๔๒ และบรหิ ารสงั คมทจี่ าํ เปน และมสี ทิ ธใิ นหลกั ประกนั ยามวา งงาน เจบ็ ปว ย พกิ าร หมา ย วยั ชรา หรอื ปราศจากการดํารงชพี อนื่ ในสภาวะแวดลอมนอกเหนอื การควบคุมของตน (๒) มารดาและเด็กยอมมีสิทธิที่จะรับการดูแลรักษาและการชวยเหลือเปนพิเศษ เดก็ ทง้ั ปวงไมวา จะเกิดในหรอื นอกสมรส จะตอ งไดรบั การคุม ครองทางสังคมเชนเดยี วกนั ¢ÍŒ òö (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นการศกึ ษา การศกึ ษาจะตอ งใหเ ปลา อยา งนอ ยในขนั้ ประถมศกึ ษา และขั้นพ้ืนฐานการศึกษาระดับประถมจะตองเปนภาคบังคับ การศึกษาดานวิชาการและวิชาชีพ จะตอ งเปด เปน การทวั่ ไป และการศกึ ษาระดบั สงู ขนึ้ ไปจะตอ งเขา ถงึ ไดอ ยา งเสมอภาคสาํ หรบั ทกุ คน บนพื้นฐานของคุณสมบัตคิ วามเหมาะสม (๒) การศึกษาจะตองมุงไปสูการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษยอยางเต็มที่ และการเสรมิ สรา งความเคารพตอ สทิ ธมิ นษุ ยชนและอสิ รภาพขน้ั พน้ื ฐาน การศกึ ษาจะตอ งสง เสรมิ ความเขาใจ ขันติธรรม และมิตรภาพระหวางประชาชาติ กลุมเช้ือชาติ หรือศาสนาท้ังมวล และจะตองสง เสรมิ กิจกรรมของสหประชาชาติ เพ่อื การธํารงไวซง่ึ สันติภาพ (๓) ผูป กครองมสี ิทธเิ บื้องแรกที่จะเลือกประเภทการศึกษาท่จี ะใหแ กบุตรของตน ¢ÍŒ ò÷ (๑) ทุกคนมีสิทธิท่ีจะเขารวมโดยอิสระในชีวิตทางวัฒนธรรมของชุมชน ที่จะ เพลดิ เพลนิ กับศิลปะ และมสี วนในความรดุ หนา และคณุ ประโยชนท างวิทยาศาสตร (๒) ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร บั การคมุ ครองผลประโยชนท างจติ ใจและทางวตั ถุ อนั เปน ผลจากประดิษฐกรรมใดทางวทิ ยาศาสตร วรรณกรรม และศลิ ปกรรมซึง่ ตนเปน ผสู รา ง ¢ŒÍ òø ทกุ คนยอ มมสี ทิ ธใิ นระเบยี บทางสงั คมและระหวา งประเทศ ซงึ่ จะเปน กรอบใหบ รรลุ สทิ ธิและอสิ รภาพท่ีกาํ หนดไวใ นปฏญิ ญานี้อยางเต็มที่ ¢ÍŒ òù (๑) ทุกคนมีหนาที่ตอชุมชน ซ่ึงการพัฒนาบุคลิกภาพของตนโดยอิสระและเต็มที่ จะกระทําไดก ็แตใ นชมุ ชนเทา นั้น (๒) ในการใชสิทธแิ ละอสิ รภาพของตน ทกุ คนจะตองอยภู ายใตข อจํากดั เพยี งเทา ท่ีมีกําหนดไวตามกฎหมายเทานั้น เพื่อวัตถุประสงคของการไดมาซ่ึงการยอมรับและการเคารพ สทิ ธแิ ละอสิ รภาพอนั ควรของผอู นื่ และเพอ่ื ใหส อดรบั กบั ความตอ งการอนั สมควรทางดา นศลี ธรรม ความสงบเรียบรอยของประชาชน และสวัสดกิ ารทวั่ ไปในสังคมประชาธปิ ไตย (๓) สิทธิและอิสรภาพเหลาน้ีไมอาจใชขัดตอวัตถุประสงค และหลักการของ สหประชาชาติไมวา ในกรณใี ด ¢ŒÍ óð ไมมบี ทใดในปฏิญญาน้ี ทอ่ี าจตีความไดวา เปนการใหสทิ ธิใดแกรฐั กลุมคน หรือ บุคคลใด ในการดําเนินกิจกรรมใด หรือกระทําการใด อันมุงตอการทําลายสิทธิและอิสรภาพใด ทก่ี าํ หนดไว ณ ทีน่ ้ี
๔๓ นัยสําคัญท่ีปรากฏในเอกสารชิ้นสําคัญนี้เช่ือวา การเคารพซึ่งสิทธิ ความเสมอภาคและศักด์ิศรขี องมนษุ ยจะกอ กําเนดิ อสิ รภาพ ความยตุ ิธรรม ที่สาํ คญั ท่สี ดุ คอื “สันตภิ าพ” ใหเกดิ ขึน้ ไดดงั ขอความที่ระบุในÍÒÃÁÑ Àº·ทว่ี า “โดยที่การยอมรับศักดิ์ศรีแตกําเนิด และสิทธิท่ีเทาเทียมกันและที่ไมอาจเพิกถอนไดของสมาชกิ ทงั้ มวลแหง ครอบครวั มนษุ ยชาติ เปน พน้ื ฐานแหง อสิ รภาพ ความยตุ ธิ รรม และสนั ตภิ าพในโลก”[Whereas recognition fo the inherent dignity and of the equal and inalienable rights ofall members of the human family is the foundation of freedom, justice and peace inthe world.] เม่อื พจิ ารณาในสว นของรายละเอยี ดเนอื้ หาของปฏญิ ญาฯ ก็สะทอนชดั เจนถึง (๑) ÍÔ·¸Ô¾Å¢Í§á¹Ç¤Ô´ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ (Natural rights) ที่พัฒนาการมาตั้งแตอดีตกลบั มาปรากฏชดั เจนอีกครง้ั ตัง้ แตเนื้อหาขอแรกของปฏิญญาฯ ท่ีวา “มนษุ ยท กุ คนเกดิ มามอี สิ ระและเสมอภาคกนั สทิ ธแิ ละศกั ดศิ์ ร”ี [All human beingsare born free and equal in dignity and rights......] แนวคิดสิทธิธรรมชาติที่ใหความสําคัญกับคุณคาในชีวิตมนุษยยังถูกเขียนขึ้นชัดเจนในเน้อื หาขอสาม “ทกุ คนมีสิทธใิ นการมชี วี ติ เสรีภาพ และความมั่นคงแหงบุคคล” [Everyone hasthe right to life, liberty and security of person.] กลาวไดวาเน้ือหาในปฏิญญาฯ ลวนมีรากฐานมาจากแนวคิดสิทธิธรรมชาติที่ใหความสาํ คัญกับคณุ คาในชีวิตของมนุษย (๒) Êз͌ ¹ËÅ¡Ñ ¡ÒÃÊíÒ¤ÑޢͧÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ คอื หลักความเปน สากล (Universality),หลักการแบง แยกไมได (Inalienable), หลกั ศกั ดศิ์ รคี วามเปนมนษุ ย (Human Dignity) เนอ่ื งจากเจตนารมณแหงปฏิญญาฯ นั้นใชคุมครองกับ “มนุษยทุกคน” เชนดังขอความที่เนนยํ้าในเนื้อหาขอที่สองของปฏิญญาฯ วา “ทกุ คนยอมมสี ทิ ธแิ ละอสิ รภาพทั้งปวงตามท่กี ําหนดไวใ นปฏญิ ญานี้ โดยปราศจากการแบงแยกไมวาชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรอื ทางอนื่ พนื้ เพทางชาตหิ รือสงั คม ทรัพยสนิ การเกดิ หรอื สถานะอ่ืน นอกเหนือจากนี้ จะไมมกี ารแบง แยกใดบนพนื้ ฐานของสถานะทางการเมอื ง ทางกฎหมาย หรอื ทางการระหวา งประเทศของประเทศหรือดินแดนทีบ่ คุ คลสังกัด” [Everyone is entitled to all the rights and freedoms set forth inthis Declaration, without distinction of any kind, such as race, colour, sex, language,religion, political or other opinion, national or social origin, property, birth or otherstatus. Furthermorc, no distinction shall be made on the basis of the political, jurisdictionalor international status of the country or territory to which a person belongs...] หากแบงรายละเอียดเนื้อหาของปฏิญญาออกมาเปนสว นๆ (เนื้อหาขอ ๑-ขอ ๓๐)สามารถแบงหมวดหมตู ามลาํ ดบั เนือ้ หาออกไดเปน ส่สี ว น ไดแก
๔๔ÊÇ‹ ¹·èÕ˹§Öè ๹Œ ยา้ํ ãËàŒ Ë¹ç ¤ÇÒÁàªÍè× สาํ ¤ÑÞàºéÍ× §μŒ¹¢Í§ËÅ¡Ñ ¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ นั่นคือ(ขอ ๑ และขอ ๒) ความเสมอภาค เทาเทียม หลักศักด์ิศรีความเปนมนุษย เชื่อวามนุษยมีเหตุ และผล และควรปฏิบัตติ อ กนั ฉันทครอบครวั สทิ ธิมนุษยชนพนื้ ฐานทปี่ ระกาศ ในปฏญิ ญานเี้ ปนของมนุษยทกุ คนʋǹ·ÊèÕ Í§ ໚¹à¹é×ÍËÒ·Õãè ˤŒ ÇÒÁสาํ ¤ÞÑ ¡ºÑ ÊÔ·¸¢Ô ͧ¾ÅàÁÍ× §áÅÐÊÔ·¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁÍ× § เชน(ขอ ๓ และขอ ๒๑) ความไมเปนทาส, การไมถูกลงโทษอยางโหดรายทารุณ, ไดรับการยอมรับ ทกุ หนแหง วา เปน บคุ คล, ความเสมอภาคกนั ตามกฎหมาย, การไดร บั การเยยี วยา จากรัฐ, ถูกจับกุม กักขัง เนรเทศตามอําเภอใจไมได, ไดรับการพิจารณาคดี ท่ีเปนธรรม, ไดรับการสันนิษฐานวาบริสุทธ์ิ, สิทธิไดรับสัญชาติ, สิทธิในการเคล่ือนยาย, สิทธิในครอบครัว, ศาสนา, การแสดงความคิดเห็น, การชุมนุม, มีสวนรว มในการปกครอง ฯลฯÊÇ‹ ¹·ÊÕè ÒÁ Áا‹ ๹Œ »ÃÐà´¹ç Ê·Ô ¸Ô·Ò§Êѧ¤Á àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ เชน(ขอ ๒๒-ขอ ๒๗) สิทธิในการทาํ งาน, การพักผอน, การมีมาตรฐานการครองชีพ, การมคี ุณภาพ ชีวติ ท่ีดี, สิทธใิ นการศกึ ษา, สทิ ธใิ นวฒั นธรรมชมุ ชนʋǹ·èÊÕ èÕ เปน การสรปุ วา ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นสทิ ธมิ นษุ ยชนพน้ื ฐานน้ี ทง้ั นตี้ อ งใชส ทิ ธอิ ยภู ายใต(ขอ ๒๘-ขอ ๓๐) กรอบกฎหมายและเปนหนาท่ีของบุคคล รวมทั้งรัฐในการสรางใหเจตนารมณ แหงปฏิญญาน้ีเปน จรงิ ขน้ึ มา¡Ô¨¡ÃÃÁ ๑. ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนมีการนําเอาหลักการสิทธิธรรมชาติ (NaturalRights) มาบรรจไุ วอ ยา งไรบาง ยกตวั อยางเนื้อหาสะทอนแนวคดิ สิทธธิ รรมชาตใิ นปฏิญญาฯ ๒. แบงกลุม นสต. ออกเปน กลุมละ ๑๐-๑๕ นาย แจกใบงานให นสต. โดยใหนสต.พจิ ารณาขอ ความในปฏิญญาฯ แลวแสดงความเห็นวา ๒.๑ จากเนื้อหาขอ ๑-๒๗ ของปฏญิ ญาฯ สมาชกิ ในกลุมมมี ตวิ า ขอ ใดสาํ คญั ทีส่ ุดเพียงขอเดยี ว ๒.๒ นสต. ไมตองการสิทธิในขอใด หรือไมตองการใหคนในครอบครัวไดรับสิทธิในขอใดหรอื ไม ๒.๓ เน้ือหาขอ ๑-๒๗ ของปฏญิ ญา ขอ ใดบางเก่ยี วพนั กบั อาชพี ตํารวจ อธบิ ายเหตผุ ลประกอบËÁÒÂàËμØ : ใบงานแนบทายแผนการสอนหนวยท่สี าม
๔๕ ¡®ËÁÒÂËÅ¡Ñ ÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·È´ÒŒ ¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹จํา¹Ç¹ ù ©ºÑº ͹ØÊÑÞÞÒNjҴŒÇ¡Òâ¨´Ñ ¡ÒÃàÅ×Í¡»¯ºÔ μÑ Ô·Ò§àªéÍ× ªÒμÔ㹷ءû٠Ẻ(International Convention on the Elimination of all forms of Racial Discrimination : ICERD)¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇèÑ ä» : ๒๑ ธ.ค. ๑๙๖๕สมัชชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๔ ม.ค. ๑๙๖๙มีผลบังคับใช ๑๗๘ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศท่ีเขารว มเปนภาคี อารัมภบท และเน้อื หาแบงเปน ๓ ภาค รวม ๒๕ ขอเนอื้ หาประกอบดว ยÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ ÀҤ˹§èÖ (¢ÍŒ ñ-÷) ไดใหนิยามแก “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” (Racial Discrimination) วาหมายถึงการจําแนก การกีดกัน การจํากัดหรือการเลือก โดยต้ังอยูบนพ้ืนฐานของเช้ือชาติ สีผิว เช้ือสายหรือชาติกําเนิด หรือเผาพันธุ กําเนิด ซึ่งมีเจตนารมณหรือมีผลทําใหเกิดการระงับหรือการกีดก้ันการเคารพสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพขน้ั พน้ื ฐานของบคุ คลในทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมและในดานอ่ืนๆ ของการดํารงชีวิตในสังคม รวมทั้งการระงับหรือกีดกั้นการใชสิทธิเหลาน้ันอยางเสมอภาคของบุคคล รัฐตองทบทวนนโยบายของรัฐในทุกระดับเพื่อแกไขนโยบาย หรือกฎระเบียบใดๆอันเปน การขยายการเลอื กปฏบิ ัติทางเชอื้ ชาติ รัฐตองสนับสนุนองคก รหรอื กิจกรรมใดๆ ทม่ี งุ ประสานความหลากหลายทางเชื้อชาติ รวมถงึ ระบถุ งึ การไดร บั การเยยี วยาตอ การกระทาํ ใดๆ อนั เปน การเลอื กปฏบิ ตั ทิ างเชอื้ ชาติซึ่งไดล ะเมดิ ตอ สทิ ธมิ นุษยชนและเสรีภาพขั้นพน้ื ฐานของบคุ คลนน้ั นอกจากน้ียังมีบทบัญญัติตางๆ สําหรับรัฐภาคีในการสงเสริมคุมครองไมใหมีการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติ การใหความสําคัญดานมาตรการในการศึกษา วัฒนธรรม และขอมูลเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเช้อื ชาตอิ กี ดว ย ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ø-ñö) วา ดว ยการจดั ตง้ั คณะกรรมการวา ดว ยการขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ทิ างเชอื้ ชาตจิ าํ นวน ๘ คนท่ไี ดรบั เลือกต้งั จากรัฐภาคี และแนวทางการปฏบิ ตั งิ านของคณะกรรมการ รัฐภาคีตอ งเสนอรายงานตอ สหประชาชาติเกีย่ วกบั มาตรการตา งๆ ที่รฐั ไดกระทําการใหสอดคลองกับเจตนารมณข องอนสุ ัญญา (ปกตริ ายงานทุกสองป) ขอกําหนดเร่ืองการรับขอรองเรียนจากรัฐภาคี, การไกลเกล่ียและยุติขอพิพาทของคณะกรรมการ
๔๖ ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ñ÷-òõ) เกย่ี วกบั การลงนามเขา เปน ภาค,ี การมผี ลใชบ งั คบั , เงอื่ นไขในการขอตงั้ ขอ สงวน และการถอนขอ สงวน, การเพกิ ถอนอนสุ ญั ญา, การเสนอขอ พพิ าทสศู าลยตุ ธิ รรมระหวา งประเทศ และการแกไ ขและเก็บรักษาตนฉบบั ทัง้ ๕ ภาษา (จนี อังกฤษ ฝร่งั เศส รสั เซีย และสเปน)¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. จากผลการสาํ รวจของเมอื่ ป ค.ศ.๒๐๑๕ พบวา สหรฐั อเมรกิ ามปี ญ หาการเลอื กปฏบิ ตั ิทางเชอ้ื ชาติ โดยผลการศกึ ษามีดงั นี้ ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z การเลือกปฏิบัติน้ันไมไดหมายถึงเฉพาะแตการจงใจเลือกปฏิบัติ (Intentional discrimination) หากหมายรวมถึงการเลือกปฏิบัติในทางออมตางๆ ดวย เชน กฎหมายท่ี “เนื้อหา” มีความเปนกลาง แต “ผลลัพธ” เปนไปทางตรงกันขา ม z การเลือกปฏบิ ัติทางเชอ้ื ชาตไิ มส ามารถทําไดท้งั ในระดบั บุคคล, กลมุ บคุ คล หรือสถาบัน z เปนเพียงหน่ึงในสามของสนธิสัญญาระหวางประเทศท่ีอนุญาตให “บุคคล” สามารถ รองเรยี นการถกู ละเมดิ สทิ ธิไปยงั คณะกรรมการไดโ ดยตรง (Individual complain)๔ z การรองเรียนตองเปนการใชมาตรการจัดการแกไขในระดับทองถ่ินจนหมดสิ้นแลว แตไมบังเกดิ ผลจงึ สงเรื่องมายังคณะกรรมการฯ z อนุสัญญานี้ จะไมใชกับการจําแนก การกีดกัน การจํากัด หรือการเลือก โดยรัฐภาคีของ อนสุ ัญญาน้ี ระหวางพลเมืองและบคุ คลท่มี ิใชพ ลเมือง๔ อนุสญั ญาอีกสองฉบบั คอื The Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights, and the Convention against Torture and Other Cruel or Inhuman Treatment or Punishment อานเพ่ิมเติมใน “Human Rights A Basic Handbook for UN Staff,” Office of the High Commissioner for Human Rights, สืบคนเม่ือ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/Documents/Publications/HRhandbooken.pdf.
๔๗ ให นสต. แบงกลุมจํานวนกลมุ ละ ๑๐ คน เพอ่ื ๑.๑ สรุปผลจากงานวิจัยคร้ังน้ีวาเก่ียวของกับการละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชนอยา งไร อธิบาย ๑.๒ รัฐควรมีมาตรการ/นโยบาย เชนไรบางเพ่ือแกไขปญหาน้ีหากเกิดข้ึนในรัฐของตนเอง ให นสต. เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อใหเปนไปตามเจตนารมณข องอนสุ ัญญาฯ
๔๘ ¡μ¡Ô ÒÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈNjҴnj ÂÊ·Ô ¸¾Ô ÅàÁ×ͧáÅÐÊ·Ô ¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)¢ÍŒ ÁÅÙ ·èÑÇä» : ๑๖ ธ.ค. ๑๙๖๖สมัชชาใหญส หประชาชาติรับรอง ๒๓ ม.ี ค. ๑๙๗๖มผี ลบงั คบั ใช ๑๖๙ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศท่ีเขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และเน้อื หาแบง เปน ๕ ภาค รวม ๕๓ ขอเนอ้ื หาประกอบดว ยÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ÀҤ˹èÖ§ (¢ÍŒ ñ) กลา วถงึ บคุ คลมสี ทิ ธใิ นการกาํ หนดเจตจาํ นงของตนเอง (Right of self-determination)ประชาชนจะกําหนดสถานะทางการเมืองของตนอยางเสรี รวมทั้งดําเนินการอยางเสรีในการพัฒนาเศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรมของตน ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ò-õ) กลา วถงึ พนั ธกรณขี องรฐั ภาคที รี่ บั รองจะเคารพและประกนั สทิ ธขิ องบคุ คล รวมถงึ การหา มการเลอื กปฏบิ ตั ิ ไมว าจะดวยเหตผุ ลทาง เชอ้ื ชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมอื งสัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ถิน่ กําเนดิ หรอื สภาพอ่นื ใด ประกันวา บุคคลท่ถี กู ละเมิดจะไดรับการเยียวยา ไมวา บุรุษหรอื สตรจี ะไดรบั สทิ ธพิ ลเมอื งและการเมอื งอยา งเทา เทยี มกัน การลิดรอนสทิ ธิในสถานการณฉุกเฉิน และการหามการตีความกตกิ าในอนั ที่จะไปจํากัดสทิ ธิและเสรีภาพอ่ืนๆ ลง ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ö-ò÷) เนนย้ําวาทุกคนมีสิทธิในเจตจํานงของตนเอง รัฐตองวางมาตรการรับรองสิทธิตางๆของประชาชนโดยไมเลือกปฏิบัติ กลาวถึงสิทธิที่จะมีชีวิต การยกเลิกโทษประหารชีวิต สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการเลือกถ่ินท่ีอยูอาศัย ความเสมอภาคในดานกฎหมาย สิทธิในความเปนสวนตวั เสรภี าพทางความคิดและศาสนา สทิ ธิในการชมุ นุมโดยสงบ การรวมตวั เปนสมาคมการคุมครองสิทธิครอบครัวและการสมรส สิทธิเด็กการมีทะเบียนเกิดและสัญชาติ การมีสวนรวมในทางการเมือง และการท่ีพลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะมีสวนในกิจการสาธารณะ การรับรองวาบุคคลท้ังปวงยอมเสมอภาคกันตามกฎหมายและไดรับการคุมครองอยางเทาเทียมกัน และสิทธิของชนกลุมนอย เปนตน
๔๙ ÀÒ¤ÊèÕ (¢ŒÍ òø-ôõ) เก่ียวกับการจัดต้ังและอํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซ่ึงมีหนาท่ีรับผิดชอบในการตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กําหนดไวในกติกา ICCPR รวมถึงพันธกรณีในการเสนอรายงานของรฐั ภาคี ÀÒ¤ËŒÒ (¢ŒÍ ôö-ô÷) กลาวถึงการหามการตีความไปในทางขัดกับกฎหมายระหวางประเทศอ่ืนๆ รวมทั้งการมใิ หตีความในการทจี่ ะลิดรอนสิทธิท่จี ะใชป ระโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาติ และÀҤˡ (¢ŒÍ ôø-õó) วาดวยการลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลใชบังคับ และการแกไขและเก็บรักษาตนฉบับทงั้ ๕ ภาษา¡Ô¨¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมอื งมาหนงึ่ กรณี พรอ มสาเหตขุ องปญ หานนั้ และเสนอแนะนโยบายเพอื่ แกไ ขปญ หาดงั กลา วพรอ มออกมานําเสนออธบิ ายหนา ชัน้ เรียน
๕๐ ¡μÔ¡ÒÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊÔ·¸·Ô Ò§àÈÃɰ¡Ô¨ 椄 ¤Á áÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights : ICESCR)¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇÑè ä» : ๑๖ ธ.ค. ๑๙๖๖สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๓ ม.ค. ๑๙๗๖มีผลบังคับใช ๑๖๕ ประเทศ (ขอมลู ป ๒๕๖๐)ประเทศท่เี ขา รวมเปน ภาคี อารมั ภบท และเนื้อหาแบงเปน ๕ ภาค รวม ๓๑ ขอเนื้อหาประกอบดวยÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ ÀҤ˹§Öè (¢ŒÍ ñ) กลา วถงึ สิทธใิ นการกาํ หนดเจตจาํ นงตนเอง (Right of self-determination) ท้ังในทางเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ò-õ) กลาวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่จะดําเนินมาตรการตางๆ อยางเหมาะสมตามลําดับข้ันนับต้ังแตการเคารพ คุมครอง สงเสริม และทําใหเปนจริงอยางเต็มท่ี โดยไมมีการเลือกปฏิบัติไมวา บุรุษหรอื สตรีไดรบั การปฏบิ ตั อิ ยางเทาเทียม ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ö-ñõ) กําหนดถึงสิทธิตางๆ ในดานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เชน การจางงานท่ีเปนธรรม,สิทธิในครอบครัว, มีมาตรฐานการครองชีพท่ีเหมาะสม, สิทธิในการมีสุขภาพกายและจิตท่ีไดดี,สิทธิทางการศึกษา, สิทธิและเสรีภาพในความเชื่อและวัฒนธรรม และประโยชนจากความกาวหนาทางวิทยาศาสตร ÀÒ¤ÊÕè (¢ÍŒ ñö-òõ) กลาวถึงพันธกรณีในการจัดทํารายงานของรัฐภาคี บทบาทของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสงั คมในการตรวจสอบการปฏบิ ตั ติ ามพนั ธกรณขี องรฐั ภาคี เพอื่ สรา งความรว มมอื ระหวา งประเทศในการสง เสริมสทิ ธิตามกติกาใหบ งั เกดิ ÀÒ¤ËŒÒ (¢ŒÍ òö-óñ) เกย่ี วขอ งกบั การลงนามเขา เปน ภาค,ี การมผี ลใชบ งั คบั และการแกไ ขและเกบ็ รกั ษาตน ฉบบัท้งั ๕ ภาษา¡¨Ô ¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาที่เก่ียวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวฒั นธรรมมาหนงึ่ กรณี พรอ มสาเหตขุ องปญ หานน้ั และเสนอแนะนโยบายเพอ่ื แกไ ขปญ หาดงั กลา วพรอมออกมานาํ เสนออธิบายหนาชั้นเรียน
๕๑ Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒNjҴŒÇ¡Òâ¨´Ñ ¡ÒÃàÅÍ× ¡»¯ÔºμÑ μÔ Í‹ ÊμÃãÕ ¹·Ø¡Ã»Ù Ẻ(Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW)¢ŒÍÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๑๘ ธ.ค. ๑๙๗๙สัมชชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๓ ก.ย. ๑๙๘๑มผี ลบงั คบั ใช ๑๘๙ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศที่เขารวมเปน ภาคี อารัมภบท และเนือ้ หาแบง เปน ๖ ภาค รวม ๓๐ ขอเนื้อหาประกอบดว ยÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ÀҤ˹֧è (¢ŒÍ ñ-ö) นยิ ามคาํ วา “การเลอื กปฏบิ ัติตอ สตรี” วาหมายถึง การแบงแยก การกีดกนั หรอื การจาํ กดัใดๆ เพราะเหตุแหงเพศ ซ่ึงมีผลหรือความมุงประสงคที่จะทําลายหรือทําใหเสื่อมเสียการยอมรับการไดอ ปุ โภค หรอื ใชส ทิ ธโิ ดยสตรี โดยไมค าํ นงึ ถงึ สถานภาพดา นการสมรส บนพนื้ ฐานของความเสมอภาคของบุรษุ และสตรที งั้ ทางดานการเมือง เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรมของพลเมืองหรือดา นอื่นๆ รัฐตองกําจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ โดยสรางความเทาเทียมระหวางชายและหญิงในเชิงโครงสรางท้ังรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบภายใน เพื่อไมใหมีการเลือกปฏิบัติทางเพศทัง้ ในระดบั องคกรและบุคคล ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ÷-ù) รัฐตองมีมาตรการท่ีเหมาะสมในการกําจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทางการเมืองท้ังในดานการเลือกตั้ง การลงประชามติ การมีสวนรวมทางการเมือง การเขารวมองคกรตางๆที่มีวัตถุประสงคทางการเมืองหรือสังคม รวมถึงเปดโอกาสใหสตรีไดเปนตัวแทนรัฐบาลทั้งในระดับประเทศและระหวางประเทศ ตลอดจนสิทธใิ นชีวติ สมรส ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ñð-ñô) เนื้อหาในสวนน้ียังระบุภารกิจของรัฐท่ีจะตองสงเสริม สนับสนุน ปกปองคุมครองสิทธิใหเ กดิ ความเสมอภาคแกส ตรใี นทกุ ดา น อาทิ โอกาสทางการศกึ ษา, การทาํ งาน, เศรษฐกจิ , วฒั นธรรม,การเขาถงึ บรกิ ารดานสุขภาพ ÀÒ¤ÊèÕ (¢ÍŒ ñõ-ñö) รัฐตองมีกฎหมายท่ีสรางความเปนธรรมและเทาเทียมระหวางเพศ และกําจัดการเลือกปฏบิ ัตใิ นชีวิตสมรสและครอบครัว
๕๒ ÀÒ¤ËÒŒ (¢ŒÍ ñ÷-òò) ระบใุ หม กี ารจดั ตง้ั และกาํ หนดเกยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องคณะกรรมการวา ดว ยการขจดัการเลือกปฏบิ ัตติ อสตรี ÀҤˡ (¢ÍŒ òó-óð) วา ดวยการลงนามเขาเปน ภาค,ี การมผี ลใชบงั คับ, การแกไ ข, การตั้งขอ สงวน, การระงบัขอ พิพาท และการเก็บรักษาตนฉบับทัง้ ๖ ภาษา (อาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซยี และสเปน)¢ÍŒ ¤ÇÃÌ٠: z เพศตามอนุสัญญามเี พยี งสองเพศคอื ชายและหญงิ เทา นั้น z อนุสัญญานี้มีเจตนารมณสูงสุดเพ่ือความเสมอภาคทางเพศในทุกมิติ ทั้งทางการเมืองเศรษฐกจิ สังคม เพอื่ ใหผ ูห ญิงสามารถมชี วี ิตท่ีดี¢ŒÍÁÙÅ»‚ òðñö ¢Í§ World Economic Forum ¨Ñ´Íѹ´Ñº»ÃÐà·È·èÕÁÕ¤ÇÒÁàÊÁÍÀÒ¤·Ò§à¾Èâ´Â ñð Íѹ´ºÑ áá 䴌ᡋ : Iceland, Finland, Norway, Sweden, Rwanda, Ireland, Philippines,Slovenia, New Zealand, Nicaraguaแหลง ขอ มลู : http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2016/top-ten/¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. จากสถติ ติ ามรปู ดา นลา งน้ี นสต. จะอธิบายประเดน็ ความเสมอภาคทางเพศอยา งไร ๒. ตามอนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW)ใหความสําคัญกับประเด็นความเสมอภาคทางการเมืองของสตรี นสต.คิดวาการท่ีใหผูหญิงมีสิทธิทางการเมืองจะสงผลตอ ความเสมอภาคและการไมเลอื กปฏิบัติตอสตรีเชนไร อธบิ าย
๕๓Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒμÍ‹ μŒÒ¹¡Ò÷ÃÁÒ¹áÅСÒû¯ºÔ μÑ ËÔ Ã×Í¡ÒÃŧâ·ÉÍè×¹·âèÕ Ë´ÃŒÒ äÃÁŒ ¹ØÉ¸ÃÃÁ ËÃ×Íย่ําÂÕÈÑ¡´ÈÔì ÃÕ(Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT)¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇÑè ä» : ๑๐ ธ.ค. ๑๙๘๔สมัชชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๒๖ มิ.ย. ๑๙๘๗มผี ลบังคับใช ๑๖๒ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๖๐)ประเทศทเ่ี ขารวมเปนภาคี อารมั ภบท และเนอื้ หาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๓๓ ขอเน้ือหาประกอบดว ยÊÒÃÐสํา¤ÑÞ ÀҤ˹§èÖ (¢ÍŒ ñ-ñö) ใหความหมาย “การทรมาน” ไววาเปนการกระทําใดก็ตามโดยเจตนาที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดหรือความทกุ ขท รมานอยางสาหสั รวมทง้ั การบงั คบั ขเู ขญ็ ไมวาทาง “กายภาพ” หรอื “จติ ใจ”ตอ บคุ คลใดบคุ คลหน่งึ ดว ยมุงประสงคเพอ่ื ใหไ ดข อ มลู หรือคําสารภาพ วัตถุประสงคของอนุสัญญาฉบับน้ี เพื่อใหแตละรัฐสรางมาตรการในการระงับยับยั้งการทรมาน รวมท้ังปองกันมิใหองคกร หรือเจาหนาที่รัฐกระทําการใดที่เปนการยุยง ยินยอมรูเห็นเปนใจ ขมขู หรือบงั คบั ขเู ข็ญ จัดใหมีการอบรมใหความรูแกบุคลากรผูรักษากฎหมาย เพื่อสงเสริมใหเจาหนาท่ีรัฐตระหนักในการคุมครองสิทธิมนุษยชน หากเกิดการกระทําอันละเมิดตออนุสัญญาแลว ผูไดรับความเสยี หายจากการทรมานควรจะตอ งไดร บั การชดเชย ฟน ฟู และเยียวยาดว ย ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ñ÷-òô) ระบใุ หม กี ารจดั ตงั้ และขอ กําหนดหนา ทขี่ องคณะกรรมการตอตานการทรมาน ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ òõ-óó) กลาวถงึ การบงั คบั ใช, การแกไ ขเพ่ิมเตมิ , การแกไ ขขอ พิพาทในการตคี วาม, การบอกเลิกอนสุ ญั ญาและการเก็บรกั ษาตน ฉบบั ทงั้ ๖ ภาษา ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : z หามการทรมาน ใหห มายถึง การหา มทรมานในทุกรปู แบบ และทุกสถานการณ ไมวาจะใน ภาวะสงคราม หรือสถานการณฉ ุกเฉินใดๆ ก็ตาม z รัฐตองจัดใหมีการอบรมใหความรูแกบุคลากรผูรักษากฎหมาย เพ่ือสงเสริมใหเจาหนาท่ีรัฐ ตระหนักในการคมุ ครองสิทธมิ นุษยชน z หากเกิดการละเมิดโดยรัฐจะตอ งมกี ารเยยี วยา
๕๔¡Ô¨¡ÃÃÁ แบงกลุมรวมแสดงทัศนะ และออกมาแสดงความคิดเห็นหนาชั้นเรียน ในประเด็นการซอมทรมานโดยเจาหนาท่ีรัฐที่ปรากฏมาอยางตอเน่ืองยาวนานในสังคมไทย การกระทําเชนนี้เปนการละเมิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนและพันธะสัญญาระหวางประเทศในประเดน็ ใดบา ง อธิบาย
๕๕͹ØÊÞÑ ÞÒÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸àÔ ´ç¡ (Convention on the Rights of the Child : CRC)¢ÍŒ ÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๒๐ พ.ย. ๑๙๘๙สมชั ชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๒ ก.ย. ๑๙๙๐มผี ลบังคบั ใช ๑๙๖ ประเทศ (ขอมลู ป ๒๕๖๐)ประเทศทเ่ี ขารว มเปน ภาคี อารมั ภบท และเน้ือหาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๕๔ ขอเน้อื หาประกอบดว ยÊÒÃÐสาํ ¤ÞÑ ÀҤ˹èÖ§ (¢ÍŒ ñ-ôñ) กลา วถงึ สทิ ธขิ องเดก็ ในดา นตา งๆ ทรี่ ฐั พงึ เคารพและรบั รองใหน บั ตงั้ แตเ กดิ โดยไมค าํ นงึ ถงึเชอื้ ชาติ สีผวิ เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมอื ง ชาติกาํ เนดิ สถานภาพสังคม ทรพั ยส นิความทพุ พลภาพ การเกดิ หรอื สถานะอนื่ ๆ ของเดก็ หรอื สทิ ธใิ นการอยรู ว มกบั บดิ า มารดา และหนา ที่ของผปู กครองในการดูแลเด็ก รฐั ตอ งปองกนั การโยกยายเดก็ ออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย รัฐตองใหความคุมครองในทุกๆ ดาน ท้ังทางสาธารณสุข การศึกษา วัฒนธรรมกระบวนการยตุ ธิ รรม การเขา ถงึ และการรบั รขู อ มลู ขา วสาร รวมถงึ สทิ ธใิ นการไดร บั ขอ มลู ทห่ี ลากหลายแตกตางจากหลายกลุม การชมุ นุมสมาคม การเสนอความคดิ เห็นและแสดงออก รัฐตองจัดใหมีระบบการบริหารจัดการ ระบบกฎหมาย ระบบการศึกษาท่ีจะปกปองเด็กจากการถูกทารุณทั้งรางกายและจิตใจ สิทธิในการขอลี้ภัย สิทธิเด็กชนกลุมนอยตองไมถูกปฏิเสธการทํางานที่ปลอดภัยและตองระบุอายุช้ันต่ํา รัฐตองปกปองเด็กจากการกระทําใดๆ ท่ีคุกคามสวัสดิภาพของเดก็ ท้งั น้ีรัฐตอ งคํานงึ ถึงประโยชนสูงสุดของเด็กเปน สาํ คญั ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ ôò-ôõ) วา ดว ยการปฏบิ ตั หิ นา ทขี่ องคณะกรรมการวา ดว ยสทิ ธเิ ดก็ , การเสนอรายงานของรฐั ภาค,ีการสง เสรมิ การปฏิบัตติ ามอนสุ ัญญาอยา งมีประสิทธิภาพภายใตความรวมมอื ระหวางประเทศ ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ôö-õô) การลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลบังคับใช, การแกไข, การตั้งและถอน ขอสงวน,การบอกเลกิ และการเกบ็ รกั ษาตนฉบับทัง้ ๖ ภาษา ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z เด็กตามอนุสัญญานีห้ มายถงึ ผูท่มี อี ายุต่ํากวา ๑๘ ป z เด็กแตละคนแตละกลุมมีความแตกตางกัน ไมวาจากการเล้ียงดู การศึกษา ประสบการณ ชีวิต จึงตองปฏบิ ตั กิ ับเดก็ แตละกลุม อยางแตกตางและเขา ใจ
๕๖¡¨Ô ¡ÃÃÁ แบง กลมุ นสต. กลมุ ละ ๑๐-๑๕ นาย เพ่ือแสดงทัศนะรวมกันในประเด็น ๑. ใหเสนอปญหาที่เก่ียวกับสิทธิเด็กมาหน่ึงกรณี พรอมสาเหตุของปญหานั้นและเสนอแนะนโยบายเพ่อื แกไขปญหาดงั กลา ว พรอ มออกมานาํ เสนออธิบายหนา ช้นั เรียน ๒. ในฐานะเจา หนา ทต่ี าํ รวจ หากตอ งปฏบิ ตั หิ นา ทใ่ี นกรณที ม่ี เี ดก็ เปน เหยอ่ื อาชญากรรมหรอื แมแ ตเ ปน ผกู อ เหตุ ทา นมแี นวทางปฏบิ ตั อิ ยา งไรบา งเพอื่ ใหเ ปน ไปตามเจตนารมณแ หง อนสุ ญั ญาวา ดว ยสิทธิเด็ก
๕๗Í¹ÊØ ÑÞÞÒÇÒ‹ ´ÇŒ ¡ÒäŒØÁ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸¢Ô ͧáç§Ò¹Í¾Â¾áÅÐÊÁÒª¡Ô ¤Ãͺ¤ÃÑÇ(International Convention on the Protection of the Rights of all Migrant Workers and Members of their Families : ICMW)¢ŒÍÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๑๘ ธ.ค. ๑๙๙๐สมัชชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๑ ก.ค. ๒๐๐๓มีผลบงั คับใช ๕๑ ประเทศ (ขอ มูลป ๒๕๖๐)ประเทศท่ีเขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และเนื้อหาแบงเปน ๙ ภาค รวม ๙๓ ขอเนอ้ื หาประกอบดวยÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ÀҤ˹§Öè (¢ÍŒ ñ-ö) “แรงงานอพยพ” ในอนุสัญญาน้ีหมายถึง บุคคลท่ีเก่ียวของกับกิจกรรมที่มีคาตอบแทนและตอ งอาศยั อยใู นประเทศอน่ื ทไี่ มใ ชป ระเทศบา นเกดิ ของตนเอง เนอ้ื หาครอบคลมุ ทง้ั ผทู เ่ี ปน แรงงานอพยพ ตลอดจนครอบครัว ซึ่งสมควรไดรับสิทธิในฐานะมนุษยอยางสมบูรณในทุกขั้นตอนตั้งแตการเตรยี มการกอ นโยกยา ย (Preparation for migration), ผา นทาง (Transit), อยอู าศัย (Entireperiod of stay) และเดินทางกลับภมู ิลําเนา (Departure) ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ ÷) การไมเลือกปฏิบัติตอแรงงานอพยพและครอบครัว เหตุเนื่องจากความแตกตางทางเชือ้ ชาติ ภาษา ศาสนา สผี วิ ความเช่อื เปน ตน ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ø-óõ) กลาวถึงสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่แรงงานอพยพและครอบครัวพึงไดรับ อาทิ สิทธิในการโยกยาย, สิทธิในชีวิตและครอบครัว, สิทธิท่ีจะไมถูกทรมาน ไมถูกใชเปนทาส หรือบังคับใชแรงงาน, เสรภี าพในความคดิ , เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ , สทิ ธคิ วามเปน สว นตวั , ความเชอื่ ทางศาสนา, แรงงานอพยพและครอบครัว ไดรบั การปฏบิ ตั ิโดยเคารพในศกั ดิ์ศรแี ละวัฒนธรรมทีแ่ ตกตาง,สิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมท้ังการรักษาพยาบาล, สิทธิในการรวมกลุมสมาคม, สิทธิทางการศึกษา, บุตรของแรงงานอพยพควรไดรับสิทธิข้ันพื้นฐาน เชน การมีชื่อเสียงเรียงนาม การไดรับการรบั รองการเกิดและไดรบั สญั ชาต,ิ การไดรับการศึกษาสทิ ธทิ างการเงนิ ฯลฯ ÀÒ¤ÊèáÕ ÅÐÀÒ¤ËÒŒ (¢ÍŒ óö-öó) เปนสวนท่ีระบุถึงสิทธิอ่ืนๆ ของแรงงานอพยพและครอบครัวที่มีเอกสารครบถวนหรอื เขา มาในสถานการณป กติ แรงงานอพยพและครอบครวั มสี ทิ ธเิ สรภี าพในการเคลอ่ื นยา ยภายในรฐัและเลือกท่ีอยูอาศัยได, มีสิทธิในการรวมกลุม สมาคม, การเขารวมกิจกรรมทางสังคมและการเมืองของรฐั ทม่ี กี ารจา งงานได, การไดรับการคุมครองจากรฐั ท่เี ขา มาใชแรงงาน เปน ตน
๕๘ ÀҤˡ (¢ÍŒ öô-÷ñ) การสงเสริมสภาพท่ีเปนธรรมแกแรงงานและครอบครัว รัฐกําหนดนโยบายท่ีเหมาะสมแกแรงงานเพื่อนําไปสูการปฏิบัติ, รัฐควรรวมมือกันในการแกไขปญาหาการเคลื่อนไหว การจางงานคนงานอพยพท่ีลักลอบกระทําอยางผิดกฎหมาย, รัฐควรดําเนินการเพ่ือประกันวาสภาพการทํางานและความเปน อยูข องแรงงานอพยพและครอบครัวสามารถดาํ รงอยูในมาตรฐานทเี่ หมาะสม หากมีความจําเปนรัฐควรอํานวยการในการสงศพของแรงงานหรือสมาชิกครอบครัวซึง่ เสียชีวติ กลบั รฐั ตนทาง ÀÒ¤à¨ç´ (¢ÍŒ ÷ò-÷ø) ใหรายละเอียดเก่ียวกับการจัดตั้ง และหนาที่ของคณะกรรมการวาดวยการปองกันสิทธิแรงงานอพยพและครอบครัว ÀҤỴ (¢ÍŒ ÷ù-øô) เนนยํ้าใหรัฐตองกําหนดกลไกภายใน เพื่อใหเปนไปตามความมุงหมายของอนุสัญญาฯตลอดจนการทาํ สนธสิ ญั ญาระหวา งรฐั เพอ่ื เออื้ ใหเ กดิ การปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ธรรมและคาํ นงึ ถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชนของแรงงานอพยพและครอบครัว ÀÒ¤à¡ŒÒ (¢ÍŒ øõ-ùó) กลาวถึงการลงนามเขาเปน ภาค,ี การมผี ลบังคบั ใช, การแกไ ข, การตง้ั และถอนขอสงวน,การบอกเลิกและการเกบ็ รกั ษาตนฉบับท้งั ๖ ภาษา¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z ตามอนสุ ญั ญาน้ี แรงงานขา มชาตทิ ไ่ี ดร บั ความคมุ ครอง หมายถงึ แรงงานขา มชาติ ซง่ึ ทาํ ถกู ตอ งตามกฎหมายเปน หลกั ทวาก็มคี วามมุงหมายทจ่ี ะทําใหปญ หาแรงงานขา มชาติทผ่ี ดิ กฎหมายหมดไป¡Ô¨¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเกี่ยวกับแรงงานอพยพและสมาชิกครอบครัวมาหน่ึงกรณี พรอมสาเหตุของปญหาน้ัน และเสนอแนะนโยบายเพ่ือแกไขปญหาดังกลา ว พรอมออกมานาํ เสนออธิบายหนาชน้ั เรียน
๕๙ ͹ØÊÞÑ ÞÒNjҴŒÇÂÊÔ·¸Ô¢Í§¤¹¾Ô¡ÒÃ(Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD)¢ŒÍÁÙÅ·ÑèÇä» : ๑๓ ธ.ค. ๒๐๐๖สมัชชาใหญส หประชาชาตริ ับรอง ๓ พ.ค. ๒๐๐๘มีผลบงั คับใช ๑๗๔ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศทีเ่ ขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และบทบัญญตั ิ รวม ๕๐ ขอเนอ้ื หาประกอบดว ยÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ ภายใตอนุสัญญาฉบับนี้ “ผูพิการ” หมายถึง บุคคลที่บกพรองท้ังทางรางกาย จิตใจสตปิ ญญา หรอื ประสาทสัมผสั ในระยะยาว ซ่ึงกีดขวางการเขารวมกบั สังคมอยา งเต็มที่ ดงั นัน้ รฐั ภาคีจงึ มพี นั ธกรณที จี่ ะตอ งขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ติ อ ผพู กิ ารในทกุ รปู แบบ เพอื่ ใหผ พู กิ ารใชช วี ติ ไดอ ยา งปกตสิ ขุ “การเลอื กปฏบิ ตั เิ พราะเหตแุ หง ความพกิ าร” หมายถงึ ความแตกตา งกดี กนั หรอื การจาํ กดับนพื้นฐานความพิการซึ่งมีความมุงประสงคหรือสงผลใหเปนการเส่ือมเสียการใชสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขัน้ พืน้ ฐานรวมถึงการปฏิเสธการชว ยเหลือท่สี มเหตสุ มผล รัฐควรคํานึงถึงเด็ก และสตรีพิการเพ่ือประกันวาคนเหลาน้ีจะสามารถไดรับการปฏิบัติโดยคํานงึ ถงึ สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขน้ั พ้นื ฐาน ในเชิงโครงสรางสังคม รัฐตองกําหนดกฎหมาย มาตรการตางๆ ที่เหมาะสมเพื่อประกันการเขา ถึงและใชป ระโยชนใหแกผูพกิ าร สรางสภาพแวดลอ มทางกายภาพ เชน พฒั นาระบบคมนาคมขนสง ขอมูลขาวสารและการบริการสาธารณะใหเหมาะสม รัฐตองทําใหเกิดความเทาเทียมกันของคนพิการในทางกฎหมาย เพิ่มโอกาสในการศึกษา การเขาทํางาน รักษาพยาบาล ประกันสิทธิและโอกาสที่จะมีสวนรวมทางการเมือง การเขาถึงกระบวนยุติธรรม สวนในระดับปจเจกชนมงุ ใหคนท่ัวๆ ไปมเี จตคติทด่ี ีตอ ผูพกิ าร ¢ŒÍ¤ÇÃÌ٠: z ผูพิการในอนุสัญญานี้กินความหมายกวาง โดยหมายความรวมทั้งผูพิการทางจิตใจ และดา นพฒั นาการดวย z เพ่อื ใหผ ูพ กิ ารไดใชช วี ิตไดอ ยา งปกตสิ ขุ z เนนการลดอคติและสรางความเขาใจท่ีดตี อผพู ิการ¡Ô¨¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิผูพิการมาหนึ่งกรณีพรอมสาเหตุของปญหานั้น และเสนอแนะนโยบายเพื่อแกไขปญหาดังกลาว พรอมออกมานําเสนออธบิ ายหนาชั้นเรียน
๖๐ Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒNjҴnj ¡ÒäŒÁØ ¤ÃͧÁãÔ ËŒºØ¤¤Å¶Ù¡ºÑ§¤ÑºãËŒÊÙÞËÒ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : ICPED)¢ŒÍÁÅÙ ·ÑèÇä» : ๒๐ ธ.ค. ๒๐๐๖สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๒๓ ธ.ค. ๒๐๑๐มผี ลบังคบั ใช ๕๓ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๕๙)ประเทศทเ่ี ขารวมเปนภาคี อารมั ภบท และเนอ้ื หาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๔๕ ขอเน้อื หาประกอบดวยÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ÀҤ˹è§Ö (¢ÍŒ ñ-òõ) ในทน่ี ้ี “การหายสาบสญู โดยถกู บงั คบั ” หมายถงึ การจบั กมุ กกั ขงั ลกั พาตวั หรอื การกระทาํในรูปแบบอื่นใดท่ีเปนการลิดรอนเสรีภาพโดยเจาหนาท่ีของรัฐ บุคคลหรือกลุมบุคคลซ่ึงดําเนินการโดยไดรบั การอนุญาต การสนับสนุน หรอื การยอมรับโดยปริยายของรฐั ตามอนุสัญญาน้ี ไมสามารถที่จะอางสถานการณพิเศษใดๆ ไมวาจะเปนภาวะสงครามหรือสถานการณฉุกเฉินก็ตาม ซ่ึงใชมาเปนขออางไดเลย ท่ีสําคัญรัฐจะตองออกกฎหมายกําหนดใหการบังคับใหหายสาบสูญเปน ความผิดตามกฎหมาย ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ òö-óö) วาดวยการจัดตั้ง และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวาดวยการหายสาบสูญโดยถูกบังคบั ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ó÷-ôõ) เก่ียวกับการลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลใชบังคับ, การแกไข, การระงับขอพิพาทและการเกบ็ รักษาตนฉบับทงั้ ๖ ภาษา¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : z ใหค วามสาํ คัญตอ การกระทําของเจาหนาท่รี ัฐ หรือกระทาํ ในนามของรัฐ ไมว าจะกระทําตอประชาชนภายในรัฐหรอื ทม่ี าจากรัฐอ่ืนกต็ าม¡Ô¨¡ÃÃÁ การบังคับใหบุคคลสูญหายถือเปนการกระทําท่ีละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางไรและใหเสนอมาตรการแกไ ขปญหานี้
๖๑ÊÃØ»ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ¢Í§¾Ñ¹¸ÐÊÞÑ ÞÒÃÐËNjҧ»ÃÐà·È´ÒŒ ¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹·é§Ñ ù ©ºÑº : z หามเลอื กปฏบิ ตั ิ (No discrimination) z เปนพันธะของรฐั ภาคที ่จี ะตอ งสงเสรมิ และปกปอ งคมุ ครองสทิ ธิ z รัฐมีหนาที่ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ นโยบายเพื่อสงเสริมตอการสรางสิทธิ ในแตละดา น z ขา ราชการในฐานะกลไกหนงึ่ ของรฐั จงึ ตอ งตอบสนองตอ เจตนารมณแ หง พนั ธะสญั ญา เหลาน้ีดว ยเชนกนั z การรองเรียนเพ่ือใหมีผลบังคับทางกฎหมายระหวางประเทศในกรณีรัฐละเมิด สิทธมิ นษุ ยชน ตองเปนการทีร่ ัฐไมแ กไ ขเยยี วยาเพราะถอื หลกั อธปิ ไตยของรฐั z ณ ปจจุบัน รัฐไทยเขารวมเปนภาคีและใหสัตยาบันสนธิสัญญาระหวางประเทศ ท่ีเก่ยี วขอ งกบั สทิ ธมิ นุษยชนจาํ นวน ๗ ฉบับ ไดแก ❍ อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of all forms of Racial Discrimination : ICERD) ❍ กตกิ าระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื ง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ❍ กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights : ICESCR) ❍ อนสุ ัญญาวา ดวยการขจัดการเลอื กปฏบิ ัตติ อสตรใี นทกุ รูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW) ❍ อนุสัญญาตอตานการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดราย ไรมนุษยธรรม หรอื ย่ํายศี กั ดิศ์ รี (Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT) ❍ อนสุ ัญญาวาดวยการสิทธิเดก็ (Convention on the Rights of the Child : CRC) ❍ อนสุ ญั ญาวา ดว ยสทิ ธขิ องคนพกิ าร (Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD)
๖๒ʋǹÊÃ»Ø ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)เปน เอกสารทางประวตั ศิ าสตรใ นการวางรากฐานดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนฉบบั แรกของโลกและเปน พน้ื ฐานของกฎหมายระหวา งประเทศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนทมี่ อี ยใู นปจ จบุ นั ปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเปน เพยี งขอตกลงหรือการใหคําม่ันสัญญาของประเทศตางๆ ท่ีรวมกันกําหนดขอปฏิบัติในการใหการคุมครองสทิ ธิมนษุ ยชน จึงไมม ีสภาพบงั คับ ดงั นั้น การไดรบั ความคมุ ครองในเรอ่ื งสทิ ธมิ นษุ ยชนของประชาชนในประเทศตา งๆ จึงมีความแตกตางกนั ประเทศท่ีใหความสาํ คัญและยดึ ถือตามคาํ ม่นั สัญญา กส็ งผลใหป ระชาชนในประเทศนนั้ ไดร บั การคมุ ครองทส่ี มบรู ณต ามทตี่ กลงไว สว นประเทศทไ่ี มใ หค วามสาํ คญัหรือไมยึดถือตามคํามั่นสัญญา ประชาชนของประเทศดังกลาวก็ไมไดรับการคุมครองที่สมบูรณตามขอ ตกลง ตอ มาองคก ารสหประชาชาตจิ งึ ไดก าํ หนดรปู แบบการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนในรปู ของกฎหมายระหวางประเทศวาดวยสิทธิมนุษยชน ซ่ึงมีสภาพบังคับในการปฏิบัติ จึงทําใหประชาชนของประเทศที่เปนสมาชิกสหประชาชาติที่อยูในสภาพบังคับของกฎหมายดังกลาว ไดรับการคุมครองในเร่ืองสิทธิมนุษยชนที่สมบูรณและเต็มท่ี ตอมาจึงไดมีการกําหนดการคุมครองสิทธิมนุษยชนท่ีมีสภาพบังคับในรปู ของขอ ตกลงระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชน ประเทศทเี่ ขา เปน สมาชกิ จะตอ งถอื ปฏบิ ตั ติ ามขอ ตกลงโดยเครง ครดั ถา ไมป ฏบิ ตั ติ ามกจ็ ะถกู ลงโทษ ปจ จบุ นั สหประชาชาตไิ ดม มี ตริ บั รองสนธสิ ญั ญาสิทธิมนษุ ยชนระหวา งประเทศ จาํ นวน ๙ ฉบับ ดังกลา วแลว àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §ÍÔ§ÊË»ÃЪҪÒμÔ : Ê¹Ñ μÀÔ Ò¾¡Ñº¡ÒþѲ¹Ò. เน่อื งในวาระครบรอบ ๕๐ ป ของการสถาปนาองคก าร สหประชาชาติ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพเทคนคิ , (๒๕๓๘) หนา ๘๐.Office of the high Commissioner for Human Rights, Human Rights A Basic Handbook for UN Staff. สบื คนเม่อื ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จาก http://www.mohchr.org/Documents/Publications/HRhandbooken.pdf.United Nations, Human Rights Day. สืบคน เม่ือ ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http://www.un.org/en/events/humanrightsday.UN Welcomes 193rd Member State, United Nations Regional Information Centre for Western Europe. สืบคน เมื่อ ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http://www.unric.org/en/latest-un-buzz/26841-un-welcomes-193rd- member-state.
๖๓ º··èÕ ôÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹ÃѰä·ÂÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. อธบิ ายสาระสําคญั ของรัฐธรรมนญู ทเี่ ก่ียวเน่อื งกบั ประเดน็ สทิ ธมิ นษุ ยชน ๒. อธิบายความสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการวางแนวทางพัฒนา คุมครองสทิ ธมิ นษุ ยชน ๓. อธบิ ายความสําคญั ขององคกรหลักในการคมุ ครองสทิ ธิมนุษยชนของรัฐไทย á¼¹¡ÒÃÊ͹»ÃÐจํา˹‹ÇÂÇªÔ Ò สิทธิมนษุ ยชน˹‹Ç·èÕ ô สทิ ธิมนุษยชนในรัฐไทยμ͹·Õè ๔.๑ พัฒนาการสทิ ธมิ นษุ ยชนของรฐั ไทย ๔.๒ รฐั ธรรมนญู ๔.๓ แผนสิทธิมนษุ ยชนแหง ชาติ ๔.๔ องคก รคมุ ครองสทิ ธิá¹Ç¤Ô´ ๑. เพื่อใหผูเรียนเขาใจถึงความเช่ือมโยงระหวางการเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับสากลท่ีสงผลตอการปรับตัวภายในประเทศเพื่อตอบสนองตอหลักการเร่ืองสทิ ธมิ นุษยชน ๒. เพอื่ ใหผ เู รยี นมคี วามรคู วามเขา ใจถงึ กลไกสาํ คญั ภายในประเทศในสว นทเี่ กย่ี วขอ งกบัการใหความคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชนÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ เมื่อ นสต. ไดเรียนรูหนวยที่ ๔ แลว นสต. สามารถ ๑. อธบิ ายสาระสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญที่เกี่ยวเน่ืองกับประเด็นสทิ ธิมนุษยชน ๒. อธิบายความสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการวางแนวทางพัฒนา คุมครองสิทธิมนษุ ยชน ๓. อธบิ ายความสําคัญขององคกรหลักในการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนของรฐั ไทย
๖๔¡¨Ô ¡ÃÃÁÃÐËNjҧàÃÂÕ ¹ ๑. ศึกษาเอกสารการสอน ตอนที่ ๔.๑-๔.๔ ๒. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามทไี่ ดร บั มอบหมายในเอกสารการสอนแตล ะตอนÊ×èÍ¡ÒÃÊ͹ ๑. เอกสารการสอน ๒. Power Point¡ÒûÃÐàÁÔ¹¼Å ประเมินผลจากมสี วนรว มและแสดงความคิดเห็น
๖๕ μ͹·èÕ ô.ñ ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¢Í§ÃѰä·ÂËÇÑ àÃÍè× § ๔.๑ พฒั นาการสิทธมิ นษุ ยชนของรัฐไทยá¹Ç¤Ô´ สําหรับประเทศไทยมีพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนที่สอดคลองไปกับความเปล่ียนแปลงของกระแสสิทธิมนุษยชนของโลกเชนเดียวกัน โดยมีชวงเวลาต้ังแตการเขาเปนสมาชิกองคการรักษาสันติภาพของโลก คอื สหประชาชาติ (United Nations) เปน จดุ สําคัญในการจัดระเบยี บรัฐใหเปน ไปตามหลักการสทิ ธิมนุษยชนสากลÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ เมอื่ นสต. ไดเรียนรูหนวยท่ี ๔.๑ แลว นสต. สามารถอธิบายพัฒนาการสิทธมิ นุษยชนของรัฐไทยไดอ ยางถูกตอง ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§Ã°Ñ ä·Â แมวาโดยรากฐานของแนวคิด “สทิ ธิมนษุ ยชน” จะมาจากฝากฝง โลกตะวันตกซ่ึงสามารถอธิบายยอนกลับไปไดถึงปรัชญาเกาแกในยุคกรีกอยางเร่ือง “สิทธิมนุษยชน” (Natural rights)ท่ีมองวา มนษุ ยทกุ คนมสี ทิ ธบิ างอยา งตดิ ตัวต้ังแตถอื กําเนิดข้นึ มา ดังท่ีอธบิ ายไวในบทท่ีหนง่ึ แนวคดิ“สิทธิธรรมชาติ” คอยๆ ไดรับการรับรูและขยายวงกวางตามชวงสมัยแหงพัฒนาการของสังคมโลกจนเหน็ ผลอยา งเปน รูปธรรม และไดพฒั นาสูค วามเปนสากลในปจ จบุ นั สําหรับประเทศไทยเองก็มีพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนที่คอนขางสอดคลองไปกับความเปลยี่ นแปลงของโลกเชน เดยี วกนั ถงึ กระนนั้ ตอ งเขา ใจกอ นวา ประเดน็ เรอ่ื ง “สทิ ธ”ิ ในประวตั ศิ าสตรไ ทยมีความเปนมายาวนาน แตเปนสิทธิที่ไดมาและมีอยูตามฐานะและยศถาบรรดาศักด์ิ ซ่ึงลักษณะเชนนี้มีฐานความคิดตางไปจากอุดมการณ “สิทธิมนุษยชน”อยางไรก็ดี พัฒนาการเร่ืองสิทธิในสังคมไทยมีมาตอเนื่อง โดยเฉพาะการรับรูในอุดมการณ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของกลุมคนรุนใหมที่มีอิทธิพลตอสังคม และใหความสําคัญกับกลุมสามัญชนมากข้ึน จึงเกิดการเรียกรองความเปล่ียนแปลงเชิงโครงสราง เพื่อเปล่ียนผานไปสูสังคมที่ใหความหมายตอสิทธิความเปนมนุษย๑แมจ ะยงั ไมมลี กั ษณะสมบรู ณต ามคติตะวนั ตก แตก ็ไดส รางความเปล่ียนแปลงแกสงั คมไทยอยไู มนอย๑ สรปุ จาก ธเนศ อาภรณสุวรรณ, กาํ เนดิ และความเปน มาของสทิ ธิมนษุ ยชน, (กรงุ เทพฯ: โครงการจดั พิมพคบไฟ, ๒๕๔๙), หนา ๑๕-๕๘.
๖๖ บทนี้มุงนําเสนอภาพความเปลี่ยนแปลงของ “รัฐไทย” ภายใตกระแสสิทธิมนุษยชนโลกโดยใชชวงเวลาต้ังแตการเขาเปนสมาชิกองคการรักษาสันติภาพของโลก คือ สหประชาชาติ(United Nations) เปนจุดเริ่มตนการอธิบาย๒ เนื่องดวยเปนชวงเวลาท่ีแนวคิดสิทธิมนุษยชนถูกกระจายไปในวงกวางและไดรับการรับรองในระดับนานาชาติ ประกอบกับการจัดทําสนธิสัญญาระหวา งประเทศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนหลายฉบบั ทปี่ ระเทศไทยเองไดเ ขา รว มเปน ภาคี ในสว นตอ ไปจงึ เนนพจิ ารณาผลการดําเนินการของรัฐไทยในการวางกรอบ กลไก กติกาภายในประเทศที่เปนการสง เสรมิสนับสนุน และปอ งกนั ไมใ หเกดิ การละเมดิ สิทธิมนษุ ยชนในดา นตา งๆ ตามหลักสากลเปน สําคัญ ¾²Ñ ¹Ò¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÃѰä·Â พัฒนาการความกาวหนาของสังคมมีผลตอการใหคุณคาตอ “คน” เปล่ียนผันไปเปนทท่ี ราบกนั ดีวา ในอดตี รัฐไทยมกี ารจัดวางชนช้นั ทางสังคมทีล่ ดหลั่นเหล่อื มลาํ้ เชน เจาขนุ มูลนายไพรทาส การขยับชนชั้นไมใชเรื่องงายเทากับยอมรับในชะตาชีวิตของตนเอง มโนทัศนเร่ือง “สิทธิ”ยังไมอยูในความรับรูของสงั คมคนสว นใหญ วาทกรรมเรื่อง “สิทธิของบุคคล” และ “สิทธิธรรมชาติ” เกิดในภายหลังเมื่อมีกลุมคนท่ีไดรับการศึกษาจากตะวันตก มีแนวคิดปฏิเสธระบบไพร และมีโลกทัศนสมัยใหมท่ีเปนวิทยาศาสตรมากข้ึน คนเหลานี้มักเขามาทํางานในแวดวงนักเขียน งานหนังสือพิมพ และในระบบราชการความเปล่ียนแปลงสําคัญเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยมาต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๔ เม่ือภูมิปญญญาแบบตะวันตกขยายวงกวา ง เกดิ การใหค ณุ คา บนฐานทเี่ ทา เทยี มแก “ปจ เจกบคุ คล” โดยมกี ฎหมายรบั รองอยา งชดั เจนตวั อยา งเชน เกดิ กฎหมายอาญา หากกระทาํ ผดิ ตอ งไดร บั โทษ เทยี บกบั กฎหมายเกา นนั้ ถา ผกู ระทาํ ผดิเปน บคุ คลในระดบั ชนั้ ยศหรอื มศี กั ดนิ าทส่ี งู กวา เชน มลู นายกระทาํ ตอ ทาสยงั ไมถ อื วา เปน การกระทาํ ผดิในทันใด๓ ราษฎรเริ่มตระหนักถึงบทบาทและความสําคัญของตนขึ้นเรื่อยๆ นําไปสูการบั่นทอนความเชอื่ เดมิ เรอื่ ง “ชาตกิ าํ เนดิ ” ทวี่ า คนเกดิ มามบี ญุ บารมไี มเ ทา กนั จงึ ตอ งกม หนา ยอมรบั ในชะตากรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ดวยตองปรับปรุงประเทศใหมีความเปนอารยะเพ่ือตอบโตการคบื คลานเขา มาของลทั ธจิ กั รวรรรดนิ ยิ ม หลายแนวคดิ ตามคตติ ะวนั ตกกลายเปน กระแสทก่ี อ ใหเ กดิการเปล่ียนแปลงตามมา เชน เปลี่ยนการพิจารณาคดีตามหลักจารีตมาสูการอางอิงหลักฐานและพยานมากขนึ้ ปองกนั ไมใ หเ จา หนา ทลี่ แุ กอ าํ นาจ๔๒ ประเทศไทยเขาเปน สมาชิกสหประชาชาตลิ ําดับที่ ๕๕ เมื่อวันท่ี ๑๖ ธนั วาคม ๒๔๘๙ ภายหลงั สหประชาชาตกิ อต้งั ๑ ป เหตุผลที่ใชในการเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติเปนจุดเร่ิมตนอธิบายสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เนื่องจากเปน ชวงเวลาท่ีสิทธิมนุษยชนถูกทําใหเปนประเด็นสากลและไดรับการกลาวถึงในระดับนานาชาติ ประกอบกับมีกลไกระดับ นานาชาติเกิดขึ้นมากมายเพื่อสนับสนุนแนวคิดน้ี กอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญน้ี ทําใหรัฐไทยตองปรับตัว และสรางความเปลย่ี นแปลงภายในรัฐอยางมากดวยเชน เดยี วกนั๓ ธเนศ อาภรณสุวรรณ, อางแลว หนา ๗๙-๘๓.๔ ธเนศ อาภรณสวุ รรณ, เพิง่ อา ง, หนา ๙๖-๙๙.
๖๗ การขยายตัวของแนวคิด “สิทธิมนุษยชน” ในกรณีของไทยในชวงแรกจึงเปนลักษณะของการตอตานหรอื ตองการลดทอนอํานาจรฐั เพ่ือใหกระจายอาํ นายลงสูป ระชาชนมากยิ่งขนึ้ เพอ่ื ใหราษฎรทุกคนมีสทิ ธิและเสรภี าพ และมฐี านะเปน เจาของประเทศรวมกัน ดงั ปรากฏชัดเจนในประกาศของคณะราษฎรฉบับท่ี ๑ เม่อื วนั ที่ ๒๔ มิถนุ ายน พ.ศ.๒๔๗๕๕ การปฏิวัติเปลี่นแปลงการปกครอง เม่ือ พ.ศ.๒๔๗๕ ถือเปนชวงเวลาสําคัญของสิทธิมนุษยชนไทย ทําใหราษฎรไดเขาถึงสิทธิเสรีภาพชนิดท่ีไมเคยมีมากอน ดังที่ระบุวา “...ราษฎรจะไดรบั ความปลอดภยั ทุกคนจะตอ งมีงานทาํ ไมตอ งอดตาย ทกุ คนจะมีสทิ ธเิ สมอกนั และมีเสรีภาพพนจากการเปนไพร เปนขา เปน ทาส พวกเจา ...” อยางไรก็ตาม การเปล่ียนแปลงขนานใหญของสังคมไทยตอประเด็น “สิทธิมนุษยชน”เกิดภายหลังการเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติแลว เพราะเทากับยอมรับในหลักการสําคัญของสหประชาชาติ นนั่ คือ การรกั ษาสนั ตภิ าพ ความสงบสุข และการเคารพในศกั ด์ศิ รคี วามเปน มนษุ ยทาํ ใหร ฐั ไทยตอ งปรบั ตวั และสรา งกลไกในประเทศเพอ่ื สอดคลอ งกบั เจตนารมณข ององคก รในฐานะชาติสมาชิก การประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration ofHuman Rights) เม่ือวนั ที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ เปนการทาํ ใหน ิยามสทิ ธิมนษุ ยชนทีค่ อนขา งเปนนามธรรมมีความชัดเจนย่ิงข้ึน แนวทางปฏิบัติของอนุสัญญาระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนหลายๆ ฉบับที่ออกตามมา ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติจากทั่วทุกมุมโลก รวมท้ังรัฐไทยท่ีเขารวมเปนภาคีจึงตองขอขยับขยายบทบาทในประเทศเพ่ือแสดงวาไดนําหลักการสิทธิมนุษยชนมาใชในทางปฏบิ ัติ นอกจากปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนแลว สนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศทเ่ี กย่ี วขอ งกับสิทธิมนุษยชนโดยการรับรองของสหประชาชาติฉบับสําคัญท่ีประเทศไทยเขารวมเปนภาคี และใหสัตยาบันมีจาํ นวนทง้ั ส้นิ ๗ ฉบับ ไดแ ก๕ ขา ราชการ ทหาร และพลเรอื นระดบั กลางจาํ นวน ๑๐๒ คน ในนามของ “คณะราษฎร” ไดท าํ การยดึ อาํ นาจจากพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู วั รชั กาลท่ี ๗ เพอ่ื เปลย่ี นแปลงการปกครองจากสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยไ ปสรู ะบอบประชาธปิ ไตย ระบอบ สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย ออกประกาศคณะราษฎรฉบบั ที่ ๑ และวางหลกั ๖ ประการ ดงั น้ี ๑. จะตองรักษาความเปนเอกราชท้งั หลายของประเทศไวใหมนั่ คง ๒. จะตอ งรกั ษาความปลอดภัยภายในประเทศ ๓. ตอ งบํารงุ ความสขุ สมบูรณของราษฎรในทางเศรษฐกิจ ๔. ตองใหราษฎรมสี ิทธิเสมอภาคกนั (ไมใ ชพวกเจา มสี ทิ ธยิ ิ่งกวา ราษฎรเชนที่เปนอยูน ี)้ ๕. จะตอ งใหร าษฎรไดมีเสรภี าพ มีความเปนอิสระ ๖. จะตองใหการศกึ ษาอยางเต็มทแ่ี กร าษฎร สรปุ จากธเนศ อาภรณสุวรรณ, หนา ๙๖-๙๙.
๖๘๑. อนุสญั ญาวาดว ยการขจดั การเลอื กปฏิบตั ติ อ สตรใี นทกุ รูปแบบ เปนภาคี ๙ ส.ค.๒๕๒๘ (Convention on the Elimination of All Forms of บงั คับใช ๘ ก.ย. ๒๕๒๘ Discrimination against Women : CEDAW)๒. อนุสัญญาวา ดว ยสทิ ธเิ ดก็ เปน ภาคี ๒๗ ม.ี ค. ๒๕๓๕ (Convention on the Rights of the Child : CRC) บงั คบั ใช ๒๖ เม.ย. ๒๕๓๕๓. กตกิ าระหวา งประเทศวา ดวยสิทธพิ ลเมอื งและสิทธิทางการเมอื ง เปน ภาคี ๒๙ ต.ค. ๒๕๓๙ (International Covenant on Civil and Political Rights : บังคบั ใช ๓๐ ม.ค. ๒๕๔๐ ICCPR)๔. กตกิ าระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธิ ทางเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม เปน ภาคี ๕ ก.ย. ๒๕๔๒ (International Covenant on Economic, Social and Cultural บงั คับใช ๕ ธ.ค. ๒๕๔๒ Rights : ICESCR)๕. อนสุ ัญญาวาดว ยการขจัดการเลอื กปฏิบัติทางเชอื้ ชาติ เปน ภาคี ๒๘ ม.ค. ๒๕๔๖ ในทกุ รูปแบบ บังคับใช ๒๗ ก.พ. ๒๕๔๖ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination : ICERD)๖. อนุสัญญาตอตานการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น เปนภาคี ๒ ต.ค. ๒๕๕๐ ทีโ่ หดรา ย ไรม นุษยธรรม หรือยา่ํ ยศี กั ดศ์ิ รี บงั คบั ใช ๑ พ.ย. ๒๕๕๐ (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT)๗. อนสุ ญั ญาวาดว ยสิทธขิ องคนพิการ เปนภาคี ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๑ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities บงั คบั ใช ๒๘ ส.ค. ๒๕๕๑ : CRPD) การเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติ และการเขารวมภาคีสนธิสัญญาระหวางประเทศขางตน การเขารวมประชุมระดับนานาชาติตางๆ ลวนเปนสวนสําคัญผลักดันใหมีความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศในประเดน็ ดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนในระดบั โครงสรา งหลายมติ ิ อาทิ บทบญั ญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู ,แผนสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาต,ิ การตรา แกไ ข และเพิ่มเตมิ กฎหมายหลายฉบับ เพื่อใหส อดคลองเปน ไปตามมาตรฐานสากลมากยิง่ ขึน้¡¨Ô ¡ÃÃÁ ประเทศไทยไดยอมรับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลในรูปแบบใด และสงผลตอประเทศอยางไรบา ง
๖๙ μ͹·èÕ ô.ò ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙËÇÑ àÃÍ×è § ๔.๒ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยá¹Ç¤´Ô รัฐธรรมนูญถือเปนกติกาสูงสุดของประเทศในการกําหนดกรอบนโยบาย กฎหมายกฎระเบยี บตา งๆ ดงั นน้ั เนอื้ หาและเจตนารมณแ หง รฐั ธรรมนญู จงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การสง เสรมิและสนบั สนนุ สทิ ธิมนษุ ยชนใหเปนรปู ธรรมÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ เม่ือ นสต. ไดเ รยี นรหู นว ยท่ี ๔.๒ แลว นสต. สามารถ อธิบายความสําคญั ของรัฐธรรมนญู ตอการสง เสรมิ แนวคดิ สทิ ธิมนษุ ยชน Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â หากถามวา “สทิ ธมิ นษุ ยชน” ไดร บั การรบั รองชดั แจง โดยกฎหมายทมี่ สี ถานะสงู สดุ เปน ครงั้ แรกเมื่อใดน้ัน คงตองหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ขึ้นมาพิจารณากอน จากน้ันจึงคอยกลาวถึงรัฐธรรมนูญฉบบั ป ๒๕๕๐ และรฐั ธรรมนูญฉบบั ปจจุบัน พ.ศ.๒๕๖๐ Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÙÞáË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõôð กาํ เนิดขึน้ บนแนวคดิ “ปฏริ ปู การเมือง” (Political reform) ประชาชนเขา มามสี วนรวมในกระบวนการยกรางรัฐธรรมนูญมากมายอยางท่ีไมเคยมีมากอน จนไดรับการกลาวถึงวาเปน“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” รัฐธรรมนูญฉบับนี้นับเปนรัฐธรรมนูญฉบับท่ี ๑๖ ของไทย ประกาศใชเมอื่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๐ มที ง้ั สน้ิ ๓๓๖ มาตรา ความโดดเดน ในดานสิทธิมนษุ ยชนของรัฐธรรมนญู ฉบับนี้ คอื ๑. คําปรารภมีขอความชัดเจนระบุวา “รัฐธรรมนูญฉบับน้ีมีสาระสําคัญเพื่อสงเสริมคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบอํานาจรฐั มากข้นึ ” ๒. ท่ีสําคัญมีการใชคําวา “ศักด์ิศรีความเปนมนุษย” (มาตรา ๔ หมวดท่ัวไป) อันเปนหลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชนเปนครั้งแรกในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย๖ จึงถือเปนเจตนารมณ๖ คําวาศักดิ์ศรีความเปนมนุษยถูกระบุคร้ังแรกในรัฐธรรมนูญคร้ังแรกของโลก คือ รัฐธรรมนูญเยอรมัน ซ่ึงมีประวัติศาสตร อันเจ็บปวดจากการเขนฆาชีวิตผูคนในชวงสงครามโลกครั้งท่ีสอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองส้ินสุด เยอรมันรางรัฐธรรมนูญ ฉบบั ๑๙๔๙ (หา ปใ หห ลงั จากสงครามสนิ้ สดุ ) ไดบ ทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑ วา ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ยเ ปน สงิ่ ทไี่ มอ าจลว งละเมดิ ได เปนภาระหนาท่ีของรัฐที่จะตองใหความเคารพและใหความคุมครองตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษย, บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธเิ สรีภาพ และศักด์ศิ รีความเปน มนษุ ย, (กรงุ เทพฯ : วญิ ูชน, ๒๕๕๘), หนา ๘๖-๘๗.
๗๐ของรฐั และเปน ขอ ผกู พนั ของรฐั ทจี่ ะตอ งใหค วามคมุ ครองตอ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ย พจิ ารณาเพมิ่ เตมิไดจากมาตรา ๒๖ บัญญัติวา “การใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกร ตองคํานึงถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพ...” ๓. ในสวนของเนื้อหามีการประกันสิทธิเสรีภาพใหมๆ ไวเปนจํานวนมาก รัฐธรรมนูญสง เสรมิ คมุ ครองเสรภี าพในดา นตา งๆ ของประชาชน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ สทิ ธมิ นษุ ยชนขนั้ พน้ื ฐานกาํ หนดใหช ายและหญิงมีสิทธิเทาเทยี มกัน (มาตรา ๓๐), สทิ ธใิ นกระบวนการยตุ ิธรรมมีเน้ือหาใหมๆ ทีบ่ รรจุเขา มา เชน ในคดอี าญาหา มจบั เม่อื ไมม ีหมายศาล และเจาหนา ทีต่ องนาํ ตวั ผถู ูกจับสงศาลภายใน ๔๘ชว่ั โมง (มาตรา ๒๓๗), ในคดอี าญาผตู อ งหาหรอื จาํ เลยยอ มมสี ทิ ธไิ ดร บั การสอบสวน หรอื พจิ ารณาคดีดวยความรวดเรว็ ตอเนอ่ื ง และเปนธรรม (มาตรา ๒๔๑) ๔. มีองคกรคุมครองสิทธิท่ีถูกท่ีถูกจัดตั้งข้ึนมาใหมจากรัฐธรรมนูญฉบับน้ี อาทิศาลปกครอง พิจารณาคดีพิพาทเน่ืองจากการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย การออกกฎ คําสั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย, ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยขอขัดแยงระหวางรัฐธรรมนูญกับกฎหมายอื่น,ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (ชื่อในขณะนั้น) พิจารณาและสอบสวนขอเท็จจริงเก่ียวกับการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่รัฐทุกระดับวาไมปฏิบัติตามกฎหมายหรือกอใหเกิดความเสียหายแกประชาชนโดยไมเปนธรรม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําท่ีเปนการละเมดิ สิทธิมนุษยธรรม Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÙÞáË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõõð รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่ผานกระบวนการออกเสียงประชามติ เมือ่ วันที่ ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๐ มีผลใชบงั คับเมอ่ื ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ รวมจํานวน ๓๐๙มาตรา เนอื้ หาโดยรวมสว นใหญย งั คงอา งองิ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ป ๒๕๔๐ ทวา มบี างสว นทไ่ี ดร บั การแกไ ขขนานใหญ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ·èÕ¹‹Òʹã¨à¡ÂÕè Ç¡ºÑ àÃèÍ× §ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ©ºÑº¹Õé ä´áŒ ¡‹ ๑. “หมวดสทิ ธแิ ละเสรภี าพของชนชาวไทย” (หมวด ๓) นบั เปน หนงึ่ ในความเปลยี่ นแปลงใหญข องเนอื้ หาในรฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๕๐ โดยถกู แบง หมวดหมแู ยกประเดน็ สทิ ธแิ ละเสรภี าพออกเปน๑๓ สวน เพ่อื ใหช ดั เจนและงา ยตอ การทําความเขาใจของประชาชนท่ัวไป๗ ๒. รฐั ธรรมนญู นยี้ งั มกี ารบญั ญตั ศิ พั ทใ หมใ นเนอื้ หาเปน ครง้ั แรก ซงึ่ เกยี่ วโยงและสง เสรมิหลกั ปฏบิ ตั เิ พอ่ื คมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนอยอู ยา งมาก เชน คาํ วา “หลกั นติ ธิ รรม” (มาตรา ๓, มาตรา ๗๘)และคาํ วา “หลักธรรมาภบิ าล” (มาตรา ๗๔, มาตรา ๘๔)๗ เชน หมวด ๓ สทิ ธเิ สรีภาพของชนชาวไทย แบง ออกเปน ๑๓ สว น เรม่ิ จาก บททัว่ ไป (มาตรา ๒๖-๒๙), ความเสมอภาค (มาตรา ๓๐-๓๑), สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล (มาตรา ๓๒-๓๘), สิทธิในกระบวนการยุติธรรม (มาตรา ๓๙-๔๐), สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ (มาตรา ๔๑-๔๒), สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการประกอบอาชพี (มาตรา ๔๓-๔๔), เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ของบุคคลและส่ือมวลชน (มาตรา ๔๕-๔๘), สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา (มาตรา ๔๙-๕๐), สิทธิและเสรีภาพในการ ไดร บั การบรกิ ารสาธารณสขุ และสวสั ดกิ ารจากรฐั (มาตรา ๕๑-๕๕), สทิ ธใิ นขอ มลู ขา วสารและการรอ งเรยี น (มาตรา ๕๖-๖๒), เสรภี าพในการชุมนมุ และสมาคม (มาตรา ๖๓-๖๕), สทิ ธิชุมชน (มาตรา ๖๖-๖๗), สทิ ธพิ ทิ กั ษรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๖๘-๖๙) เปน ตน
๗๑ ๓. มกี ารระบปุ ระเดน็ สทิ ธเิ สรภี าพใหมๆ เขา มาในรฐั ธรรมนญู ดว ย เชน มาตรา ๕๕ ระบวุ าบุคคลซึ่งไรที่อาศัยและไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ยอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลือท่ีเหมาะสมจากรัฐ, ใหสิทธิอํานาจแกพลเมืองมากข้ึน เชน มีการเปดโอกาสใหประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน เขาชื่อเพื่อเสนอขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญได ตามมาตรา ๒๙๑ และลดจํานวนเพื่อมีสิทธิเสนอชื่อแกไขกฎหมายลงเหลอื จาก ๕๐,๐๐๐ ชอื่ เหลอื เพียง ๑๐,๐๐๐ คน ดงั ระบุในมาตรา ๑๖๓ Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â©ººÑ ªÇèÑ ¤ÃÒÇ ¾Ø·¸È¡Ñ ÃÒª òõõ÷ มเี พียง ๔๘ มาตรา บทบญั ญตั วิ า ดวยสิทธเิ สรีภาพ และประเดน็ เกยี่ วกบั สทิ ธิมนษุ ยชนถกู กาํ หนดไวใ นมาตรา ๔ มาตราเดยี ว โดยมีขอ ความวา “ภายใตบ งั คับบทบัญญัติแหงรฐั ธรรมนญู นี้ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ย สทิ ธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาท่ชี นชาวไทยเคยไดรบั การคมุ ครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและตามพันธกรณีระหวางประเทศท่ีประเทศไทยมีอยูแลว ยอมไดรับการคุมครองตามรัฐธรรมนูญนี้”เนื่อหาที่เก่ียวของกับสิทธิเสรีภาพจึงถูกลดทอนลงเปนอยางมาก และถูกผนวกรวมใหเหลือเพียงมาตราเดยี วเทา นน้ั ซึ่งยอมกอใหเ กิดความคลุมเครือในการใชการตีความได แตถ ึงกระนั้น รฐั กต็ อ งใหความใสใจตอสิทธิมนุษยชนขั้นพ้ืนฐาน และยืนยันดวยลายลักษณอักษรวาพันธกรณีระหวางประเทศดา นสทิ ธิมนษุ ยชนท่ีไทยเคยเขารวมยังจะตองไดร ับความคมุ ครองตอไป Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â ¾·Ø ¸È¡Ñ ÃÒª òõöð รัฐธรรมนญู ฉบับที่ ๒๐ ของประเทศไทยทีผ่ า นการลงประชามตเิ หน็ ชอบรางรฐั ธรรมนญูที่รางขึ้นโดยคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และมีผลประกาศใชเมื่อ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ดว ยเน้ือหาทั้งสน้ิ จาํ นวน ๒๗๙ มาตรา ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ·Õè¹Ò‹ ʹã¨à¡èÕÂÇ¡ºÑ àÃÍè× §ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ©ººÑ ¹Õé ä´áŒ ¡‹ ๑. ระบุหลกั การสําคัญของสทิ ธมิ นษุ ยชน ไวใ นมาตรา ๔ ซึ่งระบุวา “ศักดศิ์ รคี วามเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง ปวงชนชาวไทยยอมไดร บั ความคุมครองตามรฐั ธรรมนูญเสมอกนั ” ๒. ประเด็นสิทธิเสรีภาพถูกกําหนดไวใน หมวด ๓ “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย” มาตรา ๒๕-๔๙ ซึ่งระบุถึงสิทธิเสรีภาพในหลายๆ ดาน อาทิ ความเสมอภาคทางเพศ,สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย, สิทธิในกระบวนการยุติธรรม, เสรีภาพในการนับถือศาสนา,สิทธิในความเปนสวนตวั , เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น, เสรีภาพของสอื่ , เสรีภาพในการเดนิ ทาง,เสรภี าพในการประกอบอาชีพ, สทิ ธิชุมชน, เสรีภาพในการชุมชน, สทิ ธิผูบรโิ ภค เปน ตน ๓. ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แมจะมีการใหสิทธิเสรีภาพแกประชาชนแตก็กํากับการใชสิทธิเสรภี าพน้ันดวยคาํ วา “ตองไมเปนปฏปิ กษตอ หนา ท่ีของปวงชนชาวไทย”
๗๒ μ͹·Õè ô.ó á¼¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔËÇÑ àÃ×èͧ ๔.๓ แผนสิทธิมนุษยชนแหง ชาติá¹Ç¤Ô´ การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติเกิดจากการเขารวมประชุมเวทีระดับโลกวาดวยสทิ ธมิ นษุ ยชนทจ่ี ดั ขน้ึ ในกรงุ เวยี นนา เมอื่ ป ๒๕๓๖ การประชมุ นสี้ ง ผลใหบ รรยากาศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนเบงบาน แผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติจึงเปนขอกําหนดใหหนวยงานรัฐเรงสรางมาตรการสงเสริมสทิ ธมิ นษุ ยชนÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ เม่อื นสต. ไดเรยี นรูหนวยที่ ๔.๓ แลว นสต. สามารถ อธิบายความสําคัญและสาระสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการสงเสริมแนวคิดสิทธิมนษุ ยชน á¼¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹áË‹§ªÒμÔ การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติเกิดจากการเขารวมประชุมเวทีระดับโลกวาดวยสทิ ธมิ นษุ ยชนทจี่ ดั ขนึ้ ในกรงุ เวยี นนา เมอื่ ป ๒๕๓๖ การประชมุ นส้ี ง ผลใหบ รรยากาศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนเบง บาน พรอ มความหวงั วา ความขดั แยง จนนาํ ไปสคู วามสญู เสยี จากสงครามโลก ตามดว ยสงครามเยน็ท่ีเพิ่งจะส้ินสุดลงจะไมเกิดข้ึนอีก รูปธรรมจากผลการประชุมคือ การประกาศ “ปฏิญญาเวียนนา”(Vienna Declaration) สาระสาํ คญั ของปฏญิ ญาดงั กลา วเนน ถงึ ความจาํ เปน ในการสรา งอนาคตรว มกนับนพนื้ ฐานของความเปน มนษุ ยชาตทิ ม่ี คี วามหลากหลาย นอกจากนยี้ งั มขี อ กาํ หนดใหร ฐั ตา งๆ พจิ ารณาจดั ทํารางแผนปฏิบัตกิ ารแหงชาตดิ านสทิ ธิมนุษยชนของประเทศตนเองขึ้นดวย á¼¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ ©ººÑ ·èÕ ñ (¾.È. òõôô-òõôø) ประเทศไทยไดดําเนินการจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติข้ึนเปนคร้ังแรกในป ๒๕๔๓ใชเปนแผนแมบทในการดําเนินนโยบายดานการสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนของภาครัฐรวมถึงแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนใหเปนไปตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็คํานึงถึงความเหมาะสมของสังคมไทยดวย โดยในการจัดทําแผนฯ ไดนําปจจัยพ้ืนฐานทางสังคม วัฒนธรรมตลอดจนสภาพปญหาในประเทศมาพิจารณาประกอบ ท้ังนี้ คณะรัฐมนตรีไดใหความเห็นชอบแผนฉบบั ดังกลา ว เม่ือวนั ที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๔๓ เพ่อื ใหม ีผลใชบ งั คบั ระหวา งป ๒๕๔๔-๒๕๔๘๘๘ แมตามแผนจะครอบคลมุ ระยะเวลา ๔ ป แตกถ็ ูกใชต อเน่อื งในชวงระหวางทก่ี ระบวนการจดั ทําแผนฉบับที่ ๒ ยังไมแลวเสร็จ
๗๓ แผนสิทธิมนุษยชนแหง ชาตฉิ บบั แรกน้ีประกอบดว ยแผนคมุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน ๑๑ ดา นคือ การศึกษา, วัฒนธรรม, อาชีพ, สาธารณสุข, ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม, ที่อยูอาศัย,สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุม, การไดรับขอมูลขาวสารของราชการ, สิทธิเสรีภาพดานสื่อมวลชน,การเมืองการปกครอง และศาสนา ครอบคลุมกลุมเปาหมาย ๒๐ กลุม โดยพิจารณากลุมผูดอยโอกาสท่ีมีโอกาสสูงท่ีจะถูกลวงละเมิดสิทธิไดงาย ไมวาจะเปนเด็ก, สตรี, ผูสูงอายุ, คนพิการ,ผูปวย, ผูติดเชื้อเอชไอวี/ผูปวยเอดส, ชนกลุมนอย, คนตางดาว, ผูหนีภัย, คนไรสัญชาติ, คนจน,ผใู ชแรงงาน, เกษตรกร, ผูบริโภค, ผปู ฏิบตั ิงานดา นสิทธิมนษุ ยชน, ผตู อ งคุมขัง, ผพู นโทษ, ผเู สยี หายในคดอี าญา, ชุมชน และผรู บั บริการสงเคราะหจากรฐั โดยหนว ยงานภาครฐั ในทุกระดบั ทง้ั สวนกลางสวนภมู ิภาค และทองถน่ิ รวมถงึ รัฐวสิ าหกจิ องคกรอสิ ระตา งๆ สถาบันอุดมศึกษา มีหนา ที่นําแผนน้ีไปปฏบิ ัติ á¼¹ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ ©ºÑº·èÕ ò (¾.È.òõõò-òõõö) การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเสมือนการคอยๆ เรียนรูและปรับตัวเพ่ือใหแผนฉบับตอมามีความเหมาะสม และมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน มีความเปนไปไดมากข้ึนซึ่งในแผนฉบับแรกน้ันไมไดกําหนดกลยุทธเชิงปฏิบัติการแตอยางใด การจัดทําแผนฉบับน้ีจึงเปนการระดับความคิดเห็น เนนการมีสวนรวมจากภาคสวนตางๆ โดยนําเจตนารมณของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน และสนธิสัญญาระหวางประเทศทั้ง ๗ ฉบับ ท่ีไทยเขารวมเปนภาคีเปนกรอบจัดทําแผนฯ เพื่อเปาหมายสูงสุดคือ “สรางสังคมแหงการเคารพศักด์ิศรีความเปนมนุษย” สังคมตองรวมกันปกปองสงเสริมไมใหมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงมีมาตรการเยียวยาแกผูถูกละเมิดสทิ ธพิ น้ื ฐานของความเปน มนุษย ซึง่ คณะรัฐมนตรีมมี ติใหความเห็นชอบเมอื่ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ แผนสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติฉบับท่ี ๒ กําหนดใหม ี ๔ ยทุ ธศาสตร คอื ปอ งกัน, คุมครอง,พัฒนากฎหมาย และพัฒนาเครือขา ย ˹èÖ§ ÂØ·¸ÈÒÊμôŒÒ¹¡Òû‡Í§¡Ñ¹ ์¹ãËŒ¤ÇÒÁÃÙŒ จัดอบรมดานสิทธิมนุษยชนยังกลุมตางๆ ในสังคมจากยุทธศาสตรน เ้ี องทีท่ าํ ใหห วั ขอ สิทธิมนษุ ยชนถูกกําหนดอยูในหลกั สูตรของสถาบนัการศกึ ษาและหลกั สตู รอบรมตา งๆ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ สาํ หรบั เจา หนา ทข่ี องรฐั ยทุ ธศาสตรด า นการปอ งกนัยงั เนน การสรา งชอ งทางส่ือสารเพอื่ รวมปอ งกันการละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชนอีกดว ย Êͧ Â·Ø ¸ÈÒÊμô ÒŒ ¹¡ÒäÁŒØ ¤Ãͧ เนน ใหห นว ยงานรฐั บรกิ ารประชาชนโดยอยบู นพน้ื ฐานของหลักการสิทธิมนุษยชน หนวยงานรัฐตองมีชองทางรองเรียนเม่ือเกิดการละเมิดข้ึน และท่ีสําคัญรวมกันทํางานเพื่อเยียวยา ชวยเหลือ ฟนฟูผูซ่ึงไดรับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิความเปนมนุษยความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเห็นชัดเจนจากการกําหนดยุทธศาสตรขอน้ี คือ หนวยงานภาครัฐใหบริการบนพ้ืนฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนมากข้ึนเพื่อสรางความเสมอภาค และเทาเทียม ยกตัวอยางเชน การกําหนดใหหนวยงานรัฐทําทางข้ึนสําหรับผูพิการ, การลดหยอนคาโดยสารของบริษัทขนสงแกผสู งู อายุ-ผพู กิ าร, การมชี องทางรองเรียนของหนวยงานตางๆ
๗๔ ÊÒÁ ÂØ·¸ÈÒÊμôŒÒ¹¡ÒþѲ¹Ò¡®ËÁÒ ปรับปรุงแกไขกฎหมายใหสอดคลองกับสิทธิและเสรีภาพตามท่ีกําหนดในรัฐธรรมนูญไทย และเปนไปตามเจตนารมณแหงพันธะสัญญาระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนท่ีไทยรวมลงนาม โดยอาศัยการรวมแสดงความคิดเห็นของประชาชนกลุม ตางๆ ยุทธศาสตรน ย้ี ังมุง ใหเ กดิ การบงั คับใชกฎหมายอยา งเปน ธรรมอกี ดวย ÊèÕ Â·Ø ¸ÈÒÊμô ÒŒ ¹¡Òþ²Ñ ¹Òà¤ÃÍ× ¢Ò‹  สง เสรมิ การมสี ว นรว มและพฒั นาเครอื ขา ยภาครฐัเอกชนและประชาชน ทง้ั ในระดบั ประเทศและระดับชาตใิ นการปกปองคุมครองสง เสรมิ สิทธมิ นษุ ยชนใหครอบคลุมทุกพื้นที่ พัฒนาบุคลากรใหมีความรูทักษะในการปกปองคุมครองสิทธิดานตางๆและพฒั นาองคค วามรดู า นสทิ ธมิ นษุ ยชนในบรบิ ทของสงั คมไทย โดยเฉพาะเจา หนา ทร่ี ฐั ตอ งเขา ใจพน้ื ฐานทางดา นวถิ ชี ีวติ และวัฒนธรรมทีแ่ ตกตาง เพ่ือมิใหล ว งละเมิดสิทธเิ สรภี าพของประชาชน á¼¹ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ ©ºÑº·Õè ó (¾.È.òõõ÷-òõöñ) ขณะนี้ประเทศไทยอยูในชวงของการใชแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ฉบับท่ี ๓ซง่ึ คณะรฐั มนตรใี หค วามเหน็ ชอบ และประกาศใชเ มอื่ วนั ท่ี ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗ เปา หมายสาํ คญั คอืทําใหส งั คมไทย “เปนสังคมท่สี ง เสรมิ สิทธิ เสรภี าพ และความเทา เทยี ม โดยคํานงึ ถึงศักดศิ์ รคี วามเปนมนุษย เพ่อื นําไปสูสงั คมสันติสขุ ” โดยครอบคลมุ ประเดน็ สิทธมิ นษุ ยชน ๑๑ ดาน ไดแก สาธารณสขุ ,การศึกษา, เศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม, ที่อยูอาศัย, วัฒนธรรมและศาสนา,ขอ มลู ขา วสาร ขา วสารเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร, ขนสง , การเมอื งการปกครอง, กระบวนการยุติธรรม, ความม่ันคงทางสังคม และมีกลุมเปาหมาย ๑๕ กลุม ไดแก ผูตองหา/ผูตองขัง,ผพู นโทษ, ผตู องหาคดียาเสพตดิ , เหยื่อ/ผเู สยี หาย, ผูต ดิ เช้ือ HIV/เอดส, ผใู ชแรงงาน, คนจน/ผไู ดร บัผลกระทบจากการพฒั นา, เกษตรกร, ผสู งู อาย,ุ เดก็ และเยาวชน, สตรี, คนพิการ, ผูไรร ัฐ ชาติพันธุและกลุมผูแสวงหาท่ีพักพิงหรือผูหนีภัยการสูรบ, ผูไดรับผลกระทบจากสถานการณความรุนแรงและกลมุ หลากหลายทางเพศ/อตั ลักษณท างเพศ ตัวอยางท่ีเปนรูปธรรมหนึ่งอันเปนผลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ คือ การตั้ง“กรมคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพ” ข้นึ ในสงั กดั กระทรวงยุตธิ รรม เมอ่ื ป ๒๕๔๕ มีภารกิจหลกั เกยี่ วกบัการดูแลสิทธิและเสรีภาพท่ีประชาชนพึงไดรับตามกฎหมาย โดยการจัดวางระบบและสงเสริมใหประชาชนมีความรูเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนการดําเนินการใหพยาน ผูเสียหายและจาํ เลยในคดีอาญาไดรบั การคุม ครองชวยเหลอื เยียวยาในเบ้อื งตน อกี ทง้ั ยงั นาํ ไปสกู ารตรา “พระราชบญั ญตั กิ องทนุ ยตุ ธิ รรม พ.ศ.๒๕๕๘” ตงั้ กองทนุ ยตุ ธิ รรมข้ึนมาชวยเหลือผูขาดโอกาสทางทุนทรัพยในการตอสูคดี เชน คาใชจายทนาย คาธรรมเนียมศาลและการใชเงินจากกองทนุ เปน หลกั ทรพั ยในการประกนั ตวั ๙๙ รายงานผลการปฏิบัติงานของกองทุนยุติธรรม ประจําป ๒๕๕๘ พบวามีผูยื่นคําขอรับความชวยเหลือ ๔,๕๔๒ ราย จายเงินชวยเหลือไปแลว ๓,๖๒๕ ราย เปนเงิน ๑๗๖,๕๑๒,๙๖๔ บาท กวารอยละ ๘๐ ใชเพื่อเปนเงินประกันตัว โดยคดลี ักทรพั ย, บุกรกุ และพยายามฆา มีผูย่ืนขอเงนิ ชวยเหลือมากเปน สามอนั ดบั แรก กรุงเทพฯ และจงั หวดั ในภาคกลาง ย่นื คาํ ขอมาเปน ลาํ ดบั ตนๆ
๗๕ μ͹·Õè ô.ô ͧ¤¡Ã¤ØŒÁ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸ÔËÇÑ àÃÍè× § ๔.๔ องคกรคุมครองสิทธิá¹Ç¤´Ô ๑. การเกิดขึ้นขององคกรใหมๆ ในภาครัฐท่ีภารกิจรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงอยางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตลอดจนองคกรอ่ืนที่มีบทบาทเก่ียวเนื่อง ไดแกผูตรวจการแผนดิน, ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ซ่ึงท้ังสี่องคกรคือผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปพ.ศ.๒๕๔๐ และทาํ หนาท่ีตอ เน่อื งมาจนปจ จบุ นั ๒. องคกรตางๆ เหลาน้ีลวนมีเปาหมายสําคัญนั่นคือ การปกปองและคุมครองสิทธิเสรีภาพพน้ื ฐานของพลเมอื งÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤ เม่ือ นสต. ไดเรยี นรูหนวยที่ ๔.๔ แลว นสต. สามารถ ๑. อธิบายความสําคัญขององคกรคมุ ครองสทิ ธใิ นประเทศไทยไดอ ยางถูกตอ ง ๒. อธิบายหนา ทข่ี ององคก รคุมครองสิทธิไดอ ยางถูกตอง ͧ¤¡Ã¤ØÁŒ ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸Ô ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องสิทธิมนุษยชนท่ีไมกลาวถึงไมได คือ การเกิดขึ้นขององคกรใหมๆ ในภาครัฐที่ภารกิจรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง อยางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตลอดจนองคก รอนื่ ทมี่ บี ทบาทเกย่ี วเนอื่ ง ไดแ ก ผตู รวจการแผน ดนิ , ศาลปกครอง และศาลรฐั ธรรมนญูซง่ึ ทง้ั สอี่ งคกรคือ ผลจากรัฐธรรมนญู ฉบับป พ.ศ.๒๕๔๐ และทําหนา ที่ตอ เน่อื งมาจนปจจบุ ัน ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ๑๐ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหงชาตเิ ปน “องคก รอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนญูพ.ศ.๒๕๔๐) และเปลยี่ นฐานะเปน “องคกรอ่นื ” ตามรัฐธรรมนูญ (รฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๕๐)๑๐ ตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๔๐ กําหนดใหค ณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวยประธาน ๑ คน และกรรมการอ่ืนอีก ๑๐ คน มีวาระ ๖ ป ดํารงตําแหนงไดวาระเดียว คณะกรรมการชุดแรกมีศาสตราจารยเสนห จามรกิ เปนประธาน (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔-๒๔ มิถนุ ายน ๒๕๕๒) ดว ยผลพวงของการรัฐประหารเม่ือวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะกรรมการชุดแรกจงึ ยงั คงไดทาํ หนาทต่ี อ ไปจนเกนิ กวา วาระท่กี าํ หนด คณะกรรมการชุดที่สองจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ซ่ึงลดจํานวนคณะกรรมการลง โดยใหมีประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการอ่นื อกี ๖ คน มศี าสตราจารยอมรา พงศาพชิ ญ เปนประธาน (๒๕ มถิ นุ ายน ๒๕๕๒-๑๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๘) คณะกรรมการชุดท่ีสามซ่ึงเปนชุดปจจุบัน ตั้งข้ึนภายหลังประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๔๘/๒๕๕๗ ลงวนั ท่ี ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรอ่ื ง การสรรหาบคุ คลเพอื่ ดาํ รงตาํ แหนง แทนตาํ แหนง ทวี่ า ง มนี ายวสั ตงิ สมติ ร เปน ประธาน (๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘-ปจ จุบนั ) สรุปขอมูลจากเว็บไซตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ, สืบคนเมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.nhrc. or.th/AboutUs/The Commission/Profiles-of-Commissioners.aspx?str=1
๗๖ อํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐(มาตรา ๒๐๐) ไดแ ก ๑. ตรวจสอบการกระทําท่ีเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหวางประเทศเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคี จึงมีขอบขายของงานคุมครองสิทธิมนุษยชนที่คอนขางกวา งขวางท้งั ระดบั ปจเจกบุคคล และระดบั กลุม ทง้ั ในภาครัฐและเอกชน ๒. เผยแพรค วามรดู า นสทิ ธมิ นษุ ยชน และจดั ทาํ รายงานประจาํ ปเ พอ่ื ประเมนิ สถานการณดา นสทิ ธิมนษุ ยชนภายในประเทศและเสนอตอรฐั สภา ๓. เสนอแนะมาตรการแกไขปญหา เชน เสนอปรับปรุงกฎหมาย กฎหรือขอบังคับท่ีกระทบตอสิทธิมนุษยชน อยางไรก็ดี คณะกรรมการสิทธิฯ ไมมีอํานาจในการส่ังการ เปนเพียงองคกรที่จัดทํารายงานปญ หาและเสนอแนะแนวทางไปยังหนว ยงานตา งๆ (Recommendations) ใหแกไ ขปรับปรงุหากหนว ยงานไมแ กไ ขตามขอ เสนอแนะกเ็ พยี งแตล ดทอนชอ่ื เสยี งของหนว ยงานลงเทา นนั้ จงึ มคี าํ กลา วถงึคณะกรรมการสิทธฯิ วา แทจ ริงแลว เปนเพียง “เสือกระดาษ” ดวยเหตุน้ี รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ จึงมีการเพ่ิมเติมอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการสทิ ธฯิ (มาตรา ๒๕๗) ประเดน็ ท่สี าํ คัญๆ มดี ังน้ี ๑. สามารถสงเรื่องที่มีผูรองเรียนตอไปยังศาลรัฐธรรมนูญหากเห็นวาบทบัญญัติแหง กฎหมายใดกระทบตอ สทิ ธมิ นุษยชน ๒. สามารถสงเรอ่ื งท่มี ผี ูรอ งเรยี นตอ ไปยงั ศาลปกครอง กรณีกฎ คาํ ส่งั หรือการกระทําอนื่ ใดในทางปกครองกระทบตอ สิทธิมนษุ ยชน ๓. สามารถฟองคดตี อศาลยตุ ธิ รรมแทนผเู สียเสียได เมือ่ มกี ารรอ งขอ หลงั จากรฐั ธรรมนญู ๒๕๕๐ สนิ้ สดุ ลง และยงั ไมม รี ฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหมม ากาํ หนดบทบาทหนาทีข่ องคณะกรรมการสทิ ธิฯ ปจ จบุ นั คณะกรรมการสิทธฯิ จงึ มีหนา ที่หลักที่ยดึ ตามพระราชบญั ญัติคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ทาํ งานดา นการตรวจสอบการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน,การเสนอแนะมาตรการแกไ ข, สง เสรมิ ความรคู วามเขาใจและจัดทํารายงานดานสิทธิมนษุ ยชน๑๑ ดวยเหตุดังกลาวขางตน แมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะยังคงดํารงอยู แตหนาที่ในการเสนอเร่ืองพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง และการฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสยี หาย ตามทรี่ ัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ใหอาํ นาจไวจึงเปนอนั ส้นิ สดุ ลงตามรัฐธรรมนญู ดว ย๑๑ แนวทางลาสดุ สําหรับการปฏบิ ตั หิ นาทีข่ องคณะกรรมการสิทธฯิ ในปจ จุบนั ไดยึดตามประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ฉบับท่ี ๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรอ่ื ง การสิน้ สุดของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สน้ิ สุดลง ยกเวน หมวด ๒ และใหอ งคกรอิสระและองคก รอ่นื ตามรฐั ธรรมนญู พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ยงั คงปฏิบตั ิหนาท่ี ตอไป
๗๗¢ŒÍ¤ÇÃÌ٠: z เรื่องท่ีรองเรียนตอคณะกรรมการสิทธิฯ ตองไมใชเร่ืองท่ีการฟองรองเปนคดีอยูในศาลหรอื ทีศ่ าลพพิ ากษาหรือมีคาํ สัง่ เด็ดขาดแลว z สามารถรองเรียนท้ังทางหนังสือ หรือวาจา โดยย่ืนเร่ืองรองเรียนไดดวยตนเอง หรือสงไปรษณียมายังสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือใหองคการดานสิทธิมนุษยชนดาํ เนินการแทนกไ็ ด นับต้ังแตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติเริ่มปฏิบัติหนาที่เมื่อป พ.ศ.๒๕๔๔จนถึงปจจุบัน ไดทําหนาท่ีเปนกลไกในการแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนใหแกผูถูกลวงละเมิดมาอยางตอเน่ือง เร่ืองรองเรียนสวนใหญเปนเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม, สิทธิในทรัพยสินและสิทธสิ ว นบคุ คล ตามลาํ ดับ๑๒ แมตลอดหลายปท่ีผานมา ความเช่ือมั่นของประชาชนตอการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสทิ ธฯิ จะลดลงโดยเมอื่ เปรยี บเทยี บกบั องคก รอสิ ระอนื่ แลว คณะกรรมการสทิ ธฯิ ถกู จดั อนั ดบัความนา เชอื่ ถอื ใหอ ยใู นลาํ ดบั ทา ยๆ๑๓ หรอื แมโ ดยตวั องคก รเองจะไมส ามารถสงั่ การใหห นว ยงานอน่ื ใดปฏิบัติตาม แตขอเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติก็กอใหเกิดความเปล่ียนแปลงไมนอยตอ หนวยงานทีเ่ กยี่ วขอ ง¼ÙŒμÃǨ¡ÒÃá¼¹‹ ´¹Ô ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (Ombudsman) ไดรับการจัดตั้งครั้งแรกเม่ือปพ.ศ.๒๕๔๓ ในฐานะ “องคก รอสิ ระ” ตามรฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๔๐๑๔ และเปลย่ี นชอ่ื เปน “ผตู รวจแผน ดนิ ”เมอื่ มีการประกาศใชรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ในยุคแรก หนาท่ีสําคัญของผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐)ไดแ ก ๑. พจิ ารณาสอบสวนขอ เทจ็ จรงิ กรณกี ารไมป ฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย หรอื ปฏบิ ตั นิ อกเหนอือาํ นาจหนาที่ตามกฎหมายของขา ราชการ พนักงาน หรอื ลกู จา งของหนวยราชการ หนว ยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการสวนทอ งถิ่น๑๒ คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาต,ิ “สถิตเิ รื่องรองเรยี น,” สบื คนเม่อื ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.nhrc.or.th/ NHRCT-Work/Statustical-information/Statistical-information-on-complaints/Yearly-(๒๕๔๘-Now).aspx๑๓ ผลการสาํ รวจความเชอ่ื มน่ั ตอ การทาํ งานขององคก รอสิ ระโดยสถาบนั พระปกเกลา เมอ่ื ป พ.ศ.๒๕๕๗ พบวา องคก รทปี่ ระชาชน เช่ือมั่นมากที่สุดเรียงตามลําดับคือ ศาลยุติธรรม รองลงมา คือ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผูตรวจการแผนดิน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามลําดับ อานรายละเอียดเพม่ิ เตมิ ไดจ าก สถาบันพระปกเกลา และสํานักงานสถิติแหง ชาต,ิ “รายงานผลการสาํ รวจความคดิ เหน็ ของ ประชาชนตอ การใหบ ริการสาธารณะและการทาํ งานของหนวยงานตางๆ พ.ศ.๒๕๕๗,” สืบคนเมื่อ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://kpi.ac.th/media/pdf/M10_579.pdf๑๔ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาถูกบัญญัติอยูในมาตรา ๑๙๖-๑๙๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ผูตรวจการแผนดินซ่ึงมี จํานวน ๓ คน จะมีวาระการดาํ รงตําแหนง ๖ ป และเปนไดเพยี งวาระเดียว
๗๘ ๒. การปฏิบัติ หรือละเลยไมปฏิบัติหนาท่ีของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนว ยราชการ หนว ยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ หรอื ราชการสว นทอ งถนิ่ ทกี่ อ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกผ รู องเรียนหรือประชาชนโดยไมเ ปนธรรม ไมวาการนน้ั จะชอบหรอื ไมชอบดวยอาํ นาจหนาทีก่ ต็ าม ๓. เสนอเรอ่ื งพรอ มความเหน็ ตอ ศาลรฐั ธรรมนญู หรอื ศาลปกครองเพอื่ พจิ ารณาวนิ จิ ฉยัทงั้ นี้ ตามหลกั เกณฑว า ดว ยวธิ พี จิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมายวา ดว ยวธิ พี จิ ารณาของศาลปกครอง เม่ือไดประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ แลว จึงมีการเพิ่มเติมขอบเขตอํานาจของผตู รวจการแผนดนิ ประเดน็ ที่สําคญั คือ ๑. ใหตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาท่ีหรือการปฏิบัติหนาท่ีโดยไมชอบดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคกรในกระบวนการยุติธรรมดวย ท้ังน้ี ไมรวมถึงการพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดขี องศาล ๒. ใหดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : z ดวยอํานาจหนาท่ีท่ีเปล่ียนไป และมีหนาท่ีเก่ียวกับการตรวจจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและสมาชิกรัฐสภา จึงไมเหมาะสมท่ีจะใชชื่อวา “ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา” อีกตอไปอกี ทัง้ เพื่อมิใหป ระชาชนสับสนวา “ผตู รวจการแผนดนิ ” เปนหนวยงานภายใต “รัฐสภา” เชน ท่ีเคยเกดิ ข้นึกอนหนา น้นั z มชี องทางการรอ งเรยี นทหี่ ลากหลายและไมยุงยาก ทัง้ ทางอินเทอรเนต็ ไปรษณีย โทรศพั ทหรือรอ งเรียนดว ยตนเอง z เร่ืองที่ผูตรวจการแผนดินไมรับพิจารณา เชน เร่ืองที่ฟองรองเปนคดีอยูในศาลหรอื เรอ่ื งทศ่ี าลมคี าํ พพิ ากษาหรอื คาํ สงั่ เดด็ ขาดแลว , เรอ่ื งทผ่ี รู อ งเรยี นไมป ฏบิ ตั ติ ามวธิ กี ารยน่ื เรอ่ื งรอ งเรยี นเชนไมระบุช่ือและที่อยูของผูรองเรียน ไมระบุเหตุท่ีพรอมขอเท็จจริงเก่ียวกับเรื่องรองเรียนตามสมควรเปนตน นับตง้ั แตม ีผตู รวจการแผน ดนิ (ของรฐั สภา) มาตั้งแตป พ.ศ.๒๕๔๓ พบวา มจี ํานวนเร่ืองรองเรียนมายังผูตรวจการแผนดินกวา ๓๖,๐๐๐ เร่ือง ซ่ึงผตู รวจการแผนดนิ มีบทบาทในการรว มแกไ ขปญ หาไดอ ยพู อสมควร ทวา มงี านศกึ ษาหลายชนั้ ทพ่ี บวา ผตู รวจการแผน ดนิ ยงั ไมส ามารถปฏบิ ตั หิ นา ที่คมุ ครองสทิ ธไิ ดอ ยา งเตม็ ท่ี เนอื่ งจากบทบาทหลกั คอื การใหค าํ แนะนาํ และใหข อ เสนอแนะ ไมม อี าํ นาจเขา ไปแกไ ขจดั การปญ หา หรอื สงั่ การลงโทษผกู ระทาํ ผดิ ได อาํ นาจผตู รวจการแผน ดนิ มลี กั ษณะซา้ํ ซอ นกับหนวยงานอื่น เชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาตใิ นประเด็นเกี่ยวกับจรยิ ธรรมของผดู าํ รงตาํ แหนงทางการเมอื งและเจา หนาท๑่ี ๕๑๕ สรปุ จาก วรลกั ษณ สงวนแกว , “แนวทางการปฏริ ปู สถาบนั สทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาตทิ เ่ี หมาะสมสาํ หรบั ประเทศไทย,” สบื คน เมอ่ื ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙, จาก http://203.114.122.85/download/Journals/2558/e-book%208-1-58-2-3.pdf; ภาคภมู ิ ฤกขะเมธ และสตธิ ร ธนานธิ โิ ชต, “ผตู รวจการแผน ดนิ ,” สบื คน เมอื่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://kpi.acth/media/ pdf/M10_332.pdf
๗๙ ÈÒÅ»¡¤Ãͧ แนวความคดิ ทจี่ ะจดั ตงั้ ศาลทด่ี แู ลคดที างปกครองแยกออกจากระบบศาลยตุ ธิ รรมมมี านานแลว ในสงั คมไทย แตเ พงิ่ จะเกดิ ขน้ึ จรงิ เมอ่ื ประกาศใชร ฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๔๐ ซง่ึ บญั ญตั ใิ หม กี ารจดั ตงั้ศาลปกครองขน้ึ เพอื่ ใหเ ขา มาทาํ หนา ทช่ี ขี้ าดคดปี กครองโดยเฉพาะ ซงึ่ เปน ขอ พพิ าทระหวา งประชาชนกับเจาหนาทขี่ องรฐั ในการปฏบิ ัตหิ นา ที่ หรือระหวา งหนว ยงานรฐั ดว ยกันเอง นาํ ไปสูพระราชบญั ญัติจดั ตั้งศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ในเวลาตอมา ศาลปกครองมี ๒ ระดบั ไดแ ก ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชน้ั ตน ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø มฐี านะเปน ศาลสงู ในระบบศาลปกครอง ซงึ่ คดที จี่ ะขนึ้ สศู าลปกครองสูงสุดได ตองเกี่ยวของกับคดีพิพาทเร่ืองความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเปนชอบของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนคดีที่อุทธรณคําพิพากษาหรือคาํ สัง่ ของศาลปกครองชนั้ ตนขึน้ มา ÈÒÅ»¡¤ÃͧªéÑ¹μŒ¹ แบงออกเปนศาลปกครองกลาง ดูแลรับผิดชอบเขตกรุงเทพฯและจังหวัดในภาคกลาง และศาลปกครองสว นภูมภิ าคท่กี ระจายอยูท ั่วประเทศอีกจาํ นวน ๑๑ แหง คดีที่อยใู นเขตอาํ นาจของศาลปกครองคอื ๑. วนิ จิ ฉยั การดาํ เนนิ การของเจา หนา ทข่ี องรฐั วา ไดด าํ เนนิ การไปโดยชอบดว ยกฎหมายหรือไม ถาการดําเนินการของเจาหนาที่ของรัฐไมถูกตอง สามารถสั่งใหยกเลิก เพิกถอนคําส่ังหรอื การกระทํานนั้ ได ๒. เปนคดพี ิพาทระหวา งหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ องคกรปกครองสวนทอ งถ่นิ หรอื องคกรตามรฐั ธรรมนูญ หรอื เจา หนาท่ีของรฐั กับเอกชน หรือระหวางหนว ยราชการหนวยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรอื องคก รตามรฐั ธรรมนูญ หรอื เจาหนา ท่ีของรฐั ดว ยกนั ๓. เปน ขอ พพิ าทอนั เนอื่ งมาจากการใชอ าํ นาจทางปกครองตามกฎหมาย หรอื เนอื่ งมาจากการดําเนินกิจการทางปกครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรอื องคกรตามรฐั ธรรมนูญ หรือเจาหนา ทข่ี องรัฐ ท้ังน้ี ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ ต้ังแตศาลปกครองเริ่มรับคดีในป พ.ศ.๒๕๔๔ จวบจนปจจุบัน มีคดีปกครองกวาหนึ่งแสนคดี ท่ีเขาสูกระบวนการพิจารณา คดีสวนใหญเปนเรื่องการบริหารงานบุคคลและวินัย,คดีเก่ียวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย, การควบคุมอาคาร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม,การพัสดแุ ละสัญญาทางปกครอง เปน ตน ตัวอยา งผลงานในคดสี าํ คัญของศาลปกครอง เชน คดีการออกประกาศเพกิ ถอนสัญชาติชาวบานอําเภอแมอาย ศาลปกครองสูงสุดตัดสินใหคืนสัญชาติแกผูถูกกระทบท้ังส้ิน ๑,๒๔๓ คน,คดีทนายพิการถูกตัดสิทธิสอบคัดเลือกเปนอัยการผูชวยเนื่องจากกายพิการ ศาลปกครองสูงสุดพพิ ากษาใหเ พกิ ถอนมตทิ ไ่ี มร บั สมคั รเหตเุ นอื่ งจากความพกิ ารของทนายคนน,ี้ คดสี ารตะกวั่ ในลาํ หว ย
๘๐คลิต้ี ทําใหชาวบานเจ็บปวยและไมสามารถดํารงชีวิตไดอยางปกติสุข ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งใหกรมควบคุมมลพษิ ชดใชค าเสยี หายแกช าวบา นและฟนฟสู ภาพของลาํ หว ย๑๖¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z การฟอ งคดยี ดึ หลกั ใหท าํ ไดโ ดยงา ย ไมส รา งภาระแกผ ปู ระสงคจ ะฟอ งคดี โดยเฉพาะในเรอ่ื งของคาใชจ า ย และไมจ ําเปน ตอ งใชทนายความในกระบวนการไตส วน z สามารถยื่นฟองไดดวยตนเองตอเจาหนาท่ีของศาลปกครอง หรือสงคําฟองทางไปรษณียลงทะเบียนก็ได z เรื่องท่ีไมเขาขายฟองตอศาลปกครอง เชน เปนคดีความระหวางประชาชนดวยกัน,ผถู กู ฟอ งคดเี ปน รฐั วสิ าหกจิ ทไ่ี ดจ ดั ตง้ั ขน้ึ ตามประมวลกฎหมายแพง เชน ธนาคารไทยธนาคาร จาํ กดั , บรษิ ทัทาอากาศยานสากลกรงุ เทพแหงใหม จาํ กัด, ธนาคารกรุงไทย จํากัด, เรื่องทผ่ี ูถกู ฟองคดีเปนเจา หนา ทข่ี องรัฐ แตก ระทําความเดอื ดรอนหรือเสยี หายแกผ ูฟอ งคดีโดยการกระทาํ สวนตวั หรือความเดือดรอ นเสียหายหมดส้นิ ไป หรือไดรับการเยยี วยาแลว ขณะท่มี ายื่นคําฟอ ง ÈÒÅÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙÞ ศาลรัฐธรรมนูญ คือ อีกหน่ึงองคกรตุลาการท่ีมีสวนเกี่ยวของในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพผานคําวินิจฉัยที่ออกมาในคดีตางๆ กอตั้งคร้ังแรกตามรัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ เชนกันทําหนาท่ีหลักในการพิทักษรัฐธรรมนูญ ซึ่งไดบรรจุสาระวาดวยสิทธิเสรีภาพเอาไวมากมายดวยโดยเฉพาะอยางยิ่งในการตรวจสอบกฎหมายของฝายนิติบัญญัติมิใหขัดหรือแยงตอบทบัญญัติของรฐั ธรรมนูญ เพื่อรกั ษาความศักดิ์สทิ ธข์ิ องความเปน กฎหมายสูงสดุ อํา¹Ò¨Ë¹ÒŒ ··èÕ ÊèÕ Òí ¤ÑޢͧÈÒÅÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ๑. วินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางกฎหมายและรางขอบังคับการประชุมของฝายนติ ิบญั ญตั กิ อนทีจ่ ะประกาศใชบงั คบั มิใหขัดหรือแยงตอ รฐั ธรรมนูญ ๒. วินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแหงกฎหมายที่ประกาศใชบังคับแลว ๓. วนิ จิ ฉยั ความชอบดวยรฐั ธรรมนูญของเง่ือนไขการตราพระราชกําหนด ๔. วินิจฉัยปญหาความขัดแยงเก่ียวกับอํานาจหนาที่ระหวางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรอื องคก รตามรัฐธรรมนญู๑๖ “สารคดีบทเรียนชวี ิตจากคดีปกครอง,” ศาลปกครอง, สืบคนเม่ือ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.admincourt. go.th/admincourt/site/
๘๑ จากสถิติคดีของศาลรัฐธรรมนูญ มีการรับเรื่องเขาสูกระบวนการรวมกวา ๑,๒๐๐ เรื่อง(๑๑ เมษายน ๒๕๔๑-/๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘) เร่ืองท่ีขอใหศ าลรัฐธรรมนญู วินจิ ฉยั สว นใหญเ ปน เรอื่ งการพิจารณาวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองใชสิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบดวยรัฐธรรมนูญ, การวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือไมและการวินิจฉัยคํารองของบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพเพ่ือมีคําวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขดั หรือแยง ตอรัฐธรรมนูญ ตัวอยางคดีสําคัญของศาลรัฐธรรมนูญ เชน การชี้ขาดวาพระราชบัญญัติชื่อบุคคลพ.ศ.๒๕๐๕ ในสวนท่ีบังคับให “...หญิงมีสามี ใหใชช่ือสกุลของสามี...” ขัดตอรัฐธรรมนูญท่ีรับรองเร่ืองความเสมอภาคทางเพศเอาไว (คําวนิ ิจฉัยท่ี ๒๑/๒๕๔๖), การวนิ จิ ฉัยวา พระราชบญั ญัติระเบยี บขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.๒๕๔๓ ท่ีระบุคุณสมบัติของผูพิพากษาไววาจะตองไมมี“...กาย หรือจิตใจไมเหมาะสม...” จนทําใหทนายความผูพิการรายหนึ่งถูกตัดสิทธิออกจากการสอบคดั เลอื กนนั้ มปี ญ หาความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู เนอ่ื งจากไปขดั ตอ หลกั การไมเ ลอื กปฏบิ ตั ติ อ บคุ คล(คําวนิ ิจฉัยที่ ๑๕/๒๕๕)ÊÃ»Ø ในฐานะทเี่ ปน สมาชกิ ขององคก ารสหประชาชาติ และรฐั ภาคใี นสนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศดานสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ รัฐไทยจึงตองดําเนินการในดานสิทธิมนุษยชนหลายประการเพื่อใหไดรับการยอมรับจากประชาคมโลก โดยเฉพาะอยางยิ่งในเชิงโครงสรางกฎหมาย ต้ังแตรัฐธรรมนูญลงมาถึงกฎหมายระดับรองอีกเปนจํานวนมาก การประกาศใชแผนแมบทดานสิทธิมนุษยชนตลอดทงั้ การจดั ตงั้ องคก รใหม เพอ่ื ใหเ ปน กลไกหลกั ทที่ าํ งานในดา นนโี้ ดยตรง อยา งคณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง ชาติ รวมถงึ องคก รทที่ าํ หนา ทต่ี วั เชอื่ มอยา งผตู รวจการแผน ดนิ ซงึ่ แนน อนวา ในทางปฏบิ ตั ิยังคงเต็มไปดวยปญหาขอจํากัดมากมาย จึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองพ่ึงพากระบวนยุติธรรมในการรับรองใหสิทธิดังกลาวเปนจริงขึ้นมา ซ่ึงก็คือ บทบาทของศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญดงั กลา วมาแลว น่ันเอง¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. ใหน ักเรียนอธิบายพฒั นาการสทิ ธมิ นษุ ยชนของรัฐไทย ๒. ใหน กั เรยี นอธบิ ายสาระสาํ คญั ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ทเ่ี กยี่ วเนอ่ื งกบัสทิ ธมิ นุษยชน ๓. ใหนักเรียนอธิบายความสําคัญขององคกรหลักในการคุมครองสิทธิมนุษยชนของรฐั ไทย
๘๒àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §Í§Ôธเนศ อาภรณส วุ รรณ, กาํ à¹´Ô áÅФÇÒÁ໹š ÁÒ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹. กรงุ เทพฯ : โครงการจดั พมิ พค บไฟ, (๒๕๔๙) หนา ๑๕-๕๘, ๗๙-๘๓, ๙๖-๙๙บรรเจิด สิงคะเนติ, ËÅÑ¡¾é×¹°Ò¹à¡èÕÂǡѺÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾ áÅÐÈÑ¡´ÔìÈÃÕ¤ÇÒÁ໚¹Á¹ØÉÂ. กรุงเทพฯ : วิญูชน, (๒๕๕๘) หนา ๘๖-๘๗คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ, สบื คนเมอ่ื ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.nhrc.or.th. AboutUs/The-Commission/Profiles-of-Commissioners.aspx?str=1.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ, ʶÔμÔàÃ×èͧÌͧàÃÕ¹. สืบคนเม่ือ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.nhrc.co.th. NHRCT-Work/Statistical-information/ Statistical-information-on-complaints/Yearly-(2548-Now).aspx.ÃÒ§ҹ¼Å¡ÒÃสําÃǨ¤ÇÒÁ¤Ô´àË繢ͧ»ÃЪҪ¹μ‹Í¡ÒÃãËŒºÃÔ¡ÒÃÊÒ¸ÒóÐáÅСÒ÷íÒ§Ò¹ ¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹμÒ‹ §æ ¾.È.òõõ÷, สบื คน เมอ่ื ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙ จาก http:/kpi.ac.th/ media/pdf/M10_579.pdf.วรลกั ษณ สงวนแกว, á¹Ç·Ò§»¯ÔÃٻʶҺ¹Ñ ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ·àèÕ ËÁÒÐÊÁสาํ ËÃºÑ »ÃÐà·Èä·Â. สืบคนเมื่อ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://203.114.122.85/download/Journals/ 2558//e-book208-1-58-2-3.pdf.ภาคภูมิ ฤกขะเมธ และ สติธร ธนานิธโิ ชต, ¼μÙŒ ÃǨ¡ÒÃá¼¹‹ ´¹Ô . สืบคน เมื่อ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙ จาก http://kpi.ac.th/media/pdf/M10_332.pdf.ศาลปกครอง, ÊÒä´ºÕ ·àÃÂÕ ¹ªÕÇμÔ ¨Ò¡¤´»Õ ¡¤Ãͧ. สบื คน เม่อื ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.admincourt.go.th/admincourt/site.
๘๓ º··Õè õ ÁÒμÃ°Ò¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ÊÒ¡ÅสําËÃѺ਌Ò˹ŒÒ·è¼Õ ºŒÙ ѧ¤Ñºãª¡Œ ®ËÁÒÂÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ผูเรียนมีความรู ความเขาใจเก่ียวกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และมีทักษะในการปฏบิ ัตหิ นาท่ตี ามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนษุ ยชนสากลÊÇ‹ ¹นํา กฎหมายใหการรับรองและคุมครองสิทธิมนุษยชนไวอยางกวางขวาง ผูรักษากฎหมายถือเปนกลไกสําคัญในการคุมครองสิทธิมนุษยชน เจาหนาท่ีตํารวจเปนบุคลากรสําคัญของรัฐท่ีมีอํานาจหนาท่ีในการบังคับใชกฎหมาย รักษาความสงบเรียบรอยและดูแลทุกขสุขของประชาชนในสังคม กฎหมายไดใหอํานาจเจาหนาท่ีตํารวจในการดําเนินการตอผูที่ฝาฝนกฎหมาย ทั้งน้ีในการดาํ เนนิ การตามอาํ นาจหนา ทดี่ งั กลา วมสี ว นเกยี่ วขอ งสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนเปน อยา งมาก กฎหมายจงึ ใหก ารคมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน เพอื่ เปน เกราะปอ งกนั การใชอ าํ นาจหนา ทใี่ นการคกุ คามสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากผูบังคับใชกฎหมาย เจาหนาท่ีตํารวจในฐานะผูรักษากฎหมายจึงมีความเก่ียวของในการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสวนท่ีเก่ียวของกับกฎหมายอาญาและความสงบสุขของประชาชน ดังน้ันในการปฏิบัติงานของตํารวจจะตองมีกรอบแนวทางการปฏิบัติเพ่อื ใหเปนไปตามหลกั การตามทีป่ ระชาชนไดร ับการคุมครองในเรื่องสิทธิมนษุ ยชนÁÒμÃ°Ò¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ÊÒ¡ÅÊíÒËÃѺà¨ÒŒ ˹ŒÒ·è¼Õ ÙŒºÑ§¤ÑºãªŒ¡®ËÁÒ องคการสหประชาชาติไดกําหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ซ่ึงถือวาเปนมาตรฐานขน้ั ตาํ่ ทแ่ี ตล ะประเทศควรดาํ เนนิ การใหไ ดห รอื จะกาํ หนดมาตรฐานทสี่ งู กวา กไ็ ด และมาตรฐานดงั กลา วยอมมีผลผกู พันกบั ตัวแทนของประเทศ รวมทง้ั เจา หนา ท่ผี บู งั คบั ใชก ฎหมายของประเทศเหลา น้ันดวยดงั นนั้ เจา หนา ทผี่ บู งั คบั ใชก ฎหมายจะตอ งรู และใชม าตรฐานสทิ ธมิ นษุ ยชนอยา งถกู ตอ งและชอบธรรม(Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights, ๒๐๐๔) ในการปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมาย จะตอ งมหี ลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ เพอื่ จะไดเ ปนมาตรฐานในการยอมรับของประชาชนผอู ยูภายใตการบังคบั ใชกฎหมาย ดงั น้ี ñ. »ÃÐÁÇÅ¡®ËÁÒÂáÅШÃÂÔ ¸ÃÃÁ ËÅÑ¡¡Òà สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน ศกั ดศ์ิ รที ต่ี ดั ตวั มนษุ ยม าตงั้ แตเ กดิ ซง่ึ เจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมายจะตอ งเคารพและปฏบิ ตั ิตามกฎหมายอยตู ลอดเวลาเพื่อปกปอ งคมุ ครองศักดศ์ิ รแี หงความเปนมนษุ ย
๘๔ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ (๑) การเชอ่ื ฟง และปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ของผบู งั คบั บญั ชา จะนาํ มาสรา งความชอบธรรมในการละเมดิ ตอ สทิ ธิมนุษยชนไมได (๒) เจาหนาท่ีผูบังคับใชกฎหมายจะตองมีความรูความเขาใจในเร่ืองอํานาจตามกฎหมาย และขอจาํ กัดของอํานาจดงั กลา วนน้ั ดว ย ò. ¡ÒÃÃÑ¡ÉÒ¤ÇÒÁʧºàÃÂÕ ºÃÍŒ ÂÀÒÂãμŒÃкͺ»ÃЪҸԻäμ ËÅÑ¡¡Òà ตาํ รวจตอ งปกปอ งคมุ ครอง รกั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ ของประชาชนและตองคุมครองสิทธิของบุคคลทั้งปวงดวย ภายใตขอจํากัดตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย การจํากัดการใชสิทธิและเสรีภาพนั้น จะทําไดเทาท่ีจําเปน เพ่ือรักษาไวซ่ึงการใหการยอมรับและเคารพในสิทธิของผอู ่นื และเปนไปอยางสมเหตุสมผล á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô เจา หนา ทต่ี าํ รวจจะตอ งรกั ษาความเปน กลางทางการเมอื ง ปฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี ยา งยตุ ธิ รรมโดยไมเ ลือกปฏบิ ัติ และตองรกั ษาความเปนระเบยี บเรยี บรอ ยของสังคมไว ó. ¡ÒÃäÁ‹àÅÍ× ¡»¯ºÔ ÑμãÔ ¹¡Òú§Ñ ¤ºÑ 㪌¡®ËÁÒ ËÅ¡Ñ ¡Òà มนษุ ยท กุ คนเกดิ มาโดยมเี สรภี าพ และความเทา เทยี มกนั ทงั้ ในเรอ่ื งสทิ ธแิ ละศกั ดศ์ิ รีบุคคลทั้งปวง มีความเทาเทียมกันตามกฎหมายและมีสิทธิไดรับการปกปองคุมครองตามกฎหมายอยางเทาเทียมกัน เวนแตบางกรณีท่ีมีการใชมาตรการพิเศษบางอยาง เพ่ือใชกับบุคคลท่ีตองไดรับการปฏบิ ตั เิ ปน พเิ ศษ แตกตา งจากบคุ คลปกติ เชน สตรี เดก็ และเยาวชน คนปว ย คนชรา และบคุ คลอนื่ ทต่ี อ งไดรับการปฏิบัตเิ ปน พิเศษตามมาตรฐานสทิ ธมิ นุษยชน ไมถ ือวาเปน การเลอื กปฏิบัติ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) สรางความคุนเคยกับชุมชน เชน การเขารวมกิจกรรมของชุมชน รับฟงความตอ งการ ขอรอ งเรยี น และคําแนะนาํ ของชุมชน (๒) ตอ งมจี ติ สาํ นกึ ใหร บั รถู งึ ความสาํ คญั ของการมคี วามสมั พนั ธอ นั ดกี บั ประชาชนการท่ีตองมีความยุติธรรม และการบังคับใชก ฎหมายโดยไมเลอื กปฏิบัติ ô. ¡ÒÃÊ׺Êǹ¢Í§à¨ÒŒ ˹ŒÒ·μèÕ íÒÃǨ ËÅÑ¡¡Òà ในการสืบสวนคดีตางๆ นั้น นอกจากเจาหนาที่ตํารวจตองคํานึงถึงผลแหงคดีแลวยงั จะตอ งใหค วามสาํ คญั กบั สทิ ธขิ องพยานเหยอ่ื หรอื ผตู อ งสงั สยั ดว ย เชน สทิ ธใิ นความมนั่ คงปลอดภยัสวนบุคคลตองไมถูกแทรกแซงความเปนสวนตัวโดยพลการ หรือการปฏิบัติท่ีเปนการยํ่ายีศักดิ์ศรีเปนตน ดังนั้นการกระทําของเจาหนาที่สืบสวนตอเหย่ือหรือพยานตองชอบดวยกฎหมายเปนการปฏิบัติอยางมีเมตตา ปราศจากอคติ โดยตองคํานึงเสมอวาบุคคลยอมเปนผูบริสุทธิ์จนกวา จะถกู พสิ จู นว ามีความผดิ ในการพจิ ารณาคดีอยา งยตุ ธิ รรม
๘๕ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ (๑) กอนจะเริ่มการสืบสวนคดีใดๆ ใหถามตัวเองวา “ถูกกฎหมายหรือไม”“นําไปใชในศาลไดไ หม” “จาํ เปน หรือไม” และ “เปนการกระทาํ ทเ่ี กินกวา เหตุหรือไม” (๒) ผบู งั คบั บญั ชาตอ งมบี ทลงโทษทเ่ี ขม งวด สาํ หรบั การกระทาํ ผดิ ระเบยี บขอ บงั คบัหรอื กฎหมายที่เก่ียวของกับการสบื สวน õ. ¡ÒèѺ¡ØÁ ËÅÑ¡¡Òà บุคคลยอมมีสิทธิในความมีเสรีภาพและความม่ันคงปลอดภัยของตนและเสรีภาพในการเคล่ือนยาย จะตองไมถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ เวนแตเปนไปตามกฎหมาย เมื่อบุคคลถูกจับกุมแลวจะตองไดรับการแจงเหตุแหงการจับกุม ขอกลาวหา ตลอดจนสิทธิตางๆ ของผูถูกจับในทันที ณ ขณะเวลาท่ีถูกจับกุม หามบีบบังคับใหรับสารภาพ และจะตองแจงใหครอบครัวของผูถ กู คมุ ขังทราบโดยทนั ทีในเร่อื งการถกู จบั กมุ และสถานทค่ี มุ ขงั á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô เจา หนา ที่ตาํ รวจผจู บั กมุ จะตองยดึ บทบัญญตั ิแหงกฎหมายเปน หลกั ใชค วามสภุ าพละมนุ ละมอ มในการจบั กมุ จะใชอ าํ นาจอยา งจรงิ จงั กต็ อ เมอ่ื มคี วามจาํ เปน เทา นนั้ และควรพกบนั ทกึขอความแจงสิทธิของผูถูกจับกุมติดตัว เพื่อจะสามารถแจงใหผูถูกจับกุมทราบในทันทีท่ีควบคุมตัวไดแลว และหากผถู กู จับกมุ ตองการใชสทิ ธนิ ้นั ๆ จะตองดําเนินการใหต ามทก่ี ฎหมายกําหนด ö. ¡ÒäÁØ ¢§Ñ ËÅ¡Ñ ¡Òà บุคคลทั้งปวงท่ีถูกลิดรอนเสรีภาพ จะตองไดรับการปฏิบัติอยางมีมนุษยธรรมและเคารพศักดิ์ศรีในความเปนมนุษยโดยใหสันนิษฐานไวกอนวา บุคคลท่ีถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาญาเปน ผบู ริสทุ ธิ์ จนกวาจะพิสจู นไ ดว า กระทําผิด ในการพจิ ารณาคดอี ยางยุตธิ รรม ผูถกู คมุ ขงัตอ งไดร บั แจง ถงึ เหตผุ ลในการคมุ ขงั ตอ งไมถ กู ทรมานหรอื ไดร บั การปฏบิ ตั อิ น่ื ใดทโ่ี หดรา ย ไรม นษุ ยธรรมและตอ งถกู คมุ ขงั ในสถานทท่ี เ่ี ปน ทรี่ จู กั อยา งเปน ทางการเทา นนั้ โดยตอ งแจง ขอ มลู ขา วสารใหค รอบครวัหรือตัวแทนทางกฎหมายของบุคคลเหลานั้นทราบอยางครบถวน สถานที่คุมขังเด็กและเยาวชนจะตองแยกจากผูใหญ ผูหญิงตองแยกจากผูชาย ผูตองหาตองแยกจากผูตองโทษ สถานท่ีคุมขังตอ งมสี ภาพแวดลอมและสขุ อนามยั ที่เออ้ื ตอความเปนมนษุ ย ทั้งยังตองไดร ับอาหาร นํา้ ที่หลับนอนเส้ือผา การรักษาพยาบาล การออกกําลังกายและสิ่งของเครื่องใชเพื่อสุขอนามัยอยางพอเพียงตอ งใหค วามเคารพในเรอื่ งความเช่อื ทางศาสนาและหลกั ศลี ธรรมจรรยาของผูถูกคมุ ขัง และผถู กู คุมขงัตองมีสิทธิท่ีจะติดตอกับโลกภายนอก เชน ไดรับการเย่ียมเยียน พบและปรึกษาผูแทนตามกฎหมายอยา งเปน สวนตัวแบบตัวตอตัวดวย
๘๖ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ (๑) อาํ นวยความสะดวก และจดั สถานทใ่ี นการเขา เยยี่ มและพบผแู ทนทางกฎหมายใหเหมาะสม รวมถึงอํานวยความสะดวกในการใชอุปกรณเพ่ือความบันเทิง หนังสือ และอุปกรณเครอ่ื งเขียนตา งๆ (๒) ตรวจสอบผูถูกคุมขังเปนระยะ เพ่ือความมั่นคงปลอดภัย และหามพกอาวุธเขาไปในสถานคุมขัง ตลอดจนหามใชอุปกรณเคร่ืองมือในการระงับยับย้ังในการลงโทษ จะใชไดในความจาํ เปน เพอ่ื ปอ งกนั การหลบหนีเทานัน้ (๓) ควรมีเจาหนาที่ในการดูแลทางจิตวิทยา รวมท้ังใหคําปรึกษา เพื่อปองกันการฆาตัวตาย อยปู ฏบิ ตั หิ นาที่ตลอดเวลา (๔) ตอ งใสใจในสภาพความเปน อยู รวมทั้งอาการเจ็บปวยของผถู กู คุมขัง ÷. ¡ÒÃãªกŒ ําÅѧáÅÐÍÒÇ¸Ø »„¹ ËÅÑ¡¡Òà บุคคลมีสิทธิในชีวิต ความม่ันคงปลอดภัยและเสรีภาพจากการไมถูกทรมานหรือการกระทําอ่ืนใดท่ีโหดราย ไรมนุษยธรรม หรือลดทอนย่ํายีศักดิ์ศรี การใชกําลังใชไดตอเม่ือมีความจําเปนอยางย่ิงเทาน้ัน และตองถูกใชโดยมีจุดมุงหมายในการบังคับใชกฎหมายที่ชอบดว ยกฎหมายเทาน้ันจะตอ งเหมาะสมและไดส ดั สวนกับวัตถุประสงคที่ชอบดว ยกฎหมาย á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) อาวุธปนจะใชไดตอเม่ือตกอยูในสถานการณคับขันสุดขีดเทาน้ัน และตองใชเพ่ือปองกันตนเองหรือผูอ่ืน จากการเสียชีวิตหรือไดรับบาดเจ็บจากภัยคุกคามที่กําลังจะมาถึงเพ่ือการจับกุมหรือปองกันการหลบหนีของบุคคลท่ีกออาชญากรรมรายแรงเปนพิเศษที่อาจนําไปสูภยั คกุ คามรา ยแรงตอชีวติ ได (๒) ขั้นตอนในการใชอาวุธปน ตองแสดงตัวใหทราบวาเปนเจาหนาท่ีตํารวจแลวใหคําส่ังเตือนท่ีชัดเจนโดยตองใหเวลาที่เพียงพอสําหรับการปฏิบัติตามคําสั่งเตือนน้ันแตถาหากทําตามข้ันตอนแลวลาชา อาจสงผลใหเจาหนาที่หรือบุคคลอ่ืนไดรับอันตรายถึงแกชีวิตหรือไดร บั บาดเจบ็ สาหัส ก็ไมจาํ เปน ตอ งปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนการใชอ าวุธปนได (๓) ภายหลังมีการใชอาวุธปนแลวตองรีบใหการชวยเหลือทางการแพทยกบั ผไู ดรบั บาดเจ็บทุกคน แลวแจงใหญาตหิ รอื ผทู ีไ่ ดร บั ผลกระทบจากเหตุดงั กลาวทราบ (๔) เกบ็ รกั ษาอาวธุ ปน ทไ่ี ดร บั แจกจา ยมาเปน อยา งดแี ละปลอดภยั และตอ งสนั นษิ ฐานไวก อ นวา อาวธุ ปน ทกุ กระบอกมกี ระสนุ บรรจอุ ยู หา มนาํ ไปทดลองยงิ กอ นมกี ารตรวจสอบกระสนุ ในรงั เพลงิ (๕) มนั่ ฝก ฝน และศกึ ษาหาความรเู กย่ี วกบั การใชอ าวธุ ปน รวมถงึ เทคนคิ ในการจงู ใจการไกลเ กลี่ยและการเจรจาเพ่อื หลีกเลีย่ งการใชกาํ ลังหรืออาวุธปน
๘๗ ø. ¡Òá͋ ¤ÇÒÁǹ‹Ø ÇÒ ÀÒÇЩءà©Ô¹ áÅФÇÒÁ¢´Ñ áÂŒ§·èÕÁ¡Õ ÒÃãªกŒ าํ ÅѧÍÒÇØ¸ ËÅ¡Ñ ¡Òà มาตรการท้งั ปวงในการรกั ษาความเปนระเบียบเรยี บรอย ตองเคารพสทิ ธิมนษุ ยชนไมเลือกปฏิบัติ และตองคํานึงเสมอวาการจํากัดสิทธิใดๆ จะตองเปนไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเทา นนั้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ ดาํ รงไวซ ง่ึ ความเคารพในสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพของบคุ คลอนื่ เคารพในศีลธรรมจรรยา ความเปนระเบียบเรียบรอยของสาธารณะและสวัสดิภาพโดยทั่วไปของประชาชนตอ งใชว ธิ กี ารทไี่ มใ ชค วามรนุ แรงเปน ลาํ ดบั แรกกอ นการใชก าํ ลงั ซงึ่ จะใชก าํ ลงั ไดก ต็ อ เมอ่ื มคี วามจาํ เปนอยางยิ่งเทาน้ันและตองเปนไปอยางเหมาะสมและไดสัดสวนกับวัตถุประสงคที่ชอบดวยกฎหมายในการบงั คบั ใชก ฎหมาย หากมผี ไู ดร บั บาดเจบ็ จะตอ งไดร บั การรกั ษาเยยี วยาโดยทนั ที ตอ งไมม กี ารบงั คบัในขอ จาํ กดั ใดๆ ในเรอ่ื ง เสรภี าพในความคดิ เหน็ การพดู การชมุ นมุ การคบหาสมาคม หรอื การเคลอื่ นยา ย á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) เม่ือมีการชุมนุมหรือประทวง เจาหนาที่ตํารวจจะตองใชความอดทนอดกลั้นตอ การชมุ นมุ ไมค กุ คามหรอื แสดงตวั เปน ปฏปิ ก ษต อ ผรู ว มชมุ นมุ หลกี เลยี่ งการกระตนุ ยวั่ ยุ เพอื่ ปอ งกนัไมใ ชสถานการณล ุกลามบานปลาย (๒) ควรจะใหมีการติดตอประสานงาน เจรจาตอรองกับตัวแทนผูชุมนุมเพอื่ หาแนวทางแกไขรว มกนั (๓) เม่ือจําเปนตองมีการสลายการชุมนุม ตองเร่ิมจากมาตรการเบาไปหาหนักและตอ งเปด ทางหลบหนีที่เห็นไดช ัดเจนเสมอ (๔) ตองมีการฝกอบรมอยางตอเนื่องและจริงจังเกี่ยวกับการปฏิบัติตอการชุมนุมเรียกรองตางๆ เชน การใชอุปกรณเครื่องมือ การปฐมพยาบาลเบื้องตน รูปขบวนการจัดกําลังรวมถงึ การใชจติ วิทยาในการเจรจาตอรอง (๕) ตอ งจดั ทาํ และบงั คบั ใชร ะเบยี บปฏบิ ตั งิ านทช่ี ดั เจนในเรอื่ งการใชก าํ ลงั และอาวธุ (๖) การควบคุมฝูงชนท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุด จะตองดํารงรักษาไวซ่ึงความเปนระเบียบเรยี บรอย ความปลอดภยั ของสาธารณะและไมละเมิดสทิ ธมิ นุษยชน 㹡óÀÕ ÒÇЩءà©Ô¹ ¨ÐμÍŒ §Á»Õ ÃСÒÈÍ‹ҧ໚¹·Ò§¡Òá‹Í¹ ¨Ö§¨ÐÊÒÁÒö㪌ÁÒμáÒþàÔ ÈÉä´Œ áμË‹ Å¡Ñ ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¡ç处 ¤§Í‹Ù
๘๘ ù. ¡ÒÃãËŒ¤ÇÒÁ¤ØŒÁ¤Ãͧᡋഡç áÅÐàÂÒǪ¹ ËÅ¡Ñ ¡Òà เด็กตองไดรับประโยชนจากหลักสิทธิมนุษยชนเชนเดียวกับผูใหญและมีมาตรการพิเศษอื่นๆ อีก การคุมขังหรือกักขังเด็ก ควรเปนมาตรการรุนแรงที่ใชในโอกาสสุดทายเทานั้นและระยะเวลาในการคุมขังน้ันตองส้ันท่ีสุดเทาที่จะเปนไปได สถานที่คุมขังเด็กตองแยกตางหากจากผูใหญและเด็กตองไดรับการเย่ียมเยียน ติดตอจากสมาชิกในครอบครัว และควรกําหนดอายุที่นอยที่สุดที่จะตองรับผิดทางอาญา ไมควรใชการระงับยับยั้งกระทําตอรางกาย และใชกําลังตอเด็กจะใชไ ดต อ เมอื่ ไดใ ชม าตรการควบคมุ ทง้ั หมดแลว แตล ม เหลวและควรใชใ นเวลาสนั้ ทส่ี ดุ เทา ทเ่ี ปน ไปไดไมค วรพกอาวุธในสถานท่คี ุมขังเด็ก ผปู กครองตอ งไดรับแจง ใหท ราบในเรื่องของการจับกุม การคมุ ขังการโยกยา ย การเจ็บปว ย และการบาดเจบ็ หรือการเสียชวี ิตของเด็ก á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô (๑) หากพบเหน็ การละเลยไมเ อาใจใส กระทาํ ทารณุ ตอ เดก็ หรอื แสวงหาผลประโยชนจากเดก็ ตอ งรบี สบื สวนในทนั ที (๒) ควรทําความรูจักเด็กและผูปกครองในพ้ืนท่ีพอสมควรและจัดทําขอมูลประวัติเด็กท่ีกระทําผิดหรือถูกคุมขังซึ่งประกอบดวยเอกลักษณบุคคล เหตุผลในการกระทําผิด วันเวลาในการรับเขามา โยกยาย และการปลอยตัว เก็บรวบรวมเปนขอมูลโดยแยกออกจากผูใหญและตอ งเปนความลับ ñð. Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÊμÃÕ ËÅÑ¡¡Òà สตรียอมมีสิทธิและเสรีภาพเทาเทียมกับบุคคลทั่วไปทุกประการ เจาหนาที่ตํารวจตองใชความระมัดระวังในการปองกัน สืบสวน ตรวจคน (การตรวจคนตัวสตรีตองใชเจาหนาที่ท่เี ปน สตร)ี และจบั กุมสตรี เพราะการกระทาํ รุนแรงตอสตรใี นทุกรปู แบบเปน การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพขน้ั พนื้ ฐาน และเจา หนา ทตี่ าํ รวจยงั มหี นา ทต่ี อ งปกปอ งคมุ ครองสตรไี มใ หถ กู กระทาํ รนุ แรงหรือถูกแสวงหาผลประโยชนโดยมิชอบทุกรูปแบบ สตรีมีครรภหรือมีลูกออนตองไดรับส่ิงอํานวยความสะดวกเพ่มิ พิเศษในสถานคมุ ขัง á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) เมอ่ื ไดร บั แจง เหตวุ า มกี ารกระทาํ รนุ แรงในครอบครวั หรอื กระทาํ รนุ แรงทางเพศตองรีบชว ยเหลือและทําการสบื สวนสอบสวนในทนั ที (๒) แยกผูตองขังสตรีจากชาย และควรใหเจาหนาท่ีสตรีเปนผูควบคุมดูแลและตรวจคน ผตู องขังสตรี (๓) หากเหยื่ออาชญากรรมเปนสตรี ควรมอบหมายใหเจาหนาที่สตรีเปนผดู ําเนนิ การ
๘๙ (๔) ควรละเวนการพูดคุย หรือแสดงออกในลักษณะท่ีไมใหเ กียรติแกส ตรีเพศ (๕) จัดสิ่งอํานวยความสะดวกเพิ่มพิเศษใหกับสตรีมีครรภหรือมีลูกออนในสถานคุมขงั ññ. ¼ÙŒÅÕéÀÂÑ áÅк¤Ø ¤ÅäÃÊŒ ÑÞªÒμÔ ËÅÑ¡¡Òà บุคคลทุกคนยอมมีสิทธิท่ีจะแสวงหาและไดรับที่หลบภัยในประเทศอื่นเพื่อหลบหนีการถกู กดข่ขี ม เหง ผลู ี้ภัยซง่ึ เปนบคุ คลทีห่ วาดกลัวจากการถูกกดขขี่ มเหงเพราะเหตแุ หงความแตกตางระหวางเช้ือชาติ ศาสนา สัญชาติ ความเห็นทางการเมือง ยอมไดรับซ่ึงสิทธิมนุษยชนขั้นพ้ืนฐานทุกประการ ยกเวนสิทธิทางการเมืองบางประการ และการอยูอาศัยอยางผิดกฎหมายนั้นจะตองถูกจํากัดสิทธิบางประการเก่ียวกับการเคล่ือนที่โยกยาย เพ่ือความเปนระเบียบเรียบรอยของสาธารณะและเหตผุ ลทางดา นสาธารณสขุ บคุ คลไรส ญั ชาตทิ เี่ ขา มาพาํ นกั อยา งถกู กฎหมาย ยอ มไดร บั การคมุ ครองตามหลักสิทธมิ นุษยชนในทุกประการ ยกเวน สทิ ธิทางการเมอื งบางประการ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) การปฏิบัติกับผูล้ีภัยหรือบุคคลไรสัญชาติควรประสานงานอยางใกลชิดกับสาํ นกั งานตรวจคนเขาเมือง และหนว ยงานทางสงั คมท่ีเกย่ี วของ โดยตองยดึ หลกั สิทธิมนุษยชน (๒) เจาหนาที่ตํารวจที่รับผิดชอบควบคุมดูแลตามแนวชายแดน และสํานักงานตรวจคนเขาเมอื ง ควรศึกษาหาความรเู กีย่ วกบั สิทธิของผูล ภ้ี ัยและบคุ คลไรสญั ชาติ ñò. Ê·Ô ¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹¢Í§àËÂ×èÍ ËÅÑ¡¡Òà ผูตกเปนเหย่ือจากอาชญากรรม และจากการใชอํานาจโดยมิชอบ หรือจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกคน จะตองไดรับการปฏิบัติชวยเหลือดวยความเมตตาและเคารพในศกั ดศ์ิ รีของความเปน มนษุ ยอยา งรวดเรว็ ยุติธรรม ปลอดภยั และเหมาะสม á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ ในการปฏิบัติหนาท่ี เจาหนาที่ตํารวจตองแจงใหเหย่ือทราบถึงสิทธิและบทบาทในเรื่องของคดี รวมถึงใหการชวยเหลือสนับสนุนทางดานกฎหมาย ดานการแพทย ดานวัตถุดานจิตวิทยาและดา นสงั คม หากเหยอ่ื ตอการ ñó. ¡Òúѧ¤ºÑ ºÞÑ ªÒáÅкÃËÔ ÒèѴ¡ÒâͧμÒí ÃǨ ËÅ¡Ñ ¡Òà เจาหนาที่ตํารวจจะตองปฏิบัติหนาที่ของตนตามกฎหมายอยางเต็มความสามารถตลอดเวลา ดวยการรับใชชุมชน และใหการปกปองคุมครองประชาชนจากการกระทําที่ผิดกฎหมายจะตองไมยุงเกี่ยวกับการกระทําที่เปนการทุจริตประพฤติมิชอบตอหนาท่ี ใหความเคารพและปกปองคมุ ครองศกั ดศิ์ รแี หง ความเปน มนษุ ย ทงั้ ตอ งดาํ รงรกั ษาและสนบั สนนุ สง เสรมิ สทิ ธมิ นษุ ยชนของบคุ คล
๙๐ทง้ั ปวง จดั ใหม กี ารฝก อบรมสําหรบั การปฏิบัตงิ านทกุ ชนดิ ของตาํ รวจท่ีสงผลกระทบตอ สทิ ธมิ นษุ ยชนและมีการพัฒนายุทธศาสตรในการบังคับใชกฎหมายใหมีประสิทธิผล ชอบดวยกฎหมายและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน á¹Ç·Ò§¡Òû¯ÔºμÑ Ô ผูบังคับบัญชาหรือผูท่ีมีอํานาจควรมีการสุมตรวจการทํางาน หรือสถานที่ทําการโดยไมบอกลวงหนา เพ่ือใหแนใจวาการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีตํารวจเปนไปตามระเบียบและกฎหมาย ñô. ¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁʧºàÃÂÕ ºÃŒÍÂá¡‹ªÁØ ª¹ ËÅÑ¡¡Òà เจาหนาที่ตํารวจจะตองนําแผนปฏิบัติการและนโยบายชุมชนสัมพันธมาใชสรางความใกลชิดกับชุมชนโดยผานการรวมกิจกรรมกับชุมชน ซ่ึงกิจกรรมนั้นจะตองไมเกี่ยวกับการบังคับใชกฎหมาย á¹Ç·Ò§¡Òû¯ºÔ ÑμÔ (๑) จัดตั้งศูนยชุมชนสัมพันธ และโครงการขอมูลขาวสารสาธารณะ โดยใหชุมชนเขา มามีสว นรวม และใหช ุมชนไดช ีใ้ หเห็นถึงปญ หาตา งๆ และขอหวงใยของชมุ ชนน้นั ๆ (๒) มกี ารประสานงานกบั องคก รอนื่ ทเ่ี กย่ี วขอ งทงั้ ภาครฐั และภาคเอกชนใหเ ขา รว มกจิ กรรมกับชุมชนดวย ñõ. ¡Òû‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃÅÐàÁÔ´ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹â´Â਌Ò˹ŒÒ·èμÕ Òí ÃǨ ËÅ¡Ñ ¡Òà เจาหนาที่ตํารวจตองเคารพและใหการปกปองคุมครองศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษยและคาํ นึงถึงหลกั สทิ ธมิ นุษยชนของบุคคลทงั้ ปวงดวย á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ (๑) การสืบสวนสอบสวนในเรื่องของการใชความรุนแรงตองกระทําในทันทีอยา งเต็มความสามารถ ละเอยี ดถ่ีถว น ยตุ ธิ รรมและปราศจากอคติ (๒) การเช่ือฟงและปฏิบัติตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาไมสามารถยกเปนขออางในกรณกี ารใชค วามรนุ แรงท่ีกระทําโดยเจา หนาที่ตํารวจได
๙๑á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ §Ô Ò¹¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·èตÕ ําÃǨμÒÁËÅ¡Ñ Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹ เจาหนาท่ีตํารวจมีหนาท่ีหลักในการรักษาความสงบเรียบรอยใหสังคม และปองกันและปราบปรามการกระทาํ ความผดิ ในทางอาญา ซงึ่ มเี ครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ไดแ ก กฎหมายท่ีใหอํานาจเจาหนาท่ีตํารวจในการกระทําที่สงผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพในชีวิตรางกาย ดังนั้นการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีตํารวจตามอํานาจตางๆ จะตองมีแนวทางในการดําเนินการ เพ่ือใหเปน ไปตามหลักสิทธมิ นุษยชนที่บคุ คลไดร บั การคมุ ครอง ดังน้ี ñ. ¡ÒèѺ ËÅÑ¡¡Òà การจับน้ันโดยปกติแลวกฎหมายใหอํานาจแกพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจเปนผูมีอํานาจในการจับ โดยเจาพนักงานดังกลาวจะทําการจับไดตองมีหมายจับหรือมีกฎหมายใหอํานาจทําการจับได แมจะไมมีหมายจับซึ่งเปนหลักที่เปนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคสอง ที่บัญญัติไววา การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทํามิได เวนแตมีคําส่ังหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอยางอ่ืนตามที่กฎหมายบัญญัติ การจับมี๒ กรณดี ว ยกนั คอื การจบั โดยมหี มายจับและการจับโดยไมมหี มายจับ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ ¡ÒèºÑ â´ÂäÁÁ‹ ËÕ ÁÒ¨ºÑ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๗๘ (๑) มีการกระทําความผิดซ่ึงหนา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๐ (๒) การกระทําความผิดซ่ึงหนา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๐ นหี้ มายถงึ ความผดิ ซงึ่ เหน็ กาํ ลงั กระทาํ หรอื เปน การพบในอาการใดซง่ึ แทบจะไมต อ งสงสยัเลยวาเขาไดกระทําผิดมาแลวสดๆ หรืออาจกลาวไดวา เปนการกระทําผิดที่เจาพนักงานน้ันไดเห็นกบั ตาตนเองไมใชเ ปน การบอกเลาท่ีมาจากคนอ่ืนอีกทอดหน่งึ (๓) กรณีท่ีจะวินิจฉัยวาเปนความผิดซึ่งหนา เชน การทะเลาะวิวาท ซึ่งไดยุติลงไปกอนหนาน้ีแลว ไมใชการกระทําความผิดซึ่งหนา เจาพนักงานตํารวจซ่ึงมาภายหลังเกิดเหตุ ไมมีอํานาจจบั โดยไมม ีหมายจับ กรณตี วั อยา งของ จาสิบตํารวจ ส. และรอ ยตํารวจเอก ป. จับจําเลยไดในขณะทจี่ าํ เลยกาํ ลงั ขายวตั ถอุ อกฤทธใิ์ หก บั จา สบิ ตาํ รวจ ส. ผลู อ ซอื้ กรณเี ชน นถ้ี อื วา เปน ความผดิ ซงึ่ หนา(วเิ ชียร ดิเรกอุดมศกั ดิ,์ ๒๕๕๔ โปรดดูแนวคําพิพากษาศาลฎกี าที่ ๔๔๖๑/๒๕๔๐) (๔) นอกจากน้ัน คําวาซึ่งหนายังหมายรวมถึงความผิดอาญาดังระบุไวในบัญชีทายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือ ใหถือวาความผิดนั้นเปนความผิดซึ่งหนาในกรณีดงั ตอไปน้ี (๔.๑) เมื่อบุคคลหนึ่งถกู ไลจ ับ ดงั ผูกระทาํ โดยมีเสียงรอ งเอะอะ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130