บทท่ี ๕ วรรณคดสี มยั กรุงธนบุรี Thon Buri Literature (1767-1782) Despite its short period of 15 years, Thon Buri produced Ramakian, averse drama to which King Thaksin, the Great contributed his poetic talent. The revival of literature at this time is remarkable since the country had not quite recovered from the aftermath of war. Some poets who later became a major force in the early Rattanakosin Period had already begun writing at this time. Luang Sorachit, better known as Chao Phraya Phra Khlang(Hon), wrote Lilit Phetchamongkut, a poem based on an old Brahmin tale while his I-Nao Kham Chan was drawn from the Javanese source. The Thon Buri Period saw the emergence of a new genre, an account in verse of foreign travel. For instance, Nirat Phraya Mahanuphap, sometimes called Nirat Kwangtung, was written by Phraya Mahanuphap recording the activities of a Thai delegation on a diplomatic mission to China in 1781. ขอ้ ความขา้ งตน้ เป็นสว่ นหนึ่งของเนือ้ หาในเอกสารเผยแพร่ในเว็บไซต์ www.thailandtoday.org ท่ีมีรูปแบบเป็นเว็บไซตเ์ ชิงวิชาการภาษาองั กฤษ จัดทาขึน้ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ในความดแู ลของ รฐั บาลไทย เพ่ือเป็นช่องทางในการใหข้ อ้ มลู และสรา้ งความรูค้ วามเขา้ ใจท่ีถูกตอ้ งเกี่ยวกบั ประเทศไทยใน ดา้ นต่าง ๆ ใหก้ บั ชาวต่างชาติ และชุมชนไทยในต่างแดน สามารถเขา้ ชมไดผ้ ่านหนา้ จอคอมพิวเตอรแ์ ละ ๑
โทรศพั ทม์ ือถือ ภายในเว็บไซตน์ าเสนอขอ้ มลู ท่วั ไปเก่ียวกบั ประเทศไทยและขอ้ มลู ในดา้ นต่าง ๆ ตลอดจน แนวทางตอบคาถามท่ีชาวตา่ งชาติมกั จะมีความเขา้ ใจคลาดเคลอ่ื นเก่ียวกบั ประเทศไทย แมจ้ ะเป็นขอ้ ความท่ีมิไดม้ ีความยาวมากนกั แต่ก็สามารถสรุปเร่ืองราวเก่ียวกบั การรือ้ ฟื้นคืนชีพ ใหแ้ กว่ รรณคดีไทยท่ีสญู หายไปมากจากเหตกุ ารณก์ ารเสียกรุงศรีอยธุ ยาครงั้ ท่ี ๒ ในสมยั กรุงธนบรุ ี ดว้ ยพระ ปรีชาสามารถในการรวบรวมไพร่พลเพ่ือกอบกูอ้ าณาจักรของชาวสยามใหค้ ืนกลบั เป็นปึกแผ่นอีกครง้ั ใน ระยะเร่มิ แรก ณ ดินแดนท่ีแต่เดิมผคู้ นต่างเรียกกนั ว่า “บางกอก” ภายหลงั ไดก้ ลายมาเป็นราชธานีแห่งใหม่ หลงั สมยั อยธุ ยาในนามว่า “กรุงธนบรุ ”ี ๕.๑ การสถาปนากรุงธนบุรี เหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยาครงั้ ท่ี ๒ ซ่ึงตรงกับรชั สมัยสมเด็จพระเจา้ เอกทัศ เกิดขึน้ ในปี พ.ศ. ๒๓๐๘ ด่งั พระนิพนธใ์ นพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอฯ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ เร่ือง ไทยรบพม่า ความวา่ “พมา่ ยกมาคราวหลงั นี้ จดั เปน ๒ กองทพั กองทพั ขา้ งใต้ ใหม้ งั มหานรธายก เปนแมท่ พั เขา้ มาทางดา่ น พระเจดีย์ ๓ องค์ กองทพั ขา้ งเหนือใหเ้ นเมียวสีหบดี (ในพระราชพงษาวดารเรียกเชียงใหม่แลเมืองหลวงพระ บางไดร้ าบคาบแลว้ นน้ั ยกลงมาทางขา้ งเหนืออิกทาง ๑ ตามรายการท่ีปรากฎในหนงั สือต่าง ๆ สอบสวนได้ ความว่า ทั้งมังมหานรธาแลเนเมียวสีหบดีใหก้ องทัพน่า มีจานวนพลฝ่ ายละ ๕,๐๐๐ ยกเขา้ มาในแดนไทย เม่ือเดอื น ๗ ปีระกา จลุ ศกั ราช ๑๑๒๗ พ.ศ. ๒๓๐๘ ... เม่ือพม่าเขา้ ลอ้ มชิดพระนคร มเี หตเุ กิดขนึ้ ทางทพั พม่า ดว้ ยมงั มหานรธาแม่ทพั ขา้ งใตต้ าย แต่เหตุท่ีมงั มหานรธาตายนี้ กลับเปนโทษแก่ไทย ดว้ ยแต่ก่อนมา เนเมียวสีหบดี กับมังมหานรธา มีอานาจเสมอกัน กองทพั พม่า ๒ กองไมส่ กู้ ลมเกลียวกนั นกั ครนั้ มงั มหานรธาตาย เนเมียวสหี บดี มอี านาจบงั คบั บญั ชากองทพั พมา่ ทง้ั สนิ้ แต่คนเดยี ว การรบพงุ่ ของพม่าจงึ พรกั พรอ้ มแขงแรงขึน้ กว่าแตก่ ่อน … เม่ือพมา่ ทาป้อมรอบกรุงเสรจ็ แลว้ เอาปืนใหญ่ขนึ้ ป้อม ยิงระดมเขา้ ไปพระนคร ถกู ผคู้ นลม้ ตายทกุ ๆ วัน ราษฎรก็ไดค้ วามอดอยาก ถึงกบั หนีออกไปใหพ้ ม่าจบั กม็ ี สมเด็จพระเจา้ เอกทศั กบั ขา้ ราชการปฤกษากนั เห็น วา่ จะต่อสไู้ ม่ไหว จึงใหอ้ อกไปพดู กับพม่าขอหย่าทพั จะยอมเปนประเทศราชขึน้ เมืององั วะ พมา่ ก็ไม่ยอมจึง รบกันต่อมา พม่ายังตีกรุงไม่ได้ จึงตงั้ ป้อมรุกเขา้ มาทางหัวรอ แล้วใหท้ าสะพานเรือกจะข้ามเขา้ มาถึงเชิง กาแพงพระนคร ไทยเห็นพม่ากระชนั้ เขา้ มาจวนตวั จึงจดั กองทพั ใหจ้ ม่ืนศรสี รรกั ษ์ (ฉิมคนท่ีเปนนอ้ งของเจา้ จอม เพง็ พระสนมเอก) เปนนายทพั ยกไปตีคา่ ยพมา่ ในพงษาดารพมา่ กลา่ ววา่ ไทยยกออกไป คราวนนั้ รบพ่งุ แขงแรงมาก ตีเขา้ ไปไดจ้ นไดจ้ นในค่ายพม่า แต่คนนอ้ ยตอ้ งแพพ้ ม่ากลบั มา แต่นนั้ ไทยก็ไม่ไดอ้ อกสรู้ บ เปน ๒
แต่ทาพิพิธโดยทางวิทยาคม เพ่ือจะป้องกันอนั ตราย พม่าจึงยกขา้ มคูพระนครเขา้ มา ขุดอุโมงคร์ วงเขา้ มา จนถึงรากกาแพงท่ีตรงหวั รอรมิ ป้อมมหาไชย เอาไฟสมุ จนกาแพงซุดลง ครนั้ ณ วนั องั คาร เดอื น ๕ ขึน้ ๙ ค่า ปีกุญ จุลศักราช ๑๑๒๙ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าใหเ้ อาปืนใหญ่ระดมยิงเขา้ ไปในพระนครทุกดา้ น ยิงอยู่วนั ยงั ค่า พอค่ามดื พม่าก็พรอ้ มกนั เขา้ ปลน้ พระนคร เขา้ ไดเ้ วลา ๒ ทมุ่ นบั เวลาตงั้ แต่พม่าเขา้ มาตงั้ ลอ้ มไทยตอ่ สอู้ ยู่ ๑๔ เดือน ก็เสียพระนครศรีอยทุ ธยาแก่ขา้ ศึก พม่าไดก้ รุงศรีอยุทธยาแลว้ ไมไดต้ งั้ ใจท่ีจะเหลืออะไรไว้ เกบ็ รบิ รวม ทรพั ยส์ มบตั ิ จบั ผคู้ นชายหญิงเด็กผใู้ หญ่เอาไป เปนเชลยทง้ั สิน้ ส่งิ ใดท่ีเอาไปไม่ได้ ก็ใหเ้ ผาไฟแลทาลายเสีย พมา่ ตงั้ ใหพ้ ระนายกองเปนหวั นา่ อย่ทู ่ีคา่ ยโพธิ์สามตน้ คอยรวบรวมผคู้ นทรพั ยส์ มบตั ิท่ยี งั เก็บไม่ได้ แลใหน้ าย ทองอนิ มอญท่ไี ปเขา้ กบั พมา่ อิกคน ๑ ลงมา รกั ษาอย่เู มอื งธนบรุ ี แลว้ กเ็ ลิกทพั กลบั ไป” ราวปี พ.ศ. ๒๓๐๘ – ๒๓๐๙ นีเ้ อง ท่ีออกญามีช่ือผหู้ น่ึง ซง่ึ มกั เรียกขานกนั ว่า “พระยาตาก” ไดน้ าไพร่ พลลงมาสมทบเพ่ือปอ้ งกนั กรุงศรอี ยุธยาระหว่าง ท่ีพม่าลอ้ มกรุงอยู่ ไดท้ าการต่อสจู้ นเป็นท่ีเล่ืองลือว่า เป็น แม่ทพั ท่ีเขม้ แข็งมากท่ีสดุ คนหน่ึง และไดร้ บั การแต่งตงั้ ใหเ้ ป็นพระยาวชิรปราการ เจา้ เมืองกาแพงเพชร ใน วนั ท่ี ๔ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๐ (ก่อนท่ีจะเสียกรุงศรอี ยธุ ยา ใหแ้ ก่พม่าประมาณ ๓ เดอื น) พระยาตาก ไดร้ วบรวมกาลังตีฝ่ าวงลอ้ ม ของพม่าไปตั้งม่ัน เพ่ือท่ีจะกลับมากู้เอกราชต่อไป กระท่ังสามารถรวบรวม สมัครพรรคพวกและไพร่พลต่อสกู้ ับพม่า อีกทงั้ ปราบปรามก๊กต่าง ๆ ท่ีพยายามจะตงั้ ตน้ เป็นใหญ่ กอบกู้ บา้ นเมือง ยา้ ยพระราชธานีมาตงั้ เป็นกรุงธนบรุ ีไดส้ าเรจ็ ในวนั ท่ี ๗ พฤศจิกายน พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๐ นนั้ เอง โดยใชเ้ วลาเพยี ง ๗ เดือนนบั ตงั้ แตเ่ สียกรุงศรอี ยธุ ยาใหแ้ กพ่ ม่า พระยาตากเห็นว่ากรุงศรีอยุธยามีสภาพทรุดโทรมมาก ไม่สามารถซอ่ มแซมฟื้นฟูใหก้ ลบั คืนสภาพเดิม ได้ จึงทรงตัดสินพระทัยสรา้ งราชธานีใหม่ขึน้ ท่ีเมืองธนบุรี เน่ืองจากเมืองธนบุรีมีชัยภูมิท่ีดี เป็นเมืองหนา้ ด่านชายทะเล ควบคมุ เสน้ ทางเดินเรือเขา้ ออก ประกอบกับเป็นเมืองท่ีมีป้อมปราการ และวดั วาอารามอยู่ เป็นจานวนมาก ไม่จาเป็นตอ้ งเสียเวลาก่อสรา้ งขึน้ มาใหม่ เป็นเมืองขนาดย่อมซ่ึงพอเหมาะกับกาลงั ท่ีจะ รกั ษาไวไ้ ด้ และอยปู่ ากแมน่ า้ หากเพล่ยี งพลา้ ไม่สามารถรกั ษาเมืองไวไ้ ดจ้ รงิ ๆ ก็สามารถหลบหลีกศตั รูออก สทู่ ะเล กลบั ไปตงั้ ม่นั ท่จี นั ทบรุ ีไดโ้ ดยสะดวก อกี ทงั้ ตงั้ อยบู่ รเิ วณท่ีมลี านา้ ลกึ ใกลท้ ะเล ถา้ ขา้ ศกึ ไมม่ ีทพั เรอื ท่ี เขม้ แข็งแล้วก็ยากท่ีจะตีเมืองธนบุรีได้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ จึงไดท้ รงปราบดาภิเษกขึน้ เป็นพระเจา้ แผ่นดนิ ทรงพระนามว่า \"สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔\" แตป่ ระชาชนนิยมเรยี กวา่ \"พระเจา้ ตากสนิ \" ในรชั สมยั ของพระองคม์ กี ารทาศกึ สงครามอย่เู กือบตลอดเวลาเพ่ือรวบรวมแผ่นดินใหเ้ ป็นปึกแผ่น และ ขบั ไลพ่ ม่าออกจากราชอาณาจกั ร ถึงแมว้ ่าบา้ นเมืองจะอยใู่ นภาวะสงครามเป็นส่วนใหญ่ แต่สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินก็ยงั ทรงม่งุ ม่นั ท่ีจะฟื้นฟูประเทศในดา้ นต่าง ๆ เช่น ดา้ นการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสงั คม ๓
ไดม้ ีการติดต่อคา้ ขายกบั ประเทศต่าง ๆ เช่น จีน องั กฤษ และเนเธอรแ์ ลนด์ ไดโ้ ปรดใหม้ ีการ สรา้ งถนนและ ขุดคลอง เพ่ืออานวยความสะดวกในการคมนาคม นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมทางด้านการศาสนา ศิลปวฒั นธรรม การศึกษาในดา้ นต่าง ๆ ของประชาชน ตลอดจนการฟื้นฟูขุมทรพั ยท์ างภูมิปัญญาสยามท่ี ถกู บนั ทกึ ไวแ้ ละตกทอดตามแตล่ ะยคุ สมยั ต่าง ๆ ซ่งึ ก็คือ “วรรณคดไี ทย” น่นั เอง ๕.๒ วรรณคดีสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๒๕) ในระหว่างท่ีเสียกรุงแก่พม่า เม่ือ พ.ศ.๒๓๑๐ วรรณคดีของไทยทรุดโทรมลงเป็นอย่างย่ิง เราต้อง สญู เสียหนังสือวรรณคดีไปเป็นอนั มาก ท่ีสญู หายไปเลยก็มี ท่ีชารุดเสียหายก็มี ประการหน่ึง วรรณคดีจะ เจรญิ ไดก้ ็ตอ้ งอาศยั ความสงบสขุ และความเจรญิ ของบา้ นเมืองคกู่ นั ไปดว้ ย แต่อย่างไรก็ตาม วรรณคดีของไทยกลบั ตงั้ ตวั ไดใ้ หม่ดว้ ยความสนพระทยั และเอาพระทยั ใสใ่ จในการ ฟื้นฟู ทานบุ ารุงราชอาณาจกั รใหก้ ลบั มาเจรญิ รุง่ เรอื งดงั เดิมในทกุ ๆ ดา้ นของพระเจา้ กรุงธนบรุ ี เหตนุ ีจ้ งึ ทา ใหม้ ีการเร่มิ แต่งหนงั สอื ขนึ้ ใหม่ในระหวา่ งการฟื้นตวั และกเู้ อกราชของไทย กวแี ละวรรณคดีเร่ืองสาคญั ในสมยั กรุงธนบรุ ี มีดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรี ทรงแต่งบทละครราเร่ือง รามเกียรติ์ ไว้ ๔ ตอน สาหรบั ใหล้ ะครหลวง เลน่ คือ ตอนพระมงกฎุ ตอนหนมุ านเกีย้ วนางวารนิ ทร์ ตอนทา้ วมาลวี ราชว่าความ และตอนทศกณั ฐ์ตงั้ พิธี ทรายกรด ๒. หลวงสรวิชิต (เจา้ พระยาพระคลงั หน) แต่ง เร่ืองลลิ ติ เพชรมงกุฎ และอิเหนาคาฉันท์ ๓. นายสวน (มหาดเล็ก) แตง่ โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ๔. ภิกษุอนิ แตง่ กฤษณาสอนน้องคาฉันท์ ๕. พระยามหานภุ าพ (อน้ ) แต่ง นิราศกวางต้งุ ซ่งึ จะอธิบายสาระสาคญั ของแตล่ ะเรื่องตามลาดบั ดงั นี้ ๕.๒.๑ รามเกียรติ์ (พระราชนิพนธข์ องพระเจ้ากรุงธนบรุ ี) รามเกียรติ์ ฉบบั สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบรุ ี มี ๔ ตอน คอื ตอนพระมงกฎุ หนมุ านเกีย้ วนาง วารินทร์ ท้าวมาลีวราชว่าความ และทศกัณฐ์ตัง้ พิธีทรายกรดปลุกหอกกบิลพัท ทั้ง ๔ ตอนแต่งด้วยคา ประพนั ธร์ อ้ ยกรองประเภทกลอนบทละคร สาหรบั ใชเ้ ลน่ ละครเพ่อื ฟื้นฟศู ิลปวฒั นธรรม ในชนั้ เรียนนีจ้ ะยกตัวอย่าง บทละครตอนพระมงกุฎ ซ่ึงเป็นพระราชนิพนธล์ าดบั แรกมาเพ่ือ แสดงเป็นตวั อยา่ งใหไ้ ดศ้ กึ ษาโดยสงั เขป ดงั นี้ ๔
ตัวอย่างคาประพันธบ์ างตอน จาก ตอนที่ ๑ พระมงกฎุ อยปู่ ่ า มาจะกล่าวบทไป หน่อในอวตารรงั สี หาผลปรนนบิ ตั ิชนนี ทง้ั พระฤษีมญี าณ วน้ หน่งึ ชวนนอ้ งเขา้ พาที พระมนุ จี งโปรตเดฉาน ขา้ ไสรเ้ กลือกคนภยั พาล ขอประทานร่าเรยี นวิชา ฯ ๔ คา ฯ ฤษีรกั จบู กระหม่อมเกศ สอนใหเ้ ลา่ เวทคาถา ฯ เจรจา ฯ หดุ ีกณุ ฑก์ องวิทยา เจ็ดราตรีศรผดุ พลนั ฯ ตระ ฯ จึงประสทิ ธิ์ประสาทธนศู ลิ ป์ เจา้ จนิ ดารมณห์ มายม่นั เม่อึ ล่นั ซนั้ ซา้ มนตรพ์ ลนั สรรพโลกไม่ทนฤทธา ฯ เจรจา ๔ คา ฯ ฝ่ายสองกมุ ารเรยี นเสรจ็ ไดท้ ง้ั กลละเมด็ คาถา รบเอาธนศู ิลป์ มา ลาล่าหาผลพนาลี ครนั้ ถงึ กาลวาตพนาลยั ปราศยั นอ้ งลบเรืองศรี ฝ่ ายพ่ีจะแผลงฤทธี ยงิ รงั ดน้ นใี้ หข้ าดไป ฯ ๔ คา ฯ ... ฝ่ายพระมงกฎุ ทลู ถาม โปรดบอกความเกลา้ เกศี แมว่ า่ พ่อขา้ มฤี ทธี มาอย่พู นาลดี ว้ ยอน้ ใด อน้ ฝ่ายพระบงั เกดิ เกลา้ เผา่ พงศก์ ษตั รยิ ห์ รอื ไม่ เธอผ่านถ่นิ ฐานบา้ นเมืองใด บอกใหห้ น่อยเถดิ พระมารดา ฯ มโนราโอด ๔ คา ฯ ๕
สดี ากรรแสงแถลงไข พิไรบอกลกู เสน่หา เดมิ แม่อยเู่ มืองมิถลิ า พระอยั กาเจา้ เส่ยี งศลิ ป์ ชยั เทพามนษุ ยเ์ ขา้ ยกศลิ ป์ เสรจ็ สนิ้ มิไดห้ วาดไหว พ่อเจา้ ยกไดว้ อ่ งไว จงึ เศกแม่ใหก้ บั บดิ า อนั บิตเุ รศของเจา้ เผา่ พงศบ์ รมนาถา เรอื งรุดสดุ อรรคอศิ รา ปรากฏยศยงิ่ โมลี จ่งึ พาแมม่ าเวยี งชยั อยั กาใหส้ จั มเหษี ใหพ้ ่อเจา้ ไปพนาลี แม่นตี้ ิดตามจรจรรย์ กบั ทงั้ พระลก้ ษมณอ์ นชุ า ออกไปอยปู่ ่าพนาสณั ฑ์ วนั หนง่ึ จงึ ยกั ษท์ ศกณั ฐ์ มนั ใชม้ ารีศเป็นกวางมา แม่ไม่รูเ้ ลยเป็นรกั ใคร่ ใหพ้ อ่ เจา้ ตามไปในป่า แลว้ ไดย้ ินเสียงเหมือนบดิ า คดิ วา่ ยกั ษามนั ยายี จงึ ใหอ้ นชุ าไปดู มิรูย้ กั ษล์ กั พาแมห่ นี บิดาเจา้ ตามไปตอ่ ตี ฆา่ อสรุ ตี ายทง้ั ลงกา แลว้ พามาผ่านโภคยั ครงั้ นนั้ แลแม่ไดห้ รรษา จงึ มปี ีศาจลวงมารดา วานขา้ เขยี นรูปอสรุ ี พาซอ่ื มอื แม่ไมส่ ขุ ประดกุ เขยี นรูปยกั ษี พอพอ่ เจา้ มาเห็นทนั ที นารผี วู้ านนน้ั หายไป ฝ่ายแมจ่ ึงรูว้ า่ ปิศาจ พระบิตรุ าชโกรธชกั พระขรรคไ์ ล่ ใหพ้ ระอนชุ าพาแม่ไป พฆิ าตเสยี ในพนาวา เดชะความสตั ยข์ องแม่ เท่ยี งแทต้ อ่ พอ่ เจา้ หนกั หนา พระขรรคก์ ลบั กลายเป็นมาลา อนชุ าจงึ ขบั เสียพลน้ เตชะบญุ ญาของเจา้ ขวญั เขา้ แมไ่ มอ่ าสญั พอพบมนุ ีในพนาวนั จงึ คมคลั อาศยั คลอดลกู ยา ๖
พระบดิ าเจา้ ช่ือราเมศ หนอ่ นเรศทศรถนาถา ครอบครองกรุงศรีอยธุ ยา วา่ แลว้ กท็ รงโศกี ฯ โอด ๒๖ คา ฯ พระรามเส่ยี งมา้ ยานี มาจะกล่าวบทไป ถึงไทเจา้ ไตรตรงึ ษา เอ็นดกู มุ ารสีดา จากสามพี รากบดิ ร ออ้ หน่อนนั้ ค่อยจาเรญิ วยั ไปลองศิลป์ ชยั ธนศู ร เอกิ เกรกิ สนิ้ ทงั้ พระนคร บดิ รกอ็ ศั จรรยใ์ จ เอะพ่อจะเสี่ยงพาชี ลกู นจี้ ะไดห้ มน่ ไหม้ เป็นกรรมทามาแต่ไร ใหพ้ รไปโดยยินดี ฯ สาธกุ าร ๖ คา ฯ … ชา้ ในลกั ษณพระราชสาร ว่าพระผ่านทศทิศทงั้ ส่ี แบง่ ภาคจากกระเษียรวารี มกี มลจติ ตจ์ นิ ดา ใหป้ ลอ่ ยม่งิ มา้ อปุ การ ใครพานพะข่จี ะเขน่ ฆ่า ท่ีอวดฤทธดิ์ จี งข่ีมา้ ผ่านฟ้าจะไปตอ่ ตี ถา้ แมน้ เป็นขา้ อาณาจกั ร ทกั ษิณประณตบทศรี เคารพอภิวนั ทธ์ ลุ ี ปลอ่ ยพาชจี รไคลคลา ฯ ๖ คา รา่ ย ฯ ๗
๕.๒.๒ ลลิ ิตเพชรมงกุฎ โคลงสุดทา้ ยของเรื่องระบุว่าผูแ้ ต่งคือ “หลวงสรวิชิต” ช่ือเดิมว่า “หน” (ซ่งึ ในภายหลงั ไดร้ บั การแต่งตงั้ ในตาแหน่งเจา้ พระยาพระคลงั ในสมยั รตั นโกสนิ ทร)์ สนั นิษฐานวา่ แตง่ ขึน้ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๒๒ ปรากฏขอ้ ความในร่ายบทนาเร่ืองว่า เร่ืองนีไ้ ดต้ น้ เคา้ มาจาก ปกรณัมเวตาล ของอินเดียโบราณ การดาเนินเนื้อหา เร่ิมตน้ ดว้ ยบทนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนัน้ จึงดาเนินเร่ืองตาม นิทาน เวตาล ว่า วิกรมาทิตย์ เสด็จประพาสป่ า จบั ไดต้ วั เวตาลมาเป็นพาหนะ เวตาลทลู ขอเล่านิทานถวาย ถา้ ทรงตอบปัญหาไดย้ อมเป็นขา้ ตลอดชีวติ ถา้ ทรงตอบไม่ไดจ้ ะขอพระเศยี ร เวตาลเร่มิ นานิทานเร่ือง เพชรมงกุฎ มาเล่าว่า ครงั้ หน่ึงทา้ วรตั นนฤเบศร แห่งเมืองศรีบุรี มเหสีทรงพระนามวา่ ประภาพกั ตรม์ ีพระโอรสทรงพระนามว่า เพชรมงกฎุ ซ่งึ มีพระสิริรูปงดงามมาก เม่ือชนมายุ ๑๖ พรรษา เสด็จประพาสป่ า ทรงติดตามกวางเผือกไปกับ พฒุ ศรี พระพ่ีเลีย้ ง พวกรีพ้ ลตามเสด็จไม่ทัน พระเพชรมงกุฎและพุฒศรีหลงทางอยู่กลางป่ า พระเพชรมงกุฎ ทอดพระเนตรภรรยาของชายผูห้ นึ่งก็พอ พระทยั ตรสั ขอรอ้ งพฒุ ศรีออกอบุ ายล่อหญิงนนั้ มาหาโดยมิไดฟ้ ังคาคดั คา้ นของพุฒศรีเม่ือไดร้ ว่ มประเวณี กบั หญิงนนั้ แลว้ เดินทางต่อไปจนถึงเมืองกรรณบรุ ี ไดท้ อดพระเนตรนางประทุมดี พระราชธิดา พระเจา้ กรุง กรรณ เจา้ หญิงทรงทาปรศิ นาเป็นนยั ใหท้ ราบว่าพระนางเป็นใครและแสดงความพอพระทยั พระเพชรมงกุฎ ดว้ ย เม่ือพระเพชรมงกุฎทรงทราบความในปริศนาจากพฒุ ศรี ทรงปลอมเป็นพรานไปอาศยั อย่กู บั ยายเฒ่า ส่งดอกไม้ในวังเจา้ ชายทรงลอบส่งพระธามรงค์ไปกับดอกไม้ เจา้ หญิงไดท้ อดพระเนตรก็ทรงทราบว่า เจา้ ชายเป็นเชือ้ กษัตริยจ์ ึงทรงทาปริศนา พุฒศรีไขว่าพระนางใหร้ ออีก ๓ วนั ต่อมาทาปริศนาอีก พฒุ ศรีก็ ทลู แนะนาใหเ้ จา้ ชายแต่งองคอ์ ย่างกษัตรยิ ล์ อบเขา้ ไปหาเจา้ หญิงทางบญั ชรซ่งึ เจา้ หญิงจะหย่อนสาแหรก ลงมารบั สองพระองคไ์ ดส้ มสอู่ ยดู่ ว้ ยกนั หลายวนั ต่อมาเจา้ ชายทรงนึกถึงพระพ่ีเลีย้ งตรสั เลา่ ความฉลาดของพระพ่ีเลีย้ งใหเ้ จา้ หญิงทราบ เจา้ หญิงเกรงว่า พุฒศรีจะหาทางใหเ้ จา้ ชายกลบั เมืองได้ จึงออกอบุ ายหวงั จะประหารพฒุ ศรี โดยฝากอาหาร เจือยาพิษไปให้ ครน้ั เจา้ ชายทราบความจรงิ ก็ชวนพระพ่เี ลีย้ งหนี แตพ่ ระพ่ีเลีย้ งทลู แนะใหก้ ลบั ไปอย่กู บั พระ นางเช่นเคยแลว้ ใหล้ อบเปลือ้ งเครื่องประดบั ของพระนางมาส่ิงหนึ่งและใหห้ ยิกพระนางไวเ้ ป็นแผลสามแห่ง พุฒศรีออกอุบายปลอมเป็นดาบสบอกว่าเจา้ หญิงเป็นยักษ์ จะทารา้ ยตนจึงใชต้ รีแทงไว้ ๓ แผล และได้ เครือ่ งประดบั นางไวเ้ ป็นค่าไถ่ชวี ิต พระเจา้ กรุงกรรณหลงเช่ือว่าเป็นความจรงิ จึงขบั ไลพ่ ระราชธิดาออกจาก เมือง เจา้ ชายและพุฒศรีไดโ้ อกาสจึงรบั นางกลบั บา้ นเมืองพระเจา้ กรุงกรรณทรงทราบว่าถูกอบุ ายก็เสีย พระทัยเสด็จสวรรคต เร่ืองจบลงตอนทา้ ววิกรมาทิตย์ ทรงตอบปัญหาเวตาลไดว้ ่าบุคคลในเร่ืองท่ีตอ้ งรบั บาป คอื พระเจา้ กรุงกรรณเองซง่ึ เป็นคาตอบท่ถี กู ตอ้ ง เวตาลจงึ ยอมรบั เป็นขา้ รบั ใชต้ ่อไป ๘
ลิลิตเพชรมงกุฎ เป็นวรรณคดีเร่ืองแรกท่ีมีต้นเค้าแตกต่างไปจากวรรณคดีอ่ืน ๆ ท่ีได้รบั อิทธิพลจากอินเดียโบราณ วรรณคดีไทยส่วนมากไดเ้ คา้ โครงเร่ืองมาจากชาดกทางพทุ ธศาสนา มหากาพย์ รามายณะและมหาภารตะ สว่ นลลิ ติ เพชรมงกุฎไดเ้ คา้ เรื่องมาจากเวตาลปัญจวิงศติ ลิลิตเพชรมงกุฎ ถึงแมจ้ ะไม่เป็นท่ีนิยมแพร่หลายเช่น ลิลิตพระลอ ลิลิตยวนพ่าย และ ลิลิตตะเลงพ่าย ก็จริง แต่เป็นกวีนิพนธ์ท่ีมีความดีเด่นไม่นอ้ ย ใชถ้ อ้ ยคาสานวนน่ิมนวล เรียบง่าย เลียน ทว่ งทานองลลิ ิตพระลอได้อย่างใกลเ้ คียง แต่บางแห่งมีลกั ษณะพเิ ศษของตนเอง ประการสาคญั ท่ีสดุ ก็คือ เป็นวรรณคดเี รื่องแรกท่มี ีเนอื้ ความและคตขิ องเร่ืองผิดแผกไปจากวรรณคดสี ่วนมากท่ไี ดอ้ ิทธิพลจากอินเดีย ตัวอยา่ งคาประพันธบ์ างตอน พระเพชรมงกุฎร้าง แรมจร ศรสี วสั ด์ปิ รดี ารมย์ ประนมนวิ้ ประณต ทศนขั ประชมุ ต่างโกสมุ ภส์ นุ ทเรศ โอนวรเกศอภวิ าท สยมภวู นาถโมลิศ องค์ จกั รกฤษณก์ มั เลศ ภาณเุ มศศศิธร ป่ินอมรจกั รพาฬ เทเวศพนสั สถานอารกั ษ์ อิกอคั รราชาธิปัตย์ ถวลั ยราชกษตั รยิ พ์ เิ ศษ จรรโลงเกศ กรุงทวาราศีอยธุ ยายศโยค ขอนฤโศกทกุ ขภ์ ยั นฤจญั ไรบาราศ จากวรอาตมวมิ ล ขอ้ ยขา้ จะนิพนธล์ ิลติ โดยตานานนิตยบ์ รู า ใน ปักระณาเวตาล แนะนิทานเป็นประถม องคศ์ รีวิกรมเสลราช ปางภวู นาถเสดจ็ ไคล ลศุ ิวาลยั ล่วงโอฆ ละจธุ าโลกสงสาร โดยโชยง การกาหนด ผมู้ ยี ศธก็ทรง สาอางองคโ์ อภาส ดว้ ยเบญจราชกกธุ ภณั ฑ์ เสดจ็ ยงั วนั หมิ เวศ ส่ปู ระเทศพนั ฦก สฤงสบุ าลพฤกษไ์ พรสาณฑ์ ซ่งึ เวตาลพานกั นี้ โจนจบั ยกั ษีวิทเยศ โดยฤทธิเดชศกั ดา หวงั เป็นพาหนะภธู ร เสด็จจรส่ศู ิวาสถาน ซง่ึ เวตาลกลา่ วปฤศนา พรรณนาโดย นิยม ทายศรีวิกรมเสลราช จงภวู นาถฟังปัญหา แมว้ ิสชั นาบมไิ ด้ ใหเ้ ศียรไทท้ าลาย ถา้ ฦๅสายแสดงเสรจ็ จกั นาเสด็จดลศรีโลก อสรุ กลา่ วโศลกคาถา เป็นปจุ ฉาวาที แหง่ พฒุ ศรีตรผี ่านเผา้ เรอ่ึ งเพชรมงกฎุ เจา้ เลิศลา้ ตานาน ฯ ปางก่อนกาลยงั มี เจา้ ธเรศตรีกษัตรยิ ์ นามทา้ วรตั นน์ ฤเบศร์ ครองนกั เรศศรีบรุ ี มีมเหษีเลศิ นลิ กั ษณ์ ช่ือประภาพกั ตร์ เพ็ญพาน โฉมแลลานเลอสวาท ป่ินเยาวราชกลั ยางค์ หกพนั นางพระสนม ไอศวรรยส์ มศฤงคาร กอบพลหาญกล่นั กลา้ กอบพลมา้ เมอึ บ เมือง กอบพลเรืองราชรถ กอบพลคชค่งั คาม ปรปักษข์ ามเคยี มคลั ถวายสวุ รรณมาลาศ โดยบรุ พาศนป์ ระเพณี ทา้ วธมีเอารส นาม ปรากฏเพชรมงกฏุ เป็นท่สี ดุ เสนห่ า แห่งพระชนกามารดร ภธู รตงั้ มนตรี ช่ือพฒุ ศรพี ่เี ลยี้ ง บรริ กั ษราชบตุ รเพยี้ ง เนตรทา้ วภกั ดี ฯ พฒุ ศรีพ่เี ลยี้ งราช เอารส รกั รว่ มชีวงคต ลกู ทา้ ว ถนอมสอนวราพจน์ วรวากย์ ฤๅห่อนหา่ งเสด็จกา้ ว หนึง่ นน้ั ไป่มี ฯ ๙
คาประพันธต์ อนท้ายเรื่อง เวตาลชกั เลา่ ทา้ ว ศรีวิกรม เชิญสมเด็จบรม กลา่ วชี้ จกั พาสพู่ ระสยม ภวู นาถ คือว่าทา้ วองคน์ ี้ ซง่ึ มว้ ยมฤสญั ฯ บาปนนั้ จกั ไดแ้ ก่ ใครไฉน ฤๅจกั ไดแ้ ก่ทรามวยั ลกู ไท้ ฤๅไดแ้ ก่ภวู ไนย จอมราช นน้ั ฤๅ ฤๅพ่เี ลยี้ งอนั ให้ พรากทา้ ววงศา ฯ ราชาธิเบศรทา้ ว ศรีตรี แกโ้ ดยวจั นวาที เพราะพรอ้ ง อนั ซง่ึ ทา้ วนฤชี วายชพี กลนั้ ใจตายนนั้ ตอ้ ง โทษไดแ้ กต่ น ฯ โดยผลกลเลสแลว้ ชอบทาย เวตาลกล่าวบรรยาย อา่ นแก้ ชอบตามยบุ ลหมาย ในเวท เวตาลชกั อน่ื แล้ เลา่ ทา้ วสบื ไป ฯ โดยในเวทโวหาร เวตาลนานบิ าต โดยฉลาดวา่ ปจุ ฉา เป็นบญั หามธุรส สามสบิ สามบทนทิ าน ทายภบู าล ทศศรีตรี บรมราชีธิกราช ข่ือสูรทาสสู่สิวถาน อันมโหฬารดิเรก วรวิเวกมงคล วิมลมราประภาชิต มหิตธิมหันตคุณ วิบุลยอะดุลยา มหาภิรมยอ์ ดุ มสถาน พิมานแมนสรวงสวรรค์ ธภิวนั ทายาท บรมนาถสยมภู ผเู้ ป็นครูแก่นรา เทวคณานรา ฤทธิ์ ฤๅษีสทิ ธิวิทยาธี มกรคณามหาโยคี ชีพราหมณเพศ เวทครูหมเู่ วตาล อนั เป็นประธานทางโลก กนั ดารโอฆสิวสมยั พระ ภวู ไนยท่านทา้ ว เสวยพิภพจบดา้ ว เลิศลา้ จบสถาน ฯ ๑๐
จบเสรจ็ เพชรมงกฎุ ตน้ ตานาน ซ่งึ อสรุ เวตาล เล่าทา้ ว ศรีวิกรมแสดงสาร เสรจ็ เลิศ นนั้ นา ยกั ษ์พาพระเสดจ็ ดา้ ว ฟากฟา้ เสวยสวรรค์ ฯ นิพนั ธส์ รรพลิลิต โดยในมติ รจติ ทลู ถวาย ไวก้ ระวีปรีชาชาย หลายเลห่ ท์ ่ชี ีช้ าญกลอน ฯ หลวงสรวิชติ เชือ้ แต่งพระเพชรมงกฎุ สปั ระรุษ ถวายแกร่ าชบตุ ร แกน่ ไท้ โดยนิยมซง่ึ ได้ อิศเรศ เร่อื งรูโ้ บราณ ฯ ๕.๒.๓ อเิ หนาคาฉันท์ วรรณคดีเร่ืองนีเ้ ป็นผลงานอีกเร่อื งหนึ่งของหลวงสรวชิ ิต ดงั ปรากฏช่ือผแู้ ต่งไวใ้ นตอนทา้ ยเร่ือง แต่งเสรจ็ เม่ือวนั ขึน้ ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ ปีกนุ จลุ ศกั ราช ๑๑๔๑ ตรงกบั พทุ ธศกั ราช ๒๓๒๒ อิเหนาคาฉันทด์ าเนินเรื่องตามบทละครเร่ืองอิเหนาหรืออิเหนาเล็กของเจา้ ฟ้ามงกุฎ พิมพ์ ครง้ั แรกในหนังสือวชิรญาณ ฉบบั ปีท่ี ๒๐ ต่อมากรมศิลปากรไดม้ อบหมายใหน้ ายหรดี เรืองฤทธิ์ เปรียญ ตรวจชาระและทาเชงิ อรรถาธิบาย พิมพเ์ ผยแพร่เป็นครง้ั แรกเม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๒ คาประพนั ธท์ ่ใี ชค้ ือรอ้ ยกรอง ประเภทฉนั ทแ์ ละกาพย์ สนั นิษฐานว่าเป็นการแต่งวรรณคดีขึน้ เพ่ือแสดงความสามารถในการแต่งฉันทแ์ ละ รกั ษาเร่ืองอิเหนา ซ่งึ เป็นท่ีนิยมแพรห่ ลายมาแต่รชั กาลสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวบรมโกศ ใหย้ งั เป็นวรรณคดีท่ี เป็นท่รี ูจ้ กั อิเหนาคาฉันทเ์ ร่มิ ดาเนินเร่ืองจับตอนตงั้ แต่ อิเหนาเผาเมืองดาหาแลว้ ลอบนาบษุ บาไปซ่อน ไวใ้ นถา้ พร่างอนงอ้ ขอความรกั จากนาง แต่บุษบาไม่ยอมคืนดี อิเหนาจึงแสรง้ ทาเป็นโศกเศรา้ พระพ่ีเลีย้ ง ไม่ทราบอบุ ายจึงเกลีย้ กล่อมใหบ้ ุษบาโอนอ่อนผ่อนปรนแก่อิเหนา เพ่ือจะไดม้ ีโอกาสกลบั บา้ นเมือง อิเหนา จงึ ไดเ้ ชยชมนางบุษบาสมใจ ทางฝ่ายเมืองดาหา เม่ือไฟดบั แลว้ ทา้ วดาหา ทรงทราบว่าบุษบาถกู ลกั พาไป ทรงคาดคะเนว่าอิเหนาคงเป็นตัวการ แต่มิไดต้ รสั แก่ผูใ้ ด เม่ือจรการูว้ ่าบุษบาหายไปก็โกรธ เตรียมยก กองทพั ออกตดิ ตาม ลา่ สา พ่ชี ายเตอื นวา่ ผลู้ อบนานางไปคงเป็นอเิ หนา จรกาบงั เกิดความยาเกรงย่ิงนักแต่ฝืนยกทัพต่อไป จนพบรีพ้ ลของสงั คามาระตา จรกาถาม ข่าวถึงอิเหนา สงั คามาระตาแกลง้ ตอบว่ากาลงั ไปลา่ เนือ้ จรกาเลา่ ถึงเหตรุ า้ ยท่ีเกิดขึน้ สงั คามาระตาแสรง้ พลอยทาเป็นเสียใจ แลว้ ส่งั พ่ีเลีย้ งไปตามอิเหนา ในระหว่างนนั้ อิเหนาฝันว่านกอินทรีมาจิกนยั นต์ าขา้ งขวา ๑๑
ไปจึงสงั หรณใ์ จว่าจะตอ้ งพรากจากนาง พอทราบว่าระตทู งั้ สองมาหาก็คิดไปแกส้ งสยั ในเมือง ขณะอิเหนา ฟังเรอ่ื งท่จี รกาเลา่ กแ็ สรง้ ทาเป็นโกรธ เพราะรูท้ ีวา่ จรกาลอบสงั เกตอยู่ พอนึกถึงความฝันอิเหนากเ็ ลยรอ้ งไห้ ออกมาดว้ ยความจรงิ ใจ อาจกล่าวไดว้ ่าแม้อิเหนาคาฉันท์ฉบับนีจ้ ะมีเนือ้ เรื่องพอ้ งกับบทละครเรื่องอิเหนา พระ นิพนธ์ของเจา้ ฟ้ามงกุฎ หากถา้ เทียบกันแลว้ จะเห็นว่าไม่ละเอียดลออเท่าพระราชนิพนธ์บทละครเร่ือง อิเหนาในรชั กาลท่ี ๑ และรชั กาลท่ี ๒ แต่หากจะพิจารณาเฉพาะในกระบวนความพรรณนา และลกั ษณะ ฉนั ท์ จะเห็นว่าอิเหนาคาฉันทจ์ ะมีความไพเราะคมคายไม่นอ้ ย นอกจากนีย้ งั เป็นหลกั ฐานท่ีแสดงใหเ้ ห็น ถงึ ความนยิ มยกย่องเรอื่ งอิเหนาท่สี บื เน่อื งมาแตส่ มยั กรุงศรีอยธุ ยาอีกดว้ ย ตัวอย่างคาประพนั ธบ์ างสว่ น ศอสญั แดหวา กองตระกองตระการชม ปางนนั้ บรมวง- ดจุ เสวยสมบตั ิพรหม อมุ้ องคว์ นิดา เสน่หน์ อ้ มฤดีมา จรรว่ มพนาทวา ชชู ่ืนภิรมยเ์ ชย พจนเพ่ือแสดงองค์ สมั ผสั กมลกรม บมคิ วรจะโศกทรง คระตมู าตอ้ งตวั รบี รถทรุ ศั ทาง วมิ ลโฉมจะหมน่ มวั จ่ึงมมี ธุรสา สละทกุ ขป์ ระเทอื งเรยี ม สรุ ศพั ทย่งิ เกรียม อา้ แม่นคิ อื พ่ี จรกามาลอบปลอม กนั แสงบใช่อง- ปะทะแคน้ คะนงึ ตรอม กลจะทรุดลงจากเพลา พกั ตรผ์ ่องจะนองชล อรองคย์ พุ เยาว์ อา้ แมอ่ ยา่ แคลนกลวั นขหยิกบหยอ่ นกนั กรณตชลุ ีคลั ปางนนั้ สดู าสดบั ดรู พอ่ กระทาแปลง จิตแจง้ เชษฐาเทียม บมแิ จง้ คดีแสดง ประโลมลกั ฉะนไี้ ย แสนโศกกระสนั ซา้ หยิกข่วนบไดอ้ อม เชษฐาถนอมโอบ ยพุ เรศธผลกั เอา ขษณนน้ั จงึ่ บาหยนั สรวลพลางกอ็ านนั ขา้ หวงั ระตลู อบ ใดพ่อมาปลอมแปลง ๑๒
บทนารปี ราโมท อา้ แม่ประดิษฐถ์ อ้ ย มฤธแู ก่พ่ยี า บทอัศจรรย์ อนั พ่จี ะพาพะงา จรกรุงอยา่ กรง่ิ ใจ เพ่อื ปิตจุ ฉาราช จะวิโรธหฤทยั ปางพ่จี ะประลยั สิบยงั นกุ ลู การ ปางนถี้ งึ โทโทษ ยลสดุ กมลสมาน มาตรไดป้ ระโลมลาน แมว้ า่ พรากกจ็ าไกล ฤวะเจา้ จะฝ่าโชง การไดป้ ระการใด จงตงั้ สจั จาไป จะพานอ้ งยงั ธานี อา้ พ่อจะใหส้ ตั ย์ ดจุ นีก้ ็สดุ ที เพราะทา้ วทง้ั สองมี พระคณุ ลา้ ศโิ รดม ยงั ไป่ระคายเคือง ฤาจะเคืองก็ไป่ สม นอ้ งตรแิ ตโ่ ดยรมภ์ บรุ พภาคประเพณี แมช้ ายแลตอ้ งกาย สฤษดิแทส้ วามี โดยสตั ยวาที ดรู พอ่ อย่าแหนงคา อา้ แม่ผสู้ มพงศ์ สรุ ยิ วงศวรา ปรีชาชะออ้ นทา สนิทเพียงจะพรา่ ใจ ฯ ตรสั พลางตระโบมโลม วรราชดดั ผธม จมุ พิตปรางชม อรุ ะแนบอรุ าอร สองชงฆสอดชา- นสุ องกรสอดกร สองโอษฐเอมอร ตฤบรสรสาสรรพ์ พรา่ งพกั ตรพรายเนตร บยลเดอื นตะวนั จนั ทร์ พยหุ โพยมครร- ชิตวชิ ลุ ดาพราย พิรุณโรยกโ็ ปรยตอ้ ง บษุ บแยม้ ผกาขยาย เรณรู าเพยขจาย ภมรเคลา้ ละอองอร ซอกไซผ้ กาตฤบ รสคนั ธกาจร สองสขุ สโมสร ภิรมยเ์ ยาวชาเยนทร์ ถา้ ทองคะนองล่นั สน่นั บา้ จะเอียงเอน ๑๓
แท่นแกว้ ราเชนทร์ กระฉ่อนชว่ งมณีพราย วงุ้ เวงิ้ คหู าสะเทือน ศิขรเล่อื นศลิ าขยาย แวบวบั วะวามฉาย ชรอมุ่ ชรอานภางค์ ๕.๒.๔ โคลงเฉลมิ พระเกียรติพระเจา้ กรุงธนบุรี วรรณคดีเรื่องนีไ้ ดร้ ะบุไว้ในโคลงบทแรกว่า “นายสวน มหาดเล็ก” เป็นผูแ้ ต่ง บุคคลท่านนีไ้ ด้ เขา้ รบั ราชตาแหน่งมหาดเล็กในสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช ไดแ้ ต่งเร่ืองนีข้ ึน้ เม่ือวันองั คารขึน้ ๑๐ ค่า เดือน ๙ ปี เถาะ จลุ ศกั ราช ๑๑๓๓ ตรงกบั พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๔ เป็นปีท่ี ๔ แห่งรชั กาลสมเด็จพระเจา้ ตากสิน มหาราช คาประพันธ์ท่ีใช้แต่งคือ ฉันทลักษณ์ประเภทโคลงส่ีสุภาพ ความมุ่งหมาย สันนิษฐานว่า จดุ ม่งุ หมายสาคัญของการแต่งขึน้ ก็เพ่ือทูลเกลา้ ฯ ถวายสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราชเพ่ือสดดุ ีพระบารมี ของพระองค์ เนือ้ หาประกอบดว้ ยคาโคลงจานวน ๘๕ บท เร่มิ ดว้ ยการบอกช่ือผแู้ ต่งไวใ้ นโคลงบทแรก ระบุ วนั เวลาท่ีแต่ง จากนั้นกล่าวชมปราสาทราชวงั ป้อมปราการ รีพ้ ล โรงอาวธุ โรงมา้ ทอ้ งพระคลัง โรงพระ โอสถ นางสนมกานลั ตลอดจนความสมบรู ณพ์ นู สขุ ของประชาชน แลว้ บรรยายเหตกุ ารณข์ องบา้ นเมืองโดย ลาดบั ตามเวลาในประวตั ศิ าสตรร์ ะหว่าง พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๑๔ อาทิ การปราบยคุ เข็ญภายในกรุงธนบรุ ี ทงั้ ปัญหาความเป็นอย่ขู องราษฎร ภาวะขา้ วยากหมากแพง ปัญหาทางดา้ นการเมืองภายในท่ีเกิดจากการตงั้ กลมุ่ อานาจย่อยขึน้ มาก่อการกระดา้ งกระเด่ือง และปัญหาความขดั แยง้ ท่ีก่อใหเ้ กิดสงครามกบั อรริ าชศตั รู ภายนอก ทั้งยังกล่าวถึงพระราชกรณี ยกิจสาคัญ อ่ืนๆ อันเป็ นบทบาทหน้าท่ีสาคัญ ในการเป็ น พระมหากษัตรยิ ์ กลา่ วคือ การทานบุ ารุงหวั เมืองต่างๆ และประเทศใกลเ้ คียงท่ีสวามิภกั ดิ์ ในตอนทา้ ย กวี ไดก้ ลา่ วขอพรสง่ิ ศกั ดิส์ ิทธิ์ใหช้ ว่ ยคมุ้ ครอง อภบิ าลสมเด็จพระเจา้ ตากสิน โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีนี้ มีลักษณะดีเด่นท่ีเห็นได้ค่อนขา้ งชัดเจนอยู่ ๒ ประการ กล่าวคือ ดีเด่นในดา้ นคุณค่าทางวรรณคดีด้วยการใชถ้ ้อยคา สานวนโวหารท่ีเรียบง่าย ผู้อ่าน สามารถเขา้ ใจเนือ้ หาไดไ้ ม่ยากนกั อีกทั้งยังดีเด่นในดา้ นคณุ ค่าทางประวตั ิศาสตร์ เพราะสามารถใชเ้ ป็น หลกั ฐานอีกชิน้ หนง่ึ ในการศกึ ษาเหตกุ ารณแ์ ละส่ิงท่เี กดิ ขึน้ ในสมยั นนั้ ไดอ้ ีกดว้ ย ดงั เช่นท่ีสมเด็จพระเจา้ บรม ๑๔
วงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงยกย่องวรรณคดีเรื่องนีไ้ วใ้ นคานาฉบับพิมพค์ รงั้ แรก เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๕ ความวา่ “โคลงยอพระเกียรติพระเจา้ กรุงธนบรุ เี รื่องนี้ ปรากฏว่านายสวนมหาดเลก็ เป็นผแู้ ต่ง สังเกตตามสานวน เขา้ ใจว่าแต่งถวาย เป็นหนังสือท่ีนบั ถือกันมาว่าแต่งดี ยกย่องว่าเป็น โคลงตาราเรื่องหนึ่ง ครนั้ มาถึงรชั กาลท่ี ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรง พระราชนิพนธห์ นงั สือเรื่องพระราชวิจารณ์ ทรงคน้ หนงั สือเก่าสอบเร่ืองพงศาวดารครงั้ กรุง ธนบรุ ี ไดข้ อ้ สาคญั ในโคลงยอพระเกียรติของนายสวนเร่ืองนีห้ ลายเรื่อง ดูเหมอื นไดท้ รงอา้ ง ไว้ในหนังสือพระราชวิจารณ์ ทรงสรรเสริญ โคลงเรื่องนี้ว่ามีประโยชน์ในทางความรู้ โบราณคดดี ว้ ย” ตวั อยา่ งคาประพันธบ์ างตอน นายสวนมหาดเลก็ เจา้ จอมกระษตั รยิ ์ แถลงเรื่องราชศรีสวสั ด์ิ กราบเกลา้ ถวายตา่ งบษุ ปรตั น์ มาลยม์ าศ ภมุ วารเดือนเกา้ สบิ ขนึ้ เถาะปี ฯ บงั คมบทรชั ไท้ ทรงทศ ธรรมนา พระปิ่นอยธุ ยายศ ยอดฟ้า ขอแถลงนิพนธพ์ จน์ เฉลิมบาท พระเอย ไวพ้ ระเกียรตทิ า่ นท่วมหลา้ โลกเหลอื้ งฦาบญุ ฯ บญุ พระภวู นารถเกลา้ จกั รพาฬ ทรงฤทธิ์เดโชชาญ เช่ียวพน้ พระสติวทิ ยาญาณ ขยนั ยอด ชนแฮ ...................... .......................... เสมอองคห์ รริ กั ษ์เรอื้ ง รงคร์ ุท ลล่องพาหนะครุฑ ส่หู ลา้ ฤาจรจากเกษียรสมทุ ร มาทวีป นแี้ ฮ เนอื้ หนอ่ พทุ ธพงศก์ ลา้ ก่อสรา้ งโพธิญาณ ฯ พระตรีญาณประเวศดว้ ย นรชน เห็นทกุ ขเ์ มทนยี ดล แดข่ วา้ ยลสาสนพระพทุ ธพล โรยรอ่ ย ๑๕
หวงั ชว่ ยเชดิ ชปู ลา้ ปลกุ ใหค้ งเขษม ฯ จึงยกพยหุ ยาตรขา้ ม กนั ดาร ชเลนา จรจากจนั ทบรู สถาน ทา่ ไท้ สถติ นครนิ ราน อรริ าช หวงั สาสนสมบรู ณใ์ ห้ เทพซรอ้ งสดดุ ี ฯ ฝงู ทวยราษฎรทง้ั พสธุ า มาพง่ึ บารมีมา มากพรอ้ ม ภกั ดอี ย่ถู นอมบา ทกุ าราช บาทพระเป็นมกฎุ ยอ้ ม โลกใหค้ นื เขษม ฯ พระการุญภาพเลยี้ ง พลพล ท่วั ทศทศิ าชน ช่ืนพรอ้ ม โดยมวี ิทยาคน ขยนั ย่ิง เตมิ แตง่ เตม็ ขนาดยอ้ ม ยกขนึ้ ควรฐาน ฯ แมพ้ ระจกั รรตั นเ์ จา้ จกั รพาฬ ไป่เสด็จส่ชู นสถาน ท่นี ี้ หม่นู รากรจะลาญ ลาชพี เพ่อื ภดู าหารกี้ ก่อนสนิ้ สดุ หา ฯ พระมามอบชพี ชอ้ น ชพี ติ อวยโภชนทานอทุ ิศ ท่วั ได้ เอนกบรจิ าคนิตย์ สนองสาส นานา ธรณิดหวาดไหวไหว้ เชิดชีช้ มผล ฯ พระคณุ อเนกเกา้ สยมภู ยกหมนู่ รชนชู ชพี ไว้ ทรงธรรมิกราชตรู ตราโลก เป็นมกฎุ แก่นไท้ ท่วั ทา้ วฤาเสมอ ฯ จ่งึ แตง่ ฐานท่ตี งั้ ภมู ไชย ใหส้ ถิตสถาวรไป ตราบเทา้ กลั ปาวสานใน ธรณิศ ธนบรุ นิ ป่ินเกลา้ ตรสิ รา้ งเวียงสถาน ฯ ๑๖
กล่าวถึงเหตกุ ารณต์ า่ งๆ พระเดชานภุ าพพน้ พงศก์ ษัตรยิ ์ ควรแกเ่ สวตฉตั รรตั น์ เร่ือฟ้า เป็นหลกั โลกดุ มดดั ใจโลก ดว้ ยบรุ พบารมกี ลา้ กวา่ กลา้ กลบั แขง็ ฯ ใครอาจอาตมตงั้ ตวั ผจญ ไดฤ้ า พา่ ยพระกศุ ลพล ท่วั ทา้ ว ปราบดาภเิ ษกบน ภทั รบฐิ บวั แฮ สมบตั สิ มบรู ณด์ า้ ว แดน่ ฟ้ามาปาน ฯ ใครท่โี มหมดื ไหม้ สเทอื นฤทธิ์ รอยว่าเวรตามปลิด ชพี มว้ ย ท่แี ขงแขง่ อิทธิฤทธิ์ ภวู นาถ ยอ่ มรยายบั ดว้ ย ปิ่นเกลา้ ธรณี ฯ ปางเมอื งนครราชตงั้ ตวั ปทษุ ฐ กอ่ พิกลการยทุ ธ ศกึ สรา้ ง พระยกพยหู รุด รานราบ นอ้ ยโทษเลยี้ งใหญ่ลา้ ง ชพี สนิ้ สญู หาย ฯ ปางปาตลิบตุ รเจา้ นคั รา แจง้ พระยศเดชา ปิ่นเกลา้ ทรนงศกั ดอ์ิ หงั กา เกกเกง่ อย่แู ฮ ยงั ไป่นอ้ มประนตเขา้ ส่เู งอื้ มบทมาลย์ ฯ ยกพยหุ ยาตรเยอื้ ง บทศรี ดงั พระกฤษณตรี โลกลน้ พลหาญห่นื มหทิ ธิมี ฤทธิภาพ ทลวงลว่ งเขตรนครปลน้ ไล่ลยุ้ ตลยุ ไป ฯ เจา้ ปาตลบิ ตุ รนนั้ อปั รา ชยั เอย ไปสถิตยเ์ ทพาพา พวกแพ้ หนเี ขา้ พงึ่ ตนนา ทพั เล่า ทพั ราชรีบรบแหร้ แขกมว้ ยเมืองทลาย ฯ ๑๗
จึ่งยกอพยพเขา้ ตานี พญาแขกเกรงบารมี ส่งให้ มาถวายกบั บตุ รี มาลยม์ ง่ิ เมืองนา พระประทานอภยั ให้ กลบั เลยี้ งเป็นเฉลิม ฯ ปางสวางคบ์ เุ รศรา้ ย จาแลงผิด พทุ ธบตุ รละพทุ ธกิจ กอ่ แกลว้ ทศุ ลี ทจุ รติ อจิ ฉาราช เสดจ็ ปราบสตั วบ์ าปแผว้ ฟอกฟื้นสาสนา ฯ แลว้ ฉลองพทุ ธธาตแุ ท้ สจุ รติ สมณะบรรพชติ ใช่นอ้ ย พระอวยชนอทุ ศิ ทานท่วั มีมหรศพชอ้ ย ช่ืนชอ้ ยชนเขษม ฯ เมอื งชยั ท่รี ว่ มรา้ ย เวียงสวางค์ พา่ ยพระเดชคณุ ปาง ปิ่มมว้ ย กลบั นอ้ มศิโรตมางค์ มาเลา่ มาภกั ดเ์ิ ป็นทหารดว้ ย อย่ใู ตบ้ าทบงสุ์ ฯ ตอนท้ายเร่ือง ขอพรพระพทุ ธเรอื้ ง สพญั ญู จงแผพ่ ระเดชชู ป่ินเกลา้ ถวายเสรจ็ โพธิญาณตรู ตราโลก ดดั เดจ็ ปัญจขนั ธเ์ ขา้ ส่หู อ้ งนฤภาน ฯ ขอพรสธรรมเจา้ ชว่ ย ผชมุ ธรรม์ แปดหม่ืนสธี่ รรมขนั ธ์ ช่องชี้ พระไตรปิฎกพลนั สงิ สู่ พระนา ใหพ้ ระปัญญานี้ ตรสั รูถ้ อ่ งถวิล ฯ ขอพรพทุ ธบตุ รผู้ พทุ ธพงศ์ เธอท่สี ทุ ธศลี ทรง ถ่องถว้ น ใหพ้ ระบรบิ าลคง ธรเณศ ยืนนาน ไหลหล่งั โภคแหล่ลว้ น ส่ไู ทน้ ิจกาล ฯ ๑๘
ขอพรประเมศวรเ์ จา้ อมรแมน ทรงอาสนอ์ ษุ ัภแดน ฟากฟา้ เชิญชว่ ยบพติ รแสน สามารถ เลงทิพนยั ยะกลา้ แหล่งลว้ นชวนเหน็ ฯ ขอพรหรริ กั ษเ์ รอื้ ง จกั รา วธุ เอย ภวู ฤทธิจงฤทธิมา แกไ่ ท้ ปราบมารหม่ปู ระจา มติ รราช ใหป้ ระสิทธิ์ชยั ให้ ศกึ เสยี้ นสยบแสยง ฯ ขอพรกมลาสนท์ า้ ว ทรงหงส์ ใหพ้ ระศรกี ายจง อย่าเศรา้ พระชนมย์ ืดยาวคง พนั ขวบ ใหอ้ ปั สรสนมเฝา้ นบั รอ้ ยพนั ทวี ฯ ขอพรเทวราชไท้ เทวกรรม์ นาเสวตกญุ ชรจรลั สไู่ ท้ ใหค้ รบทศสารสวรรค์ มาสู่ พระนา เป็นชานินาคให้ ช่ืนทา้ วชมเขษม ฯ ขอพรพลาหกไท้ เทวบตุ ร ใหต้ กตามระดยู ทุ ติตอ้ ง อย่าใหผ้ ิดระดดู จุ เดือนแดด ใหร้ าษฎรอยซู่ รอ้ ง แซ่ซรอ้ งเยน็ เขษม ฯ ขอพรเทวท่าน วาตา พาพดั ราเพยพา ช่ืนไท้ ขอพรพระคงคา กระแสสมทุ ร อย่ามากอยา่ นอ้ ยให้ โภชนน์ นั้ พองาม ขอพรยมเรศเรือ้ ง วโรตนา พยพแฮ เธอทิพนยั นะอา วธุ นนั้ ชว่ ยขจดั หมโู่ จรอา นรี าช ใหร้ น่ื พระนครชน้ั กวาดรา้ ยขจายเขญ็ ฯ ขอพรจตั โุ ลกทา้ ว บรบิ าล ๑๙
มาชว่ ยบรริ กั ษ์สถาน ทา่ นไท้ อยา่ ใหส้ ตั วบาปพาน เวยี งราช สถาพรวฒั นให้ ปิ่นเกลา้ พลู เขษม ฯ สนิ้ สดุ ทรพจนขา้ ขจายแจง ยงั ขาดกมลควานแฝง อยบู่ า้ ง หากมีภกั ดีแสดง โดยเลศ ควรมคิ วรคาอา้ ง ผิดเพยี้ นอภยั ขอ ฯ คดิ ดว้ ยสจุ รติ ดว้ ย กตญั ญู คณุ พระปกกระหมอ่ มชู ช่ืนซรอ้ ง หาส่งิ จะสนองภ-ู ธรสดุ สนองนา จึงแตง่ ตามขบวนตอ้ ง เรอ่ื งไวเ้ ป็นเฉลิม ฯ หวงั ใหก้ ลุ บตุ รเบอื้ ง อนาคต ใหป้ รากฏเกียรตยิ ศ ป่ินเกลา้ ไป่ยลแตส่ ดบั พจน์ ราวเรอื่ ง สนองนา กจ็ ะสาธกุ ารเชา้ ค่าชชี้ มผล ฯ จะแถลงพากยวากยท์ ง้ั ขบวนฉนั ท์ ลลิ ิตกาพยวิสรร ชง่ายพรอ้ ง เพลงยาวกลเลอคนั โลงลอก ดีนา เรอ่ื งสใิ หญ่โคลงคลอ้ ง ชอบดว้ ยขบวนความ ฯ ๕.๒.๕ กฤษณาสอนน้องคาฉันท์ ฉบบั ธนบุรี กฤษณาสอนน้องคาฉันท์ฉบบั นี้ ไม่ใคร่เป็นท่ีรูจ้ ักมากนัก เพราะส่วนใหญ่แลว้ เม่ือเอ่ยช่ือ วรรณคดีเรื่องนี้ ก็มกั จะทาใหเ้ ขา้ ใจวา่ เป็นพระนิพนธใ์ นสมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส สมยั รชั กาลท่ี ๓ อย่เู สมอ ซ่งึ แทจ้ รงิ แลว้ วรรณคดีเร่ืองนีม้ ีขึน้ มาก่อนแลว้ ในสมยั ธนบรุ ีซ่งึ เอง ปรากฏนามผู้ แต่งในตอนทา้ ยของเร่ืองว่า “พระยาราชสุภาวดี” และ “พระภิกษุอินท”์ เป็นผูแ้ ต่ง สนั นิษฐานว่า ตอนตน้ น่าจะเป็นผลงานของพระยาราชสภุ าวดี สว่ นพระภกิ ษุอินทน์ ่าจะแต่งตอนปลาย หรือถา้ มิเช่นนนั้ ความเห็น อีกประการหนึ่งกเ็ ห็นว่าพระภิกษุอนิ ทอ์ าจจะแตง่ ทงั้ หมด ตามคาอาราธนาของพระยาราชสภุ าวดี ๒๐
พระยาราชสภุ าวดีเป็นขา้ ราชการในสมัยกรุงธนบุรี ในคราวสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช เสด็จยาตราทพั ไปจดั การเมืองนครศรธี รรมราช เม่ือ พ.ศ. ๒๓๑๒ สว่ นพระภิกษุอินทจ์ าพรรษาอย่ทู ่ีวดั แห่ง หน่งึ ท่ีเมอื งนครศรธี รรมราช อาจจะเป็นพระภิกษุท่ที รงความรูแ้ ละเช่ียวชาญการกวมี ีช่อื เสยี งผหู้ นง่ึ วรรณคดเี รอื่ งนีเ้ ป็นวรรณคดีไทยอีกเรื่องหนึง่ ท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงอิทธิพลของวรรณคดีมหากาพย์ เรื่อง มหาภารตะ ของอินเดียไดอ้ ย่างชัดเจน เน่ืองจากเป็นการนาเนือ้ หาซ่ึงเป็นเร่ืองแทรกในมหากาพย์ เรื่องมหาภารตะ ตอน วนบรรพ ว่าด้วยเรื่องราวของนางกฤษณาหรือเดิมในมหาภารตะ นางมีช่ือว่า เทราปต(ี เทราปท)ี มาเป็นตวั ละครสาคญั ในการดาเนนิ เนอื้ หา เร่ืองราวของนางเทราปที มีว่า นางเป็นธิดาทา้ วทรุบถแห่งปัญจาลนคร ไดเ้ ขา้ พิธีสยุมพรกับ อรชุนซ่งึ เป็นกษัตรยิ อ์ งคห์ น่ึงในปาณฑพทั้ง ๕ ซ่งึ ยิงธนูชนะจึงไดน้ าง เม่ือกษัตริยท์ ั้ง ๕ ซ่งึ ไดแ้ ก่ ยุธิษเฐียร ภีมเสน อรชุน นกลุ สหเทพ พานางไปเฝ้านางกุนตีพระมารดา นางกนุ ตีเขา้ ใจว่าโอรสไดล้ าภสาคญั มาจึง รบั ส่งั ใหใ้ ชร้ ว่ มกนั นางกฤษณาจึงไดเ้ ป็นชายาแห่งกษัตริยท์ ั้ง ๕ โดยผลดั เปลี่ยนไปปรนนิบตั ิพระสวามีองค์ ละ ๒ วนั กระท่ังวันหนึ่ง ปาณฑพทั้ง ๕ แพส้ กาแก่ทุรโยธน์ ต้องออกไปประทับป่ า นางกฤษณาโดย เสด็จดว้ ย ครงั้ นนั้ พระกฤษณะซ่งึ เป็นสหายรกั ของอรชนุ พานางสตั ยภามามเหสีเสด็จมาเย่ียมปาณฑพทั้ง ๕ นางสตั ยภามา คือ นางจิรประภาในกฤษณาสอนน้องคาฉันท์ เม่ืออยดู่ ว้ ยกนั ตามลาพงั นางสตั ยภามา ไดถ้ ามนางกฤษณาถึงขอ้ ปฏิบตั ิท่ีทาใหน้ างสามารถครองใจพระสวามีทงั้ ๕ นางกฤษณาจึงชีแ้ จงใหท้ ราบ อย่างแจ่มแจง้ เร่ืองนี้ แทจ้ ริงสนั นิษฐานว่าน่าจะมีการแต่งไวต้ งั้ แต่สมยั กรุงศรีอยุธาแลว้ แต่ตน้ ฉบบั อาจจะ ชารุดลบเลือนหรอื เสียหายไป อาจเป็นเหตผุ ลท่ที าใหพ้ ระยาราชสภุ าวดีแต่งซ่อมขนึ้ ใหม่จากของเดิมและได้ อาราธนาพระภิกษุอนิ ทช์ ว่ ยแต่งตอ่ จนจบบรบิ รู ณ์ ต่อมาในรชั กาลท่ี ๓ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต ชิโนรส ทรงนิพนธเ์ ร่ืองกฤษณาสอนน้องคาฉันทข์ ึน้ ใหม่ โดยอาจทรงดดั แปลงแกไ้ ขจากฉบบั สมัยธนบุรี เพราะถ้อยคาสานวนหลายแห่งคล้ายคลึงกันมาก บางแห่งเหมือนกันทั้งวรรค บางตอนต่างกันเฉพาะ ลกั ษณะคาประพนั ธ์ แต่มีคาและความอยา่ งเดียวกนั คาประพนั ธท์ ่ีใชค้ ือฉนั ทแ์ ละกาพย์ โดยมีจดุ มงุ่ หมายเพ่ือส่งั สอนหรอื แสดงแบบอยา่ ง แนวทาง แห่งความประพฤตขิ องสตรีน่นั เอง ๒๑
แมว้ ่ากฤษณาสอนน้องคาฉันท์จะนาเนือ้ หามาจากมหาภารตะ แต่ก็มิไดม้ ีเนือ้ เร่ืองหรือ ดาเนินเรื่องเหมือนกบั แหล่งท่ีมาเสียทีเดียว หากแต่แตกต่างกนั บา้ งในรายละเอียด กล่าวคือ กฤษณาสอน น้องคาฉันท์ เร่ิมเปิดเร่ืองโดยกล่าวถึง ทา้ วพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสี ว่าทรงมีราชธิดา ๒ พระองค์ คือ กฤษณา และ จนั ทรประภา(จิรประภา) เม่ือพระบดิ าจดั พิธีสยมุ พรใหน้ างกฤษณาเลือกภสั ดาได้ ๕ องค์ แต่ นางจนั ทรประภาเลือกเพียงองคเ์ ดียว นางกฤษณาปฏิบตั ิรับใชภ้ ัสดาไดด้ ี มีความรกั ใคร่ต่อกนั ม่นั คง สว่ น นางจนั ทรประภาบกพรอ่ งในหนา้ ท่ีของภรรยาจึงไม่มีความสขุ กบั สามี แต่นางเขา้ ใจว่านางกฤษณามีเวท มนตรผ์ ูกใจชายจึงมาขอเรียนบา้ ง นางกฤษณาไดช้ ีแ้ จงความจรงิ ว่าการท่ีสามีจะรกั ใครน่ นั้ อยู่ท่ีรูจ้ กั หนา้ ท่ี ของแม่เรือนและอย่ใู นโอวาทของสามี เป็นตน้ นางจนั ทรประภานาคาสอนของนางกฤษณาไปปฏิบตั ิ สวามี ก็เปลี่ยนมารกั ใครแ่ ละมคี วามสขุ เช่นเดยี วกบั นางกฤษณา ตัวอย่างคาประพันธบ์ างตอน สมดุ นามช่ือชี้ ขตั ตยิ วงศ์ กฤษณา ปัญญายงั หญิงไซร้ สอน จรติ รกั ษาองค์ นชุ นาถ นอ้ ง รบั คาจาไว้ ใส่เกลา้ เป็นเฉลิม ฯ ขอถวายกรเกศกฤษฎางค์ ดษุ ฎนิ ทรว์ รางค์ บรมไตรรตั โน ฯ มหนั ตนาโถ เม่ือโมควาลยั พระสยมภวู นตุ โม โลกตุ มาจารย์ ดลิ กคณุ นิจไตร ฯ อวยศภุ มงคล ปองโปรดชคสตั วส์ บสมยั ศากยบตุ รทรง ปลาตบว่ งเบญจมาร ฯ มโนสาทร สตุ ตนั ตปิฎกพสิ ดาร จะนานิพิทมรรคผล ฯ เผด็จบาปบรรเทาทกุ ขด์ ล คณุ าดเิ รกคงตรง ฯ อสีติอษั ฎางครยิ สงฆ์ วสิ ทุ ธศลี สงั วร ฯ บรริ กั ษ์พระศาสนส์ โมสร จะลองจะลา้ งราคิน ฯ ๒๒
เสรจ็ ถวายสฌิ รตมาจนิ ต์ สรวมสวสั ดิก์ มลินท์ อมเรศอิศโรราเชนทร์ ฯ สรวมพระพิรุณราชนาเคนทร์ โสโมสรุ เิ ยนทร์ เชิญชว่ ยบาบดั อนั ตราย ฯ ขอแถลงแต่เบอื้ งบรรยาย ประสมตน้ ปลาย เป็นบทโศลกกล่าวกลอน ฯ มกี ษัตรยิ อ์ งคห์ นง่ึ บวร ทรงนามภธู ร พรหมทตั ธิราชราชนิ ทร์ ฯ วชิ าชานาญธนศู ิลป์ เขน่ ฆ่าอรนิ ทร์ พินาศดว้ ยฤทธิรงค์ ฯ กรรมสทิ ธิส์ มบตั ิเอกองค์ เสวยสขุ สมพงศ์ พพิ ิธโภไคสรู ย์ ฯ เนาในกรุงราชประยรู โดยนามนกุ ลู พาราณสีโสภณ ฯ กาแพงปอ้ มกอ่ เป็นกล เสมามณฑล มีล่องล่อปืนเรียงรนั ฯ เชิงเทยี นเทียมสิงขรขณั ฑ์ หอหา้ งนางจรลั ขนดั คกู ระท่งั สายสินธุ์ ฯ แสนสนกุ เอ่ียมเทยี มอินทร์ มาตยาพลพฤนท์ สะพร่งั สะพรอ้ มเนอื งนนั ต์ ฯ และสารสนุ ทรเขม้ ขนั รถรตั นาพรรณ พจิ ิตรแกลง้ บรรจง ฯ มปี รางคร์ ตั นาสนบ์ รรยง ย่งิ เทพอลง- กตกาญจโนดาเกงิ ฯ เหมหอ้ งสิงหาสนบ์ นั เถลิง ฉลฉุ ลกั ชนั้ เชิง รุจเิ รขดว้ ยรงรจนา ฯ มมี ่ิงมเหสสี มญา นามนางบษุ บา ทรงลกั ษณล์ า้ สาวสวรรค์ ฯ ปวงสนมถนดั หม่ืนหกพนั พศิ เพียงสาวสวรรค์ ๒๓
สรุ างคนาถอมรนิ ทร์ ฯ ทวิ าราตรนิ เฝา้ แหนเป็นประดทิ ิน เสวยแสนศฤงคาร พร่งั พรอ้ มประจาจบั งาน ฯ ทรงเบญจกลั ยา สมเดจ็ พรหมทตั มหบิ าล เนาวรตั นป์ รางคศ์ รี ทิปัตติเทยี มเทวา ฯ ถนอมวรองค์ มหี น่อสองราชธิดา ธรองคอ์ สรุ า เยาวรูปยอดย่งิ กษัตรี ฯ มีชนั ษาสม ทา้ วสงวนดจุ ดวงชีวี ส่งั เสนาใน แวดลอ้ มดว้ ยแสนจตั รุ งค์ ฯ ชมุ มขุ มนตรี หมนู่ างน่งั เฝา้ กรรกง กบั ราชนวุ งศ์ ทกั วนั บ เวน้ เวลา ฯ แมน้ มาตรเทเวศวิทยา บ อาจจะเออื้ มคดิ คม ฯ สองนาถพนิดาอดุ ม ควรคจู่ ะพึงพิสมยั ฯ สมเดจ็ บติ รุ าชฤทธิไกร รุจรงั โรงราชพธิ ี ฯ ศภุ วารชยั ฤกษม์ หดุ ี วิวาหการม่ิงมงคล์ ฯ อภเิ ษกธิดาสององค์ เวนวรรณสมบตั คิ ่งั คาม ฯ กล่าวเรือ่ งนางกษตั รยิ ์ ทงั้ สองศรสี วสั ดิ์ สรุ ยิ วงศท์ รงนาม นางแกว้ กฤษณา แนง่ เนอื้ เยาวราม เฉิดโฉมเฉลิมกาม กาดดั โลกีย์ ฯ ปัญญาเปรมปราชญ์ มีทงั้ มารยาท ชน้ั เชงิ พาที รูร้ อบชอบผิด ในกิจกษตั รี ปรนนบิ ตั สิ วามี หา้ องคร์ าชา ฯ บาเรอเชอศกั ด์ิ อยรู่ ว่ มรสรกั รมเยศปรดี า ประโลมสมสอง ฯ หอ่ นใหเ้ คยี ดขงึ้ เท่ากง่ึ เกศา ผลดั เวรเวลา ๒๔
หา้ องคก์ ษตั รยิ ์ เสวยสขุ โสมนสั ประเวศเรอื นทอง ผทมทิพอาสน์ อลงกตกระหนกกรอ สนมนางเนอื งนอง รอบลอ้ มซา้ ยขวา ฯ พระขนิษฐน์ ารี พระนามเทวี ช่ือจรบั ประภา ดจุ สาวโสฬส แบง่ องคล์ งมา ทรงพระเยาวภา น่มิ เนอื้ นฤมล ฯ มีภสั ดาเดยี ว บ ไดก้ ลมเกลยี ว ราครา้ งกามกล เนาในปรางคม์ าศ เอกากงั วล หฤทยั ทกุ ขท์ น เทวศเศรา้ เดอื ดดาล ฯ ถอ่ มเสวยโภชนา เสวยชลธารา แหบไหแ้ ลลาญ สวาทดนิ้ แดเดยี ว เปล่าเปลี่ยวสงสาร เชา้ ค่าราคาญ เพียงสนิ้ สดุ สกล ฯ วนั หน่งึ กลั ยา สระสรงคงคา ลบู ไลส้ คุ นธ์ ทรงทพิ อาภรณ์ พจิ ิตรเสด็จดล ยงั หอ้ งไหรณ นางแกว้ กฤษณา ฯ นอ้ มเกลา้ โอนองค์ ถวายบงั คมลง กบั บาทพ่ยี า ส่วนพระพ่นี าง เห็นนาถขนษิ ฐา มเี สาวนยี ป์ รา- ศรยั ถอ้ ยถามพลนั ฯ อาดรู นอ้ งรกั แต่กอ่ นวรพกั ตร์ ผอ่ งแผว้ เพยี งจนั ทร์ บดั นเี้ ป็นไฉน เห็นเศรา้ โศกศลั ย์ พระวรฉวพี รรณ น่มิ นวลหมองหมาย ฯ พระขนิษฐ์นารี รบั ราชเสาวนีย์ ทลู ถอ้ ยแถลงถวาย พ่เี อยตวั นอ้ ง บ มสี ิง่ สบาย มีแต่ความอาย ตดิ ขอ้ งอรุ า ฯ ความโศกแสนเขญ็ ตายดีกวา่ เป็น อย่ไู ยอกอา มีผวั ผเู้ ดียว ดจุ แกว้ ดวงตา ควรฤๅแลมา ตดั ม่ิงไมตรี ฯ บญุ นอ้ งนอ้ ยนกั ผวั ไมร่ ว่ มรกั ผลกั หนา้ หนา่ ยหนี ทงิ้ ขวา้ งรา้ งไว้ ใหอ้ ายอปั รยี ์ คดิ แคน้ บดั สี สดุ ท่ีเจรจา ฯ ไมช่ อบอชั ฌาสยั อย่ใู กลเ้ หมอื นไกล สดุ ม่งุ พสธุ า ไมท่ อดทฤษฎี โดยทางเสน่หา ไม่ทรงกรุณา สะสรา่ งจาบลั ย์ ฯ ธรรมดาสวามี ปฏิพทั ธย์ นิ ดี ดิน้ โดยท่วั กนั สขุ สมสาเรงิ สาราญแดยนั ย่อมนากิจอนั อมฤตมาพนู ฯ นอ้ งอาภพั นกั เสียชาติมศี กั ดิ์ สมบตั ิบรบิ รู ณ์ ตละหญิงชา่ งช่วั ผวั ไมอ่ นกุ ลู รา้ งไวอ้ าดรู เดอื ดรอ้ นลาเค็ญ ฯ นอ้ งไขใ้ จนกั มีผวั มิรกั แคน้ ขา้ ใครเหน็ ในทรวงแสบรอ้ น รอ้ นยงิ่ ไฟเขญ็ กรรมใหจ้ าเป็น วิโยคเอองค์ ฯ พระพ่เี นียรทกุ ข์ เสวยแสนเกษมสขุ ปรากฏยศยง ๒๕
สมบรู ณบ์ ญุ ญา ทง้ั หา้ พระองค์ เนาแนบทรวงทรง รกั รว่ มหฤทยั ฯ พ่ไี ดค้ ณุ เวท กฤตยาวเิ ศษ ศาสตราคมใคร ประสิทธิ์ประสาท ประสงคจ์ งใจ ใหช้ ายพิสมยั รกั ใครเ่ มามวั ฯ นางแกว้ กฤษณา ฟังนอ้ งพจนา คะคอ่ ยคิกหวั ตรสั หา้ มวา่ อยา่ สง่ิ นพี้ ่กี ลวั มนตด์ ลเมามวั มิใชค่ ณุ เรา ฯ เราเป็นกษตั รี ชอบแตภ่ กั ดี โดยเลศลาเนา กิรยิ าอชั ฌาสยั กิจการแหง่ เรา ปรนนิบตั บิ รรเทา ทกุ ขโ์ ศกสวามี ฯ เสนห่ าอย่าย่า แมน้ ประสทิ ธิท์ า ใหด้ ิน้ ยินดี รกั กนั พลนั จาง ราครา้ งหนา่ ยหนี รกั ดว้ ยไมตรี ตราบเทา่ วนั ตาย ฯ ๕.๒.๖ นิราศกวางต้งุ คาประพันธ์ในเร่ืองทาใหท้ ราบว่าผูแ้ ต่งคือ พระยามหานุภาพซ่ึงเป็นขา้ ราชการในสมัยกรุง ธนบุรี พระยามหานุภาพผูน้ ี้ ภายหลงั ยังรบั ราชการสืบต่อมาถึงรชั กาลท่ี ๑ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ และได้ บรรดาศกั ดเิ์ ป็นพระยามหานภุ าพในรชั กาลนเี้ อง นิราศกวางตงุ้ นีแ้ ต่งขึน้ เม่ือครง้ั ท่ีสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราชทรงส่งคณะราชทูตไปเจริญ พระราชไมตรีกบั พระเจา้ เขียนหลงแหง่ กรุงปักก่งิ ในปีพทุ ธศกั ราช ๒๓๒๔ คณะราชทูตนีป้ ระกอบดว้ ยเจา้ นายและขนุ นางชนั้ สงู นาพระราชสาสน์ และเคร่ืองบรรณาการไป ถวายพระเจา้ กรุงปักก่ิง พรอ้ มกับสินค้าท่ีจะจาหน่าย ณ เมืองกวางตุง้ เพ่ือนาเงินท่ีได้จากการจาหน่าย สินค้าครง้ั นั้น ไปซือ้ ของใช้ในราชการกลับมา ครงั้ นั้นพระยามหานุภาพอยู่ในกลุ่มขา้ ราชการท่ีจัดการ เกี่ยวกบั สินคา้ จึงเดินทางไปแค่เมืองกวางตงุ้ ส่วนคณะราชทูตเดินทางต่อไปจนถึงปักก่ิง นายมหานุภาพ (ยศในขณะนนั้ ) คงไดแ้ ต่งนิราศเรอ่ื งนีใ้ นระยะเวลานนั้ นอกจากจะเป็นท่ีรูจ้ ักในช่ือ “นิราศกวางตุง้ ” แลว้ นิราศเรื่องนีม้ ีช่ืออีกอย่างหน่ึงว่า นิราศ พระยามหานุภาพไปเมอื งจีน ท่วงทานองในการแต่งเป็นนิราศท่ีม่งุ บรรยายเหตกุ ารณแ์ ละสิ่งท่ีไดพ้ บเห็นระหว่างการเดินทาง โดยใชฉ้ ันทลกั ษณป์ ระเภทกลอนเพลงยาว เร่มิ ดาเนินเนือ้ หาดว้ ยกลา่ วถึงการเดินทางทางเรือ มีคนจีนเป็น พนกั งานรวม ๑๑ ลา ออกเดินทางจากกรุงธนบรุ ี ผ่านปากนา้ เจา้ พระยา เขาสามรอ้ ยยอด เมืองพทุ ไธมาศ ๒๖
ป่ าสัก เมืองญวน เกาะมะเกา (หม่าเก๊า) กระท่ังถึงเมืองกวางตุ้ง ระหว่างเดินทางประสบคล่ืนลมแรง พนักงานบนเรือตอ้ งทาพิธีบวงสรวงเทพเจา้ ไดพ้ บปลาวาฬ บรรยายถึงหญิงคา้ ประเวณีชาวเรือเมือง กวางตงุ้ และธรรมเนียมห่อทา้ วของหญิงจีน มีการพรรณนาถึงภูมิฐานบา้ นเรือนของเมืองกวางตงุ้ กล่าวถึง การนาพระราชสาสนเ์ คร่ืองบรรณาการ การเดินทางเรือต่อไปยงั ปักก่ิง นอกจากนีย้ ังกล่าวถึงการจาหน่าย สนิ คา้ ของหลวงท่กี วางตงุ้ การเดินทางกลบั และสรรเสรญิ พระบารมีของสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราชไวใ้ น ตอนทา้ ยของเรื่อง นิราศกวางตุ้งเป็นวรรณคดีสมยั ธนบรุ ีเร่ืองสดุ ทา้ ยในแผ่นดินสมเด็จพระเจา้ ตากสิน นับวา่ เป็น วรรณคดีอีกเรื่องหนึ่งท่ีมีคณุ ค่าทางประวตั ิศาสตร์ เพราะสิ่งท่ีไดบ้ นั ทกึ ไวน้ ีไ้ ดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พนั ธ์ ทางพระราชไมตรีระหว่างไทยกบั จีนและแบบธรรมเนียมการทตู ในสมยั นนั้ ไวอ้ ย่างชดั เจน เป็นเครื่องยืนยนั ความถกู ตอ้ งของเอกสารดา้ นประวตั ิศาสตรส์ มยั ธนบรุ ีไดอ้ กี ทางหนงึ่ นอกจากนี้ การบรรยายถึงสภาพบา้ นเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน และประเพณีปฏิบัติ ของชาวเรือทะเลยังทาใหค้ นรุ่นหลงั ไดจ้ ินตนาการถึงสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผูค้ นในอดีตทัง้ ของ สยามหรือไม่ว่าชาวต่างแดนต่างวฒั นธรรมเช่นชาวจีนก็ตาม และหากพิจารณาในดา้ นลกั ษณะการเป็น วรรณคดีนิราศแลว้ นิราศกวางตุ้งเรื่องนี้ มีการใชถ้ อ้ ยคาสานวนและลีลาของกลอนเรียบ ๆ เขา้ ใจง่าย แต่ กระนนั้ การใชถ้ อ้ ยคา สานวนโวหารท่ใี ชพ้ รรณนาก็ละเอียดลออมากพอท่จี ะทาใหผ้ อู้ ่านจินตนาการถึงภาพ ความเป็นอยู่ การเดินทางและเหตกุ ารณท์ ่ีเล่าไวใ้ นวรรณคดีเร่ืองนีไ้ ด้ นบั ว่านิราศกวางตุ้งเป็นนิราศเร่ือง แรกในประวตั ิศาสตรก์ ารแต่งวรรณคดีของชาวสยาม ท่ีใชฉ้ ากต่างประเทศบรรยายการเดินทางทางทะเล จากประสบการณข์ องกวีเองโดยไม่เนน้ การคร่าครวญถึงหญิงคนรกั ตามธรรมเนียมนิราศท่มี มี าในสมยั กอ่ น ตัวอย่างคาประพนั ธบ์ างตอน ดว้ ยภกั ดีชลุ ีลาบาท สรวมชีพบงั คมบรมนารถ เป็นรม่ โพธิ์สวุ รรณกนั้ เกศ อภิวาทขอเบอื้ งพระบารมี เป็นจดหมายมาถวายดว้ ยภกั ดี ไปประเทศกวางตงุ้ กรุงศรี แรกราชดารติ รติ รองถวลิ ตามท่ีไดส้ ดบั เดมิ ความ จะสรา้ งสรรคด์ งั สวรรคท์ ่เี รอื งราม จะเหยยี บพนื้ ปัถพนิ ใหง้ ามสนาม เม่ือไอศรู ยส์ มบรู ณด์ ว้ ยสมบตั ิ จงึ จะงามมงกฎุ อยธุ ยา เคยรว่ มพนื้ ยืนแผ่นสวุ รรณมา กบั กษตั รยิ ร์ าชคฤคฤๅหา แตน่ ิราเสือ่ มเศรา้ มาเนานาน ๒๗
เส่อื มสนองโดยครองกระษตั รยิ ช์ าติ เสอ่ื มราชไมตรีไมม่ สี มาน เสือ่ มสวาทขาดมาก็ชา้ นาน จะประมาณย่ีสิบส่ปี ีปลาย จงึ ทรงคิดจะติดความตามปฐม สาหรบั ราชบรมกระษตั รยิ ส์ าย จึงแผ่พนื้ สวุ รรณพรรณราย เอาแยบคายฝั้นเฝือเป็นเครอื วลั ย์ เอาทบั ทิมแทนใบใสด่ อกเพชร งามเสรจ็ สมบรู ณท์ กุ ส่ิงสรรพ์ งามทางทง้ั จะสรา้ งเขตคนั งามสรรคท์ รงคดิ คดีงาม ควรเป็นจอมจลุ จกั ราราช แลว้ เสดจ็ บลั ลงั กอ์ าสนอ์ อกสนาม แยม้ พระโอษฐ์ประดพิ ทั ธตรสั ความ อามาตยห์ มมู่ นี ามประนมฟัง ไดย้ ินพรอ้ มยอมอวยแลว้ อภวิ าท กราบบาทดว้ ยคานบั แลว้ รบั ส่งั ทลู โดยลาดบั มาเป็นตราตรงั ท่หี ยดุ แลว้ จะยงั้ ยืนควร จงึ พระบาททรงราชนิพนธส์ าร เป็นตะพานนพคณุ ควรสงวน ใหเ้ ขียนสารลงลานทองทวน จดั ส่วนบรรณาการละลานตา อนึง่ นอกจมิ้ กอ้ งเป็นของถวาย ก็โปรยปรายประทานไปหนกั หนา ทง้ั นายหา้ งขนุ นางในนคั รา ใหม้ ีตราบวั แกว้ สาคญั กนั แลว้ จดั ทตู ทลู คาใหจ้ าสาร บรรณาการพรอ้ มสนิ้ ทกุ สงิ่ สรรพ์ ทงั้ ของแถมแนมความนน้ั งามครนั เป็นกานลั ถวายนอกบรรณาการ แลว้ ทรงส่งั สงิ่ ของเป็นสองเหลา่ อย่าควบเขา้ แบง่ พรอ้ งเป็นสองฐาน ฝ่ายทตู นน้ั ใหว้ า่ บรรณาการ โดยฉบบั บรุ าณรวดมา อนึง่ นอกจมิ้ กอ้ งเป็นของถวาย รบั ส่งั ยกใหห้ กนายขา้ หลวงวา่ บรรทกุ เสรจ็ ทงั้ สบิ เอ็ดเภตรา มาทอดทา่ คอยฤกษ์เรียงลา ครนั้ ถงึ วนั ภมุ เชษฐมาสี กาฬปักษ์ดถิ ีสบิ สามค่า เม่ือโมงสองบาทเชา้ พอเงางา้ สบิ เอด็ ลาบงั คมลาแลว้ คลาไคล ครนั้ เรือล่องคลอ้ ยคลองตลาดเลยี้ ว ตลงึ เหลียวแลว้ ชลนยั นไ์ หล จะจากเรอื นจากเพ่อื นภิรมยไ์ กล ดงั สายใจนจี้ ะขาดจากอาตมา โอค้ วามปรดี เ์ิ ปรมเกษมสนั ต์ ตงั้ แตจ่ ะนบั วนั คอยหา จะนบั เดอื นเคลื่อนสงั วจั ฉรา จะกม้ หนา้ น่งั ชา้ ระกาไป ชะรอยพรากเนอื้ นกวหิ คขงั บาราศรงั รบิ ลกู เขาไฉน มาตามทนั บ่นั รา้ งไวก้ ลางใจ ใหจ้ าไกลจากราชธานี แลว้ ยอกรมสั การขนึ้ เพยี งผม พระบรมไตรรตั นเ์ รืองศรี เดชะศลี สจั จาบารมี ทง้ั ขนั ตีอดออมอานวยทาน ขอเป็นขา่ ยเจด็ ชน้ั ไปกนั้ เกศ สรรพเภททกุ ขภ์ ยั ในชลฉาน ๒๘
ใหป้ ลอดเหตสุ ารพดั กาจดั มาร มสั การแลว้ ล่องครรไลไป บรรยายเหตุการณเ์ มอ่ื พบปลาวาฬ ทิวาวนั กไ็ ดช้ มแตร่ งั ษี กม็ ีแตพ่ วกพรรคจ์ ะอนั ตราย ถา้ กลางคนื กไ็ ดช้ ่ืนแตแ่ สงจนั ทร์ กเ็ หลือรูจ้ ะกาหนดจดหมาย กบั จะดมู จั ฉาในวารี ทง้ั สดุ สายดงิ่ รอ้ ยหา้ สิบวา ท่ตี ามลอ้ มตอมว่ายนน้ั หลายหมู่ วิปลาสเป็นวาฬขนึ้ ขา้ งขวา ชลาดาดว้ ยนา้ เคม็ พราย ท่ที ่อนหนา้ ไม่ตระหนกั ประจกั ษใ์ จ จะดโู ดยทศิ ใดก็ใจหวาด ประมาณกวา้ งนน้ั สบิ หา้ วาได้ ประมาณยาวราวสามสิบหา้ วา ก็สงู ไดโ้ ดยหมายกบั ปลายตาล เห็นคลา้ ยกงุ้ ท่กี ระพงุ้ แพนหาง คะเนหนีจะใหพ้ น้ แถวสถาน แตโ่ ดยลมอมชลท่พี น่ ไป วนั ทนาปลาวาฬว่นุ วาย ฯ เขากก็ ลบั ใบบากออกจากท่ี เอาธูปเทียนบวงบนขนึ้ ลนลาน ถา้ สาคญั วา่ เทา่ ไรในวิถี ถึงทวารพยคั ฆที นั ใด ตอนมาถึงเมอื งจนี ประหลาดหลากก่อเขา้ กบั เขาใหญ่ เรอื ไปสองขา้ งอยกู่ ลางคนั ถา้ นบั วนั ก็ไดส้ ามสบิ สามวนั ท่กี ่อลอ้ มลว้ นแหล่งแกลง้ สรร กไ็ ดส้ ามรอ้ ยโยชนเ์ ศษสงั เกตมี เป็นนริ นั ดรรกั ษาระวงั การ มีป้อมปืนยนื เย่ียมอยสู่ องฟาก ไดค้ มุ ไพรส่ บิ หม่ืนรกั ษาสถาน ยงั ป้อมขวางไวก้ ลางชลาลยั มาถามการข่าวขอ้ คดดี ี เป็นสง่าศกึ งามทง้ั สามป้อม พระผผู้ ่านอยธุ ยาวดศี รี เอาโยธาเจนจดั ใหผ้ ลดั กนั จาเรญิ ราชไมตรตี ามโบราณ ฝ่ายจีนจงเอยี้ ซง่ึ เป็นใหญ่ แลว้ กร็ อื้ ดทู รงสง่ สณั ฐาน ก็ลงเรือรีบพลนั มทิ นั นาน แลว้ เกณฑเ์ จา้ พนกั งานลงคมุ ไป ฝ่ายทตู ตอบว่าพระราชสาร เครอื่ งครบอาวธุ สรรพไสว มาจมิ้ กอ้ งโดยคลองประเพณี กแ็ ลน่ ไปตามเรอ่ื งรถั ยา ฝ่ายจนี จดหมายเอารายช่อื อรญั วาสเรา่ ก็ไรร้ ุกขา แตจ่ ากดจดไปจนไฝปาน พสธุ าดาดาษดว้ ยคนไป ฯ กบั ทหารสามสิบใสเ่ รือรบ พนกั งานป้องกนั ใหค้ รรไล เห็นวารีนนั้ ไมม่ มี จั ฉาชาติ บนอากาศขาดหมสู่ กณุ า ๒๙
กรุงธนบรุ ีเป็นราชธานีเพยี ง ๑๕ ปี หลงั จากท่ีสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราชสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษก ขึน้ เป็นปฐมบรมกษัตริยแ์ ห่งราชวงศจ์ ักรี และทรง ยา้ ยราชธานีจากฝ่ังตะวนั ตก มายังฝ่ังตะวันออกของแม่นา้ เจา้ พระยา ทาใหพ้ ระราชวังกรุงธนบุรีว่างลง กรุงธนบรุ จี งึ ถกู ลดบทบาทลงไปกระท่งั กลายเป็นสว่ นหนงึ่ ของกรุงรตั นโกสินทร์ สาหรบั พระราชวังกรุงธนบุรี ต่อมาได้กลายเป็นท่ีประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ จนถึงในรชั สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ไดพ้ ระราชทานใหก้ องทพั เรือ ใชเ้ ป็นท่ีตงั้ ของโรงเรียนนายเรือ และภายหลงั จากสงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ ไดเ้ ป็นท่ตี งั้ ของกองบญั ชาการกองทพั เรอื จนถึงปัจจบุ นั พระบรมสาทสิ ลกั ษณ์ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช แผนทแี่ สดงอาณาเขตในปกครองของกรุงธนบุรี สมยั สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ท้องพระโรงของพระราชวงั เดมิ สมัยธนบรุ ี ๓๐
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: