอิ า จารยปรา รภกระไร เธอกแ็ ถลง แจงระบุมวล ความเฉพาะลว น จริงหฤทยั ตางบมิเชอ้ื เมอื่ ตริไฉน จงึ ผลใน เหตุบมสิ ม ถอดความไดวา เมื่อเสร็จส้ินการสอน ราชกุมารท้ังหมดมาถามเรื่องราวที่มีมาวา ทานอาจารย ไดพูดเร่ืองอะไรบาง พระกุมารก็ตอบตามความจริง แตเหลากุมารตาง ไมเชื่อ เพราะคิดแลววา ไมส มเหตสุ มผล ขนุ มนเคอื ง เร่ืยงนฤสาร เชน กะกุมาร กอนก็ระดม เลิกสละแยก แตกคณะกลม เกลียว บ นิยม คบดุจเดิม
๑๑ ถอดความไดวา ตางขุนเคืยงใจดวยเร่ืองไรสาระ เชนเดียวกับพระกุมารพระองคกอน และ เกดิ ความแตกแยก ไมค บกันอยา งกลมเกลียวเหมือนเดมิ อเุ ปนทรวเิ ชยี รฉันท ๑๑ ทิชงคเจาะจงเจตน กลหเหตุยยุ งเสริม กระหนาํ่ และซํ้าเตมิ นฤพทั ธกอการณ ละคร้ังระหวางครา ทินวารนานนาน เหมาะทาทิชาจารย ธ ก็เชิญเสด็จไป บหอ นจะมสี า รฤหาประโยชนไ ร กระนัน้ เสมอนัย เสาะแสดง ธ แสรงถาม ถอดความไดว า พราหมณเ จตนาหาเหตุยุแหยซ้ําเติมอยเู สมอ ๆ แตล ะครง้ั แตละวัน นานนานคร้งั เหน็ โอกาสเหมาะก็จะเชิญพระกมุ ารเสดจ็ ไปโดยไมม สี ารประโยชนอันใดแลวก็แกลงทลู ถาม และบา งก็พูดวา นะแนะขา สดับตาม ยุบลระบิลความ พจแจงกระจายมา ละเมิดติเตยี นทาน ก็เพราะทา นแสนสา รพัดทลิทภา วและสดุ จะขดั สน จะแนมแิ นเ หลอื พิเคราะหเชอื่ เพราะยากยล ณ ท่ี บ มีคน ธ ก็ควรขยายความ ถอดความไดวา บางคร้ังก็พูดวา น่ีแนะ พระองคไดยินขาวเลาลือกันท่ัวไป เขานินทาพระกุมาร พระองคแ สนจะยากจนและขัดสน จะเปนเชนนน้ั แนหรอื พิเคราะหแ ลว ไมน า เชอื่ ณ ทีน่ ี้ไมมีผูใด ขอใหท รงเลา มาเถดิ
๑๒ และบางก็กลาววา นะแนะขาจะขอถาม เพราะทราบคดตี าม วจลอื ระบอื มา ตฉิ ินเยาะหม่ินทาน ก็เพราะทา นแสนสา รพันพิกลกา ยพลิ ึกประหลาดเปน จะจริงมจิ ริงเหลือ มนเชื่อเพราะไปเหน็ ผขี อ บลาํ เค็ญ ธ ก็ควรขยายความ ถอดความไดวา บางครั้งก็พูดวา พระองคทูลถามพระกุมาร เพราะไดยินเขาเลาลือกันทั่วไป เยาะเยยดหู มิ่นทาน วาทา นนี้มีรา งกายผดิ ประหลาดตาง ๆ นานา จะเปน จริงหรือไมในใจไมอยาก เชอ่ื เลยเพราะไมเห็น หากมสี ่งิ ใดท่ลี ําบากยากแคนกต็ รสั มาเถิด กุมารองคเ สา วนเคา คดตี าม กระทูพระครถู าม นยสุดจะสงสยั กค็ าํ มิควรการณ คุรทุ า นจะถามไย ธ ซกั เสาะสืบใคร ระบุแจงกะอาจารย ทวิชแถลงวา พระกุมารโนนขาน ยุบลกะตูกาล เฉพาะอยูกะกันสอง ถอดความไดวา พระกุมารไดทรงฟงเร่ืองท่ีพระอาจารยถามก็ตรัสถามกลับวา สงสัยเหลอื เกนิ เรื่อง ไมสมควรเชนนี้ทานอาจารยจะถามทําไม แลวก็ซักไซวาใครเปนผูมาบอกกับอาจารย พราหมณ ตอบวาพระกุมารพระองคโ นน ตรสั บอกเมอื่ อยกู นั เพียงสองตอ สอง
๑๓ กุมารพระองคนัน ธมิทันจะไตรตรอง ก็เชือ่ ณ คําของ พฤฒิครแู ละขูวาม พโิ รธกมุ ารองค เหมาะเจาะจงพยายาม ยคุ รูเพราะเอาความ บ มีดีประเดตน กพ็ อและตอ พิษ ทุรทิฐิมานจน ลโุ ทสะสบื สน ธิพพิ าทเสมอมา ถอดความไดวา กมุ ารพระองคน นั้ ไมท ันไดไตรตรอง กท็ รงเช่ือในคาํ พูดของอาจารยดว ยความววู าม ก็กรว้ิ พระกุมารทยี่ ุพระอาจารยใสความตน จงึ ตัดพอตอวากนั ข้ึน เกิดความโกรธ มีเรือ่ งทะเลาะ ววิ าทนอยูเสมอ และฝา ยกุมารผู ทิชครูผูเรยี กหา ก็แหนงประดารา ชกุมารทิชงคเชิญ พระราชบุตรลิจ ฉวิมิตรจติ เมิน ณกันและกันเห็น คณะหางก็ตางถอื ทะนงชนกตน พลลนเถลิงลือ กห็ าญกระเหิมฮอื มนฮึก บ นึกขาม ฯ ถอดความไดวา ฝายพระกุมารท่ีพราหมณไมเคยเรียกเขา ไปหากไ็ มพอพระทยั พระกุมารทพ่ี ราหมณ เชิญไปพบ พระกุมารลิจฉวีหมางใจและเหินหางกัน ตางองคทะนงวาพระบิดาของตน มีอํานาจ ลน เหลอื จงึ มีใจกาํ เริบไมเ กรงกลัวกัน
๑๔ สัทธราฉันท ๒๑ ลาํ ดบั นนั้ วัสสการพราหมณ ธ ก็ยุศิษยุตาม แตงอุบายงาม ฉงนงํา ปวงโอรสลจิ ฉวีดํา ริณวิรุธก็สํา คัญประดจุ คํา ธ เสกสรร ไปเหลือเลยสักพระองคอัน มิละปย ะสหฉันท ขาดสมัครพันธ ก็อาดูร ถอดความไดวา ในขณะน้ันวัสสการพราหมณก็คอยยุลูกศิษย แฝงกลอุบายใหเกิดความแคลงใจ พระโอรสของกษัตริยลิจฉวีทั้งหลายไตรตรองในอาการนาสงสัย ก็เขาใจวาเปนจริงดังถอยคําท่ี อาจารยปนเร่ืองข้ึน ไมมีเหลือเลยพระองคเดียวท่ีจะมีความรักใคร กลมเกลียว ตางขาด ความสัมพันธเ กิดความเดือดรอ นใจ ตา งองคนําความงามทูล พระชนกอดิศูร แหงธโดยมูล ปวัตติ์ความ แตกรา วกาวรายก็ปายปาม ลุวรบิดรลาม ทีละนอยตาม ณเหตุผล ฟนเฟอเช่อื นยั ดนยั ตน นฤวิเคราะหเ สาะสน สบื จะหมองมล เพราะหมายใด ถอดความไดว า แตล ะองคน ําเรื่องไมด ที เี่ กิดข้นึ ไปทลู พระบิดาของตน ความแตกแยก ก็คอย ๆ ลกุ ลามไปสพู ระบิดา เน่อื งจากความหลงเช่อื โอรสของตนเอง ปราศจากการใครค รวญเกิดความผิด พอ ง หมองใจกันขน้ึ
๑๕ แททา นวสั สการใน กษณะตรีเหมาะไฉน เสริมเสมอไป สะดวกดาย พจนธุปริยาย หลายอยางตางกลธขวนขวาย บ เวนครา วญั จโนบาย สหกรณประดา คร้ันลวงสามปประมาณมา ลจิ ฉวีรา ชทง้ั หลาย ถอดความไดวา ฝายวัสสการพราหมณคร้ันเห็นโอกาสเหมาะสม ก็คอยยุแหยอยางงายดาย ทํากลอุบายตาง ๆ พูดยุยงตามกลอุบายตลอดเวลา เวลาผานไปประมาณ ๓ ป ความรวมมือกัน ระหวา งกษัตริยล ิจฉวีทั้งหลายและความสามคั คีถกู ทําลายจนส้นิ สามัคคีธรรมทําลาย มิตรภิทนะกระจาย สรรพเสอ่ื มหายน ก็เปนไป ตางองคทรงแคลงระแวงใน พระราชหฤทยวิสัย ผพู โิ รยใจ ระวังกันฯ ถอดความไดวา ความรวมมือกันระหวางกษัตริยท้ังหลายและความสามัคคีถูกทําลาย ความเปน มิตรแตกแยก ความเส่ือม ความหายนะก็บังเกิดข้ึน กษัตริยตางองคระแวง แคลงใจ มีแต ความขุนเคอื งใจ ซึง่ กนั และกนั สาลินฉี ันท ๑๑ พราหมณค รูรูสังเกต ตระหนักเหตุถนดั ครัน ราชาวชั ชีสรร พจักสูพ ินาศสม จะสัมฤทธิมนามณ ยินดีบัดน้ีกจิ
๑๖ เริ่มมาดว ยปรากรม และอุตสาหแหงตน ใหลองตีกลองนัด ประชุมขัตติยมณฑล เชญิ ซึ่งสํา่ สากล กษัตรยิ สูส ภาคาร ถอดความไดว า พราหมณผูเ ปนครสู ังเกตเห็นดังนน้ั ก็รวู า เหลากษตั ริยลิจฉวีจะประสบความพินาศ จงึ ยินดีมากทภ่ี ารกิจประสบผลสาํ เร็จสมดงั ใจ หลังจากเร่ิมตน ดว ยความบากบน่ั และความอดทน ของตน จึงใหลองตีกลองนดั ประชมุ กษัตรยิ ลจิ ฉวี เชิญทุกพระองคเสด็จมาทป่ี ระชุม วชั ชีภผู มี อง สดับกลองกระหึมขาน ทุกใหไ ปเอาการ ณกิจเพอ่ื เสดจ็ ไป ตางทรงรับส่ังวา จะเรียกหาประชุมไย เราใชเปน ใหญใจ ก็ขลาดกลัว บ กลา หาญ ทานใดท่ีเปนใหญ และกลา ใครมีเปรียบปาน พอใจใครในการ ประชมุ ชอบกเ็ ชิญเขา ถอดความไดวา ฝายกษัตริยวัชชที รงสดับเสียงกลองดังกึกกอง ทุกพระองคไมทรงเปนธุระในการ เสด็จไป ตางรับส่ังวาจะเรียกประชุมดวยเหตุใด เราไมไดเปนใหญ ใจก็ขลาด ไมกลาหาญ ผใู ดเปนใหญ มีความกลาหาญไมมีผใู ดเปรยี บได พอใจจะไปรวมประชมุ กเ็ ชิญเขาเถิด ปรึกษาหารือกัน ไฉนนั้นก็ทําเนา จกั เรียกประชุมเรา บ แลเหน็ ประโยชนเลย รับสั่งผลกั ไสสง และทกุ องคธเพกิ เฉย ไปไดไปดังเคย สมัครเขาสมาคม ฯ ถอดความไดวา จะปรึกษาหารือกันประการใดก็ชางเถิด จะเรียกเราไปประชุม มองไมเห็น ประโยชนประการใดเลย เลยรับส่ังใหพนตัวไป และทุกพระองคก็ทรงเพิกเฉยไมเสด็จไปเขารวม การประชุมเหมือนเคย
๑๗ อปุ ฏฐติ าฉนั ท ๑๑ เหน็ เชิงพิเคราะหชอง ชนะคลองประสบสม พราหมณเวทอดุ ม ธก็ลอบแถลงการณ ใหวัลลภชน คมดลประเทศฐาน กราบทลู นฤบาล อภิเผา มคธไกร แจงลักษณสา สนวากษัตริยใน วชั ชบี ุรไกร วลหลา ตลอดกัน ถอดความไดวา เม่ือพิจารณาเห็นชองทางที่จะไดชัยชนะอยางงายดาย พราหมณผูรอบรูพระเวท ก็ลอบสงขาวใหคนสนิทเดินทางกลับไปยังบานเมือง กราบทูลกษัตริยแหงแควนมครอันยิ่งใหญ ในสาสนแจง วากษัตริยทกุ พระองค บัดนีส้ ิก็แตก คณะแผกและแยกพรรค ไปเปนสหฉัน ทเสมอื นเสมอมา โอกาสเหมาะสมยั ขณะไหนประหนึง่ ครา นี้หากผิจะหา ก็ บ ไดสะดวกดี ขอเชิญวรบาท พยุหยาตรเสดจ็ กรี ธาทพั พลพี ริยยุทธโดยไวฯ ถอดความไดวา ขณะน้ีเกิดความแตกแยก แบงพรรคแบงพวก ไมสามัคคีกันเหมือนแตเดิม จะหาโอกาสอันเหมาะสมครั้งใดเหมือนดังคร้งั นคี้ งจะไมมอี ีกแลว ขอทลู เชิญพระองคยกกองทัพอัน ย่ิงใหญม าทําสงครามโดยเร็วเถดิ
๑๘ วชิ ชุมมาลาฉันท ๘ ขาวเศกิ เอิกอึง ทราบถึงบดั ดล ในหมูผูคน ชาวเวสาลี แทบทุกลิ่นหมด ชนบทบุรี อกสั่นขวัญหนี หวาดกลวั ท่ัวไป ตื่นตาหนา เผือด หมดเลอื ดสั่นกาย หลบลี้หนีตาย วุนหวั่นพร่ันใจ ซุกครอกซอกครวั ซอ นตวั แตกภยั เขา ดงพงไพร ท้ิงยานบานตน ถอดความไดวา ไปจนถึงราวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองตางตกใจและหวาดกลัวกันไปท่ัว หนาตาต่ืน หนาซีดไมมีสีเลือด ตัวส่ัน พากันหนีตายวุนวาย พากันอพยพครอบครัวหนีภัย ท้ิง บานเรอื นไปซมุ ซอนตัวเสียในปา เหลอื จักหา มปราม ชาวคามลาลาด พนั หัวหนาราษฏร ขุนดา นดําบล หารอื แกกัน คิดผันผอ นปรน จักไมใหพ ล มาคธขามมา จงึ ใหตกี ลอง ปาวรองทนั ที แจงขาวไพรี รุกเบยี นบีฑา เพอื่ หมภู ูมิ วัชชีอาณา
๑๙ ชมุ นุมบัญชา ปองกันฉันใด ถอดความไดวา ไมสามารถหามปรามชาวบานได หัวหนาราษฎรและนายดานตําบลตาง ๆ ปรึกษากันคิดจะยับย้ังไมใหกองทัพมคธขามมาได จึงตีกลองปาวรองแจงขาวขาศึกเขารุกราน เพอื่ ใหเ หลากษัตริยแ หงวัชชีเสด็จมาประชมุ หาหนทางปอ งกนั ประการใด ราชาลจิ ฉวี ไปมีสักองค อนั นึกจํานง เพ่ือจักเสด็จไป ตา งองคด าํ รสั เรียกนดั ทาํ ไม ใครเปนใหญใคร กลาหาญเหน็ ดี ถอดความไดว า ไมม กี ษัตริยลจิ ฉวีแมแ ตพ ระองคเ ดียวคิดจะเสด็จไป แตล ะพระองคท รงดาํ รสั วาจะ เรยี กประชมุ ดวยเหตใุ ด ผใู ดเปนใหญ ผใู ดกลาหาญ เชิญเทอญทานตอ ง ขัดขอ งขอไหน ปรึกษาปราศรยั ตามเร่อื งตามที สว นเราเลาใช เปน ใหญยังมี ใจอยางผูดี รุกปราศอาจหาญ ถอดความไดว า เห็นดีประการใดกเ็ ชญิ เถิด จะปรึกษาหารอื อยางไรก็ตามแตใจ ตัวของเรานน้ั ไมไ ด มอี าํ นาจยิ่งใหญ จิตใจขลาด ไมองอาจกลา หาญ ตางทรงสําแดง ความแขงอํานาจ สามัคคีขาด แกงแยงโดยมาน ภูมิสลจิ ฉวี วชั ชีรัฐบาล บช ุมนุมสมาน แมแตสักองคฯ ถอดความไดว า แตล ะพระองคต างแสดงอาการเพกิ เฉย ปราศจากความสามัคคปี รองดองในจิตใจ กษัตริยลจิ ฉวีแหงวชั ชไี มเสดจ็ มาประชุมกนั แมแ ตพ ระองคเ ดียว
๒๐ อนิ ทรวเิ ชียรฉันท ๑๑ ปนเขตมครบัต ติยรัชธาํ รง ยัง้ ทพั ประทบั ตรง นคเรศวิสาลี ภูธร ธ สังเกต พิเคราะหเหตุ ณ ธานี แหงราชวัชชี ขณะเศิกประชิดแดน เฉยดู บ รสู ึก และมินึกจะเกรงแกลน ฤาคิดจะตอบแทน รณทัพระงบั ภยั ถอดความไดวา จอมกษัตริยแหงแควนมครหยุดทัพตรงหนาเมืองเวสาลี พระองคทรงสังเกต วิเคราะหเ หตกุ ารณทางเมอื งวา ในขณะท่ขี าศึกมาประชิด ดูนิ่งเฉยไมร สู ึกเกรงกลัว หรือ คิดจะทาํ ส่งิ ใดโตต อบระงับเหตุรา ย น่ิงเงยี บสงบงํา บ มิทาํ ประการใด ปรากฏประหนึ่งใน บุรวางและรา งคน แนโ ดยมพิ ักสง สยองกระทบกล ทานวสั สการจน ลุกระนถี้ นัดตา ภินฑพ ัทธสามัค คิยพรรคพระราชา ชาวลจิ ฉวีวา รจะพอ งอนัตถภัย ถอดความไดวา กลับอยูอยางสงบเงียบไมทําการส่ิงใด มองดูราวกับเปนเมืองรางปราศจากผูคน แนนอนไมตองสงสัยเลยวาคงจะถูกกลอุบายของวัสสการพราหมณจนเปนเชนนี้ ความสามัคคี ความผูกพนั แหง กษัตริยล ิจฉวีถูกทําลายลงและจะประสบกบั ภัยพิบัติ
๒๑ ลกู ขางประดาทา รกกาลขวางไป หมุนเลนสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหน ครูวสั สการแส กลแหยยุดพี อ ปนปวน บ เหลอื หลอ จะมิราวมิรานกัน ครั้นทรงพระปรารภ ธุระจบ ธ จ่ืงบัญ ชานายนิกายสรร พทแกลว ทหารหาญ ถอดความไดวา ลูกขางที่เด็กขวางเลนไดสนุกฉันใด วัสสการพราหมณก็สามารถยุแหยใหเหลา กษัตริยลิจฉวีแตกความสามัคคีไดตามใจชอบและคิดที่จะสนุกฉันน้ัน คร้ันทรงคิดดังนั้นจึงมี พระราชบัญชาแกเ หลา ทหารหาญ เรงทําอฬุ ุมปเว ฬุคะเนกะเกณฑการ เพอื่ ขา มนที่ธาร จรเขานครบร เขารับพระบัณฑูร อดิศูรบดศี ร ภาโรปกรณต อน ทิวรุงสฤษฏพลัน จอมนาถพระยาตรา พยุหาธิทพั ขันธ โดยแพและพวงปน พลขา ม ณ คงคา จนหมดพหลเน่ือง พิศเน่อื งชนดิ คลา ขึ้นฝงลเุ วสา ลิบุเรศสะดวกดาย ฯ ถอดความไดวา ใหรีบสรางแพไมไผเพ่ือขามแมนํ้าจะเขาเมืองของฝายศัตรู พวกทหารรับ ราชโองการแลวก็ปฏิบัติภารกิจที่ไดรับ ในตอนเชางานเสร็จทันที จอมกษัตริยเคล่ือนกองทัพอันมี
๒๒ กําลังพลมากมายลงในแพที่ติดกัน นํากําลังขามแมนํ้าจนกองทัพหมดสิ้น มองดูแนนขนัด ขึ้นฝง เมอื งเวสาลอี ยางสะดวกสบาย จติ รปทาฉนั ท ๘ นาครธา นิวสิ าลี เห็นริปุมี พลมากมาย ขามตริ ซดล ก็ลุพนหมาย มุงจะทลาย พระนครตน ตา งก็ตระหนก มนอกเตน ตื่น บ มิเวน ตะละผูคน ท่วั บุรคา มจลาจล เสียงอลวน อลเวงไป ถอดความไดวา ฝายเมืองเวสาลีมองเห็นขาศึกจํานวนมากขามแมน้ํามาเพ่ือจะทําลายลาง บานเมืองของตน ตา งกต็ ระหนกตกใจกนั ถวนหนา ในเมืองเกดิ จลาจลวุนวายไปทวั่ เมือง สรรพกล มุขมนตรี ตรอมมนภี รุกเภทภัย บางคณะอา ทรปราศรัย ยังมิกระไร ขณะน้ีหนอ ควรบริบาล พระทวารม่นั ตานปะทะกัน อรกิ อนพอ ขตั ตยิ รา ชสภารอ
๒๓ ดําริจะขอ วรโองการ ถอดความไดวา ขาราชการช้ันผูใหญตางหวาดกลัวภัย บางพวกก็พูดวาขณะนี้ยังไมเปนไรหรอก ควรจะปองกันประตเมืองเอาไวใหม่ันคงตานทานขาศุกเอาไวกอน รอใหท่ีประชุมเหลากษัตริยมี ความเห็นวาจะทรงทาํ ประการใด ทรงตรไิ ฉน กจ็ ะไดทํา โดยนยดาํ รัสภูบาล เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน อาณัติปาน ดุจกลองทั้ง ศัพทโฆษ ประลุโสตทาว ลจิ ฉวิดาว ขณะทรงฟง ตาง ธ กเ็ ฉย และละเลยดงั ไทมอิ นิ ัง ธุระกับใคร ถอดความไดวา ก็จะไดดําเนินการตามพระบัญชาของพระองค เหลาขาราชการท้ังหลายก็ตีกลอง สัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง เสียงดังกึกกองไปถึงพระกรรณกษัตริยลิจฉวีตางองคทรงเพิกเฉย ราวกบั ไมเอาใจใสใ นเรอ่ื งราวของผใู ด ตางก็ บ คลา ณ สภาคาร แมพระทวาร บุรทัว่ ไป รอบทศิ ดาน และทวารใด เหน็ นรไหน สจิ ะปดมีฯ ถอดความไดวา ตางองคไ มเสดจ็ ไปทปี่ ระชมุ แมแตประตเู มอื งทีท่ ุกบานก็ไมม ีผใู ดปด
๒๔ สทั ทุลวกิ กีฬติ ฉนั ท ๑๙ จอมทพั มาคธราษฎร ยาตรพยุหกรี ธาสวู สิ าลี นคร โดยทางอันพระทวารเปดนรนิกร ฤๅรอจะตอ รอน อะไร เบอ้ื งน้ันทานคุรวุ สั สการทิชก็ไป นําทัพชเนนทรไท มคธ ถอดความไดวา จอมทัพแหงแควนมคธกรีธาทัพเขาเมืองเวสาลีทางประตูเมืองที่เปดอยู โดยไมมีผูคน หรือทหารตอสูประการใด ขณะน้ันวัสสการพราหมณผูเปนอาจารยก็ไปนําทัพ ของกษตั ริยแหง มคธ เขาปราบลจิ ฉวขิ ัตตยิ รัฐชนบท สเู ง้อื มพระหัตถหมด และโดย ไปพ ักตองจะกะเกณฑนิกายพหลโรย แรงเปลอื งระดมโปรย ประยทุ ธ รายคาบเสรจ็ ธเสดจ็ ราชคฤหอุต คมเขตบเุ รศดุจ ณ เดิม
๒๕ ถอดความไดว า เขามาปราบกษัตรยิ ลจิ ฉวี อาณาจกั รทง้ั หมดก็ตกอยใู นพระหัตถ โดยที่กองทพั ไม ตองเปลืองแรงในการตอสู ปราบราบคาบแลวเสดจ็ ยังราชคฤหเ มืองยิ่งใหญดังเดมิ เร่อื งตนยุกติก็แตจะตอพจนเติม ภาษติ ลขิ ิตเสริม ประสงค ปรุงโสตเปนคติสุนทราภรณจง จับขอประโยชนตรง ตริดู ฯ ถอดความไดว า เนือ้ เรอ่ื งแตเ ดมิ จบลงเพยี งน้ี แตป ระสงคจะแตงสภุ าษติ เพม่ิ เตมิ ใหไดร บั ฟง เพื่อเปน คตอิ นั ทรงคณุ คา นําไปคิดไตรต รอง อนิ ทรวิเชยี รฉันท ๑๑ อนั ภูบดีรา ชอชาตศัตรู ไดล จิ ฉวีภู วประเทศสะดวกดี แลสรรพบรรดา วรราชวัชชี ถึงซ่ึงพิบตั ิบี ฑอนัตถพินาศหนา เหยี้ มน้ันเพราะผันแผก คณะแตกและตางมา ถอื ทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง ถอดความไดวา พระเจาอชาตศัตรูไดแผนดินวัชชีอยางสะดวก และกษัตรยิ ลิจฉวีท้ังหลายก็ถึงซ่ึง ความพนิ าศลม จม เหตุเพราความแตกแยกกัน ตา งกม็ ีความยดึ มน่ั ในความคดิ ของตน ผูกโกรธ ซ่งึ กนั และกัน แยกพรรคสมรรคภิน ทนส้ิน บ ปรองดอง
๒๖ ขาดญาณพจิ ารณตรอง ตริมลกั ประจักษเ จือ เชอ่ื อรรถยุบลเอา รสเลาก็งายเหลอื เหตุหากธมากเมือ คติโมหเปนมูล ถอดความไดวา ตางแยกพรรค แตกสามคั คีกัน ไมปรองดองกัน ขาดปญญาที่จะพิจารณาไตรต รอง เชื่อถอยความของบรรดาพระโอรสอยางงา ยดาย เหตุท่เี ปน เชน นั้น เพราะกษัตริยแ ตละพระองค ทรงมากไปดว ยความหลง จ่ึงดาลประการหา ยนภาวอาดรู เสียแดนไผทสญู ยศศกั ด์ิเสอ่ื มนาม ควรชมนิยมจัด คุรวุ สั สการพราหมณ เปน เอกอบุ ายงาม กลงําากระทาํ มา ถอดความไดว า จึงทาํ ใหถงึ ซ่งึ ความฉบิ หาย มภี าวะความเปนอยนู นั้ ทกุ ขระทมเสยี ทงั้ แผนดนิ เกียรตยิ ศ และชือ่ เสยี งท่ีเคยมอี ยู สว นวสั สการพราหมณนั้นนา ชน่ื ชมอยางยงิ่ เพราะเปน เลศิ ในการ กระทาํ กลอบุ าย พุทธาทิบัณฑติ พเิ คราะหคิดพินจิ ปรา รภสรรพเสริญสา ธุสมัครภาพผล วาอาจจะอวยผา สุกภาวมาดล ดสี ู ณ หมูตน บ นิราศนิรันดร หมใู ดผสิ ามัค คยพรรคสโมสร ไปปราศนิราศรอน คุณไรไฉนดล ถอดความไดวา ผรู ทู ้งั หลายมพี ระพทุ ธเจา เปน ตน ไดใ ครครวญพจิ ารณากลาวสรรเสริญวาชอบแลว ในเรื่องผลแหงความพรอมเพรียงกัน ความสามัคคีอาจอํานวยใหถึงซ่ึงสภาพแหงความผาสุก ณ หมูของตนไมเสื่อมคลายตลอดไป หากผูใดมีความสามัคคีรวมชุมนุมกัน ไมหางเหินกันส่ิง ที่ไรป ระโยชนจ ะมาสูไ ดอ ยางไร
๒๗ พรอมเพรยี งประเสริฐครนั เพราะฉะนั้นแหละบคุ คล ผหู วังเจรญิ ตน ธุระเก่ียวกะหมูเขา พงึ หมายสมัครเปน มขุ เปนประธานเอา ธูรทวั่ ณ ตัวเรา บ มิเห็น ณ ฝายเดียว ถอดความไดวา ความพรอมเพรียงนั้นประเสริฐย่ิงนัก เพราะฉะนั้นบุคคลใดหวังท่ีจะไดรับ ความเจรญิ แหงตนและมีกิจธรุ ะอนั เปนสวนรวม ก็ตั้งใจเปน หัวหนาเอา เปนธุระดวยตัวของเราเอง โดยมิเหน็ ประโยชนต นแตฝา ยเดยี ว ควรยกประโยชนยื่น นรอ่ืนก็แลเหลยี ว ดูบางและกลมเกลยี ว มิตรภาพผดงุ ครอง ทฐิ มิ านหยอ น ทมผอ นผจงจอง อารีมิมีหมอง มนเมอื่ จะทําใด ลาภผลสกลบรร ลกุ ็ปนก็แบงไป ตามนอ ยและมากใจ สุจรติ นยิ มธรรม ถอดความไดวา ควรยกประโยชนใหบุคคลอ่นื บาง นึกถึงผูอื่นบาง ตอ งกลมเกลียว มีความเปนมิตร ตองลดทิฐิมานะ รูจักขมใจ จะทาํ ส่ิงใดก็เอื้อเฟอกันไมมีความบาดหมางใจ ผลประโยชนท้ังหลาย ท่ีเกดิ ขน้ึ ก็แบง ปน กนั ไป มากบางนอ ยบา งอยางเปน ธรรม พึงมรรยาทยึด สปุ ระพฤติสงวนพรรค รื้อรษิ ยาอัน อุปเฉทไมตรี ดังนั้นณหมูใด ผิบไรสมัครมี
๒๘ พรอ มเพรยี งนิพัทธน้ี รววิ าทระแวงกัน ถอดความไดว า ควรยดึ ม่นั ในมารยาทและความประพฤตทิ ี่ดงี าม รักษาหมคู ณะโดยไมมีความริษยา อันจะตัดรอนไมตรี ดังนั้นถาหมูคณะใดไมขาดซ่ึงความสามัคคี มีความพรอมเพรียงกันอยูเสมอ ไมม ีการวิวาท และระแวงกนั หวังเทอญมิตอ งสูง สยคงประสบพลนั สขุ เกษมสนั ต หติ ะกอบทวิการ ใครเลาจะสามารถ มนอาจระงานหาญ หักลา งบแหลกลาญ ก็เพราะพรอมเพราะเพรยี งกัน ถอดความไดว า กห็ วังไดโดยไมตอ งสงสัยวา คงจะพบซ่ึงความสขุ ความสงบ และ ประกอบดว ย ประโยชนมากมาย ใครเลา จะมใี จกลา คิดทาํ สงครามหวงั จะทาํ ลายลา ง ก็ไมไ ด ทงั้ นีเ้ พราะความ พรอ มเพรยี งกันนน่ั เอง แมมากกิง่ ไม ผวิ ใครจะใครล อง มัดกํากระน้ันปอง พลหักก็เต็มทน เหลาไหนไมตรี สละล้ิณหมูตน กจิ ใดจะขวายขวน บมพิ รอมมีเพรียงกัน ถอดความไดวา แมแตกิ่งไมหากใครจะใครลองเอามามัดเปนกํา ตั้งใจใชกําลังหักก็ยากเต็มทน หากหมูใดไมมีความสามัคคีในหมูคณะของตน และกิจการอันใดท่ีจะตองขวนขวายทําก็ มิพรอ มเพรยี งกนั อยา ปรารถณาหวัง สุขท้ังเจริญอัน มวลมาอุบัติบรร ลไุ ฉนบไดม ี ปวงทุกพิบัตสิ รร พภยันตรายกลี แมป ราศนยิ มปรี ติประสงคก็คงสม
๒๙ ถอดความไดว า ก็อยา ไดห วังเลยความสขุ ความเจริญจะเกิดขึ้นไดอยา งไร ความทกุ ข พิบัตอิ นั ตราย และความชวั่ รายท้ังปวง ถงึ แมจะไมต อ งการกจ็ ะตอ งไดร บั เปน แนแ ท ควรชนประชุมเชน คณะเปน สมาคม สามัคคีปรารม ภนิพัทธรําพึง ไปมีก็ใหมี ผวิ มีก็คาํ นึง เนือ่ งเพอื่ ภยิ โยจึง จะประสบสุขาลยั ฯ ถอดความไดว า ผูท่อี ยูรวมกันเปนหมคู ณะหรอื สมาคม ควรคํานงึ ถึงความสามัคคีอยูเปน นจิ ถา ยงั ไมมีกค็ วรจะมีขนึ้ ถา มอี ยูแลวกค็ วรใหเจริญรุงเรืองยิ่งขน้ึ ไปจึงจะถึงซึ่งความสขุ ความสบาย
๓๐ การอธิบายคําศัพทยากของสามัคคเี ภทคําฉันท กลบกกร = กลบก + กร (ชางตัดผม) ขรการณ = ขร + การณ (เหตุรายแรง ) จตั ุรมขุ = จตั ุร + มุข (มขทัง้ ๔ ดาน) ชเนนทร = ชน + อนิ ทร (ผูเปนใหญในหมูช น) ทศธรรม = ทศ + ธรรม (ธรรม ๑๐ ประการ) ทัณฑพิธ = ทณั ฑ + พิธ (ชนิดของการลงโทษ) ทิชาจารย = ทชิ + อาจารย (พราหมณผ สู ั่งสอนวิชาความร)ู ทินวาร = ทนิ + วาร (โอกาสในแตล ะวัน) ธุโรปถัมภ = ธรุ + อุปถมั ภ (ผชู วยทํากจิ ธุระ) นยาธิบาย = นย + อธิบาย ( ขอ ความชแ้ี จงอางองิ ) บรุ พัณหัสมยั = บุรพ + อรุณ + หัส + สมัย (เวลาเชา) บุรษุ สมัญ = บุรุษ + สมัญ ( มใี จเปนลกู ผูช าย) บษุ ปวัลลิ = บปุ ษ + วัลลิ (ดอกไมเ ปนลวดลายเครอื เถา) เบญจางค = เบญจ + องค (อวัยวะทง้ั ๕ อยาง) ปุโรหิตาจารย = ปุโรหิต + อาจารย (พราหมณผสู งั่ สอนวชิ าความร)ู พยุหาธิทัพ = พยุห + อธิ + ทัพ (ทพั อันย่ิงใหญดว ยไพรพ ล) พโลปการ = พล + อปุ การ (การอุดหนุนกําลงั )
๓๑ พาหนาสน = พาหน + อาสน (เคร่อื งนําไป) พาหิรภาค = พาหิร + ภาค (สว นภายนอก) พิทยาภรณ = พิทย + อาภรณ ( เครือ่ งประดับคือความร)ู พิพากษการ = พพิ ากษ + การ (การตดั สนิ ) พุทธาทิบณั ฑติ = พุทธ + อาทิ + บณั ฑติ ( ผูรูท้งั หลายมีพระพุทธเจาเปนตน) ภาโรปกรณ = ภาร + อุปกรณ (ธรุ ะอันหนักท่ตี องกระทํา) ภิทโทษ = ภิท + โทษ (โทษของความแตกแยก) มนารมณ = มน + อารมณ (อารมณแ หง ใจ) รัฐชนบท = รัฐ + ชนบท (ทั้งแวน แควนอาณาจักร) ราชบุรุษ = ราช + บุรุษ (คนของพระราชา) ราชภฏั = ราช + ภัฏ (ขาราชการ) ราชมลั = ราช + มลั (เจาพนักงานผูม ีหนาทท่ี าํ โทษคน) ราชวัต = ราช + วัต (หนาท่ีและความประพฤติแหงพระราชา) ราชวัลลภ = ราช + วลั ลภ (คนสนิทของพระราชา) รามาวตาร = ราม + อวตาร (การแบงภาคลงมาเกิดเปน พระราม) วจนัตถ = วจน + อัตถ (เนื้อความของคาํ พูด) วนันดร = วน + อันดร (ระหวางปา) วนารญั = วน + อรัญ (ปา)
๓๒ วนาลัย = วน + อาลัย (ปา) วัญจโนบาย = วัญจน + อุบาย (อบุ ายหลอกลวง) วาจกาจารย = วาจก + อาจารย (อาจารยผสู ่ังสอนวิชาความรู) วุฒเิ สวกากร = วุฒิ + เสวก + อากร (เหลา ขา ราชการช้ันผใู หญ) เวทนาการ = เวทน + อาการ (อาการอันแสดงถึงความทุกขทรมาน) ศสั ตราวุธ = ศสั ตร + อาวุธ (อาวุธที่มคี ม) ศิลปศาสตร = ศลิ ป + ศาสตร (วิชาศิลปะ) ศุภยาม = ศภุ + ยาม (เวลาอนั เปน) เศวตฉัตร = เศวต + ฉัตร (ฉัตรสขี าว) สภาคาร = สภา + คาร (สถานทปี่ ระชุม) สกิ ขสภา = สิกข + สภา (หองเรียน ) สขุ าภมิ ัณฑ = สขุ + อภมิ ณั ฑ (เคร่อื งประดบั อันยงิ่ ดว ยความสขุ ) สขุ าลัย = สุข + อาลยั (ท่ีซ่ึงมีความสขุ ) เสนาธิบดี = เสน + อธบิ ดี ( แมท ัพ) อนาวรณญาณ = อน + อาวรณ+ ญาณ (ความรอู ันไมม สี ่งิ ใดเปนเครอ่ื งขัดขอ ง) อพั ภนั ตร = อพั ภ + อันตร (ภายใน) อศั วาภรณ = อศั ว + อาภรณ (เคร่อื งประดับมา)
๓๓ คณุ คาวรรณคดีของสามคั คเี ภทฉันท ๑. คณุ คาดานวรรณศิลป เร่ืองน้ีเปน เรื่องทไ่ี ดรับยกยอ งวาเปนหนังสอื คําฉันทท ม่ี คี ณุ คาย่ิงโดยเฉพาะทางดานความไพเราะ เพราะสาเหตุดังตอ ไปนี้ แตงเปนคาํ ประพนั ธประเภทฉันท โดยใชฉันทชนิดตางๆ ถึง ๑๘ ชนิด โดยลีลาของฉันทแตละชนิดท่ีนํามาแตงน้ันลวนแตเหมาะสมกับ เนื้อเร่ืองเปนอยางย่ิง เชน ตอนที่บรรยายเน้ือเรื่องถึงการดําเนินอุบายของวัสสการพราหมณ ใชฉันทช่ือ ภุชงคประยาตฉันท ซ่ึงมีความหมายวา ฉันทท่ีมลี ีลาประดุจการคืบคลานของพระยานาค เปนฉันทท่ีมีจังหวะ จะคงทส่ี มํ่าเสมอ เสมือนมีการเคลอ่ื นไหวทีฟ่ งดูนุมนวล เหมาะแกการบรรยายเรื่อง สว นฉันทอ ่ืนๆ ท่นี ํามาใช สลับกันไปแตล ะฉันทน ั้นลว นแลว แตไ พเราะและเหมาะสมท้ังสนิ้ การสรรคํา เปนการเลอื กใชค ําท่ีส่ือความคดิ และอารมณไดอ ยา งงดงาม เชน ๑. การเลือกใชคําไดถกู ตองตรงตามความหมายท่ีตองการ มีการใชคาํ ท่ีประณีตเปนพิเศษ เมือ่ กลาวถึงสง่ิ ศักด์สิ ิทธิ์ พระมหากษัตรยิ ครู อาจารย จะใชคําศพั ทภาษาบาลสี นั สกฤตซ่ึงถอื วาเปนภาษาสูงตอง แปลความทุกคาํ เชน ในบทประณามพจน ทําใหถ อ ยคําเกดิ ความขลังและศกั ด์ิสทิ ธิ์ ดังบทประพันธ ๏ พรอ มเบญจางคประดิษฐสถษฏสิ ดุดี กายจิตวจีไตร ทวาร ๏ กราบไหวคณุ พระสุคตอนาวรณญาณ ยอดศาสดาจารย มุนี ๏ อีกคุณสนุ ทรธรรมะคัมภริ วิธี พุทธพจนประชุมตรี ปฎก ๏ ทั้งคณุ สงฆพสิ ุทธศาสนะดิลก สมั พุทธสาวก นกิ ร
๓๔ ๒. การเลือกใชคําไดเหมาะแกลักษณะคําประพันธ กวีมีความสามารถในการประพันธอยางย่ิง โดยเลือกสรรคําฉันทชนิดตางๆ มาใชสลับกันอยางเหมาะสมกับเน้ือเร่ืองแตละตอน เชน ลักษณะของ อีทิสังฉันท ๒๐ ซึ่งมีลีลากระแทกกระทั้น แสดงอารมณโกรธ ที่นํามาใชตอนพระเจาอชาตศัตรูแสรงบริภาษ วสั สการพราหมณ เม่ือวสั สการพราหมณท ูลทดั ทานเรือ่ งการศึก ดงั บทประพันธ ๏ เอออุเหมนะมึงชิชางกระไร ทุทาษสถุลฉนไี้ ฉน ก็มาเปน ๏ ศึกบถึงและมึงก็ยังมิเห็น จะนอยจะมากจะยากจะเย็น ประการใด ๏ อวดฉลาดแลคาดแถลงเพราะใจ ขยาดขยั้นมทิ ันอะไร ก็หม่ินกู ๓. การเลือกใชคําโดยคํานึงถึงเสียง กวีไดดัดแปลงฉันทบางชนิดใหมีความแตกตางไปจากเดิม ทาํ ใหม ีความไพเราะมากข้ึน สามัคคเี ภทคําฉันทม กี ารใชคําที่มีเสียงเสนาะ ดังน้ี ๑. การใชค ําเพือ่ ใหเกิดเสยี งเสนาะ โดยการหลากคํา คอื ใชคาํ ทมี่ คี วามหมายเดียวกันเหมือนกัน หรือคลายกัน เชน แถวถมั ภโดรณสราง ระยะนางจรัลมี ชลคปู ระตวู รบุรี ณ ระหวางพระพารา เรยี งปอ มและปกธุชระราย พิศคายก็แนนหนา เสาธงสถติ ธวชมา รุตฌบกสะบัดปลาย คําวา ถัมภโดรณ และ นางจรัล หมายถึง เสาทีป่ กเปนระยะเทาๆกัน ธชุ ธงธวช หมายถึง ธง ซ่ึง การหลากคาํ จะทําใหผอู านไมเ บอื่ ไดความรเู พิ่มเติม และแสดงใหเห็นวาผูเขียนมีความรอบรูอกั ษรศาสตร
๓๕ ๒. การเลนเสียงสมั ผสั ท้งั ในและนอก ในฉันทของนายชิต บุรทัต มีท้ังสัมผสั ในและสัมผสั นอก โดยเฉพาะสัมผัสในมีทั้งสัมผสั สระและสัมผัสอักษร แพรวพราว คลายกับความไพเราะของกลอน เชน ภายใตเศวตฉตั รรัตน ก็จรัสจรูญเรอื ง ต้ังราชอาสนประเทือง วรมัญจบรรจถรณ หอยยอยประทีปอุบะประทนิ่ รสกลนิ่ ก็เอมอร อาบอบตรลบกระแจะขจร ดุจทพิ ยสุมาลัย คําท่ีสัมผสั ในวรรค เชน ฉัตร-รัตน, จรสั - จรูญ, มัญจ –บรรจ, หอ ย- ยอ ย , (อุ)บะ-ประ(ทิ่น) เอม-อร, อาบ-อบ, อบ – ตรลบ, กระแจะ-ขจร ๓. มกี ารเลนเสยี งพยัญชนะ เชน ทิชงคชาตฉิ ลาดยล คะเนกลคะนึงการ กษัตริยล จิ ฉวีวาร ระวังเหือดระแวงหาย มีการเรยี งเลนเสียงพยัญชนะ เชน ชงค – ชาติ , เน – นึง, วี – วาร, กล – การ , เหือด – หาย เปนตน ๔.การใชโวหาร สามัคคีเภทคําฉันทมีความไพเราะงดงามอันเกิดจากสารที่กวีใชศิลปะใน การถา ยทอดความหมายของเนือ้ หา โดยการใชสาํ นวนโวหาร และการใชภาพพจน เพื่อใหผ อู านจนิ ตนาการ เหน็ ภาพชัดเจน เขา ใจและเกิดอารมณคลอ ยตามดังน้ี การใชบ รรยายโวหาร ใชคําใหเ ห็นภาพชดั เจนตามลาํ ดบั เหตกุ ารณ รวดเร็ว ไมเ ย่ินเยอ เขาใจงา ย การใชพรรณนาโวหาร เปนการสรางมโนภาพใหผูอานเกิดภาพข้ึนในใจ หรือมองเห็นภาพบรรยากาศ ตามที่กวีตองการ เชน ตอนที่กวพี รรณนาชมความงามของพระราชวังของกรุงราชคฤห การใชค ํางา ย ในบททกี่ ลา วถึงเหตุการณปกติธรรมดา ทาํ ใหเขา ใจไดทนั ที เชน จะถกู ผิดกระไรอยู มนุษยผ ูกระทาํ นา และคูโ คก็จูงมา ประเทยี บไถมิใชหรือ ในท่ีน้ีมีคาํ ยากเพียง ๑ คําคอื ประเทยี บ - เทียบ แมว าเปนคําท่ตี อ งหาความหมาย แตก็ไมย าก เพราะใชอ ยู เสมอ นอกนน้ั เปน คําไทยแทที่เขาใจไดทันทีโดยไมตองแปล
๓๖ การใชโวหาร เปนการกลาวเปรียบเทยี บเพือ่ ใหผูอานเขาใจและมองเหน็ ภาพชัดเจนยิ่งขนึ้ ❖ อุปมา เชน การกลาวถึงความรุงเรอื งของแควนมคธ “เมอื งทา วสิเทียบทพิ เสมอ ภพเลอสุราลยั เมอื งทาวแหละสมบุรณไพ บุลมวลประการมา” ❖ อุปลักษณ เชน ตอนพระเจาอชาตศัตรูทรงเปรยี บเทยี บการแตกสามัคคีของกษัตริยลิจฉวี วา “ลูกขางประดาทา รกกาลขวา งไป หมุนเลนสนุกไฉน ดุจกันฉะน้ันหนอ” ๒. คุณคา ดานสังคม ๑. สะทอ นวฒั นธรรมของคนในสังคม ดังนี้ สะทอนภาพการปกครองโดยระบอบสามัคคธี รรม และการประพฤติตามวัฒนธรรม ๗ ประการ (อป ริหานยิ ธรรม) ซง่ึ เปนหลักธรรมท่สี งผลใหเกิดความเจริญของหมูคณะฝายเดยี วไมมีทางเสอื่ มเลย ไดแก ๑. หม่นั ประชุมกันอยูเนอื งนิตย ๒. เมือ่ มีภารกจิ ก็ประชุมปรึกษาหารือกัน โดยไมเ บือ่ หนาย การประชุม ๓. ยึดม่ันในจารีตประเพณีอันดีงาม ประพฤติดีปฏบิ ัติตามโดยไมดัดแปลง ๔. เมือ่ ผใู หญใ หโอวาทสงั่ สอน ผูนอ ยยอ มปฏบิ ัติตามดวยความเคารพ ๕. ไมท ํารา ยขมเหงบุตรและภรรยาผูอื่น ๖. ไมล บหลูดูแคลนเจดยี สถานทตี่ นเคารพสกั การะและทําพธิ ีบวงสรวงตามประเพณี ๗. ใหความคุมครองปองกันพระอรหันตใ นแควนวชั ชี
๓๗ ๒. สะทอนภาพการพิพากษาคดีและการลงโทษ การลงโทษสมยั โบราณ มีการโบย การโกนผมประจาน และการประกาศขับไลต ามพระราชโองการ (เนรเทศ) ดังตัวอยาง เสือ่ มสสี ะผมเผา สิรีเปลาประจานตวั เปนเย่ียงประหยัดกลวั ผิมลกั จะหลาบจํา เสรจ็ กจิ ประการกัลป ปนพลันประกาศทาํ ปพพาชนียกรรม ดจุ ดังราชโองการ สะทอนลักษณะสถาบัตยกรรมไทย ในสามัคคีเภทคําฉันท มีการกลาวถึง สวนประกอบตางๆของ ปราสาท เชน ชอฟา บราลี นภศูล หางหงส เปนตน ดังกวีไดพรรณนาความงดงามของปราสาทท่ีมี สามยอด ดังตัวอยาง ๏ สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลบั พรรณ ชอ ฟาตระการกลจะหยัน จะเยาะยว่ั ทิฆัมพร ๏ บราลีพิลาศศุภจรูญญ นพศลู ประภัสสร หางหงสผ จงพจิ ิตร งอน ดุจ กวักนภาลัย ๓.คุณคา ดานการนาํ ไปใช - การขาดการพิจารณาไตรตรอง นําไปซึ่งความสญู เสยี - แสดงใหเ หน็ โทษของการแตกความสามัคคี และแสดงใหเ ห็นความสําคัญของการใชสตปิ ญญาใหเกิดผลโดย ไมต อ งใชกาํ ลัง - อปริหานิยธรรม ๗ ประการ - การไมใ ชอ ุบายลอ ลวงผูประโยชนส วนตวั
๓๘ บรรณานุกรม กัลยาณี ถนอมแกว. (๒๕๕๖). คําสมาสในสามคั คีเภทคาํ ฉนั ท .[ออนไลน]. สบื คน ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เขาถงึ ไดจาก : https://www.gotoknow.org/posts/298777 . กาญจนา ปณฑวิหค . (๒๕๕๕). สามคั คเี ภทคาํ ฉันท .[ออนไลน]. สืบคน ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เขาถึงไดจาก : https://www.gotoknow.org/posts/406381 . ณฐั ชยา เพช็ รรัตน . (๒๕๕๘) . ใบความรเู รือ่ ง สามัคคเี ภทคาํ ฉนั ท. (ออนไลน). สืบคน ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เขา ถงึ ไดจาก : https://sites.google.com/a/watpa.ac.th/krunatchaya/bi-khwam-ru-reuxng- samakhkhi-pheth-kha-chanth . ทิพวัลย ขาวคง. (๒๕๕๖). สามคั คีเภทคาํ ฉนั ท. [ออนไลน]. สบื คน ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เขาถึงไดจ าก : https://nidkawkong.wordpress.comสามัคคีเภทคําฉันท/ / . ไมป รากฎช่ือผแู ตง . (๒๕๖๔). สามคั คีเภทคาํ ฉนั ท . [ออนไลน]. สบื คน ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เขาถึงไดจาก : https://www.tbw.ac.th/images/e_learnning/chatchada/data/m6/k8.pdf วรรณคดีและวรรณกรรม ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ ๖ . (๒๕๖๔). กรุงเทพมหานคร:บรษิ ัทคุรมุ เี ดยี จํากัด. สืบคน ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ . สารานกุ รมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.(๒๕๖๓). [ออนไลน] . สืบคน ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ . เขา ถึงไดจาก : https://th.wikisource.org/wiki/สารานุกรมไทย_ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน/เลม _1
Search
Read the Text Version
- 1 - 44
Pages: