Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความรู้รอบตัว

ความรู้รอบตัว

Published by สิริญ อ้นวันลา, 2022-06-16 06:17:34

Description: ความรู้รอบตัว

Search

Read the Text Version

1.ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรคนแรกของไทย เจา้ พระยาธรรม ศกั ดมิ์ นตรี มหาอำมาตยเ์ อก เจา้ พระยาธรรมศกั ดม์ิ นตรี (สนน่ั เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา) (1 มกราคม พ.ศ. 2419 – 1 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2486) นามปากกา ครเู ทพ เป็ นขนุ นางชาวไทย เคยเป็ นเสนาบดกี ระทรวงธรรมการ และ เป็ นประธานสภาผแู ้ ทนราษฎรคนแรก ผวู ้ างรากฐานการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานและอาชวี ศกึ ษา ทงั้ ไดร้ ว่ มดำรใิ ห ้ กอ่ ตงั้ มหาวทิ ยาลยั แหง่ แรกของประเทศ คอื จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั และเป็ นผแู ้ ปลกตกิ าฟตุ บอลมา เผยแพรใ่ นประเทศไทย นอกจากน้ี ยงั เป็ นนักประพันธ์ งานประพันธเ์ ลอื่ งชอ่ื คอื เพลงกราวกฬี า และเพลง ชาตไิ ทยฉบบั กอ่ นปัจจบุ นั

2.มะพรา้ วมมี ากทสี่ ดุ ท่ี เกาะสมยุ จ.สรุ าษฎรธ์ านี คอื เกาะทใ่ี หญเ่ ป็ นอนั ดบั 2 ของประเทศไทย เคยมจี ำนวนตน้ มะพรา้ วมากทส่ี ดุ และกเ็ ป็ นเวลากวา่ รอ้ ยปีแลว้ ท่ี มะพรา้ วเกาะสมยุ เปรยี บเสมอื นพชื เศรษฐกจิ ทส่ี รา้ งรายไดเ้ ป็ นกอบเป็ นกำใหก้ บั ชาวเกาะ เพราะมะพรา้ วท่ี ปลกู บนเกาะแหง่ นมี้ ผี ลโตกวา่ ทอ่ี นื่ ทงั้ ยงั อรอ่ ย หอมหวานชน่ื ใจจนสง่ ออกไปขายทว่ั ประเทศ ชาวบา้ น สามารถนำมะพรา้ วมาแปรรปู เป็ นผลติ ภณั ฑต์ า่ ง ๆ มากมาย 1 ในนัน้ คอื น้ำมนั มะพรา้ วบรสิ ทุ ธ์ิ ทเี่ ป่ียมไปดว้ ย คณุ คา่ ดา้ นสขุ ภาพและความงาม ชว่ ยใหเ้ ผาผลาญไขมนั ไดม้ ากขนึ้ และสง่ ผลใหน้ ้ำหนักลดนอ้ ยลง – ชว่ ยเพมิ่ ความชมุ่ ชนื้ เพอ่ื บรรเทาอาการระคายเคอื งของผวิ – ชว่ ยในการกำจัดเหาและไขเ่ หาบนหนังศรี ษะ – บำรงุ เสน้ ผมเพราะชว่ ยลดการสญู เสยี โปรตนี ของเสน้ ผมไดด้ ี – ชว่ ยขจัดคราบจลุ นิ ทรยี แ์ ละแบคทเี รยี ในชอ่ งปาก เป็ นตน้

3.สม้ โอลอื ชอ่ื ของไทยปลกู ท่ี อ.นครชยั ศรี จ.นครปฐม สำหรับ คำวา่ “สม้ โอนครชยั ศร”ี นัน้ คณุ ทมิ สนั นษิ ฐานวา่ น่าจะเกดิ จากตอนทสี่ ม้ โอเรม่ิ ขยายมาปลกู ในเขต นครชยั ศรี ตอนนัน้ ยงั เป็ นมณฑลนครชยั ศรี สม้ โอ จงึ ถกู เรยี กตามชอ่ื มณฑล จงึ กลายเป็ นสม้ โอมณฑลนคร ชยั ศรแี ตน่ ัน้ มา เรยี กกนั จนเหลอื แค่ สม้ โอนครชยั ศรี ซง่ึ ในภายหลงั ไดม้ กี ารกอ่ ตงั้ เป็ นจังหวดั นครปฐม มณฑลนครชยั ศรจี งึ กลายเป็ นอำเภอไป ตลาดสม้ โอนครชยั ศรี จังหวดั นครปฐม ปัจจบุ นั มพี นื้ ทปี่ ลกู สม้ โอ ประมาณ 5,000 ไร่ โดยมผี ลผลติ เฉลยี่ ประมาณ 100 ลกู ตอ่ ตน้ ตอ่ ปี ซอ้ื ขายกนั เป็ นลกู ราคาจากสวนแตกตา่ งกนั ตามสายพันธุ์ เชน่ พันธขุ์ าวน้ำผงึ้ ราคาหนา้ สวน อยทู่ ล่ี กู ละ 120-150 บาท ราคาซอื้ ปลกี ลกู ละ 180-200 บาท พันธทุ์ องดี สง่ ขายตา่ งประเทศ ราคาลกู ละ 90-100 บาท ราคาในประเทศ ลกู ละ 100 บาท

4.นกนางแอน่ มมี ากทสี่ ดุ ที่ จ.ชมุ พร จากกรณีชาวบา้ นในเขตเทศบาลตำบลมาบอำฤต อ.ปะทวิ จ.ชมุ พร ซงึ่ เป็ นชมุ ชนหนาแน่นยา่ นเศรษฐกจิ หลกั ของอำเภอปะทวิ ไดร้ อ้ งเรยี นปัญหานายทนุ ดดั แปลงตอ่ เตมิ อาคารผดิ กฎหมายเพอื่ สรา้ งบา้ นนก นางแอน่ กนิ รังกนั จำนวนมาก จนเกดิ มลพษิ ทงั้ กลนิ่ เสยี ง มลู ตวั ไร สง่ ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ และสง่ิ แวดลอ้ ม ชาวบา้ น เด็ก คนชราเป็ นภมู แิ พ ้ หอบหดื ผนื่ คนั โรคผวิ หนัง ซง่ึ ชาวบา้ นไดต้ อ่ สปู ้ กป้องสทิ ธทิ ถี่ กู ละเมดิ มานานหลายปี จนกระทง่ั เจา้ หนา้ ทห่ี น่วยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งไดท้ ำ การจับกมุ ผปู ้ ระกอบการดำเนนิ คดี และ ศาลจังหวดั ชมุ พรไดพ้ พิ ากษามคี วามผดิ ตาม พ.ร.บ.ควบคมุ อาคาร และความผดิ ตาม พ.ร.บ.สงวนและคมุ ้ ครองสตั วป์ ่ า ใหจ้ ำคกุ และปรับ โดยโทษจำคกุ ใหร้ อลงอาญา ถอื เป็ น คดตี วั อยา่ งคดแี รกในประเทศไทย แตเ่ วลาผา่ นไปนานนบั ปี หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งในทอ้ งถน่ิ กลบั นงิ่ เฉยไมด่ ำเนนิ การใดๆ ใหเ้ ป็ นไป ตามคำพพิ ากษาของศาล ธรุ กจิ บา้ นรงั นกยงั ทำกนั ตามปกติ และมนี ายทนุ อกี หลายรายทำการตอ่ เตมิ ดดั แปลงสรา้ งบา้ นนกในเขตชุมชนเพมิ่ มากขน้ึ ทำใหช้ าวบา้ นไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นหนกั กวา่ เดมิ

5.ปลาทใี่ หญท่ สี่ ดุ ในลำน้ำโขง ปลาบกึ ปลาบกึ เป็ นปลาน้ำจดื อพยพทใ่ี หญท่ สี่ ดุ ชนดิ หนง่ึ ของโลก มถี น่ื กำเนดิ เฉพาะในลมุ่ น้ำโขงเทา่ นัน้ โดยปลาบกึ ขนาดใหญท่ สี่ ดุ เทา่ ทม่ี กี ารบนั ทกึ ไวค้ อื มนี ้ำหนัก ๒๘๒ กโิ ลกรัมและยาวสดุ ๓ เมตร การทปี่ ลาบกึ เป็ นปลาหนังอพยพทใ่ี หญท่ สี่ ดุ ชนดิ หนง่ึ ของโลกและมถี นิ่ อาศยั เฉพาะแมน่ ้ำโขง ทำให ้ ปลาบกึ เป็ นสญั ญลกั ษณข์ องความอดุ มสมบรู ณแ์ ละ ความหลากหลายทางชวี ภาพของแมน่ ้ำโขง การ ลดลงของจำนวนประชากรปลาบกึ ตามธรรมชาติ (Wild Giant Catfsih) จงึ สะทอ้ นใหเ้ ห็นถงึ ความ เสอื่ มโทรมของ ระบบนเิ วศนแ์ มน่ ้ำโขงทป่ี ระชาชนมากกวา่ ๖๐ ลา้ นคนไดพ้ ง่ึ พาโดยเฉพาะการทำ ประมงทงั้ เพอื่ การยงั ชพี และเชงิ พาณชิ ย์ ปัจจบุ นั การศกึ ษาเรอ่ื งปลาบกึ ยงั ไมเ่ ป็ นระบบ ในประเทศไทย จะเนน้ ไปทกี่ ารผสมเทยี มและการเพาะ เลย้ี ง เป็ นหลกั สว่ นการศกึ ษาวงจรชวี ติ ตามธรรมชาตขิ องปลาบกึ ในแมน่ ้ำโขงนัน้ ยงั ไมม่ ี โครงการที่ ศกึ ษาธรรมชาตขิ องปลาบกึ ทก่ี ำลงั ดำเนนิ การในปัจจบุ นั คอื การเฝ้าตดิ ตามการอพยพของปลาบกึ ที่ ทะเลสาบเขมรโดย Zeb Horgan ซงึ่ มงุ่ ไปทก่ี ารศกึ ษาการอพยพของปลาบกึ ควบคไู่ ปกบั การศกึ ษา ปลาหนังชนดิ อน่ื ๆ(Catfish) ทม่ี กี ารอพยพและมคี วามสำคญั เชงิ เศรษฐกจิ หากมกี ารศกึ ษาธรรมชาตขิ องปลาบกึ ซงึ่ เป็ นปลาหนังอพยพ ทใี่ หญท่ สี่ ดุ ยงั จะทำใหเ้ ป็ นขอ้ มลู ฐานที่ สำคญั ในการศกึ ษา เพอื่ ทำความเขา้ ใจ ปลาหนังอพยพชนดิ อนื่ ๆ ในแมน่ ้ำโขง เพราะปลาหนังอพยพ มคี วามสำคญั ในเชงิ เศรษฐกจิ ของชมุ ชนประมงในลมุ่ น้ำโขงเป็ นอยา่ งสงู

6.นายกรัฐมนตรคี นแรกของไทย พระยามโนปกรณน์ ติ ธิ าดา พระยามโนปกรณน์ ติ ธิ าดา (กอ้ น หตุ ะสงิ ห)์ เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2427 ทบี่ า้ นถนนตรเี พชร ตำบลพาหรุ ัด เมอื งพระนคร เป็ นบตุ รของนายฮวด กบั นางแกว้ หตุ ะสงิ ห์ ซง่ึ ทงั้ สองเป็ นชาวไทยเชอื้ สายจนี ทา่ นไดเ้ รม่ิ การศกึ ษาชนั้ ตน้ ทว่ี ดั ราชบรุ ณะ (วดั เลยี บ) จากนัน้ จงึ เขา้ ศกึ ษาตอ่ ทโี่ รงเรยี นสวนกหุ ลาบวทิ ยาลยั ในกรงุ เทพมหานคร ตอ่ มาทา่ นไดศ้ กึ ษาวชิ ากฎหมายทโ่ี รงเรยี นอสั สมั ชญั และโรงเรยี นกฎหมายกระทรวง ยตุ ธิ รรม จนสำเร็จเป็ นเนตบิ ณั ฑติ สยาม และตอ่ มาไดท้ นุ เลา่ เรยี นหลวงไปศกึ ษาดา้ นกฎหมายจนสำเร็จ เนตบิ ณั ฑติ จากสถาบนั The Middle Temple กรงุ ลอนดอน ประเทศองั กฤษ เมอื่ ปี พ.ศ. 2448 เมอ่ื สำเร็จ เนตบิ ณั ฑติ สยามแลว้ ทา่ นไดเ้ ขา้ รับราชการในตำแหน่งผพู ้ พิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ กระทรวงยตุ ธิ รรม จนไดร้ ับ พระราชทานบรรดาศกั ดเิ์ ป็ น “หลวงประดษิ ฐพ์ จิ ารณก์ าร” จนกระทงั่ ไดเ้ ป็ น “พระสมหุ นติ ศิ าสตร”์ และ “พระยามโนปกรณน์ ติ ธิ าดา” ในทส่ี ดุ พระยามโนปกรณน์ ติ ธิ าดา (กอ้ น หตุ ะสงิ ห)์ ไดเ้ ขา้ รับราชการในตำแหน่งผพู ้ พิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ สงั กดั กระทรวงยตุ ธิ รรม และนอกจากนยี้ งั เป็ นอาจารยส์ อนวชิ ากฎหมาย ทำใหท้ า่ นมลี กู ศษิ ยล์ กู หามาก ใน เวลาตอ่ มาทา่ นไดเ้ ป็ นอธบิ ดศี าลฎกี า และไดร้ ับความไวว้ างพระราชหฤทยั จากพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ใหด้ ำรงตำแหน่งองคมนตรที ป่ี รกึ ษาราชการในพระองคม์ าตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2461 ตอ่ มาขณะเกดิ การ ปฏวิ ตั สิ ยาม พ.ศ. 2475 พระยามโนปกรณน์ ติ ธิ าดา กำลงั ดำรงตำแหน่งเสนาบดกี ระทรวงการคลงั ในขณะนัน้ [1]

7.ผคู ้ ดิ ตวั พมิ พอ์ กั ษรไทยเป็ นคนแรก รอ้ ยโท เจมส์ โลว์ พมิ พค์ มั ภรี แ์ มทธวิ ภาษาไทย หลกั ฐานเกย่ี วกบั “ตวั พมิ พไ์ ทย” ปรากฎชดั ในตอนปลายรัชกาลท่ี 2 ประมาณ พ.ศ. 2359 โดยการคน้ ควา้ ของศาสตราจารย์ ขจร สขุ พานชิ พบวา่ หมอจดั สนั (Adoniram Judson) และแอนน์ ฮาเซลไตน์ จดั สนั (Ann Hazeltine Judson) มชิ ชนั นารคี ณะแบพตสิ ท์ ชาวอเมรกิ นั ทเี่ ดนิ ทางมาเผยแผศ่ าสนายงั เมอื ง ยา่ งกงุ ้ ประเทศพมา่ เป็ นผคู ้ ดิ เขยี น “ตวั พมิ พไ์ ทย” ขน้ึ เนอ่ื งจากนางจัดสนั ไดเ้ รยี นรภู ้ าษาไทยจากเชลยศกึ ชาวสยามทถ่ี กู กวาดตอ้ นไปเมอ่ื ครัน้ เสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาครัง้ ที่ 2โดยใน พ.ศ. 2359 ชา่ งพมิ พค์ นสำคญั จอรจ์ ฮฟั (George H. Hough) ไดห้ ลอ่ “ตวั พมิ พไ์ ทย” ขนึ้ เป็ นครัง้ แรก ตามแบบเขยี นของ นางจัดสนั เพอ่ื ใชใ้ น การ หลกั ฐานเกย่ี วกบั “ตวั พมิ พไ์ ทย” ปรากฎชดั ในตอนปลายรัชกาลท่ี 2 ประมาณ พ.ศ. 2359 โดยการคน้ ควา้ ของศาสตราจารย์ ขจร สขุ พานชิ พบวา่ หมอจดั สนั (Adoniram Judson) และแอนน์ ฮาเซลไตน์ จดั สนั (Ann Hazeltine Judson) มชิ ชนั นารคี ณะแบพตสิ ท์ ชาวอเมรกิ นั ทเี่ ดนิ ทางมาเผยแผศ่ าสนายงั เมอื ง ยา่ งกงุ ้ ประเทศพมา่ เป็ นผคู ้ ดิ เขยี น “ตวั พมิ พไ์ ทย” ขนึ้ เนอ่ื งจากนางจัดสนั ไดเ้ รยี นรภู ้ าษาไทยจากเชลยศกึ ชาวสยามทถ่ี กู กวาดตอ้ นไปเมอ่ื ครัน้ เสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาครัง้ ท่ี 2 โดยใน พ.ศ. 2359 ชา่ งพมิ พค์ นสำคญั จอรจ์ ฮฟั (George H. Hough) ไดห้ ลอ่ “ตวั พมิ พไ์ ทย” ขนึ้ เป็ น ครัง้ แรก ตามแบบเขยี นของ นางจัดสนั เพอ่ื ใชใ้ นการพมิ พค์ มั ภรี แ์ มทธวิ ภา

8.ผเู ้ รมิ่ ใชก้ ระแสไฟฟ้าคนแรกของไทย จอมพล เจา้ พระยา สรุ ศกั ดม์ิ นตรี (เตมิ แสงชโู ต) จอมพล เจา้ พระยาสรุ ศกั ดม์ิ นตรี มชี อื่ เดมิ วา่ เจมิ เป็ นชาวฝั่งธนบรุ ี เกดิ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2394 เป็ นบตุ รของพระยาสรุ ศกั ดมิ์ นตรี (แสง ชโู ต) กบั คณุ หญงิ เดมิ บนุ นาค และเป็ นหลานป่ ขู องพระยาสรุ เสนา (สวสั ด์ิ ชโู ต) เป็ นเหลนของ เจา้ คณุ ชโู ต พระ เชษฐาของสมเด็จพระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี พระบรมราชนิ ใี นพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก มหาราช เนอื่ งจากมารดาถงึ แกก่ รรม ทา่ นเจมิ จงึ ไดบ้ วชเณรทวี่ ดั พชิ ยญาตกิ ารามวรวหิ าร เพอ่ื อทุ ศิ สว่ นกศุ ล ใหก้ บั มารดา จงึ มโี อกาสเรยี นหนังสอื ทว่ี ดั พชิ ยั ญาติ กระทง่ั อายุ 15 ปี ไดเ้ ขา้ เรยี น ทสี่ ำนักสมเด็จเจา้ พระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์ (ชว่ ง บนุ นาค) ที่ สมหุ กลาโหม หลงั จากเรยี นจนชำนาญ ไดเ้ ขา้ ถวายตวั เป็ นมหาดเล็ก ในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โดยเมอ่ื ครัง้ ทเี่ สด็จเสวยราชสมบตั แิ รก ๆ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ัดตงั้ กรมทหารมหาดเล็ก เพอ่ื ฝึกสอน วชิ าทหาร ทา่ นเจมิ จงึ ไดร้ ับบรรจเุ ป็ นมหาดเล็กหมายเลข 1 นอกจากนี้ ยงั โปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ัดตงั้ เป็ นกอง ทหารองครักษ์ ซง่ึ ตอ่ มาเป็ น กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองคใ์ นปัจจบุ นั ครัน้ เมอื่ ปี พ.ศ. 2414 เจมิ แสงชู โต ไดร้ ับยศนายรอ้ ยตรี ตำแหน่งผบู ้ งั คบั กองรอ้ ยที่ 6 มบี รรดาศกั ดเ์ิ ป็ น \"หลวงศลั ยทุ ธสรกรร\" และตามเสด็จ ประพาสอนิ เดยี จงึ ไดเ้ ปลย่ี นบรรดาศกั ดใิ์ หมเ่ ป็ น \"หลวงศลั ยทุ ธวธิ กี าร\" โดยตอ่ มา ไดร้ ับโปรดเกลา้ ฯ เป็ น \"จ มน่ื สราภยั สฤษดก์ิ าร\" เนอ่ื งจากเป็ นอปุ ทตู ไปยงั เมอื งปัตตาเวยี ตอ่ มาใน ปี พ.ศ. 2421 รัฐบาลไทยกบั กงสลุ องั กฤษเกดิ ขอ้ บาดหมางกนั พระบาทสมเด็จพระ จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บนุ นาค) เป็ นราชทตู ออกไปยงั ประเทศ องั กฤษ และจมน่ื สราภยั สฤษดกิ์ ารเป็ นอปุ ทตู รว่ มคณะ จนกระทง่ั เรอื่ งราวสงบเรยี บรอ้ ย จงึ ไดร้ ับความดี ความชอบ เลอื่ นเป็ น \"จมน่ื ไวยวรนาถ\" หวั หมนื่ มหาดเล็กเวรฤทธิ์ ถอื ศกั ดนิ า 1000 เมอ่ื วนั พฤหสั บดี เดอื น อา้ ย ขนึ้ เจ็ดค่ำ ปี เถาะเอกศก จลุ ศกั ราช 1241[1] ปี พ.ศ. 2426 เกดิ เหตโุ จรผรู ้ า้ ยชกุ ชมุ ทเี่ มอื งสพุ รรณบรุ ี จมน่ื ไวยวรนาถไดร้ ับมอบหมายใหไ้ ปปราบ ซงึ่ สามารถปราบไดส้ ำเร็จ รวมทงั้ ปราบโจรผรู ้ า้ ยจากทางหวั เมอื งตะวนั ออกดว้ ย ในปี พ.ศ. 2428 ยงั ได ้ รับหนา้ ทใ่ี หเ้ ป็ นแมท่ พั ปราบฮอ่ ทห่ี วั เมอื งลาว และในปี พ.ศ. 2436 ไดร้ ับหนา้ ทไี่ ปปราบฮอ่ อกี ครัง้ หนง่ึ โดยคดิ คน้ และผลติ ลกู ระเบดิ ขน้ึ ใชใ้ นการรบ จนกระทงั่ ปราบฮอ่ ได ้ สำเร็จราบคาบ

9.ผเู ้ ปิดเดนิ รถเมลใ์ นกรงุ เทพมหานครเป็ นคนแรก พระยา เศรษฐภกั ดรี ถเมลน์ ายเลศิ จากวกิ พิ เี ดยี สารานุกรมเสรรี ถเมลน์ ายเลศิ หรอื รถเมลข์ าว เป็ นรถโดยสารประจำทางสายแรกของไทย ผู ้ รเิ รมิ่ คอื พระยาภกั ดนี รเศรษฐ หรอื นายเลศิ เศรษฐบตุ ร เรมิ่ จากกจิ การบรกิ ารรถมา้ เชา่ ซงึ่ นายเลศิ เป็ นผอู ้ อก แบบตวั รถเอง โดยคดิ คา่ โดยสารสำหรับรถมา้ เดยี่ วชว่ั โมงละ 75 สตางค์ รถมา้ คชู่ ว่ั โมงละ 1 บาท [1] แตน่ าย เลศิ เห็นวา่ เป็ นการทรมานสตั ว์ จงึ คดิ เปลยี่ นมาใชร้ ถยนต์ เมอ่ื ประมาณ พ.ศ. 2453 ลกั ษณะของรถ[แก]้ รถเมลน์ ายเลศิ มลี กั ษณะเฉพาะคอื ทาสขี าวทงั้ คนั มตี ราประจำรถเป็ นรปู ขนมกง นายเลศิ เป็ นผอู ้ อกแบบตวั ถงั รถเมลด์ ว้ ยตวั เอง โดยเขยี นแบบดว้ ยชอลก์ บนพนื้ ปนู ใหช้ า่ งไมช้ าวเซย่ี งไฮเ้ ป็ นผตู ้ อ่ โดยใชเ้ ครอ่ื งยนตท์ ่ี สงั่ ซอื้ มาจากประเทศองั กฤษ นายเลศิ มนี โยบายในการเดนิ รถวา่ \"สภุ าพ ซอื่ สตั ย์ ประหยดั ทนั ใจ เอากำไร แตน่ อ้ ย บรกิ ารผมู ้ รี ายไดน้ อ้ ย\" [2] รถเมลส์ ายแรกของนายเลศิ วงิ่ จากประตนู ้ำไปสพี่ ระยา เมอื่ กจิ การเจรญิ กา้ วหนา้ จงึ ขยายออกไปจนเกอื บทว่ั กรงุ เทพมหานคร คนทวั่ ไปเรยี กรถของทา่ นวา่ \"รถเมลข์ าว\" ตามสขี องรถ ตอ่ มานายเลศิ ไดร้ เิ รมิ่ บรกิ ารเรอื เมลท์ ชี่ าวบา้ นเรยี ก \"เรอื ขาว\" รับสง่ ผโู ้ ดยสารตามคลองแสนแสบ ผา่ นหนองจอก มนี บรุ ี แลว้ มาสดุ ทางท่ี ประตนู ้ำ เชอื่ มโยงกบั เสน้ ทางของรถเมลข์ าว กจิ การนเ้ี ป็ นทปี่ ระทบั ใจของคนทว่ั ไป และสรา้ งชอื่ เสยี งใหท้ า่ นมาก การสนิ้ สดุ กจิ การ[แก]้ กจิ การรถเมลน์ ายเลศิ ดำเนนิ การมานานถงึ 70 ปี ไดร้ ับสมั ปทานเดนิ รถประจำทางในกรงุ เทพฯ ถงึ 36 สาย มี รถประมาณ 700 คนั มพี นักงาน 3,500 คน นับเป็ นบรษิ ัทรถเมลท์ ใี่ หญท่ ส่ี ดุ แตไ่ ดเ้ ลกิ กจิ การลงในปี พ.ศ. 2520 [2] เมอื่ รัฐบาลมนี โยบายรวมกจิ การรถเมลท์ กุ สายในกรงุ เทพมหานครมาอยใู่ นความดแู ลของ องคก์ าร ขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ (ขสมก.) ซงึ่ เป็ นรัฐวสิ าหกจิ

10.ผปู ้ ระดษิ ฐส์ ามลอ้ ขนึ้ ใชใ้ นประเทศไทยเป็ นคนแรก นายเลอ่ื น พงษ์โสภณ รถสามลอ้ ถบี เกดิ ขนึ้ ในประเทศไทยเป็ นครัง้ แรกเมอื่ พ.ศ. 2476 ทจี่ ังหวดั นครราชสมี า โดยนาวาอากาศ เอก เลอ่ื น พงษโ์ สภณ ครัง้ สมคั รเขา้ ทำงานในบรษิ ัทเดนิ อากาศ และไดร้ ับการคำสงั่ ใหย้ า้ ยไปประจำอยทู่ ่ี จังหวดั นครราชสมี าเป็ นเวลา 5 ปี นายเลอ่ื น พงษโ์ สภณ ไดใ้ ชเ้ วลาวา่ งขณะทป่ี ระจำการอยทู่ น่ี ัน้ คดิ คน้ ประดษิ ฐร์ ถสามลอ้ ขน้ึ โดยนำรถลากหรอื รถเจ็กมาดดั แปลงรว่ มกบั จักรยาน คอื รถจักรยานสองลอ้ ทเี่ พม่ิ ลอ้ หลงั ทางดา้ นซา้ ยมอื ขน้ึ อกี ลอ้ หนงึ่ ระยะหา่ งระหวา่ งลอ้ หลงั ทงั้ สองประมาณ 1 เมตร ระหวา่ งลอ้ ทงั้ สองนัน้ ทำเป็ นพน้ื ดว้ ยไมก้ ระดาน บนกระดานขน้ึ ไปใชเ้ กา้ อหี้ วายตงั้ ไวต้ วั หนงึ่ สำหรับใหผ้ โู ้ ดยสารนั่ง ใชเ้ วลา ประดษิ ฐป์ ระมาณ 1 ปีกป็ ระสบความสำเร็จ และนำรถสามลอ้ ถบี เขา้ มาจดทะเบยี นในจังหวดั กรงุ เทพฯ โดย นายเลอื่ น พงษ์โสภณ เป็ นผขู ้ บั ขดี่ ว้ ยตนเอง ซงึ่ ในครัง้ นัน้ นายพนั ตำรวจตรี หลวงพชิ ติ ธรุ การ เป็ นผู ้ ทดลองนั่งรถสามลอ้ เป็ นคนแรก รถสามลอ้ ถบี ของนายเลอื่ น พงษโ์ สภณถอื เป็ นตน้ แบบของรถสามลอ้ ทเี่ ห็นในการใชร้ ับสง่ ผโู ้ ดยสาร จนมี การเอาแบบอยา่ งไปทำรถสามลอ้ ถบี ของตนเองกนั มาก ซง่ึ ตอ่ มากระทรวงมหาดไทยไดก้ ำหนดรปู รา่ งและ ลกั ษณะของรถสามลอ้ ไวเ้ ป็ นมาตรฐานทว่ั กนั ดงั นี้ คอื มที ส่ี ำหรับผขู ้ บั ขน่ี ่ังอยตู่ อนหนา้ และผโู ้ ดยสารน่ังอยู่ ตอนหลงั , ตวั รถสำหรับผโู ้ ดยสารนั่ง มรี ปู เป็ นตวั ถงั , มปี ระทนุ กนั ฝนและแดดสำหรับผโู ้ ดยสาร, ระยะหา่ ง ระหวา่ งลอ้ หลงั ไมน่ อ้ ยกวา่ 1 เมตร และไมเ่ กนิ กวา่ 1.10 เมตร, น้ำหนักรถไมเ่ กนิ 80 กโิ ลกรัม, มโี คมไฟขา้ ง ละไมน่ อ้ ยกวา่ 1 ดวง โดยใชก้ ระจกสขี าวดา้ นหนา้ สแี ดงดา้ นหลงั ตดิ ไวใ้ หเ้ ป็ นสว่ นกวา้ งของตวั ถงั รถ โดยให ้ เห็นแสงไฟทงั้ จากขา้ งหนา้ และขา้ งหลงั , มหี า้ มลอ้ ทใ่ี ชก้ ารไดด้ ไี มน่ อ้ ยกวา่ 2 อนั รถสามลอ้ ถบี กลายเป็ นทน่ี ยิ มมากจนแพรก่ ระจายไปทวั่ กรงุ เทพมหานคร หากศกึ ษาจากภาพเกา่ กจ็ ะสงั เกต เห็นภาพรถสามลอ้ ถบี เรยี งรายรอรับสง่ ผโู ้ ดยสารในพระนคร โดยเฉพาะในยา่ นสถานทร่ี าชการ ออฟฟิศ ชมุ ชน ทมี่ ผี คู ้ นสญั จรไปมามากมาย กจ็ ะมสี ามลอ้ ถบี มากเป็ นพเิ ศษ เชน่ ถนนราชดำเนนิ ถนนเยาวราช เป็ นตน้ ตอ่ มา พ.ศ. 2502 สมยั รฐั บาลจอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ เกดิ ปัญหารถตดิ ในกรงุ เทพฯ จงึ มปี ระกาศยกเลกิ สามลอ้ ถบี ในเขตพระนครและธนบรุ ี ซง่ึ จะเรมิ่ บงั คบั ใชต้ งั้ แตว่ นั ขน้ึ ปีใหมข่ องปีหนา้ เป็ นตน้ ไป โดยพล.อ. ประภาส จารเุ สถยี ร รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยกลา่ ววา่

11.ปฎทิ นิ ฉบบั ภาษาไทย จัดพมิ พค์ รัง้ แรกเมอื่ ปี พ.ศ.2385 การพมิ พป์ ฏทิ นิ มขี นึ้ เป็ นครง้ั แรกในเมอื งไทย เมอื่ วนั ท่ี 14 มกราคม พ.ศ. 2385 (ปลายสมยั รัชกาล ที่ 3) ซง่ึ สามารถตรวจสอบและคน้ ควา้ หาหลกั ฐานไดจ้ าก ไมโครฟิลม์ หนังสอื บางกอกคาเลนดาร์ ปี ค.ศ. 1870 ( พ.ศ. 2413 ) หนา้ 5 ในหอสมดุ แหง่ ชาติ หรอื คน้ ควา้ ไดจ้ ากหนังสอื ตน้ ฉบบั ทหี่ อสมดุ ดำรง ราชานุภาพ ซงึ่ หมอ บรัดเลย์ ไดเ้ ขยี นไวว้ า่ “ 14 First Calendar print in B. 1842 ” (ไมบ่ อกวา่ ใครเป็ นผู ้ พมิ พ์ แตค่ าดหมายวา่ คอื หมอ บรัดเลย์ ซงึ่ เป็ นเจา้ ของโรงพมิ พ์ ผมู ้ ผี ลงานทางหนังสอื มากมาย) รัชกาลท่ี 4 ทรง ฯ โปรดใหพ้ มิ พป์ ฏทิ นิ ภาษาไทย (ภายหลงั จากที่ หมอบรัดเลย์ พมิ พ์ ปฏทิ นิ ชน้ิ แรกในสยาม เมอ่ื พ.ศ. 2385) เมอื่ วนั ท่ี 12 มนี าคม พ.ศ. 2404 ดงั ปรากฏหลกั ฐานใน หนังสอื บาง กอกคาเลนดาร์ ฉบบั ปี ค.ศ. 1862 ( พ.ศ. 2405) หนา้ 108 ในสมยั รัชกาลที่ 5 ปฏทิ นิ ทพ่ี มิ พใ์ นเมอื งไทยไดแ้ ก่ “ ประนนิ ทนิ ” ซงึ่ ลงโฆษณาใน หนังสอื สยามไสมย ของ หมอสมทิ เขยี นคำโฆษณาไวต้ อนหนงึ่ วา่ “ ประนนิ ทนิ น้ี แจง้ ใหร้ ถู ้ งึ การอน่ื เป็ นอนั มากอนั ควรคนทงั้ ปวงจะรู ้ ถา้ ไมร่ เู ้ ขาจะนนิ ทาวา่ คนโง่ ” แจง้ ราคาขายไวเ้ ลม่ ละ 4 บาท (ราคาในสมยั นัน้ ) ปัจจบุ นั ยงั หาประนนิ ทนิ ของหมอสมทิ ไมพ่ บ ปฏทิ นิ ในสมยั รัชกาลท่ี 6 ทน่ี ่าสนใจไดแ้ กป่ ฏทิ นิ พกเลม่ เล็กๆ ทพ่ี ระองคท์ รงโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ มิ พเ์ ป็ นของชำรว่ ย สำหรับแจกพระราชทาน แกข่ นุ นางทล่ี งนามถวายพระพร ในวนั ขน้ึ ปีใหม่ ปฏทิ นิ พก แบบนยี้ งั มแี จกตอ่ มาจนถงึ รัชกาลปัจจบุ นั ซง่ึ บคุ คลธรรมดากส็ ามารถไปลงนามถวายพระพรและรับปฏทิ นิ หลวงได ้ การพมิ พป์ ฏทิ นิ เลม่ ยงั มกี ารจัดทำตอ่ มา จนกระทง่ั ถงึ รัชกาลปัจจบุ นั ปฏทิ นิ เลม่ ยงั มรี าย ละเอยี ดในเรอื่ งของ สภาพภมู อิ ากาศ เวลาน้ำขนึ้ – น้ำลง การเดนิ ทางของดวงจันทรแ์ ละดวงอาทติ ย์ และมี ชอ่ งวา่ งใหบ้ นั ทกึ เล็กนอ้ ย ยงั มสี มดุ บนั ทกึ อกี แบบหนงึ่ ซง่ึ บอกรายละเอยี ดของ วนั เดอื น ปี เรยี งไปตาม ลำดบั และมหี นา้ สำหรับจดบนั ทกึ หมายเหตรุ ายวนั รวมถงึ วนั สำคญั และวนั เวลา นัดหมาย ฯลฯ ทเี่ รยี กวา่ “ ไดอาร่ี ” (Diary) หรอื ” สมดุ บนั ทกึ ประจำวนั ” กส็ ามารถอนุโลมใหเ้ ป็ นปฏทิ นิ ได ้

ปฏทิ นิ ไดอาร่ี เรมิ่ มใี ชใ้ นเมอื งไทยเมอื่ ใดยงั ไมป่ รากฏหลกั ฐานทชี่ ดั เจน แตไ่ ดอารท่ี มี่ ชี อ่ื เสยี งเป็ นทรี่ จู ้ ักกนั ทว่ั ไป และมคี ณุ คา่ ทางประวตั ศิ าสตรอ์ ยา่ งสงู คอื ไดอารข่ี องรัชกาลท่ี 5 ซง่ึ เมอ่ื ตพี มิ พ์ เผยแพรม่ ชี อ่ื เรยี กวา่ “ จดหมายเหตพุ ระราชกจิ รายวนั ” 12ตน้ ไมท้ คี่ นไทยโบราณไมน่ ยิ มปลกู ไวใ้ นบา้ น ชว่ งนี้เรยี กได้วา่ กระแสปลูกต้นไม้กำลงั มาแรง แถมราคาก็แรงพงุ่ กระฉดู แตท่ ว่าอีกเรอ่ื งหนึ่งทค่ี นโบราณยำ้ เตือนเกย่ี วกับเร่ืองตน้ ไมท้ ีห่ า้ มปลกู ในบ้าน เพราะจะทำให้ คนทอ่ี ยู่อาศัยในบา้ นนน้ั เกดิ ความไม่สบายกาย ไมส่ บายใจ และมลี างรา้ ยตา่ งๆ มีตน้ ไม้อะไรบา้ งทเ่ี ราควรรู้ และควรเอาออกหา่ งจากบา้ นเรา ● ตน้ ระกำ ... ● ตน้ โศก ... ● ตน้ ชวนชม ... ● ตน้ รัก ... ● ตน้ มะรมุ ... ● ตน้ ชบา ... ● ตน้ มะละกอ ... ● ตน้ เตา่ รา้ ง ● ต้นนางแย้มป่า ● ต้นงิ้ว ● ดอกล่ันทม ● หลวิ




Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook