การเสรมิ สร้างวฒั นธรรมองค์กร 5 5+4+4 4 4 การเสรมิ สรา้ งวัฒนธรรมองค์กรกถ็ อื ว่าเปน็ เครือ่ งมอื อนั ดับตน้ ๆ ทห่ี ลายองคก์ รนามา กาหนดเป็นแผนกลยุทธ์ เพราะจากการวจิ ยั ถึงความสาเรจ็ และความยั่งยืนขององคก์ รในระดับโลก พบวา่ องค์กรทีม่ ีวฒั ธรรมทชี่ ัดเจน พนกั งานในองค์กรทุกคนรบั รู้รับทราบ เข้าใจเข้าถึง และแสดง พฤตกิ รรมที่บ่งบอกความเปน็ ตัวตนขององค์กรน้ันๆ จะทาให้องคก์ รดังกล่าว ยืนหยัดอยใู่ นกระแส ความนยิ มและรกั ษาความมเี สถียรภาพขององค์กรได้อยา่ งย่งั ยืน เครอ่ื งมอื ทีน่ ามาใช้ในการเสรมิ สรา้ งวฒั นธรรมองค์กร 1. การมสี ่วนร่วม ( Participation ) : การที่จะนาพาองคก์ รไปสู่ความยง่ั ยืนหรือมี วัฒนธรรมองค์กรทเ่ี ด่นชดั หรอื ชดั เจนไดน้ ั้น การมีสว่ นร่วมในองคก์ รของพนกั งานทุกคนตง้ั แต่ เบอร์ 1 ขององค์กรจนถึงพนักงานรายวนั หรือพนกั งานชั่วคราวหรือพนักงานรายเหมา ล้วนแลว้ แต่ มคี วามสาคญั และความจาเปน็ อยา่ งย่งิ เพราะหากขาดซึ่งความรว่ มมอื จากทุกฝ่ายในองค์กรแล้ว ก็ ยากท่ีจะพบเจอกับคาว่า องคก์ รแห่งความยงั่ ยืนครับ 2. การเปิดใจกว้าง ( Openness / Candor ) : ส่งิ จาเป็นอกี ประการหนึง่ ในการเสรมิ สรา้ ง วัฒนธรรมองคก์ รให้แข็งแกรง่ นั่นคือการมีพนกั งานทม่ี ีทัศนคตใิ นการเปิดใจกวา้ ง ยอมรบั ความ เปลยี่ นแปลง และพรอ้ มจะยอมรับสิง่ ใหม่ๆ หรือส่ิงท่เี ป็นนโยบายขององค์กร นาไปปฏิบตั อิ ย่าง จริงจัง และหากมองในมมุ กลับกนั หากองค์กรมีพนกั งานที่ปิดก้นั หรอื ไมย่ อมรับการเปล่ียนแปลง ใดๆ เป็นประชากรสว่ นใหญใ่ นองคก์ ร ก็สามารถทานายได้เลยครับว่า องค์กรนนั้ ยากท่จี ะเปน็ องคก์ รแห่งความย่ังยืน เพราะต่างคนตา่ งก็จะมีวัฒนธรรมที่เป็นของตัวเอง ไม่สามารถบง่ ช้ีไดว้ า่ วัฒนธรรมองคก์ รทแ่ี ท้จรงิ คืออะไร ซ่ึงจะสง่ ผลต่อภาพลักษณข์ องลูกคา้ หรอื บคุ คลภายนอกท่ีมอง เข้ามายังองคก์ รนั้นๆ ครบั 3. ความไว้เน้อื เช่ือใจ และการยอมรับ ( Trust and Respect ) : ปัจจัยทส่ี าคญั มากอกี สง่ิ หนงึ่ ในการขบั เคล่ือนองค์กรสู่ความยง่ั ยืนหรือมวี ัฒนธรรมองคก์ รที่เดน่ ชัด ที่ขาดเสยี มไิ ด้ นน่ั กค็ อื ความไว้เนอ้ื เชอ่ื ใจ และการยอมรับในตัวบุคลากรในองคก์ ร หลายๆ ครัง้ ท่พี นักงานในองค์กร มกั จะมีคาถามในใจวา่ ทาไมองค์กรจะตอ้ งวา่ จา้ งทปี่ รกึ ษาประจาเขา้ มาบริหารงานเกอื บทุก หนว่ ยงาน/ฝ่ายงาน/แผนกในองค์กร ซึ่งทาให้พนักงานในองค์กรอาจคดิ ไปได้ว่า ผบู้ ริหารไม่ได้ ไว้ เนอ้ื เชอื่ ใจและยอมรบั ในความสามารถของพนกั งาน ท่ตี นเองได้สัมภาษณ์เขาหรือเธอเขา้ มา รว่ มงานกบั องคก์ รดว้ ยตนเอง หากเปน็ เชน่ นี้พนักงานกจ็ ะไม่ทมุ่ เทใหก้ ับการทางาน รวมท้ังอาจ
ส่งผลเสยี ในระยะยาวต่อผลประกอบการของธรุ กจิ อยา่ งใหญห่ ลวงได้ดว้ ยครับ นอกจากน้หี าก ผ้บู ริหารต้องการความคิดเหน็ ใดๆ จากพนักงาน ก็อาจจะไมม่ พี นักงานคนใดประสงค์ทีจ่ ะแสดง ความคิดเห็นที่สร้างสรรค์หรือนวัตกรรมใดๆ ท่จี ะทาให้องค์กรยงั่ ยืนได้ครับ 4. ขอ้ ผกู พนั หรือพันธะสญั ญา ( Commitment ) : การจะเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร อยา่ งยั่งยนื นนั้ พนักงานทุกคนทุกระดบั ในองคก์ รจะต้องมีขอ้ ผกู พันหรือพนั ธะสญั ญารว่ มกนั ว่า ทุกคนจะมงุ่ มัน่ ไปส่เู ป้าหมายหรอื วตั ถปุ ระสงคท์ ่ีองค์กรไดจ้ ัดตงั้ ไว้อย่างต่อเนือ่ งและไม่ล้มเลิกข้อ ผกู พันหรือพันธะสัญญาดงั กล่าว ซึ่งสงิ่ นี้อาจเขยี นออกมาในรูปของนโยบายขององคก์ ร แต่สง่ิ หน่ึง ซ่งึ เป็นสงิ่ สาคญั ในยคุ ปัจจุบันในการบริหารองค์กรอย่างยงั่ ยนื น้ัน สัญญาใจหรือพนั ธะสัญญาทางใจ ก็เป็นอกี เครอ่ื งมอื หน่ึง ทีผ่ ู้บริหารหรอื นักบรหิ ารงานบุคคลไม่ควรมองข้าม เพราะหากผบู้ รหิ าร องค์กรสามารถสรา้ งความรสู้ ึกทีส่ ัมผัสไดถ้ ึงพันธะสัญญาดงั กล่าวให้เกิดขน้ึ ในใจของพนักงาน ทุก คน โอกาสในความสาเร็จของการเป็นองค์กรแห่งความยง่ั ยืนหรอื มวี ัฒนธรรมที่หลอ่ มหลอมกนั เปน็ หนึง่ เดยี ว ความสาเร็จยอ่ มอยูไ่ ม่ไกลเกนิ เออื้ มถึงอย่างแน่นอนครบั 5. ปณธิ านในการขจัดขอ้ ขัดแย้ง ( Conflict Resolution ) : ไม่วา่ จะเปน็ ยุดอดีต ยดุ ปจั จุบนั หรอื ยคุ อนาคตกต็ าม ความขัดแยง้ ในองค์กรหรอื ในสังคม กย็ ังคงเป็นอุปสรรคประการ สาคญั ประการหนึ่ง ในการนาพาองคาพยพหรือองคก์ ร ใหฝ้ ่าฟันมรสุมลกู นี้ใหผ้ ่านพ้นเพ่ือไปพบกับ ความสาเร็จในการเปน็ องคก์ รทีม่ วี ัฒนธรรมแหง่ ความยั่งยนื ได้ ดงั น้ันผ้บู รหิ ารและพนักงานทกุ คน จะตอ้ งร่วมแรงร่วมใจ และร่วมด้วยช่วยกนั ท่จี ะขจัดปดั เป่าความขัดแยง้ ท่มี ีอยู่ในทกุ หนทุกแหง่ ใน องค์กร ให้กลบั กลายมาเป็นพลงั แห่งความคิดสรา้ งสรรค์หรือความคดิ เหน็ ต่างแตไ่ มแ่ ตกแยกหรอื แตกความสามคั คี เพราะไม่มีความสาเร็จใดๆ ทข่ี าดองคป์ ระกอบของความรกั ความปรารถนาดี หรือความสามคั คขี องคนในองค์กรหรือในสังคมไปได้ 6. ความเป็นเอกฉนั ทห์ รือฉันทามติ ( Consensus ) : ปัจจัยข้อนีเ้ กย่ี วเน่ืองกบั ปจั จยั แห่ง ความขัดแยง้ กลา่ วคอื เมื่อผู้บริหารหรือนักบรหิ ารงานบคุ คลสามารถขจัดความขัดแย้งหรอื เปลย่ี น ความขัดแยง้ ใหเ้ ปน็ ความคดิ ที่สร้างสรรค์ให้เกิดขน้ึ ภายในองค์กรได้แล้วน้นั ความเป็นเอกฉันทห์ รือ ฉันทามติต่างๆ ก็จะเกิดขน้ึ ตดิ ตามมาทันทที นั ใด ทาให้การบริหารจดั การภายในองคก์ รทีเ่ กยี่ วกับ การเสริมสร้างวฒั นธรรมองคก์ ร เป็นไปอย่างงา่ ยดายหรอื มขี อ้ โตแ้ ย้งน้อยมาก เพราะพนักงานสว่ น ใหญใ่ นองคก์ รเห็นชอบและพดู เปน็ เสยี งเดียวกันหรอื ปฏบิ ัติในแบบอยา่ งเดยี วกนั หากใครท่ีไม่ไม่ ปฏิบตั ิตามกย็ อ่ มกลายจะเปน็ แกะดาในองคก์ รได้ 7. การตดั สินใจ ( Decision Making ) : คาว่าการตัดสนิ ใจ ในความหมายของการ เสรมิ สร้างวัฒนธรรมองคก์ รน้นั หมายถงึ การทีผ่ ูบ้ ริหารกล้าที่จะบอกกบั พนกั งานทกุ ๆ คน หรือ กล้าท่จี ะแสดงพฤติกรรมต้นแบบ ( Role Model ) ให้กบั พนกั งานไดเ้ หน็ เป็นตัวอยา่ งได้ มใิ ชเ่ พียง
ตดิ ประกาศ หรอื แถลงเปน็ นโยบายเท่านน้ั รวมไปถงึ การกลา้ ทจ่ี ะตัดสินใจ พิจารณาบริหาร จดั การกับพนักงานซ่งึ ไมป่ ฏบิ ตั ิตนให้เหมาะสมกบั วัฒนธรรมองค์กรท่ีทกุ คนไดม้ งุ่ มนั่ ทุ่มเทในการ แสดงพฤติกรรมให้สอดคล้องกบั วัฒนธรรมขององค์กร 8. การรวมพลัง ( Synergy ) : ไมว่ ่าจะเปน็ การสร้างหอไอเฟลหรือกาแพงเมืองจีนหรือการ เสรมิ สร้างความเป็นประชาธปิ ไตย ต่างก็มีสง่ิ หนงึ่ ท่ีเหมอื นกนั นัน่ กค็ ือ การรวมพลังของทุกคน เพราะแม้กระท่งั มดตวั เล็กๆ หากรวมพลงั กนั หรือผนึกพลังกันหลายๆ ตัว ก็สามารถทีจ่ ะยกอาหาร ช้ินใหญๆ่ กลบั ไปยังรงั ของมันไดค้ รบั 9. จุดมุง่ หมายและวัตถปุ ระสงค์ ( Goal and Objective ) : องค์กรใดทม่ี ีจุดมุ่งหมายและ วตั ถปุ ระสงค์ท่ีชดั เจน ในการกาหนดแนวทางหรอื ทิศทางในการบริหารองคก์ ร กย็ อ่ มจะทาความ ฝันหรอื วิสัยทศั น์ ( Vision ) ของตน ประสบความสาเร็จได้ด่ังใจม่งุ ม่นั ทกุ ประการ การเสรมิ สรา้ ง วฒั นธรรมองคก์ รก็เชน่ กนั ต้องมกี ารกาหนดจุดม่งุ หมายและวัตถุประสงค์ท่ีชัดเจน ซง่ึ รวมไปถึง การส่ือสารและกิจกรรมท่ีตอ่ เนอื่ งภายในองคก์ ร เพราะมฉิ ะนน้ั แล้ว ก็จะเสมอื นกับการเดนิ ปา่ ทไ่ี ม่ มีเข็มทิศ ยอ่ มหาทางออกหรอื หลดุ พน้ จากพยันอนั ตรายหรืออุปสรรคที่เกดิ ขนึ้ ในปา่ ไปได้ 10. การเปล่ียนแปลงและการพัฒนา ( Change and Development ) : หาก เปรียบเทียบกับคาพระทว่ี ่า “อนจิ จัง ทุกขงั อนัตตา” แล้ว มคี วามคล้ายคลงึ กันตรงท่วี ่า ชวี ติ ทกุ ชวี ติ ย่อมจะต้องมีการเกิด แก่ เจบ็ และตาย ฉันใดฉนั นั้น องคก์ รก็ยอ่ มที่จะต้องมีการเปล่ียนแปลง และพฒั นาตอ่ ไปตามกาลเวลาท่ีเปล่ยี นแปลงไป ตามยุดเศรษฐกจิ ที่เปลยี่ นแปลงไป เพราะฉะน้นั ผู้บรหิ ารทตี่ ้องการจะเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรก็จะต้องปรบั เปลีย่ นรูปแบบและพฒั นาการ บริหารงานภายในองค์กรและการบริหารคนองคก์ รให้มอี งคป์ ระกอบครบท้ัง 9 ประการดงั ทไี่ ด้ กล่าวมาขา้ งต้นนี้ จึงจะถอื ไดว้ ่าทา่ นได้ดาเนินธุรกจิ มาในแนวทางท่ถี ูกตอ้ งและเหมาะสมกับคาวา่ องค์กรแหง่ ความยัง่ ยืน ( Sustainable Organization )
Search
Read the Text Version
- 1 - 3
Pages: