Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รร.สุขภาวะ

รร.สุขภาวะ

Published by Onizaarm10, 2021-03-20 08:51:02

Description: รร.สุขภาวะ

Search

Read the Text Version

โรงเรียนสุขภาวะ การศกึ ษาแบบนวัตกรรมยคุ ใหม่ (Healthy School)

มงุ่ สู่โรงเรยี นสขุ ภาวะและการจัด การศึกษาแบบนวัตกรรมยคุ ใหม่ จากสถานการณข์ องประเทศไทยในปจั จบุ นั พบ ว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศและ คณุ ภาพเดก็ และเยาวชนไทยมแี นวโนม้ ลดนอ้ ยลง ต่อเน่ือง ส่วนหน่ึงเกิดจากความล้มเหลวของ ระบบการศึกษาไทย จากปัญหาน้ีหลายภาคส่วน ได้เห็นความสำ�คัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ของประเทศโดยร่วมดำ�เนินการผ่าน “โรงเรียน” ซ่ึงถือเปน็ ยทุ ธศาสตร์ที่มคี วามสำ�คญั เป็นอยา่ งย่งิ เพราะเยาวชนในวัยเรียนส่วนมากอยู่ในระบบ โรงเรยี น จงึ มคี วามจ�ำ เปน็ ตอ้ งเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพ และพัฒนาโรงเรยี นให้สามารถบรหิ ารจัดการและ จัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีคุณภาพได้ และระบบ การศึกษาสร้างสุขผ่าน “โรงเรียนสุขภาวะ” คือ ทางเลอื กทส่ี �ำ คญั ในการแกไ้ ขปญั หาการศกึ ษาของ เยาวชนไทยในเวลาน้ี โรงเรียนสขุ ภาวะคืออะไร คอื โรงเรยี นทจ่ี ดั การเรยี นการสอนโดยมเี ปา้ หมายเพอื่ สรา้ งเสรมิ ให้ “ผเู้ รยี นเปน็ สขุ ” โดยการ ปรับสภาพเพื่อลดปัจจัยเส่ียงเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพ จัดโครงสร้างและระบบต่างๆ ให้โรงเรียน สภาพแวดล้อม ครอบครัว และชุมชนเป็นพื้นท่ีปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาวะของผู้เรียนทั้ง ด้านกาย ใจ สังคม และปัญญา เพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำ�เป็นต่อการรับการเปลี่ยนแปลงสู่โลก ยุคเทคโนโลยีดิจิตอล

บทบาทของ สสส. ตอ่ การพฒั นาโรงเรียนสุขภาวะ จากเป้าหมายของ สสส. ท่ีต้องการให้ “ทุกคนมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีสุขภาวะ” จึงจำ�เป็น ต้องวางรากฐานการพัฒนา สร้างและเสริมให้เด็กและเยาวชนของไทยมีศักยภาพและคุณภาพท่ี เพยี งพอเหมาะสม ส�ำ นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.) โดยส�ำ นกั สนบั สนนุ สขุ ภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกบั ภาคเี ครือข่ายทีเ่ กยี่ วขอ้ ง พัฒนาโรงเรียนตามกรอบ แนวคิดเพอ่ื พัฒนาสขุ ภาวะของผเู้ รยี นท้งั 4 มิติ พรอ้ มพฒั นายกระดับการทำ�งานโรงเรยี นให้เป็น พื้นที่ฐานการทำ�งาน (Platform Plan) ของการแก้ปัญหาและพัฒนาสุขภาวะให้สอดคล้องกับ ยทุ ธศาสตร์ท่กี ล่าวมาข้างตน้ โดยตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2554 จนถงึ ปจั จบุ นั สสส. ไดร้ ว่ มพฒั นา “โรงเรยี นสขุ ภาวะ” ทเี่ ปน็ รปู ธรรม กว่า 3,000 โรงเรียน ผา่ นโครงการและภาคเี ครือขา่ ยต่างๆ รวมถึงยงั มีการสรา้ งความร่วมมือกับ คุรุสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏนำ�ร่อง 10 แห่ง มูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา (IRES) ในการ ปฏริ ปู ระบบการพฒั นาครแู นวใหมท่ สี่ ามารถจดั การเรยี นการสอนใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ สามารถ พฒั นาตนเองและแสวงหาความรอู้ ยา่ งตอ่ เนื่องได ้

องคป์ ระกอบหลกั ของ โรงเรียนสขุ ภาวะ 5 ดา้ น 1. ผู้เรยี นเป็นสุข ไดแ้ ก่ 2. โรงเรียนเป็นสขุ ได้แก่ โรงเรียนมีการบริหารจัดการ ผ้เู รยี นมสี ขุ ภาพดี ทเ่ี ออื้ ต่อการสรา้ งเสรมิ ผเู้ รยี นมที กั ษะการ สขุ ภาวะของผู้เรยี น ปฏิเสธให้ตนเองพ้น โรงเรยี นมกี ารบูรณาการ จากอันตราย กระบวนการเรยี นรเู้ พอื่ เสรมิ ผูเ้ รียนอยรู่ ว่ มกันอยา่ ง สรา้ งใหผ้ เู้ รยี นมสี ขุ ภาวะ โดย มีความสขุ สอดคล้องกับบริบทภายใน ผู้เรียนมวี นิ ัย รหู้ น้าที่ โรงเรยี นและทอ้ งถนิ่ มคี วามรับผดิ ชอบ โรงเรียนมีกระบวนการแลก ผเู้ รยี นมจี ติ สาธารณะ อนรุ กั ษ์ เปล่ียนเรียนรู้ การติดตาม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม ประเมินผลร่วมกันภายใน ผู้เรียนกระตือรือร้นให้ โรงเรียนอย่างตอ่ เนอ่ื ง ความสนใจในการเรียน โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ท่ีเอื้อ ต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ ของผู้เรยี น

3. สภาพแวดลอ้ ม 4. ครอบครัวเปน็ สุข ไดแ้ ก่ เป็นสขุ ไดแ้ ก่ ครอบครัวรับฟังและให้คำ� แนะนำ�ท่ีเป็นประโยชน์แก่ โรงเรยี นเป็นเขตปลอด ผู้เรียนในการป้องกันความ เหลา้ -บุหร่ี การพนนั เส่ียงต่อพฤติกรรมที่ทำ�ลาย และสง่ิ เสพติด สขุ ภาวะ ครอบครัวและโรงเรียนมี โรงเรียนมีการคัดเลือก การแลกเปล่ียนข้อมูลทาง วตั ถดุ ิบ เครือ่ งดืม่ ด้านสุขภาวะเพื่อร่วมพัฒนา และอาหารวา่ งทเ่ี ปน็ สขุ ภาวะผูเ้ รียน ประโยชน์ตอ่ สุขภาวะ ครอบครัวมีส่วนร่วมในการ ของผเู้ รยี น เรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การ ดูแลเอาใจใส่ด้านการเรียน บรรยากาศในโรงเรียน และพฤตกิ รรมดว้ ยวธิ เี ชงิ บวก และห้องเรียนเอื้อต่อ ครอบครัวเข้าไปมีส่วนร่วม การจัดกระบวนการ ในกระบวนการเสริมสร้าง เรยี นรู้ของผู้เรยี น สขุ ภาวะของโรงเรยี น โรงเรยี นมรี ะบบปอ้ งกนั ภยั และมีการตรวจสอบอย่าง สมำ่�เสมอ โรงเรียนมีการจัดสภาพ บ ริ เ ว ณ โ ร ง เ รี ย น ใ ห้ มี บรรยากาศร่มรื่นและ สง่ เสรมิ การเรียนรู้

5. ชุมชนเปน็ สขุ ไดแ้ ก่ ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัด ชุ ม ช น มี ส ถ า น ที่ ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร กระบวนการเรียนรู้เพ่ือสร้าง จัดการเรียนรู้และใช้ประโยชน์ เสริมสุขภาวะของผูเ้ รียน เพอ่ื สรา้ งเสรมิ สขุ ภาวะของผเู้ รยี น ชุ ม ช น แ ล ะ โ ร ง เ รี ย น มี ค ว า ม เปิดโอกาสให้บุคคลในชุมชนได้ สัมพนั ธ์ทดี่ ีต่อกนั แลกเปลย่ี นความรเู้ กยี่ วกบั ขอ้ มลู เชงิ สขุ ภาวะของผ้เู รียน ตวั อยา่ งการเรยี นรู้แบบ บรู ณาการส่กู ารเปน็ โรงเรยี นสขุ 1. 2. 3. การเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หา จติ ศกึ ษา ชุ ม ช น ก า ร เ รี ย น รู้ ท า ง เปน็ ฐาน (Problem – วชิ าชพี (Professional Based Learning : PBL) Learning Community : PLC) การเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem – Based Learning (PBL) กระบวนการนี้เน้นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning) วิธีการเรียนการสอนจะนำ�ปัญหาหรือสถานการณ์มาเป็นจุดเร่ิมต้นของการแสวงหาความรู้ และ ให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา เรียนโดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อย การเรียนโดยการกำ�กับ ตนเอง (Self – Directed Learning) และการท�ำ งานร่วมกนั เปน็ ทีม

ขั้นตอนที่ 1 • มอบปญั หาโจทย์สถานการณ์จริงในวิชาชพี • สร้างตาราง FILA เพือ่ หาค�ำ ตอบและแก้ปญั หา ตาราง FILA ชว่ ยให้การเรยี นรู้เป็นไปอย่างมลี ำ�ดับและข้นั ตอน ประกอบด้วย F : Fact I : Ideas Problem Identification Idea Generations (การระบปุ ญั หา) (การแสดงข้อคดิ เหน็ ) • วเิ คราะห์ หาข้อเทจ็ จริง ปญั หาท่ี • วิเคราะห์ว่าแต่ละปญั หาน้นั มี ปรากฏในโจทย์ ต้นเหตุอยา่ งไร ควรแกไ้ ขอยา่ งไร • ร้จู ักแยกแยะขอ้ มูลระหวา่ งข้อเทจ็ • ระดมขอ้ คิดเหน็ นำ�ไปสู่การ จรงิ กับข้อคดิ เหน็ ตงั้ สมมติฐานเพื่อไขคำ�ตอบ • จบั ประเดน็ ออกเปน็ ประเดน็ ย่อยๆ • พสิ ูจนส์ มมตฐิ านเพือ่ แก้ปัญหา L : Learning A : Action Plan Issues • วางแผนแบง่ งานและความรบั ผดิ ชอบ Learning Issues ก�ำ หนดเวลาตดิ ตามงาน • หาข้อมูลความรู้แบบไหน อะไร (ประเด็นการเรียนร)ู้ จากใคร แหล่งไหน อยา่ งไร • ก�ำ หนดประเด็นที่ต้องเรยี นรู้ เพอ่ื • วธิ กี ารหาความร้อู าจแตกตา่ งกนั น�ำ ไปสู่การสรุปความถกู ตอ้ งของ เช่น การสบื ค้นข้อมูล การทดลอง สมมตฐิ านทีต่ ้ังไว้ การสอบถามผเู้ ชย่ี วชาญ • เขยี นหัวข้อการเรียนรู้เปน็ คำ�ถาม โดยเรยี งลำ�ดับความส�ำ คัญ • ประเด็นเรยี นรตู้ อ้ งได้รบั ความเห็น ชอบผ่านครูผู้สอน เพื่อให้บรรลุ วตั ถุประสงคข์ องหลกั สูตร

ขน้ั ตอนที่ 2 การเรยี นโดยการก�ำ กับตนเอง ศกึ ษาหาข้อมูลจากวิทยากรภายนอก เช่น หอ้ งสมุด ตำ�รา วารสาร อนิ เตอร์เน็ต ส่อื การสอน (ครูจดั สรรให)้ คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นต่างๆ การสงั เคราะห์และประยกุ ต์ • น�ำ ข้อมูลท่ีหาได้มาสงั เคราะหเ์ พอ่ื ประเมินแหลง่ ขอ้ มลู ความถูกต้อง น่าเชอ่ื ถอื ประยุกต์และเลือกนำ�ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงว่าตรงประเด็นเพียงพอใน การแก้ไขปญั หา • หาประเด็นความรู้เพมิ่ เตมิ ในกรณที จ่ี �ำ เปน็ • สรปุ เตรียมสอื่ เลอื กวธิ กี ารน�ำ เสนอผลงาน การสะท้อนความคดิ ใหข้ อ้ มูลย้อนกลับ นำ�เสนอผลงานกลุ่มด้วยส่ือหลากหลายที่สะท้อนความคิด ทำ�การอภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างกลุ่ม เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ แก้ปัญหา การสรา้ งองค์ความรู้ใหม่ การเชื่อมโยงและสรุปภาพรวมเป็นความร้ทู ่วั ไป (Generalization) จติ ศกึ ษากบั การพัฒนาปัญญาภายใน จติ ศกึ ษานเ้ี กดิ จากความเช่อื วา่ “เพราะความสมั พนั ธ์เชงิ บวกเป็นหวั ใจของการเรียนร้”ู เพราะหากครูและเด็กมีความสัมพันธ์ท่ีดีแล้ว ย่อมทำ�ให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นสถานท่ีท่ีมี ความอบอุ่นและส่งเสริมให้เด็กเกิดพัฒนาการที่ดีด้านอารมณ์ สังคมและการเรียนได้ โดย กจิ กรรมสว่ นมากมกั เปน็ กจิ กรรมทท่ี �ำ ใหเ้ กดิ สมาธหิ รอื สติ มงุ่ สรา้ งพลงั ความสงบจากภายใน อีกท้ังยังช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลายในเชิงลึก รวมไปถึงกิจกรรมท่ีมุ่งสร้างพลังความรัก ความเมตตาดว้ ย ตวั อยา่ งกจิ กรรมจติ ศกึ ษา • โยคะ เพอ่ื ให้ผเู้ รยี นไดอ้ ยู่กบั ลมหายใจ • การนวดตนเองหรอื นวดเพื่อนเพอ่ื สง่ ตอ่ ความรู้สกึ ดตี อ่ กนั • การเดินรอยเทา้ การเดนิ ต่อเทา้ ตามเสน้ ตรง เพ่อื ให้เกิดสตเิ ทา่ ทนั อารมณ์ • การส่งเทยี น การพบั กระดาษ

ชุมชนการเรยี นรวู้ ิชาชพี Professional Learning Community (PLC) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC เป็นเครื่องมือสำ�คัญสำ�หรับสร้างการสอนของครู นกั ปฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ เปน็ ชมุ ชน เพอ่ื สรา้ งสรรคก์ ารเรยี นแบบใหมอ่ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เนน้ การปฏบิ ตั ิ และการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่รูปแบบการนั่งฟังสัมมนาหรือบรรยายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น กระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำ�งานร่วมกันในวงจรของการร่วมกันตั้งคำ�ถามและ ทำ�การวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการ เพ่ือบรรลผุ ลการเรียนร้ทู ดี่ ีขน้ึ ของนกั เรยี น ตามแนวความเช่อื ว่า หวั ใจ ของการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดีข้ึนอยู่ท่ีการเรียนรู้ท่ีฝังอยู่ในการทำ�งานของครูและ นกั การศกึ ษา ร​ ปู แบบการทำ�งาน ดำ � เ นิ น ก า ร แ บ บ ที ม มีครูเป็นผู้นำ�ร่วมกัน คำ�นึงถึงความสำ�คัญ เรียนรู้ ซ่ึงอาจเป็นทีม แ ล ะ ผู้ บ ริ ห า ร เ ป็ น ผู้ ในเรื่องความสุขของ ในโรงเรยี นเดยี วกนั หรอื ดูแลสนับสนุนเพ่ือร่วม การท�ำ งานรว่ มกนั ของ ตา่ งโรงเรยี นกนั กไ็ ด้ หรอื แลกเปล่ียนเรียนรู้และ สมาชิกในชมุ ชน แม้แต่โรงเรียนท่ีอยู่ห่าง พฒั นาวิชาชพี ไกลกันโดยแลกเปล่ียน เรยี นรกู้ นั ผ่าน ICT

วิธีสร้างโรงเรียนสุขภาวะ การพฒั นาโรงเรียนสุขภาวะจะเร่ิมตน้ พัฒนาจากผเู้ กย่ี วข้องกับโรงเรยี น คอื ผปู้ กครอง ชมุ ชน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ซ่ึงต้องถือว่าเป็น “เจ้าของโรงเรียน ร่วมกัน” และมีเป้าหมายอยู่ที่ตัวนักเรียน การพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลงจึงเน้นการจัด กระบวนการทำ�งานใหเ้ กดิ การเรียนรทู้ ม่ี ีปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งกนั (interactive learning) ทุกฝา่ ย ได้แก่ ผู้ปกครองและชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ร่วมกัน พัฒนาใน ๓ ประเดน็ หลกั คอื (1) รว่ มสรา้ งแผนพัฒนาโรงเรยี น (School Improvement Plan: SIP) (2) รว่ มออกแบบกระบวนการท�ำ งานในโรงเรียนใหเ้ กิดความยั่งยนื และ (3) ร่วมเรยี นรกู้ าร ท�ำ งานเปน็ ทมี โดยใชช้ มุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี (Professional Learning Community: PLC) ซง่ึ จากกระบวนการขา้ งตน้ โรงเรยี นและผเู้ กยี่ วขอ้ งคอื ชมุ ชน ผปู้ กครอง กรรมการสถานศกึ ษา ผู้บริหาร และครู จะร่วมกันพัฒนาและบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (school-based development and management: SBM) ปรับเปลย่ี นวิธีคดิ จากการรอรับนโยบายและการ สงั่ การ เปน็ รบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารจดั การดว้ ยตวั เองมากขน้ึ ตงั้ แตก่ �ำ หนดเปา้ หมาย วางนโยบาย จดั สรรงบประมาณ ด�ำ เนนิ การ และประเมนิ ผลภายใตก้ ารตดั สนิ ใจของผเู้ กยี่ วขอ้ งในโรงเรยี น และ มุ่งเน้นการปรับปรุงพัฒนาโรงเรียนตามสภาพจริง (authentic school improvement) โดย เปา้ หมายการเปลย่ี นแปลง 3 ส่วนคือ

• เสริมสร้างพลังอำ�นาจผมู้ ีส่วนได้เสีย (empowering stakeholder) ให้ชุมชน ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร และครู สามารถ ร่วมกันพัฒนาและบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียน เป็นฐาน (school-based development and management: SBM) โดยใช้รูปแบบการบริหาร โรงเรยี นดว้ ยคณะกรรมการเปน็ กลไกส�ำ คญั และปรบั เปลีย่ นบทบาทจากการเปน็ คณะทีป่ รกึ ษา (advisory board) ใหม้ ลี กั ษณะการท�ำ งานเปน็ คณะผูร้ ว่ มรบั ผดิ ชอบมากขึ้น • ปรับปรุงระบบการทำ�งานและเง่ือนไขการ ทำ�งานในโรงเรียน (adjust systems and work conditions in school) โดยเน้นการสร้าง กระบวนการพัฒนาโรงเรียนโดยมีผู้อำ�นวยการ โรงเรยี นเป็นผนู้ �ำ การเปลี่ยนแปลง • พฒั นาครเู ชิงวชิ าชีพ (professional development)ให้เกิดชุมชนทาง วิชาชีพ (professional leaning community: PLC) ให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและการจัด กระบวนการเรียนรู้ โดยเน้นวิธีการเรียนรู้ท่ีหลาก หลาย ท้ังการเรียนรู้จากปัญหา (problem-based Leaning) และการบรู ณาการวชิ าและทกั ษะตา่ งๆ เพอื่ การแก้ปัญหาและค้นหาทางออกในสถานการณ์ชีวิต จรงิ รวมท้งั สร้างวฒั นธรรมการทำ�งานใหมท่ ่ีเนน้ การ เรยี นรู้รว่ มกัน (collective leaning) ใหเ้ กิดข้นึ กับครู

วธิ ีสรา้ ง จติ ศึกษาในโรงเรยี น การจะเป็นโรงเรียนจติ ศึกษาได้น้ัน มีองคป์ ระกอบ สำ�คญั 3 ประการ 1. สร้างโรงเรียนให้เป็นชุมชนท่ีเอ้ือต่อความ งอกงามด้านจติ ใจ ในที่น้ีหมายถึงการมีสภาพแวดล้อมท่ีดี ปลอดภัย ร่มร่ืน ครู นักเรียน และผู้ปกครองมีสัมพันธภาพ ท่ีดีต่อกัน รวมถึงการมีวิถีวัฒนธรรมที่มีเหตุผล ไม่จำ�เป็นต้องบีบบังคับกนั ทกุ คนและทุกหนว่ ยงาน มคี วามเขา้ ใจซง่ึ กนั และกนั และพรอ้ มใหค้ วามรว่ มมอื 2. การใชจ้ ิตวิทยาเชิงบวก เนน้ การเรยี นรทู้ ม่ี คี วามเชอื่ วา่ ทกุ คนควรไดร้ บั คณุ คา่ ความเปน็ มนษุ ยเ์ ทา่ เทยี มกนั ไมม่ บี ทลงโทษทรี่ นุ แรง เออื้ อ�ำ นวยใหเ้ ดก็ ท�ำ งานส�ำ เรจ็ ทกุ ชนิ้ ชว่ ยใหเ้ ดก็ รสู้ กึ มีคุณคา่ รู้จกั ท่จี ะใหเ้ กยี รติ เชอ่ื ใจ และช่นื ชมต่อกนั 3. การพัฒนากิจกรรมที่ทำ�ให้ผู้เรียนเกิดสติ รู้ตัวไว มสี มาธิ กิจกรรมรูปแบบเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เชอื่ มโยงตวั เองกบั คนอนื่ รวมถงึ สง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั โดย เกดิ ความผอ่ นคลายภายในจติ ใจ

ตัวอย่าง ตัวอย่าง โรงเรยี นท่เี น้นการสอน การแบ่งชว่ งเวลาส�ำ หรบั นวัตกรรมจติ ศึกษาใน ดว้ ยนวัตกรรมจติ ศกึ ษา แตล่ ะวนั ของโรงเรยี นล�ำ ปลายมาศพัฒนา โรงเรยี นลำ�ปลายมาศ พัฒนา จังหวดั ศรีสะเกษ กอ่ นเข้านวัตกรรมจิตศกึ ษา โรงเรียนแห่งน้ีเป็นโรงเรียนเอกชน 7.00 น. ครรู บั ประทานอาหารเชา้ รว่ มกนั การกุศล เด็กที่มาเรียนเป็นเด็กเรียน พร้อมพูดคุยวา่ วนั นจ้ี ะท�ำ อะไรบา้ ง ฟรีจับฉลากเข้ามา ไม่มีการสอบเก่ง 7.30 น. ครเู ลน่ กบั เดก็ คยุ กบั ผปู้ กครองเดก็ หรือมีเงินจ่าย เพราะเป้าหมายแรกของ (การสร้างปฏสิ มั พนั ธ์) โรงเรียนคือ การเป็นโรงเรียนพัฒนา 8.00 น. ครแู ละเดก็ พรอ้ มกนั หน้าเสาธง ตัวอย่างท่ีสร้างแรงบันดาลใจให้ครูทั่ว (เพื่อการเร่มิ ต้นวนั ท่ีดแี ละมี ประเทศ ส่วนเป้าหมายที่สองคือการ ความหมายรว่ มกนั เป็นเวลา พฒั นาปญั ญาภายใน ภายใตแ้ นวคดิ ทเ่ี ชอื่ 15 นาที ในการร้องเพลงชาติ วา่ หากเดก็ ไดร้ บั การพฒั นาปญั ญาภายใน สวดมนต์ แผ่เมตตา อธิษฐานจติ อย่างสมำ่�เสมอก็จะทำ�ให้เด็กเข้าถึงแก่น และขอบคุณกนั ) แท้ต่างๆ ได้ง่าย ยินดีพอใจง่าย เห็น เดก็ ทกุ คนจะได้รับการเวียนออกไปเชิญธงชาติ คุณค่าส่ิงต่างๆ และคิดอย่างมีความสุข เพราะต้องการใหท้ ุกคนรสู้ ึกมคี ุณคา่ เทยี บเทา่ กนั กับผู้อนื่ การพฒั นาปัญญาภายนอก : ใช้นวัตกรรม PBL ออกแบบกิจกรรม การเรยี นรทู้ ีเ่ ป็น Active Learning และ บูรณาการความรู้จากหลายความรู้ทักษะ และประสบการณ์ การพฒั นาปัญญาภายใน : การใช้จิตศึกษาจะทำ�ให้เด็กเข้าใจ ตนเองและส่งิ ต่างๆ รอบตวั

กระบวนการจิตศกึ ษาแบง่ เปน็ 3 ช่วง ชว่ งเชา้ เป็นการเตรียมสมองเด็กก่อนเรียน 20 นาที ช่วยให้เด็กมีสมาธิ ชว่ งบา่ ย มสี ติ รตู้ วั และผอ่ นคลาย ไมเ่ ครยี ด ใช้ฐานใจให้คนเปดิ ใจก่อนเขา้ สู่ ฐานหวั ดว้ ยการเรียนวิชาหลกั ท�ำ Body Scan 15 นาที แล้วจึงเข้าสู่การเรยี นภาคบา่ ย ซง่ึ เป็น การบูรณาการแบบสหวิชา ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ PBL เน้น Active Learning เรยี นรผู้ า่ นการปฏบิ ตั จิ รงิ ใหค้ รเู ปน็ ผกู้ ระตนุ้ และ อำ�นวยการให้เด็กเกิดการเรียนรู้ร่วมกนั กอ่ นกลบั บา้ น กลับสู่ฐานใจอีกครั้งด้วย AAR ทบทวนการเรียนรู้แต่ละวันว่า พบเจอปัญหาอะไรบ้าง และวางแผนสำ�หรับการเรียนในวันต่อไป มชี ่วั โมง Home Room เพื่อแนะแนว เมือ่ นักเรยี นกลบั บา้ นครจู ะ มาท�ำ AAR กันต่อว่าตลอดท้ังวนั ท่ผี า่ นมา เด็กไดเ้ รยี นรอู้ ะไรไปบ้าง กระบวนการเปน็ อย่างไร เกดิ ปญั หาใดให้แก้ไขหรือไม่

การเตรยี มความพรอ้ มให้ครูผสู้ อน สำ�หรับแนวการสอนแบบ PBL การสอนแบบ PBL อาจเกิดข้ึนได้หลายรูปแบบ ทั้งครูเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ ครแู ละนักเรียนเรยี นรไู้ ปดว้ ยกนั ครแู ละครเู รยี นรูไ้ ปด้วยกัน หรอื อาจจะใชท้ ุกขอ้ น้ีรว่ ม กันท้ังหมดเพื่อให้การสอนแบบ PBL สัมฤทธิผลเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ก่อนอ่ืนครูผู้ สอนเองตอ้ งมกี ารเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นเขา้ สนู่ วตั กรรมการสอนรปู แบบนต้ี ามล�ำ ดบั ขนั้ 1. จดั ประชมุ หารอื ในสถานศึกษา ผูบ้ รหิ ารและครู เพื่อหาทศิ ทาง การสอนแบบ PBL รว่ มกัน 2. ระดมความคิด ให้ครูเป็นผู้ต้ังโจทย์ปัญหาจากสถานการณ์ปัญหา ท่ีเกิดขึ้นจริง มีความเชื่อมโยงและใกล้ตัวผู้เรียน เช่น ประเด็น ปัญหาในชมุ ชน 3. ครูผู้สอนออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการทำ�งานร่วมกัน เปน็ กลุ่มใหผ้ ูเ้ รียนได้ลงมือปฏบิ ตั จิ ริง • การใช้วสั ดธุ รรมชาติในชุมชนหรือโรงเรยี น • ใหผ้ เู้ รยี นไดอ้ อกไปศกึ ษา เรยี นรใู้ นชมุ ชน เพอื่ เกดิ ประสบการณ์ จรงิ พรอ้ มทง้ั เกดิ ทกั ษะชวี ติ ทส่ี ามารถน�ำ ไปปรบั ประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้ 4. ครผู สู้ อนเน้นกระบวนการเรยี นรู้แบบ Active Learning : AL • เน้นผเู้ รียนเปน็ ส�ำ คัญ • เนน้ ทักษะการคดิ • ครจู ะไมบ่ อกค�ำ ตอบผู้เรยี น แตใ่ ชค้ �ำ ถามในการกระตุ้น ให้ผูเ้ รียนไดค้ ิด 5. ครผู สู้ อนต้องมกี ารทดสอบและประเมนิ ผู้เรยี นเปน็ ระยะ • ประเมินกอ่ นเรม่ิ ใช้นวตั กรรม PBL • ประเมนิ ระหว่างการใช้นวัตกรรม PBL • ประเมินหลังการใช้นวัตกรรม PBL

ตัวอยา่ ง โรงเรียนท่ใี ชน้ วัตกรรม PBL อย่างเห็นผล โรงเรียนบา้ นสว้า จงั หวดั น่าน การศกึ ษาเรียนร้ผู ่านปัญหาที่เกิดขึน้ จริง ได้แก่ ปญั หาการปลูกข้าวไม่พอกนิ ชาวบา้ นมสี ภาพยากจน โรงเรียนน�ำ ปญั หาน้ีมาต้งั เป็นโจทยใ์ หเ้ ดก็ และชมุ ชนเรียนรู้ การปลูกข้าว 2 วธิ ี เพือ่ แกไ้ ขปญั หา • การปลกู ขา้ วแบบบา้ นป่า หรอื แบบชาวลัวะ • การปลกู ขา้ วแบบชาวมง้ เทคนคิ นท้ี �ำ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นรวู้ า่ มวี ธิ กี าร ปลกู ข้าวอีกหลายวิธที ่ีจะทำ�ให้ผลผลติ เจริญงอกงาม ปญั หาการปลกู ผักหนีหมูที่ชาวบา้ นเลี้ยงแบบปลอ่ ย จากโจทย์นี้จะเห็นว่าพืชผักที่ปลูกแบบธรรมดาของชาวบ้านเสียหาย เพราะโดนหมกู ินจากการเลี้ยงโดยไมม่ คี อกกั้น ปล่อยให้วง่ิ ไปมา • ใชว้ ิธียกแปลงผกั ใหส้ ูงขึ้นเพ่อื หนหี มดู ว้ ยเทคนิคตา่ งๆ เทคนคิ นช้ี ว่ ยแกไ้ ขปญั หาพรอ้ มกระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นเกดิ ความคดิ ใหม่ ปัญหานักเรยี นบางส่วนท่ีจบชนั้ ม.3 ไปแล้วท�ำ งานจรงิ ไมไ่ ด้ จากโจทยน์ จ้ี งึ ท�ำ ใหเ้ กดิ การเสรมิ ความรขู้ น้ึ มาเพม่ิ เตมิ จากวชิ าการทว่ั ไป • เน้นการฝึกทักษะทางอาชพี ให้เดก็ เช่น การปูกระเบื้อง การอ๊อกเหล็ก ในเด็กนกั เรยี นชาย และสอนเร่ืองการท�ำ อาหาร และงานบรกิ ารแก่เด็กนักเรยี นหญงิ ปญั หาชมุ ชนขาดรายไดท้ ่เี พียงพอ จากโจทย์น้ีจึงทำ�ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และชุมชน มีการเรียนรู้ ส่ิงใหม่ร่วมกัน • สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ และชมุ ชนเรยี นรกู้ ารปลกู กาแฟ ซง่ึ ในกระบวนการ ผลิตใชร้ ะยะเวลา 3 – 4 ปี ถึงจะมีผลผลิตให้เกบ็ เกยี่ ว • เรยี นรกู้ ารท�ำ วิจยั ปลกู ผักฤดฝู นรว่ มกับชมุ ชน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งนำ�มาขายเป็นวัตถุดิบทำ�อาหาร ภายในโรงเรยี น วิธนี ้จี ะช่วยเพมิ่ รายไดใ้ ห้ชุมชนได้อีกทางด้วย

บทสรปุ กระบวนการทั้งหมดน้ีของโรงเรียนบ้านสว้าได้ผลลัพธ์มากมาย เกนิ คาดหมาย เดก็ ครู ผปู้ กครองและชมุ ชน เกดิ ความผกู พนั ใกลช้ ดิ มีสัมพันธภาพเชิงบวกระหว่างชุมชนและโรงเรียนอย่างแนบแน่น แก้ไขปัญหาและวิกฤตที่เกิดข้ึนได้จริงในชุมชน ซึ่งเท่ากับเป็นการ ยกระดับคณุ ภาพชวี ติ ของผู้คนในชมุ ชนให้ดแี ละมคี วามสขุ ย่งิ ขน้ึ เทคนิคการสร้างชมุ ชนการเรียนรู้ของครูแบบมืออาชีพ Professional Learning Community (PLC) กล่าวได้ว่าการใช้ PLC ในโรงเรียนเปน็ การพฒั นาครคู วบคู่ ไปกบั การพัฒนาองคก์ ร รวมถงึ ตวั ผู้เรยี นดว้ ย หวั ใจของการท�ำ PLC อยา่ งได้ผล 1. สรา้ งความเปน็ ชมุ ชนในโรงเรยี น ทำ�ให้โรงเรียนเป็นพ้ืนที่ปลอดภัยของครูและเด็ก เป็นพื้นท่ี การแลกเปลยี่ นความรู้ มกี ารใครค่ รวญวธิ กี ารท�ำ งานของตนเองรว่ ม กนั และมีวิถที ่มี เี หตุผลคงเส้นคงวาเปน็ น้�ำ หนึง่ ใจเดียวกัน 2. สรา้ งกจิ กรรมให้ชุมชนได้มกี ารแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ซ่งึ กัน และกัน ได้แก่การสร้างเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ครูได้นำ�ปัญหาท่ี เกดิ ขนึ้ ระหวา่ งการจดั ฐานกจิ กรรมในหอ้ งเรยี นมาแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ รว่ มกนั สปั ดาหล์ ะ 1 ครง้ั โดยองคป์ ระกอบของการท�ำ วงแลกเปลยี่ น ความรู้ (วง PLC) จะต้องมีการฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างเคารพกัน และมีการสะท้อนกันอย่างมีเหตุผล ที่สำ�คัญกิจกรรมน้ีต้องทำ�อย่าง ตอ่ เน่อื ง ทำ�ใหเ้ กดิ เป็นวิถปี ฏบิ ัตทิ กุ สปั ดาห์ จงึ จะเกิดเปน็ ชุมชนการ เรยี นรูร้ ่วมกนั

ท�ำ ไมถงึ เรยี กว่า “วง” PLC เพราะทกุ คนนงั่ อยใู่ นระนาบเดยี วกนั ทงั้ ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นและครู จดั ใหน้ งั่ เปน็ วงกลม มเี บาะรองนั่ง ใครอยากจะกนิ อะไรกน็ ำ�มากนิ ได้ ไม่ใหเ้ ป็นทางการ ไมต่ ้องมีหวั โตะ๊ พอ แค่ใหม้ ผี ู้นำ�วง หน่ึงในความคดิ ของผู้น�ำ ในวง PLC ผอ. สมศกั ด์ิ ประสาร โรงเรียนบ้านประทาย อ. กนั ทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ ท�ำ ไม วง PLC จึงไดผ้ ลดี ในบางคร้ังการแก้ไขปัญหาของครูท่านเดียวอาจไม่สามารถพัฒนาเด็กได้เต็มท่ี ครูสามารถนำ�ปัญหาการพัฒนาเด็กมาพูดคุยในวง PLC แลกเปล่ียนประสบการณ์กับ ครูในระดับช้ันต่างๆ นำ�แนวคิดของครูมาเรียนรู้กัน เม่ือครูทุกคนเปิดใจร่วมกันพัฒนา เดก็ มเี ปา้ หมายคยุ กนั ในวง ผลทตี่ ามมากจ็ ะแสวงหาแนวทางการพฒั นาเดก็ ไดด้ กี วา่ เดมิ

ตัวอยา่ ง รปู แบบการทำ� PLC ทไ่ี ด้ผลสมั ฤทธ์ิ โรงเรยี นบ้านนาขนวน อ. กันทรลกั ษ์ จ. ศรสี ะเกษ (ซึ่งได้รับความช่วยเหลือและอบรมศึกษาดูงานจากโรงเรียนลำ�ปลายมาศพัฒนาอย่างใกล้ชิด แบบโรงเรียนพ่โี รงเรยี นนอ้ ง) ปกติโรงเรียนบ้านนาขนวนจะมีการทำ� PLC เป็นประจำ�สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซ่ึงกำ�หนดไว้เป็น วันพุธหรอื พฤหัสบดี ตามความเหมาะสมในแตล่ ะสปั ดาห์ ในช่วงเวลา 15.00 – 15.30 น. และมี การท�ำ PLC กอ่ นและหลังปดิ ควอเตอรด์ ังน้ี วง PLC กอ่ นเปิดควอเตอร์ เพอื่ แสวงหาความคดิ ใหม่ สรา้ งความเขา้ ใจ ระดมความคดิ เหน็ การพฒั นา กจิ กรรมออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้ PBL วา่ จะออกแบบอยา่ งไร สรา้ งแรง บนั ดาลใจอยา่ งไร มกี จิ กรรมอะไรบา้ ง คยุ กนั เพอื่ หาชอ่ งทางการท�ำ งานท่ี ดกี วา่ เดมิ สรา้ งการรบั รรู้ ว่ มกนั ถงึ สง่ิ ทจ่ี ะท�ำ รว่ มกนั ตลอดควอเตอร์ (BAR : Before Action Review) วง PLC ประจ�ำ สปั ดาห์ เป็นการพูดคุยใน 2 เร่อื งหลกั คอื 1. กิจกรรมแผนการเรยี นรใู้ นสัปดาหถ์ ดั ไป อาทิ จะท�ำ อะไร วิธกี ารจดั กระบวนการเรยี นร้อู ยา่ งไร ประเมนิ ผลแบบใด 2. กจิ กรรมจดั การเรยี นรใู้ นสปั ดาหท์ ผ่ี า่ นมา หลงั จากทใ่ี ชแ้ ผนการสอน ไปแล้วว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และงอกงามอะไรบ้าง ประสบความสำ�เร็จ หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้เพื่อนครูได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพ่ือ พฒั นาการเรียนการสอนตอ่ ไป วง PLC หลังควอเตอร์ เปน็ กระบวนการถอดบทเรยี น เนน้ การเรยี นรรู้ ว่ มกนั การแชรค์ วามส�ำ เรจ็ หรอื ไมส่ �ำ เรจ็ ซงึ่ การ AAR (After Action Review) หลงั ควอเตอรน์ จี้ ะท�ำ ทงั้ กบั เดก็ ผปู้ กครองและครู ใหท้ บทวนตนเอง พรอ้ มตงั้ ค�ำ ถามส�ำ คญั คอื ทำ�อะไรได้ดี คณุ ค่าของส่งิ ที่ทำ�คืออะไร อะไรทยี่ งั ไมด่ พี อ จะปรับเปลี่ยน แก้ไขอย่างไร เพื่อให้เด็กได้รับคุณค่าเกิดการเรียนรู้ที่งอกงามมากข้ึน พรอ้ มเสนอสิ่งทคี่ รตู ้องการ เชน่ วัสดุ อปุ กรณ์ การศึกษาดูงาน เป็นตน้

วิธีการประเมินผล หลักการสำ�คญั ทใี่ ช้ในการประเมนิ คือ การประเมนิ ตนเอง (Self - Assessment) ของโรงเรียน เพื่อทบทวนกระบวนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดโรงเรียน สขุ ภาวะทัง้ 5 องคป์ ระกอบ วธิ กี ารประเมนิ โรงเรียนจะจดั ประชุมคณะครเู พอื่ ระดมสมอง หาฉันทามติของ ทปี่ ระชุม เพอื่ ใหไ้ ด้ข้อสรุปแต่ละองค์ประกอบวา่ โรงเรยี นอยใู่ น ระดับใด มีภาพรวมอยใู่ นระดบั ใด การประเมนิ แบง่ 1. การประเมนิ ผลลัพธ์ทตี่ วั ผเู้ รียน เปน็ 2 สว่ น คอื 2. การประเมินกระบวนการพฒั นาสุขภาวะของโรงเรียน การประเมินผลลัพธท์ ่ีตัวผเู้ รียน แบ่งออกเปน็ 6 ด้าน จาก 20 ตวั ช้ีวดั ได้แก่ 1. มที ักษะการเรียนรู้ 2. มที กั ษะชวี ิต เอาใจใสก่ ารเรียน ไมย่ ุ่งเกีย่ วกับยาเสพตดิ กล้าคิด กล้าถาม อบายมขุ กลา้ น�ำ เสนอ รจู้ กั แยกเเยะถกู ผดิ อ่านเขียนคลอ่ ง รจู้ ักท่ีจะปฏเิ สธ ไม่มีพฤติกรรมเส่ยี ง มผี ลการเรียนทดี่ ขี ้นึ ดา้ นตา่ งๆ

3. มีทกั ษะสุขภาพ 4. มคี วามเป็นพลเมือง รกั ษาความสะอาด แตง่ กายถูกระเบยี บ ของร่างกาย มีสมั มาคารวะ ทานผกั ผลไม้ ลด ไม่ทะเลาะวิวาท น้�ำ อดั ลม ขนมขบเคยี้ ว เสยี สละเพ่อื ส่วนรวม ร่างกายแขง็ แรง ชอบเล่นกีฬา 5. มสี �ำ นึกอนรุ กั ษ ์ 6. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม ไม่ลกั ขโมย ใช้น�ำ้ ไฟฟ้า และ รู้จักเสยี สละและ สิ่งของอย่างประหยัด แบ่งปนั ขยัน อดออม รักษาความสะอาด ไมฟ่ ุ่มเฟอื ย ของโรงเรยี น ชว่ ยเหลือนอ้ งหรือ ผอู้ ่อนแอกว่า

โดยจะแบ่งการประเมนิ ออกเป็น 3 ระดับ ดังน้ี ระดับเพิม่ ขนึ้ ระดบั เทา่ เดมิ ระดบั ลดลง หมายถึง จ�ำ นวน หมายถงึ จ�ำ นวนนกั เรยี น หมายถงึ จ�ำ นวนนกั เรยี น นกั เรียนที่มพี ฤติกรรม ท่ีมีพฤติกรรมนนั้ ยังไม่มี ที่มีพฤติกรรมนั้นมีการ นัน้ เปลย่ี นแปลงไป การเปล่ียนแปลง หลัง เปล่ียนแปลงไปในทาง ในทางที่ดีขน้ึ หลงั การ ท่ีแย่ลง หลังการพัฒนา พฒั นาโรงเรียนสุขภาวะ การพัฒนาโรงเรียน สุขภาวะ โรงเรยี นสุขภาวะ การประเมนิ ระดบั การพฒั นาของโรงเรยี น แบ่งเป็น Rubric 4 ระดบั ได้แก่ ระดับ 1 เริ่มต้น Beginning ระดบั 2 กา้ วหน้า Progressing ระดับ 3 ปรากฏผล Accomplished ระดบั 4 ระดับเปน็ ตน้ แบบ Exemplary โดยจดั การใหค้ ะแนนในหัวขอ้ องคป์ ระกอบทั้ง 5 ผ้เู รยี นเปน็ สขุ / โรงเรยี นเป็นสุข / สภาพแวดลอ้ มเป็นสุข / ครอบครวั เปน็ สุข / ชมุ ชนเป็นสขุ จากน้นั วดั ผลโดยดูจากคะแนนรวมในดา้ นต่างๆ วา่ ผลคะแนนออกมาอยใู่ นระดบั ใด

เทคนคิ การลำ�ดบั วิธีสงั เกตการเปลี่ยนแปลง ของผู้เรียนเป็นระยะจาก Learning by doing 1. ก�ำ หนดโจทยห์ รอื หวั เรอ่ื ง หลงั จากนนั้ ใหค้ รสู งั เกตและกระตนุ้ ใหเ้ ดก็ คดิ ผา่ นการสรา้ งแรงบนั ดาลใจดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ เชน่ จดั กจิ กรรมตวั อยา่ ง ดคู ลปิ จนผเู้ รยี นเกดิ ค�ำ ถามวา่ สงิ่ เหลา่ นน้ั เชอื่ มโยงกบั ตนอยา่ งไร อะไร คือสิ่งท่ีรู้และยังไม่รู้ ให้ผู้เรียนเขียนสิ่งท่ีอยากรู้ออกมาเป็นประเด็นคำ�ถาม จากการคิด เด่ยี วเป็นการจับคู่ จากการจับคูส่ ูก่ ารคิดเปน็ กล่มุ เพ่อื ช่วยกนั จบั ประเดน็ หัวเรือ่ งรว่ มกนั 2. ออกแบบวางแผนการเรยี นรู้ ครูจะตอ้ งพจิ ารณาดวู า่ สิ่งใดที่เดก็ ควรรู้และต้องรู้ มีตวั ชว้ี ัดตัวไหนท่ีสัมพันธ์เชื่อมโยง กบั หวั เร่ืองที่เดก็ เลอื ก และตวั ชวี้ ัดใดทเี่ ดก็ ไม่ไดเ้ ลอื ก 3. ทำ�กจิ กรรมการเรียนรู้ที่เนน้ การปฏบิ ตั ิ การเรียนในห้องเรียนได้ความรู้ การเรียนนอกห้องเรียนได้ความจริง เม่ือเด็กเริ่มลงมือ ปฏบิ ตั ิ ตอ้ งมกี ารทดสอบเปน็ ระยะ ถงึ ความรคู้ วามเขา้ ใจในสง่ิ ทที่ �ำ ผลสมั ฤทธท์ิ เ่ี กดิ ขนึ้ ของ กิจกรรม ความเปลี่ยนแปลงรอบดา้ นของเด็ก ทง้ั เรอ่ื งของความคิด ความร้สู ึก พฤติกรรม ทแี่ สดงออกมา รวมถงึ ความพงึ พอใจทไ่ี ดร้ ว่ มกจิ กรรมนน้ั ๆ สรปุ องคค์ วามรทู้ เี่ ดก็ เรยี นรวู้ า่ ไดอ้ ะไร นำ�ไปปรบั ใชไ้ ดอ้ ยา่ งไร และมชี วี ิตความเป็นอยูด่ ขี นึ้ หรอื ไม่ การจดั แสดงผลงานนกั เรยี น เม่ือการเรียนและกิจกรรมจบควอเตอร์ กิจกรรมแสดงผลงานเป็นอีกตัวแปรที่จะช่วยสรุปองค์ ความรู้ โดยทางโรงเรยี นจะเชญิ ผปู้ กครองทกุ คนมาทโี่ รงเรยี นเพอ่ื ชมผลงานและกจิ กรรมของเดก็ ท่ี ไดเ้ รยี นรบู้ รู ณาการในชว่ งระยะเวลานนั้ แลว้ ใหผ้ ปู้ กครองรว่ มประเมนิ ผลงานและพฒั นาการของ เดก็ ภายหลงั ทไี่ ดป้ รบั การเรยี นการสอน รวมถงึ เชญิ กรรมการสถานศกึ ษาและภาคตี า่ งๆ ในชมุ ชน เข้าร่วมชมผลงานของนกั เรยี นดว้ ย การจดั ประชมุ กรรมการสถานศกึ ษาและประชมุ ครผู ปู้ กครองถงึ ผลสมั ฤทธทิ์ เ่ี กดิ ขนึ้ เพื่อสรุปทิศทางการเรียนการสอนที่ปรับสู่โรงเรียนสุขภาวะ ค้นหาแนวทางการพัฒนาต่อเนื่อง รวมท้งั แกไ้ ขปญั หาทีเ่ กดิ ขนึ้ เพม่ิ เตมิ

การพัฒนาโรงเรียนสุขภาวะจะเกิดข้ึนได้ด้วยความร่วมมือ จากผปู้ กครอง ชมุ ชน คณะกรรมการสถานศกึ ษา ผบู้ รหิ ารสถาน ศกึ ษา และครู ซง่ึ ตอ้ งถอื วา่ เปน็ “เจา้ ของโรงเรยี นรว่ มกนั ” และ มเี ปา้ หมายอยทู่ ต่ี วั นกั เรยี น เนน้ การจดั กระบวนการท�ำ งาน ใหเ้ กดิ การเรยี นรทู้ ม่ี ปี ฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั (Interactive learning) ทกุ ฝา่ ย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook