Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Book02 สิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

Book02 สิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

Published by mrnok, 2018-08-08 00:16:00

Description: Book02 สิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

Search

Read the Text Version

๔๒ และบรหิ ารสงั คมทจี่ าํ เปน และมสี ทิ ธใิ นหลกั ประกนั ยามวา งงาน เจบ็ ปว ย พกิ าร หมา ย วยั ชรา หรอื ปราศจากการดํารงชพี อนื่ ในสภาวะแวดลอมนอกเหนอื การควบคุมของตน (๒) มารดาและเด็กยอมมีสิทธิที่จะรับการดูแลรักษาและการชวยเหลือเปนพิเศษ เดก็ ทง้ั ปวงไมวา จะเกิดในหรอื นอกสมรส จะตอ งไดรบั การคุม ครองทางสังคมเชนเดยี วกนั ¢ÍŒ òö (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นการศกึ ษา การศกึ ษาจะตอ งใหเ ปลา อยา งนอ ยในขนั้ ประถมศกึ ษา และขั้นพ้ืนฐานการศึกษาระดับประถมจะตองเปนภาคบังคับ การศึกษาดานวิชาการและวิชาชีพ จะตอ งเปด เปน การทวั่ ไป และการศกึ ษาระดบั สงู ขนึ้ ไปจะตอ งเขา ถงึ ไดอ ยา งเสมอภาคสาํ หรบั ทกุ คน บนพื้นฐานของคุณสมบัตคิ วามเหมาะสม (๒) การศึกษาจะตองมุงไปสูการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษยอยางเต็มที่ และการเสรมิ สรา งความเคารพตอ สทิ ธมิ นษุ ยชนและอสิ รภาพขน้ั พน้ื ฐาน การศกึ ษาจะตอ งสง เสรมิ ความเขาใจ ขันติธรรม และมิตรภาพระหวางประชาชาติ กลุมเช้ือชาติ หรือศาสนาท้ังมวล และจะตองสง เสรมิ กิจกรรมของสหประชาชาติ เพ่อื การธํารงไวซง่ึ สันติภาพ (๓) ผูป กครองมสี ิทธเิ บื้องแรกที่จะเลือกประเภทการศึกษาท่จี ะใหแ กบุตรของตน ¢ÍŒ ò÷ (๑) ทุกคนมีสิทธิท่ีจะเขารวมโดยอิสระในชีวิตทางวัฒนธรรมของชุมชน ที่จะ เพลดิ เพลนิ กับศิลปะ และมสี วนในความรดุ หนา และคณุ ประโยชนท างวิทยาศาสตร (๒) ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร บั การคมุ ครองผลประโยชนท างจติ ใจและทางวตั ถุ อนั เปน ผลจากประดิษฐกรรมใดทางวทิ ยาศาสตร วรรณกรรม และศลิ ปกรรมซึง่ ตนเปน ผสู รา ง ¢ŒÍ òø ทกุ คนยอ มมสี ทิ ธใิ นระเบยี บทางสงั คมและระหวา งประเทศ ซงึ่ จะเปน กรอบใหบ รรลุ สทิ ธิและอสิ รภาพท่ีกาํ หนดไวใ นปฏญิ ญานี้อยางเต็มที่ ¢ÍŒ òù (๑) ทุกคนมีหนาที่ตอชุมชน ซ่ึงการพัฒนาบุคลิกภาพของตนโดยอิสระและเต็มที่ จะกระทําไดก ็แตใ นชมุ ชนเทา นั้น (๒) ในการใชสิทธแิ ละอสิ รภาพของตน ทกุ คนจะตองอยภู ายใตข อจํากดั เพยี งเทา ท่ีมีกําหนดไวตามกฎหมายเทานั้น เพื่อวัตถุประสงคของการไดมาซ่ึงการยอมรับและการเคารพ สทิ ธแิ ละอสิ รภาพอนั ควรของผอู นื่ และเพอ่ื ใหส อดรบั กบั ความตอ งการอนั สมควรทางดา นศลี ธรรม ความสงบเรียบรอยของประชาชน และสวัสดกิ ารทวั่ ไปในสังคมประชาธปิ ไตย (๓) สิทธิและอิสรภาพเหลาน้ีไมอาจใชขัดตอวัตถุประสงค และหลักการของ สหประชาชาติไมวา ในกรณใี ด ¢ŒÍ óð ไมมบี ทใดในปฏิญญาน้ี ทอ่ี าจตีความไดวา เปนการใหสทิ ธิใดแกรฐั กลุมคน หรือ บุคคลใด ในการดําเนินกิจกรรมใด หรือกระทําการใด อันมุงตอการทําลายสิทธิและอิสรภาพใด ทก่ี าํ หนดไว ณ ทีน่ ้ี

๔๓ นัยสําคัญท่ีปรากฏในเอกสารชิ้นสําคัญนี้เช่ือวา การเคารพซึ่งสิทธิ ความเสมอภาคและศักด์ิศรขี องมนษุ ยจะกอ กําเนดิ อสิ รภาพ ความยตุ ิธรรม ที่สาํ คญั ท่สี ดุ คอื “สันตภิ าพ” ใหเกดิ ขึน้ ไดดงั ขอความที่ระบุในÍÒÃÁÑ Àº·ทว่ี า “โดยที่การยอมรับศักดิ์ศรีแตกําเนิด และสิทธิท่ีเทาเทียมกันและที่ไมอาจเพิกถอนไดของสมาชกิ ทงั้ มวลแหง ครอบครวั มนษุ ยชาติ เปน พน้ื ฐานแหง อสิ รภาพ ความยตุ ธิ รรม และสนั ตภิ าพในโลก”[Whereas recognition fo the inherent dignity and of the equal and inalienable rights ofall members of the human family is the foundation of freedom, justice and peace inthe world.] เม่อื พจิ ารณาในสว นของรายละเอยี ดเนอื้ หาของปฏญิ ญาฯ ก็สะทอนชดั เจนถึง (๑) ÍÔ·¸Ô¾Å¢Í§á¹Ç¤Ô´ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ (Natural rights) ที่พัฒนาการมาตั้งแตอดีตกลบั มาปรากฏชดั เจนอีกครง้ั ตัง้ แตเนื้อหาขอแรกของปฏิญญาฯ ท่ีวา “มนษุ ยท กุ คนเกดิ มามอี สิ ระและเสมอภาคกนั สทิ ธแิ ละศกั ดศิ์ ร”ี [All human beingsare born free and equal in dignity and rights......] แนวคิดสิทธิธรรมชาติที่ใหความสําคัญกับคุณคาในชีวิตมนุษยยังถูกเขียนขึ้นชัดเจนในเน้อื หาขอสาม “ทกุ คนมีสิทธใิ นการมชี วี ติ เสรีภาพ และความมั่นคงแหงบุคคล” [Everyone hasthe right to life, liberty and security of person.] กลาวไดวาเน้ือหาในปฏิญญาฯ ลวนมีรากฐานมาจากแนวคิดสิทธิธรรมชาติที่ใหความสาํ คัญกับคณุ คาในชีวิตของมนุษย (๒) Êз͌ ¹ËÅ¡Ñ ¡ÒÃÊíÒ¤ÑޢͧÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ คอื หลักความเปน สากล (Universality),หลักการแบง แยกไมได (Inalienable), หลกั ศกั ดศิ์ รคี วามเปนมนษุ ย (Human Dignity) เนอ่ื งจากเจตนารมณแหงปฏิญญาฯ นั้นใชคุมครองกับ “มนุษยทุกคน” เชนดังขอความที่เนนยํ้าในเนื้อหาขอที่สองของปฏิญญาฯ วา “ทกุ คนยอมมสี ทิ ธแิ ละอสิ รภาพทั้งปวงตามท่กี ําหนดไวใ นปฏญิ ญานี้ โดยปราศจากการแบงแยกไมวาชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรอื ทางอนื่ พนื้ เพทางชาตหิ รือสงั คม ทรัพยสนิ การเกดิ หรอื สถานะอ่ืน นอกเหนือจากนี้ จะไมมกี ารแบง แยกใดบนพนื้ ฐานของสถานะทางการเมอื ง ทางกฎหมาย หรอื ทางการระหวา งประเทศของประเทศหรือดินแดนทีบ่ คุ คลสังกัด” [Everyone is entitled to all the rights and freedoms set forth inthis Declaration, without distinction of any kind, such as race, colour, sex, language,religion, political or other opinion, national or social origin, property, birth or otherstatus. Furthermorc, no distinction shall be made on the basis of the political, jurisdictionalor international status of the country or territory to which a person belongs...] หากแบงรายละเอียดเนื้อหาของปฏิญญาออกมาเปนสว นๆ (เนื้อหาขอ ๑-ขอ ๓๐)สามารถแบงหมวดหมตู ามลาํ ดบั เนือ้ หาออกไดเปน ส่สี ว น ไดแก

๔๔ÊÇ‹ ¹·èÕ˹§Öè ๹Œ ยา้ํ ãËàŒ Ë¹ç ¤ÇÒÁàªÍè× สาํ ¤ÑÞàºéÍ× §μŒ¹¢Í§ËÅ¡Ñ ¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ นั่นคือ(ขอ ๑ และขอ ๒) ความเสมอภาค เทาเทียม หลักศักด์ิศรีความเปนมนุษย เชื่อวามนุษยมีเหตุ และผล และควรปฏิบัตติ อ กนั ฉันทครอบครวั สทิ ธิมนุษยชนพนื้ ฐานทปี่ ระกาศ ในปฏญิ ญานเี้ ปนของมนุษยทกุ คนʋǹ·ÊèÕ Í§ ໚¹à¹é×ÍËÒ·Õãè ˤŒ ÇÒÁสาํ ¤ÞÑ ¡ºÑ ÊÔ·¸¢Ô ͧ¾ÅàÁÍ× §áÅÐÊÔ·¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁÍ× § เชน(ขอ ๓ และขอ ๒๑) ความไมเปนทาส, การไมถูกลงโทษอยางโหดรายทารุณ, ไดรับการยอมรับ ทกุ หนแหง วา เปน บคุ คล, ความเสมอภาคกนั ตามกฎหมาย, การไดร บั การเยยี วยา จากรัฐ, ถูกจับกุม กักขัง เนรเทศตามอําเภอใจไมได, ไดรับการพิจารณาคดี ท่ีเปนธรรม, ไดรับการสันนิษฐานวาบริสุทธ์ิ, สิทธิไดรับสัญชาติ, สิทธิในการเคล่ือนยาย, สิทธิในครอบครัว, ศาสนา, การแสดงความคิดเห็น, การชุมนุม, มีสวนรว มในการปกครอง ฯลฯÊÇ‹ ¹·ÊÕè ÒÁ Áا‹ ๹Œ »ÃÐà´¹ç Ê·Ô ¸Ô·Ò§Êѧ¤Á àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ เชน(ขอ ๒๒-ขอ ๒๗) สิทธิในการทาํ งาน, การพักผอน, การมีมาตรฐานการครองชีพ, การมคี ุณภาพ ชีวติ ท่ีดี, สิทธใิ นการศกึ ษา, สทิ ธใิ นวฒั นธรรมชมุ ชนʋǹ·èÊÕ èÕ เปน การสรปุ วา ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นสทิ ธมิ นษุ ยชนพน้ื ฐานน้ี ทง้ั นตี้ อ งใชส ทิ ธอิ ยภู ายใต(ขอ ๒๘-ขอ ๓๐) กรอบกฎหมายและเปนหนาท่ีของบุคคล รวมทั้งรัฐในการสรางใหเจตนารมณ แหงปฏิญญาน้ีเปน จรงิ ขน้ึ มา¡Ô¨¡ÃÃÁ ๑. ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนมีการนําเอาหลักการสิทธิธรรมชาติ (NaturalRights) มาบรรจไุ วอ ยา งไรบาง ยกตวั อยางเนื้อหาสะทอนแนวคดิ สิทธธิ รรมชาตใิ นปฏิญญาฯ ๒. แบงกลุม นสต. ออกเปน กลุมละ ๑๐-๑๕ นาย แจกใบงานให นสต. โดยใหนสต.พจิ ารณาขอ ความในปฏิญญาฯ แลวแสดงความเห็นวา ๒.๑ จากเนื้อหาขอ ๑-๒๗ ของปฏญิ ญาฯ สมาชกิ ในกลุมมมี ตวิ า ขอ ใดสาํ คญั ทีส่ ุดเพียงขอเดยี ว ๒.๒ นสต. ไมตองการสิทธิในขอใด หรือไมตองการใหคนในครอบครัวไดรับสิทธิในขอใดหรอื ไม ๒.๓ เน้ือหาขอ ๑-๒๗ ของปฏญิ ญา ขอ ใดบางเก่ยี วพนั กบั อาชพี ตํารวจ อธบิ ายเหตผุ ลประกอบËÁÒÂàËμØ : ใบงานแนบทายแผนการสอนหนวยท่สี าม

๔๕ ¡®ËÁÒÂËÅ¡Ñ ÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·È´ÒŒ ¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹จํา¹Ç¹ ù ©ºÑº ͹ØÊÑÞÞÒNjҴŒÇ¡Òâ¨´Ñ ¡ÒÃàÅ×Í¡»¯ºÔ μÑ Ô·Ò§àªéÍ× ªÒμÔ㹷ءû٠Ẻ(International Convention on the Elimination of all forms of Racial Discrimination : ICERD)¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇèÑ ä» : ๒๑ ธ.ค. ๑๙๖๕สมัชชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๔ ม.ค. ๑๙๖๙มีผลบังคับใช ๑๗๘ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศท่ีเขารว มเปนภาคี อารัมภบท และเน้อื หาแบงเปน ๓ ภาค รวม ๒๕ ขอเนอื้ หาประกอบดว ยÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ ÀҤ˹§èÖ (¢ÍŒ ñ-÷) ไดใหนิยามแก “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” (Racial Discrimination) วาหมายถึงการจําแนก การกีดกัน การจํากัดหรือการเลือก โดยต้ังอยูบนพ้ืนฐานของเช้ือชาติ สีผิว เช้ือสายหรือชาติกําเนิด หรือเผาพันธุ กําเนิด ซึ่งมีเจตนารมณหรือมีผลทําใหเกิดการระงับหรือการกีดก้ันการเคารพสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพขน้ั พน้ื ฐานของบคุ คลในทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมและในดานอ่ืนๆ ของการดํารงชีวิตในสังคม รวมทั้งการระงับหรือกีดกั้นการใชสิทธิเหลาน้ันอยางเสมอภาคของบุคคล รัฐตองทบทวนนโยบายของรัฐในทุกระดับเพื่อแกไขนโยบาย หรือกฎระเบียบใดๆอันเปน การขยายการเลอื กปฏบิ ัติทางเชอื้ ชาติ รัฐตองสนับสนุนองคก รหรอื กิจกรรมใดๆ ทม่ี งุ ประสานความหลากหลายทางเชื้อชาติ รวมถงึ ระบถุ งึ การไดร บั การเยยี วยาตอ การกระทาํ ใดๆ อนั เปน การเลอื กปฏบิ ตั ทิ างเชอื้ ชาติซึ่งไดล ะเมดิ ตอ สทิ ธมิ นุษยชนและเสรีภาพขั้นพน้ื ฐานของบคุ คลนน้ั นอกจากน้ียังมีบทบัญญัติตางๆ สําหรับรัฐภาคีในการสงเสริมคุมครองไมใหมีการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติ การใหความสําคัญดานมาตรการในการศึกษา วัฒนธรรม และขอมูลเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเช้อื ชาตอิ กี ดว ย ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ø-ñö) วา ดว ยการจดั ตง้ั คณะกรรมการวา ดว ยการขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ทิ างเชอื้ ชาตจิ าํ นวน ๘ คนท่ไี ดรบั เลือกต้งั จากรัฐภาคี และแนวทางการปฏบิ ตั งิ านของคณะกรรมการ รัฐภาคีตอ งเสนอรายงานตอ สหประชาชาติเกีย่ วกบั มาตรการตา งๆ ที่รฐั ไดกระทําการใหสอดคลองกับเจตนารมณข องอนสุ ัญญา (ปกตริ ายงานทุกสองป) ขอกําหนดเร่ืองการรับขอรองเรียนจากรัฐภาคี, การไกลเกล่ียและยุติขอพิพาทของคณะกรรมการ

๔๖ ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ñ÷-òõ) เกย่ี วกบั การลงนามเขา เปน ภาค,ี การมผี ลใชบ งั คบั , เงอื่ นไขในการขอตงั้ ขอ สงวน และการถอนขอ สงวน, การเพกิ ถอนอนสุ ญั ญา, การเสนอขอ พพิ าทสศู าลยตุ ธิ รรมระหวา งประเทศ และการแกไ ขและเก็บรักษาตนฉบบั ทัง้ ๕ ภาษา (จนี อังกฤษ ฝร่งั เศส รสั เซีย และสเปน)¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. จากผลการสาํ รวจของเมอื่ ป ค.ศ.๒๐๑๕ พบวา สหรฐั อเมรกิ ามปี ญ หาการเลอื กปฏบิ ตั ิทางเชอ้ื ชาติ โดยผลการศกึ ษามีดงั นี้ ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z การเลือกปฏิบัติน้ันไมไดหมายถึงเฉพาะแตการจงใจเลือกปฏิบัติ (Intentional discrimination) หากหมายรวมถึงการเลือกปฏิบัติในทางออมตางๆ ดวย เชน กฎหมายท่ี “เนื้อหา” มีความเปนกลาง แต “ผลลัพธ” เปนไปทางตรงกันขา ม z การเลือกปฏบิ ัติทางเชอ้ื ชาตไิ มส ามารถทําไดท้งั ในระดบั บุคคล, กลมุ บคุ คล หรือสถาบัน z เปนเพียงหน่ึงในสามของสนธิสัญญาระหวางประเทศท่ีอนุญาตให “บุคคล” สามารถ รองเรยี นการถกู ละเมดิ สทิ ธิไปยงั คณะกรรมการไดโ ดยตรง (Individual complain)๔ z การรองเรียนตองเปนการใชมาตรการจัดการแกไขในระดับทองถ่ินจนหมดสิ้นแลว แตไมบังเกดิ ผลจงึ สงเรื่องมายังคณะกรรมการฯ z อนุสัญญานี้ จะไมใชกับการจําแนก การกีดกัน การจํากัด หรือการเลือก โดยรัฐภาคีของ อนสุ ัญญาน้ี ระหวางพลเมืองและบคุ คลท่มี ิใชพ ลเมือง๔ อนุสญั ญาอีกสองฉบบั คอื The Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights, and the Convention against Torture and Other Cruel or Inhuman Treatment or Punishment อานเพ่ิมเติมใน “Human Rights A Basic Handbook for UN Staff,” Office of the High Commissioner for Human Rights, สืบคนเม่ือ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/Documents/Publications/HRhandbooken.pdf.

๔๗ ให นสต. แบงกลุมจํานวนกลมุ ละ ๑๐ คน เพอ่ื ๑.๑ สรุปผลจากงานวิจัยคร้ังน้ีวาเก่ียวของกับการละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชนอยา งไร อธิบาย ๑.๒ รัฐควรมีมาตรการ/นโยบาย เชนไรบางเพ่ือแกไขปญหาน้ีหากเกิดข้ึนในรัฐของตนเอง ให นสต. เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อใหเปนไปตามเจตนารมณข องอนสุ ัญญาฯ

๔๘ ¡μ¡Ô ÒÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈNjҴnj ÂÊ·Ô ¸¾Ô ÅàÁ×ͧáÅÐÊ·Ô ¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)¢ÍŒ ÁÅÙ ·èÑÇä» : ๑๖ ธ.ค. ๑๙๖๖สมัชชาใหญส หประชาชาติรับรอง ๒๓ ม.ี ค. ๑๙๗๖มผี ลบงั คบั ใช ๑๖๙ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศท่ีเขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และเน้อื หาแบง เปน ๕ ภาค รวม ๕๓ ขอเนอ้ื หาประกอบดว ยÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ÀҤ˹èÖ§ (¢ÍŒ ñ) กลา วถงึ บคุ คลมสี ทิ ธใิ นการกาํ หนดเจตจาํ นงของตนเอง (Right of self-determination)ประชาชนจะกําหนดสถานะทางการเมืองของตนอยางเสรี รวมทั้งดําเนินการอยางเสรีในการพัฒนาเศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรมของตน ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ò-õ) กลา วถงึ พนั ธกรณขี องรฐั ภาคที รี่ บั รองจะเคารพและประกนั สทิ ธขิ องบคุ คล รวมถงึ การหา มการเลอื กปฏบิ ตั ิ ไมว าจะดวยเหตผุ ลทาง เชอ้ื ชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมอื งสัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ถิน่ กําเนดิ หรอื สภาพอ่นื ใด ประกันวา บุคคลท่ถี กู ละเมิดจะไดรับการเยียวยา ไมวา บุรุษหรอื สตรจี ะไดรบั สทิ ธพิ ลเมอื งและการเมอื งอยา งเทา เทยี มกัน การลิดรอนสทิ ธิในสถานการณฉุกเฉิน และการหามการตีความกตกิ าในอนั ที่จะไปจํากัดสทิ ธิและเสรีภาพอ่ืนๆ ลง ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ö-ò÷) เนนย้ําวาทุกคนมีสิทธิในเจตจํานงของตนเอง รัฐตองวางมาตรการรับรองสิทธิตางๆของประชาชนโดยไมเลือกปฏิบัติ กลาวถึงสิทธิที่จะมีชีวิต การยกเลิกโทษประหารชีวิต สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการเลือกถ่ินท่ีอยูอาศัย ความเสมอภาคในดานกฎหมาย สิทธิในความเปนสวนตวั เสรภี าพทางความคิดและศาสนา สทิ ธิในการชมุ นุมโดยสงบ การรวมตวั เปนสมาคมการคุมครองสิทธิครอบครัวและการสมรส สิทธิเด็กการมีทะเบียนเกิดและสัญชาติ การมีสวนรวมในทางการเมือง และการท่ีพลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะมีสวนในกิจการสาธารณะ การรับรองวาบุคคลท้ังปวงยอมเสมอภาคกันตามกฎหมายและไดรับการคุมครองอยางเทาเทียมกัน และสิทธิของชนกลุมนอย เปนตน

๔๙ ÀÒ¤ÊèÕ (¢ŒÍ òø-ôõ) เก่ียวกับการจัดต้ังและอํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซ่ึงมีหนาท่ีรับผิดชอบในการตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กําหนดไวในกติกา ICCPR รวมถึงพันธกรณีในการเสนอรายงานของรฐั ภาคี ÀÒ¤ËŒÒ (¢ŒÍ ôö-ô÷) กลาวถึงการหามการตีความไปในทางขัดกับกฎหมายระหวางประเทศอ่ืนๆ รวมทั้งการมใิ หตีความในการทจี่ ะลิดรอนสิทธิท่จี ะใชป ระโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาติ และÀҤˡ (¢ŒÍ ôø-õó) วาดวยการลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลใชบังคับ และการแกไขและเก็บรักษาตนฉบับทงั้ ๕ ภาษา¡Ô¨¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมอื งมาหนงึ่ กรณี พรอ มสาเหตขุ องปญ หานนั้ และเสนอแนะนโยบายเพอื่ แกไ ขปญ หาดงั กลา วพรอ มออกมานําเสนออธบิ ายหนา ชัน้ เรียน

๕๐ ¡μÔ¡ÒÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊÔ·¸·Ô Ò§àÈÃɰ¡Ô¨ 椄 ¤Á áÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights : ICESCR)¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇÑè ä» : ๑๖ ธ.ค. ๑๙๖๖สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๓ ม.ค. ๑๙๗๖มีผลบังคับใช ๑๖๕ ประเทศ (ขอมลู ป ๒๕๖๐)ประเทศท่เี ขา รวมเปน ภาคี อารมั ภบท และเนื้อหาแบงเปน ๕ ภาค รวม ๓๑ ขอเนื้อหาประกอบดวยÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ ÀҤ˹§Öè (¢ŒÍ ñ) กลา วถงึ สิทธใิ นการกาํ หนดเจตจาํ นงตนเอง (Right of self-determination) ท้ังในทางเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ò-õ) กลาวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่จะดําเนินมาตรการตางๆ อยางเหมาะสมตามลําดับข้ันนับต้ังแตการเคารพ คุมครอง สงเสริม และทําใหเปนจริงอยางเต็มท่ี โดยไมมีการเลือกปฏิบัติไมวา บุรุษหรอื สตรีไดรบั การปฏบิ ตั อิ ยางเทาเทียม ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ö-ñõ) กําหนดถึงสิทธิตางๆ ในดานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เชน การจางงานท่ีเปนธรรม,สิทธิในครอบครัว, มีมาตรฐานการครองชีพท่ีเหมาะสม, สิทธิในการมีสุขภาพกายและจิตท่ีไดดี,สิทธิทางการศึกษา, สิทธิและเสรีภาพในความเชื่อและวัฒนธรรม และประโยชนจากความกาวหนาทางวิทยาศาสตร ÀÒ¤ÊÕè (¢ÍŒ ñö-òõ) กลาวถึงพันธกรณีในการจัดทํารายงานของรัฐภาคี บทบาทของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสงั คมในการตรวจสอบการปฏบิ ตั ติ ามพนั ธกรณขี องรฐั ภาคี เพอื่ สรา งความรว มมอื ระหวา งประเทศในการสง เสริมสทิ ธิตามกติกาใหบ งั เกดิ ÀÒ¤ËŒÒ (¢ŒÍ òö-óñ) เกย่ี วขอ งกบั การลงนามเขา เปน ภาค,ี การมผี ลใชบ งั คบั และการแกไ ขและเกบ็ รกั ษาตน ฉบบัท้งั ๕ ภาษา¡¨Ô ¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาที่เก่ียวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวฒั นธรรมมาหนงึ่ กรณี พรอ มสาเหตขุ องปญ หานน้ั และเสนอแนะนโยบายเพอ่ื แกไ ขปญ หาดงั กลา วพรอมออกมานาํ เสนออธิบายหนาชั้นเรียน

๕๑ Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒNjҴŒÇ¡Òâ¨´Ñ ¡ÒÃàÅÍ× ¡»¯ÔºμÑ μÔ Í‹ ÊμÃãÕ ¹·Ø¡Ã»Ù Ẻ(Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW)¢ŒÍÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๑๘ ธ.ค. ๑๙๗๙สัมชชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๓ ก.ย. ๑๙๘๑มผี ลบงั คบั ใช ๑๘๙ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศที่เขารวมเปน ภาคี อารัมภบท และเนือ้ หาแบง เปน ๖ ภาค รวม ๓๐ ขอเนื้อหาประกอบดว ยÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ÀҤ˹֧è (¢ŒÍ ñ-ö) นยิ ามคาํ วา “การเลอื กปฏบิ ัติตอ สตรี” วาหมายถึง การแบงแยก การกีดกนั หรอื การจาํ กดัใดๆ เพราะเหตุแหงเพศ ซ่ึงมีผลหรือความมุงประสงคที่จะทําลายหรือทําใหเสื่อมเสียการยอมรับการไดอ ปุ โภค หรอื ใชส ทิ ธโิ ดยสตรี โดยไมค าํ นงึ ถงึ สถานภาพดา นการสมรส บนพนื้ ฐานของความเสมอภาคของบุรษุ และสตรที งั้ ทางดานการเมือง เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรมของพลเมืองหรือดา นอื่นๆ รัฐตองกําจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ โดยสรางความเทาเทียมระหวางชายและหญิงในเชิงโครงสรางท้ังรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบภายใน เพื่อไมใหมีการเลือกปฏิบัติทางเพศทัง้ ในระดบั องคกรและบุคคล ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ÷-ù) รัฐตองมีมาตรการท่ีเหมาะสมในการกําจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทางการเมืองท้ังในดานการเลือกตั้ง การลงประชามติ การมีสวนรวมทางการเมือง การเขารวมองคกรตางๆที่มีวัตถุประสงคทางการเมืองหรือสังคม รวมถึงเปดโอกาสใหสตรีไดเปนตัวแทนรัฐบาลทั้งในระดับประเทศและระหวางประเทศ ตลอดจนสิทธใิ นชีวติ สมรส ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ñð-ñô) เนื้อหาในสวนน้ียังระบุภารกิจของรัฐท่ีจะตองสงเสริม สนับสนุน ปกปองคุมครองสิทธิใหเ กดิ ความเสมอภาคแกส ตรใี นทกุ ดา น อาทิ โอกาสทางการศกึ ษา, การทาํ งาน, เศรษฐกจิ , วฒั นธรรม,การเขาถงึ บรกิ ารดานสุขภาพ ÀÒ¤ÊèÕ (¢ÍŒ ñõ-ñö) รัฐตองมีกฎหมายท่ีสรางความเปนธรรมและเทาเทียมระหวางเพศ และกําจัดการเลือกปฏบิ ัตใิ นชีวิตสมรสและครอบครัว

๕๒ ÀÒ¤ËÒŒ (¢ŒÍ ñ÷-òò) ระบใุ หม กี ารจดั ตง้ั และกาํ หนดเกยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องคณะกรรมการวา ดว ยการขจดัการเลือกปฏบิ ัตติ อสตรี ÀҤˡ (¢ÍŒ òó-óð) วา ดวยการลงนามเขาเปน ภาค,ี การมผี ลใชบงั คับ, การแกไ ข, การตั้งขอ สงวน, การระงบัขอ พิพาท และการเก็บรักษาตนฉบับทัง้ ๖ ภาษา (อาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซยี และสเปน)¢ÍŒ ¤ÇÃÌ٠: z เพศตามอนุสัญญามเี พยี งสองเพศคอื ชายและหญงิ เทา นั้น z อนุสัญญานี้มีเจตนารมณสูงสุดเพ่ือความเสมอภาคทางเพศในทุกมิติ ทั้งทางการเมืองเศรษฐกจิ สังคม เพอื่ ใหผ ูห ญิงสามารถมชี วี ิตท่ีดี¢ŒÍÁÙÅ»‚ òðñö ¢Í§ World Economic Forum ¨Ñ´Íѹ´Ñº»ÃÐà·È·èÕÁÕ¤ÇÒÁàÊÁÍÀÒ¤·Ò§à¾Èâ´Â ñð Íѹ´ºÑ áá 䴌ᡋ : Iceland, Finland, Norway, Sweden, Rwanda, Ireland, Philippines,Slovenia, New Zealand, Nicaraguaแหลง ขอ มลู : http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2016/top-ten/¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. จากสถติ ติ ามรปู ดา นลา งน้ี นสต. จะอธิบายประเดน็ ความเสมอภาคทางเพศอยา งไร ๒. ตามอนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW)ใหความสําคัญกับประเด็นความเสมอภาคทางการเมืองของสตรี นสต.คิดวาการท่ีใหผูหญิงมีสิทธิทางการเมืองจะสงผลตอ ความเสมอภาคและการไมเลอื กปฏิบัติตอสตรีเชนไร อธบิ าย

๕๓Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒμÍ‹ μŒÒ¹¡Ò÷ÃÁÒ¹áÅСÒû¯ºÔ μÑ ËÔ Ã×Í¡ÒÃŧâ·ÉÍè×¹·âèÕ Ë´ÃŒÒ äÃÁŒ ¹ØÉ¸ÃÃÁ ËÃ×Íย่ําÂÕÈÑ¡´ÈÔì ÃÕ(Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT)¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇÑè ä» : ๑๐ ธ.ค. ๑๙๘๔สมัชชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๒๖ มิ.ย. ๑๙๘๗มผี ลบังคับใช ๑๖๒ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๖๐)ประเทศทเ่ี ขารวมเปนภาคี อารมั ภบท และเนอื้ หาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๓๓ ขอเน้ือหาประกอบดว ยÊÒÃÐสํา¤ÑÞ ÀҤ˹§èÖ (¢ÍŒ ñ-ñö) ใหความหมาย “การทรมาน” ไววาเปนการกระทําใดก็ตามโดยเจตนาที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดหรือความทกุ ขท รมานอยางสาหสั รวมทง้ั การบงั คบั ขเู ขญ็ ไมวาทาง “กายภาพ” หรอื “จติ ใจ”ตอ บคุ คลใดบคุ คลหน่งึ ดว ยมุงประสงคเพอ่ื ใหไ ดข อ มลู หรือคําสารภาพ วัตถุประสงคของอนุสัญญาฉบับน้ี เพื่อใหแตละรัฐสรางมาตรการในการระงับยับยั้งการทรมาน รวมท้ังปองกันมิใหองคกร หรือเจาหนาที่รัฐกระทําการใดที่เปนการยุยง ยินยอมรูเห็นเปนใจ ขมขู หรือบงั คบั ขเู ข็ญ จัดใหมีการอบรมใหความรูแกบุคลากรผูรักษากฎหมาย เพื่อสงเสริมใหเจาหนาท่ีรัฐตระหนักในการคุมครองสิทธิมนุษยชน หากเกิดการกระทําอันละเมิดตออนุสัญญาแลว ผูไดรับความเสยี หายจากการทรมานควรจะตอ งไดร บั การชดเชย ฟน ฟู และเยียวยาดว ย ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ñ÷-òô) ระบใุ หม กี ารจดั ตงั้ และขอ กําหนดหนา ทขี่ องคณะกรรมการตอตานการทรมาน ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ òõ-óó) กลาวถงึ การบงั คบั ใช, การแกไ ขเพ่ิมเตมิ , การแกไ ขขอ พิพาทในการตคี วาม, การบอกเลิกอนสุ ญั ญาและการเก็บรกั ษาตน ฉบบั ทงั้ ๖ ภาษา ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : z หามการทรมาน ใหห มายถึง การหา มทรมานในทุกรปู แบบ และทุกสถานการณ ไมวาจะใน ภาวะสงคราม หรือสถานการณฉ ุกเฉินใดๆ ก็ตาม z รัฐตองจัดใหมีการอบรมใหความรูแกบุคลากรผูรักษากฎหมาย เพ่ือสงเสริมใหเจาหนาท่ีรัฐ ตระหนักในการคมุ ครองสิทธมิ นุษยชน z หากเกิดการละเมิดโดยรัฐจะตอ งมกี ารเยยี วยา

๕๔¡Ô¨¡ÃÃÁ แบงกลุมรวมแสดงทัศนะ และออกมาแสดงความคิดเห็นหนาชั้นเรียน ในประเด็นการซอมทรมานโดยเจาหนาท่ีรัฐที่ปรากฏมาอยางตอเน่ืองยาวนานในสังคมไทย การกระทําเชนนี้เปนการละเมิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนและพันธะสัญญาระหวางประเทศในประเดน็ ใดบา ง อธิบาย

๕๕͹ØÊÞÑ ÞÒÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸àÔ ´ç¡ (Convention on the Rights of the Child : CRC)¢ÍŒ ÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๒๐ พ.ย. ๑๙๘๙สมชั ชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๒ ก.ย. ๑๙๙๐มผี ลบังคบั ใช ๑๙๖ ประเทศ (ขอมลู ป ๒๕๖๐)ประเทศทเ่ี ขารว มเปน ภาคี อารมั ภบท และเน้ือหาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๕๔ ขอเน้อื หาประกอบดว ยÊÒÃÐสาํ ¤ÞÑ ÀҤ˹èÖ§ (¢ÍŒ ñ-ôñ) กลา วถงึ สทิ ธขิ องเดก็ ในดา นตา งๆ ทรี่ ฐั พงึ เคารพและรบั รองใหน บั ตงั้ แตเ กดิ โดยไมค าํ นงึ ถงึเชอื้ ชาติ สีผวิ เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมอื ง ชาติกาํ เนดิ สถานภาพสังคม ทรพั ยส นิความทพุ พลภาพ การเกดิ หรอื สถานะอนื่ ๆ ของเดก็ หรอื สทิ ธใิ นการอยรู ว มกบั บดิ า มารดา และหนา ที่ของผปู กครองในการดูแลเด็ก รฐั ตอ งปองกนั การโยกยายเดก็ ออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย รัฐตองใหความคุมครองในทุกๆ ดาน ท้ังทางสาธารณสุข การศึกษา วัฒนธรรมกระบวนการยตุ ธิ รรม การเขา ถงึ และการรบั รขู อ มลู ขา วสาร รวมถงึ สทิ ธใิ นการไดร บั ขอ มลู ทห่ี ลากหลายแตกตางจากหลายกลุม การชมุ นุมสมาคม การเสนอความคดิ เห็นและแสดงออก รัฐตองจัดใหมีระบบการบริหารจัดการ ระบบกฎหมาย ระบบการศึกษาท่ีจะปกปองเด็กจากการถูกทารุณทั้งรางกายและจิตใจ สิทธิในการขอลี้ภัย สิทธิเด็กชนกลุมนอยตองไมถูกปฏิเสธการทํางานที่ปลอดภัยและตองระบุอายุช้ันต่ํา รัฐตองปกปองเด็กจากการกระทําใดๆ ท่ีคุกคามสวัสดิภาพของเดก็ ท้งั น้ีรัฐตอ งคํานงึ ถึงประโยชนสูงสุดของเด็กเปน สาํ คญั ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ ôò-ôõ) วา ดว ยการปฏบิ ตั หิ นา ทขี่ องคณะกรรมการวา ดว ยสทิ ธเิ ดก็ , การเสนอรายงานของรฐั ภาค,ีการสง เสรมิ การปฏิบัตติ ามอนสุ ัญญาอยา งมีประสิทธิภาพภายใตความรวมมอื ระหวางประเทศ ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ôö-õô) การลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลบังคับใช, การแกไข, การตั้งและถอน ขอสงวน,การบอกเลกิ และการเกบ็ รกั ษาตนฉบับทัง้ ๖ ภาษา ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z เด็กตามอนุสัญญานีห้ มายถงึ ผูท่มี อี ายุต่ํากวา ๑๘ ป z เด็กแตละคนแตละกลุมมีความแตกตางกัน ไมวาจากการเล้ียงดู การศึกษา ประสบการณ ชีวิต จึงตองปฏบิ ตั กิ ับเดก็ แตละกลุม อยางแตกตางและเขา ใจ

๕๖¡¨Ô ¡ÃÃÁ แบง กลมุ นสต. กลมุ ละ ๑๐-๑๕ นาย เพ่ือแสดงทัศนะรวมกันในประเด็น ๑. ใหเสนอปญหาที่เก่ียวกับสิทธิเด็กมาหน่ึงกรณี พรอมสาเหตุของปญหานั้นและเสนอแนะนโยบายเพ่อื แกไขปญหาดงั กลา ว พรอ มออกมานาํ เสนออธิบายหนา ช้นั เรียน ๒. ในฐานะเจา หนา ทต่ี าํ รวจ หากตอ งปฏบิ ตั หิ นา ทใ่ี นกรณที ม่ี เี ดก็ เปน เหยอ่ื อาชญากรรมหรอื แมแ ตเ ปน ผกู อ เหตุ ทา นมแี นวทางปฏบิ ตั อิ ยา งไรบา งเพอื่ ใหเ ปน ไปตามเจตนารมณแ หง อนสุ ญั ญาวา ดว ยสิทธิเด็ก

๕๗Í¹ÊØ ÑÞÞÒÇÒ‹ ´ÇŒ ¡ÒäŒØÁ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸¢Ô ͧáç§Ò¹Í¾Â¾áÅÐÊÁÒª¡Ô ¤Ãͺ¤ÃÑÇ(International Convention on the Protection of the Rights of all Migrant Workers and Members of their Families : ICMW)¢ŒÍÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๑๘ ธ.ค. ๑๙๙๐สมัชชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๑ ก.ค. ๒๐๐๓มีผลบงั คับใช ๕๑ ประเทศ (ขอ มูลป ๒๕๖๐)ประเทศท่ีเขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และเนื้อหาแบงเปน ๙ ภาค รวม ๙๓ ขอเนอ้ื หาประกอบดวยÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ ÀҤ˹§Öè (¢ÍŒ ñ-ö) “แรงงานอพยพ” ในอนุสัญญาน้ีหมายถึง บุคคลท่ีเก่ียวของกับกิจกรรมที่มีคาตอบแทนและตอ งอาศยั อยใู นประเทศอน่ื ทไี่ มใ ชป ระเทศบา นเกดิ ของตนเอง เนอ้ื หาครอบคลมุ ทง้ั ผทู เ่ี ปน แรงงานอพยพ ตลอดจนครอบครัว ซึ่งสมควรไดรับสิทธิในฐานะมนุษยอยางสมบูรณในทุกขั้นตอนตั้งแตการเตรยี มการกอ นโยกยา ย (Preparation for migration), ผา นทาง (Transit), อยอู าศัย (Entireperiod of stay) และเดินทางกลับภมู ิลําเนา (Departure) ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ ÷) การไมเลือกปฏิบัติตอแรงงานอพยพและครอบครัว เหตุเนื่องจากความแตกตางทางเชือ้ ชาติ ภาษา ศาสนา สผี วิ ความเช่อื เปน ตน ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ø-óõ) กลาวถึงสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่แรงงานอพยพและครอบครัวพึงไดรับ อาทิ สิทธิในการโยกยาย, สิทธิในชีวิตและครอบครัว, สิทธิท่ีจะไมถูกทรมาน ไมถูกใชเปนทาส หรือบังคับใชแรงงาน, เสรภี าพในความคดิ , เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ , สทิ ธคิ วามเปน สว นตวั , ความเชอื่ ทางศาสนา, แรงงานอพยพและครอบครัว ไดรบั การปฏบิ ตั ิโดยเคารพในศกั ดิ์ศรแี ละวัฒนธรรมทีแ่ ตกตาง,สิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมท้ังการรักษาพยาบาล, สิทธิในการรวมกลุมสมาคม, สิทธิทางการศึกษา, บุตรของแรงงานอพยพควรไดรับสิทธิข้ันพื้นฐาน เชน การมีชื่อเสียงเรียงนาม การไดรับการรบั รองการเกิดและไดรบั สญั ชาต,ิ การไดรับการศึกษาสทิ ธทิ างการเงนิ ฯลฯ ÀÒ¤ÊèáÕ ÅÐÀÒ¤ËÒŒ (¢ÍŒ óö-öó) เปนสวนท่ีระบุถึงสิทธิอ่ืนๆ ของแรงงานอพยพและครอบครัวที่มีเอกสารครบถวนหรอื เขา มาในสถานการณป กติ แรงงานอพยพและครอบครวั มสี ทิ ธเิ สรภี าพในการเคลอ่ื นยา ยภายในรฐัและเลือกท่ีอยูอาศัยได, มีสิทธิในการรวมกลุม สมาคม, การเขารวมกิจกรรมทางสังคมและการเมืองของรฐั ทม่ี กี ารจา งงานได, การไดรับการคุมครองจากรฐั ท่เี ขา มาใชแรงงาน เปน ตน

๕๘ ÀҤˡ (¢ÍŒ öô-÷ñ) การสงเสริมสภาพท่ีเปนธรรมแกแรงงานและครอบครัว รัฐกําหนดนโยบายท่ีเหมาะสมแกแรงงานเพื่อนําไปสูการปฏิบัติ, รัฐควรรวมมือกันในการแกไขปญาหาการเคลื่อนไหว การจางงานคนงานอพยพท่ีลักลอบกระทําอยางผิดกฎหมาย, รัฐควรดําเนินการเพ่ือประกันวาสภาพการทํางานและความเปน อยูข องแรงงานอพยพและครอบครัวสามารถดาํ รงอยูในมาตรฐานทเี่ หมาะสม หากมีความจําเปนรัฐควรอํานวยการในการสงศพของแรงงานหรือสมาชิกครอบครัวซึง่ เสียชีวติ กลบั รฐั ตนทาง ÀÒ¤à¨ç´ (¢ÍŒ ÷ò-÷ø) ใหรายละเอียดเก่ียวกับการจัดตั้ง และหนาที่ของคณะกรรมการวาดวยการปองกันสิทธิแรงงานอพยพและครอบครัว ÀҤỴ (¢ÍŒ ÷ù-øô) เนนยํ้าใหรัฐตองกําหนดกลไกภายใน เพื่อใหเปนไปตามความมุงหมายของอนุสัญญาฯตลอดจนการทาํ สนธสิ ญั ญาระหวา งรฐั เพอ่ื เออื้ ใหเ กดิ การปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ธรรมและคาํ นงึ ถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชนของแรงงานอพยพและครอบครัว ÀÒ¤à¡ŒÒ (¢ÍŒ øõ-ùó) กลาวถึงการลงนามเขาเปน ภาค,ี การมผี ลบังคบั ใช, การแกไ ข, การตง้ั และถอนขอสงวน,การบอกเลิกและการเกบ็ รกั ษาตนฉบับท้งั ๖ ภาษา¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z ตามอนสุ ญั ญาน้ี แรงงานขา มชาตทิ ไ่ี ดร บั ความคมุ ครอง หมายถงึ แรงงานขา มชาติ ซง่ึ ทาํ ถกู ตอ งตามกฎหมายเปน หลกั ทวาก็มคี วามมุงหมายทจ่ี ะทําใหปญ หาแรงงานขา มชาติทผ่ี ดิ กฎหมายหมดไป¡Ô¨¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเกี่ยวกับแรงงานอพยพและสมาชิกครอบครัวมาหน่ึงกรณี พรอมสาเหตุของปญหาน้ัน และเสนอแนะนโยบายเพ่ือแกไขปญหาดังกลา ว พรอมออกมานาํ เสนออธิบายหนาชน้ั เรียน

๕๙ ͹ØÊÞÑ ÞÒNjҴŒÇÂÊÔ·¸Ô¢Í§¤¹¾Ô¡ÒÃ(Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD)¢ŒÍÁÙÅ·ÑèÇä» : ๑๓ ธ.ค. ๒๐๐๖สมัชชาใหญส หประชาชาตริ ับรอง ๓ พ.ค. ๒๐๐๘มีผลบงั คับใช ๑๗๔ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๐)ประเทศทีเ่ ขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และบทบัญญตั ิ รวม ๕๐ ขอเนอ้ื หาประกอบดว ยÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ ภายใตอนุสัญญาฉบับนี้ “ผูพิการ” หมายถึง บุคคลที่บกพรองท้ังทางรางกาย จิตใจสตปิ ญญา หรอื ประสาทสัมผสั ในระยะยาว ซ่ึงกีดขวางการเขารวมกบั สังคมอยา งเต็มที่ ดงั นัน้ รฐั ภาคีจงึ มพี นั ธกรณที จี่ ะตอ งขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ติ อ ผพู กิ ารในทกุ รปู แบบ เพอื่ ใหผ พู กิ ารใชช วี ติ ไดอ ยา งปกตสิ ขุ “การเลอื กปฏบิ ตั เิ พราะเหตแุ หง ความพกิ าร” หมายถงึ ความแตกตา งกดี กนั หรอื การจาํ กดับนพื้นฐานความพิการซึ่งมีความมุงประสงคหรือสงผลใหเปนการเส่ือมเสียการใชสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขัน้ พืน้ ฐานรวมถึงการปฏิเสธการชว ยเหลือท่สี มเหตสุ มผล รัฐควรคํานึงถึงเด็ก และสตรีพิการเพ่ือประกันวาคนเหลาน้ีจะสามารถไดรับการปฏิบัติโดยคํานงึ ถงึ สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขน้ั พ้นื ฐาน ในเชิงโครงสรางสังคม รัฐตองกําหนดกฎหมาย มาตรการตางๆ ที่เหมาะสมเพื่อประกันการเขา ถึงและใชป ระโยชนใหแกผูพกิ าร สรางสภาพแวดลอ มทางกายภาพ เชน พฒั นาระบบคมนาคมขนสง ขอมูลขาวสารและการบริการสาธารณะใหเหมาะสม รัฐตองทําใหเกิดความเทาเทียมกันของคนพิการในทางกฎหมาย เพิ่มโอกาสในการศึกษา การเขาทํางาน รักษาพยาบาล ประกันสิทธิและโอกาสที่จะมีสวนรวมทางการเมือง การเขาถึงกระบวนยุติธรรม สวนในระดับปจเจกชนมงุ ใหคนท่ัวๆ ไปมเี จตคติทด่ี ีตอ ผูพกิ าร ¢ŒÍ¤ÇÃÌ٠: z ผูพิการในอนุสัญญานี้กินความหมายกวาง โดยหมายความรวมทั้งผูพิการทางจิตใจ และดา นพฒั นาการดวย z เพ่อื ใหผ ูพ กิ ารไดใชช วี ิตไดอ ยา งปกตสิ ขุ z เนนการลดอคติและสรางความเขาใจท่ีดตี อผพู ิการ¡Ô¨¡ÃÃÁ นสต. แบงกลุมๆ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิผูพิการมาหนึ่งกรณีพรอมสาเหตุของปญหานั้น และเสนอแนะนโยบายเพื่อแกไขปญหาดังกลาว พรอมออกมานําเสนออธบิ ายหนาชั้นเรียน

๖๐ Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒNjҴnj ¡ÒäŒÁØ ¤ÃͧÁãÔ ËŒºØ¤¤Å¶Ù¡ºÑ§¤ÑºãËŒÊÙÞËÒ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : ICPED)¢ŒÍÁÅÙ ·ÑèÇä» : ๒๐ ธ.ค. ๒๐๐๖สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๒๓ ธ.ค. ๒๐๑๐มผี ลบังคบั ใช ๕๓ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๕๙)ประเทศทเ่ี ขารวมเปนภาคี อารมั ภบท และเนอ้ื หาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๔๕ ขอเน้อื หาประกอบดวยÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ÀҤ˹è§Ö (¢ÍŒ ñ-òõ) ในทน่ี ้ี “การหายสาบสญู โดยถกู บงั คบั ” หมายถงึ การจบั กมุ กกั ขงั ลกั พาตวั หรอื การกระทาํในรูปแบบอื่นใดท่ีเปนการลิดรอนเสรีภาพโดยเจาหนาท่ีของรัฐ บุคคลหรือกลุมบุคคลซ่ึงดําเนินการโดยไดรบั การอนุญาต การสนับสนุน หรอื การยอมรับโดยปริยายของรฐั ตามอนุสัญญาน้ี ไมสามารถที่จะอางสถานการณพิเศษใดๆ ไมวาจะเปนภาวะสงครามหรือสถานการณฉุกเฉินก็ตาม ซ่ึงใชมาเปนขออางไดเลย ท่ีสําคัญรัฐจะตองออกกฎหมายกําหนดใหการบังคับใหหายสาบสูญเปน ความผิดตามกฎหมาย ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ òö-óö) วาดวยการจัดตั้ง และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวาดวยการหายสาบสูญโดยถูกบังคบั ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ó÷-ôõ) เก่ียวกับการลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลใชบังคับ, การแกไข, การระงับขอพิพาทและการเกบ็ รักษาตนฉบับทงั้ ๖ ภาษา¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : z ใหค วามสาํ คัญตอ การกระทําของเจาหนาท่รี ัฐ หรือกระทาํ ในนามของรัฐ ไมว าจะกระทําตอประชาชนภายในรัฐหรอื ทม่ี าจากรัฐอ่ืนกต็ าม¡Ô¨¡ÃÃÁ การบังคับใหบุคคลสูญหายถือเปนการกระทําท่ีละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางไรและใหเสนอมาตรการแกไ ขปญหานี้

๖๑ÊÃØ»ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ¢Í§¾Ñ¹¸ÐÊÞÑ ÞÒÃÐËNjҧ»ÃÐà·È´ÒŒ ¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹·é§Ñ ù ©ºÑº : z หามเลอื กปฏบิ ตั ิ (No discrimination) z เปนพันธะของรฐั ภาคที ่จี ะตอ งสงเสรมิ และปกปอ งคมุ ครองสทิ ธิ z รัฐมีหนาที่ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ นโยบายเพื่อสงเสริมตอการสรางสิทธิ ในแตละดา น z ขา ราชการในฐานะกลไกหนงึ่ ของรฐั จงึ ตอ งตอบสนองตอ เจตนารมณแ หง พนั ธะสญั ญา เหลาน้ีดว ยเชนกนั z การรองเรียนเพ่ือใหมีผลบังคับทางกฎหมายระหวางประเทศในกรณีรัฐละเมิด สิทธมิ นษุ ยชน ตองเปนการทีร่ ัฐไมแ กไ ขเยยี วยาเพราะถอื หลกั อธปิ ไตยของรฐั z ณ ปจจุบัน รัฐไทยเขารวมเปนภาคีและใหสัตยาบันสนธิสัญญาระหวางประเทศ ท่ีเก่ยี วขอ งกบั สทิ ธมิ นุษยชนจาํ นวน ๗ ฉบับ ไดแก ❍ อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of all forms of Racial Discrimination : ICERD) ❍ กตกิ าระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื ง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ❍ กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights : ICESCR) ❍ อนสุ ัญญาวา ดวยการขจัดการเลอื กปฏบิ ัตติ อสตรใี นทกุ รูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW) ❍ อนุสัญญาตอตานการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดราย ไรมนุษยธรรม หรอื ย่ํายศี กั ดิศ์ รี (Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT) ❍ อนสุ ัญญาวาดวยการสิทธิเดก็ (Convention on the Rights of the Child : CRC) ❍ อนสุ ญั ญาวา ดว ยสทิ ธขิ องคนพกิ าร (Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD)

๖๒ʋǹÊÃ»Ø ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)เปน เอกสารทางประวตั ศิ าสตรใ นการวางรากฐานดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนฉบบั แรกของโลกและเปน พน้ื ฐานของกฎหมายระหวา งประเทศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนทมี่ อี ยใู นปจ จบุ นั ปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเปน เพยี งขอตกลงหรือการใหคําม่ันสัญญาของประเทศตางๆ ท่ีรวมกันกําหนดขอปฏิบัติในการใหการคุมครองสทิ ธิมนษุ ยชน จึงไมม ีสภาพบงั คับ ดงั นั้น การไดรบั ความคมุ ครองในเรอ่ื งสทิ ธมิ นษุ ยชนของประชาชนในประเทศตา งๆ จึงมีความแตกตางกนั ประเทศท่ีใหความสาํ คัญและยดึ ถือตามคาํ ม่นั สัญญา กส็ งผลใหป ระชาชนในประเทศนนั้ ไดร บั การคมุ ครองทส่ี มบรู ณต ามทตี่ กลงไว สว นประเทศทไ่ี มใ หค วามสาํ คญัหรือไมยึดถือตามคํามั่นสัญญา ประชาชนของประเทศดังกลาวก็ไมไดรับการคุมครองที่สมบูรณตามขอ ตกลง ตอ มาองคก ารสหประชาชาตจิ งึ ไดก าํ หนดรปู แบบการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนในรปู ของกฎหมายระหวางประเทศวาดวยสิทธิมนุษยชน ซ่ึงมีสภาพบังคับในการปฏิบัติ จึงทําใหประชาชนของประเทศที่เปนสมาชิกสหประชาชาติที่อยูในสภาพบังคับของกฎหมายดังกลาว ไดรับการคุมครองในเร่ืองสิทธิมนุษยชนที่สมบูรณและเต็มท่ี ตอมาจึงไดมีการกําหนดการคุมครองสิทธิมนุษยชนท่ีมีสภาพบังคับในรปู ของขอ ตกลงระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชน ประเทศทเี่ ขา เปน สมาชกิ จะตอ งถอื ปฏบิ ตั ติ ามขอ ตกลงโดยเครง ครดั ถา ไมป ฏบิ ตั ติ ามกจ็ ะถกู ลงโทษ ปจ จบุ นั สหประชาชาตไิ ดม มี ตริ บั รองสนธสิ ญั ญาสิทธิมนษุ ยชนระหวา งประเทศ จาํ นวน ๙ ฉบับ ดังกลา วแลว àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §ÍÔ§ÊË»ÃЪҪÒμÔ : Ê¹Ñ μÀÔ Ò¾¡Ñº¡ÒþѲ¹Ò. เน่อื งในวาระครบรอบ ๕๐ ป ของการสถาปนาองคก าร สหประชาชาติ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพเทคนคิ , (๒๕๓๘) หนา ๘๐.Office of the high Commissioner for Human Rights, Human Rights A Basic Handbook for UN Staff. สบื คนเม่อื ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จาก http://www.mohchr.org/Documents/Publications/HRhandbooken.pdf.United Nations, Human Rights Day. สืบคน เม่ือ ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http://www.un.org/en/events/humanrightsday.UN Welcomes 193rd Member State, United Nations Regional Information Centre for Western Europe. สืบคน เมื่อ ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http://www.unric.org/en/latest-un-buzz/26841-un-welcomes-193rd- member-state.

๖๓ º··èÕ ôÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹ÃѰä·ÂÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. อธบิ ายสาระสําคญั ของรัฐธรรมนญู ทเี่ ก่ียวเน่อื งกบั ประเดน็ สทิ ธมิ นษุ ยชน ๒. อธิบายความสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการวางแนวทางพัฒนา คุมครองสทิ ธมิ นษุ ยชน ๓. อธบิ ายความสําคญั ขององคกรหลักในการคมุ ครองสทิ ธิมนุษยชนของรัฐไทย á¼¹¡ÒÃÊ͹»ÃÐจํา˹‹ÇÂÇªÔ Ò สิทธิมนษุ ยชน˹‹Ç·èÕ ô สทิ ธิมนุษยชนในรัฐไทยμ͹·Õè ๔.๑ พัฒนาการสทิ ธมิ นษุ ยชนของรฐั ไทย ๔.๒ รฐั ธรรมนญู ๔.๓ แผนสิทธิมนษุ ยชนแหง ชาติ ๔.๔ องคก รคมุ ครองสทิ ธิá¹Ç¤Ô´ ๑. เพื่อใหผูเรียนเขาใจถึงความเช่ือมโยงระหวางการเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับสากลท่ีสงผลตอการปรับตัวภายในประเทศเพื่อตอบสนองตอหลักการเร่ืองสทิ ธมิ นุษยชน ๒. เพอื่ ใหผ เู รยี นมคี วามรคู วามเขา ใจถงึ กลไกสาํ คญั ภายในประเทศในสว นทเี่ กย่ี วขอ งกบัการใหความคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชนÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ เมื่อ นสต. ไดเรียนรูหนวยที่ ๔ แลว นสต. สามารถ ๑. อธบิ ายสาระสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญที่เกี่ยวเน่ืองกับประเด็นสทิ ธิมนุษยชน ๒. อธิบายความสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการวางแนวทางพัฒนา คุมครองสิทธิมนษุ ยชน ๓. อธบิ ายความสําคัญขององคกรหลักในการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนของรฐั ไทย

๖๔¡¨Ô ¡ÃÃÁÃÐËNjҧàÃÂÕ ¹ ๑. ศึกษาเอกสารการสอน ตอนที่ ๔.๑-๔.๔ ๒. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามทไี่ ดร บั มอบหมายในเอกสารการสอนแตล ะตอนÊ×èÍ¡ÒÃÊ͹ ๑. เอกสารการสอน ๒. Power Point¡ÒûÃÐàÁÔ¹¼Å ประเมินผลจากมสี วนรว มและแสดงความคิดเห็น

๖๕ μ͹·èÕ ô.ñ ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¢Í§ÃѰä·ÂËÇÑ àÃÍè× § ๔.๑ พฒั นาการสิทธมิ นษุ ยชนของรัฐไทยá¹Ç¤Ô´ สําหรับประเทศไทยมีพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนที่สอดคลองไปกับความเปล่ียนแปลงของกระแสสิทธิมนุษยชนของโลกเชนเดียวกัน โดยมีชวงเวลาต้ังแตการเขาเปนสมาชิกองคการรักษาสันติภาพของโลก คอื สหประชาชาติ (United Nations) เปน จดุ สําคัญในการจัดระเบยี บรัฐใหเปน ไปตามหลักการสทิ ธิมนุษยชนสากลÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ เมอื่ นสต. ไดเรียนรูหนวยท่ี ๔.๑ แลว นสต. สามารถอธิบายพัฒนาการสิทธมิ นุษยชนของรัฐไทยไดอ ยางถูกตอง ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§Ã°Ñ ä·Â แมวาโดยรากฐานของแนวคิด “สทิ ธิมนษุ ยชน” จะมาจากฝากฝง โลกตะวันตกซ่ึงสามารถอธิบายยอนกลับไปไดถึงปรัชญาเกาแกในยุคกรีกอยางเร่ือง “สิทธิมนุษยชน” (Natural rights)ท่ีมองวา มนษุ ยทกุ คนมสี ทิ ธบิ างอยา งตดิ ตัวต้ังแตถอื กําเนิดข้นึ มา ดังท่ีอธบิ ายไวในบทท่ีหนง่ึ แนวคดิ“สิทธิธรรมชาติ” คอยๆ ไดรับการรับรูและขยายวงกวางตามชวงสมัยแหงพัฒนาการของสังคมโลกจนเหน็ ผลอยา งเปน รูปธรรม และไดพฒั นาสูค วามเปนสากลในปจ จบุ นั สําหรับประเทศไทยเองก็มีพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนที่คอนขางสอดคลองไปกับความเปลยี่ นแปลงของโลกเชน เดยี วกนั ถงึ กระนนั้ ตอ งเขา ใจกอ นวา ประเดน็ เรอ่ื ง “สทิ ธ”ิ ในประวตั ศิ าสตรไ ทยมีความเปนมายาวนาน แตเปนสิทธิที่ไดมาและมีอยูตามฐานะและยศถาบรรดาศักด์ิ ซ่ึงลักษณะเชนนี้มีฐานความคิดตางไปจากอุดมการณ “สิทธิมนุษยชน”อยางไรก็ดี พัฒนาการเร่ืองสิทธิในสังคมไทยมีมาตอเนื่อง โดยเฉพาะการรับรูในอุดมการณ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของกลุมคนรุนใหมที่มีอิทธิพลตอสังคม และใหความสําคัญกับกลุมสามัญชนมากข้ึน จึงเกิดการเรียกรองความเปล่ียนแปลงเชิงโครงสราง เพื่อเปล่ียนผานไปสูสังคมที่ใหความหมายตอสิทธิความเปนมนุษย๑แมจ ะยงั ไมมลี กั ษณะสมบรู ณต ามคติตะวนั ตก แตก ็ไดส รางความเปล่ียนแปลงแกสงั คมไทยอยไู มนอย๑ สรปุ จาก ธเนศ อาภรณสุวรรณ, กาํ เนดิ และความเปน มาของสทิ ธิมนษุ ยชน, (กรงุ เทพฯ: โครงการจดั พิมพคบไฟ, ๒๕๔๙), หนา ๑๕-๕๘.

๖๖ บทนี้มุงนําเสนอภาพความเปลี่ยนแปลงของ “รัฐไทย” ภายใตกระแสสิทธิมนุษยชนโลกโดยใชชวงเวลาต้ังแตการเขาเปนสมาชิกองคการรักษาสันติภาพของโลก คือ สหประชาชาติ(United Nations) เปนจุดเริ่มตนการอธิบาย๒ เนื่องดวยเปนชวงเวลาท่ีแนวคิดสิทธิมนุษยชนถูกกระจายไปในวงกวางและไดรับการรับรองในระดับนานาชาติ ประกอบกับการจัดทําสนธิสัญญาระหวา งประเทศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนหลายฉบบั ทปี่ ระเทศไทยเองไดเ ขา รว มเปน ภาคี ในสว นตอ ไปจงึ เนนพจิ ารณาผลการดําเนินการของรัฐไทยในการวางกรอบ กลไก กติกาภายในประเทศที่เปนการสง เสรมิสนับสนุน และปอ งกนั ไมใ หเกดิ การละเมดิ สิทธิมนษุ ยชนในดา นตา งๆ ตามหลักสากลเปน สําคัญ ¾²Ñ ¹Ò¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÃѰä·Â พัฒนาการความกาวหนาของสังคมมีผลตอการใหคุณคาตอ “คน” เปล่ียนผันไปเปนทท่ี ราบกนั ดีวา ในอดตี รัฐไทยมกี ารจัดวางชนช้นั ทางสังคมทีล่ ดหลั่นเหล่อื มลาํ้ เชน เจาขนุ มูลนายไพรทาส การขยับชนชั้นไมใชเรื่องงายเทากับยอมรับในชะตาชีวิตของตนเอง มโนทัศนเร่ือง “สิทธิ”ยังไมอยูในความรับรูของสงั คมคนสว นใหญ วาทกรรมเรื่อง “สิทธิของบุคคล” และ “สิทธิธรรมชาติ” เกิดในภายหลังเมื่อมีกลุมคนท่ีไดรับการศึกษาจากตะวันตก มีแนวคิดปฏิเสธระบบไพร และมีโลกทัศนสมัยใหมท่ีเปนวิทยาศาสตรมากข้ึน คนเหลานี้มักเขามาทํางานในแวดวงนักเขียน งานหนังสือพิมพ และในระบบราชการความเปล่ียนแปลงสําคัญเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยมาต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๔ เม่ือภูมิปญญญาแบบตะวันตกขยายวงกวา ง เกดิ การใหค ณุ คา บนฐานทเี่ ทา เทยี มแก “ปจ เจกบคุ คล” โดยมกี ฎหมายรบั รองอยา งชดั เจนตวั อยา งเชน เกดิ กฎหมายอาญา หากกระทาํ ผดิ ตอ งไดร บั โทษ เทยี บกบั กฎหมายเกา นนั้ ถา ผกู ระทาํ ผดิเปน บคุ คลในระดบั ชนั้ ยศหรอื มศี กั ดนิ าทส่ี งู กวา เชน มลู นายกระทาํ ตอ ทาสยงั ไมถ อื วา เปน การกระทาํ ผดิในทันใด๓ ราษฎรเริ่มตระหนักถึงบทบาทและความสําคัญของตนขึ้นเรื่อยๆ นําไปสูการบั่นทอนความเชอื่ เดมิ เรอื่ ง “ชาตกิ าํ เนดิ ” ทวี่ า คนเกดิ มามบี ญุ บารมไี มเ ทา กนั จงึ ตอ งกม หนา ยอมรบั ในชะตากรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ดวยตองปรับปรุงประเทศใหมีความเปนอารยะเพ่ือตอบโตการคบื คลานเขา มาของลทั ธจิ กั รวรรรดนิ ยิ ม หลายแนวคดิ ตามคตติ ะวนั ตกกลายเปน กระแสทก่ี อ ใหเ กดิการเปล่ียนแปลงตามมา เชน เปลี่ยนการพิจารณาคดีตามหลักจารีตมาสูการอางอิงหลักฐานและพยานมากขนึ้ ปองกนั ไมใ หเ จา หนา ทลี่ แุ กอ าํ นาจ๔๒ ประเทศไทยเขาเปน สมาชิกสหประชาชาตลิ ําดับที่ ๕๕ เมื่อวันท่ี ๑๖ ธนั วาคม ๒๔๘๙ ภายหลงั สหประชาชาตกิ อต้งั ๑ ป เหตุผลที่ใชในการเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติเปนจุดเร่ิมตนอธิบายสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เนื่องจากเปน ชวงเวลาท่ีสิทธิมนุษยชนถูกทําใหเปนประเด็นสากลและไดรับการกลาวถึงในระดับนานาชาติ ประกอบกับมีกลไกระดับ นานาชาติเกิดขึ้นมากมายเพื่อสนับสนุนแนวคิดน้ี กอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญน้ี ทําใหรัฐไทยตองปรับตัว และสรางความเปลย่ี นแปลงภายในรัฐอยางมากดวยเชน เดยี วกนั๓ ธเนศ อาภรณสุวรรณ, อางแลว หนา ๗๙-๘๓.๔ ธเนศ อาภรณสวุ รรณ, เพิง่ อา ง, หนา ๙๖-๙๙.

๖๗ การขยายตัวของแนวคิด “สิทธิมนุษยชน” ในกรณีของไทยในชวงแรกจึงเปนลักษณะของการตอตานหรอื ตองการลดทอนอํานาจรฐั เพ่ือใหกระจายอาํ นายลงสูป ระชาชนมากยิ่งขนึ้ เพอ่ื ใหราษฎรทุกคนมีสทิ ธิและเสรภี าพ และมฐี านะเปน เจาของประเทศรวมกัน ดงั ปรากฏชัดเจนในประกาศของคณะราษฎรฉบับท่ี ๑ เม่อื วนั ที่ ๒๔ มิถนุ ายน พ.ศ.๒๔๗๕๕ การปฏิวัติเปลี่นแปลงการปกครอง เม่ือ พ.ศ.๒๔๗๕ ถือเปนชวงเวลาสําคัญของสิทธิมนุษยชนไทย ทําใหราษฎรไดเขาถึงสิทธิเสรีภาพชนิดท่ีไมเคยมีมากอน ดังที่ระบุวา “...ราษฎรจะไดรบั ความปลอดภยั ทุกคนจะตอ งมีงานทาํ ไมตอ งอดตาย ทกุ คนจะมีสทิ ธเิ สมอกนั และมีเสรีภาพพนจากการเปนไพร เปนขา เปน ทาส พวกเจา ...” อยางไรก็ตาม การเปล่ียนแปลงขนานใหญของสังคมไทยตอประเด็น “สิทธิมนุษยชน”เกิดภายหลังการเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติแลว เพราะเทากับยอมรับในหลักการสําคัญของสหประชาชาติ นนั่ คือ การรกั ษาสนั ตภิ าพ ความสงบสุข และการเคารพในศกั ด์ศิ รคี วามเปน มนษุ ยทาํ ใหร ฐั ไทยตอ งปรบั ตวั และสรา งกลไกในประเทศเพอ่ื สอดคลอ งกบั เจตนารมณข ององคก รในฐานะชาติสมาชิก การประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration ofHuman Rights) เม่ือวนั ที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ เปนการทาํ ใหน ิยามสทิ ธิมนษุ ยชนทีค่ อนขา งเปนนามธรรมมีความชัดเจนย่ิงข้ึน แนวทางปฏิบัติของอนุสัญญาระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนหลายๆ ฉบับที่ออกตามมา ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติจากทั่วทุกมุมโลก รวมท้ังรัฐไทยท่ีเขารวมเปนภาคีจึงตองขอขยับขยายบทบาทในประเทศเพ่ือแสดงวาไดนําหลักการสิทธิมนุษยชนมาใชในทางปฏบิ ัติ นอกจากปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนแลว สนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศทเ่ี กย่ี วขอ งกับสิทธิมนุษยชนโดยการรับรองของสหประชาชาติฉบับสําคัญท่ีประเทศไทยเขารวมเปนภาคี และใหสัตยาบันมีจาํ นวนทง้ั ส้นิ ๗ ฉบับ ไดแ ก๕ ขา ราชการ ทหาร และพลเรอื นระดบั กลางจาํ นวน ๑๐๒ คน ในนามของ “คณะราษฎร” ไดท าํ การยดึ อาํ นาจจากพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู วั รชั กาลท่ี ๗ เพอ่ื เปลย่ี นแปลงการปกครองจากสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยไ ปสรู ะบอบประชาธปิ ไตย ระบอบ สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย ออกประกาศคณะราษฎรฉบบั ที่ ๑ และวางหลกั ๖ ประการ ดงั น้ี ๑. จะตองรักษาความเปนเอกราชท้งั หลายของประเทศไวใหมนั่ คง ๒. จะตอ งรกั ษาความปลอดภัยภายในประเทศ ๓. ตอ งบํารงุ ความสขุ สมบูรณของราษฎรในทางเศรษฐกิจ ๔. ตองใหราษฎรมสี ิทธิเสมอภาคกนั (ไมใ ชพวกเจา มสี ทิ ธยิ ิ่งกวา ราษฎรเชนที่เปนอยูน ี)้ ๕. จะตอ งใหร าษฎรไดมีเสรภี าพ มีความเปนอิสระ ๖. จะตองใหการศกึ ษาอยางเต็มทแ่ี กร าษฎร สรปุ จากธเนศ อาภรณสุวรรณ, หนา ๙๖-๙๙.

๖๘๑. อนุสญั ญาวาดว ยการขจดั การเลอื กปฏิบตั ติ อ สตรใี นทกุ รูปแบบ เปนภาคี ๙ ส.ค.๒๕๒๘ (Convention on the Elimination of All Forms of บงั คับใช ๘ ก.ย. ๒๕๒๘ Discrimination against Women : CEDAW)๒. อนุสัญญาวา ดว ยสทิ ธเิ ดก็ เปน ภาคี ๒๗ ม.ี ค. ๒๕๓๕ (Convention on the Rights of the Child : CRC) บงั คบั ใช ๒๖ เม.ย. ๒๕๓๕๓. กตกิ าระหวา งประเทศวา ดวยสิทธพิ ลเมอื งและสิทธิทางการเมอื ง เปน ภาคี ๒๙ ต.ค. ๒๕๓๙ (International Covenant on Civil and Political Rights : บังคบั ใช ๓๐ ม.ค. ๒๕๔๐ ICCPR)๔. กตกิ าระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธิ ทางเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม เปน ภาคี ๕ ก.ย. ๒๕๔๒ (International Covenant on Economic, Social and Cultural บงั คับใช ๕ ธ.ค. ๒๕๔๒ Rights : ICESCR)๕. อนสุ ัญญาวาดว ยการขจัดการเลอื กปฏิบัติทางเชอื้ ชาติ เปน ภาคี ๒๘ ม.ค. ๒๕๔๖ ในทกุ รูปแบบ บังคับใช ๒๗ ก.พ. ๒๕๔๖ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination : ICERD)๖. อนุสัญญาตอตานการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น เปนภาคี ๒ ต.ค. ๒๕๕๐ ทีโ่ หดรา ย ไรม นุษยธรรม หรือยา่ํ ยศี กั ดศ์ิ รี บงั คบั ใช ๑ พ.ย. ๒๕๕๐ (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT)๗. อนสุ ญั ญาวาดว ยสิทธขิ องคนพิการ เปนภาคี ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๑ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities บงั คบั ใช ๒๘ ส.ค. ๒๕๕๑ : CRPD) การเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติ และการเขารวมภาคีสนธิสัญญาระหวางประเทศขางตน การเขารวมประชุมระดับนานาชาติตางๆ ลวนเปนสวนสําคัญผลักดันใหมีความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศในประเดน็ ดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนในระดบั โครงสรา งหลายมติ ิ อาทิ บทบญั ญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู ,แผนสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาต,ิ การตรา แกไ ข และเพิ่มเตมิ กฎหมายหลายฉบับ เพื่อใหส อดคลองเปน ไปตามมาตรฐานสากลมากยิง่ ขึน้¡¨Ô ¡ÃÃÁ ประเทศไทยไดยอมรับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลในรูปแบบใด และสงผลตอประเทศอยางไรบา ง

๖๙ μ͹·èÕ ô.ò ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙËÇÑ àÃÍ×è § ๔.๒ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยá¹Ç¤´Ô รัฐธรรมนูญถือเปนกติกาสูงสุดของประเทศในการกําหนดกรอบนโยบาย กฎหมายกฎระเบยี บตา งๆ ดงั นน้ั เนอื้ หาและเจตนารมณแ หง รฐั ธรรมนญู จงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การสง เสรมิและสนบั สนนุ สทิ ธิมนษุ ยชนใหเปนรปู ธรรมÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ เม่ือ นสต. ไดเ รยี นรหู นว ยท่ี ๔.๒ แลว นสต. สามารถ อธิบายความสําคญั ของรัฐธรรมนญู ตอการสง เสรมิ แนวคดิ สทิ ธิมนษุ ยชน Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â หากถามวา “สทิ ธมิ นษุ ยชน” ไดร บั การรบั รองชดั แจง โดยกฎหมายทมี่ สี ถานะสงู สดุ เปน ครงั้ แรกเมื่อใดน้ัน คงตองหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ขึ้นมาพิจารณากอน จากน้ันจึงคอยกลาวถึงรัฐธรรมนูญฉบบั ป ๒๕๕๐ และรฐั ธรรมนูญฉบบั ปจจุบัน พ.ศ.๒๕๖๐ Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÙÞáË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõôð กาํ เนิดขึน้ บนแนวคดิ “ปฏริ ปู การเมือง” (Political reform) ประชาชนเขา มามสี วนรวมในกระบวนการยกรางรัฐธรรมนูญมากมายอยางท่ีไมเคยมีมากอน จนไดรับการกลาวถึงวาเปน“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” รัฐธรรมนูญฉบับนี้นับเปนรัฐธรรมนูญฉบับท่ี ๑๖ ของไทย ประกาศใชเมอื่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๐ มที ง้ั สน้ิ ๓๓๖ มาตรา ความโดดเดน ในดานสิทธิมนษุ ยชนของรัฐธรรมนญู ฉบับนี้ คอื ๑. คําปรารภมีขอความชัดเจนระบุวา “รัฐธรรมนูญฉบับน้ีมีสาระสําคัญเพื่อสงเสริมคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบอํานาจรฐั มากข้นึ ” ๒. ท่ีสําคัญมีการใชคําวา “ศักด์ิศรีความเปนมนุษย” (มาตรา ๔ หมวดท่ัวไป) อันเปนหลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชนเปนครั้งแรกในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย๖ จึงถือเปนเจตนารมณ๖ คําวาศักดิ์ศรีความเปนมนุษยถูกระบุคร้ังแรกในรัฐธรรมนูญคร้ังแรกของโลก คือ รัฐธรรมนูญเยอรมัน ซ่ึงมีประวัติศาสตร อันเจ็บปวดจากการเขนฆาชีวิตผูคนในชวงสงครามโลกครั้งท่ีสอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองส้ินสุด เยอรมันรางรัฐธรรมนูญ ฉบบั ๑๙๔๙ (หา ปใ หห ลงั จากสงครามสนิ้ สดุ ) ไดบ ทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑ วา ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ยเ ปน สงิ่ ทไี่ มอ าจลว งละเมดิ ได เปนภาระหนาท่ีของรัฐที่จะตองใหความเคารพและใหความคุมครองตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษย, บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธเิ สรีภาพ และศักด์ศิ รีความเปน มนษุ ย, (กรงุ เทพฯ : วญิ ูชน, ๒๕๕๘), หนา ๘๖-๘๗.

๗๐ของรฐั และเปน ขอ ผกู พนั ของรฐั ทจี่ ะตอ งใหค วามคมุ ครองตอ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ย พจิ ารณาเพมิ่ เตมิไดจากมาตรา ๒๖ บัญญัติวา “การใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกร ตองคํานึงถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพ...” ๓. ในสวนของเนื้อหามีการประกันสิทธิเสรีภาพใหมๆ ไวเปนจํานวนมาก รัฐธรรมนูญสง เสรมิ คมุ ครองเสรภี าพในดา นตา งๆ ของประชาชน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ สทิ ธมิ นษุ ยชนขนั้ พน้ื ฐานกาํ หนดใหช ายและหญิงมีสิทธิเทาเทยี มกัน (มาตรา ๓๐), สทิ ธใิ นกระบวนการยตุ ิธรรมมีเน้ือหาใหมๆ ทีบ่ รรจุเขา มา เชน ในคดอี าญาหา มจบั เม่อื ไมม ีหมายศาล และเจาหนา ทีต่ องนาํ ตวั ผถู ูกจับสงศาลภายใน ๔๘ชว่ั โมง (มาตรา ๒๓๗), ในคดอี าญาผตู อ งหาหรอื จาํ เลยยอ มมสี ทิ ธไิ ดร บั การสอบสวน หรอื พจิ ารณาคดีดวยความรวดเรว็ ตอเนอ่ื ง และเปนธรรม (มาตรา ๒๔๑) ๔. มีองคกรคุมครองสิทธิท่ีถูกท่ีถูกจัดตั้งข้ึนมาใหมจากรัฐธรรมนูญฉบับน้ี อาทิศาลปกครอง พิจารณาคดีพิพาทเน่ืองจากการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย การออกกฎ คําสั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย, ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยขอขัดแยงระหวางรัฐธรรมนูญกับกฎหมายอื่น,ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (ชื่อในขณะนั้น) พิจารณาและสอบสวนขอเท็จจริงเก่ียวกับการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่รัฐทุกระดับวาไมปฏิบัติตามกฎหมายหรือกอใหเกิดความเสียหายแกประชาชนโดยไมเปนธรรม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําท่ีเปนการละเมดิ สิทธิมนุษยธรรม Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÙÞáË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõõð รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่ผานกระบวนการออกเสียงประชามติ เมือ่ วันที่ ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๐ มีผลใชบงั คับเมอ่ื ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ รวมจํานวน ๓๐๙มาตรา เนอื้ หาโดยรวมสว นใหญย งั คงอา งองิ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ป ๒๕๔๐ ทวา มบี างสว นทไ่ี ดร บั การแกไ ขขนานใหญ ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ·èÕ¹‹Òʹã¨à¡ÂÕè Ç¡ºÑ àÃèÍ× §ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ©ºÑº¹Õé ä´áŒ ¡‹ ๑. “หมวดสทิ ธแิ ละเสรภี าพของชนชาวไทย” (หมวด ๓) นบั เปน หนงึ่ ในความเปลยี่ นแปลงใหญข องเนอื้ หาในรฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๕๐ โดยถกู แบง หมวดหมแู ยกประเดน็ สทิ ธแิ ละเสรภี าพออกเปน๑๓ สวน เพ่อื ใหช ดั เจนและงา ยตอ การทําความเขาใจของประชาชนท่ัวไป๗ ๒. รฐั ธรรมนญู นยี้ งั มกี ารบญั ญตั ศิ พั ทใ หมใ นเนอื้ หาเปน ครง้ั แรก ซงึ่ เกยี่ วโยงและสง เสรมิหลกั ปฏบิ ตั เิ พอ่ื คมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนอยอู ยา งมาก เชน คาํ วา “หลกั นติ ธิ รรม” (มาตรา ๓, มาตรา ๗๘)และคาํ วา “หลักธรรมาภบิ าล” (มาตรา ๗๔, มาตรา ๘๔)๗ เชน หมวด ๓ สทิ ธเิ สรีภาพของชนชาวไทย แบง ออกเปน ๑๓ สว น เรม่ิ จาก บททัว่ ไป (มาตรา ๒๖-๒๙), ความเสมอภาค (มาตรา ๓๐-๓๑), สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล (มาตรา ๓๒-๓๘), สิทธิในกระบวนการยุติธรรม (มาตรา ๓๙-๔๐), สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ (มาตรา ๔๑-๔๒), สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการประกอบอาชพี (มาตรา ๔๓-๔๔), เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ของบุคคลและส่ือมวลชน (มาตรา ๔๕-๔๘), สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา (มาตรา ๔๙-๕๐), สิทธิและเสรีภาพในการ ไดร บั การบรกิ ารสาธารณสขุ และสวสั ดกิ ารจากรฐั (มาตรา ๕๑-๕๕), สทิ ธใิ นขอ มลู ขา วสารและการรอ งเรยี น (มาตรา ๕๖-๖๒), เสรภี าพในการชุมนมุ และสมาคม (มาตรา ๖๓-๖๕), สทิ ธิชุมชน (มาตรา ๖๖-๖๗), สทิ ธพิ ทิ กั ษรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๖๘-๖๙) เปน ตน

๗๑ ๓. มกี ารระบปุ ระเดน็ สทิ ธเิ สรภี าพใหมๆ เขา มาในรฐั ธรรมนญู ดว ย เชน มาตรา ๕๕ ระบวุ าบุคคลซึ่งไรที่อาศัยและไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ยอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลือท่ีเหมาะสมจากรัฐ, ใหสิทธิอํานาจแกพลเมืองมากข้ึน เชน มีการเปดโอกาสใหประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน เขาชื่อเพื่อเสนอขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญได ตามมาตรา ๒๙๑ และลดจํานวนเพื่อมีสิทธิเสนอชื่อแกไขกฎหมายลงเหลอื จาก ๕๐,๐๐๐ ชอื่ เหลอื เพียง ๑๐,๐๐๐ คน ดงั ระบุในมาตรา ๑๖๓ Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â©ººÑ ªÇèÑ ¤ÃÒÇ ¾Ø·¸È¡Ñ ÃÒª òõõ÷ มเี พียง ๔๘ มาตรา บทบญั ญตั วิ า ดวยสิทธเิ สรีภาพ และประเดน็ เกยี่ วกบั สทิ ธิมนษุ ยชนถกู กาํ หนดไวใ นมาตรา ๔ มาตราเดยี ว โดยมีขอ ความวา “ภายใตบ งั คับบทบัญญัติแหงรฐั ธรรมนญู นี้ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ย สทิ ธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาท่ชี นชาวไทยเคยไดรบั การคมุ ครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและตามพันธกรณีระหวางประเทศท่ีประเทศไทยมีอยูแลว ยอมไดรับการคุมครองตามรัฐธรรมนูญนี้”เนื่อหาที่เก่ียวของกับสิทธิเสรีภาพจึงถูกลดทอนลงเปนอยางมาก และถูกผนวกรวมใหเหลือเพียงมาตราเดยี วเทา นน้ั ซึ่งยอมกอใหเ กิดความคลุมเครือในการใชการตีความได แตถ ึงกระนั้น รฐั กต็ อ งใหความใสใจตอสิทธิมนุษยชนขั้นพ้ืนฐาน และยืนยันดวยลายลักษณอักษรวาพันธกรณีระหวางประเทศดา นสทิ ธิมนษุ ยชนท่ีไทยเคยเขารวมยังจะตองไดร ับความคมุ ครองตอไป Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â ¾·Ø ¸È¡Ñ ÃÒª òõöð รัฐธรรมนญู ฉบับที่ ๒๐ ของประเทศไทยทีผ่ า นการลงประชามตเิ หน็ ชอบรางรฐั ธรรมนญูที่รางขึ้นโดยคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และมีผลประกาศใชเมื่อ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ดว ยเน้ือหาทั้งสน้ิ จาํ นวน ๒๗๙ มาตรา ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ·Õè¹Ò‹ ʹã¨à¡èÕÂÇ¡ºÑ àÃÍè× §ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ©ººÑ ¹Õé ä´áŒ ¡‹ ๑. ระบุหลกั การสําคัญของสทิ ธมิ นษุ ยชน ไวใ นมาตรา ๔ ซึ่งระบุวา “ศักดศิ์ รคี วามเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง ปวงชนชาวไทยยอมไดร บั ความคุมครองตามรฐั ธรรมนูญเสมอกนั ” ๒. ประเด็นสิทธิเสรีภาพถูกกําหนดไวใน หมวด ๓ “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย” มาตรา ๒๕-๔๙ ซึ่งระบุถึงสิทธิเสรีภาพในหลายๆ ดาน อาทิ ความเสมอภาคทางเพศ,สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย, สิทธิในกระบวนการยุติธรรม, เสรีภาพในการนับถือศาสนา,สิทธิในความเปนสวนตวั , เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น, เสรีภาพของสอื่ , เสรีภาพในการเดนิ ทาง,เสรภี าพในการประกอบอาชีพ, สทิ ธิชุมชน, เสรีภาพในการชุมชน, สทิ ธิผูบรโิ ภค เปน ตน ๓. ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แมจะมีการใหสิทธิเสรีภาพแกประชาชนแตก็กํากับการใชสิทธิเสรภี าพน้ันดวยคาํ วา “ตองไมเปนปฏปิ กษตอ หนา ท่ีของปวงชนชาวไทย”

๗๒ μ͹·Õè ô.ó á¼¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔËÇÑ àÃ×èͧ ๔.๓ แผนสิทธิมนุษยชนแหง ชาติá¹Ç¤Ô´ การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติเกิดจากการเขารวมประชุมเวทีระดับโลกวาดวยสทิ ธมิ นษุ ยชนทจ่ี ดั ขน้ึ ในกรงุ เวยี นนา เมอื่ ป ๒๕๓๖ การประชมุ นสี้ ง ผลใหบ รรยากาศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนเบงบาน แผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติจึงเปนขอกําหนดใหหนวยงานรัฐเรงสรางมาตรการสงเสริมสทิ ธมิ นษุ ยชนÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤ เม่อื นสต. ไดเรยี นรูหนวยที่ ๔.๓ แลว นสต. สามารถ อธิบายความสําคัญและสาระสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการสงเสริมแนวคิดสิทธิมนษุ ยชน á¼¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹áË‹§ªÒμÔ การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติเกิดจากการเขารวมประชุมเวทีระดับโลกวาดวยสทิ ธมิ นษุ ยชนทจี่ ดั ขนึ้ ในกรงุ เวยี นนา เมอื่ ป ๒๕๓๖ การประชมุ นส้ี ง ผลใหบ รรยากาศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนเบง บาน พรอ มความหวงั วา ความขดั แยง จนนาํ ไปสคู วามสญู เสยี จากสงครามโลก ตามดว ยสงครามเยน็ท่ีเพิ่งจะส้ินสุดลงจะไมเกิดข้ึนอีก รูปธรรมจากผลการประชุมคือ การประกาศ “ปฏิญญาเวียนนา”(Vienna Declaration) สาระสาํ คญั ของปฏญิ ญาดงั กลา วเนน ถงึ ความจาํ เปน ในการสรา งอนาคตรว มกนับนพนื้ ฐานของความเปน มนษุ ยชาตทิ ม่ี คี วามหลากหลาย นอกจากนยี้ งั มขี อ กาํ หนดใหร ฐั ตา งๆ พจิ ารณาจดั ทํารางแผนปฏิบัตกิ ารแหงชาตดิ านสทิ ธิมนุษยชนของประเทศตนเองขึ้นดวย á¼¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ ©ººÑ ·èÕ ñ (¾.È. òõôô-òõôø) ประเทศไทยไดดําเนินการจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติข้ึนเปนคร้ังแรกในป ๒๕๔๓ใชเปนแผนแมบทในการดําเนินนโยบายดานการสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนของภาครัฐรวมถึงแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนใหเปนไปตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็คํานึงถึงความเหมาะสมของสังคมไทยดวย โดยในการจัดทําแผนฯ ไดนําปจจัยพ้ืนฐานทางสังคม วัฒนธรรมตลอดจนสภาพปญหาในประเทศมาพิจารณาประกอบ ท้ังนี้ คณะรัฐมนตรีไดใหความเห็นชอบแผนฉบบั ดังกลา ว เม่ือวนั ที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๔๓ เพ่อื ใหม ีผลใชบ งั คบั ระหวา งป ๒๕๔๔-๒๕๔๘๘๘ แมตามแผนจะครอบคลมุ ระยะเวลา ๔ ป แตกถ็ ูกใชต อเน่อื งในชวงระหวางทก่ี ระบวนการจดั ทําแผนฉบับที่ ๒ ยังไมแลวเสร็จ

๗๓ แผนสิทธิมนุษยชนแหง ชาตฉิ บบั แรกน้ีประกอบดว ยแผนคมุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน ๑๑ ดา นคือ การศึกษา, วัฒนธรรม, อาชีพ, สาธารณสุข, ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม, ที่อยูอาศัย,สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุม, การไดรับขอมูลขาวสารของราชการ, สิทธิเสรีภาพดานสื่อมวลชน,การเมืองการปกครอง และศาสนา ครอบคลุมกลุมเปาหมาย ๒๐ กลุม โดยพิจารณากลุมผูดอยโอกาสท่ีมีโอกาสสูงท่ีจะถูกลวงละเมิดสิทธิไดงาย ไมวาจะเปนเด็ก, สตรี, ผูสูงอายุ, คนพิการ,ผูปวย, ผูติดเชื้อเอชไอวี/ผูปวยเอดส, ชนกลุมนอย, คนตางดาว, ผูหนีภัย, คนไรสัญชาติ, คนจน,ผใู ชแรงงาน, เกษตรกร, ผูบริโภค, ผปู ฏิบตั ิงานดา นสิทธิมนษุ ยชน, ผตู อ งคุมขัง, ผพู นโทษ, ผเู สยี หายในคดอี าญา, ชุมชน และผรู บั บริการสงเคราะหจากรฐั โดยหนว ยงานภาครฐั ในทุกระดบั ทง้ั สวนกลางสวนภมู ิภาค และทองถน่ิ รวมถงึ รัฐวสิ าหกจิ องคกรอสิ ระตา งๆ สถาบันอุดมศึกษา มีหนา ที่นําแผนน้ีไปปฏบิ ัติ á¼¹ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ ©ºÑº·èÕ ò (¾.È.òõõò-òõõö) การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเสมือนการคอยๆ เรียนรูและปรับตัวเพ่ือใหแผนฉบับตอมามีความเหมาะสม และมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน มีความเปนไปไดมากข้ึนซึ่งในแผนฉบับแรกน้ันไมไดกําหนดกลยุทธเชิงปฏิบัติการแตอยางใด การจัดทําแผนฉบับน้ีจึงเปนการระดับความคิดเห็น เนนการมีสวนรวมจากภาคสวนตางๆ โดยนําเจตนารมณของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน และสนธิสัญญาระหวางประเทศทั้ง ๗ ฉบับ ท่ีไทยเขารวมเปนภาคีเปนกรอบจัดทําแผนฯ เพื่อเปาหมายสูงสุดคือ “สรางสังคมแหงการเคารพศักด์ิศรีความเปนมนุษย” สังคมตองรวมกันปกปองสงเสริมไมใหมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงมีมาตรการเยียวยาแกผูถูกละเมิดสทิ ธพิ น้ื ฐานของความเปน มนุษย ซึง่ คณะรัฐมนตรีมมี ติใหความเห็นชอบเมอื่ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ แผนสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติฉบับท่ี ๒ กําหนดใหม ี ๔ ยทุ ธศาสตร คอื ปอ งกัน, คุมครอง,พัฒนากฎหมาย และพัฒนาเครือขา ย ˹èÖ§ ÂØ·¸ÈÒÊμÏ´ŒÒ¹¡Òû‡Í§¡Ñ¹ ์¹ãËŒ¤ÇÒÁÃÙŒ จัดอบรมดานสิทธิมนุษยชนยังกลุมตางๆ ในสังคมจากยุทธศาสตรน เ้ี องทีท่ าํ ใหห วั ขอ สิทธิมนษุ ยชนถูกกําหนดอยูในหลกั สูตรของสถาบนัการศกึ ษาและหลกั สตู รอบรมตา งๆ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ สาํ หรบั เจา หนา ทข่ี องรฐั ยทุ ธศาสตรด า นการปอ งกนัยงั เนน การสรา งชอ งทางส่ือสารเพอื่ รวมปอ งกันการละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชนอีกดว ย Êͧ Â·Ø ¸ÈÒÊμô ÒŒ ¹¡ÒäÁŒØ ¤Ãͧ เนน ใหห นว ยงานรฐั บรกิ ารประชาชนโดยอยบู นพน้ื ฐานของหลักการสิทธิมนุษยชน หนวยงานรัฐตองมีชองทางรองเรียนเม่ือเกิดการละเมิดข้ึน และท่ีสําคัญรวมกันทํางานเพื่อเยียวยา ชวยเหลือ ฟนฟูผูซ่ึงไดรับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิความเปนมนุษยความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเห็นชัดเจนจากการกําหนดยุทธศาสตรขอน้ี คือ หนวยงานภาครัฐใหบริการบนพ้ืนฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนมากข้ึนเพื่อสรางความเสมอภาค และเทาเทียม ยกตัวอยางเชน การกําหนดใหหนวยงานรัฐทําทางข้ึนสําหรับผูพิการ, การลดหยอนคาโดยสารของบริษัทขนสงแกผสู งู อายุ-ผพู กิ าร, การมชี องทางรองเรียนของหนวยงานตางๆ

๗๔ ÊÒÁ ÂØ·¸ÈÒÊμÏ´ŒÒ¹¡ÒþѲ¹Ò¡®ËÁÒ ปรับปรุงแกไขกฎหมายใหสอดคลองกับสิทธิและเสรีภาพตามท่ีกําหนดในรัฐธรรมนูญไทย และเปนไปตามเจตนารมณแหงพันธะสัญญาระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนท่ีไทยรวมลงนาม โดยอาศัยการรวมแสดงความคิดเห็นของประชาชนกลุม ตางๆ ยุทธศาสตรน ย้ี ังมุง ใหเ กดิ การบงั คับใชกฎหมายอยา งเปน ธรรมอกี ดวย ÊèÕ Â·Ø ¸ÈÒÊμô ÒŒ ¹¡Òþ²Ñ ¹Òà¤ÃÍ× ¢Ò‹  สง เสรมิ การมสี ว นรว มและพฒั นาเครอื ขา ยภาครฐัเอกชนและประชาชน ทง้ั ในระดบั ประเทศและระดับชาตใิ นการปกปองคุมครองสง เสรมิ สิทธมิ นษุ ยชนใหครอบคลุมทุกพื้นที่ พัฒนาบุคลากรใหมีความรูทักษะในการปกปองคุมครองสิทธิดานตางๆและพฒั นาองคค วามรดู า นสทิ ธมิ นษุ ยชนในบรบิ ทของสงั คมไทย โดยเฉพาะเจา หนา ทร่ี ฐั ตอ งเขา ใจพน้ื ฐานทางดา นวถิ ชี ีวติ และวัฒนธรรมทีแ่ ตกตาง เพ่ือมิใหล ว งละเมิดสิทธเิ สรภี าพของประชาชน á¼¹ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ ©ºÑº·Õè ó (¾.È.òõõ÷-òõöñ) ขณะนี้ประเทศไทยอยูในชวงของการใชแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ฉบับท่ี ๓ซง่ึ คณะรฐั มนตรใี หค วามเหน็ ชอบ และประกาศใชเ มอื่ วนั ท่ี ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗ เปา หมายสาํ คญั คอืทําใหส งั คมไทย “เปนสังคมท่สี ง เสรมิ สิทธิ เสรภี าพ และความเทา เทยี ม โดยคํานงึ ถึงศักดศิ์ รคี วามเปนมนุษย เพ่อื นําไปสูสงั คมสันติสขุ ” โดยครอบคลมุ ประเดน็ สิทธมิ นษุ ยชน ๑๑ ดาน ไดแก สาธารณสขุ ,การศึกษา, เศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม, ที่อยูอาศัย, วัฒนธรรมและศาสนา,ขอ มลู ขา วสาร ขา วสารเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร, ขนสง , การเมอื งการปกครอง, กระบวนการยุติธรรม, ความม่ันคงทางสังคม และมีกลุมเปาหมาย ๑๕ กลุม ไดแก ผูตองหา/ผูตองขัง,ผพู นโทษ, ผตู องหาคดียาเสพตดิ , เหยื่อ/ผเู สยี หาย, ผูต ดิ เช้ือ HIV/เอดส, ผใู ชแรงงาน, คนจน/ผไู ดร บัผลกระทบจากการพฒั นา, เกษตรกร, ผสู งู อาย,ุ เดก็ และเยาวชน, สตรี, คนพิการ, ผูไรร ัฐ ชาติพันธุและกลุมผูแสวงหาท่ีพักพิงหรือผูหนีภัยการสูรบ, ผูไดรับผลกระทบจากสถานการณความรุนแรงและกลมุ หลากหลายทางเพศ/อตั ลักษณท างเพศ ตัวอยางท่ีเปนรูปธรรมหนึ่งอันเปนผลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ คือ การตั้ง“กรมคมุ ครองสิทธิและเสรภี าพ” ข้นึ ในสงั กดั กระทรวงยุตธิ รรม เมอ่ื ป ๒๕๔๕ มีภารกิจหลกั เกยี่ วกบัการดูแลสิทธิและเสรีภาพท่ีประชาชนพึงไดรับตามกฎหมาย โดยการจัดวางระบบและสงเสริมใหประชาชนมีความรูเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนการดําเนินการใหพยาน ผูเสียหายและจาํ เลยในคดีอาญาไดรบั การคุม ครองชวยเหลอื เยียวยาในเบ้อื งตน อกี ทง้ั ยงั นาํ ไปสกู ารตรา “พระราชบญั ญตั กิ องทนุ ยตุ ธิ รรม พ.ศ.๒๕๕๘” ตงั้ กองทนุ ยตุ ธิ รรมข้ึนมาชวยเหลือผูขาดโอกาสทางทุนทรัพยในการตอสูคดี เชน คาใชจายทนาย คาธรรมเนียมศาลและการใชเงินจากกองทนุ เปน หลกั ทรพั ยในการประกนั ตวั ๙๙ รายงานผลการปฏิบัติงานของกองทุนยุติธรรม ประจําป ๒๕๕๘ พบวามีผูยื่นคําขอรับความชวยเหลือ ๔,๕๔๒ ราย จายเงินชวยเหลือไปแลว ๓,๖๒๕ ราย เปนเงิน ๑๗๖,๕๑๒,๙๖๔ บาท กวารอยละ ๘๐ ใชเพื่อเปนเงินประกันตัว โดยคดลี ักทรพั ย, บุกรกุ และพยายามฆา มีผูย่ืนขอเงนิ ชวยเหลือมากเปน สามอนั ดบั แรก กรุงเทพฯ และจงั หวดั ในภาคกลาง ย่นื คาํ ขอมาเปน ลาํ ดบั ตนๆ

๗๕ μ͹·Õè ô.ô ͧ¤¡Ã¤ØŒÁ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸ÔËÇÑ àÃÍè× § ๔.๔ องคกรคุมครองสิทธิá¹Ç¤´Ô ๑. การเกิดขึ้นขององคกรใหมๆ ในภาครัฐท่ีภารกิจรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงอยางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตลอดจนองคกรอ่ืนที่มีบทบาทเก่ียวเนื่อง ไดแกผูตรวจการแผนดิน, ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ซ่ึงท้ังสี่องคกรคือผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปพ.ศ.๒๕๔๐ และทาํ หนาท่ีตอ เน่อื งมาจนปจ จบุ นั ๒. องคกรตางๆ เหลาน้ีลวนมีเปาหมายสําคัญนั่นคือ การปกปองและคุมครองสิทธิเสรีภาพพน้ื ฐานของพลเมอื งÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤ เม่ือ นสต. ไดเรยี นรูหนวยที่ ๔.๔ แลว นสต. สามารถ ๑. อธิบายความสําคัญขององคกรคมุ ครองสทิ ธใิ นประเทศไทยไดอ ยางถูกตอ ง ๒. อธิบายหนา ทข่ี ององคก รคุมครองสิทธิไดอ ยางถูกตอง ͧ¤¡Ã¤ØÁŒ ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸Ô ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องสิทธิมนุษยชนท่ีไมกลาวถึงไมได คือ การเกิดขึ้นขององคกรใหมๆ ในภาครัฐที่ภารกิจรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง อยางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตลอดจนองคก รอนื่ ทมี่ บี ทบาทเกย่ี วเนอื่ ง ไดแ ก ผตู รวจการแผน ดนิ , ศาลปกครอง และศาลรฐั ธรรมนญูซง่ึ ทง้ั สอี่ งคกรคือ ผลจากรัฐธรรมนญู ฉบับป พ.ศ.๒๕๔๐ และทําหนา ที่ตอ เน่อื งมาจนปจจบุ ัน ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ๑๐ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหงชาตเิ ปน “องคก รอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนญูพ.ศ.๒๕๔๐) และเปลยี่ นฐานะเปน “องคกรอ่นื ” ตามรัฐธรรมนูญ (รฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๕๐)๑๐ ตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๔๐ กําหนดใหค ณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวยประธาน ๑ คน และกรรมการอ่ืนอีก ๑๐ คน มีวาระ ๖ ป ดํารงตําแหนงไดวาระเดียว คณะกรรมการชุดแรกมีศาสตราจารยเสนห จามรกิ เปนประธาน (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔-๒๔ มิถนุ ายน ๒๕๕๒) ดว ยผลพวงของการรัฐประหารเม่ือวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะกรรมการชุดแรกจงึ ยงั คงไดทาํ หนาทต่ี อ ไปจนเกนิ กวา วาระท่กี าํ หนด คณะกรรมการชุดที่สองจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ซ่ึงลดจํานวนคณะกรรมการลง โดยใหมีประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการอ่นื อกี ๖ คน มศี าสตราจารยอมรา พงศาพชิ ญ เปนประธาน (๒๕ มถิ นุ ายน ๒๕๕๒-๑๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๘) คณะกรรมการชุดท่ีสามซ่ึงเปนชุดปจจุบัน ตั้งข้ึนภายหลังประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๔๘/๒๕๕๗ ลงวนั ท่ี ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรอ่ื ง การสรรหาบคุ คลเพอื่ ดาํ รงตาํ แหนง แทนตาํ แหนง ทวี่ า ง มนี ายวสั ตงิ สมติ ร เปน ประธาน (๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘-ปจ จุบนั ) สรุปขอมูลจากเว็บไซตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ, สืบคนเมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.nhrc. or.th/AboutUs/The Commission/Profiles-of-Commissioners.aspx?str=1

๗๖ อํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐(มาตรา ๒๐๐) ไดแ ก ๑. ตรวจสอบการกระทําท่ีเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหวางประเทศเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคี จึงมีขอบขายของงานคุมครองสิทธิมนุษยชนที่คอนขางกวา งขวางท้งั ระดบั ปจเจกบุคคล และระดบั กลุม ทง้ั ในภาครัฐและเอกชน ๒. เผยแพรค วามรดู า นสทิ ธมิ นษุ ยชน และจดั ทาํ รายงานประจาํ ปเ พอ่ื ประเมนิ สถานการณดา นสทิ ธิมนษุ ยชนภายในประเทศและเสนอตอรฐั สภา ๓. เสนอแนะมาตรการแกไขปญหา เชน เสนอปรับปรุงกฎหมาย กฎหรือขอบังคับท่ีกระทบตอสิทธิมนุษยชน อยางไรก็ดี คณะกรรมการสิทธิฯ ไมมีอํานาจในการส่ังการ เปนเพียงองคกรที่จัดทํารายงานปญ หาและเสนอแนะแนวทางไปยังหนว ยงานตา งๆ (Recommendations) ใหแกไ ขปรับปรงุหากหนว ยงานไมแ กไ ขตามขอ เสนอแนะกเ็ พยี งแตล ดทอนชอ่ื เสยี งของหนว ยงานลงเทา นนั้ จงึ มคี าํ กลา วถงึคณะกรรมการสิทธฯิ วา แทจ ริงแลว เปนเพียง “เสือกระดาษ” ดวยเหตุน้ี รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ จึงมีการเพ่ิมเติมอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการสทิ ธฯิ (มาตรา ๒๕๗) ประเดน็ ท่สี าํ คัญๆ มดี ังน้ี ๑. สามารถสงเรื่องที่มีผูรองเรียนตอไปยังศาลรัฐธรรมนูญหากเห็นวาบทบัญญัติแหง กฎหมายใดกระทบตอ สทิ ธมิ นุษยชน ๒. สามารถสงเรอ่ื งท่มี ผี ูรอ งเรยี นตอ ไปยงั ศาลปกครอง กรณีกฎ คาํ ส่งั หรือการกระทําอนื่ ใดในทางปกครองกระทบตอ สิทธิมนษุ ยชน ๓. สามารถฟองคดตี อศาลยตุ ธิ รรมแทนผเู สียเสียได เมือ่ มกี ารรอ งขอ หลงั จากรฐั ธรรมนญู ๒๕๕๐ สนิ้ สดุ ลง และยงั ไมม รี ฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหมม ากาํ หนดบทบาทหนาทีข่ องคณะกรรมการสทิ ธิฯ ปจ จบุ นั คณะกรรมการสิทธฯิ จงึ มีหนา ที่หลักที่ยดึ ตามพระราชบญั ญัติคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ทาํ งานดา นการตรวจสอบการละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน,การเสนอแนะมาตรการแกไ ข, สง เสรมิ ความรคู วามเขาใจและจัดทํารายงานดานสิทธิมนษุ ยชน๑๑ ดวยเหตุดังกลาวขางตน แมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะยังคงดํารงอยู แตหนาที่ในการเสนอเร่ืองพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง และการฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสยี หาย ตามทรี่ ัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ใหอาํ นาจไวจึงเปนอนั ส้นิ สดุ ลงตามรัฐธรรมนญู ดว ย๑๑ แนวทางลาสดุ สําหรับการปฏบิ ตั หิ นาทีข่ องคณะกรรมการสิทธฯิ ในปจ จุบนั ไดยึดตามประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ฉบับท่ี ๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรอ่ื ง การสิน้ สุดของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สน้ิ สุดลง ยกเวน หมวด ๒ และใหอ งคกรอิสระและองคก รอ่นื ตามรฐั ธรรมนญู พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ยงั คงปฏิบตั ิหนาท่ี ตอไป

๗๗¢ŒÍ¤ÇÃÌ٠: z เรื่องท่ีรองเรียนตอคณะกรรมการสิทธิฯ ตองไมใชเร่ืองท่ีการฟองรองเปนคดีอยูในศาลหรอื ทีศ่ าลพพิ ากษาหรือมีคาํ สัง่ เด็ดขาดแลว z สามารถรองเรียนท้ังทางหนังสือ หรือวาจา โดยย่ืนเร่ืองรองเรียนไดดวยตนเอง หรือสงไปรษณียมายังสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือใหองคการดานสิทธิมนุษยชนดาํ เนินการแทนกไ็ ด นับต้ังแตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติเริ่มปฏิบัติหนาที่เมื่อป พ.ศ.๒๕๔๔จนถึงปจจุบัน ไดทําหนาท่ีเปนกลไกในการแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนใหแกผูถูกลวงละเมิดมาอยางตอเน่ือง เร่ืองรองเรียนสวนใหญเปนเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม, สิทธิในทรัพยสินและสิทธสิ ว นบคุ คล ตามลาํ ดับ๑๒ แมตลอดหลายปท่ีผานมา ความเช่ือมั่นของประชาชนตอการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสทิ ธฯิ จะลดลงโดยเมอื่ เปรยี บเทยี บกบั องคก รอสิ ระอนื่ แลว คณะกรรมการสทิ ธฯิ ถกู จดั อนั ดบัความนา เชอื่ ถอื ใหอ ยใู นลาํ ดบั ทา ยๆ๑๓ หรอื แมโ ดยตวั องคก รเองจะไมส ามารถสงั่ การใหห นว ยงานอน่ื ใดปฏิบัติตาม แตขอเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติก็กอใหเกิดความเปล่ียนแปลงไมนอยตอ หนวยงานทีเ่ กยี่ วขอ ง¼ÙŒμÃǨ¡ÒÃá¼¹‹ ´¹Ô ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (Ombudsman) ไดรับการจัดตั้งครั้งแรกเม่ือปพ.ศ.๒๕๔๓ ในฐานะ “องคก รอสิ ระ” ตามรฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๔๐๑๔ และเปลย่ี นชอ่ื เปน “ผตู รวจแผน ดนิ ”เมอื่ มีการประกาศใชรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ในยุคแรก หนาท่ีสําคัญของผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐)ไดแ ก ๑. พจิ ารณาสอบสวนขอ เทจ็ จรงิ กรณกี ารไมป ฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย หรอื ปฏบิ ตั นิ อกเหนอือาํ นาจหนาที่ตามกฎหมายของขา ราชการ พนักงาน หรอื ลกู จา งของหนวยราชการ หนว ยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการสวนทอ งถิ่น๑๒ คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาต,ิ “สถิตเิ รื่องรองเรยี น,” สบื คนเม่อื ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.nhrc.or.th/ NHRCT-Work/Statustical-information/Statistical-information-on-complaints/Yearly-(๒๕๔๘-Now).aspx๑๓ ผลการสาํ รวจความเชอ่ื มน่ั ตอ การทาํ งานขององคก รอสิ ระโดยสถาบนั พระปกเกลา เมอ่ื ป พ.ศ.๒๕๕๗ พบวา องคก รทปี่ ระชาชน เช่ือมั่นมากที่สุดเรียงตามลําดับคือ ศาลยุติธรรม รองลงมา คือ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผูตรวจการแผนดิน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามลําดับ อานรายละเอียดเพม่ิ เตมิ ไดจ าก สถาบันพระปกเกลา และสํานักงานสถิติแหง ชาต,ิ “รายงานผลการสาํ รวจความคดิ เหน็ ของ ประชาชนตอ การใหบ ริการสาธารณะและการทาํ งานของหนวยงานตางๆ พ.ศ.๒๕๕๗,” สืบคนเมื่อ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://kpi.ac.th/media/pdf/M10_579.pdf๑๔ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาถูกบัญญัติอยูในมาตรา ๑๙๖-๑๙๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ผูตรวจการแผนดินซ่ึงมี จํานวน ๓ คน จะมีวาระการดาํ รงตําแหนง ๖ ป และเปนไดเพยี งวาระเดียว

๗๘ ๒. การปฏิบัติ หรือละเลยไมปฏิบัติหนาท่ีของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนว ยราชการ หนว ยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ หรอื ราชการสว นทอ งถนิ่ ทกี่ อ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกผ รู องเรียนหรือประชาชนโดยไมเ ปนธรรม ไมวาการนน้ั จะชอบหรอื ไมชอบดวยอาํ นาจหนาทีก่ ต็ าม ๓. เสนอเรอ่ื งพรอ มความเหน็ ตอ ศาลรฐั ธรรมนญู หรอื ศาลปกครองเพอื่ พจิ ารณาวนิ จิ ฉยัทงั้ นี้ ตามหลกั เกณฑว า ดว ยวธิ พี จิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมายวา ดว ยวธิ พี จิ ารณาของศาลปกครอง เม่ือไดประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ แลว จึงมีการเพิ่มเติมขอบเขตอํานาจของผตู รวจการแผนดนิ ประเดน็ ที่สําคญั คือ ๑. ใหตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาท่ีหรือการปฏิบัติหนาท่ีโดยไมชอบดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคกรในกระบวนการยุติธรรมดวย ท้ังน้ี ไมรวมถึงการพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดขี องศาล ๒. ใหดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : z ดวยอํานาจหนาท่ีท่ีเปล่ียนไป และมีหนาท่ีเก่ียวกับการตรวจจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและสมาชิกรัฐสภา จึงไมเหมาะสมท่ีจะใชชื่อวา “ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา” อีกตอไปอกี ทัง้ เพื่อมิใหป ระชาชนสับสนวา “ผตู รวจการแผนดนิ ” เปนหนวยงานภายใต “รัฐสภา” เชน ท่ีเคยเกดิ ข้นึกอนหนา น้นั z มชี องทางการรอ งเรยี นทหี่ ลากหลายและไมยุงยาก ทัง้ ทางอินเทอรเนต็ ไปรษณีย โทรศพั ทหรือรอ งเรียนดว ยตนเอง z เร่ืองที่ผูตรวจการแผนดินไมรับพิจารณา เชน เร่ืองที่ฟองรองเปนคดีอยูในศาลหรอื เรอ่ื งทศ่ี าลมคี าํ พพิ ากษาหรอื คาํ สงั่ เดด็ ขาดแลว , เรอ่ื งทผ่ี รู อ งเรยี นไมป ฏบิ ตั ติ ามวธิ กี ารยน่ื เรอ่ื งรอ งเรยี นเชนไมระบุช่ือและที่อยูของผูรองเรียน ไมระบุเหตุท่ีพรอมขอเท็จจริงเก่ียวกับเรื่องรองเรียนตามสมควรเปนตน นับตง้ั แตม ีผตู รวจการแผน ดนิ (ของรฐั สภา) มาตั้งแตป พ.ศ.๒๕๔๓ พบวา มจี ํานวนเร่ืองรองเรียนมายังผูตรวจการแผนดินกวา ๓๖,๐๐๐ เร่ือง ซ่ึงผตู รวจการแผนดนิ มีบทบาทในการรว มแกไ ขปญ หาไดอ ยพู อสมควร ทวา มงี านศกึ ษาหลายชนั้ ทพ่ี บวา ผตู รวจการแผน ดนิ ยงั ไมส ามารถปฏบิ ตั หิ นา ที่คมุ ครองสทิ ธไิ ดอ ยา งเตม็ ท่ี เนอื่ งจากบทบาทหลกั คอื การใหค าํ แนะนาํ และใหข อ เสนอแนะ ไมม อี าํ นาจเขา ไปแกไ ขจดั การปญ หา หรอื สงั่ การลงโทษผกู ระทาํ ผดิ ได อาํ นาจผตู รวจการแผน ดนิ มลี กั ษณะซา้ํ ซอ นกับหนวยงานอื่น เชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาตใิ นประเด็นเกี่ยวกับจรยิ ธรรมของผดู าํ รงตาํ แหนงทางการเมอื งและเจา หนาท๑่ี ๕๑๕ สรปุ จาก วรลกั ษณ สงวนแกว , “แนวทางการปฏริ ปู สถาบนั สทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาตทิ เ่ี หมาะสมสาํ หรบั ประเทศไทย,” สบื คน เมอ่ื ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙, จาก http://203.114.122.85/download/Journals/2558/e-book%208-1-58-2-3.pdf; ภาคภมู ิ ฤกขะเมธ และสตธิ ร ธนานธิ โิ ชต, “ผตู รวจการแผน ดนิ ,” สบื คน เมอื่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://kpi.acth/media/ pdf/M10_332.pdf

๗๙ ÈÒÅ»¡¤Ãͧ แนวความคดิ ทจี่ ะจดั ตงั้ ศาลทด่ี แู ลคดที างปกครองแยกออกจากระบบศาลยตุ ธิ รรมมมี านานแลว ในสงั คมไทย แตเ พงิ่ จะเกดิ ขน้ึ จรงิ เมอ่ื ประกาศใชร ฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๔๐ ซง่ึ บญั ญตั ใิ หม กี ารจดั ตงั้ศาลปกครองขน้ึ เพอื่ ใหเ ขา มาทาํ หนา ทช่ี ขี้ าดคดปี กครองโดยเฉพาะ ซงึ่ เปน ขอ พพิ าทระหวา งประชาชนกับเจาหนาทขี่ องรฐั ในการปฏบิ ัตหิ นา ที่ หรือระหวา งหนว ยงานรฐั ดว ยกันเอง นาํ ไปสูพระราชบญั ญัติจดั ตั้งศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ในเวลาตอมา ศาลปกครองมี ๒ ระดบั ไดแ ก ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชน้ั ตน ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø มฐี านะเปน ศาลสงู ในระบบศาลปกครอง ซงึ่ คดที จี่ ะขนึ้ สศู าลปกครองสูงสุดได ตองเกี่ยวของกับคดีพิพาทเร่ืองความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเปนชอบของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนคดีที่อุทธรณคําพิพากษาหรือคาํ สัง่ ของศาลปกครองชนั้ ตนขึน้ มา ÈÒÅ»¡¤ÃͧªéÑ¹μŒ¹ แบงออกเปนศาลปกครองกลาง ดูแลรับผิดชอบเขตกรุงเทพฯและจังหวัดในภาคกลาง และศาลปกครองสว นภูมภิ าคท่กี ระจายอยูท ั่วประเทศอีกจาํ นวน ๑๑ แหง คดีที่อยใู นเขตอาํ นาจของศาลปกครองคอื ๑. วนิ จิ ฉยั การดาํ เนนิ การของเจา หนา ทข่ี องรฐั วา ไดด าํ เนนิ การไปโดยชอบดว ยกฎหมายหรือไม ถาการดําเนินการของเจาหนาที่ของรัฐไมถูกตอง สามารถสั่งใหยกเลิก เพิกถอนคําส่ังหรอื การกระทํานนั้ ได ๒. เปนคดพี ิพาทระหวา งหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ องคกรปกครองสวนทอ งถ่นิ หรอื องคกรตามรฐั ธรรมนูญ หรอื เจา หนาท่ีของรฐั กับเอกชน หรือระหวางหนว ยราชการหนวยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรอื องคก รตามรฐั ธรรมนูญ หรอื เจาหนา ท่ีของรฐั ดว ยกนั ๓. เปน ขอ พพิ าทอนั เนอื่ งมาจากการใชอ าํ นาจทางปกครองตามกฎหมาย หรอื เนอื่ งมาจากการดําเนินกิจการทางปกครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรอื องคกรตามรฐั ธรรมนูญ หรือเจาหนา ทข่ี องรัฐ ท้ังน้ี ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ ต้ังแตศาลปกครองเริ่มรับคดีในป พ.ศ.๒๕๔๔ จวบจนปจจุบัน มีคดีปกครองกวาหนึ่งแสนคดี ท่ีเขาสูกระบวนการพิจารณา คดีสวนใหญเปนเรื่องการบริหารงานบุคคลและวินัย,คดีเก่ียวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย, การควบคุมอาคาร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม,การพัสดแุ ละสัญญาทางปกครอง เปน ตน ตัวอยา งผลงานในคดสี าํ คัญของศาลปกครอง เชน คดีการออกประกาศเพกิ ถอนสัญชาติชาวบานอําเภอแมอาย ศาลปกครองสูงสุดตัดสินใหคืนสัญชาติแกผูถูกกระทบท้ังส้ิน ๑,๒๔๓ คน,คดีทนายพิการถูกตัดสิทธิสอบคัดเลือกเปนอัยการผูชวยเนื่องจากกายพิการ ศาลปกครองสูงสุดพพิ ากษาใหเ พกิ ถอนมตทิ ไ่ี มร บั สมคั รเหตเุ นอื่ งจากความพกิ ารของทนายคนน,ี้ คดสี ารตะกวั่ ในลาํ หว ย

๘๐คลิต้ี ทําใหชาวบานเจ็บปวยและไมสามารถดํารงชีวิตไดอยางปกติสุข ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งใหกรมควบคุมมลพษิ ชดใชค าเสยี หายแกช าวบา นและฟนฟสู ภาพของลาํ หว ย๑๖¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ : z การฟอ งคดยี ดึ หลกั ใหท าํ ไดโ ดยงา ย ไมส รา งภาระแกผ ปู ระสงคจ ะฟอ งคดี โดยเฉพาะในเรอ่ื งของคาใชจ า ย และไมจ ําเปน ตอ งใชทนายความในกระบวนการไตส วน z สามารถยื่นฟองไดดวยตนเองตอเจาหนาท่ีของศาลปกครอง หรือสงคําฟองทางไปรษณียลงทะเบียนก็ได z เรื่องท่ีไมเขาขายฟองตอศาลปกครอง เชน เปนคดีความระหวางประชาชนดวยกัน,ผถู กู ฟอ งคดเี ปน รฐั วสิ าหกจิ ทไ่ี ดจ ดั ตง้ั ขน้ึ ตามประมวลกฎหมายแพง เชน ธนาคารไทยธนาคาร จาํ กดั , บรษิ ทัทาอากาศยานสากลกรงุ เทพแหงใหม จาํ กัด, ธนาคารกรุงไทย จํากัด, เรื่องทผ่ี ูถกู ฟองคดีเปนเจา หนา ทข่ี องรัฐ แตก ระทําความเดอื ดรอนหรือเสยี หายแกผ ูฟอ งคดีโดยการกระทาํ สวนตวั หรือความเดือดรอ นเสียหายหมดส้นิ ไป หรือไดรับการเยยี วยาแลว ขณะท่มี ายื่นคําฟอ ง ÈÒÅÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙÞ ศาลรัฐธรรมนูญ คือ อีกหน่ึงองคกรตุลาการท่ีมีสวนเกี่ยวของในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพผานคําวินิจฉัยที่ออกมาในคดีตางๆ กอตั้งคร้ังแรกตามรัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ เชนกันทําหนาท่ีหลักในการพิทักษรัฐธรรมนูญ ซึ่งไดบรรจุสาระวาดวยสิทธิเสรีภาพเอาไวมากมายดวยโดยเฉพาะอยางยิ่งในการตรวจสอบกฎหมายของฝายนิติบัญญัติมิใหขัดหรือแยงตอบทบัญญัติของรฐั ธรรมนูญ เพื่อรกั ษาความศักดิ์สทิ ธข์ิ องความเปน กฎหมายสูงสดุ อํา¹Ò¨Ë¹ÒŒ ··èÕ ÊèÕ Òí ¤ÑޢͧÈÒÅÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ๑. วินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางกฎหมายและรางขอบังคับการประชุมของฝายนติ ิบญั ญตั กิ อนทีจ่ ะประกาศใชบงั คบั มิใหขัดหรือแยงตอ รฐั ธรรมนูญ ๒. วินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแหงกฎหมายที่ประกาศใชบังคับแลว ๓. วนิ จิ ฉยั ความชอบดวยรฐั ธรรมนูญของเง่ือนไขการตราพระราชกําหนด ๔. วินิจฉัยปญหาความขัดแยงเก่ียวกับอํานาจหนาที่ระหวางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรอื องคก รตามรัฐธรรมนญู๑๖ “สารคดีบทเรียนชวี ิตจากคดีปกครอง,” ศาลปกครอง, สืบคนเม่ือ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.admincourt. go.th/admincourt/site/

๘๑ จากสถิติคดีของศาลรัฐธรรมนูญ มีการรับเรื่องเขาสูกระบวนการรวมกวา ๑,๒๐๐ เรื่อง(๑๑ เมษายน ๒๕๔๑-/๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘) เร่ืองท่ีขอใหศ าลรัฐธรรมนญู วินจิ ฉยั สว นใหญเ ปน เรอื่ งการพิจารณาวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองใชสิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบดวยรัฐธรรมนูญ, การวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือไมและการวินิจฉัยคํารองของบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพเพ่ือมีคําวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขดั หรือแยง ตอรัฐธรรมนูญ ตัวอยางคดีสําคัญของศาลรัฐธรรมนูญ เชน การชี้ขาดวาพระราชบัญญัติชื่อบุคคลพ.ศ.๒๕๐๕ ในสวนท่ีบังคับให “...หญิงมีสามี ใหใชช่ือสกุลของสามี...” ขัดตอรัฐธรรมนูญท่ีรับรองเร่ืองความเสมอภาคทางเพศเอาไว (คําวนิ ิจฉัยท่ี ๒๑/๒๕๔๖), การวนิ จิ ฉัยวา พระราชบญั ญัติระเบยี บขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.๒๕๔๓ ท่ีระบุคุณสมบัติของผูพิพากษาไววาจะตองไมมี“...กาย หรือจิตใจไมเหมาะสม...” จนทําใหทนายความผูพิการรายหนึ่งถูกตัดสิทธิออกจากการสอบคดั เลอื กนนั้ มปี ญ หาความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู เนอ่ื งจากไปขดั ตอ หลกั การไมเ ลอื กปฏบิ ตั ติ อ บคุ คล(คําวนิ ิจฉัยที่ ๑๕/๒๕๕)ÊÃ»Ø ในฐานะทเี่ ปน สมาชกิ ขององคก ารสหประชาชาติ และรฐั ภาคใี นสนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศดานสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ รัฐไทยจึงตองดําเนินการในดานสิทธิมนุษยชนหลายประการเพื่อใหไดรับการยอมรับจากประชาคมโลก โดยเฉพาะอยางยิ่งในเชิงโครงสรางกฎหมาย ต้ังแตรัฐธรรมนูญลงมาถึงกฎหมายระดับรองอีกเปนจํานวนมาก การประกาศใชแผนแมบทดานสิทธิมนุษยชนตลอดทงั้ การจดั ตงั้ องคก รใหม เพอ่ื ใหเ ปน กลไกหลกั ทที่ าํ งานในดา นนโี้ ดยตรง อยา งคณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง ชาติ รวมถงึ องคก รทที่ าํ หนา ทต่ี วั เชอื่ มอยา งผตู รวจการแผน ดนิ ซงึ่ แนน อนวา ในทางปฏบิ ตั ิยังคงเต็มไปดวยปญหาขอจํากัดมากมาย จึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองพ่ึงพากระบวนยุติธรรมในการรับรองใหสิทธิดังกลาวเปนจริงขึ้นมา ซ่ึงก็คือ บทบาทของศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญดงั กลา วมาแลว น่ันเอง¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. ใหน ักเรียนอธิบายพฒั นาการสทิ ธมิ นษุ ยชนของรัฐไทย ๒. ใหน กั เรยี นอธบิ ายสาระสาํ คญั ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ทเ่ี กยี่ วเนอ่ื งกบัสทิ ธมิ นุษยชน ๓. ใหนักเรียนอธิบายความสําคัญขององคกรหลักในการคุมครองสิทธิมนุษยชนของรฐั ไทย

๘๒àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §Í§Ôธเนศ อาภรณส วุ รรณ, กาํ à¹´Ô áÅФÇÒÁ໹š ÁÒ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹. กรงุ เทพฯ : โครงการจดั พมิ พค บไฟ, (๒๕๔๙) หนา ๑๕-๕๘, ๗๙-๘๓, ๙๖-๙๙บรรเจิด สิงคะเนติ, ËÅÑ¡¾é×¹°Ò¹à¡èÕÂǡѺÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾ áÅÐÈÑ¡´ÔìÈÃÕ¤ÇÒÁ໚¹Á¹ØÉ. กรุงเทพฯ : วิญูชน, (๒๕๕๘) หนา ๘๖-๘๗คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ, สบื คนเมอ่ื ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.nhrc.or.th. AboutUs/The-Commission/Profiles-of-Commissioners.aspx?str=1.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ, ʶÔμÔàÃ×èͧÌͧàÃÕ¹. สืบคนเม่ือ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.nhrc.co.th. NHRCT-Work/Statistical-information/ Statistical-information-on-complaints/Yearly-(2548-Now).aspx.ÃÒ§ҹ¼Å¡ÒÃสําÃǨ¤ÇÒÁ¤Ô´àË繢ͧ»ÃЪҪ¹μ‹Í¡ÒÃãËŒºÃÔ¡ÒÃÊÒ¸ÒóÐáÅСÒ÷íÒ§Ò¹ ¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹμÒ‹ §æ ¾.È.òõõ÷, สบื คน เมอ่ื ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙ จาก http:/kpi.ac.th/ media/pdf/M10_579.pdf.วรลกั ษณ สงวนแกว, á¹Ç·Ò§»¯ÔÃٻʶҺ¹Ñ ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ·àèÕ ËÁÒÐÊÁสาํ ËÃºÑ »ÃÐà·Èä·Â. สืบคนเมื่อ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://203.114.122.85/download/Journals/ 2558//e-book208-1-58-2-3.pdf.ภาคภูมิ ฤกขะเมธ และ สติธร ธนานิธโิ ชต, ¼μÙŒ ÃǨ¡ÒÃá¼¹‹ ´¹Ô . สืบคน เมื่อ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙ จาก http://kpi.ac.th/media/pdf/M10_332.pdf.ศาลปกครอง, ÊÒä´ºÕ ·àÃÂÕ ¹ªÕÇμÔ ¨Ò¡¤´»Õ ¡¤Ãͧ. สบื คน เม่อื ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.admincourt.go.th/admincourt/site.

๘๓ º··Õè õ ÁÒμÃ°Ò¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ÊÒ¡ÅสําËÃѺ਌Ò˹ŒÒ·è¼Õ ºŒÙ ѧ¤Ñºãª¡Œ ®ËÁÒÂÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ผูเรียนมีความรู ความเขาใจเก่ียวกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และมีทักษะในการปฏบิ ัตหิ นาท่ตี ามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนษุ ยชนสากลÊÇ‹ ¹นํา กฎหมายใหการรับรองและคุมครองสิทธิมนุษยชนไวอยางกวางขวาง ผูรักษากฎหมายถือเปนกลไกสําคัญในการคุมครองสิทธิมนุษยชน เจาหนาท่ีตํารวจเปนบุคลากรสําคัญของรัฐท่ีมีอํานาจหนาท่ีในการบังคับใชกฎหมาย รักษาความสงบเรียบรอยและดูแลทุกขสุขของประชาชนในสังคม กฎหมายไดใหอํานาจเจาหนาท่ีตํารวจในการดําเนินการตอผูที่ฝาฝนกฎหมาย ทั้งน้ีในการดาํ เนนิ การตามอาํ นาจหนา ทดี่ งั กลา วมสี ว นเกยี่ วขอ งสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนเปน อยา งมาก กฎหมายจงึ ใหก ารคมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน เพอื่ เปน เกราะปอ งกนั การใชอ าํ นาจหนา ทใี่ นการคกุ คามสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากผูบังคับใชกฎหมาย เจาหนาท่ีตํารวจในฐานะผูรักษากฎหมายจึงมีความเก่ียวของในการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสวนท่ีเก่ียวของกับกฎหมายอาญาและความสงบสุขของประชาชน ดังน้ันในการปฏิบัติงานของตํารวจจะตองมีกรอบแนวทางการปฏิบัติเพ่อื ใหเปนไปตามหลกั การตามทีป่ ระชาชนไดร ับการคุมครองในเรื่องสิทธิมนษุ ยชนÁÒμÃ°Ò¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ÊÒ¡ÅÊíÒËÃѺà¨ÒŒ ˹ŒÒ·è¼Õ ÙŒºÑ§¤ÑºãªŒ¡®ËÁÒ องคการสหประชาชาติไดกําหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ซ่ึงถือวาเปนมาตรฐานขน้ั ตาํ่ ทแ่ี ตล ะประเทศควรดาํ เนนิ การใหไ ดห รอื จะกาํ หนดมาตรฐานทสี่ งู กวา กไ็ ด และมาตรฐานดงั กลา วยอมมีผลผกู พันกบั ตัวแทนของประเทศ รวมทง้ั เจา หนา ท่ผี บู งั คบั ใชก ฎหมายของประเทศเหลา น้ันดวยดงั นนั้ เจา หนา ทผี่ บู งั คบั ใชก ฎหมายจะตอ งรู และใชม าตรฐานสทิ ธมิ นษุ ยชนอยา งถกู ตอ งและชอบธรรม(Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights, ๒๐๐๔) ในการปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมาย จะตอ งมหี ลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ เพอื่ จะไดเ ปนมาตรฐานในการยอมรับของประชาชนผอู ยูภายใตการบังคบั ใชกฎหมาย ดงั น้ี ñ. »ÃÐÁÇÅ¡®ËÁÒÂáÅШÃÂÔ ¸ÃÃÁ ËÅÑ¡¡Òà สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน ศกั ดศ์ิ รที ต่ี ดั ตวั มนษุ ยม าตงั้ แตเ กดิ ซง่ึ เจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมายจะตอ งเคารพและปฏบิ ตั ิตามกฎหมายอยตู ลอดเวลาเพื่อปกปอ งคมุ ครองศักดศ์ิ รแี หงความเปนมนษุ ย

๘๔ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ (๑) การเชอ่ื ฟง และปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ของผบู งั คบั บญั ชา จะนาํ มาสรา งความชอบธรรมในการละเมดิ ตอ สทิ ธิมนุษยชนไมได (๒) เจาหนาท่ีผูบังคับใชกฎหมายจะตองมีความรูความเขาใจในเร่ืองอํานาจตามกฎหมาย และขอจาํ กัดของอํานาจดงั กลา วนน้ั ดว ย ò. ¡ÒÃÃÑ¡ÉÒ¤ÇÒÁʧºàÃÂÕ ºÃÍŒ ÂÀÒÂãμŒÃкͺ»ÃЪҸԻäμ ËÅÑ¡¡Òà ตาํ รวจตอ งปกปอ งคมุ ครอง รกั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ ของประชาชนและตองคุมครองสิทธิของบุคคลทั้งปวงดวย ภายใตขอจํากัดตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย การจํากัดการใชสิทธิและเสรีภาพนั้น จะทําไดเทาท่ีจําเปน เพ่ือรักษาไวซ่ึงการใหการยอมรับและเคารพในสิทธิของผอู ่นื และเปนไปอยางสมเหตุสมผล á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô เจา หนา ทต่ี าํ รวจจะตอ งรกั ษาความเปน กลางทางการเมอื ง ปฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี ยา งยตุ ธิ รรมโดยไมเ ลือกปฏบิ ัติ และตองรกั ษาความเปนระเบยี บเรยี บรอ ยของสังคมไว ó. ¡ÒÃäÁ‹àÅÍ× ¡»¯ºÔ ÑμãÔ ¹¡Òú§Ñ ¤ºÑ 㪌¡®ËÁÒ ËÅ¡Ñ ¡Òà มนษุ ยท กุ คนเกดิ มาโดยมเี สรภี าพ และความเทา เทยี มกนั ทงั้ ในเรอ่ื งสทิ ธแิ ละศกั ดศ์ิ รีบุคคลทั้งปวง มีความเทาเทียมกันตามกฎหมายและมีสิทธิไดรับการปกปองคุมครองตามกฎหมายอยางเทาเทียมกัน เวนแตบางกรณีท่ีมีการใชมาตรการพิเศษบางอยาง เพ่ือใชกับบุคคลท่ีตองไดรับการปฏบิ ตั เิ ปน พเิ ศษ แตกตา งจากบคุ คลปกติ เชน สตรี เดก็ และเยาวชน คนปว ย คนชรา และบคุ คลอนื่ ทต่ี อ งไดรับการปฏิบัตเิ ปน พิเศษตามมาตรฐานสทิ ธมิ นุษยชน ไมถ ือวาเปน การเลอื กปฏิบัติ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) สรางความคุนเคยกับชุมชน เชน การเขารวมกิจกรรมของชุมชน รับฟงความตอ งการ ขอรอ งเรยี น และคําแนะนาํ ของชุมชน (๒) ตอ งมจี ติ สาํ นกึ ใหร บั รถู งึ ความสาํ คญั ของการมคี วามสมั พนั ธอ นั ดกี บั ประชาชนการท่ีตองมีความยุติธรรม และการบังคับใชก ฎหมายโดยไมเลอื กปฏิบัติ ô. ¡ÒÃÊ׺Êǹ¢Í§à¨ÒŒ ˹ŒÒ·μèÕ íÒÃǨ ËÅÑ¡¡Òà ในการสืบสวนคดีตางๆ นั้น นอกจากเจาหนาที่ตํารวจตองคํานึงถึงผลแหงคดีแลวยงั จะตอ งใหค วามสาํ คญั กบั สทิ ธขิ องพยานเหยอ่ื หรอื ผตู อ งสงั สยั ดว ย เชน สทิ ธใิ นความมนั่ คงปลอดภยัสวนบุคคลตองไมถูกแทรกแซงความเปนสวนตัวโดยพลการ หรือการปฏิบัติท่ีเปนการยํ่ายีศักดิ์ศรีเปนตน ดังนั้นการกระทําของเจาหนาที่สืบสวนตอเหย่ือหรือพยานตองชอบดวยกฎหมายเปนการปฏิบัติอยางมีเมตตา ปราศจากอคติ โดยตองคํานึงเสมอวาบุคคลยอมเปนผูบริสุทธิ์จนกวา จะถกู พสิ จู นว ามีความผดิ ในการพจิ ารณาคดีอยา งยตุ ธิ รรม

๘๕ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ (๑) กอนจะเริ่มการสืบสวนคดีใดๆ ใหถามตัวเองวา “ถูกกฎหมายหรือไม”“นําไปใชในศาลไดไ หม” “จาํ เปน หรือไม” และ “เปนการกระทาํ ทเ่ี กินกวา เหตุหรือไม” (๒) ผบู งั คบั บญั ชาตอ งมบี ทลงโทษทเ่ี ขม งวด สาํ หรบั การกระทาํ ผดิ ระเบยี บขอ บงั คบัหรอื กฎหมายที่เก่ียวของกับการสบื สวน õ. ¡ÒèѺ¡ØÁ ËÅÑ¡¡Òà บุคคลยอมมีสิทธิในความมีเสรีภาพและความม่ันคงปลอดภัยของตนและเสรีภาพในการเคล่ือนยาย จะตองไมถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ เวนแตเปนไปตามกฎหมาย เมื่อบุคคลถูกจับกุมแลวจะตองไดรับการแจงเหตุแหงการจับกุม ขอกลาวหา ตลอดจนสิทธิตางๆ ของผูถูกจับในทันที ณ ขณะเวลาท่ีถูกจับกุม หามบีบบังคับใหรับสารภาพ และจะตองแจงใหครอบครัวของผูถ กู คมุ ขังทราบโดยทนั ทีในเร่อื งการถกู จบั กมุ และสถานทค่ี มุ ขงั á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô เจา หนา ที่ตาํ รวจผจู บั กมุ จะตองยดึ บทบัญญตั ิแหงกฎหมายเปน หลกั ใชค วามสภุ าพละมนุ ละมอ มในการจบั กมุ จะใชอ าํ นาจอยา งจรงิ จงั กต็ อ เมอ่ื มคี วามจาํ เปน เทา นนั้ และควรพกบนั ทกึขอความแจงสิทธิของผูถูกจับกุมติดตัว เพื่อจะสามารถแจงใหผูถูกจับกุมทราบในทันทีท่ีควบคุมตัวไดแลว และหากผถู กู จับกมุ ตองการใชสทิ ธนิ ้นั ๆ จะตองดําเนินการใหต ามทก่ี ฎหมายกําหนด ö. ¡ÒäÁØ ¢§Ñ ËÅ¡Ñ ¡Òà บุคคลทั้งปวงท่ีถูกลิดรอนเสรีภาพ จะตองไดรับการปฏิบัติอยางมีมนุษยธรรมและเคารพศักดิ์ศรีในความเปนมนุษยโดยใหสันนิษฐานไวกอนวา บุคคลท่ีถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาญาเปน ผบู ริสทุ ธิ์ จนกวาจะพิสจู นไ ดว า กระทําผิด ในการพจิ ารณาคดอี ยางยุตธิ รรม ผูถกู คมุ ขงัตอ งไดร บั แจง ถงึ เหตผุ ลในการคมุ ขงั ตอ งไมถ กู ทรมานหรอื ไดร บั การปฏบิ ตั อิ น่ื ใดทโ่ี หดรา ย ไรม นษุ ยธรรมและตอ งถกู คมุ ขงั ในสถานทท่ี เ่ี ปน ทรี่ จู กั อยา งเปน ทางการเทา นนั้ โดยตอ งแจง ขอ มลู ขา วสารใหค รอบครวัหรือตัวแทนทางกฎหมายของบุคคลเหลานั้นทราบอยางครบถวน สถานที่คุมขังเด็กและเยาวชนจะตองแยกจากผูใหญ ผูหญิงตองแยกจากผูชาย ผูตองหาตองแยกจากผูตองโทษ สถานท่ีคุมขังตอ งมสี ภาพแวดลอมและสขุ อนามยั ที่เออ้ื ตอความเปนมนษุ ย ทั้งยังตองไดร ับอาหาร นํา้ ที่หลับนอนเส้ือผา การรักษาพยาบาล การออกกําลังกายและสิ่งของเครื่องใชเพื่อสุขอนามัยอยางพอเพียงตอ งใหค วามเคารพในเรอื่ งความเช่อื ทางศาสนาและหลกั ศลี ธรรมจรรยาของผูถูกคมุ ขัง และผถู กู คุมขงัตองมีสิทธิท่ีจะติดตอกับโลกภายนอก เชน ไดรับการเย่ียมเยียน พบและปรึกษาผูแทนตามกฎหมายอยา งเปน สวนตัวแบบตัวตอตัวดวย

๘๖ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ (๑) อาํ นวยความสะดวก และจดั สถานทใ่ี นการเขา เยยี่ มและพบผแู ทนทางกฎหมายใหเหมาะสม รวมถึงอํานวยความสะดวกในการใชอุปกรณเพ่ือความบันเทิง หนังสือ และอุปกรณเครอ่ื งเขียนตา งๆ (๒) ตรวจสอบผูถูกคุมขังเปนระยะ เพ่ือความมั่นคงปลอดภัย และหามพกอาวุธเขาไปในสถานคุมขัง ตลอดจนหามใชอุปกรณเคร่ืองมือในการระงับยับย้ังในการลงโทษ จะใชไดในความจาํ เปน เพอ่ื ปอ งกนั การหลบหนีเทานัน้ (๓) ควรมีเจาหนาที่ในการดูแลทางจิตวิทยา รวมท้ังใหคําปรึกษา เพื่อปองกันการฆาตัวตาย อยปู ฏบิ ตั หิ นาที่ตลอดเวลา (๔) ตอ งใสใจในสภาพความเปน อยู รวมทั้งอาการเจ็บปวยของผถู กู คุมขัง ÷. ¡ÒÃãªกŒ ําÅѧáÅÐÍÒÇ¸Ø »„¹ ËÅÑ¡¡Òà บุคคลมีสิทธิในชีวิต ความม่ันคงปลอดภัยและเสรีภาพจากการไมถูกทรมานหรือการกระทําอ่ืนใดท่ีโหดราย ไรมนุษยธรรม หรือลดทอนย่ํายีศักดิ์ศรี การใชกําลังใชไดตอเม่ือมีความจําเปนอยางย่ิงเทาน้ัน และตองถูกใชโดยมีจุดมุงหมายในการบังคับใชกฎหมายที่ชอบดว ยกฎหมายเทาน้ันจะตอ งเหมาะสมและไดส ดั สวนกับวัตถุประสงคที่ชอบดว ยกฎหมาย á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) อาวุธปนจะใชไดตอเม่ือตกอยูในสถานการณคับขันสุดขีดเทาน้ัน และตองใชเพ่ือปองกันตนเองหรือผูอ่ืน จากการเสียชีวิตหรือไดรับบาดเจ็บจากภัยคุกคามที่กําลังจะมาถึงเพ่ือการจับกุมหรือปองกันการหลบหนีของบุคคลท่ีกออาชญากรรมรายแรงเปนพิเศษที่อาจนําไปสูภยั คกุ คามรา ยแรงตอชีวติ ได (๒) ขั้นตอนในการใชอาวุธปน ตองแสดงตัวใหทราบวาเปนเจาหนาท่ีตํารวจแลวใหคําส่ังเตือนท่ีชัดเจนโดยตองใหเวลาที่เพียงพอสําหรับการปฏิบัติตามคําสั่งเตือนน้ันแตถาหากทําตามข้ันตอนแลวลาชา อาจสงผลใหเจาหนาที่หรือบุคคลอ่ืนไดรับอันตรายถึงแกชีวิตหรือไดร บั บาดเจบ็ สาหัส ก็ไมจาํ เปน ตอ งปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนการใชอ าวุธปนได (๓) ภายหลังมีการใชอาวุธปนแลวตองรีบใหการชวยเหลือทางการแพทยกบั ผไู ดรบั บาดเจ็บทุกคน แลวแจงใหญาตหิ รอื ผทู ีไ่ ดร บั ผลกระทบจากเหตุดงั กลาวทราบ (๔) เกบ็ รกั ษาอาวธุ ปน ทไ่ี ดร บั แจกจา ยมาเปน อยา งดแี ละปลอดภยั และตอ งสนั นษิ ฐานไวก อ นวา อาวธุ ปน ทกุ กระบอกมกี ระสนุ บรรจอุ ยู หา มนาํ ไปทดลองยงิ กอ นมกี ารตรวจสอบกระสนุ ในรงั เพลงิ (๕) มนั่ ฝก ฝน และศกึ ษาหาความรเู กย่ี วกบั การใชอ าวธุ ปน รวมถงึ เทคนคิ ในการจงู ใจการไกลเ กลี่ยและการเจรจาเพ่อื หลีกเลีย่ งการใชกาํ ลังหรืออาวุธปน

๘๗ ø. ¡Òá͋ ¤ÇÒÁǹ‹Ø ÇÒ ÀÒÇЩءà©Ô¹ áÅФÇÒÁ¢´Ñ áÂŒ§·èÕÁ¡Õ ÒÃãªกŒ าํ ÅѧÍÒÇØ¸ ËÅ¡Ñ ¡Òà มาตรการท้งั ปวงในการรกั ษาความเปนระเบียบเรยี บรอย ตองเคารพสทิ ธิมนษุ ยชนไมเลือกปฏิบัติ และตองคํานึงเสมอวาการจํากัดสิทธิใดๆ จะตองเปนไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเทา นนั้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ ดาํ รงไวซ ง่ึ ความเคารพในสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพของบคุ คลอนื่ เคารพในศีลธรรมจรรยา ความเปนระเบียบเรียบรอยของสาธารณะและสวัสดิภาพโดยทั่วไปของประชาชนตอ งใชว ธิ กี ารทไี่ มใ ชค วามรนุ แรงเปน ลาํ ดบั แรกกอ นการใชก าํ ลงั ซงึ่ จะใชก าํ ลงั ไดก ต็ อ เมอ่ื มคี วามจาํ เปนอยางยิ่งเทาน้ันและตองเปนไปอยางเหมาะสมและไดสัดสวนกับวัตถุประสงคที่ชอบดวยกฎหมายในการบงั คบั ใชก ฎหมาย หากมผี ไู ดร บั บาดเจบ็ จะตอ งไดร บั การรกั ษาเยยี วยาโดยทนั ที ตอ งไมม กี ารบงั คบัในขอ จาํ กดั ใดๆ ในเรอ่ื ง เสรภี าพในความคดิ เหน็ การพดู การชมุ นมุ การคบหาสมาคม หรอื การเคลอื่ นยา ย á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) เม่ือมีการชุมนุมหรือประทวง เจาหนาที่ตํารวจจะตองใชความอดทนอดกลั้นตอ การชมุ นมุ ไมค กุ คามหรอื แสดงตวั เปน ปฏปิ ก ษต อ ผรู ว มชมุ นมุ หลกี เลยี่ งการกระตนุ ยวั่ ยุ เพอื่ ปอ งกนัไมใ ชสถานการณล ุกลามบานปลาย (๒) ควรจะใหมีการติดตอประสานงาน เจรจาตอรองกับตัวแทนผูชุมนุมเพอื่ หาแนวทางแกไขรว มกนั (๓) เม่ือจําเปนตองมีการสลายการชุมนุม ตองเร่ิมจากมาตรการเบาไปหาหนักและตอ งเปด ทางหลบหนีที่เห็นไดช ัดเจนเสมอ (๔) ตองมีการฝกอบรมอยางตอเนื่องและจริงจังเกี่ยวกับการปฏิบัติตอการชุมนุมเรียกรองตางๆ เชน การใชอุปกรณเครื่องมือ การปฐมพยาบาลเบื้องตน รูปขบวนการจัดกําลังรวมถงึ การใชจติ วิทยาในการเจรจาตอรอง (๕) ตอ งจดั ทาํ และบงั คบั ใชร ะเบยี บปฏบิ ตั งิ านทช่ี ดั เจนในเรอื่ งการใชก าํ ลงั และอาวธุ (๖) การควบคุมฝูงชนท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุด จะตองดํารงรักษาไวซ่ึงความเปนระเบียบเรยี บรอย ความปลอดภยั ของสาธารณะและไมละเมิดสทิ ธมิ นุษยชน 㹡óÀÕ ÒÇЩءà©Ô¹ ¨ÐμÍŒ §Á»Õ ÃСÒÈÍ‹ҧ໚¹·Ò§¡Òá‹Í¹ ¨Ö§¨ÐÊÒÁÒö㪌ÁÒμáÒþàÔ ÈÉä´Œ áμË‹ Å¡Ñ ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¡ç处 ¤§Í‹Ù

๘๘ ù. ¡ÒÃãËŒ¤ÇÒÁ¤ØŒÁ¤Ãͧᡋഡç áÅÐàÂÒǪ¹ ËÅ¡Ñ ¡Òà เด็กตองไดรับประโยชนจากหลักสิทธิมนุษยชนเชนเดียวกับผูใหญและมีมาตรการพิเศษอื่นๆ อีก การคุมขังหรือกักขังเด็ก ควรเปนมาตรการรุนแรงที่ใชในโอกาสสุดทายเทานั้นและระยะเวลาในการคุมขังน้ันตองส้ันท่ีสุดเทาที่จะเปนไปได สถานที่คุมขังเด็กตองแยกตางหากจากผูใหญและเด็กตองไดรับการเย่ียมเยียน ติดตอจากสมาชิกในครอบครัว และควรกําหนดอายุที่นอยที่สุดที่จะตองรับผิดทางอาญา ไมควรใชการระงับยับยั้งกระทําตอรางกาย และใชกําลังตอเด็กจะใชไ ดต อ เมอื่ ไดใ ชม าตรการควบคมุ ทง้ั หมดแลว แตล ม เหลวและควรใชใ นเวลาสนั้ ทส่ี ดุ เทา ทเ่ี ปน ไปไดไมค วรพกอาวุธในสถานท่คี ุมขังเด็ก ผปู กครองตอ งไดรับแจง ใหท ราบในเรื่องของการจับกุม การคมุ ขังการโยกยา ย การเจ็บปว ย และการบาดเจบ็ หรือการเสียชวี ิตของเด็ก á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô (๑) หากพบเหน็ การละเลยไมเ อาใจใส กระทาํ ทารณุ ตอ เดก็ หรอื แสวงหาผลประโยชนจากเดก็ ตอ งรบี สบื สวนในทนั ที (๒) ควรทําความรูจักเด็กและผูปกครองในพ้ืนท่ีพอสมควรและจัดทําขอมูลประวัติเด็กท่ีกระทําผิดหรือถูกคุมขังซึ่งประกอบดวยเอกลักษณบุคคล เหตุผลในการกระทําผิด วันเวลาในการรับเขามา โยกยาย และการปลอยตัว เก็บรวบรวมเปนขอมูลโดยแยกออกจากผูใหญและตอ งเปนความลับ ñð. Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÊμÃÕ ËÅÑ¡¡Òà สตรียอมมีสิทธิและเสรีภาพเทาเทียมกับบุคคลทั่วไปทุกประการ เจาหนาที่ตํารวจตองใชความระมัดระวังในการปองกัน สืบสวน ตรวจคน (การตรวจคนตัวสตรีตองใชเจาหนาที่ท่เี ปน สตร)ี และจบั กุมสตรี เพราะการกระทาํ รุนแรงตอสตรใี นทุกรปู แบบเปน การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพขน้ั พนื้ ฐาน และเจา หนา ทตี่ าํ รวจยงั มหี นา ทต่ี อ งปกปอ งคมุ ครองสตรไี มใ หถ กู กระทาํ รนุ แรงหรือถูกแสวงหาผลประโยชนโดยมิชอบทุกรูปแบบ สตรีมีครรภหรือมีลูกออนตองไดรับส่ิงอํานวยความสะดวกเพ่มิ พิเศษในสถานคมุ ขัง á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) เมอ่ื ไดร บั แจง เหตวุ า มกี ารกระทาํ รนุ แรงในครอบครวั หรอื กระทาํ รนุ แรงทางเพศตองรีบชว ยเหลือและทําการสบื สวนสอบสวนในทนั ที (๒) แยกผูตองขังสตรีจากชาย และควรใหเจาหนาท่ีสตรีเปนผูควบคุมดูแลและตรวจคน ผตู องขังสตรี (๓) หากเหยื่ออาชญากรรมเปนสตรี ควรมอบหมายใหเจาหนาที่สตรีเปนผดู ําเนนิ การ

๘๙ (๔) ควรละเวนการพูดคุย หรือแสดงออกในลักษณะท่ีไมใหเ กียรติแกส ตรีเพศ (๕) จัดสิ่งอํานวยความสะดวกเพิ่มพิเศษใหกับสตรีมีครรภหรือมีลูกออนในสถานคุมขงั ññ. ¼ÙŒÅÕéÀÂÑ áÅк¤Ø ¤ÅäÃÊŒ ÑÞªÒμÔ ËÅÑ¡¡Òà บุคคลทุกคนยอมมีสิทธิท่ีจะแสวงหาและไดรับที่หลบภัยในประเทศอื่นเพื่อหลบหนีการถกู กดข่ขี ม เหง ผลู ี้ภัยซง่ึ เปนบคุ คลทีห่ วาดกลัวจากการถูกกดขขี่ มเหงเพราะเหตแุ หงความแตกตางระหวางเช้ือชาติ ศาสนา สัญชาติ ความเห็นทางการเมือง ยอมไดรับซ่ึงสิทธิมนุษยชนขั้นพ้ืนฐานทุกประการ ยกเวนสิทธิทางการเมืองบางประการ และการอยูอาศัยอยางผิดกฎหมายนั้นจะตองถูกจํากัดสิทธิบางประการเก่ียวกับการเคล่ือนที่โยกยาย เพ่ือความเปนระเบียบเรียบรอยของสาธารณะและเหตผุ ลทางดา นสาธารณสขุ บคุ คลไรส ญั ชาตทิ เี่ ขา มาพาํ นกั อยา งถกู กฎหมาย ยอ มไดร บั การคมุ ครองตามหลักสิทธมิ นุษยชนในทุกประการ ยกเวน สทิ ธิทางการเมอื งบางประการ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô (๑) การปฏิบัติกับผูล้ีภัยหรือบุคคลไรสัญชาติควรประสานงานอยางใกลชิดกับสาํ นกั งานตรวจคนเขาเมือง และหนว ยงานทางสงั คมท่ีเกย่ี วของ โดยตองยดึ หลกั สิทธิมนุษยชน (๒) เจาหนาที่ตํารวจที่รับผิดชอบควบคุมดูแลตามแนวชายแดน และสํานักงานตรวจคนเขาเมอื ง ควรศึกษาหาความรเู กีย่ วกบั สิทธิของผูล ภ้ี ัยและบคุ คลไรสญั ชาติ ñò. Ê·Ô ¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹¢Í§àËÂ×èÍ ËÅÑ¡¡Òà ผูตกเปนเหย่ือจากอาชญากรรม และจากการใชอํานาจโดยมิชอบ หรือจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกคน จะตองไดรับการปฏิบัติชวยเหลือดวยความเมตตาและเคารพในศกั ดศ์ิ รีของความเปน มนษุ ยอยา งรวดเรว็ ยุติธรรม ปลอดภยั และเหมาะสม á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ ในการปฏิบัติหนาท่ี เจาหนาที่ตํารวจตองแจงใหเหย่ือทราบถึงสิทธิและบทบาทในเรื่องของคดี รวมถึงใหการชวยเหลือสนับสนุนทางดานกฎหมาย ดานการแพทย ดานวัตถุดานจิตวิทยาและดา นสงั คม หากเหยอ่ื ตอการ ñó. ¡Òúѧ¤ºÑ ºÞÑ ªÒáÅкÃËÔ ÒèѴ¡ÒâͧμÒí ÃǨ ËÅ¡Ñ ¡Òà เจาหนาที่ตํารวจจะตองปฏิบัติหนาที่ของตนตามกฎหมายอยางเต็มความสามารถตลอดเวลา ดวยการรับใชชุมชน และใหการปกปองคุมครองประชาชนจากการกระทําที่ผิดกฎหมายจะตองไมยุงเกี่ยวกับการกระทําที่เปนการทุจริตประพฤติมิชอบตอหนาท่ี ใหความเคารพและปกปองคมุ ครองศกั ดศิ์ รแี หง ความเปน มนษุ ย ทงั้ ตอ งดาํ รงรกั ษาและสนบั สนนุ สง เสรมิ สทิ ธมิ นษุ ยชนของบคุ คล

๙๐ทง้ั ปวง จดั ใหม กี ารฝก อบรมสําหรบั การปฏิบัตงิ านทกุ ชนดิ ของตาํ รวจท่ีสงผลกระทบตอ สทิ ธมิ นษุ ยชนและมีการพัฒนายุทธศาสตรในการบังคับใชกฎหมายใหมีประสิทธิผล ชอบดวยกฎหมายและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน á¹Ç·Ò§¡Òû¯ÔºμÑ Ô ผูบังคับบัญชาหรือผูท่ีมีอํานาจควรมีการสุมตรวจการทํางาน หรือสถานที่ทําการโดยไมบอกลวงหนา เพ่ือใหแนใจวาการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีตํารวจเปนไปตามระเบียบและกฎหมาย ñô. ¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁʧºàÃÂÕ ºÃŒÍÂá¡‹ªÁØ ª¹ ËÅÑ¡¡Òà เจาหนาที่ตํารวจจะตองนําแผนปฏิบัติการและนโยบายชุมชนสัมพันธมาใชสรางความใกลชิดกับชุมชนโดยผานการรวมกิจกรรมกับชุมชน ซ่ึงกิจกรรมนั้นจะตองไมเกี่ยวกับการบังคับใชกฎหมาย á¹Ç·Ò§¡Òû¯ºÔ ÑμÔ (๑) จัดตั้งศูนยชุมชนสัมพันธ และโครงการขอมูลขาวสารสาธารณะ โดยใหชุมชนเขา มามีสว นรวม และใหช ุมชนไดช ีใ้ หเห็นถึงปญ หาตา งๆ และขอหวงใยของชมุ ชนน้นั ๆ (๒) มกี ารประสานงานกบั องคก รอนื่ ทเ่ี กย่ี วขอ งทงั้ ภาครฐั และภาคเอกชนใหเ ขา รว มกจิ กรรมกับชุมชนดวย ñõ. ¡Òû‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃÅÐàÁÔ´ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹â´Â਌Ò˹ŒÒ·èμÕ Òí ÃǨ ËÅ¡Ñ ¡Òà เจาหนาที่ตํารวจตองเคารพและใหการปกปองคุมครองศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษยและคาํ นึงถึงหลกั สทิ ธมิ นุษยชนของบุคคลทงั้ ปวงดวย á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ (๑) การสืบสวนสอบสวนในเรื่องของการใชความรุนแรงตองกระทําในทันทีอยา งเต็มความสามารถ ละเอยี ดถ่ีถว น ยตุ ธิ รรมและปราศจากอคติ (๒) การเช่ือฟงและปฏิบัติตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาไมสามารถยกเปนขออางในกรณกี ารใชค วามรนุ แรงท่ีกระทําโดยเจา หนาที่ตํารวจได

๙๑á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ §Ô Ò¹¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·èตÕ ําÃǨμÒÁËÅ¡Ñ Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹ เจาหนาท่ีตํารวจมีหนาท่ีหลักในการรักษาความสงบเรียบรอยใหสังคม และปองกันและปราบปรามการกระทาํ ความผดิ ในทางอาญา ซงึ่ มเี ครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ไดแ ก กฎหมายท่ีใหอํานาจเจาหนาท่ีตํารวจในการกระทําที่สงผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพในชีวิตรางกาย ดังนั้นการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีตํารวจตามอํานาจตางๆ จะตองมีแนวทางในการดําเนินการ เพ่ือใหเปน ไปตามหลักสิทธมิ นุษยชนที่บคุ คลไดร บั การคมุ ครอง ดังน้ี ñ. ¡ÒèѺ ËÅÑ¡¡Òà การจับน้ันโดยปกติแลวกฎหมายใหอํานาจแกพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจเปนผูมีอํานาจในการจับ โดยเจาพนักงานดังกลาวจะทําการจับไดตองมีหมายจับหรือมีกฎหมายใหอํานาจทําการจับได แมจะไมมีหมายจับซึ่งเปนหลักที่เปนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคสอง ที่บัญญัติไววา การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทํามิได เวนแตมีคําส่ังหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอยางอ่ืนตามที่กฎหมายบัญญัติ การจับมี๒ กรณดี ว ยกนั คอื การจบั โดยมหี มายจับและการจับโดยไมมหี มายจับ á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ ¡ÒèºÑ â´ÂäÁÁ‹ ËÕ ÁÒ¨ºÑ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๗๘ (๑) มีการกระทําความผิดซ่ึงหนา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๐ (๒) การกระทําความผิดซ่ึงหนา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๐ นหี้ มายถงึ ความผดิ ซงึ่ เหน็ กาํ ลงั กระทาํ หรอื เปน การพบในอาการใดซง่ึ แทบจะไมต อ งสงสยัเลยวาเขาไดกระทําผิดมาแลวสดๆ หรืออาจกลาวไดวา เปนการกระทําผิดที่เจาพนักงานน้ันไดเห็นกบั ตาตนเองไมใชเ ปน การบอกเลาท่ีมาจากคนอ่ืนอีกทอดหน่งึ (๓) กรณีท่ีจะวินิจฉัยวาเปนความผิดซึ่งหนา เชน การทะเลาะวิวาท ซึ่งไดยุติลงไปกอนหนาน้ีแลว ไมใชการกระทําความผิดซึ่งหนา เจาพนักงานตํารวจซ่ึงมาภายหลังเกิดเหตุ ไมมีอํานาจจบั โดยไมม ีหมายจับ กรณตี วั อยา งของ จาสิบตํารวจ ส. และรอ ยตํารวจเอก ป. จับจําเลยไดในขณะทจี่ าํ เลยกาํ ลงั ขายวตั ถอุ อกฤทธใิ์ หก บั จา สบิ ตาํ รวจ ส. ผลู อ ซอื้ กรณเี ชน นถ้ี อื วา เปน ความผดิ ซงึ่ หนา(วเิ ชียร ดิเรกอุดมศกั ดิ,์ ๒๕๕๔ โปรดดูแนวคําพิพากษาศาลฎกี าที่ ๔๔๖๑/๒๕๔๐) (๔) นอกจากน้ัน คําวาซึ่งหนายังหมายรวมถึงความผิดอาญาดังระบุไวในบัญชีทายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือ ใหถือวาความผิดนั้นเปนความผิดซึ่งหนาในกรณีดงั ตอไปน้ี (๔.๑) เมื่อบุคคลหนึ่งถกู ไลจ ับ ดงั ผูกระทาํ โดยมีเสียงรอ งเอะอะ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook