Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศิลปะเเละภาพร่าง3

ศิลปะเเละภาพร่าง3

Published by Guset User, 2022-08-06 03:13:57

Description: 06/08/65

Search

Read the Text Version

Art & Sketching ศลิ ปะและภาพร่าง 3 แผนกเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งภายใน


สี คืออะไร? สี (Colour) ตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ลักษณะของแสง ทีป่ รากฏแก่ สายตาเรา ให้เห็น เป็ น สขี าว ดา แดง เขียวฯลฯหรอื การสะท้อนรัศมขี องแสงมาสู่ตาเรา สี เป็นสงิ่ ท่ีปรากฏอยบู่ นโลก ทกุ ๆสง่ิ ที่เรามองเหน็ รอบๆตวั นนั ้ ล้วนแตม่ ีสี โลกของเราถกู จรรโลง และแต่งแต้มด้วย สีสนั หลายหลาก ทงั ้ สีสนั ตามธรรมชาติ และสีท่ีมนุษย์รังสรรค์ขึน้ หากโลกนีไ้ ม่มีสี หรือ มนุษย์ไม่สามารถ รับรู้เก่ียวกับสีได้ ส่ิงนัน้ อาจเป็น ความพกพร่องท่ีย่ิงใหญ่ของธรรมชาติ เพราะสีมี ความสาคญั ต่อวฏั จกั รแห่งโลก และเก่ียวข้องกบั วิถีชีวิตมนษุ ย์ จนแยกกนั ไม่ออก เพราะมนษุ ย์ได้ตระหนัก แล้วว่า สีนัน้ ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ จินตนาการ การสื่อความหมาย และความสุขสาราญใจใน ชีวิตประจาวนั มาช้านานแล้ว ดงั นนั ้ จึงอาจกล่าวได้ว่า สี มีอิทธิพลต่อมนษุ ย์เราเป็นอย่างสงู และมนษุ ย์ก็ใช้ ประโยชน์ จากสอี ย่าง ในการสร้างสรรค์ สง่ิ ตา่ งๆอย่างไมม่ ที ่ีสนิ ้ สดุ


ประวตั คิ วามเป็นมาของสี มนษุ ย์เร่ิมมีการใช้สีตงั้ แตส่ มยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ มีทงั้ การเขียนสีลงบนผนงั ถา้ ผนงั หิน บนพืน้ ผิวเคร่ืองปัน้ ดินเผา และที่ อื่นๆภาพเขียนสีบนผนงั ถา้ (ROCK PAINTING) เร่ิม ทาตงั้ แตส่ มยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ในทวีปยโุ รป โดยคนก่อนสมยั ประวตั ิศาสตร์ ในสมยั หินเกา่ ตอนปลาย ภาพเขียนสีท่ีมีช่ือเสียงในยคุ นีพ้ บที่ประเทศฝรั่งเศษและประเทศสเปนในประเทศ ไทย กรมศิลปากรได้สารวจพบ ภาพเขียนสีสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์บนผนงั ถา้ และ เพิงหนิ ในที่ตา่ งๆ จะมีอายรุ ะหว่าง 1500-4000 ปี เป็นสมยั หินใหมแ่ ละยคุ โลหะ ได้ค้นพบตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2465 ครัง้ แรกพบบนผนงั ถา้ ในอา่ วพงั งา ตอ่ มาก็ค้นพบอีกซึ่งมีอย่ทู ว่ั ไป เชน่ จงั หวดั กาญจนบรุ ี อทุ ยั ธานี เป็น ต้นสีท่ีเขียนบนผนงั ถา้ ส่วนใหญ่เป็นสีแดง นอกนนั้ จะมีสีส้ม สีเลือดหมู สีเหลือง สีนา้ ตาล และสีดาสีบนเคร่ืองปัน้ ดินเผา ได้ค้นพบกา ร เขียนลายครัง้ แรกท่ีบ้านเชียงจงั หวดั อดุ รธานีเมื่อปี พ.ศ.2510 สีท่ีเขียนเป็นสีแดงเป็นรูปลายก้านขดจิตกรรมฝาผนงั ตามวดั ตา่ งๆสมยั สโุ ขทยั และอยธุ ยามีหลกั ฐานวา่ ใช้สีในการเขียนภาพหลายสี แตก่ ็อยใู่ นวงจากดั เพียง 4 สี คือ สีดา สีขาว สีดินแดง และสีเหลืองในสมยั โบราณนนั้ ชา่ งเขียนจะเอาวตั ถุตา่ งๆในธรรมชาติมาใช้เป็นสีสาหรับเขียนภาพ เช่น ดินหรือหินขาวใช้ทาสีขาว สีดาก็เอามาจากเขม่าไฟ หรือจากตวั หมกึ จีน เป็นชาตแิ รกที่พยายามค้นคว้าเร่ืองสีธรรมชาติได้มากกว่าชาติอื่นๆ คือ ใช้หินนามาบดเป็นสีตา่ งๆ สีเหลืองนามาจาก ยางไม้ รงหรือรงทอง สีครามก็นามาจากต้นไม้สว่ นใหญ่แล้วการค้นคว้าเรื่องสีก็เพื่อที่จะนามาใช้ ย้อมผ้าตา่ งๆ ไม่นิยมเขียนภาพเพราะจีน มีคตใิ นการเขียนภาพเพียงสีเดียว คือ สีดาโดยใช้หมกึ จีนเขียน


ที่มาของสีในการรับรู้ มนุษย์สามารถรับรู้สีได้เนื่องจาก สีในโลกของเรารวม ๆ แล้วมีประมาณ 1,498 สี ท่ัวโลก โครงสร้างอนั ละเอียดอ่อนของดวงตา ซง่ึ มีความสามารถในการรับรู้แสงในช่วงความถี่ที่ต่างกนั การรับรู้สีนนั ้ ขึน้ กับปัจจัยทางชีวภาพ (คนบางคนตาบอดสี ซึ่งหมายถึงคนคนนัน้ เห็นสีบางค่าต่างจากคนอื่นหรือไม่ สามารถแยกแยะสีที่มีค่าความอ่ิมตวั ใกล้เคียงกันได้ หรือแม้กระทั่งไม่สามารถเห็นสีได้เลยมาแต่กาเนิด), ความทรงจาระยะยาวของบคุ คลผ้นู นั ้ และผลกระทบระยะสนั ้ เชน่ สที ี่อยขู่ ้างเคียง


ความหมายของสี เคยสงั เกตกนั หรือไมว่ ่าในชีวติ ประจาวนั ของเราไม่ว่าเราจะเลือกซือ้ หรือหยิบจบั อะไรเรามกั ท่ีจะ เลือกหยิบตามสีที่เราช่ืนชอบก่อนเสมอ คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสีก็เป็นอีกหน่ึงปัจจัยสาคัญในการ ตดั สนิ ใจ สีนนั ้ มใี ห้เลอื กมากมายหลากหลายเฉดสไี มว่ า่ จะเป็นสโี ทนร้อนหรือสีโทนเยน็ แล้วทาไมเราจงึ เลือก ท่ีจะชอบสใี ดสหี นึง่ เป็นพเิ ศษ หลายครัง้ ท่ีเรามกั จะละเลยและมองข้ามไปนน่ั คือความหมายของสี นกั จิตวิทยาเช่ือว่า สีแต่ละสีนนั ้ ให้ผลทางจิตวิทยาซ่ึงสีนนั ้ มีความสมั พนั ธ์กบั ร่างกายและจิตใจ อารมณ์ความรู้สกึ ของคนเรา การช่ืนชอบ สีๆหนึ่งนนั ้ ขนึ ้ อย่กู บั หลากหลายปัจจยั เช่น วฒั นธรรมของแต่ละ ชาติ ดงั เชน่ คนจีนท่ีชื่นชอบสีแดงเป็นพิเศษกวา่ สีไหนๆเพราะคนจีนเชื่อวา่ สแี ดงเป็นสนี าโชค


จติ วิทยาสกี บั ความรสู้ กึ ( Psychology of Colour) ในด้านจิตวิทยา สี เป็นตวั กระต้นุ ความรู้สกึ และมีผลตอ่ จิตใจของมนษุ ย์ สีตา่ งๆจะให้ความรู้สกึ ที่แตกตา่ งกนั ดงั นนั้ เรา จงึ มกั ใช้สีเพื่อสื่อความรู้สกึ และความหมายตา่ งๆ ได้แก่ - สแี ดง ให้ความรู้สกึ เร่าร้อน รุนแรง อนั ตราย ตนื่ เต้น - สเี หลอื ง ให้ความรู้สกึ สวา่ ง อบอนุ่ แจม่ แจ้ง ร่าเริง ศรัทธา มงั่ คงั่ - สเี ขยี ว ให้ความรู้สกึ สดใส สดช่ืน เย็น ปลอดภยั สบายตา มงุ่ หวงั - สฟี ้ า ให้ความรู้สกึ ปลอดโปลง่ แจม่ ใส กว้าง ปราดเปร่ือง - สมี ่วง ให้ความรู้สกึ เศร้า หมน่ หมอง ลกึ ลบั - สดี า ให้ความรู้สกึ มืดมิด เศร้า นา่ กลวั หนกั แนน่ - สขี าว ให้ความรู้สกึ บริสทุ ธ์ิ ผดุ ผอ่ ง วา่ งเปลา่ จืดชืด - สแี สด ให้ความรู้สกึ สดใส ร้อนแรง เจิดจ้า มีพลงั อานาจ - สเี ทา ให้ความรู้สกึ เศร้า เงียบขรึม สงบ แก่ชรา - สนี ้าเงิน ให้ความรู้สกึ เงียบขรึม สงบสขุ จริงจงั มีสมาธิ - สนี ้าตาล ให้ความรู้สกึ แห้งแล้ง ไมส่ ดชื่น นา่ เบือ่ - สชี มพู ให้ความรู้สกึ ออ่ นหวาน เป็นผ้หู ญิง ประณีต ร่าเริง - สที อง ให้ความรู้สกึ มงั่ คงั่ อดุ มสมบรู ณ์


ประเภทของสี สีท่เี กิดในธรรมชาติ สที ม่ี นษุ ยส์ รา้ งข้ึน มีอยู่ 2 ชนดิ สีท่ีได้จากการสงั เคราะห์ เพ่ือใช้ประโยชน์ในงาน 1.สีท่ีเป็นแสง ( Spectrum ) คือ สีที่เกิดจาก ต่างๆ เชน่ งานศิลปะ อตุ สาหกรรม การพาณิชย์ การหกั เหของแสง เชน่ สีรุ้ง สีจากแทง่ แก้วปริซมึ และในชีวติ ประจาวนั โดยสงั เคราะห์จากวสั ดุ 2.สีท่ีอย่ใู นวตั ถุ หรือเนือ้ สี ( Pigment ) คือ สี ธรรมชาติ และจากสารเคมี ที่เรียกวา่ สี ที่มีอย่ใู นวตั ถธุ รรมชาติทว่ั ไป เช่น สีของพชื สตั ว์ วิทยาศาสตร์ ซงึ่ สีท่ีได้จาก การสงั เคราะห์สามารถ หรือแร่ธาตตุ า่ งๆ นามาผสมกนั ให้เกิดเป็น สีตา่ งๆอีกมากมาย


1.สีทีเ่ ป็นแสง ( Spectrum ) สที ี่เกดิ ในธรรมชาติ


2.สีที่อย่ใู นวตั ถุ หรือเน้ือสี ( Pigment ) สที ี่เกดิ ในธรรมชาติ


สที ี่มนษุ ย์สรา้ งข้นึ


คาจากดั ความของสี แสงที่มีความถี่ของคล่ืนในขนาดที่ แมส่ ีทีเ่ ป็ นวตั ถุ (PIGMENTARY สที ี่เกดิ จากการผสมของแมส่ ี ตามนษุ ยส์ ามารถรบั สัมผัสได้ PRIMARY) ประกอบดว้ ย แดง เหลอื ง น้ าเงิน


แม่สี (PRIMARIES) สีตา่ งๆนนั้ มีอยมู่ ากมายแหล่งกาเนดิ ของสีและวธิ ีการผสมของสีตลอดจนรู้สกึ ท่ีมีต่อสีของมนษุ ย์แต่ละกลมุ่ ย่อมไม่ เหมือนกนั สีตา่ งๆที่ปรากฏนนั้ ย่อมเกิดขนึ ้ จากแม่สีในลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ตามชนิดและประเภทของสีนนั้ แมส่ ี คือ สีท่ีนามาผสมกนั แล้วทาให้เกิดสีใหม่ ที่มีลกั ษณะแตกตา่ งไปจากสีเดิม แมส่ ี มือยู่ 2 ชนดิ คือ 1. แมส่ ีของแสง เกิดจากการหกั เหของแสงผา่ นแท่งแก้วปริซมึ มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีนา้ เงนิ อย่ใู นรูปของแสงรังสี ซงึ่ เป็นพลงั งานชนดิ เดียวท่ีมีสี คณุ สมบตั ิของแสงสามารถนามาใช้ ในการถ่ายภาพ ภาพโทรทศั น์ การจดั แสงสี ในการแสดงตา่ ง ๆ เป็นต้น (ดเู ร่ือง แสงสี ) 2. แม่สีวตั ถธุ าตุ เป็นสีท่ีได้มาจากธรรมชาติ และจากการสงั เคราะห์โดยกระบวน ทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีนา้ เงิน แมส่ ีวตั ถธุ าตเุ ป็นแม่สีท่ีนามาใช้ งานกนั อยา่ งกว้างขวาง ในวงการศลิ ปะ วงการอตุ สาหกรรม ฯลฯ แมส่ ีวตั ถธุ าตุ เม่ือนามาผสมกนั ตามหลกั เกณฑ์ จะทาให้เกิด วงจรสี ซงึ่ เป็นวงสี ธรรมชาติ เกิดจากการผสมกนั ของแม่สีวตั ถธุ าตุ เป็นสีหลกั ท่ีใช้งานกนั ทว่ั ไป ใน วงจรสี


แม่สี (PRIMARIES) 01 02 03 แดง เหลอื ง น้ าเงิน


วงจรสี ( Colour Circle) วงจรสี คือ สีท่ีเกิดจากการผสมกนั เป็นคู่ เร่ิมตงั ้ แต่ แมส่ ี 3 สี แล้วเกิดเป็นสีใหมข่ นึ ้ มา จนครบ วงจร จะได้สีทงั ้ หมด 12 สี ซง่ึ แบง่ สเี ป็น 3 ขนั ้ ข้นั ท่ี 1 ข้ันท่ี 2 ข้ันที่ 3


yellow ข้นั ที่ 1 สหี ลกั (Primary Colors) เป็นเเมส่ ี 3 สี ได้เเก่ สี แดง สนี า้ เงิน สีเหลอื ง red blue


ข้นั ที่ 2 สรี อง (Secondary Colors) green เกิดจากการผสมเเมส่ เี ข้า ด้วย เกิดเป็น 3 สตี ามมา คอื สีส้ม สีมว่ ง สีเขียว orange purple


ข้นั ที่ 3 สตี ตยิ ภูมิ (Tertiary Colors) เกิดจากการผสมสหี ลกั และรอง ได้ 6 เฉดสี ที่สามารถทา ได้เเก่ เหลืองอมส้ม แดงอมส้ม เเดงอมม่วง นา้ เงินอมม่วง เขียวอมนา้ เงิน เขียวออ่ น


สกี ลาง คือ สีที่เกิดการผสมสีทุกสี ในวงจรสี หรือ แมส่ ี 3สี ผสมกนั จะได้สีเทา


ดา : Black สีดาไม่จัดเป็นแมส่ ี นักทฤษฎสี บี างทา่ น ถอื วา่ สี ดาไม่ใช่สี แตใ่ นความเป็นจรงิ เรา พบเหน็ และใช้สดี า อย่างขาดไม่ไดพ้ อๆ กบั สตี รงขา้ มของดา คือ ขาว : White สีขาว สาหรับงานจติ รกรรม ผลติ จาก สารตะก่ัวที่ให้คุณสมบตั ทิ บึ แสง และกลบ ทับไดด้ เี บ้ืองตน้ ของ หลกั การความเป็ นมาของสีนี้ เป็นสีท่มี ักใช้โดยกลุ่มจิตรกร และมกั จะใช้ใน งานจิตรกรรม , งานสถาปัตยกรรม , ตกแต่ง ภายใน ฯลฯ ไมร่ วมถึงสขี องแสงซ่ึงตา่ งออกไป


สีท้ัง 3ข้ัน เม่ือนามาจดั อยู่เป็นวงจรจะไดล้ ักษณะเป็นวงลอ้ สี


สีคตู่ รงข้าม หรอื สีตรงขา้ ม (Comprementary Colour) สตี รงข้าม หมายถึง สีท่ีอยใู่ นตาแหน่งตรงข้ามกนั ในวงจรสี และมีการตดั กนั อย่างเดน่ ชดั ซงึ่ จะให้ ความรู้สกึ ท่ีขดั แย้งกนั สีตดั กนั หรือสีค่ปู ฏิปักษ์ เป็นสีที่มีค่าความเข้มของสี ตดั กนั อย่างรุนแรง ในทางปฏิบตั ิ ไมน่ ิยมนามาใช้ร่วมกนั เพราะจะทาให้แต่ละสไี ม่สดใสเทา่ ท่ีควร


สคี ่ตู รงขา้ ม


สคี ่ตู รงขา้ ม


เทคนิคการนาสีตรงข้ามกนั มาใช้ร่วมกนั 1. มพี ้นื ท่ีของสหี นึ่งมาก 2. ผสมสอี ่ืนๆ ลงไปสีสีใด 3. ผสมสตี รงข้ามลงไปใน อีกสหี นึ่งน้อย สหี น่ึง หรือท้งั สองสี สีท้ ังสองสี


วรรณะสี ความแตกตา่ งของสีแต่ละกลมุ่ ในวงจรสโี ดยแบง่ ตามความรู้สกึ ด้านอณุ หภมู ิ โดยแบง่ ออกเป็น 2 วรรณะ คือ 1 สีวรรณะร้อน (Warm Tone) ประกอบด้วยสีเหลอื ง, ส้มเหลือง, ส้ม, ส้มแดง, แดง และมว่ งแดง 2 สีวรรณะเย็น (Cool Tone) ประกอบด้วยสมี ว่ ง, มว่ งนา้ เงนิ , นา้ เงนิ , เขียวนา้ เงนิ , เขียวและเขียว เหลือง


Thanks! อ.ศรญั ญู หนั สงั ข ์ CREDITS: This presentation template was created by Slidesgo, including icons by Flaticon, and infographics & images by Freepik


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook