บทท่ี 3 การส่งเสริมภาวะ โภชนาการในเดก็ [ช่อื รองของเอกสาร] อาจารยอ์ มรรตั น์ การะมี
วิชา พย.1209 วิชาการพยาบาลเด็กและวยั รุ่น 1 บทท่ี 3 การส่งเสริมภาวะโภชนาการในเด็ก อ.อมรรัตน์ การะมี โภชนาการเป็นส่ิงสาคญั ในเด็ก หากมีส่ิงใดมาทาให้การเจริญเติบโตตอ้ งชะงกั ไป จะเป็นผลเสียต่อเด็ก เป็ นอย่างยิ่ง อาจทาให้เติบโตเป็ นผูใ้ หญ่ที่มีคุณภาพดอ้ ยไปได้ เด็กจึงควรไดร้ ับพลงั งานและสารอาหารอย่าง เพียงพอกบั ความตอ้ งการของร่างกาย การให้อาหารเด็กอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่ครบท้งั 5 หมู่ จะทาให้การ เจริญเติบโตหยดุ ชะงกั มีระดบั สติปัญญาไม่ดีเทา่ ที่ควร และเจบ็ ป่ วยบ่อย เดก็ ควรไดก้ ินอาหารหลกั ครบท้งั 5 หมู่ ในแต่ละชนิดควรกินใหห้ ลากหลายชนิด วนั ละ 3 ม้ือ และด่ืมนมเป็นอาหารเสริม 3.1 ความต้องการสารอาหารในเดก็ แต่ละวยั ภาวะโภชนาการของวัยทารก ทารก หมายถึงเด็กท่ีอยใู่ นวยั ต้งั แต่เกิดจนถึงอายหุ น่ึงขวบ อาหารสาหรับทารกเป็นส่ิงสาคญั มากสาหรับ ชีวิตในระยะน้ีและระยะต่อไปในปี ขวบแรกการท่ีทารกจะมีภาวะโภชนาการท่ีสมบูรณ์ไดน้ ้นั ยอ่ มข้ึนอยกู่ บั การ เล้ียงดูเป็ นสาคญั โดยเฉพาะการดูแลด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัยซ่ึงหมายถึงทารกจะตอ้ งไดอ้ าหารที่ เหมาะสมและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตรวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุม้ กนั ตลอดจนเฝ้าระวงั สุขภาพอนามยั อย่าง ใกลช้ ิดและสม่าเสมอเพราะวยั ทารก เป็ นระยะแรกของชีวิตที่มีการเจริญเติบโตอยา่ งรวดเร็วกว่าทุกกลุ่มอายุท้งั ทางดา้ นร่างกายและสมอง ความต้องการสารอาหารในทารก ทารกจะเจริญเติบโตเป็ นปกติดีก็ต่อเมื่อไดอ้ าหารเพียงพอกบั ที่ร่างกายตอ้ งการ โดย ทว่ั ๆไปแลว้ ความ ต้องการสารอาหารของทารกต่อหน่วยน้าหนักกิโลกรัม จะมากกว่าในวยั อื่นๆ เพราะระยะน้ีร่างกายมีการ เจริญเติบโตรวดเร็วมาก พลงั งาน ร่างกายตอ้ งการพลงั งานเม่ือการทางานของอวยั วะตา่ งๆ เพื่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก เพื่อการประกอบกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจาวนั และเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ร่างกายไดพ้ ลงั งาน จากการบริโภคอาหาร สารอาหารที่ให้พลงั งานไดแ้ ก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมนั โปรตีน ซ่ึงเด็กในช่วงอายุ 9-12 เดือน จะตอ้ งการพลงั งาน 100 กิโลแคลอร่ี/กก. หรือ 800 กิโลแคลอรี่ เด็กทารกท่ีอายุต่ากว่า 6 เดือน ควรไดร้ ับน้านมแม่เพียงอย่างเดียว ซ่ึงธรรมชาติไดป้ รุงแต่งให้สะอาด เหมาะสม มีคุณค่าและเพียงพอสาหรับเด็กทุกคน เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถว้ นท้งั โปรตีน วิตามิน ไขมนั แร่ธาตุต่างๆ ซ่ึงเป็นสารอาหารสาคญั ที่ช่วยสร้างภูมิคุม้ กนั โรคใหท้ ารกไดอ้ ย่างดีและยงั ช่วยระบาย \"ข้ีเทา\" ซ่ึง คา้ งอยู่ในลาไส้ต้งั แต่ลูกยงั อยู่ในทอ้ ง มีฮอร์โมนและ สารกระตุน้ การเติบโตของสมองและอวยั วะอ่ืนๆ ทาให้ ร่างกายและสมองของลูกพฒั นาอย่างสมบูรณ์ข้ึนและ มีผลต่อการพฒั นาระดับสติปัญญา การให้อาหารอ่ืน นอกจากนมแม่ก่อนลูกอายุได้ 6 เดือนน้ัน จะมีผลเสีย ต่อทารกมากมาย เช่นทาให้ทารกท้องอืด เนื่องจาก
2 กระเพาะยงั ไม่พร้อมที่จะรับอาหารอื่น ท่ีสาคญั ทาใหท้ ารกอ่ิมจนกินนมแมไ่ ดน้ อ้ ยกวา่ ปกติ เป็นผลทาใหร้ ่างกาย ไดร้ ับสารอาหารนอ้ ยกวา่ ท่ีควร จึงควรเร่ิมอาหารเสริมสาหรับทารกเม่ืออายไุ ด้ 6 เดือน ประกอบกบั หลงั 6 เดือน น้านมแมย่ งั มีคุณภาพดี แต่ปริมาณไม่พอต่อการเติบโตของลูก จึงจาเป็นตอ้ งใหอ้ าหารทารกอย่างเพียงพอ ควบคู่ กบั การกินนมแมเ่ พ่อื ป้องกนั การขาดสารอาหาร ภาวะโภชนาการของเดก็ วยั หดั เดิน (Toddler) : 1 – 3 ปี เด็กวยั น้ีร่างกายมีการเจริญเติบโตอยา่ งชา้ ๆ แต่การเจริญเติบโตทางสังคม ลกั ษณะนิสัย และทางอารมณ์ เกิดข้ึนอย่างมากในวยั น้ี พฤติกรรมการบริโภคจะพฒั นาในช่วงวยั เด็กและจะติดตวั ไปจนเป็ นวยั ผูใ้ หญ่ดงั น้ัน การสร้างนิสัยการกินที่ดีต้งั แต่เด็กจะส่งผลต่อไปในอนาคต เด็กวยั ก่อนเรียนอายุ 1 – 3 ปี ควรมีน้าหนัก 13 กิโลกรัม สูง 90 เซนติเมตร ควรไดร้ ับพลงั งานและสารอาหารใน 1 วนั ดงั น้ี พลงั งาน 1,000 กิโลแคลอรี โปรตีน 18 กรัม วติ ามินเอ 400 ไมโครกรัม วิตามินซี 40 มิลลิกรัม ไธอะมิน 0.5 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.5 มิลลิกรัม โฟเลท 150 ไมโครกรัม ไนอะซิน 6 มิลลิกรัม แคลเซียม 500 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 460 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม เหลก็ 5.8 มิลลิกรัม ไอโอดีน 90 ไมโครกรัม สังกะสี 2 มิลลิกรัม เพื่อให้เด็กวยั ก่อนเรียน อายุ 1 – 3 ปี ไดร้ ับพลงั งานและสารอาหารเพียงพอใน 1 วนั ควรไดร้ ับอาหาร ดงั น้ี ไข่ เป็นไข่เป็ด หรือไข่ไก่กไ็ ดแ้ ตค่ วรปรุงใหส้ ุก ควรใหเ้ ดก็ ดื่มนมรสจืด เน้ือสัตวต์ ่างๆ ถว่ั เมล็ดแห้ง ให้กินเน้ือสัตวห์ ลากหลาย หมุนเวียนกนั ไปควรให้กินเน้ือสัตวไ์ ม่ติดมนั ถา้ เป็นปลาตอ้ งระวงั ในเรื่องกา้ ง และถา้ เป็นปลาทะเลเด็กก็จะไดร้ ับไอโอดีนดว้ ย ขา้ วสุก ก๋วยเตี๋ยว มกั กะโรนี ขนมปังอาหารในกล่มุ น้ีให้กินขา้ วเป็นหลกั ถา้ เป็นไปไดใ้ หก้ ินขา้ วไม่ขดั สี จนขาว จะไดป้ ระโยชน์มากกวา่ ขา้ วที่ขดั สีจนขาว และใหก้ ินอยา่ งอื่นสลบั บา้ งเพอื่ ไมใ่ หเ้ ดก็ เบื่อ ผกั ใบเขียว ผกั สีส้มสีเหลืองอาจเป็ นผกั สดหรือทาให้สุก ผกั ให้วิตามินเกลือแร่ และใยอาหารซ่ึงใย อาหารจะช่วยในการขบั ถา่ ย ผลไมส้ ด ควรเป็นผลไมต้ ามฤดูกาล และเลือกผลไมท้ ี่ไม่หวานจดั น้ามนั จากพืช จากสตั ว์ เนย กะทิควรเลือกใชน้ ้ามนั จากพชื ท่ีมีกรดไขมนั ไม่อิ่มตวั สูง หลกั การจดั อาหารสาหรับเดก็ วัยก่อนเรียน 1. จดั อาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการในม้ือหลกั ควรมีอาหารครบท้งั 5 หมู่ เพ่ือให้เด็กวยั น้ีไดพ้ ลงั งาน และสารอาหารเพยี งพอกบั ความตอ้ งการของร่างกาย 2. จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุน้ ให้เด็กอยากรับประทานอาหาร ให้อาหารมีกลิ่น สี น่า รับประทานโดยรักษาสีธรรมชาติของอาหารไว้ 3. จดั อาหารใหห้ ลากหลาย อาหารมีลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั เช่น มีนุ่ม กรอบ เหลว เป็นตน้
3 4. จดั อาหารให้มี 4 – 5 ม้ือ ใน 1 วนั โดยม้ือว่างควรเป็ นอาหารท่ีมีประโยชน์ ไม่ควรเป็ นอาหารว่างที่ หวานจดั หรืออาหารที่ทอดโดยใชน้ ้ามนั มากๆ เพราะจะทาให้เด็กไดร้ ับพลงั งานมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุทา ใหเ้ ดก็ อว้ นได้ 5. จดั อาหารแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ให้เด็กทานเสมอๆ ถา้ เด็กไม่ทานก็ไม่ควรบงั คบั เวน้ ระยะแลว้ ให้ ลองทานใหม่ 6. รสชาติของอาหารท่ีจดั ใหเ้ ด็กไม่ควรรสจดั จนเกินไป ไม่วา่ จะเป็นรสหวาน เคม็ เปร้ียว 7. ใหเ้ ดก็ มีส่วนร่วมในการคิดรายการอาหาร จะทาใหเ้ ด็กทานอาหารมากข้นึ ภาวะโภชนาการของเด็กวยั ก่อนเรียน (Pre-school) : 3-6 ปี เด็กเป็นวยั ที่ร่างกายกาลงั เจริญเติบโตเป็นวยั ท่ีมีการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนมีกิจกรรม การเล่นหรือการออกกาลงั กายสูงกว่าวยั อื่น ๆ ร่างกายจึงมีความตอ้ งการสารอาหารต่าง ๆในปริมาณสูง การมี โภชนาการท่ีดีเพียงพอกบั ความตอ้ งการของร่างกายในวยั น้ีจะช่วยใหร้ ่างกายเจริญเติบโตอย่างเตม็ ศกั ยภาพ และ มีสุขภาพสมบูรณ์แขง็ แรง โภชนาการท่ีเหมาะสมนับเป็ นปัจจัยสาคัญท่ีช่วยเสริมพัฒนาการของลูกน้อย เพราะเด็ กจะมีการ เจริญเติบโตอยา่ งรวดเร็ว ท้งั ทางร่างกายและสมองโดยเฉพาะการเจริญเติบโตของสมอง ยงั เป็ นไปอย่างรวดเร็ว อาหารสาหรับเด็กวยั ก่อนวยั เรียน จึงเป็ นการวางรากฐานชีวิตท่ีดีสาหรับเด็กท้งั ในขณะที่อยู่ในวยั น้ี และระยะ ต่อไป การขาดอาหารในระยะน้ีจะส่งผลให้เด็กมีสติปัญญาการเรียนรู้ด้อยลง การเจริญเติบโตชะงกั ทาให้ ร่างกายแคระแกรน ไม่แข็งแรง เจ็บป่ วย และติดเช้ือง่าย มีอตั ราการเสียชีวิตสูงพ่อแม่จึงควรให้ความสาคญั กบั การเลือกอาหารอยา่ งถูกตอ้ งและเพยี งพอกบั ความตอ้ งการตามวยั ดว้ ย อาหารทีเ่ ด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 3 - 6 ปี ) ควรได้รับในแต่ละวนั หมวดขา้ ว ขนมปัง ก๋วยเต๋ียว และแป้งเป็นแหล่งพลงั งานที่สาคญั ซ่ึงร่างกายควรไดร้ ับวนั ละ 6 ทพั พีเด็ก ก่อนวยั เรียนเริ่มอยากกินอาหารของผใู้ หญ่ ชอบขา้ วสวยน่ิม ๆ มากกว่าขา้ วตม้ อาจมีแกงจืดเลก็ นอ้ ย เพ่ือช่วยให้ เด็กกลืนงา่ ยข้นึ ผกั ใบเขียว และผกั อ่ืน ๆเด็กมกั จะชอบผกั ที่มีสีสรรดึงดูดสายตา เช่น แครอท เมลด็ ถวั่ ลนั เตา หรือผกั บาง ชนิดเช่น กะหล่าปลี ดอกกะหล่า บร็อคโคลี หน่อไมฝ้ ร่ัง ผกั กาดขาวซ่ึงเม่ือต้มสุกจะน่ิมและมีรสหวาน ใน ปริมาณวนั ละ 3 ทพั พี หรืออาจจะเป็น 1 ทพั พีในแต่ละม้ือ ผลไมค้ ุณแม่ควรใหล้ ูกไดเ้ ลือกรับประทานผลไมส้ ดตามฤดูกาล ในปริมาณ 2 ส่วน (1 ส่วนของผลไมแ้ ต่ ละชนิดไมเ่ ท่ากนั ข้ึนอยูก่ บั ขนาด เช่น กลว้ ยน้าวา้ 1 ผลสม้ เขยี วหวาน 1 ผลกลาง มะม่วงสุกคร่ึงผลเลก็ มะละกอ สุก 6 ชิ้นพอคา)เพื่อช่วยให้เด็กไดร้ ับวิตามินซี วิตามินเอ ใยอาหาร น้าผลไมค้ วรจากดั ปริมาณเม่ือดื่มให้ดื่มเป็ น น้าผลไมร้ ้อยเปอร์เซ็นต์ (120 มิลลิลิตร คดิ เทา่ กบั ผลไม้ 1 ส่วน) นมเด็กควรด่ืมนมเป็ นประจาวนั ละ 2-3 แกว้ ควรเลือกนมชนิดจืด เพ่ือฝึ กเด็กให้คุน้ เคยกบั รสธรรมชาติ ถา้ เด็กปฏิเสธการด่ืมนมอาจลองอาหารธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ตซีเรียล ซ่ึงตอ้ งกินกบั นมหรืออาจเลือกอาหารท่ีมี
4 ส่วนผสมของนม เช่น โยเกิร์ตชีส เป็ นตน้ นม 1 แกว้ ของเด็กก่อนวยั เรียน ขนาด 180 มิลลิลิตร หรือชีส ขนาด 50-60 กรัม หรือโยเกิร์ต 3/4 ถว้ ยตวง และหลงั จากที่เดก็ อายุ 2 ขวบไปแลว้ อาจเลือกผลิตภณั ฑพ์ ร่องมนั เนย ไขมนั ใชน้ ้ามนั พืชปรุงอาหาร ลดปริมาณของทอดหรือของมนั ให้ใชเ้ น้ือสัตวไ์ ม่ติดมนั และผลิตภณั ฑ์ นมพร่องไขมนั หรือถา้ เป็นขนมที่มีไขมนั มาก ของวา่ งที่ผลิตจากโรงงานอาหารควรอา่ นฉลากอาหารประกอบ ความต้องการสารอาหารในวยั เดก็ ก่อนเรียน อายุ 4-6 ปี 1.พลงั งาน เด็กวยั ก่อนเรียนตอ้ งการพลงั งานเพื่อการเจริญเติบโตและทากิจกรรมตา่ งๆ ปัญหาท่ีพบบ่อย คือ ไดร้ ับอาหารท่ีใหพ้ ลงั งานไม่เพียงพอ ควรให้เด็กวยั น้ีกินอาหารอยา่ งเพียงพอ เด็กอายชุ ่วง 4-6 ปี ควรไดว้ นั ละ 1,450 กิโลแคลอรี่ พลงั งานที่ได้รับน้ี ควรมาจากคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 50-60ไขมันร้อยละ 25-35 และ โปรตีนร้อยละ 10-15 ของพลงั งานท้งั หมด การคานวณความต้องการพลังงานเด็กวยั ก่อนเรียน อาจทาได้ดังน้ี เด็กอายุหน่ึงปี เต็ม ต้องการ พลงั งาน 1000 กิโลแคลอรี่ เมื่ออายุ 1 ปี ใหบ้ วก 100 แคลอร่ีตอ่ ปี เช่น เด็กอายุ 4 ปี จะตอ้ งการพลงั งาน =1000 + 300 = 1300 กิโลแคลอร่ี 2. โปรตีน ความตอ้ งการโปรตีนเม่ือเทียบกบั น้าหนักตวั ในเด็กสูงกว่าวยั ผูใ้ หญ่ ในเด็กอายุ 4-6 ปี ตอ้ งการโปรตีน 1.5 กรัมตอ่ น้าหนกั ตวั 1 กิโลกรัมตอ่ วนั 3.วิตามินและเกลือแร่ มีความจาเป็ นต่อการเจริญเติบโตและพฒั นาการของเด็ก ถา้ ขาดก็จะทาให้เกิด โรคต่างๆได้ เด็กวยั น้ีเป็ นถา้ ไดร้ ับนม 2-3 ถว้ ย ก็จะทาให้ไดร้ ับแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพียงพอต่อการสร้าง กระดูกและฟัน นอกจากน้ียงั ไดว้ ิตามินอ่ืนๆอีก ไดแ้ ก่ วติ ามินเอ ดี บีสิบสอง บีหน่ึง และไนอะซินดว้ ย 4.เหลก็ เดก็ อายุ 1-6 ปี ควรไดร้ ับเหลก็ 10 มก.ต่อวนั การใหอ้ าหารเสริมท่ีมีธาตเุ หลก็ จึงจาเป็น อาหาร ที่มีธาตเุ หลก็ มาก ไดแ้ ก่ ไข่ เน้ือสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถว่ั เมลด็ แหง้ และผกั ใบเขียว 5.แคลเซียมเด็กวยั น้ีจาเป็ นตอ้ งได้รับแคลเซียมในปริมาตรที่เพียงพอในการเจริญเติบโต เด็กวยั น้ี จาเป็ นตอ้ งได้รับแคลเซียมมากกว่าวยั ผูใ้ หญ่ 2-3 เท่า อาหารที่มีแคลเซียมสูงสาหรับเด็กวยั น้ี ได้แก่ นมและ ผลิตภณั ฑจ์ ากนม แคลเซียมในนมน้นั ร่างกายสามารถดูดซึมไดม้ ากกวา่ แคลเซียมในอาหารอื่น 6. สังกะสี มีความจาเป็ นในการเจริญเติบโต การขาดสังกะสีจะมีผลให้เกิดการเจริญเติบโตลม้ เหลว ความอยากอาหารลดลง เดก็ วนั น้ีควรไดร้ ับสังกะสี 10 มก. ตอ่ วนั อาหารทีมีสังกะสีไดแ้ ก่ เน้ือสัตวอ์ าหารทะเล 7. น้า เด็กตอ้ งการน้า 4-6 แกว้ ตอ่ วนั หรือ 1000-1500 มล. ถา้ เด็กไดร้ ับอาหารพวกนม ขา้ ว เน้ือสัตว์ ปลา อาหารทะเล ถว่ั ผกั และผลไมค้ รบแลว้ ก็จะทาให้ได้ พลงั งาน เกลือแร่ และวติ ามินครบตรงตามความตอ้ งการของร่างกาย โภชนาการสาหรับเด็กวยั เรียน (School age) : 6-12 ปี เด็กวยั เรียน หมายถึงเด็กที่มีอายรุ ะหว่าง 7-12 ปี อตั ราการเจริญเติบโตของเด็กวยั เรียนจะชา้ กวา่ วยั ทารก และวยั ก่อนเรียน แต่จะเจริญเติบโตอย่างสม่าเสมอ เด็กวยั น้ีเป็ นวยั ที่กาลงั เจริญเติบโต มีพฒั นาการทางดา้ น กระดูก ฟัน กล้ามเน้ือ และระบบต่างๆในร่างกาย อาหารและโภชนาการจึงเป็ นปัจจัยสาคัญในด้านการ
5 เจริญเติบโตของร่างกายความตอ้ งการพลงั งานของเด็กข้ึนกบั อตั ราการเจริญเติบโตและกิจกรรมต่างๆที่ทา เด็กวยั เรียนมีกิจกรรมการเล่นต่างๆมากข้ึน และยงั อยู่ในวยั ที่เจริญเติบโต จึงตอ้ งไดพ้ ลงั งานให้เพียงพอ อาหารที่ให้ พลงั งานมาก ไดแ้ ก่ ขา้ ว แป้ง น้าตาล เผอื ก มนั ไขมนั จากพชื และสตั ว์ พลงั งาน เด็กวยั น้ีตอ้ งการพลงั งานสูงการกาหนดความตอ้ งการพลงั งานของร่างกาย จึงควรพจิ ารณาจาก พลงั งานท่ีใชใ้ นแตล่ ะวนั เรียกวา่ พลงั งานความตอ้ งการพ้ืนฐาน ( Basal metabolic rate ; BMR ) ปริมาณพลงั งาน จะตอ้ งพอดีไม่ขาดหรือเหลือจนเป็ นโรคอว้ น เด็กอายุ 7-9 ปี ท้งั ชายและหญิง ควรไดร้ ับพลงั งานวนั ละ 1,600 กิโลแคลอรี เด็กอายุ 10-12 ปี (ชาย) ควรไดร้ ับพลงั งานวนั ละ 1,850 กิโลแคลอรี และเด็กอายุ 10-12 ปี (หญิง) ควรไดร้ ับพลงั งานวนั ละ 1,700 กิโลแคลอรี ความตอ้ งการพลงั งานของเด็กวยั เรียน คานวณไดจ้ ากน้าหนกั ดงั น้ี น้าหนกั ระหวา่ ง 3-10 กิโลกรัม ใหค้ ูณดว้ ย 100 น้าหนกั ระหวา่ ง 10-20 กิโลกรัมใหค้ ณู ดว้ ย 50 น้าหนกั เกิน 20 กิโลกรัมใหค้ ูณดว้ ย 20 เมื่อรวมกนั เขา้ จะเป็ นความตอ้ งการแคลอร่ีต่อวนั ตวั อย่างเช่น เด็กคนหน่ึงหนัก 35 กิโลกรัม จะตอ้ ง การพลงั งาน = (10 x 100) + (20 x 50) + (5 x 20) = 2,100 แคลอรี่ต่อวนั โปรตีน เด็กวยั เรียนยงั คงอยู่ในระยะท่ีร่างกายเจริญเติบโต ถึงแมอ้ ตั ราการเจริญเติบโตจะชา้ กว่าวยั ก่อน เรียนก็ตามเด็กวยั เรียนจาเป็ น ต้องได้รับอาหารที่ให้โปรตีนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเน้ือ เน้ือเยื่อ ฮอร์โมน เลือดและอื่นๆเพื่อเตรียมสู่วยั รุ่น เด็กวยั น้ีควรไดร้ ับโปรตีนวนั ละ 1.2กรัมต่อน้าหนัก 1 กิโลกรัมต่อ ร่างกาย โปรตีนที่ไดร้ ับควรเป็นโปรตีนท่ีมีคุณภาพดี ประมาณ 1 ใน 3 ซ่ึงไดจ้ ากเน้ือสัตว์ ไข่ น้านม และถวั่ เมลด็ แห้งให้มากข้ึน เด็กวยั เรียน เม่ือคิดความตอ้ งการโปรตีนเป็นกรัมต่อวนั ในเด็กอายุ 7-9 ปี เป็ น 26 กรัม/วนั เด็ก อายุ 10-12 ปี (ชาย) เป็น 34 กรัม/วนั เด็กอายุ 10-12 ปี (หญิง) เป็น 37 กรัม/วนั เกลือแร่และวิตามิน สารอาหารที่จาเป็ นสาหรับการเจริญเติบโตและพฒั นาการของเด็กให้เป็ นไป ตามปกติ ถา้ ไดร้ ับไม่เพียงพอต่อความตอ้ งการของร่างกายจะส่งผลให้การเจริญเติบโตหยุดชะงกั และทาให้เกิด โรคได้ เด็กวยั เรียนจาเป็นตอ้ งไดร้ ับวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ใหเ้ พียงพอกบั ความตอ้ งการของร่างกาย ท้งั น้ีเพื่อ ความเจริญเติบโตและป้องกนั การขาดสารอาหารต่างๆ ซ่ึงวิตามินและเกลือแร่เหล่าน้ีจะไดจ้ ากการกินอาหารให้ ครบท้งั 5 หมู่ในปริมาณท่ีเพียงพอ วิตามินท่ีพบวา่ มีปัญหาในเด็กวยั เรียน คือ วิตามินเอ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซ่ึงเกิดจากการไดร้ ับไขมนั ไมเ่ พียงพอร่วมดว้ ย วิตามินบีสอง โรคขาดวิตามินบีสอง พบเป็ นประจาในเด็กวยั เรียน ในชนบททวั่ ไปมกั พบในฤดูที่มีผกั ใบเขียวนอ้ ย พบร้อยละ 10-50 การขาดวิตามินบีสองจะทาใหม้ ุมปากท้งั สองขา้ งแตก ริมฝี ปากบวม เกิดจากการ เบ่ืออาหาร เด็กวยั เรียนควรไดว้ ิตามินบีสองวนั ละ 1-1.3 มิลลิกรัม ซ่ึงไดจ้ ากการกินเครื่องในสัตว์ ถว่ั เมล็ดแห้ง ผกั ใบเขียว และน้านม วิตามินดี หนา้ ท่ีสาคญั ของร่างกาย คอื ควบคุมเมทาบอลิซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส วติ ามินดีช่วย ในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสผา่ นผนงั ลาไส้ มีผลโดยตรงในการสร้างกระดูกและฟัน
6 เหลก็ การขาดธาตุเหล็กเป็ นปัญหาโภชนาการท่ีพบมากในทุกวยั สาหรับเด็กวยั เรียน สาเหตุส่วนใหญ่ เกิดจากไดร้ ับอาหารที่มีธาตเุ หลก็ นอ้ ย และการสูญเสียเลือดเน่ืองจากพยาธิปากขอในลาไส้ แคลเซียมและฟอสฟอรัสเป็ นส่วนประกอบของฟันและกระดูก เด็กอายุ 10-12 ปี ควรไดร้ ับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วนั ไอโอดีน ปริมาณความตอ้ งการไอโอดีนสาหรับเดก็ อายุ 7-9 ปี ควรไดร้ ับ 120 ไมโครกรัม และวยั 10-12 ปี ควรไดร้ ับ 150 ไมโครกรัม เพื่อป้องกนั การเกิดโรคคอพอกในเด็กวยั เรียน สังกะสี เป็ นเกลือแร่ท่ีจาเป็ นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ถา้ ขาดสังกะสีก็จะทาให้การเจริญเติบโต หยุดชะงกั ขาดความอยากอาหาร รับรสลดน้อยลง บาดแผลหายช้า ซ่ึงร่างกายต้องการประมาณวนั ละ 10 มิลลิกรัมต่อวนั จะพบอยใู่ นอาหารประเภทเน้ือสตั วแ์ ละอาหารทะเล น้า เป็ นสารอาหารท่ีจาเป็ นต่อการทางานต่างๆในร่างกาย เด็กวยั เรียนจึงควรดื่มน้าให้เพียงพอ โดยดื่ม ทุกคร้ังที่หิว น้าที่ดื่มควรเป็นน้าสะอาด หรือเป็นเคร่ืองดื่มที่ใหป้ ระโยชน์แก่ร่างกาย เช่น น้านม หรือน้าผลไม้ ประเภทอาหารทีเ่ ด็กวยั เรียนควรได้รับ เน้ือสัตวต์ ่างๆ เด็กควรไดร้ ับประมาณวนั ละ 150-180 กรัม หรือประมาณ 2/3 ถว้ ยตวง ถา้ แบ่งเป็ นม้ือ ควรไดป้ ระมาณม้ือละ 2-3ชอ้ นโต๊ะ จะเป็ นเน้ือหมู ววั ไก่ กุง้ ปู ปลาหอย เป็นตน้ และควรไดร้ ับเคร่ืองในสัตว์ สัปดาหล์ ะ 1-2 คร้ัง ไข่เป็ด ไขไ่ ก่ ควรไดร้ ับวนั ละ1 ฟอง จะเป็นโดยการตม้ ทอด หรือผดั กบั อาหารอื่น ถว่ั เมล็ดแห้ง เช่นถวั่ ลิสง ถวั่ เขียว ถวั่ แดง ถวั่ เหลือง เป็นตน้ และผลิตภณั ฑข์ องถวั่ เหลือง เช่น เตา้ หู้ เด็ก วยั น้ีควรกินถว่ั เมลด็ แหง้ มากข้ึน น้านม เป็นอาหารท่ีมีโปรตีน ไขมนั คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวติ ามินเอมาก เด็กวยั น้ีควรด่ืมนมทุก วนั อยา่ งนอ้ ยวนั ละ 1 ถว้ ยตวง จะเป็นนมววั หรือนมถวั่ เหลืองก็ได้ ผกั สีเขียวและสีเหลือง ไดแ้ ก่ ผกั บุง้ ผกั คะนา้ ผกั ตาลึง ถวั่ แขก ถวั่ ฝักยาว มะเขือเทศ ฟักทอง เป็ นตน้ เดก็ วยั น้ีควรกินผกั ทุกวนั วนั ละ 2-3 คร้ัง คร้ังละประมาณ 1 ถว้ ยตวง ผกั ใบสีเขียวและสีเหลือง จะมีแคโรตีนมาก แลว้ ยงั มีเหลก็ แคลเซียม และวติ ามินซีมากดว้ ย ผลไมส้ ด ไดแ้ ก่ ส้ม สับปะรด มะละกอสุก ฝร่ัง กลว้ ยน้าวา้ เด็กวยั น้ีควรไดร้ ับผลไมท้ ุกวนั วนั ละ 1-2 คร้ัง ถา้ ผลไมท้ ี่มีขนาดคนเดียวกินไดพ้ อดี เช่น ส้ม กลว้ ย ควรไดร้ ับคร้ังละ 1-2 ผล ถา้ เป็นผลไมท้ ี่ผลใหญ่ เช่น สบั ปะรด มะละกอ ควรไดร้ ับคร้ังละ 1 ถว้ ยตวง ขา้ ว ก๋วยเต๋ียวหรือแป้งชนิดอ่ืน ควรไดร้ ับอย่างน้อยวนั ละ 3 คร้ัง คร้ังละ 1-2 ถว้ ยตวง หรือจะกินเป็ น ขนมกไ็ ด้ เช่น ขา้ วเหนียวเปี ยกถว่ั ดา ขา้ วตม้ มดั น้ามนั หรือไขมนั เป็ นอาหารท่ีให้พลงั งานมาก และช่วยให้วิตามินที่ละลายในไขมนั ถูกดูดซึมไดด้ ีข้ึน นอกจากน้ีน้ามนั พชื จาพวก น้ามนั ถว่ั เหลือง น้ามนั รา ยงั มีกรดไขมนั จาเป็นซ่ึงช่วยป้องกนั การเปลี่ยนแปลงของ ผวิ หนงั เด็กวยั น้ีควรไดร้ ับน้ามนั หรือไขมนั วนั ละ 2-3 ชอ้ นโต๊ะ
7 การแนะนาอาหารเดก็ วยั เรียน ( 6 –12 ปี ) เด็กวยั น้ีมีการเจริญเติบโตท่ีสม่าเสมอ มีกิจกรรมมากจึงเจริญอาหารดี แต่มีขอ้ ควรระวงั คือ เด็กวยั น้ีมี โอกาสเลือกชนิดอาหารเองมากข้ึนเพราะซ้ือทานเองท่ีโรงเรียน ซ่ึงเด็กจะไดร้ ับอิทธิพลในการเลือกอาหารจาก เพื่อนและสื่อต่าง ๆ ดงั น้นั คณุ พ่อและคณุ แม่ ควรเลือกอาหารท่ีมีประโยชน์ โดยควรเนน้ ในเร่ืองตอ่ ไปน้ี หลกั การให้อาหารให้ครบ 5 หมู่ การเริ่มตน้ ท่ีดี ทาใหเ้ ด็กมีนิสัยการกินท่ีดีในอนาคต เด็กท่ีกินอาหารไม่ พอ จะแคระแกร็น โตชา้ ไม่ฉลาด เรียนรู้ช้า เพราะฉะน้นั พยายามใหล้ ูกไดก้ ินอาหารจนอ่ิมครบ 3 ม้ือในแต่ละ วนั ใหล้ ูกไดก้ ินอาหารที่มี ประโยชน์ หลายๆอยา่ งในแตล่ ะม้ือ ขา้ ว หรืออาหารจาพวกแป้งและน้าตาล เช่น ก๋วยเต๋ียว ขนมจีน เผือก มนั ขนมหวาน เป็ นตน้ จะช่วยให้ กาลงั งานและความอบอุ่น เน้ือสัตว์ ไข่ นม หรืออาหารท่ีทาจากถวั่ เมล็ดแห้ง เช่น ถวั่ ลิสง ถว่ั เหลือง ถวั่ เขียว เป็ นตน้ จะช่วยให้ เติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอควรจะให้ลูกไดก้ ินนมสด นมกล่อง นมผง หรือนมถว่ั เหลืองเป็ นประจาจะ ช่วยให้ ตวั สูงสมส่วน ไขมนั หรือน้ามนั จากพชื หรือสตั ว์ จะช่วยใหก้ าลงั งานและความอบอุ่น ผกั และผลไม้ จะช่วยใหร้ ่างกายทางานไดต้ ามปกติ สิ่งที่ควรหลกี เลยี่ งในการให้อาหารเด็กในวัยเรียน ไม่ควรเล้ียงดูใหล้ กู เกิดพฤติกรรมชอบกินของหวาน ลดปริมาณและความถ่ีในการรับประทานอาหารแป้งและน้าตาล หลีกเลี่ยงอาหารแป้งและน้าตาลที่ใชเ้ วลาอยใู่ นปากนานติดฟันหลงั รับประทานเช่นลกู อม จากดั การรับประทานอาหารจาพวกแป้งและน้าตาลใหอ้ ยใู่ นม้ืออาหาร เลือกรับประทานอาหารว่างที่ดีมีประโยชน์และไม่ทาลายฟัน เช่น ผลไมช้ นิดต่าง ๆ ที่ส่วนของน้าตาล นอ้ ย อาทิ ฝรั่ง มะละกอ หลีกเลี่ยงการกินจุบกินจิบ, ด่ืมน้าอดั ลม อย่าหัดให้ลูกมีนิสัยจูจ้ ้ีในการกิน หรือกินจุบจิบ โดยเฉพาะอาหารท่ีไม่มี ประโยชน์ หรืออาจเป็ นโทษ ตอ่ ร่างกาย เช่น อาหารท่ีใส่สีจดั น้าอดั ลม น้าหวาน ลูกอม ควรงดกิน อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และหมกั ดอง ภาวะโภชนาการของเด็กวยั รุ่น (Adolescent) : 12-18 ปี วยั รุ่นคือวยั ท่ีอยู่ในช่วงอายุ 12–18 ปี เป็นวยั ท่ีร่างกายจากวยั เดก็ เขา้ สู่วยั ผูใ้ หญร่ ะยะน้ีมีการเปล่ียนแปลง ทางสรีรวิทยาหลายอย่าง ต่อมไร้ท่อต่างๆทางานมากข้ึน กระดูกมีขนาดใหญ่ข้ึน ทาให้ร่างกายสูงใหญ่และ น้าหนกั เพิ่มข้ึน ร่างกายเติบโตรวดเร็วมากเม่ือเขา้ สู่วยั รุ่น การเติบโตในระยะน้ีจะสูงกว่าวยั อื่น ยกเวน้ วยั ทารก เด็กหญิงจะเริ่มเขา้ สู่วยั รุ่นเม่ืออายุ 11-13 ปี การเปล่ียนแปลงทางสรีรวิทยาจะชดั เจนเม่ืออายุ 13-14 ปี ระยะน้ี เดก็ หญิงจะเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กชายท้งั ดา้ นความสูงและน้าหนกั หลงั จากน้ีอตั ราการเจริญเติบโตจะลดลงและ สิ้นสุดเม่ืออายุ 17 ปี ส่วนเด็กชายจะเร่ิมเขา้ สู่วยั รุ่นเมื่ออายุ 13-16 ปี ระยะน้ีเด็กชายจะมีรูปร่างสูงใหญ่กว่า
8 เด็กหญิง หลังจากน้ีแลว้ จะเร่ิมช้าลง การเจริญเติบโตของกระดูกจะสิ้นสุดเม่ืออายุ 20 ปี วยั รุ่นจะมีลกั ษณะ เปลี่ยนไปเป็ นผูใ้ หญ่ ทาให้ร่างกายต้องการสารอาหารต่างๆเพ่ิมข้ึน นอกจากน้ียงั มีกิจกรรมเพิ่มข้ึน ทาให้ ตอ้ งการอาหารท่ีใหพ้ ลงั งานเพ่ิมข้ึน วยั น้ีจึงมีความอยากอาหารมากข้ึน กินจุกินตลอดเวลา แต่ไม่ค่อยสนใจเร่ือง คุณคา่ ทางโภชนาการ ทาใหไ้ ดร้ ับสารอาหารไม่เพียงพอ อาหารมีความสาคัญต่อวยั รุ่นมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้เติบโตแข็งแรงแลว้ ยงั เป็ นรากฐานต่อ สุขภาพของการเป็นผใู้ หญ่ที่แขง็ แรงในอนาคตดว้ ย ดงั น้นั วยั รุ่นจึงควรปฏิบตั ิดงั น้ี 1.กินอาหารใหค้ รบ 3 ม้ือ เนื่องจากเป็นวยั ที่มีการเจริญเติบโตอยา่ งรวดเร็ว จึงจาเป็นตอ้ งไดร้ ับอาหารที่ เพียงพอ อย่างน้อยวนั ละ 3 ม้ือ ซ่ึงจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆอย่างเพียงพอกับความตอ้ งการของ ร่างกาย ดงั น้นั จึงควรกินอาหารให้ครบ 3 ม้ือ หรือจะกิน 4 ม้ือกไ็ ด้ โดยเพ่มิ อาหารว่างตอนบ่ายจะเป็นการช่วยให้ เด็กไดร้ ับอาหารเพม่ิ ข้ึน แตอ่ าหารวา่ งควรเป็นอาหารท่ีมีประโยชน์แก่ร่างกาย 2.กินอาหารให้ถูกหลกั โภชนาการ วยั รุ่นควรฝึ กกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอทุกวนั เพ่ือช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง อาหารทุกม้ือควรประกอบดว้ ยอาหารหลกั อยา่ งนอ้ ย 4 หมู่ คือ เน้ือสัตว์ ขา้ ว แป้ง ผกั ไขมนั ส่วนผลไมค้ วรไดร้ ับอย่างนอ้ ยวนั ละ 1 คร้ัง การกินอาหารถูกหลกั โภชนาการไม่ไดท้ าให้ อว้ น การที่มีน้าหนักมากเกินไปหรือนอ้ ยเกินไปมกั เกิดจากการขาดความรู้ดา้ นโภชนาการและการมีนิสัยการ บริโภคที่ไม่ดี ทาให้ไม่รู้จกั เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การงดกินอาหารท่ีมีประโยชน์จะทาให้ร่างกายได้ โปรตีนและพลงั งานไม่เพียงพอ มีภูมิตา้ นทานต่า เจ็บป่ วยไดง้ ่าย วยั รุ่นควรจากดั อาหารท่ีมีไขมนั มากๆและ อาหารท่ีมีพลงั งานมากแต่ให้ประโยชน์นอ้ ย เพราะอาหารเหล่าน้ีจะทาให้น้าหนกั เพ่ิมไดง้ ่าย ในขณะเดียวกนั ก็ ควรกินผกั ผลไมใ้ ห้มากข้ึน เพราะนอกจากจะไดว้ ิตามินและเกลือแร่แลว้ ยงั มีใยอาหาร ซ่ึงจะช่วยกระตุน้ การ ทางานของลาไสท้ าใหท้ อ้ งไมผ่ กู แลว้ ยงั ช่วยใหอ้ าหารที่มีพลงั งานมากถกู ดูดซึมนอ้ ยลง ผลไมค้ วรเลือกกินผลไม้ ท่ีมีวติ ามินซีมาก และออกกาลงั กาลงั กายอยา่ งสม่าเสมอและเพียงพอ ความต้องการสารอาหารในวยั รุ่น อายุ 12-18 ปี 1. พลงั งาน วยั รุ่นเป็ นระยะที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากและยงั มีกิจกรรมต่างๆในดา้ นการ เรียน การสังคม การกีฬา จึงจาเป็นตอ้ งไดร้ ับพลงั งานให้เพียงพอ วยั รุ่นควรไดร้ ับพลงั งานประมาณวนั ละ 2,200- 3,300 แคลอรี ท้งั น้ีอาหารท่ีให้พลงั งานควรมาจากคาร์โบไฮเดรตไขมนั และ คาร์โบไฮเดรตท่ีไดร้ ับควรเป็ น จาพวกขา้ วหรือแป้งตา่ งๆเป็นส่วนใหญ่ ไขมนั ที่ไดร้ ับควรมาจากพืชและสัตว์ ไขมนั นอกจากจะใหพ้ ลงั งานแลว้ ยงั ช่วยในการดูดซึมวิตามินท่ีละลายในไขมนั อีกดว้ ย 2. โปรตีน วยั รุ่นควรได้รับโปรตีนให้เพียงพอเพ่ือเสริมสร้างเซลล์และเน้ือเย่ือต่างๆ ได้แก่กลา้ มเน้ือ กระดูก เลือด และสารท่ีควบคุมการทางานในร่างกาย วยั รุ่นจึงควรได้รับโปรตีนอย่างน้อยวนั ละ 1 กรัม ต่อ น้าหนกั ตวั 1 กิโลกรัมและเน่ืองจากวยั รุ่นยงั อยู่ในวยั ท่ีเจริญเติบโต โปรตีนท่ีไดร้ ับจึงควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ ดี ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนที่ไดร้ ับ โปรตีนที่ไดค้ วรมาจากเน้ือสตั วต์ า่ งๆ ไข่ นม และถวั่ เมลด็ แหง้ 3. เกลือแร่วยั รุ่นตอ้ งการเกลือแร่ต่างๆเพม่ิ ข้ึน เพอ่ื ใชใ้ นการเสริมสร้างร่างกาย
9 แคลเซียม เป็นเกลือแร่ท่ีจาเป็นในการเสริมสร้างเซลลก์ ระดูกเพื่อการเจริญเติบโต และทาความแขง็ แรง ให้แก่กระดูกและฟัน นอกจากน้ีแคลเซียมยงั ช่วยในการทางานของระบบประสาทต่างๆ ดังน้ัน วยั รุ่นจึง จาเป็ นตอ้ งได้รับแคลเซียมให้เพียงพอประมาณวนั ละ 500-900 มิลลิกรัม ซ่ึงจะได้จากการกินอาหารจาพวก น้านม สตั วเ์ ลก็ ที่สามารถกินไดท้ ้งั กระดูก นอกจากน้ียงั มีมากในผกั ใบเขียวตา่ งๆ เหล็ก ควรไดร้ ับประมาณวนั ละ 16 มิลลิกรัม ซ่ึงจะไดจ้ ากอาหารจาพวกเคร่ืองในสัตว์ ไข่แดง และผกั ใบเขยี ว ไอโอดีน เมื่อเขา้ สู่วยั รุ่นต่อมไธรอยดจ์ ะทางานเพ่ิมข้ึน ทาให้ความตอ้ งการไอโอดีนเพิ่มข้ึนดว้ ย วยั รุ่น จึงจาเป็นตอ้ งไดร้ ับอาหารท่ีมีไอโอดีนให้เพียงพอ มิฉะน้นั อาจขาดไอโอดีนและเกิดโรคคอพอกข้ึนได้ เพื่อเป็ น การป้องกนั การขาดไอโอดีน วยั รุ่นควรใชเ้ กลือที่เติมไอโอดีนในการประกอบอาหารเป็นประจาและทานอาหาร ทะเลอยา่ งนอ้ ยสัปดาห์ละ 1-2 คร้ัง 4. วิตามินวยั รุ่นควรไดร้ ับวติ ามินต่างๆใหเ้ พยี งพอ เพอื่ การเจริญเติบโตและป้องกนั โรคขาดวิตามิน วิตามินเอ จาเป็ นในการเจริญเติบโต และเพื่อบารุงสุขภาพของเย่ือบุต่างๆ วยั รุ่นจึงควรไดร้ ับวิตามิน อย่างนอ้ ยวนั ละ 2,500 หน่วยสากล ซ่ึงจะไดจ้ ากการกินตบั สัตวต์ ่างๆ ไขแ่ ดง น้านม เนย ผกั ท่ีมีสีขาวจดั และผกั ที่มีสีเหลือง วิตามินบี2 เป็นวิตามินที่ทาหนา้ ที่เป็นเอนไซมช์ ่วยในการเผาผลาญอาหารในร่างกายโดยเฉพาะโปรตีน การขาดจะทาให้เกิดแผลที่มุมปากท้งั สองดา้ นเรียกว่า โรคปากนกกระจอก พบในเด็กวยั เรียนและวยั รุ่น เพ่ือ ป้องกนั การขาด วยั รุ่นควรไดร้ ับวนั ละ 1.2-1.8มิลลิกรัม วิตามินซี จาเป็ นในการสร้างคอลลาเจน ซ่ึงเป็ นส่วนประกอบของเน้ือเย่ือต่างๆ การขาดวิตามินทาให้ แผลหายยาก และเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน วยั รุ่นควรไดร้ ับวิตามินซีวนั ละ 35 มิลลิกรัม ซ่ึงจะไดจ้ ากการกิน ผกั สด ผลไมส้ ดทกุ วนั 5. น้าเป็ นสารอาหารท่ีมีความสาคญั มาก เป็ นส่วนประกอบของเซลลต์ ่างๆในร่างกาย และช่วยควบคุม การทางานในร่างกาย ดังน้ันจึงควรได้รับน้าให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีการออกกาลงั กายและเสียเหง่ือมาก วยั รุ่นควรไดร้ ับน้าอยา่ งนอ้ ยวยั ละ 6-8 แกว้ น้าที่ไดร้ ับอาจเป็นน้าสะอาดหรือเครื่องด่ืมต่างๆ เช่น น้านมหรือน้า ผลไม้ อาหารและปริมาณอาหารทว่ี ัยรุ่นควรได้รับ น้านม ควรดื่มวนั ละ 2-3 ถว้ ยตวง เพราะมีแคลเซียม โปรตีน และวิตามินมากมาย ไข่ ควรทานวนั ละ 1 ฟอง เพราะมีโปรตีน เหลก็ และวิตามินเอ เน้ือสัตวต์ ่างๆ ควรไดร้ ับวนั ละ 150-180 กรัม หรือประมาณ 3/4 ถว้ ยตวง และควรไดร้ ับเคร่ืองในสัตว์ ควบคู่ไปดว้ ย ถว่ั เมลด็ แหง้ เป็นอาหารท่ีมีโปรตีนสูง ผกั อาจเป็นผกั สีเขยี วหรือผกั สีเหลือง ควรไดร้ ับทุกวนั ม้ือละ 1/2 ถว้ ยตวง ผลไม้ ควรไดร้ ับทกุ ม้ือ
10 ขา้ ว ควรไดร้ ับวนั ละ 5-6 ถว้ ยตวง ไขมนั ควรไดร้ ับน้ามนั วนั ละ 3-4 ชอ้ นโตะ๊ ปัญหาด้านการรับประทานอาหารของวัยรุ่น เบ่ืออาหาร มีสาเหตุมาจากการท่ีผใู้ หญ่บงั คบั ใหเ้ ด็กกินอาหารชนิดหน่ึงมากเกินไป หรือเกิดจากอารมณ์ เช่น ความเหนด็ เหนื่อย ผดิ หวงั โรคอว้ น มีสาเหตุมาจากลกั ษณะนิสัยในการกินของเด็กท่ีชอบกินจุบจิบ กินอาหารไม่เป็ นเวลา เด็ก วยั รุ่นมกั อดอาหารเชา้ เพราะกลวั วา่ จะอว้ น หรือเร่งรีบไปโรงเรียน อาหารเสริมตามวยั การให้อาหารเสริมตามวยั เป็นข้นั ตอนการเปล่ียนอาหารสาหรับทารกโดยเริ่มเสริมอาหารแข็งจากเดิมที่ เล้ียงดว้ ยนมแม่หรือนมผงทารกเพียงอยา่ งเดียว การให้เด็กไดร้ ับอาหารตามวยั จะช่วยเสริมสร้างพฒั นาการดา้ นต่างๆ เพ่ือให้ส่งเสริมการเจริญเติบโต ตามปกติ ช่วยพฒั นาหน้าที่เกี่ยวกบั การเค้ียว และกลืนอาหาร ซ่ึงมิใช่ของเหลว เสริมสร้างนิสัยและพฤติกรรม การกินท่ีดีของเด็กการให้อาหารเสริมตามวยั ไม่ใช่แค่เพียงจุอาหารใส่ท้องเด็กเท่าน้ัน แต่ยงั มีเป้าหมายเพื่อ วางรากฐานของโภชนาการท่ีดีในอนาคตเรียนรู้มารยาทสังคมและหดั พ่ึงตนเอง การหยบิ อาหารข้ึนมาใส่ปากจะ เป็นส่ิงแรกที่ลกู เรียนรู้ในการพ่ึงตนเองเรียนรู้การพูดคุย การเค้ียวและกลืนช่วยในการพฒั นากลา้ มเน้ือซ่ึงจาเป็น ต่อพฒั นาการดา้ นภาษา แรกเกิดถึง 6 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว ยงั ไม่ตอ้ งให้อาหารอ่ืนแมแ้ ต่น้า เพราะว่า น้านมแม่อย่างเดียว มากพอท่ีจะทาให้ลูกเจริญเติบโตเต็มที่ท้งั ทางร่างกายและสมอง กระเพาะเด็กอ่อนมีขนาดเล็กอย่แู ลว้ การกินน้า และอาหารอื่นทาใหล้ ูกกินนมแมไ่ ดน้ อ้ ย ลดโอกาสเกิดภมู ิแพแ้ ละการติดเช้ือท่ีปนเป้ื อนมากบั น้าและอาหารอื่น ทารกอายุ 6 เดือน ควรไดอ้ าหารม้ือหลกั 1 ม้ือ ซ่ึงเป็นขา้ วบดละเอียดกบั น้าแกงจืดสลบั ไข่แดง เน้ือปลา ตบั ผกั บดและกลว้ ยสุกครูดหรือผลไม้ ทารกอายุ 7 เดือนควรได้อาหารม้ือหลัก 1 ม้ือ ซ่ึงเป็ นข้าวบดละเอียดกับน้าแกงจืดเพ่ิมไข่ท้ังฟอง เน้ือสัตว์ เช่น ไก่ หมู หรือเน้ือปลา บดหรือสับละเอียดตม้ สุก ผกั หน่ั และผลไม้ ทารกอายุ 8-9 เดือน ควรได้อาหารม้ือหลกั 2 ม้ือ ให้อาหารเหมือน 7 เดือน แต่เพ่ิมปริมาณให้มากข้ึน และออ่ นนุ่ม ขน้ ข้นึ ทารกอายุ 10-12 เดือน ควรไดอ้ าหารม้ือหลกั 3 ม้ือ ใหอ้ าหารเหมือนเดือนก่อนๆ แต่เพิ่มปริมาณให้มาก ข้ึน ใหอ้ าหารหลากหลายชนิดและอาหารเริ่มหยาบ เพิ่มชิ้นเลก็ ๆ
11 3.2 การส่งเสริมภาวะโภชนาการในเด็ก/อาหารเสริม ในเดก็ แต่ละวยั การเพิ่มขนาดของร่างกายเป็ นส่ิงบอกการเจริญเติบโต ร่างกายของอวยั วะต่างๆและเน้ือเยื่อมีการเพิ่ม จานวนหรือขนาดของเซลลซ์ ่ึงการเจริญเติบโตข้นึ กบั อิทธิพลของพนั ธุกรรมพฤติกรรมสิ่งแวดลอ้ มฮอร์โมนและ องคป์ ระกอบดา้ นโภชนาการ ดงั น้นั จึงตอ้ งมีการส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กในทุกดา้ นซ่ึงตอ้ งอาศยั ความรู้ ของบุคลากรทางดา้ นความตอ้ งการภาวะโภชนาการของเด็กแต่ละวยั สภาพความสามารถของร่างกายที่จะรับ สารอาหารในรูปแบบต่างๆ เช่น พลงั งาน โปรตีนหรือวิตามินเพ่ือที่จะนาสิ่งเหล่าน้ีไปปรับใช้ให้ร่างกายเกิด ความสมดุลอยา่ งสูงสุดสิ่งบอกการเจริญเติบโต คือ การเพ่ิมขนาด หรือจานวน/ของอวยั วะและเน้ือเยอ่ื ต่างๆของ ร่างกายซ่ึงข้นึ กบั พฤติกรรม สิ่งแวดลอ้ ม ฮอร์โมนและองคป์ ระกอบดา้ นโภชนาการ การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีแก่เดก็ ก่อนวัยเรียน เด็กมีการเจริญเติบโตของร่างกาย และมีการเล่นออกกาลังกาย ทาให้สูญเสียพลงั งานไป จึงตอ้ งจัด อาหารให้เพียงพอ และใหเ้ พ่ิมเม่ือเด็กตอ้ งการ ไม่ควรบงั คบั หรือฝื นใจเด็ก ควรหาวิธีปรุงอาหารตามท่ีเด็กชอบ การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารท่ีดีแก่เด็กมีแนวทางดงั น้ี 1. ควรฝึกใหเ้ ดก็ ในวยั น้ีไดร้ ับประทานอาหารหลกั วนั ละ 3 ม้ือ ใหม้ ีอาหารวา่ งระหวา่ งม้ือเชา้ และบ่าย จะเป็นนมสดหรือนมถว่ั เหลือง วนั ละ 2-3 แกว้ 2. เดก็ ในวยั น้ี ตอ้ งการอาหารเช่นเดียวกบั ผใู้ หญ่ แต่ควรเพม่ิ ปริมาณสารอาหารใหม้ ากกวา่ เดิม เพราะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จาเป็ นท่ีตอ้ งให้อาหารโปรตีนเพิ่มมากข้ึน จึงตอ้ งปรุงอาหารดว้ ยเน้ือสัตว์ ตา่ งๆบา้ ง เพราะเด็กสามารถเค้ียวไดแ้ ลว้ 3. ควรหดั ใหเ้ ด็กไดร้ ับประทานอาหารทกุ ชนิด ผกั และ ผลไมส้ ดควรมีทกุ วนั โดยให้เดก็ หดั รับประทานเล่นๆ เช่น แตงกวา มะละกอสุก ส้ม ฯลฯ เพ่ือให้เด็กไดร้ ับสารอาหารครบถว้ นเพียงพอกบั ความ ตอ้ งการของร่างกาย การตกั อาหารใหเ้ ด็กควรตกั ทีละนอ้ ยและเพ่มิ ใหอ้ ีกเมื่อตอ้ งการ 4. การใหเ้ ด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ควรใหค้ ร้ังละนอ้ ยๆ ปรุงรส มีสีสันตามความชอบ ของเด็ก ค่อยๆ ปรับปรุงให้เหมาะสมตามความตอ้ งการของเด็ก ไม่ควรให้รางวลั จูงใจให้เด็กรับประทานอาหาร เป็นการสร้างนิสัยที่ไมถ่ กู ตอ้ ง 5. ผปู้ กครองหรือผดู้ ูแลเดก็ ตอ้ งปฏิบตั ิตนใหเ้ ป็นตวั อยา่ งที่ดีเก่ียวกบั การรับประทานอาหาร เพราะเดก็ ชอบเลียนแบบผใู้ หญ่ ไม่ควรปรุงอาหารรสจดั สาหรับเด็ก ควรเป็นอาหารยอ่ ยงา่ ยตอ่ เดก็ 6. ควรหาวิธีการ หรือ เทคนิคในการจูงใจ ใหเ้ ด็กรับประทานอาหารใหค้ รบท้งั 5 หมู่ โดยไม่ ตอ้ งบงั คบั ให้เด็กรับประทาน โดยการปรุงแต่ง รูป รส ของอาหารให้น่ารับประทาน เช่น เด็กไม่กินผกั ควรจะ นามาชุบแป้งทอดกรอบ แลว้ จดั ใหด้ ูน่ากิน 7. จดั อาหารใหน้ ่ารับประทาน เพอ่ื กระตนุ้ ใหเ้ กิดความสนใจในการรับประทานอาหารท่ีมี สีสันสวยงามชิ้นท่ีพอดีคา แมแ้ ต่เดก็ การจดั อาหารยอ่ มตอ้ งสวยงามเพ่ือใหม้ องแลว้ อิ่มใจแบบผใู้ หญ่ และจดั เป็น คาๆไมใ่ หญ่เกินไป เดก็ จะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการรับประทานอาหาร 8. ลกั ษณะและรสชาติของอาหารตอ้ งอร่อยแตไ่ มค่ วรเคม็ จดั หรือหวานจดั เกินไป
12 9. บรรยากาศและสิ่งแวดลอ้ มที่ดีมีผลตอ่ การรับประทานอาหาร เช่น รับประทานพร้อม ผใู้ หญ่ในบรรยากาศท่ีสนุก ไม่เคร่งเครียด สถานที่ไม่อบั จนเกินไป แต่ไม่ควรเดินป้อนเพราะจะทาให้เด็กขาด ระเบียบและไม่รู้จกั เวลาในการดาเนินชีวติ ต่อไป ผใู้ หญ่ควรเป็นแบบอยา่ งที่ดีในการรักษามารยาทในโตะ๊ อาหาร 10. เปิ ดโอกาสใหเ้ ด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมโตะ๊ อาหาร เช่น การจดั โตะ๊ ชอ้ นส้อม และให้ เดก็ มีส่วนร่วมในการปรุงอาหารไดบ้ า้ ง เช่น ขนมปังทาแยม ให้เดก็ เป็นคนทาแยม ทอดไข่อาจใหเ้ ด็กช่วยตอกไข่ ใส่จาน หรือการหนั่ ผกั เตรียมผดั ผใู้ หญ่ควรพจิ ารณาดูความสามารถใหเ้ หมาะกบั อายขุ องเดก็ ดว้ ย 3.3 ปัญหาโภชนาการในทารกและเด็กและการดูแล โรคอ้วน โรคอว้ น (Obesity) เป็นโรคทางโภชนาการท่ีสาคญั ทางการแพทยถ์ ือวา่ เป็นโรคเร้ือรังท่ีเกิดจากร่างกาย ไดร้ ับสารอาหาร โดยเฉพาะพลงั งานเขา้ ไปมากเกินกวา่ ที่ร่างกายจะสามารถใชไ้ ดห้ มด ทาให้เหลือพลงั งานเก็บ สะสมไวใ้ นร่างกายในรูปไขมนั มากข้ึน สาเหตุ 1.พฤติกรรมการบริโภค และการปฏิบตั ิกิจกรรมทางกายของเด็กไมเ่ หมาะสม 2.กรรมพนั ธุ์ ถา้ บิดาและมารดาอว้ น ลูกมีโอกาสอว้ นถึง 80 % 3.ความผิดปกติของการทางานของตอ่ มไร้ทอ่ 4.ปัญหาดา้ นจิตใจ เช่น ความเครียดทาใหร้ ับประทานอาหารและขนมมากข้ึน 5. ปัจจยั ด้านส่ิงแวดลอ้ ม เช่น การเล้ียงดูของพ่อแม่ ส่ิงแวดลอ้ มที่บา้ น ที่โรงเรียนในชุมชนและสื่อ โฆษณาต่างๆ ผลกระทบจากโรคอ้วนต่อเด็ก 1.ดา้ นร่างกาย ทาใหเ้ กิดโรคต่างๆ เช่น โรคความดนั โลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหวั ใจ โรคขอ้ อกั เสบ 2.ดา้ นจิตใจ เกิดปมดอ้ ย ถูกเพ่ือนลอ้ จนเกิดความกดดนั ดา้ นจิตใจและซึมเศร้า 3.ดา้ นสังคม มีปัญหาในการเขา้ สงั คม บางคนแยกตวั ออกจากกลุ่มเพอ่ื น การรักษาและการดแู ล 1.ปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภค 2.การควบคุม 3.การออกกาลงั กาย 4.การใหค้ วามรู้แก่ผปู้ กครองและผปู้ ่ วยเด็กในเรื่องโภชนาการ การควบคมุ น้าหนกั การเลยี้ งไม่โต (Failure to thrive) โรคน้ีเป็ นภาวะที่มีการเจริญเติบโตต่ากวา่ ปกติ และมีภาวะขาดสารอาหารร่วมดว้ ย เด็กมกั มีน้าหนกั ต่า กวา่ เปอร์เซ็นไทลท์ ่ี 3 ของค่าปกติของเด็กที่อายแุ ละเพศเดียวกนั หรือน้าหนกั ของเด็กลดลงอยา่ งรวดเร็ว
13 สาเหตุ 1.Organic factor มีสาเหตเุ น่ืองจากพยาธิสภาพของร่างกาย มกั พบในการเจ็บป่ วยดว้ ยโรคเร้ือรัง 2.Non organic factor มีสาเหตุจากปัจจยั ดา้ นจิตสังคม สิ่งแวดลอ้ ม และเศรษฐกิจของครอบครัว 3.Mixed factor มีสาเหตุจาก Organic factor และ Non organic factor อาการทางคลนิ ิก อตั ราการเจริญเติบโตลดลงอย่างรวดเร็ว เติบโตชา้ เต้ียแคระแกรน มีความแปรปรวนของระบบต่อมไร้ ท่อ กลา้ มเน้ือเห่ียวลีบ มีการติดเช้ือในระบบต่างๆ พฒั นาการช้า ไม่มีปฏิสัมพนั ธ์กบั สิ่งแวดลอ้ มหรือมีน้อย และผปู้ ่ วยเด็กมกั มีพฤติกรรมแปลกๆ การพยาบาล ส่งเสริมการเจริญเติบโตและพฒั นาการดูแลใหไ้ ดร้ ับอาหารอยา่ งเพียงพอและเหมาะสมตามวยั ส่งเสริมสัมพนั ธภาพระหวา่ งผปู้ กครองและผปู้ ่ วยเด็กใหค้ าแนะนาแก่ผปู้ กครองในการใหอ้ าหารและการเล้ียงดู โรคขาดสารไอโอดนี ไอโอดีน เป็นองคป์ ระกอบท่ีสาคญั ในการผลิตฮอร์โมนธยั ร๊อกซินของต่อมธยั รอยด์ ซ่ึงเป็นฮอร์โมนที่ จาเป็นสาหรับควบคมุ การทาหนา้ ที่ และการเจริญเติบโตตาม สาเหตุ ร่างกายไดร้ ับอาหารที่มีสารไอโอดีนต่าหรือไมไ่ ดเ้ กลือที่เสริมสารไอโอดีนปกติของสมอง ประสาทและเน้ือเยอ่ื ของร่างกาย อาการทางคลนิ กิ 1.ทารกที่เกิดจากมารดาขาดสารไอโอดีนอย่างรุนแรงขณะต้งั ครรภ์ จะมีการเจริญ เติบโตของร่างกาย และสมองหยุดชะงกั อาจเป็ นคนเต้ียแคระ หูหนวก เป็ นใบ้ ตาเหล่ เดินกระตุกหรือมีปัญญาอ่อนแต่กาเนิดที่ เรียกวา่ โรคเอ๋อ (Critinism) 2.เกิด Hypothyroidism ร่างกายจะเต้ียแคระแกรน ผวิ หนงั แหง้ และหยาบ การเคลื่อนไหวเช่ืองชา้ มาก 3.เดก็ และวยั รุ่นจะมีความเจริญทางสมอง สติปัญญาและการเจริญเติบโตของร่างกายชา้ 4.อาการคอพอก การป้องกนั 1.หญิงต้งั ครรภ์และหญิงให้นมบุตรตอ้ งการไอโอดีนวนั ละ 170 และ 200 ไมโครกรัม ซ่ึงทาไดโ้ ดย บริโภคเกลือเสริมไอโอดีนวนั ละ 1 ชอ้ นชาพูนๆ 2.เดก็ ที่อยใู่ นถิ้นทรุ กนั ดาร ใหด้ ื่มน้าเสริมไอโอดีน การรักษา ใหเ้ กลือไอโอดีนรับประทาน ใหไ้ อโอดีนผสมในน้าด่ืม หรือชนิดชนิดเมด็ และฉีด
14 การพยาบาล 1.ดูแลใหไ้ ดร้ ับอาหารท่ีมีไอโอดีนสูงหรือเกลือเสริมไอโอดีน 2.ดูแลใหไ้ ดร้ ับอาหารที่มีโปรตีนสูง เน่ืองจาก T3 และ T4 จะทางานไดเ้ ม่ือจบั กบั โปรตีน 3.แนะนาให้บริโภคอาหารที่หลากหลาย ควรบริโภคอาหารทะเลเป็ นคร้ังคราวควบคู่กบั การใช้เกลือ เสริมไอโอดีน เช่น ปลาทะเลต่างๆ รวมถึงปลากระป๋ องดว้ ย โรคขาดโปรตีนและพลงั งาน โรคขาดโปรตีนและพลงั งาน (Protein – caloric malnutrition : PCM หรือ Protein energy malnutrition : PEM) เป็ นปัญหาโภชนาการท่ีสาคัญท่ีสุดของประเทศไทย มักพบในเด็กท่ีบิดามารดามีฐานะทางสังคม เศรษฐกิจต่า และมีส่ิงแวดลอ้ มไม่ถูกสุขลกั ษณะ ทาให้เด็กไดร้ ับอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ถูกตอ้ ง ทาให้เด็ก เจ็บป่ วยบ่อย เช่น ไข้หวดั ท้องร่วง มีผลทาให้ขาดอาหารมากข้ึน โรคขาดสารอาหารมีผลทาให้สมอง เจริญเติบโตไม่ดี เด็กอาจมีสติปัญญาต่ากวา่ เดก็ ปกติได้ สาเหตุ 1.ทารกไม่ไดร้ ับการเล้ียงดูดว้ ยน้านมมารดา หรือไดร้ ับนอ้ ยกวา่ 6 เดือน 2.ทารกและเด็กไดร้ ับอาหารเสริมไมเ่ พียงพอ 3.ปัจจยั อ่ืนๆ เช่น การเล้ียงดู ความเชื่อของบิดามารดา ความเจ็บป่ วย ลกั ษณะทางคลนิ ิก Kwashiorkor คอื ภาวะท่ีเดก็ ขาดสารอาหารโปรตีน Marasmus คือ ภาวะท่ีเดก็ ขาดอาหารที่ใหพ้ ลงั งานหรือแคลอร่ี Marasnic kawashiorkor คอื ภาวะท่ีเด็กขาดท้งั สารอาหารโปรตีนและพลงั งาน Kwashiorkor คือ ภาวะที่เด็กขาดสารอาหารโปรตีนเป็ นลกั ษณะอาการท่ีเกิดจากการขาดสารอาหารประเภทโปรตีน อยา่ งเดียว มกั เกิดกบั ทารกที่เล้ียงดว้ ยนมขน้ หวาน นมผงผสม และใหอ้ าหารเสริมประเภทขา้ วแป้งเป็นส่วนใหญ่ ขาดโปรตีน การเติบโตและระบบต่างๆ บกพร่อง ทารกมรอาการซีดบวมท่ีหนา้ ขา และลาตวั เส้นผมบางเปราะ และร่วงง่าย ผิวหยาบ ซึมเศร้า ความตา้ นทานโรคต่า ติดเช้ืองา่ ย และสติปัญญาเส่ือม Marasmus คือ ภาวะที่เด็กขาดอาหารท่ีให้พลงั งานหรือแคลอร่ี เป็ นลกั ษณะอาการท่ีเกิดจากการขาดสารอาหาร ประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมนั โรคน้ีคล้ายควาชิออร์กอแต่ไม่มีอาการบวมที่ท้อง หน้า และขา นอกจากร่างกายจะผอมแห้ง ศีรษะโต พุงโร ผิวหนังเห่ียวเหมือนคนแก่ ลอกเป็ นช้ันได้ และท้องเสียบ่อย อาจมีผปู้ ่ วยที่มีลกั ษณะท้งั ควาชิออร์กอร์ และมาราสมสั ในคนเดียวกนั ได้
15 ตารางเปรียบเทียบภาวะขาดสารอาหารในเดก็ Kwashiorkor และ Marasmus ลกั ษณะ ภาวะขาดโปรตีนอยา่ งมาก Kwashiorkor ภาวะขาดแคลอรีอยา่ งมาก Marasmus อายุ มกั พบอายมุ ากกวา่ 1 ปี อายมุ กั นอ้ ยกวา่ 1 ปี ลกั ษณะท่ีเด่นชดั 1. บวม 1. ชดั เจนที่ปลายเทา้ บางคร้ังบวมที่หนา้ 1. ไมบ่ วม และบวมท้งั ตวั 2. ผอมแหง้ 2. ไมช่ ดั เจน อาจสูญเสียไขมนั ไปบา้ ง 2.ไขมนั ใตผ้ ิวหนงั มกั ไม่มีทาใหเ้ กิด “หนงั หุม้ กระดูก” 3. กลา้ มเน้ือท่ีเหี่ยวลีบ 3. บางคร้ัง 3. รุนแรง 4. น้าหนกั 4. น้าหนกั นอ้ ยแต่ไมเ่ ต้ียนกั 4. น้าหนกั นอ้ ยกวา่ ปกติ 5.การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ 5. ซึมเศร้า หงดุ หงิดชดั เจน 5. ไม่มี ลกั ษณะอื่นๆ ที่พบได้ 1. ความอยากอาหาร 1. เบื่ออาหารชดั เจน 1. เป็นปกติ 2. ทอ้ งเสีย 2. มกั จะมีหรือเคยมี 2. มกั มีหรือเคยมี 3. การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนงั 3. มีบอ่ ย ผวิ หนงั บางและแตกเป็นแผลสี 3. ไมค่ ่อยมี นอกจากเห่ียวยน่ กะดากะด่าง 4. การเปล่ียนของเส้นผม 4. ผมบาง สีซีด เปราะ และร่วงง่ายกวา่ ปกติ 4. อาจมีการเปล่ียนแปลงได้ 5. หนา้ กลมเป็นพระจนั ทร์ 5. พบไดบ้ อ่ ย 5. ไมม่ ี 6. ตบั โต 6. พบบ่อยๆ เนื่องจากมีการสะสมไขมนั ใน 6. ไม่มี ตบั การเปล่ียนแปลงทางชีวเคมีและทางพยาธิวทิ ยา 1. อลั บูมินในพลาสมา่ 1. ต่า 1. ปกติ หรือต่าเลก็ นอ้ ย 2. ระดบั กรดอะมิโนในพลาสม่า 2. สูง 2. ปกติ 3. ยเู รียในปัสสาวะ/กรัม ของครี 3. ต่า 3. ปกติ หรือต่าเลก็ นอ้ ย อาตินีน 4.ฮยั ดรอกซียโ์ ปรตีนปัสสาวะ 4. ต่า 4. ต่า 5. ซีด 5. พบบ่อยจากการขาดเหลก็ และขาดโฟเลต 5. อาจพบได้ ร่วมดว้ ย 6. เน้ือตบั 6. มีไขมนั สะสมมาก 6. ปกติหรือลีบ
16 การป้องกนั และการรักษา ส่งเสริมใหม้ ารดาเล้ียงลูกดว้ ยนมแมม่ ากข้ึนและส่งเสริมใหเ้ ดก็ ดื่มนมววั น้านมถว่ั เหลืองเพม่ิ ข้นึ สถาบนั คน้ ควา้ พฒั นาผลิตภณั ฑอ์ าหาร ทดลองผลิตโปรตีนจากพืชทดแทนโปรตีนจากสัตว์ เช่น ผลิตภณั ฑจ์ าก ถว่ั เหลืองโปรตีนเกษตร เน้ือเทียม และโปรตีนจากสาหร่ายสีเขยี ว เป็นตน้ โรคขาดวติ ามนิ เอ โรคขาดวิตามินเอ (Vitamin A deficiency) มกั พบร่วมกบั PCM และเป็นสาเหตุสาคญั ของอาการตาบอด ในเดก็ วยั ก่อนเรียน องคก์ ารอนามยั โลกจดั ใหป้ ระเทศไทยเป็นกลมุ่ ประเทศของโรคขาดวิตามินเอ ชนิดไม่แสดง อาการทางคลินิกข้นั ปานกลาง (Moderate subclinical vitamin A deficiency) สาเหตุทท่ี าให้ขาดวิตามนิ เอ 1.เด็กมีภาวะขาดโปรตีนและพลงั งาน หรือขาด Retinol binding protein (RBP) ขนส่งวิตามินเอจากตบั ไปสู่อวยั วะต่าง ๆ 2.เดก็ มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร หรือเจ็บป่ วยจากโรคติดเช้ือเฉียบพลนั 3.ทารกท่ีไมไ่ ดร้ ับอาหารเสริมตามวยั อาการทางคลนิ กิ 1.การเจริญเติบโตหยดุ ชะงกั ภมู ิตา้ นทานต่า ทาใหเ้ ป็นหวดั และมีน้ามกู งา่ ย 2.อาการทางตา (Xerophthalmia) จะมีอาการของตามัวในที่มืด (Night blindness) เยื่อบุตาแห้งขุ่น (Conjunctival xerosis) เกล็ดกระดี่ (Bitot’s spot) กระจกตาแหง้ (Corneal xerosis) กระจกตาเป็นแผล (Corneal ulceration) กระจกตาขนุ่ เหลว (Keratomalacia) 3.ผวิ หนงั แหง้ เป็นเกลด็ (Dry scaly skin or toad skin) 4.เยอ่ื บุต่าง ๆ ของร่างกายแหง้ การวนิ จิ ฉัย - ตรวจระดบั วติ ามินเอในเลือด (Serum retinol) และการสะสมในตบั - การตรวจความผิดปกติเซลลเ์ ยอื่ บุตาขาว การดูแล 1.ประเมินอาการผิดปกติ อาการแทรกซ้อนที่เกิดกบั ดวงตา ภาวะ Xeropthalmia เป็ นภาวะท่ีตอ้ งรักษา โดยรีบด่วน เพราะอาจเกิดตาบอดได้ จึงต้องให้วิตามินเอทดแทนทางปาก หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดา หรือ กลา้ มเน้ือ หากมีการอกั เสบหรือมีแผลใหย้ าปฏิชีวนะหยอดตา 2.ให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่มารดา โดยเน้นการเล้ียงดูบุตรให้ถูกตอ้ งด้วยน้านมมารดา ให้อาหาร เสริมท่ีเหมาะสม ไม่ใชน้ มขน้ หวานเล้ียงทารก เป็นตน้ แนะนาอาหารท่ีมีวิตามินเอสูง หรือแคโรทีนสูง เช่น ตบั ไข่แดง ผกั ใบเขยี ว ผกั และผลไมท้ ่ีมีสีเหลือง เช่น ฟักทอง มะละกอสุก เป็นตน้
17 โรคโลหติ จางจากการขาดธาตุเหลก็ โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) เกิดจากร่างกายมีจานวนเม็ดเลือดแดง นอ้ ยหรือมีความเขม้ ขน้ ของเลือดต่ากว่าปกติ ในเด็กวยั เรียนจะมีอาการเซื่องซึม เฉื่อยชา เรียนหนังสือไม่ทนั เพ่ือน เจ็บป่ วยง่าย ถา้ เป็นนานๆ อาจมีผลตอ่ หวั ใจ สาเหตุ 1.การรับประทานอาหารท่ีมีธาตุเหล็กน้อย หรือเหล็กถูกดูดซึมไปใช้ได้น้อย เน่ืองจากรับประทาน อาหารที่ยบั ย้งั การดูดซึมธาตุเหลก็ เช่น ผกั ขม ช๊อคโกแลต ชา กาแฟ 2.การดูดซึมธาตุเหลก็ สูญเสียไปจากมีพยาธิสภาพในลาไส้ 3.การเสียเลือดเร้ือรัง เช่น พยาธิปากขอ อาการทางคลนิ ิก ซีด มุมปากเป็ นแผล หงุดหงิด เซื่องซึม อ่อนลา้ ง่าย ภูมิตา้ นทานโรคลดลงทาให้เจ็บป่ วยง่าย ระบบ ประสาททาหนา้ ที่ไม่ดี เลบ็ ออ่ นแบนหรือชอ้ นข้ึน แสบลิ้น และลิ้นเลี่ยนแดง การดูแล 1.ดูแลให้ยา Ferrous sulfate และแนะนาให้รับประทานอาหารท่ีช่วยให้การดูดซึมเหล็กดีข้ึน เช่น เน้ือสตั ว์ ผกั และผลไมท้ ่ีมีวิตามินซีสูง เป็นตน้ 2.ดูแลใหไ้ ดร้ ับอาหารเพียงพอโดยเฉพาะอาหารท่ีมีธาตุเหล็กมาก เช่น เน้ือสัตว์ ตบั เลือดหมู นม ไข่ ผกั ใบเขยี ว อาหารทะเล และถวั่ เมลด็ แหง้ เป็นตน้ 3.แนะนามารดาให้เล้ียงลูกดว้ ยนมมารดา เพราะจะทาให้การดูดซึมเหล็กดีกว่านมววั 4.แนะนามารดา เร่ือง การกาจดั พยาธิท่ีเป็นสาเหตุทาใหเ้ สียเลือดเร้ือรัง การปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดลอ้ มท่ีดี 5.ช่วยเหลือดูแลในการทากิจวตั รประจาวนั ตา่ งๆ สรุป โภชนาการในเดก็ เป็นส่ิงสาคญั ควรมีการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพ่ือเป็นการป้องกนั การเกิดภาวะทุพ โภชนาการ อาหารท่ีจดั ใหค้ วรเป็ นอาหารท่ีเหมาะสมกบั วยั ถูกตอ้ งตามหลกั โภชนาการ โดยเน้นอาหารหลกั 5 หมู่ อาหารเสริม เน่ืองจากเด็กแต่ละวยั มีความตอ้ งการพลงั งานและสารอาหารในปริมาณค่อนขา้ งสูงจากการที่ ร่างกายของเด็กกาลงั เจริญเติบโต หากไดร้ ับไม่เพียงพอกบั ความตอ้ งการของร่างกาย อาจทาให้เด็กเกิดปัญหา ทางโภชนาการข้ึน ซ่ึงปัญหาทางโภชนาการที่พบบ่อย จะเห็นไดว้ า่ โภชนาการเป็ นสิ่งสาคญั สาหรับเด็ก เด็กจึง ควรไดร้ ับการส่งเสริมภาวะโภชนาการอย่างถูกตอ้ ง เพ่ือให้มีการเจริญเติบโตและพฒั นาการเหมาะสมกบั วยั สามารถเจริญเติบโตเป็นผใู้ หญท่ ี่มีคณุ ภาพไดใ้ นอนาคต
Search
Read the Text Version
- 1 - 18
Pages: