แผนการจดั การเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ ว21102 นางสาวจนั ธิรตั น์ หมานจิตร ตาแหน่ง ครู คศ.1 1 โรงเรโียรนงเทรีปียรนาทษีปฎรราพ์ ษิทฎยราพ์ ิทยา อาเภออเกาาเภะสอมเกยุ าจะสงั หมวยุ ดั จสงั รุ หาวษดั ฎสรรุ ธ์ าาษนฎี รธ์ านี สานักงสาานนเขักตงาพนนื้ เทขตี่กพารนื้ ศทึก่ีกษาารมศธัึกยษมาศมึกธั ษยามเศขึกตษ1า1เขต 11
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1 ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 เรื่อง พลังงานความรอ้ น บทท่ี 1 ความรอ้ นกบั การเปลีย่ นแปลงของสสาร เวลา 3 ช่ัวโมง โรงเรียนทีปราษฎรพ์ ทิ ยา เรอ่ื ง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 ผู้สอน นางสาวจนั ธิรัตน์ หมานจิตร วันท่สี อน ............เดือน…………………พ.ศ.……… สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปล่ียนแปลงและการถา่ ยโอนพลังงานปฏิสัมพนั ธ์ ระหวา่ ง สสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั เสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ตัวชีว้ ัด 1. ว 2.3 ม.1/1 อธิบายและเปรียบเทยี บการจัดเรียง อนภุ าค แรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งอนภุ าค และการ เคลอ่ื นทขี่ องอนภุ าคของสสาร ชนดิ เดียวกนั ในสถานะของแข็ง ของเหลว และแกส๊ โดยใชแ้ บบจำลอง 2. ว 2.3 ม.1/2 อธิบายความสมั พันธ์ระหวา่ งพลงั งาน ความรอ้ นกบั การเปล่ยี นสถานะของ สสาร โดยใชห้ ลักฐานเชิงประจกั ษแ์ ละแบบจำลอง ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวัง 1. อธบิ ายและเปรยี บเทยี บการจดั เรยี งอนุภาค แรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งอนุภาค และการเคลื่อนทข่ี อง อนุภาคของสสารชนิดเดียวกันในสถานะของแขง็ ของเหลว และแก๊ส โดยใช้แบบจำลองได้ (K) 2. สร้างแบบจำลองเพอ่ื อธบิ ายการจดั เรียงอนภุ าค แรงยดึ เหนยี่ วระหว่างอนุภาค และการเคลือ่ นท่ี ของอนุภาคของสสารชนิดเดียวกนั ในสถานะของแขง็ ของเหลว และแกส๊ ได้ (P) 3. เปน็ คนช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสงสยั และเป็นสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่นื ได้ (A) สาระสำคญั สารแตล่ ะชนิดต่างประกอบด้วยเน้ือสารทีเ่ ป็นอนภุ าคเล็กๆ อยู่รวมกันมากมาย อนุภาคเล็กๆ เหล่าน้ี ไมส่ ามารถมองเหน็ ได้ แตอ่ นุภาคเหลา่ น้ีสามารถแสดงสมบตั ิของสารได้ การจดั เรยี งและการยดึ เหนี่ยวของ อนุภาค ทำให้สารแตล่ ะชนิดแสดงสมบตั ิเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สาระการเรียนรแู้ กนกลาง 1. การจัดเรียงอนภุ าคของสสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
2. แรงยดึ เหนย่ี วระหว่างอนภุ าคของสสารในสถานะของแขง็ ของเหลว และแก๊ส 3. การเคลือ่ นทข่ี องอนภุ าคของสสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สาระการเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ - สมรรถนะ 1. ความสามารถในการคดิ 2. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน - การประเมินผลรวบยอด 1. มีความสามัคคีและสามารถทำงานรว่ มกับสว่ นร่วมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ 2. มคี วามสามารถในการนำเสนอผลงานได้อยา่ งเต็มศกั ยภาพ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (1 ชวั่ โมง) ข้นั ท่ี 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ (engagement) (10 นาที) นักเรยี นเข้าสู่บทเรยี นหน่วยที่ 5 เรือ่ งพลงั งานความรอ้ น 1. ครูอภปิ รายเชอ่ื มโยงกบั เหตุการณใ์ นชีวติ ประจำวัน เช่น การเปล่ยี นสถานะ โดยใช้คำถาม “การ เปลย่ี นสถานะมีอะไรบ้าง และเก่ียวข้องกบั พลังงานความร้อนอย่างไร” (แนวคำตอบ : ในระดบั ประถมศึกษา นกั เรียนไดเ้ รียนรูม้ าแล้วว่าสสารสามารถเปล่ยี นสถานะจากสถานะหน่งึ เปน็ อกี สถานะหนง่ึ ได้) 2. ครเู ชอื่ มโยงเข้าสู่บทเรยี นโดยใชค้ ำถามเพอ่ื กระต้นุ ความรูข้ องนกั เรียน “พลังงานความรอ้ น เกี่ยวขอ้ งกับการเปล่ยี นแปลงอนื่ ๆ ของสสารอกี หรอื ไม่ อยา่ งไร” (แนวคำตอบ : ดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน) 3. ใหน้ ักเรียนสงั เกตภาพนำหน่วยในหนังสือเรยี นเกี่ยวกบั การหลอมแกว้ หรอื ภาพ วีดิทศั นห์ รือสอ่ื อ่ืนๆเพม่ิ เติมเกีย่ วกับการผลิตผลติ ภัณฑ์จากแก้ว พรอ้ มทั้งอ่านเน้อื หานำหนว่ ยและรว่ มกนั อภิปรายโดยอาจใช้ คำถามดังต่อไปน้ี 3.1 “จากเร่อื งทอ่ี า่ น กล่าวถึงวสั ดุชนิดใด? (แนวคำตอบ : แกว้ )” 3.2 “การทำผลิตภณั ฑ์จากแกว้ ใหม้ ีรูปทรงต่าง ๆ เก่ยี วข้องกบั พลงั งานความร้อนหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : นกั เรยี นตอบไดโ้ ดยใชส้ ำนวนภาษาของตนเอง เช่น การทำผลิตภัณฑจ์ ากแก้วเก่ยี วข้องกบั พลงั งานความรอ้ น โดยใหค้ วามร้อนกับแกว้ ใน เตาหลอม ความรอ้ นจะทำใหแ้ กว้ หลอมเหลว จากนั้นจงึ ขึ้นรปู แลว้ นำแก้วทผ่ี ่านการขึ้นรูปไป อบเพื่อปรบั ลดอณุ หภมู ลิ งอย่างชา้ ๆ จนกระทั่ง ถึงอุณหภมู ิปกติ) ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและคน้ หา (exploration) (20 นาท)ี 1. นักเรียนแบง่ กล่มุ กลุ่มละ 2-3 คน จากน้ันนักเรียนแต่ละกล่มุ สงั เกตภาพ 5.1 การระเหิดของ ไอโอดีน อา่ นเน้ือหานำเรื่อง และรู้จกั คำสำคัญ ทำกจิ กรรม ทบทวนความรู้กอ่ นเรียน ในหนงั สือเรียนรายวิชา พ้นื ฐานวิทยาศาสตร์ เล่ม 2 หนา้ 5 เพื่อประเมนิ ความรู้ พื้นฐานของนกั เรียนเกย่ี วกบั สสารและสถานะของ สสาร เพอ่ื ให้นักเรียนมีความรพู้ ื้นฐาน ทถี่ กู ต้องและเพยี งพอท่จี ะเรียนเร่อื งแบบจำลอง อนภุ าคของสสารในแต่ ละสถานะต่อไป ข้ันท่ี 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (explanation) (10 นาท)ี 1. ตรวจสอบความรู้เดิมเกยี่ วกับแบบจำลองอนุภาคของสสารในแตล่ ะสถานะของนักเรยี น โดยใหท้ ำ กจิ กรรม รู้อะไรบ้างก่อนเรยี น นกั เรียนสามารถเขยี นและวาดภาพไดต้ ามความเข้าใจของตนเอง 2. รว่ มกันอภิปรายเพอ่ื ให้ไดข้ อ้ สรุปวา่ สสารเปน็ ส่ิงต่าง ๆ ทีอ่ ยู่รอบตวั เรา มมี วล และต้องการทอ่ี ยู่ พบไดท้ ัง้ ในสถานะของแขง็ ของเหลว และแกส๊ สสารในสถานะท่ีแตกต่างกันมีสมบตั ิทง้ั ท่เี หมอื นกนั และ แตกต่างกนั ข้ันที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (elaboration) (5 นาที) นกั เรียนร่วมกนั สงั เกตเหรยี ญกษาปณ์ ไดแ้ ก่ เหรยี ญ 1 บาท เหรยี ญ 5 บาท และเหรยี ญ 10 บาท ท่ี ครูนำมา พรอ้ มตอบคำถามจากครเู พ่อื ต่อยอดความรู้ คำถาม สาเหตุใดเหรียญที่ผลติ จากโลหะ จงึ สามารถพิมพล์ ายตา่ งๆ ได้ ? (แนวคำตอบ : เรม่ิ จากการ หลอมโลหะตา่ งๆ ด้วยการใหค้ วามรอ้ น เมื่อโลหะได้รับความร้อน การจดั เรียงอนุภาคของโลหะจะเปลย่ี นแปลง ทำให้โลหะเปล่ียนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว จากนัน้ จงึ เทของเหลวลงในแมพ่ ิมพ์ซ่ึงมลี ักษณะเปน็ แทง่ เมื่ออณุ หภมู ลิ ดลง การจดั เรยี งอนุภาคจะเปลย่ี นแปลงอีกครั้งหน่ึง ทำใหม้ กี ารเปลย่ี นสถานะจากของเหลว กลบั มาเปน็ ของแข็ง ได้แทง่ โลหะ นำแท่งโลหะมารดี เปน็ แผน่ ตดั แผน่ โลหะให้มีขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลาง ความ หนา และน้ำหนกั ตามทก่ี ำหนดจะได้เหรยี ญทีม่ ีลกั ษณะกลมแบน ทัง้ สองดา้ นไมม่ ลี วดลาย จากนัน้ นำเข้าสู่ กระบวนการพมิ พ์ลายตอ่ ไป)
ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมิน (evaluation) (15 นาท)ี แบบทดสอบ เร่อื ง แบบจำลองอนภุ าคของสสารในแตล่ ะสถานะเปน็ อยา่ งไร การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ (2 ช่ัวโมง) ข้นั ที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (engagement) (20 นาที) ครูนำเข้าส่กู ิจกรรมท่ี 5.1 แบบจำลองอนภุ าคของสสารในแต่ละสถานะเป็นอย่างไร โดยอาจใชค้ ำถาม กระตุ้นความสนใจวา่ สสารแต่ละชนดิ ประกอบดว้ ยอนภุ าคขนาดเล็กซ่งึ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เคย จินตนาการหรือไมว่ ่าอนุภาคเลก็ ๆเหลา่ น้ปี ระกอบเข้าด้วยกนั จนเป็นสสารในสถานะต่างๆได้อยา่ งไรและทราบ หรอื ไมว่ า่ การจัดเรยี งอนุภาคสง่ ผลตอ่ รปู รา่ งและปริมาตรของสสารในแต่ละสถานะอย่างไร ข้นั ที่ 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา (exploration) (30 นาที) นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 2-3 คน ศึกษากิจกรรมท่ี 5.1 แบบจำลองอนภุ าคของสสารในแตล่ ะสถานะ เปน็ อยา่ งไร นักเรียนจะไดเ้ รียนรเู้ กย่ี วกบั การจดั เรยี งอนุภาค แรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งอนุภาค และการเคลือ่ นท่ีของ อนุภาค ผา่ นการสรา้ งและใชแ้ บบจำลองอนภุ าค ขั้นท่ี 3 ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation) (30 นาท)ี การนำเสนอผลการทำกจิ กรรม ครสู ่มุ เลอื กบางกลุ่มนำเสนอ โดยอาจติดผลการทำกิจกรรม รอบผนัง หอ้ งเรียนหรือจัดแสดงทโี่ ตะ๊ และนักเรียนทกุ คนเดินศกึ ษา (gallery walk) โดยวธิ ีการ นำเสนอข้ึนอยกู่ ับ ลกั ษณะของผลงานท่ีนกั เรยี นสร้าง จากนั้นนำเสนอ และอภปิ รายคำตอบรว่ มกันเพือ่ ให้ไดข้ ้อสรปุ ว่า อนุภาคของของแขง็ จะส่นั อย่กู ับท่ี และเรยี งชิดกนั โดยมีแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนุภาคมากกว่าของเหลวและแกส๊ อนภุ าคของของเหลวอย่ใู กล้กนั โดยมแี รงยดึ เหน่ียวระหว่างอนภุ าคนอ้ ยกวา่ ของแข็งแต่มากกวา่ แก๊ส อนุภาคของของเหลวจงึ เคล่ือนท่ไี ดแ้ ต่ไม่ เปน็ อิสระโดยจะเคลอื่ นทร่ี อบ ๆอนุภาคใกล้เคยี งอนุภาคของแกส๊ อยหู่ า่ งกนั มากโดยมีแรงยดึ เหน่ียวระหว่าง อนุภาคน้อยมาก อนุภาคจงึ เคลอื่ นท่ีได้อย่างอิสระทกุ ทิศทาง ขั้นท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (elaboration) (20 นาที) เช่ือมโยงไปสูก่ ารเรยี นในเร่อื งต่อไปว่า เมือ่ สสารในแต่ละสถานะไดร้ บั หรือสญู เสยี ความร้อน จะสง่ ผล ต่ออุณหภมู ิของสสารหรอื ไม่อยา่ งไร และปัจจยั ใดบา้ งท่ีมีผลต่อการเปลยี่ นแปลงอุณหภูมขิ องสสาร
ขั้นที่ 5 ข้นั ประเมิน (evaluation) (20 นาที) นักเรยี นสามารถตอบคำถาม ดังต่อไปน้ี 1. การจัดเรียงอนภุ าค แรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งอนุภาค และการเคลอ่ื นท่ขี องอนุภาคของสสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และแกส๊ เปน็ อย่างไร เหมือนหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร (แนวคำตอบ : การจัดเรียงอนุภาคแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาคและการเคล่อื นท่ขี องอนุภาคของ สสารในแต่ละสถานะมีความแตกตา่ งกัน อนภุ าคของของแข็งจะเรียงชดิ กัน โดยมแี รงยึดเหน่ียวระหวา่ งอนภุ าค ของของแข็งมากกวา่ ของเหลวและแก๊ส และส่ันอย่กู ับที่ อนุภาคของของเหลวอยู่ใกลก้ ัน โดยแรงยดึ เหนี่ยว ระหว่างอนุภาคของของเหลวนอ้ ยกว่าของแขง็ แตม่ ากกวา่ แกส๊ อนุภาคของของเหลวจึงเคลอ่ื นที่ได้แตไ่ ม่เปน็ อสิ ระ โดยจะเคล่อื นท่รี อบ ๆ อนุภาคใกลเ้ คียง อนุภาคของแก๊สอยหู่ า่ งกนั มาก โดยแรงยดึ เหน่ยี วระหว่าง อนภุ าคนอ้ ยมาก อนภุ าคจึงเคล่ือนทีไ่ ด้อย่างอสิ ระทกุ ทศิ ทาง) 2. แบบจำลองอนุภาคท่ีสรา้ งข้นึ มอี ะไรบ้างทไ่ี ม่สามารถแสดงใหเ้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ (แนวคำตอบ : เช่น ขนาดอนภุ าค จำนวนอนภุ าค ระยะห่างระหวา่ งอนุภาค การเคลือ่ นทข่ี อง อนภุ าค) 3.. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร (แนวคำตอบ : การจัดเรยี งอนุภาคแรงยึดเหนย่ี วระหว่างอนภุ าคและการเคลอื่ นทข่ี องอนุภาคของ สสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊สมีทงั้ ส่วนทีเ่ หมอื นกันและแตกต่างกนั อนุภาคของของแขง็ จะเรยี ง ชดิ กันมากกวา่ ของเหลวและแกส๊ โดยมีแรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งอนภุ าคมากกว่าของเหลวและแกส๊ อนภุ าคของ ของแข็งส่ันอยู่กับที่ ในขณะที่อนภุ าคของของเหลวเคลือ่ นท่ีไดร้ อบๆอนุภาคใกล้เคียงและอนุภาคของแก๊ส เคลอื่ นทไี่ ด้อย่างอิสระทกุ ทิศทาง)
การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธวี ัด เคร่อื งมือวดั เกณฑ์การประเมิน 1. อธิบายและเปรยี บเทยี บ - นกั เรยี นทำแบบทดสอบ - แบบทดสอบ เรอ่ื ง ร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ การจดั เรียงอนุภาค แรงยดึ เรอ่ื ง แบบจำลองอนุภาค แบบจำลองอนุภาคของ ( 7 คะแนน ) ผา่ นเกณฑ์ เหน่ียวระหวา่ งอนุภาค และ ของสสารในแต่ละสถานะ สสารในแต่ละสถานะเป็น การเคลื่อนทีข่ องอนภุ าคของ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ สสารชนิดเดียวกันในสถานะ เป็นอยา่ งไร อย่างไร ( 14 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ ของแข็ง ของเหลว และแกส๊ โดยใชแ้ บบจำลองได้ (K) - นักเรียนทำกิจกรรมท่ี - กจิ กรรมที่ 5.1 รอ้ ยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. สร้างแบบจำลองเพอื่ 5.1 แบบจำลองอนุภาค แบบจำลองอนุภาคของ ( 14 คะแนน ) ผา่ นเกณฑ์ อธิบายการจดั เรียงอนุภาค ของสสารในแต่ละสถานะ สสารในแต่ละสถานะเปน็ แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งอนภุ าค และการเคลอื่ นทขี่ องอนุภาค เปน็ อยา่ งไร อยา่ งไร ของสสารชนิดเดยี วกันใน สถานะของแขง็ ของเหลว - สงั เกตการทำกิจกรรม - แบบสังเกตการทำ และแกส๊ ได้ (P) ของนักเรยี นรายกลุ่ม กิจกรรมของนกั เรียนราย 3. เปน็ คนชา่ งสังเกต ชา่ งคดิ - ประเมินผลการนำเสนอ ช่างสงสัย และเปน็ สามารถ กลมุ่ ทำงานรว่ มกับผู้อ่ืนได้ (A) ผลงาน - แบบประเมนิ ผลการ นำเสนอผลงาน ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้ 1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 2. แบบทดสอบ เร่อื ง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแตล่ ะสถานะเปน็ อยา่ งไร 3. กิจกรรมที่ 5.1 แบบจำลองอนภุ าคของสสารในแตล่ ะสถานะเป็นอยา่ งไร 4. วสั ดแุ ละอปุ กรณ์ ไดแ้ ก่ กระดาษ ดินสอสี กรรไกร ดนิ นำ้ มัน โฟม ลกู ปงิ ปอง
แบบฝึกห เร่ือง แบบจำลองอนุภาคของสส คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามในตารางให้ถกู ตอ้ ง สถานะของสสาร การจัดเรียงอนภุ าคของสสาร แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งอน สสาร ของแข็ง o กระจัดกระจาย o แรงยดึ เหนี่ยวไม ได้แก่ 1).......................... o แนบชดิ ตดิ กนั o แรงยึดเหนี่ยวไม o แรงยดึ เหนี่ยวม 2)……………………... o หา่ งกันแบบพอดี ๆ ตอบ ............................. 3)……………………... o แรงยดึ เหนย่ี วไม 4)……………………... ตอบ ....................................... o แรงยึดเหน่ียวไม o แรงยึดเหนย่ี วม 5)……………………... ตอบ ............................. ของเหลว o กระจัดกระจาย o แรงยึดเหน่ยี วไม ไดแ้ ก่ 1).......................... o แนบชิดติดกัน o แรงยดึ เหนยี่ วไม o แรงยึดเหน่ียวม 2)……………………... o หา่ งกันแบบพอดี ๆ ตอบ ............................. 3)……………………... 4)……………………... ตอบ ....................................... 5)……………………... แก๊ส o กระจัดกระจาย ได้แก่ 1).......................... o แนบชิดติดกัน 2)……………………... o ห่างกันแบบพอดี ๆ 3)……………………... 4)……………………... ตอบ ....................................... 5)……………………...
หัด สารในแต่ละสถานะเป็นอยา่ งไร ช่ือ_______________________________ช้ัน_________เลขที่______ ลักษณะทศ่ี กึ ษา นุภาคของ การเคลือ่ นทร่ี ะหวา่ งอนภุ าค รูปร่าง ปรมิ าตร ของสสาร มม่ นี อ้ ย o คงที่ o คงท่ี มม่ ี o เคลื่อนทีไ่ ดแ้ ต่ไมอ่ ิสระ o ไม่คงที่ o ไม่คงที่ มีมาก o ไม่เคลอ่ื นทแี่ ต่จะสนั่ o เคลื่อนทแ่ี บบอสิ ระ ........... ตอบ ....................................... ตอบ ........................ ตอบ ...................... ม่มีนอ้ ย o เคล่อื นที่ได้แต่ไม่อสิ ระ o คงท่ี o คงท่ี ม่มี o ไมเ่ คลอื่ นที่แตจ่ ะสัน่ o ไม่คงที่ o ไมค่ งที่ มมี าก o เคล่ือนที่แบบอสิ ระ ........... ตอบ ....................................... ตอบ ........................ ตอบ ...................... มม่ นี อ้ ย o เคลอ่ื นที่ได้แตไ่ ม่อิสระ o คงท่ี o คงท่ี มม่ ี o ไม่เคลอ่ื นทแ่ี ต่จะสนั่ o ไม่คงที่ o ไม่คงท่ี มมี าก o เคลื่อนทแ่ี บบอิสระ ........... ตอบ ....................................... ตอบ ........................ ตอบ ......................
แบบฝ เร่อื ง แบบจำลองอนภุ าคของสสา คำชี้แจง ให้นักเรียนวาดภาพการจัดเรียงอนุภาคของสสารแต่ละสถานะลงใน กำหนดให้ แทน อนุภาคของสสาร c แกว้ นำ้ อยูใ่ นสถานะ....................
ฝกึ หัด ารในแต่ละสถานะเป็นอยา่ งไร(ตอ่ ) นภาพทก่ี ำหนดให้ พร้อมทง้ั ระบายสใี หส้ วยงาม ไอน้ำ อยู่ในสถานะ....................... น้ำ อยใู่ นสถานะ.......................
บันทึกหลงั สอน 1. ผลการสอน สอนได้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ มจี ุดประสงค์ K P A มีการบูรณาการ คุณธรรม / การตา้ นการทุจริต / หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง สอนไม่ไดต้ ามแผนการจัดการเรยี นรู้ เนอ่ื งจาก .......................................................................... ....................................................................................................................................................... 2. ปัญหาและอปุ สรรค กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ ไมเ่ หมาะสมกบั เวลา มีนักเรียนทำใบงาน/ใบกจิ กรรมไม่ทนั ตามกำหนดเวลา มีนกั เรียนทไี่ มส่ นใจเรียน อืน่ ๆ ............................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ควรนำแผนไปปรบั ปรงุ เร่ือง ...................................................................................................... ....................................................................................................................................................... แนวทางแกไ้ ขนกั เรียนทีไ่ ม่ผ่านการประเมนิ /ไม่สนใจเรียน ให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั เพิ่มเติม โดยให้เพื่อนในชน้ั เรียนชว่ ยกันอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจใน เนื้อหาทีเ่ รียน ครบู วกคะแนนเพ่ิมให้นกั เรยี นท่ีสอนใหเ้ พ่ือนจนเข้าใจเนอ้ื หาท่เี รียน เพอ่ื เปน็ การ เสรมิ แรงทางบวก ไม่มีขอ้ เสนอแนะ ลงชื่อ ........................................... ผู้บันทึก ( นางสาวจันธิรัตน์ หมานจิตร) ครูผู้สอน
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 5 เรือ่ ง พลังงานความรอ้ น บทท่ี 1 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร เวลา 3 ชัว่ โมง โรงเรยี นทีปราษฎร์พทิ ยา เรื่อง ความรอ้ นกบั การเปลี่ยนอณุ หภมู ิของสสาร ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 ผู้สอน นางสาวจนั ธิรัตน์ หมานจติ ร วนั ทส่ี อน ............เดอื น…………………พ.ศ.……… สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลย่ี นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งานปฏสิ มั พนั ธ์ ระหวา่ ง สสารและพลงั งาน พลงั งานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคล่นื ปรากฏการณ์ทีเ่ กีย่ วข้องกับเสียง แสง และคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ตัวช้ีวัด 1. ว 2.3 ม.1/4 ใช้เทอรม์ อมิเตอรใ์ นการวัดอุณหภูมขิ องสสาร ผลการเรยี นรทู้ คี่ าดหวัง 1. อธบิ ายการเปล่ยี นอณุ หภูมิของสสารเนอ่ื งจากได้รบั หรอื สูญเสียความร้อน (K) 2. ใชเ้ ทอร์มอมิเตอร์ในการวดั อณุ หภมู ขิ องสสาร (P) 3. เป็นคนช่างสงั เกต ช่างคิด ชา่ งสงสัย และเป็นสามารถทำงานร่วมกับผอู้ น่ื ได้ (A) สาระสำคัญ ปจั จัยท่ีมีผลตอ่ การเปลีย่ นแปลงอณุ หภูมิของสสาร ได้แก่ ปริมาณความร้อนท่ีสสารไดร้ ับหรอื สญู เสีย มวล และ ความร้อนจำเพาะของสาร สาระการเรยี นร้แู กนกลาง 1. ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลยี่ นแปลงอุณหภมู ขิ องสสาร สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถนิ่ - สมรรถนะ 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน - การประเมินผลรวบยอด 1. มคี วามสามัคคีและสามารถทำงานร่วมกบั สว่ นรว่ มไดอ้ ย่างมคี วามสขุ 2. มีความสามารถในการนำเสนอผลงานได้อย่างเต็มศกั ยภาพ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (1 ช่วั โมง) ขัน้ ที่ 1 ข้ันสรา้ งความสนใจ (engagement) (10 นาที) นกั เรยี นสงั เกตภาพ 5.9 การใชเ้ ทอรม์ อคัปเปิล วัดอณุ หภมู ิของอาหาร อ่านเนือ้ หานำเรอื่ ง และ รู้จัก คำสำคญั ทำกิจกรรมทบทวนความรูก้ อ่ นเรียน ในหนงั สอื เรียนรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ เล่ม 2 หน้า 23 เพือ่ ประเมนิ ความร้พู ้นื ฐานของนักเรียนเก่ยี วกบั การใชเ้ ทอรม์ อมิเตอร์หากพบวา่ นกั เรียนยังมคี วามรู้ พื้นฐาน ไม่ถกู ต้อง ครคู วรทบทวนหรือแกไ้ ขความ เข้าใจผิดของนกั เรียน เพื่อใหน้ กั เรียนมคี วามรู้พื้นฐาน ท่ีถกู ตอ้ งและ เพยี งพอทีจ่ ะเรียนเรื่องความรอ้ นกบั การเปลี่ยนอณุ หภมู ิของสสารตอ่ ไป ขน้ั ที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) (20 นาที) 1. นักเรยี นแบ่งกล่มุ กล่มุ ละ 2-3 คน จากน้นั นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ ร่วมกนั อภิปรายเพ่ือใหไ้ ดข้ ้อสรปุ วา่ การส่ันและการเคล่ือนทข่ี องอนภุ าคทำให้เกิดพลงั งานความรอ้ นในสสาร ซง่ึ เราไม่สามารถวัดได้โดยตรงแต่เรา สามารถวดั ระดบั พลงั งานความรอ้ นของสสารได้ด้วยการวดั อุณหภูมโิ ดยใช้เทอร์มอมเิ ตอร์ 2. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั ศึกษากิจกรรมท่ี 5.2 ปจั จยั ใดบา้ งท่มี ีผลต่อการเปลีย่ นแปลงอุณหภูมิ ของสสาร ตอนท่ี 1 2.1 ก่อนทำกิจกรรม ครนู ำอภิปรายในหัวขอ้ ตอ่ ไปนี้ 2.1.1 ให้นกั เรียนอ่านวธิ ีการดำเนนิ กจิ กรรมตอนท่ี 1 ในหนังสอื เรียน และรว่ มกนั อภปิ รายในประเด็น ดังต่อไปน้ี • กจิ กรรมน้เี ก่ียวกับเรอ่ื งอะไร (แนวคำตอบ : ปัจจยั ท่มี ีผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงอณุ หภมู ิของนำ้ และ สารอื่น ๆ) • กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อย่างไร (แนวคำตอบ : นักเรียนตอบตามความคดิ ของตนเอง) • การทำกิจกรรม ตอนที่1ต้องใช้วสั ดุและอปุ กรณ์ใดบา้ ง (แนวคำตอบ : นกั เรยี นตอบตามรายการ
วัสดุอปุ กรณ์ครคู วรแนะนำวัสดุ อปุ กรณว์ ธิ กี ารใช้และข้อควรระวงั ในการใชเ้ ทียนไขและเทอรม์ อมิเตอร์ การ ควบคมุ ตวั แปรเพื่อใหผ้ ลการทดลองน่าเชอ่ื ถือ เช่น เทียนไขที่ใชเ้ ปน็ แหล่งพลังงานความรอ้ นตอ้ งเปน็ เทยี นไข ชนิดเดียวกัน มีขนาดและความสูงเท่ากนั ) • นักเรยี นตอ้ งสังเกตหรอื รวบรวมขอ้ มลู อะไรบา้ ง และมวี ิธบี ันทึกผลอย่างไร (แนวคำตอบ : นักเรยี น ตอ้ งสังเกตและบนั ทึกอุณหภมู ิ ของน้ำในบกี เกอรท์ ุก ๆ 30 วินาทเี ปน็ เวลา 3 นาท)ี • นักเรยี นจะทราบได้อย่างไรวา่ นำ้ ทใี่ ส่ในบีกเกอร์มีมวล 60 กรัม (แนวคำตอบ : เนอื่ งจากน้ำปริมาตร 1 ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร มีมวล 1 กรมั ดงั น้ันตอ้ งใสน่ ำ้ ให้มปี ริมาตร 60 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร) 2.1.2 รว่ มกันระบุปัญหา สมมติฐาน และตวั แปรท่ีเกยี่ วข้องของการทดลองน้ีตวั อยา่ งเช่น (แนวคำตอบ : ปญั หา จำนวนเทยี นไขมีผลต่อการเปลยี่ นแปลงอุณหภูมิของนำ้ หรอื ไม่ สมมตฐิ าน เชน่ นำ้ ท่ีได้รับความร้อนจากเทยี นไขจำนวนมากกวา่ จะมอี ุณหภมู สิ ูงขน้ึ มากกวา่ ตัวแปรต้น จำนวนเทยี นไข ตัวแปรตาม อณุ หภมู ขิ องนำ้ ตัวแปรควบคมุ ชนิด ขนาด และความสูงของเทียนไข ปรมิ าณน้ำ ขนาดและชนดิ ของบกี เกอร์ ระยะเวลาทีใ่ ห้ ความร้อน ชนิดของเทอรม์ อมเิ ตอร์ลกั ษณะการติดตงั้ หรือตำแหน่งของเทอรม์ อมเิ ตอร์) 2.1.3 นกั เรียนรว่ มกนั ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองบนกระดานหน้าชน้ั เรยี นก่อนลงมอื ทำ กิจกรรม 2.2 ระหว่างการทำกิจกรรม 2.2.1 เตรียมชดุ อุปกรณ์จำนวน 1 ชุดไว้หน้าชัน้ เรียน จากนนั้ ครูใหต้ วั แทนนกั เรยี น 2 – 3คน ออกมา สาธิตการทดลอง โดย ครูใหค้ วามช่วยเหลอื อย่างใกลช้ ดิ 2.2.2 ใหต้ ัวแทนนกั เรียนบันทกึ ผลการทดลองในตารางทีอ่ อกแบบไว้บนกระดานเพอ่ื ให้นกั เรยี น รว่ มกนั สังเกตผลการทดลอง 2.2.3 แสดงวิธกี ารเขยี นกราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างอุณหภูมกิ บั เวลาเป็นตัวอย่างหนา้ ช้นั เรยี น ขั้นท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (explanation) (10 นาที) 1. ตวั แทนนกั เรียนออกมาอภปิ รายผลการทำกิจกรรมเพื่อใหไ้ ดข้ ้อสรปุ ว่า ปริมาณความรอ้ นท่นี ้ำได้รบั สง่ ผลต่อการเปล่ียนแปลง อุณหภมู ิของนำ้ โดยน้ำในบีกเกอรท์ ่ีไดร้ ับความรอ้ นจากเทียนไข 2 เลม่ มีอุณหภูมิ สูงขน้ึ มากกวา่ ในบกี เกอรท์ ่ไี ดร้ ับความร้อน จากเทยี นไข 1 เลม่
ข้ันท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (elaboration) (5 นาที) นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถามจากครเู พอ่ื ต่อยอดความรู้ 1. อณุ หภมู กิ ับความร้อน เหมอื นหรอื แตกต่างกนั (แนวคำตอบ : แตกต่างกัน เพราะอุณหภมู ิ (temperature)คอื ระดับของพลังงานจลน์ เฉล่ียของแต่ละอนภุ าคของสสารซึ่งสมั พนั ธก์ ับพลงั งาน ความร้อน ในสสาร ความรอ้ น (heat)คือพลงั งานทถี่ ่ายโอนระหว่างสสาร ทมี่ ีอณุ หภมู แิ ตกต่างกนั ) 2. นกั เรยี นคดิ ว่า “สสารทีม่ อี ุณหภมู ติ ำ่ จะไม่มีพลงั งานความรอ้ น” เปน็ ความคิดที่ถกู ตอ้ งหรอื ไม่ อยา่ งไร (แนวคำตอบ : สสารท่มี อี ณุ หภมู ติ ่ำยังคงมีพลงั งานความร้อน อนภุ าค ของสสารอณุ หภมู ิต่ำยงั คงมี การสนั่ และเคลอ่ื นท่ีดงั นัน้ สสารท่มี ีอณุ หภมู ติ ่ำยังคงมีพลังงานความรอ้ น ยกเวน้ สสารทม่ี อี ุณหภมู ิ 0 องศา สัมบรู ณ์หรอื 0 เคลวิน หรอื -273.15 องศาเซลเซียส) 3. นกั เรยี นคิดวา่ “สสารท่ีมีอุณภูมิสงู จะลดอุณหภมู ติ ัวเอง หรอื สสาร ทม่ี ีอณุ หภูมิต่ำจะเพิ่มอุณหภูมิ ตัวเองโดยอตั โนมตั ิ” เป็นความคิดที่ถกู ต้องหรอื ไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : สสารจะมอี ณุ หภมู สิ ูงขน้ึ กต็ ่อเม่ือ ไดร้ บั ความรอ้ น และสสารจะมอี ุณหภูมิต่ำลงกต็ อ่ เม่ือสญู เสยี ความร้อน) ข้ันท่ี 5 ข้ันประเมนิ (evaluation) (15 นาท)ี นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม 1. การทดลองน้ีต้องการศกึ ษาปจั จัยใดทมี่ ีผลต่อการเปลยี่ นแปลงอุณหภมู ขิ องนำ้ (แนวคำตอบ : ปริมาณความร้อนทนี่ ำ้ ไดร้ ับ) 2. การเปลย่ี นแปลงอุณหภูมิของน้ำในบีกเกอร์ทัง้ สองแตกตา่ งกันหรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ : แตกต่างกัน เพราะน้ำในบีกเกอรท์ ี่ได้รับปรมิ าณความรอ้ นจากเทยี นไข 2 เล่ม มอี ุณหภูมสิ ูงขนึ้ มากกวา่ น้ำใน บีกเกอรท์ ่ไี ดร้ ับปรมิ าณความร้อนจากเทยี นไข 1 เลม่ เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที) 3. สมมติฐานที่นกั เรยี นตง้ั ไว้เหมอื นหรือแตกต่างกบั ผลการทดลองหรือไม่ อยา่ งไร (แนวคำตอบ : ขน้ึ อยูก่ ับการตั้งสมมตฐิ านของนักเรยี น เชน่ เหมอื นกัน ผลการทดลองสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานที่ วา่ นำ้ ในบีก เกอร์ทไ่ี ด้รับความรอ้ นจากเทยี นไขจำนวนมากกวา่ จะมีอณุ หภมู สิ ูงขึ้นมากกวา่ ) 4. จากกจิ กรรมตอนที่ 1 สรปุ ได้ว่าอย่างไร (แนวคำตอบ : ปริมาณความร้อนที่น้ำได้รบั สง่ ผลตอ่ การ เปล่ียนแปลงอณุ หภมู ขิ องน้ำ โดยน้ำในบีกเกอร์ท่ีไดร้ บั ความรอ้ นจากเทียนไข 2 เลม่ มีอุณหภูมสิ งู ขึ้นมากกว่า นำ้ ในบีกเกอรท์ ่ีไดร้ ับความรอ้ นจากเทียนไข 1 เล่ม เน่อื งจาก เทียนไข 2 เลม่ ให้ปริมาณความรอ้ นมากกว่า เทียนไข 1 เลม่ )
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (2 ชวั่ โมง) ขนั้ ที่ 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ (engagement) (20 นาท)ี นกั เรยี นสังเกตชดุ การทดลองที่ครเู ตรียมไว้เรียบรอ้ ยแล้ว และรว่ มกนั อภิปรายในประเด็นดังต่อไปน้ี 1.1 การทำกิจกรรม ตอนท่ี 2 ต้องใช้วสั ดุและอปุ กรณใ์ ดบ้าง (แนวคำตอบ : นกั เรยี นตอบตาม รายการวสั ดอุ ุปกรณค์ รคู วรแนะนำ วิธีและข้อควรระวงั ในการใชช้ ดุ ตะเกียงแอลกอฮอลแ์ ละเทอรม์ อมเิ ตอร์การ ควบคุมตวั แปรเพ่ือให้ผลการทดลอง นา่ เชอ่ื ถอื เช่น ควรใช้ชดุ ตะเกยี งแอลกอฮอลช์ ดุ เดยี วกนั เปน็ แหล่งความ รอ้ นให้กับนำ้ ทั้ง 2 บีกเกอร)์ 1.2 นกั เรยี นตอ้ งสังเกตหรือรวบรวมขอ้ มูลอะไรบา้ งและมีวธิ บี ันทึกผลอยา่ งไร (แนวคำตอบ : นักเรียนต้องสงั เกตและบนั ทึกอุณหภมู ิ ของนำ้ ในบีกเกอร์ทกุ ๆ 1 นาทีเปน็ เวลา 5 นาที) 1.3 ร่วมกนั ระบุปญั หา สมมติฐาน และตวั แปรท่ีเกย่ี วข้องของการทดลองนี้ (แนวคำตอบ : ปญั หา มวลของนำ้ มีผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงอณุ หภูมิของน้ำหรอื ไม่ สมมติฐาน เช่น น้ำทมี่ มี วลนอ้ ยกวา่ จะมีอุณหภูมิสูงขนึ้ มากกว่า ตวั แปรต้น มวลของนำ้ ตวั แปรตาม อณุ หภูมิของนำ้ ตัวแปรควบคุม ปริมาณความร้อนที่นำ้ ได้รับ ขนาดและความสงู ของเปลวไฟจากตะเกยี ง แอลกอฮอล์ (แหลง่ ความ ร้อนจากตะเกยี งแอลกอฮอล์ชดุ เดียวกนั )ขนาดและชนดิ ของบกี เกอร์ระยะเวลาที่ให้ ความรอ้ น ชนิด ของเทอร์มอมเิ ตอรล์ ักษณะการติดตง้ั หรอื ตำแหนง่ ของเทอรม์ อมิเตอร์) ขัน้ ท่ี 2 ขนั้ สำรวจและคน้ หา (exploration) (30 นาที) 1. ใหน้ กั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลมุ่ ละ 2 – 3 คน (กลมุ่ เดิม) 2. ให้นกั เรียนอ่านวิธกี ารดำเนินกิจกรรม 5.2 ปัจจยั ใดบา้ งท่มี ีผลต่อการเปลีย่ นแปลงอณุ หภมู ขิ อง สสาร ตอนที่ 2 ในหนังสือเรียน 3. นักเรียนร่วมกนั ออกแบบตารางบนั ทึกผลการทดลองบนกระดานหน้าชนั้ เรียนกอ่ นลงมอื ทำ กจิ กรรม 4. เตรียมชุดอปุ กรณ์จำนวน 1 ชดุ ไวห้ น้าช้ันเรียน จากนั้นครใู ห้ตัวแทนนกั เรียน 2 – 3คน ออกมา สาธิตการทดลอง โดยครใู หค้ วามช่วยเหลอื อย่างใกลช้ ดิ 5. ให้ตวั แทนนักเรียนบันทกึ ผลการทดลองในตารางทีอ่ อกแบบไว้บนกระดานเพ่อื ให้นกั เรียนร่วมกัน สังเกตผลการทดลอง 6. แสดงวธิ ีการเขียนกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอุณหภมู กิ ับเวลาเป็นตัวอย่างหนา้ ชน้ั เรียน
ขัน้ ที่ 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (explanation) (30 นาท)ี 1. การนำเสนอผลการทำกจิ กรรม นักเรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันอภิปรายและตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรม จากนนั้ นำเสนอและเปรยี บเทยี บผลการทำกิจกรรมกบั กลมุ่ อื่น ๆ หากมขี อ้ มูลใดคลาดเคลอ่ื นควรอภิปราย แกไ้ ขให้ถกู ตอ้ ง 2. นักเรยี นอภิปรายและควรลงขอ้ สรปุ ได้ว่า “มวลของนำ้ มีผลต่อการเปลย่ี นแปลงอุณหภูมขิ องนำ้ โดยนำ้ มวล 75 กรมั มอี ณุ หภูมิสูงขึน้ มากกวา่ นำ้ มวล 150 กรมั เมอื่ ได้รบั ความร้อนปริมาณเท่ากนั ” ขน้ั ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (elaboration) (20 นาที) ครนู ำอภิปรายวา่ จากการทดลองตอนที่ 1 และ 2 นักเรยี นทราบแล้วว่า ปริมาณความรอ้ นท่ีน้ำได้รบั และมวล ของน้ำมีผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงอุณภมู ิของน้ำ นกั เรียนคดิ วา่ ชนิดของสสารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง อณุ หภูมิของ สสารหรอื ไมอ่ ย่างไร (แนวคำตอบ : มสี สารแต่ละชนดิ มีการเปลี่ยนแปลงอณุ หภมู ิแตกตา่ งกนั เมื่อ ได้รับความร้อนเท่ากนั ) เพือ่ นำไปส่กู ารออกแบบการทดลองในคาบตอ่ ไป ขัน้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (evaluation) (20 นาที) นกั เรยี นตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม 1. การทดลองนีต้ อ้ งการศึกษาปจั จัยใดท่มี ผี ลต่อการเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมขิ องน้ำ (แนวคำตอบ : มวล ของนำ้ ) 2. เม่อื ให้ความรอ้ นแก่น้ำในบีกเกอร์ทง้ั สอง ในเวลาเท่ากัน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมขิ องน้ำแตกต่าง กนั หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : แตกต่างกัน เมอื่ เวลาผ่านไป 5 นาทนี ้ำมวล 75 กรมั มีอุณหภูมิสงู ขนึ้ มากกวา่ น้ำมวล 150 กรัม) 3. สมมตฐิ านท่ีนกั เรยี นตั้งไว้เหมอื นหรอื แตกต่างจากผลการทดลองหรือไม่ อยา่ งไร (แนวคำตอบ : เหมือนหรือแตกตา่ งกนั ขนึ้ อยูก่ ับการต้งั สมมตฐิ านของนักเรยี น เชน่ เหมือนกนั ผลการทดลอง สอดคลอ้ งกบั สมมตฐิ านที่ว่า น้ำในบกี เกอร์ท่มี ีมวลนอ้ ยกว่าจะมีอณุ หภมู ิสงู ข้ึนมากกว่า) 4. จากกิจกรรมตอนที่ 2 สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร (แนวคำตอบ : มวลของนำ้ มีผลตอ่ การเปล่ียนแปลง อณุ หภูมิของน้ำ โดยน้ำมวล75กรมั มีอุณหภูมิสงู ขนึ้ มากกว่า นำ้ มวล 150 กรมั เมอื่ ไดร้ ับความรอ้ นปริมาณ เทา่ กัน)
การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรยี นรู้ วิธวี ัด เคร่อื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน -ร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ 1. อธิบายการเปล่ยี นอณุ หภมู ิ - นักเรยี นตอบคำถามทา้ ย - คำถามทา้ ยกิจกรรมที่ ( 7 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ ของสสารเน่อื งจากได้รบั หรอื กจิ กรรมที่ 5.2 ปัจจยั 5.2 ปัจจยั ใดบ้างท่ีมีผลตอ่ ร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ ( 7 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ สญู เสียความรอ้ น (K) ใดบ้างที่มีผลต่อการ การเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมิ เปลยี่ นแปลงอณุ หภมู ิของ ของสสาร ตอนท่ี 1 สสาร ตอนที่ 1 - คำถามท้ายกิจกรรมท่ี - นกั เรยี นตอบคำถามทา้ ย 5.2 ปัจจัยใดบา้ งที่มีผลตอ่ กิจกรรมท่ี 5.2 ปจั จัย การเปล่ยี นแปลงอณุ หภมู ิ ใดบา้ งทีม่ ีผลตอ่ การ ของสสาร ตอนที่ 2 เปลีย่ นแปลงอณุ หภูมขิ อง สสาร ตอนท่ี 2 2. ใช้เทอรม์ อมเิ ตอรใ์ นการวัด - นกั เรยี นทำกิจกรรมท่ี - ใบกิจกรรมที่ 5.2 ปัจจยั อุณหภูมขิ องสสาร (P) 5.2 ปัจจยั ใดบ้างที่มีผลต่อ ใดบา้ งท่มี ีผลตอ่ การ การเปล่ียนแปลงอุณหภมู ิ เปล่ยี นแปลงอุณหภูมขิ อง ของสสาร ตอนที่ 1 สสาร ตอนท่ี 1 - นักเรยี นทำกิจกรรมท่ี - ใบกจิ กรรมที่ 5.2 ปจั จัย 5.2 ปัจจยั ใดบา้ งท่มี ีผลตอ่ ใดบ้างท่ีมีผลต่อการ การเปล่ยี นแปลงอณุ หภมู ิ เปลย่ี นแปลงอุณหภมู ิของ ของสสาร ตอนท่ี 2 สสาร ตอนที่ 2 3. เปน็ คนช่างสงั เกต ชา่ งคิด - สงั เกตการทำกิจกรรม - แบบสงั เกตการทำ ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ ชา่ งสงสยั และเป็นสามารถ ของนกั เรียนรายกลมุ่ กิจกรรมของนกั เรยี นราย ( 14 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ ทำงานร่วมกบั ผู้อืน่ ได้ (A) - ประเมินผลการนำเสนอ กลุ่ม ผลงาน - แบบประเมนิ ผลการ นำเสนอผลงาน
ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้ 1. หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 2. ใบกิจกรรมท่ี 5.2 ปจั จัยใดบา้ งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมิของสสาร ตอนที่ 1 3. ใบกจิ กรรมท่ี 5.2 ปัจจัยใดบา้ งทีม่ ีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมขิ องสสาร ตอนที่ 2 4. วัสดุและอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ 1. น้ำ 2. บกี เกอร์ขนาด 100 cm3 2 อนั 3. บีกเกอรข์ นาด 250 cm3 2 อนั 4. เทอร์มอมิเตอร์ 2 อัน 5. แทง่ แก้วคน 2 ดา้ ม 6. กระบอกตวง 1 อนั 7. ขาตั้งพรอ้ มท่ีจบั 2 ชุด 8. ชุดตะเกยี งแอลกอฮอล์ 1 ชุด 9. เทยี นไข 3 เลม่ 10. กระดาษกราฟ 2 แผ่น 12. นาฬกิ าจบั เวลา 1 เรอื น
กราฟแสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งอณุ หภูมกิ บั เวลา
บันทึกหลงั สอน 1. ผลการสอน สอนได้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ มจี ุดประสงค์ K P A มีการบูรณาการ คุณธรรม / การตา้ นการทุจริต / หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง สอนไม่ไดต้ ามแผนการจัดการเรยี นรู้ เนอ่ื งจาก .......................................................................... ....................................................................................................................................................... 2. ปัญหาและอปุ สรรค กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ ไมเ่ หมาะสมกบั เวลา มีนักเรียนทำใบงาน/ใบกจิ กรรมไม่ทนั ตามกำหนดเวลา มีนกั เรียนทไี่ มส่ นใจเรียน อืน่ ๆ ............................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ควรนำแผนไปปรบั ปรงุ เร่ือง ...................................................................................................... ....................................................................................................................................................... แนวทางแกไ้ ขนกั เรียนทีไ่ ม่ผ่านการประเมนิ /ไม่สนใจเรียน ให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั เพิ่มเติม โดยให้เพื่อนในชน้ั เรียนชว่ ยกันอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจใน เนื้อหาทีเ่ รียน ครบู วกคะแนนเพ่ิมให้นกั เรยี นท่ีสอนใหเ้ พ่ือนจนเข้าใจเนอ้ื หาท่เี รียน เพอ่ื เปน็ การ เสรมิ แรงทางบวก ไม่มีขอ้ เสนอแนะ ลงชื่อ ........................................... ผู้บันทึก ( นางสาวจันธิรัตน์ หมานจิตร) ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 5 เรือ่ ง พลงั งานความร้อน บทที่ 1 ความรอ้ นกบั การเปล่ยี นแปลงของสสาร เวลา 3 ช่ัวโมง โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา เรอื่ ง ความรอ้ นกับการเปล่ียนอุณหภูมขิ องสสาร (ตอ่ ) ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2562 ผสู้ อน นางสาวจนั ธิรตั น์ หมานจติ ร วนั ท่ีสอน ............เดือน…………………พ.ศ.……… สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสมั พันธ์ ระหว่าง สสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคลนื่ ปรากฏการณ์ทเ่ี กย่ี วข้องกับเสียง แสง และคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้ารวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด 1. ว 2.3 ม.1/3 วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และ คำนวณปรมิ าณความร้อนที่ทำให้สสาร เปลี่ยนอุณหภมู แิ ละเปลยี่ นสถานะ โดยใช้สมการ Q = mcΔt และ Q = mL 2. ว 2.3 ม.1/4 ใช้เทอรม์ อมเิ ตอรใ์ นการวัดอณุ หภมู ิของสสาร ผลการเรยี นร้ทู ่คี าดหวัง 1. อธิบายการเปลยี่ นอณุ หภูมิของสสารเนอ่ื งจากได้รับหรือสูญเสียความร้อน (K) 2. คำนวณปริมาณความรอ้ นทที่ ำให้สสารเปล่ยี นอุณหภมู ิ (P) 3. ใชเ้ ทอร์มอมิเตอร์ในการวดั อณุ หภูมขิ องสสาร (P) 3. เป็นคนช่างสังเกต ชา่ งคดิ ชา่ งสงสยั และเป็นสามารถทำงานรว่ มกับผอู้ นื่ ได้ (A) สาระสำคัญ ปจั จัยท่มี ีผลต่อการเปลย่ี นแปลงอณุ หภมู ิของสสาร ได้แก่ ปริมาณความร้อนท่ีสสารได้รบั หรอื สูญเสีย มวล และ ความรอ้ นจำเพาะของสาร สาระการเรียนรแู้ กนกลาง 1. ปัจจัยทม่ี ีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมิของสสาร
สาระการเรียนรทู้ อ้ งถ่ิน - สมรรถนะ 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. ม่งุ มัน่ ในการทำงาน - การประเมินผลรวบยอด 1. มีความสามัคคีและสามารถทำงานรว่ มกบั สว่ นรว่ มไดอ้ ย่างมคี วามสขุ 2. มีความสามารถในการนำเสนอผลงานได้อยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ - การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (1 ชั่วโมง) ขนั้ ที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (engagement) (10 นาที) นักเรียนสรุปผลการทดลองกจิ กรรมที่ 5.2 ปัจจัยใดบา้ งที่มผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงอุณหภมู ิของสสาร ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 จากคาบที่แล้ว ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา (exploration) (20 นาท)ี 1. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 2-3 คน 2. ให้นกั เรยี นอา่ นวิธกี ารดำเนนิ กิจกรรมตอนที่ 3 ในหนังสอื เรยี น และร่วมกันอภปิ รายในประเด็น ดังต่อไปนี้ ครนู ำอภปิ รายว่า จากการทดลองตอนท่ี 1 และ 2 นักเรียนทราบแลว้ ว่า ปรมิ าณความรอ้ นทีน่ ำ้ ไดร้ ับ และมวล ของน้ำมผี ลต่อการเปล่ียนแปลงอณุ หภมู ิของนำ้ นักเรียนคดิ วา่ ชนิดของสสารมผี ลตอ่ การเปล่ียนแปลง อณุ หภมู ขิ อง สสารหรือไม่อย่างไร (แนวคำตอบ : มสี สารแต่ละชนดิ มกี ารเปลยี่ นแปลงอณุ หภมู แิ ตกต่างกัน เม่ือได้รับความรอ้ นเทา่ กนั ) เพอื่ นำไปสู่การออกแบบการทดลอง 3. ร่วมกนั ระบปุ ญั หา สมมตฐิ าน และตัวแปรที่เกี่ยวขอ้ งของการทดลองน้ีตวั อยา่ งเช่น (แนวคำตอบ : ปญั หา ชนิดของสสารมผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงอณุ หภมู ขิ องสสารหรอื ไม่ สมมติฐาน เชน่ สสารต่างชนดิ กันจะมกี ารเปลยี่ นแปลงอณุ หภมู ิแตกตา่ งกัน
ตัวแปรตน้ ชนดิ ของสสาร ตัวแปรตาม อณุ หภมู ขิ องสสาร ตวั แปรควบคุม ปรมิ าณความรอ้ นทสี่ สารได้รับ มวลของสสารขนาดและความสูงของเปลวไฟ จากตะเกียงแอลกอฮอล์ (แหล่งความร้อนจากตะเกียงแอลกอฮอลช์ ุดเดียวกัน) ขนาดและชนดิ ของบีกเกอร์ ระยะเวลาท่ีให้ ความร้อน ชนิดของเทอร์มอมเิ ตอรล์ กั ษณะการตดิ ต้ังหรือตำแหนง่ ของเทอร์มอมเิ ตอร์) 4. นกั เรยี นออกแบบการทดลองเพอื่ ตรวจสอบสมมติฐาน 5. ควรแนะนำให้นักเรยี นวางแผนการทำงานรว่ มกนั ระบวุ สั ดอุ ุปกรณ์ทตี่ ้องการ พรอ้ มท้งั ออกแบบ ตารางบนั ทึกผลให้ เรยี บร้อยก่อนทำกิจกรรม 6. แจกอุปกรณใ์ ห้นักเรียนทำกจิ กรรมรว่ มกนั นักเรียนทำกิจกรรมตามขน้ั ตอนพร้อมกบั บนั ทึกการ เปลย่ี นแปลงท่ีเกิดขึน้ ข้นั ท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (explanation) (10 นาท)ี 1. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอผลการทดลองของกลุ่มตนเองเพื่อตรวจสอบความรู้ จากนัน้ นำเสนอและเปรยี บเทยี บผลการทำกิจกรรมกบั กลมุ่ อ่นื ๆ หากมี ข้อมลู ใดคลาดเคลือ่ นควรอภปิ รายแก้ไขให้ ถูกต้อง 2. นกั เรยี นอภิปรายเพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อสรุปว่า ชนิดของสสารมีผลต่อการเปล่ยี นแปลงอุณหภูมโิ ดยเม่อื เวลา ผ่านไป น้ำมันพืชมีอณุ หภมู เิ พมิ่ ขน้ึ มากกว่านำ้ ขนั้ ท่ี 4 ขัน้ ขยายความรู้ (elaboration) (5 นาที) นักเรียนอ่านเนื้อหาในหนงั สอื เรยี นเพ่อื ให้นักเรียนเรียนรเู้ พ่มิ เตมิ เก่ียวกับปัจจยั ท่ีมีผลต่อการ เปลีย่ นแปลงอณุ หภมู ิ ของสสารเดมิ เกย่ี วกับแบบจำลองอนภุ าคของสสารในแตล่ ะสถานะของนักเรยี น โดยให้ ทำกจิ กรรม รู้อะไรบา้ งก่อนเรียน นักเรยี นสามารถเขียนและวาดภาพไดต้ ามความเข้าใจของตนเอง โดยครไู ม่ เฉลยคำตอบและครูนำข้อมลู
ข้นั ที่ 5 ขัน้ ประเมิน (evaluation) (15 นาที) นกั เรยี นตอบคำถามท้ายกิจกรรม 1. การทดลองน้ีต้องการศึกษาปัจจยั ใดทีม่ ีผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงอณุ หภูมิของสสาร (แนวคำตอบ : ชนดิ ของสสาร) 2. เมือ่ ควบคมุ ตัวแปรในการทดลองนี้ สารต่างชนิดกนั มีการเปล่ยี นแปลงอณุ หภูมเิ หมอื นหรอื แตกต่างกนั หรอื ไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : แตกต่างกนั น้ำมันพืชจะมอี ุณหภูมเิ พ่ิมขน้ึ สงู กวา่ น้ำ) 3. สมมติฐานท่ีนักเรียนตงั้ ไวเ้ หมอื นหรอื แตกต่างจากผลการทดลองหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : ขน้ึ อยู่กับการต้งั สมมตฐิ านของนักเรยี น เชน่ เหมือนกนั ผลการทดลองสอดคล้องกบั สมมตฐิ านท่ี ว่า เม่อื ไดร้ บั ปรมิ าณความร้อนเท่ากนั นำ้ มันพืชจะมีอุณหภูมิสงู กว่านำ้ ) 4. จากกจิ กรรมตอนที่ 3 สรุปไดว้ า่ อย่างไร (แนวคำตอบ : ชนิดของสสารมีผลตอ่ การเปลยี่ นแปลง อุณหภูมิโดยเมื่อเวลาผ่านไป 3 นาทีน้ำมันพืชมีอณุ หภมู เิ พมิ่ ข้ึนสูงกวา่ นำ้ ) 5. จากกิจกรรมทงั้ 3 ตอน สรุปได้ว่าอย่างไร (แนวคำตอบ : ปัจจยั ทีม่ ีผลต่อการเปล่ยี นแปลงอณุ หภูมิ ของสสารไดแ้ ก่ ปริมาณความรอ้ นท่ีสสารได้รบั มวลของสสาร และชนิดของสสาร) การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (2 ชวั่ โมง) ขั้นที่ 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ (engagement) (20 นาที) นกั เรียนตอบคำถามเพ่ือกระตุ้นความรเู้ ดิมจากครู 1. “เมอื่ เราไปเดินเลน่ ชายทะเลในเวลาเชา้ ตรู่ เราสัมผสั กับสสารรอบตัว เชน่ หาดทราย นำ้ ทะเล หรือ แม้แต่อากาศ เราจะรูส้ ึกถงึ อณุ หภมู ิของสสารท่ีแตกต่างกนั หรอื ไม่? ถ้าเรากลบั ไปเดินชายทะเลอีกครั้งในชว่ ง กลางวันทม่ี แี ดดจัด เราจะรูส้ กึ ถึงอุณหภูมิของสสารที่แตกต่างกันหรือไม่ ถ้าแตกต่างกันนักเรยี นคดิ ว่าเปน็ เพราะเหตใุ ด” (แนวคำตอบ : ในการทำใหส้ สารต่างชนดิ กันทมี่ มี วล 1 หน่วยเทา่ กัน มอี ุณหภมู เิ พ่มิ ขน้ึ 1 หนว่ ยเท่ากนั จะใช้ปรมิ าณความรอ้ นที่แตกต่างกัน ปรมิ าณความร้อนนเ้ี ปน็ ความร้อนจำเพาะของสาร) 2. นักเรียนศกึ ษาความร้อนจำเพาะของสาร จากตาราง 5.1 ความรอ้ นจำเพาะของสาร และตอบ คำถามจากตาราง 2.1 สารใดมีคา่ ความรอ้ นจำเพาะมากทส่ี ุด และน้อยทสี่ ดุ ตามลำดับ (แนวคำตอบ : นำ้ และทอง ตามลำดับ) 2.2 เมือ่ สารเหล่าน้ีมมี วลเทา่ กนั ไดร้ บั ความร้อนในปรมิ าณเท่ากนั สารเหล่านีจ้ ะมีอณุ หภมู ิเพิม่ ขน้ึ
เทา่ กนั หรือไม่ อยา่ งไร และสารใดจะมีอุณหภูมิเพ่มิ ขน้ึ มากทีส่ ุด เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ : เมอ่ื สารเหล่าน้ี มมี วลเทา่ กัน ได้รับความรอ้ นในปรมิ าณเท่ากนั สารเหลา่ นีจ้ ะมอี ณุ หภมู ิเพ่มิ ข้นึ แตกตา่ งกัน ทราบได้จากคา่ ความรอ้ นจำเพาะของสาร ทองจะมีอณุ หภมู เิ พิ่มข้ึนมากท่สี ุดเนื่องจาก มคี ่าความร้อนจำเพาะนอ้ ยท่ีสุดโดย ทอง1กรัม ตอ้ งการปรมิ าณความรอ้ น 0.03 แคลอรีในการ เปล่ยี นอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส) ข้ันที่ 2 ขั้นสำรวจและคน้ หา (exploration) (30 นาท)ี นกั เรียนแบง่ กลมุ่ ๆ ละ 2-3 คน ร่วมกนั ศึกษาการคำนวณปริมาณความรอ้ นท่ีทำให้อณุ หภูมิของสสาร เปล่ียนแปลงและปรมิ าณอ่นื ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งครูอาจให้นกั เรยี นสบื คน้ จากแหลง่ เรียนรอู้ น่ื ๆ เพม่ิ เตมิ ไดอ้ กี ด้วย จากน้ันครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายเพื่อตอบคำถามชวนคิด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) (30 นาที) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกนั ออกมาแสดงวิธีการคำนวณปรมิ าณความร้อนทท่ี ำใหอ้ ุณหภูมขิ องสสาร เปลย่ี นแปลงหนา้ กระดาน ขน้ั ที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (elaboration) (20 นาท)ี นักเรยี นตอบคำถามจากตาราง 5.1 ความรอ้ นจำเพาะของสารเพิ่มเตมิ เพอ่ื ตอ่ ยอดความรู้ 1. เมอื่ สารเหลา่ นมี้ มี วลเทา่ กัน ไดร้ ับความร้อนในปริมาณเท่ากนั สารเหล่านีจ้ ะมีอุณหภูมเิ พ่ิมขนึ้ เท่ากนั หรอื ไม่ อยา่ งไร และสารใดจะมีอุณหภูมิเพิม่ ข้ึนมากท่ีสุด เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ : เม่อื สารเหล่านี้ มีมวลเท่ากนั ได้รับความร้อนในปริมาณเทา่ กัน สารเหล่านี้จะมีอณุ หภูมเิ พิม่ ขนึ้ แตกตา่ งกัน ทราบได้จากคา่ ความร้อนจำเพาะของสาร ทองจะมอี ุณหภูมเิ พม่ิ ขึ้นมากท่สี ดุ เนื่องจาก มคี ่าความร้อนจำเพาะนอ้ ยทส่ี ดุ โดย ทอง 1 กรมั ตอ้ งการปริมาณความร้อน 0.03 แคลอรใี นการ เปลย่ี นอุณหภมู ิ 1 องศาเซลเซียส) 2. ถ้าสสาร 2 ชนดิ มมี วลเท่ากนั สญู เสียความร้อนในปรมิ าณเท่ากัน อณุ หภูมทิ ่ีเปลย่ี นไปของสสารน้ัน ๆ จะ แตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : แตกตา่ งกนั ขึ้นอยู่กบั ค่าความร้อนจำเพาะของสสารน้นั โดย สสารทีม่ ีความร้อนจำเพาะต่ำกวา่ จะ มอี ุณหภูมิลดลงมากกว่า) 3. แกว้ น้ำสองใบบรรจุน้ำรอ้ นอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เท่ากนั ใบแรกบรรจุนำ้ มวล 100 กรมั และ ใบท่ีสอง บรรจนุ ำ้ มวล 200 กรมั ตงั้ ไว้ทอ่ี ณุ หภมู ิห้องเป็นเวลา 20 นาที การเปลยี่ นแปลงอณุ หภมู ิของนำ้ ใน แกว้ ทัง้ 2 ใบจะเหมือนหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร (แนวคำตอบ : แตกตา่ งกนั ขน้ึ อยมู่ วลของน้ำ โดยนำ้ มวล 100 กรมั จะมีอุณหภมู ิลดลงมากกวา่ )
ขนั้ ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (evaluation) (20 นาที) นักเรียนสามารถตอบคำถามจากแบบฝึกหดั เรือ่ ง การคำนวณปริมาณความร้อนทีท่ ำให้อณุ หภูมิของ สสารเปล่ียนแปลง การวดั และประเมนิ ผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ วี ดั เคร่ืองมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ - ใบกิจกรรมท่ี 5.1 -ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 1. อธิบายการเปลี่ยนอุณหภูมิ - นกั เรียนทำกิจกรรมที่ แบบจำลองอนุภาคของ ( 7 คะแนน ) ผา่ นเกณฑ์ สสารในแต่ละสถานะเป็น ของสสารเนื่องจากได้ รบั หรอื 5.1 แบบจำลองอนุภาค อยา่ งไร ตอนที่ 3 รอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ ( 14 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ สญู เสียความร้อน (K) ของสสารในแต่ละสถานะ - แบบฝึกหัด เร่อื ง การ คำนวณปรมิ าณความร้อน ร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ 2. ใชเ้ ทอร์มอมเิ ตอรใ์ นการวดั เป็นอยา่ งไร ตอนที่ 3 ทีท่ ำให้อณุ หภูมิของสสาร ( 14 คะแนน ) ผา่ นเกณฑ์ อณุ หภูมิของสสาร (P) เปลยี่ นแปลง - แบบสงั เกตการทำ 3. คำนวณปริมาณความร้อน - นกั เรียนทำแบบฝกึ หัด กิจกรรมของนักเรียนราย ท่ที ำใหส้ สารเปลี่ยนอณุ หภูมิ เรอื่ ง การคำนวณปรมิ าณ กล่มุ - แบบประเมินผลการ (P) ความรอ้ นทท่ี ำให้อุณหภมู ิ นำเสนอผลงาน ของสสารเปลยี่ นแปลง 4. เปน็ คนช่างสงั เกต ชา่ งคดิ - สงั เกตการทำกจิ กรรม ช่างสงสัย และเปน็ สามารถ ของนกั เรยี นรายกลุ่ม ทำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื ได้ (A) - ประเมนิ ผลการนำเสนอ ผลงาน
ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 2. ใบกิจกรรมที่ 5.1 แบบจำลองอนภุ าคของสสารในแตล่ ะสถานะเป็นอยา่ งไร ตอนที่ 3 3. แบบฝึกหัด เร่ือง การคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้อุณหภมู ิของสสารเปล่ียนแปลง 4. วสั ดแุ ละอปุ กรณ์ ไดแ้ ก่ 1. นำ้ 2. บกี เกอรข์ นาด 250 cm3 2 อัน 3. เทอร์มอมเิ ตอร์ 2 อนั 4. แท่งแก้วคน 2 ดา้ ม 5. กระบอกตวง 1 อนั 6. ขาตัง้ พร้อมทีจ่ บั 2 ชดุ 7. ชุดตะเกียงแอลกอฮอล์ 2 ชดุ 8. สารอ่ืน ๆ เชน่ น้ำมันพืช 9. กระดาษกราฟ 10. นาฬิกาจับเวลา 1 เรือน
ช่ือ …………………………………………………………………………….ชน้ั ม……………..เลขท่ี…………. แบบฝกึ หดั เรอื่ ง การคำนวณปริมาณความร้อนทท่ี ำให้อณุ หภูมิของสสารเปล่ียนแปลง สูตรการหาปรมิ าณความร้อน คอื Q คือ …………………………………………..............มีหน่วย……………………………………………… m คอื …………………………………………..............มีหนว่ ย……………………………….…………….. c คอื ……………………………………………………..มีหนว่ ย……………………………………………… ∆t คือ ……………………………………………………..มหี นว่ ย.............………………………………..... โจทย์ปัญหา 1. ดาบซามไู รมีมวล 500 กรมั อณุ หภูมิ 25 Cํ นำไป 2. น้ำ 400 กรัม รอ้ นขน้ึ จาก 25 ํC เป็น 65 Cํ ตากแดดทิง้ ไวจ้ นมีอุณหภูมเิ ปน็ 60 Cํ ดาบซามไู รเลม่ นี้ จงคำนวณปริมาณความร้อนที่น้ำดดู กลืนเข้าไป ได้รบั ความรอ้ นจากแดดเท่าไร (ความจุความรอ้ น (ความจุความรอ้ นจำเพาะของน้ำ = 1 cal/g ํC) จำเพาะของเหล็ก = 0.11 cal/g ํC) วธิ ีคิด ............................................................................ วธิ ีคดิ ............................................................................ ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ตอบ........................................................................... ตอบ...........................................................................
ชือ่ …………………………………………………………………………….ช้นั ม……………..เลขท…ี่ ………. 3. กระทะทองแดงมมี วล 1 กิโลกรัม หลอมเหลวเสรจ็ ที่ 4. นำ้ แขง็ มวล 100 กรมั วางท้งิ ไว้จากอุณหภูมิ 0 ํC ทอ่ี ณุ หภมู ิ 1,083 ํC นำไปวางทิ้งไว้จนอณุ หภูมลิ ดลง เป็น 35 ํC จงคำนวณปรมิ าณความร้อนท่นี ้ำดดู กลืน เหลือ 50 ํC กระทะใบน้ีสญู เสยี ความร้อนจากแดด เขา้ ไป เท่าไร (ความจุความร้อนจำเพาะของน้ำ = 1 cal/g ํC) (ความจุความร้อนจำเพาะขอทองแดง = 0.09 cal/g Cํ ) วิธคี ดิ ............................................................................ วธิ ีคิด ............................................................................ ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... ....................................................................................... ...................................................................................... .................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ..................................................................................... ....................................................................................... ตอบ........................................................................... ................................................................................... วไปางสนาม้ำราอ้รถนนมำวไลป2ท0ำ0ใหก้เอรัมทาอนณุ อหลมภวมู ลิ 9400อ0งกศราัมเซลมเีอซณุ ียหสภไวูม้จเิ พน่มิอขุณ้นึ หไภด้กมู อ่ีลิ ตงดอศลบางเ.ซ.7..ล0..เ.ซ.อ..ยีง..สศ...า.(เ.ค.ซ.ว.ล.า.เ.ม.ซ..รีย..อ้ส..น..ค..จว..ำา..เม..พ.ร.า.้อ.ะ.น..ข.ท.อ..่ีนง..นำ้..ร.้ำ.้อ.แ..นล..ะ.ส..ท.ญู .า..เน.ส..อ.ีย.ล. มคี า่ 1 และ 0.59 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซยี ส ตามลำดับ) วธิ ที ำ........................................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................ ตอบ........................................................................................................................................................................................
ช่อื …………………………………………………………………………….ชั้นม……………..เลขที่………….
บันทึกหลงั สอน 1. ผลการสอน สอนได้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ มจี ุดประสงค์ K P A มีการบูรณาการ คุณธรรม / การตา้ นการทุจริต / หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง สอนไม่ไดต้ ามแผนการจัดการเรยี นรู้ เนอ่ื งจาก .......................................................................... ....................................................................................................................................................... 2. ปัญหาและอปุ สรรค กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ ไมเ่ หมาะสมกบั เวลา มีนักเรียนทำใบงาน/ใบกจิ กรรมไม่ทนั ตามกำหนดเวลา มีนกั เรียนทไี่ มส่ นใจเรียน อืน่ ๆ ............................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ควรนำแผนไปปรบั ปรงุ เร่ือง ...................................................................................................... ....................................................................................................................................................... แนวทางแกไ้ ขนกั เรียนทีไ่ ม่ผ่านการประเมนิ /ไม่สนใจเรียน ให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั เพิ่มเติม โดยให้เพื่อนในชน้ั เรียนชว่ ยกันอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจใน เนื้อหาทีเ่ รียน ครบู วกคะแนนเพ่ิมให้นกั เรยี นท่ีสอนใหเ้ พ่ือนจนเข้าใจเนอ้ื หาท่เี รียน เพอ่ื เปน็ การ เสรมิ แรงทางบวก ไม่มีขอ้ เสนอแนะ ลงชื่อ ........................................... ผู้บันทึก ( นางสาวจันธิรัตน์ หมานจิตร) ครูผู้สอน
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 4 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง พลังงานความร้อน บทท่ี 1 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร เวลา 3 ช่ัวโมง โรงเรียนทีปราษฎร์พทิ ยา เร่ือง ความร้อนกบั การเปลย่ี นสถานะของสสาร ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 ผูส้ อน นางสาวจันธริ ตั น์ หมานจิตร วนั ท่สี อน ............เดือน…………………พ.ศ.……… สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถา่ ยโอนพลังงานปฏิสมั พนั ธ์ ระหว่าง สสารและพลงั งาน พลงั งานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกย่ี วข้องกับเสียง แสง และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ตวั ชีว้ ัด 1. ว 2.3 ม.1/5 สร้างแบบจำลองทีอ่ ธิบายการขยายตัว หรอื หดตวั ของสสารเน่ืองจากได้รบั หรือสูญเสีย ความรอ้ น 2. ว 2.3 ม.1/6 ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความร้ขู องการหดและขยายตัวของสสารเนอ่ื ง จากความรอ้ น โดยวเิ คราะหส์ ถานการณ์ปญั หา และเสนอแนะวธิ กี ารนำความรูม้ าแก้ปัญหาในชีวติ ประจำวนั ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. อธิบายตัวอย่างเหตุการณ์การขยายตัวหรอื หดตวั ของสสารเนอ่ื งจากความร้อน พรอ้ มท้ังเสนอแนะ แนวทางการป้องกนั หรือแก้ไขปญั หาทีเ่ กดิ จากการขยายตวั หรือหดตวั ของสสารได้ (K) 2. สร้างแบบจำลองทอ่ี ธบิ ายการขยายตวั หรอื หดตัวของสสารเนอื่ งจากไดร้ ับหรอื สูญเสียความร้อน(P) 3. คำนวณเปลย่ี นหน่วยวัดอณุ หภูมริ ะบบต่างๆได้อยา่ งถกู ตอ้ ง (P) 4. เปน็ คนชา่ งสงั เกต ช่างคิด ชา่ งสงสยั และเป็นสามารถทำงานรว่ มกับผ้อู ่นื ได้ (A) สาระสำคญั ผลของความร้อนทีท่ ำให้สสารขยายตัวหรอื หดตวั การเปลีย่ นแปลงขนาดของสสารในสถานะ แก๊ส ของเหลวและของแข็งผ่านกิจกรรม สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง 1. การขยายตัว หรือหดตัวของสสารเนือ่ งจากไดร้ ับหรอื สูญเสียความรอ้ น 2. คำนวณเปลยี่ นหน่วยวดั อณุ หภมู ริ ะบบต่างๆ
สาระการเรียนรู้ทอ้ งถนิ่ - สมรรถนะ 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มงุ่ มั่นในการทำงาน - การประเมินผลรวบยอด 1. มีความสามัคคีและสามารถทำงานร่วมกบั ส่วนร่วมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข 2. มคี วามสามารถในการนำเสนอผลงานได้อย่างเตม็ ศกั ยภาพ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ (1 ชัว่ โมง) ขนั้ ที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ (engagement) (10 นาท)ี 1. ครนู ำภาพระดบั อุณหภูมิของส่งิ ตา่ งๆ มาให้นกั เรยี นดู แล้วอธิบายใหน้ กั เรียนฟังว่า เทอร์มอมิเตอร์ ที่ใช้วดั อุณหภูมิโดยทว่ั ไปสามารถวัดค่าอุณหภูมไิ ด้หลายหนว่ ย เช่น เซลเซียส ฟาเรนไฮต์ เคลวิน และโรเมอร์ เปน็ ตน้ 2. ครเู ขียนสัญลกั ษณห์ น่วยวดั อณุ หภมู ิ บนกระดาน แลว้ ให้นกั เรียนชว่ ยกนั บอกวา่ สัญลักษณบ์ น กระดานใชแ้ ทนหนว่ ยวดั อณุ หภมู ิใดบ้าง ขนั้ ที่ 2 ขัน้ สำรวจและค้นหา (exploration) (20 นาที) 1. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกันศกึ ษาใบความรู้ เรอื่ ง หนว่ ยวัดอุณหภูมิ 2. นกั เรยี นแต่ละคนตอบคำถามลงในแบบฝึกหัด เร่อื ง หน่วยวดั อุณหภูมิ ข้ันท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation) (10 นาที) 1. นกั เรียนร่วมกนั ศึกษาการเปลย่ี นหนว่ ยการวดั อณุ หภมู ขิ องเทอรโ์ มมเิ ตอร์โดยศกึ ษาจากส่อื การสอน เรอื่ ง มาเปลีย่ นหน่วยวัดอุณหภมู ขิ องเทอร์โมมิเตอรก์ นั เถอะ จากครู 2. นกั เรยี นร่วมกนั ฝกึ การคำนวณเพอื่ เปลย่ี นหน่วยการวัดมตี วั อยา่ ง ดังนี้ ตวั อย่างการคำนวณโดยใช้สูตร ระบบองศาเซลเซยี สอา่ นค่าอุณหภมู ไิ ด้ 50 °C
1) เปลีย่ นหนว่ ยวัดอณุ หภมู ิจากระบบองศาเซลเซียสไปเปน็ ระบบองศาฟาเรนไฮต์ จากสูตร ������ = ������−32 59 50 = ������−32 59 10 × 9 = F F = 90 + 32 F = 122 ตอบ ดังนน้ั ในระบบองศาฟาเรนไฮต์จะอ่านค่าอุณหภมู ิได้ 122 °F 2) เปล่ียนหน่วยวดั อณุ หภมู จิ ากระบบองศาเซลเซียสไปเป็นระบบเคลวนิ จากสตู ร ������ = ������−273 55 50 = ������−273 55 10 x 5 = K – 273 50 + 273 = K K = 323 ตอบ ดงั นน้ั ในระบบเคลวินจะอ่านคา่ อณุ หภูมิได้ 323 K และครูอาจเพิม่ เตมิ โจทย์คำนวณให้เหมาะสมกับนักเรยี นได้ ขนั้ ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (elaboration) (5 นาที) นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั สรปุ ประเด็นสำคญั เรือ่ ง หนว่ ยวดั อุณหภมู ขิ องเทอร์โมมิเตอร์ เป็นแผนผงั ความคดิ โดยสรปุ ทง้ั ความรเู้ ดิมและความร้ใู หม่แล้วนำมารวบรวมเรยี บเรยี งใหไ้ ด้ใจความสาระสำคญั ครบถ้วน ตามแนวความคดิ ของสมาชิกในกลมุ่
ขน้ั ที่ 5 ข้ันประเมิน (evaluation) (15 นาที) นักเรยี นตอบคำถามจากแบบฝกึ หัด เรือ่ ง การเปลี่ยนหนว่ ยวัดอณุ หภมู ิ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ (2 ชว่ั โมง) ข้นั ท่ี 1 ขน้ั สร้างความสนใจ (engagement) (20 นาท)ี 1. นกั เรียนดภู าพ 5.12 การยกตวั ของถนนทส่ี ามารถอธิบายหลักการทางวทิ ยาศาสตรเ์ กี่ยวกับการ ขยายตัวของสสาร เมือ่ ไดร้ บั ความรอ้ น โดยถนนท่ีสร้างขนึ้ ได้ออกแบบชอ่ งว่างที่รองรบั การขยายตวั นอ้ ยเกนิ ไป นอกจากน้ชี าวบ้านยังมคี วามเช่ืออ่ืน ๆ ในเชิงปรากฏการณเ์ หนอื ธรรมชาติ เช่น เปน็ การกระทำของพญานาค หรือส่งิ ศกั ดสิ์ ิทธ์ 2. นักเรียนทำแบบฝกึ หดั ทบทวนความรู้กอ่ นเรยี น ในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 สสวท. หนา้ ที่ 28-29 และตรวจสอบคำตอบ เพ่ือใหน้ ักเรียนมีความรูพ้ ้ืนฐานทถ่ี ูกตอ้ งและเพยี งพอทจ่ี ะเรยี น เร่ืองความรอ้ นกบั การขยายตวั หรอื หดตวั ของสสารต่อไป ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา (exploration) (30 นาที) 1. ก่อนทำกจิ กรรม 1.1 ครแู บ่งนักเรยี นออกเป็น 3 หรอื 6 กลุ่ม จากนัน้ ครูควรนำอภิปรายในหวั ข้อต่อไปนี้ 1.1.1 ใหน้ ักเรียนอ่านจุดประสงคข์ องกจิ กรรม จากนน้ั ครูใชค้ ำถามเพอ่ื อภปิ รายดังน้ี • กิจกรรมน้เี กี่ยวกบั เรื่องอะไร (แนวคำตอบ : ผลของความร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของอากาศ น้ำ และเหล็ก) • หลังการทำกิจกรรมแลว้ นักเรยี นจะรอู้ ะไร (แนวคำตอบ : อธิบายผลของความรอ้ นตอ่ การ เปลีย่ นแปลงขนาดของอากาศ นำ้ และ เหล็ก) 1.1.2 ในกรณที ี่แบง่ นักเรยี นออกเปน็ 6 กลุม่ ครคู วรมอบหมายให้แต่ละกลมุ่ ศึกษาผลของความร้อนตอ่ การ เปลยี่ นแปลงขนาด ของสสารท่แี ตกต่างกัน ดังน้ี • กลมุ่ ที่ 1 และ 2 ทำกิจกรรมตอนที่ 1 ศึกษาผลของความรอ้ นต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของอากาศ • กลมุ่ ท่ี 3 และ 4 ทำกิจกรรมตอนท่ี 2 ศึกษาผลของความรอ้ นต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของน้ำ • กลมุ่ ที่ 5 และ 6 ทำกจิ กรรมตอนท่ี 3 ศกึ ษาผลของความรอ้ นตอ่ การเปลีย่ นแปลงขนาดของเหล็ก 1.1.3 ใหน้ กั เรียนอา่ นวัสดุ อุปกรณ์วธิ ีดำเนนิ กิจกรรม จากน้นั ครอู ภิปรายวิธกี ารทำกิจกรรม พร้อมอาจแสดง หรือแนะนำ อปุ กรณ์ใหน้ กั เรียนทราบ จากนัน้ ครใู ช้คำถามถามนกั เรียนเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจจากการอ่าน
ดงั น้ี • การทำกิจกรรมต้องใชว้ ัสดุและอปุ กรณ์อะไรบ้าง (แนวคำตอบ : นักเรียนตอบตามรายการวสั ดุและ อุปกรณ์ครคู วรแนะนำวธิ แี ละ ขอ้ ควรระวงั ในการใชช้ ดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์) • นกั เรยี นต้องสังเกตหรือรวบรวมขอ้ มลู อะไรบา้ ง และมวี ิธีบันทกึ ผลอยา่ งไร (ตอนที่ 1 ให้นกั เรยี นสังเกตการเปล่ียนแปลงของลูกโป่ง พรอ้ มทงั้ บนั ทกึ ผลซง่ึ อาจอยใู่ นรปู แบบการเขยี น บรรยาย วาดภาพหรือบนั ทกึ คลปิ วิดที ัศนส์ ัน้ ๆ ตอนท่ี 2 ใหน้ ักเรียนสงั เกตและวัดระดับของน้ำสใี นหลอดนำแก๊ส พรอ้ มท้ังบันทกึ ผลเปน็ ตัวเลขและอาจให้ นกั เรยี น เขียนบรรยาย วาดภาพหรอื บนั ทกึ คลิปวิดที ัศนส์ น้ั ๆ ตอนที่ 3 ให้นกั เรยี นสงั เกตการเคลือ่ นทีข่ องลกู กลมเหล็กผ่านวงแหวนเหลก็ พร้อมทง้ั บันทึกผลซึง่ อาจอยใู่ น รูปแบบ การเขียนบรรยาย วาดภาพหรือบนั ทึกคลิปวดิ ที ัศน์สัน้ ๆ) 1.1.4 ควรแนะนำให้นกั เรียนวางแผนการทำงานรว่ มกัน พรอ้ มทง้ั ออกแบบการบนั ทกึ ผลใหเ้ รียบรอ้ ยกอ่ นทำ กิจกรรม 2. ระหวา่ งการทำกิจกรรม 2.1 แจกอุปกรณใ์ หน้ กั เรยี นทำกิจกรรมร่วมกนั นักเรียนทำกิจกรรมตามข้ันตอนพรอ้ มกับบนั ทึกผล การสงั เกตการเปล่ียนแปลง ทเี่ กดิ ขึ้นกับสารท่ีแต่ละกลมุ่ ไดร้ บั 2.1 ครเู ดนิ สังเกตนกั เรียนทุกกลมุ่ เพื่อแนะนำการทำกจิ กรรมแก่นักเรียนอย่างใกลช้ ดิ โดยเน้นให้ นกั เรียนทุกคนไดม้ สี ว่ นร่วม ในการทำกิจกรรม และสังเกตการบันทกึ ผลการสงั เกตของนกั เรียนเพอ่ื ให้ ขอ้ แนะนำ หากเกิดข้อผดิ พลาด หรอื ข้อมูลไมค่ รบถว้ นในการบนั ทกึ ผล รวมทง้ั นำขอ้ มลู ท่ีควรจะปรบั ปรงุ และ แกไ้ ขมาใชป้ ระกอบการอภปิ รายหลัง ทำกิจกรรม 3. หลงั ทำกจิ กรรม 3.1 นักเรยี นในแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั อภปิ รายและตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนัน้ นำเสนอและ เปรยี บเทียบผลการทำกิจกรรมกับกลมุ่ อน่ื ๆ หากมขี อ้ มลู ใดคลาดเคลอ่ื นครคู วรนำอภปิ รายแกไ้ ขให้ถกู ต้อง 3.2 นกั เรยี นอภิปรายเพ่อื ใหไ้ ดข้ ้อสรปุ ว่า เม่ืออากาศ น้ำ และลกู กลมเหล็กไดร้ ับความร้อนจะมี ปรมิ าตรเพมิ่ ขึ้นและ ขยายตวั ในทางตรงกันข้ามเมื่ออากาศ นำ้ และลูกกลมเหลก็ สญู เสียความร้อนจะมี ปรมิ าตรลดลงและหดตวั ซ่ึงการ เปลีย่ นแปลงท่เี กิดขึน้ เป็นการเปลย่ี นแปลงในระดบั อนภุ าคของสสาร 3.3 นกั เรียนอ่านเน้อื หาในหนังสอื เรียน เพ่ือใหน้ กั เรยี นเรียนร้เู พิม่ เติมเกย่ี วกบั การขยายตัวหรือหดตัว ของสสารเม่อื ไดร้ ับ หรือสญู เสียความรอ้ น
3.4 ใหน้ กั เรียนตอบคำถามระหว่างเรียน เพื่อประเมนิ ความเขา้ ใจเก่ยี วกับการขยายตัวหรือหดตัวของ สสารเม่อื ไดร้ ับหรอื สูญเสยี ความรอ้ น ขนั้ ท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (explanation) (30 นาที) นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ นำเสนอและอภปิ รายคำตอบรว่ มกันเพือ่ ให้ได้ข้อสรปุ วา่ เมื่อสสารไดร้ ับความรอ้ น จะขยายตวั เนอื่ งจากอนุภาคของสสารอยู่หา่ งกันมากขน้ึ ในทางตรงกนั ขา้ มเม่ือสสารสญู เสยี ความร้อนจะหดตัว เนอื่ งจากอนุภาคของสสารมอี ยใู่ กลก้ นั มากขึ้น โดยทีข่ นาดของอนภุ าคยงั คงเทา่ เดมิ ขนั้ ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (elaboration) (20 นาท)ี 1. นักเรียนอ่านเนอ้ื หาในหนงั สือเรียน เพือ่ ให้นกั เรียนเรียนรู้เพม่ิ เติมเกยี่ วกบั การขยายตัวหรอื หดตัว ของสสารในชวี ิต ประจำวนั ครอู าจให้นกั เรียนสบื คน้ จากแหล่งเรียนรอู้ ื่น ๆ เพิ่มเตมิ ไดอ้ ีกดว้ ย จากนั้นครูและ นักเรยี นรว่ มกนั อภิปราย โดยอาจใช้คำถามดงั น้ี 1.1 มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เกิดจากการขยายตัวหรือหดตัวของสสารอันเน่อื งมาจากความร้อน 1.2 เราสามารถใชป้ ระโยชน์จากการขยายตวั หรอื หดตัวของสสารอันเนอื่ งมาจากความรอ้ นไดอ้ ยา่ งไร บา้ ง 1.3 การขยายตวั หรอื หดตวั ของสสารอันเน่อื งมาจากความร้อนมโี ทษหรือสร้างความเสียหายตอ่ ชวี ติ และทรัพยส์ ินได้ อยา่ งไร และจะมีทางป้องกันหรอื แก้ปญั หาเหลา่ น้ีไดอ้ ยา่ งไร 2. จากสถานการณถ์ นนยกตวั ข้ึนเนอื่ งจากความรอ้ น นักเรียนแตล่ ะกลุ่มทำแผน่ พับเพื่ออธบิ ายสาเหตุ ของการยกตวั ของถนน พร้อมทงั้ เสนอแนะแนวทางการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาท่ีเกิดขึน้ เพอ่ื สื่อสารให้คนใน ชมุ ชนเข้าใจเหตุการณ์ ดังกล่าว โดยนกั เรียนต้องใช้ภาษาที่เขา้ ใจงา่ ยและใชแ้ บบจำลองอนภุ าคของสสาร ประกอบการอธบิ าย ขัน้ ที่ 5 ขัน้ ประเมิน (evaluation) (20 นาท)ี นกั เรยี นสามารถตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.3 ความร้อนส่งผลตอ่ สสารแต่ละสถานะอย่างไร ใน หนงั สือเรยี น สสวท. วทิ ยาศาสตรห์ นา้ ท่ี 28-29
การวัดและประเมนิ ผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธวี ัด เครื่องมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน -รอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ 1. อธบิ ายตวั อย่างเหตกุ ารณ์ - นกั เรยี นคำถามท้าย - คำถามท้ายกิจกรรมที่ ( 7 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ การขยายตัวหรอื หดตัวของ กิจกรรมที่ 5.3 ความร้อน 5.3 ความรอ้ นสง่ ผลต่อ สสารเน่ืองจากความร้อน สสารแต่ละสถานะอยา่ งไร รอ้ ยละ 70 ผ่านเกณฑ์ พร้อมทงั้ เสนอแนะ แนว ส่งผลตอ่ สสารแตล่ ะ ( 14 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ ทางการปอ้ งกนั หรอื แกไ้ ข สถานะอยา่ งไร ปัญหาท่ีเกดิ จากการขยายตวั ร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ หรือหดตัวของสสารได้ (K) ( 14 คะแนน ) ผา่ นเกณฑ์ 2. สรา้ งแบบจำลองทอ่ี ธบิ าย - นักเรียนสรา้ งแบบจำลอง - แบบจำลองท่อี ธบิ ายการ การขยายตวั หรือหดตวั ของ สสารเนอื่ งจากไดร้ บั หรอื ท่อี ธิบายการขยายตัวหรือ ขยายตวั หรือหดตัวของ สูญเสยี ความรอ้ น(P) หดตัวของสสารเนอ่ื งจาก สสารเน่ืองจากไดร้ ับหรอื 3. คำนวณเปลี่ยนหนว่ ยวัด อุณหภูมิระบบตา่ งๆได้อย่าง ได้รับหรือสูญเสยี ความ สญู เสยี ความร้อน ถูกตอ้ ง (P) รอ้ น 3. เปน็ คนชา่ งสังเกต ช่างคดิ ช่างสงสัย และเปน็ สามารถ - นักเรยี นทำแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัด เร่ือง หน่วย ทำงานร่วมกับผอู้ นื่ ได้ (A) เรอื่ ง หน่วยวดั อุณหภูมิ วัดอุณหภมู ิ - นกั เรยี นทำแบบฝกึ หัด - แบบฝกึ หดั เรอ่ื ง การ เรอื่ ง การเปลยี่ นหนว่ ยวัด เปลยี่ นหนว่ ยวดั อุณหภมู ิ อณุ หภมู ิ - สงั เกตการทำกิจกรรม - แบบสังเกตการทำ ของนักเรียนรายกลุม่ กจิ กรรมของนกั เรยี นราย - ประเมนิ ผลการนำเสนอ กลุม่ ผลงาน - แบบประเมนิ ผลการ นำเสนอผลงาน สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1 2. ภาพระดบั อุณหภมู ขิ องสงิ่ ต่างๆ 3. ใบความรู้ เรอ่ื ง หน่วยวดั อณุ หภูมิ 4. แบบฝกึ หัด เรอ่ื ง หน่วยวดั อณุ หภมู ิ 5. ส่ือการสอน เรอ่ื ง มาเปลย่ี นหน่วยวดั อุณหภมู ิของเทอร์โมมเิ ตอร์กนั เถอะ 6. แบบฝกึ หัด เร่ือง การเปล่ียนหนว่ ยวัดอุณหภมู ิ
7. วัสดแุ ละอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ 1) ขวดแก้วหรอื ขวดพลาสติก 1 ขวด 2) บกี เกอร์ขนาด 250 cm3 1 อัน 3) ลกู โป่ง 1 ลูก 4) ขนั พลาสติก 1 อัน 5) ขวดรปู กรวย ขนาด 125 cm3 2 ขวด 6) น้ำสี 350 cm3 7) หลอดแกว้ นำแกส๊ 2 หลอด 8) จุกยางเจาะรู 2 จกุ 9) น้ำรอ้ น อณุ หภูมปิ ระมาณ 80o C 500 cm3 10) นำ้ แข็ง 500 cm3 11) ชดุ ตะเกียงแอลกอฮอล์ 1 ชุด 12) ลูกกลมและ วงแหวนโลหะ 1 ชุด
ดวงอาทติ ย์ ํC อุณหภมู ิ ผวิ ของดวงอาทติ ย์ 6000 ไสห้ ลอดไฟ 2500 ตะเกยี งบนุ เซน็ 1500 น้าเดอื ด 100 รา่ งกายมนุษย์ 37 อุณภูมหิ อ้ ง 25 น้าแขง็ ละลาย 0 อาหารแชแ่ ขง็ -20 ออกซเิ จนเหลว -180 จุดเยอื กแขง็ สมั บูรณ์ -273 ภาพระดับอณุ หภมู ขิ องสิ่งต่างๆ
ใบความรู้ เรอื่ ง หน่วยวัดอณุ หภมู ิ ในการสรา้ งมาตราสว่ นหรือสเกลของเทอร์โมมเิ ตอร์ ไดก้ ำหนดจุดหลักไว้ 2 จุด คือ 1. จุดเดือด (Boiling Point) คอื จุดที่อุณหภมู ขิ องน้ำกำลงั เดอื ดเปลีย่ นสถานะกลายเป็นไอหรอื จดุ ท่อี ุณหภมู ขิ องไอนำ้ กำลังเปล่ยี นสถานะกลายเป็นน้ำทค่ี วามดนั ระดบั น้ำทะเล 2. จุดเยือกแขง็ (Freezing Point) คือ จุดที่อุณหภมู ขิ องน้ำแข็งกำลงั เปล่ยี นสถานะกลายเปน็ นำ้ หรือจดุ ทอ่ี ณุ หภมู ิของน้ำกำลงั เปล่ยี นสถานะกลายเปน็ น้ำแขง็ ทคี่ วามดนั ระดบั นำ้ ทะเล หนว่ ยทใี่ ชว้ ัดอุณหภูมิ มอี ยู่หลายหนว่ ย ท่ีนยิ มใช้ ได้แก่ - หน่วยองศาเซลเซยี ส (°C) ทแี่ บ่งมาตราสว่ นโดยนกั วทิ ยาศาสตร์ชาวสวเี ดน ชอ่ื อลั เดอรส์ เซลซิอัส (Anders Celsius) - หนว่ ยองศาฟาเรนไฮต์ (°F) คิดแบง่ มาตราสว่ นโดยนักวทิ ยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ช่อื กาบรีเอลิ ดานี เอิล ฟาเรนไฮท์ (Gabriel Daniel Fahrenheit) - หนว่ ยเคลวิน (K) ซง่ึ เป็นหนว่ ยในระบบเอสไอ คดิ แบ่งมาตราส่วนโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวองั กฤษ ชื่อ ลอรด์ เคลวิน (Load Kelvin) - โรเมอร์ (0R) เปน็ หนว่ ยทใ่ี ช้กนั มากในประเทศฝร่ังเศส เทอร์มอมเิ ตอร์มหี นว่ ยวัดบอกอณุ หภมู ิ 4 หน่วย 1. เซลเซียส (oC) เป็นหน่วยระบบเมตริก 2. ฟาเรนไฮต์ ( oF) เป็นหน่วยระบบอังกฤษ 3. เคลวิน (K) เป็นหนว่ ยในระบบ SI 4. โรเมอร์ (oR) เป็นหน่วยทใ่ี ช้กนั มากในประเทศฝรงั่ เศส
การเปล่ยี นหน่วยวัดอุณหภูมิ เทอร์โมมเิ ตอร์มีหน่วยวัดบอกอุณหภูมิ 5 หนว่ ย ถ้าเทอรม์ อมิเตอรแ์ บบเซลเซียส ฟาเรนไฮต์ โรเมอร์ เคลวิน และแบบอ่ืนๆ อ่านอุณหภมู ิ ได้ C, F, R, K และ X ตามลำดับ จะสามารถเทียบเปล่ยี นอณุ หภมู ิทอ่ี า่ นไดจ้ าก จะได้วา่ ตวั อยา่ งท่ี 1 อณุ หภูมิทีส่ ยามสแควร์วดั ได้ 27 องศาเซลเซียส จะมีคา่ เท่าใดในหนว่ ยระบบเอสไอ วิธีทำ จาก K = C + 273 = 27 + 273 = 300 เคลวนิ ตัวอยา่ งที่ 2 อุณหภูมขิ องรา่ งกายมนษุ ย์ 98.6 oF คดิ เป็นองศาเซลเซยี ส และเคลวิน ได้เท่าไร วธิ ที ำ แปลงเปน็ องศาเซลเซียส ������ = ������−32 59 แปลงเปน็ องศาเคลวิน ������ = 98.6 −32 59 ������ = 66.6 x 5 9 c = 37 K = 37 + 273 K = 310
แบบฝกึ หัด เรือ่ ง หนว่ ยวดั อณุ หภมู ิ คำชแี้ จง นกั เรยี นจงตอบคำถามดงั ต่อไปนีใ้ หถ้ กู ตอ้ ง 1. จำนวนชอ่ งของการแบง่ มาตราสว่ นระหว่างจดุ หลอมเหลวของน้ำ และจุดเดอื ดของน้ำในระบบองศา เซลเซยี ส (°C) ระบบองศาฟาเรนไฮต์ (°F) และระบบเคลวนิ (K) เท่ากันหรือไม่ อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. บอกหนว่ ยการวัดอณุ หภมู ิ จุดเยือกแข็ง และจุดเดอื ดใหถ้ ูกต้อง หน่วยวัด เซลเซียส เคลวนิ ฟาเรนไฮต์ โรเมอร์ จดุ เยอื กแขง็ จดุ เดอื ด 3. ให้เปลี่ยนหนว่ ยวดั อณุ หภมู ิใหถ้ กู ต้อง 3.1 ถ้าวัดอุณหภูมิได้ 300 เคลวิน อณุ หภมู ิน้มี คี ่าเท่าใดในหนว่ ยเซลเซียส วิธที ำ 3.2 ถา้ อุณหภูมิห้อง 25 องศาเซลเซยี ส เมื่อเทียบกบั องศาฟาเรนไฮต์ องศาโรเมอร์ และองศาเคลวิน จะมคี ่าเท่าใด วิธีทำ 4. เตมิ คา่ ของอุณหภูมลิ งในช่องว่างให้ถูกตอ้ งตามหน่วยทีก่ าหนด เซลเซยี ส ฟาเรนไฮต์ เคลวนิ โรเมอร์ R C =F =K หรือ K = +
แบบฝึ กหัด เร่ือง การเปลย่ี นหน่วยวดั อุณหภมู ิ คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามต่อไปนี้โดยแสดงวิธีคิด จำนวน 5 ขอ้ 1. อุณหภมู ทิ ่ีสยามสแควรว์ ัดได้ 27 องศาเซลเซยี ส จะมคี ่าเท่าใดในหน่วยระบบเอสไอ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. จงเปลย่ี นคา่ อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส ให้เป็นหนว่ ยของฟาเรนไฮต์ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. ตอนเช้าเดนิ ทางจากอำเภอเมือง จงั หวดั เลย อณุ หภมู ิ 5 องศาเซลเซียส ไปภูกระดงึ เม่ือ ขน้ึ ถึงยอดภูกระดงึ อณุ หภมู ิของอากาศเป็นกี่องศาฟาเรนไฮต์ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. อณุ หภูมิของร่างกายมนุษย์ 98.6 °F คิดเป็นองศาเซลเซยี ส และเคลวิน ได้เท่าไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
5. จงเปลี่ยนค่าอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส ใหเ้ ปน็ หนว่ ยของฟาเรนไฮต์ โรเมอร์ และเคลวิน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ชื่อ……………………………………………………….ห้อง…………เลขที่……
บันทึกหลงั สอน 1. ผลการสอน สอนได้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ มจี ุดประสงค์ K P A มีการบูรณาการ คุณธรรม / การตา้ นการทุจริต / หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง สอนไม่ไดต้ ามแผนการจัดการเรยี นรู้ เนอ่ื งจาก .......................................................................... ....................................................................................................................................................... 2. ปัญหาและอปุ สรรค กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ ไมเ่ หมาะสมกบั เวลา มีนักเรียนทำใบงาน/ใบกจิ กรรมไม่ทนั ตามกำหนดเวลา มีนกั เรียนทไี่ มส่ นใจเรียน อืน่ ๆ ............................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ควรนำแผนไปปรบั ปรงุ เร่ือง ...................................................................................................... ....................................................................................................................................................... แนวทางแกไ้ ขนกั เรียนทีไ่ ม่ผ่านการประเมนิ /ไม่สนใจเรียน ให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั เพิ่มเติม โดยให้เพื่อนในชน้ั เรียนชว่ ยกันอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจใน เนื้อหาทีเ่ รียน ครบู วกคะแนนเพ่ิมให้นกั เรยี นท่ีสอนใหเ้ พ่ือนจนเข้าใจเนอ้ื หาท่เี รียน เพอ่ื เปน็ การ เสรมิ แรงทางบวก ไม่มีขอ้ เสนอแนะ ลงชื่อ ........................................... ผู้บันทึก ( นางสาวจันธิรัตน์ หมานจิตร) ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 5 เร่อื ง พลงั งานความรอ้ น บทที่ 1 ความรอ้ นกบั การเปล่ียนแปลงของสสาร เวลา 3 ช่วั โมง โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา เร่อื ง ความรอ้ นกบั การเปลีย่ นสถานะของสสาร ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2562 ผ้สู อน นางสาวจนั ธิรตั น์ หมานจติ ร วันที่สอน ............เดอื น…………………พ.ศ.……… สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลีย่ นแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวนั ธรรมชาติของคลืน่ ปรากฏการณ์ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตวั ชว้ี ัด 1. ว 2.3 ม.1/3 วเิ คราะห์ แปลความหมายข้อมูล และ คำนวณปริมาณความร้อนทท่ี ำใหส้ สาร เปลยี่ นอุณหภมู ิและเปล่ียนสถานะ โดยใช้สมการ Q = mcΔt และ Q = mL 2. ว 2.3 ม.1/4 ใช้เทอร์มอมเิ ตอร์ในการวดั อุณหภูมขิ องสสาร ผลการเรียนรูท้ ี่คาดหวัง 1. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความรอ้ นกบั การเปล่ยี นสถานะของสสารโดยใช้แบบจำลอง (K) 2. คำนวณปริมาณความร้อนท่ที ำใหส้ สารเปล่ียนสถานะ (P) 3. ใชเ้ ทอรม์ อมิเตอรใ์ นการวดั อณุ หภมู ิของสสาร (P) 3. เปน็ คนช่างสงั เกต ชา่ งคิด ช่างสงสัย และเปน็ สามารถทำงานรว่ มกบั ผู้อน่ื ได้ (A) สาระสำคัญ ความรอ้ นแฝงจำเพาะ (Specific latent heat :L) คือปริมาณความรอ้ น ที่ทำใหม้ วลสารมวล 1 กิโลกรมั เปลี่ยนสถานะจนหมด โดยอณุ หภูมิไมเ่ ปลย่ี นแปลง มหี น่วยเป็นจูล/กิโลกรมั ความร้อนแฝงจำเพาะของการหลอมเหลว คือ ปรมิ าณความร้อน ΔQ จลู ทท่ี ำให้มวลสารมวล 1 กิโลกรัมหลอมเหลวจนหมด โดยอุณหภูมไิ ม่เปล่ียนแปลงท่ีจดุ หลอมเหลวของสารนั้น ความร้อนแฝงจำเพาะ ของนำ้ แข็งเทา่ กับ 333 kJ/kg ความร้อนแฝงจำเพาะของการกลายเป็นไอ คือ ปรมิ าณความรอ้ น ΔQ จลู ทีท่ ำให้มวลสารมวล 1
กโิ ลกรัมกลายเปน็ ไอจนหมด โดยอุณหภูมไิ มเ่ ปลย่ี นแปลงที่จุดเดอื ดของสารนัน้ ความร้อนแฝงจำเพาะของน้ำ เดือดเท่ากับ 2,256 kJ/kg สาระการเรียนร้แู กนกลาง 1. ความรอ้ นแฝงจำเพาะของการหลอมเหลว 2. ความร้อนแฝงจำเพาะของการกลายเปน็ ไอ สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถิน่ - สมรรถนะ 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 1. มวี ินยั 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุ่งม่นั ในการทำงาน - การประเมินผลรวบยอด 1. มคี วามสามัคคีและสามารถทำงานร่วมกับส่วนรว่ มได้อยา่ งมคี วามสขุ 2. มีความสามารถในการนำเสนอผลงานได้อย่างเต็มศกั ยภาพ - การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (1 ชวั่ โมง) ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (engagement) (10 นาท)ี 1. นกั เรยี นสังเกตภาพ 5.26 ธารน้ำแขง็ โคลัมเบียใน รฐั อะแลสกา ประเทศสหรฐั อเมริกา อ่านเนื้อหา นำเรอ่ื ง และรู้จกั คำสำคญั จากนน้ั ร่วมกนั อภปิ ราย โดยอาจใช้คำถาม ดังนี้ • จากภาพ พบการเปล่ยี นแปลงของสสารชนิดใด สสารชนิดดังกล่าวเกดิ การเปล่ียนแปลงอยา่ งไร (แนวคำตอบ : จากภาพ พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็ง โดยน้ำแขง็ เปล่ียนสถานะเป็นน้ำ หรอื น้ำแข็ง หลอมเหลวเป็นนำ้ ) • ปรากฏการณด์ งั กล่าวนเ้ี กยี่ วข้องกับความรอ้ น และการเปลีย่ นสถานะอย่างไร (แนวคำตอบ : นกั เรียนตอบคำถามดว้ ยตนเองโดยครูยงั ไม่เฉลยคำตอบ)
Search