Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงงานฉบับสมบูรณ์ กลุ่มที่7 ห้อง57

โครงงานฉบับสมบูรณ์ กลุ่มที่7 ห้อง57

Published by phuminrat201248, 2022-08-31 07:46:30

Description: โครงงานฉบับสมบูรณ์ กลุ่มที่7 ห้อง57

Search

Read the Text Version

1 โครงงานการยอ้ มผา้ พมิ พจ์ ากธรรมชาติดว้ บใบไม้ จดั ทาโดย 1.นาย ภทั ราวธุ สรัณยช์ ยานนท์ เลขที่ 2 2. นายภูมินรัตน์ มโนการ เลขที่ 8 3.นาย ภคภณ เนตรทพิ ย์ เลขท่2ี 1 4.นายสบื สกุล อดุ เงนิ เลขท่ี 23 ช้นั มธั ยมศึกษา ปี น่ี 5/7 ท่ีปรึกษาโครงงาน นาย ดารงค์ คนั ธะเรคย์ โครงงานฉบบั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของวชิ า การศึกษาคน้ ควา้ และสร้างองค์ ความรู้(IS1) ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนปัว อาเภอปัว จงั หวดั น่าน

2 ชื่อโครงงาน การย้อมผ้าพิมพ์จากธรรมชาติด้วบใบไม้ จดั ทาโครงงาน นาย ภูมินรัตน์ มโนการ นาย ภทั ราวธุ สรัณยช์ ยานนท์ นาย ภคภณ เนตรทพิ ย์ นาย นายสบื สกุล อุดเงนิ ครูที่ปรึกษา ครูดารงค์ คนั ธะเรคย์ ปี การศึกษา 2565 บทคดั ยอ่ ในปัจจบุ นั สที ่ีใชย้ อ้ มเสอื้ ผา้ ท่ีนิยมใชม้ กั ทามาจากสารเคมี มีราคาสงู และสารเคมที ่ีใชอ้ าจมีอนั ตราย ตอ่ รา่ งกายของเราได้ การยอ้ มสผี า้ ดว้ ยสจี ากธรรมชาติเป็นทางเลือกท่ีดี และนบั เป็นภมู ิปัญญาท่ีสืบทอดกนั มา แตใ่ นอดีต โดยกระบวนการยอ้ ม สามารถหาสยี อ้ มไดจ้ ากวสั ดธุ รรมชาตทิ ่ีมีในทอ้ งถ่ินหรอื ชมุ ชน ซง่ึ เป็นเศษวสั ดุ เหลือใช้ มีความปลอดภยั และเป็นมติ รตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ทงั้ ยงั นาของท่ีเหลอื ใชม้ าสรา้ งมลู คา่ เพ่มิ ทางคณะ ผจู้ ดั ทาจงึ เลง็ เหน็ ถงึ ความสาคญั ของการใชส้ ียอ้ มผา้ จาก เศษวสั ดจุ ากธรรมชาตแิ ทนการใชส้ ียอ้ มผา้ จากสารเคมี ทงั้ นีจ้ งึ เลอื กใชเ้ ศษวสั ดเุ หลอื ใชจ้ ากธรรมชาติ ในการท าโครงงานสยี อ้ มผา้ จากธรรมชาติและการประเมนิ จดุ คมุ้ ทนุ เพ่ือการจาหน่าย นีม้ ีการทดลอง หา ตวั แปรท่ีมี คณุ สมบตั ิของการจบั สีในการยอ้ ม ในครงั้ นีค้ ณะผจู้ ดั ทาไดเ้ ลอื กตวั แปรท่ีใชใ้ นการช่วยใหส้ ีติด ดงั นี้ นา้ สม้ สายชู นา้ ยา ปรบั ผา้ น่มุ และ นา้ เปลา่ ยอ้ มผา้ พมิ พจ์ ากสีธรรมชาติดว้ ยใบไม้

3 กติ ตกิ รรมประกาศ โครงงานนีส้ าเรจ็ ลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี เน่ืองจากไดร้ บั ความชว่ ยเหลอื อยา่ งดีย่งิ ของ คณุ ครูดารง คนั ธะเรดย์ คณุ ครูท่ีปรกึ ษา โครงงาน ผใู้ หค้ าแนะนาและขอ้ คดิ เหน็ ต่าง ๆ ของ โครงงานสียอ้ มผา้ จากธรรมชาตแิ ละการประเมนิ จดุ คมุ้ ทนุ เพ่ือการ จาหน่ายมาโดยตลอด คณุ ครูท่ีกรุณาสละเวลาอนั เป็น คณุ คา่ ย่งิ เป็นครูผสู้ อนโครงงานพรอ้ มทงั้ ใหค้ าแนะนาท่ีเป็น ประโยชนต์ อ่ การท าโครงงานสียอ้ มผา้ จากธรรมชาติดว้ ยใบไม้ และการประเมนิ จดุ คมุ้ ทนุ เพ่ือการจาหน่าย ขอบคณุ ผปู้ กครองของคณะผจู้ ดั ทา ทกุ ๆ ท่านท่ีใหค้ วามอนเุ คราะหใ์ นการจดั หาเคร่อื งมือและ สว่ นผสมในการทาโครงงานสยี อ้ ม ผา้ จากธรรมชาติและการประเมินจดุ คมุ้ ทนุ เพ่ือการจาหน่ายและใหค้ าแนะนา ในการใชง้ านเป็นอยา่ งดีขอขอบคณุ เพ่ือนๆ ท่ีไดใ้ หค้ วามช่วยเหลือในการทาโครงงาน คณะผจู้ ดั ทาจงึ ขอกราบขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสนี้ คณะผจู้ ดั ทา 25 สงิ หาคม พ.ศ. 2565

4 คานา การจดั กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์ บรู ณาการกบั กิจกรรมการนาองคค์ วามรูไ้ ปใช้ และศกึ า คน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ IS1 ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี5 โดยมีเนือ้ หาเก่ียวกบั การประดิษฐ์ผา้ พิมย์ จากใบไม้ เพ่ือชว่ ยอนรุ กั ษว์ ถิ ีทอ้ งถ่ินรวมถงึ การใชว้ สั ดธุ รรมชาติมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ คณะผจู้ ดั ทาไดเ้ ลง็ เหน็ ถึงคณุ ประโยชนข์ องกิจกรรมดงั กลา่ ว ซง่ึ เป็นกิจกรรม ท่ีเกิดจากการผสมผสาน บรู ณาการสาระองคค์ วามรูจ้ ากรายวชิ าการศกึ ษาคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ (IS1)ตามหลกั สตู รการ จดั การเรยี นการสอนของโรงเรยี นมาตรฐานสากลหวงั เป็นอยา่ งย่งิ วา่ กิจกรรมนีจ้ ะปลกู ฝัง เสรมิ สรา้ ง คณุ ลกั ษณะ และจิตอาสาใหก้ บั ผเู้ รยี นอนั เป็นกาลงั สาคญั ในการพฒั นาประเทศชาตใิ นวนั ขา้ งหนา้ สืบไป

สารบญั 5 บทคดั ย่อ 2 กิตติกรรมประกาศ 3 คานา 4 สารบญั 5 บทท่ี 1 บทนา 6 บทท่ี2 การศกึ ษาเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ ง 8 บทท่ี3 วธิ ีดาเนินการศกึ ษาคน้ ควา้ 12 บทท่ี4 ผลการดาเนินงาน 14 บทท่ี5 สรุปผลและขอ้ เสนอแนะ 16 บรรณานกุ รม 17 ภาพผนวก 18 ประวตั ผิ จู้ ดั ทา 20

6 บทที่ 1 บทนา ที่มาและความสาคญั เนื่องจากในปัจจุบนั สีที่ใชย้ อ้ มเส้ือผา้ น้นั มกั ทามาจากสารเคมี มีราคาสูง และสารเคมีท่ีใชอ้ าจมี อนั ตรายต่อร่างกายของเราได้ การยอ้ มสีผา้ ดว้ ยสีธรรมชาติเป็นทางเลือกท่ีดี และนบั เป็นภูมิ ปัญญาท่ีสืบทอด กนั มาแต่ในอดีต โดยกระบวนการยอ้ มสามารถหาสียอ้ มไดจ้ ากวสั ดุธรรมชาติ ท่ีมีในทอ้ งถิ่น ซ่ึงเป็นเศษวสั ดุ เหลือใช้ มีความปลอดภยั และเป็นมิตรต่อส่ิงแวดลอ้ ม ท้งั ยงั นา ของท่ีเหลือใชม้ าสร้างมูลค่าเพม่ิ ทางคณะ ผจู้ ดั ทาจึงเลง็ เห็นถึงความสาคญั ของการใชส้ ียอ้ มผา้ จากเศษวสั ดุจากธรรมชาติแทนการใชส้ ียอ้ มผา้ จากสารเคมี ท้งั น้ีจึงเลือกใชเ้ ศษวสั ดุเหลือใชจ้ าก ธรรมชาติ วถั ุประสงคข์ องการศึกษา 1. ศึกษาการสียอ้ มผา้ จากวสั ดุธรรมชาติทาปฏิกิริยา และ มีผลลพั ธ์ อยา่ งไรบา้ ง 2.เพอ่ื ใชว้ สั ดุจากธรรมชาติใหเ้ กิดประโยชน์ สมมุติฐาน การใชไ้ มร้ ีดผา้ กบั ใบไม้ ทาใหส้ ีติดมากกวา่ และติดดีกวา่ การไม่ใชไ้ มร้ ีด

7 ขอบเขตการศึกษา การยอ้ มผา้ จากใบไมส้ ด เม่ือทาการทดลองแลว้ จะตอ้ งสารวจดูวา่ ใบไหนสามรถติดได้ ดีและออกมาสวยงาม ใหไ้ ดผ้ ลอยา่ งไร จดบนั ทึก และแกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดต่อไป ระยะเวลาดาเนินการคร้ังน้ี ดาเนินการในปี การศึกษา 2565 เดือนสิงหาวนั ที่ 1-31 ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ 1.สามารถนามาตดั เป็นชุดเพอื่ ใส่ในทุกๆวนั ไดจ้ ริง 2.สามารถนาไปต่อทาธุระกิจต่างๆจากผา้ พมิ พล์ ายจากวสั ดุธรรมชาติ 3.วสั ดุธรรมชาติสามารถนามาใชเ้ ป็นประโยชน์ 4.ผคู้ นต่างเปล่ียนมาสวมใส่เส้ือผา้ ท่ีพมิ พม์ าจากใบไมแ้ ทนเพอ่ื อนุรักษศ์ ิลปะทอ้ งถิ่น 5.เพ่อื ช่วยกนั สืบสารความรู้การยอ้ มผา้ ของทอ้ งถิ่น

8 บทท่ี 2 เอกสารทเ่ี กยี่ วข้อง 2.1 ผา้ ผา้ นนั้ มีมานานตงั้ แตก่ ่อนครสิ ตศ์ กั ราชโดยมีการคน้ พบผา้ ลนิ ินในถา้ ท่ีจอรเ์ จียกอ่ นท่ีจะมีผา้ นนั้ ใน อดีต มนษุ ย์ โบราณยงั ไมร่ ูจ้ กั ใสเ่ สอื้ ผา้ ปิดกายเพราะมีผิวหนงั ท่ีหนาและขนยาว.แตเ่ ม่ืออากาศมีการ เปล่ยี นแปลงมนษุ ยม์ ีการปรบั ตวั ความหนาของผิวและลดความยาวของขน ทาใหม้ นษุ ยเ์ รม่ิ รูจ้ กั ปกปิด รา่ งกายในชว่ งแรก ไดม้ ีการน าใบไมแ้ ละเปลอื กไม้ มาทาเป็นเครื่องนงุ่ หม่ .และหนงั สตั วแ์ ละเรม่ิ ววิ ฒั นาการมี การถกั การทอดว้ ย พืชสาหรบั ในไทย พบวา่ ผา้ คืออะไร จาก หลกั ฐานทางโบราณคดีแสดงวา่ เคยมีการใชผ้ า้ และทอผา้ ไดต้ งั้ แตส่ มยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ หรือเม่ือราว 2,000-4,000 ปี มาแลว้ โดยไดพ้ บเศษผา้ ติดอยกู่ บั คราบสนิมของกาไลทองสารดิ และอปุ กรณป์ ่ันดา้ ยดินเผาแบบงา่ ยๆ รวมทงั้ ลกู กลงิ้ แกะ ลายสาหรบั ใชท้ า ลวดลายบนผา้ เป็นจานวนมาก อยทู่ ่ีบรเิ วณแหลง่ วฒั นธรรมบา้ นเชียง อาเภอหนองหาน จงั หวดั อดุ รธานี ผา้ นนั้ ถกู นาไปใชป้ ระโยชนใ์ นหลาย ดา้ น แตท่ ่ีพบมากท่ีสดุ คือ ก า ร นามาตดั เยบ็ เป็น เคร่อื งน่งุ หม่ เครอ่ื งใชป้ ระเภทผา้ ตา่ งๆ สง่ิ ทอท่ีมีสว่ นแบง่ ทางการตลาดไมแ่ พเ้ สือ้ ผา้ กค็ ือ เคหะส่งิ ทอ (Home Textile) หมายถึง ทกุ อยา่ งท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ผา้ ท่ีใชป้ ระดบั ตกแตง่ ภายในบา้ น โรงแรม อาคารสถานท่ีท่วั ไป เชน่ ผา้ มา่ น ผา้ ปเู ตียง ผา้ ขนหนู เป็นตน้ และในดา้ นอ่ืนอีก หลากหลาย เช่น การตกแตง่ สถานท่ี ถงุ ชา ท่ีกรองกาแฟ สิ่งทอเฉพาะทาง (Technical Textiles) ชดุ ปอ้ งกนั เช่น ความ รอ้ นและรงั สสี าหรบั เสอื้ ผา้ ดบั เพลงิ กบั โลหะ เหลวสาหรบั ช่างเช่ือม เกราะปอ้ งกนั เช่น เสอื้ เกราะกนั กระสนุ การใชง้ านทาง การแพทย์ และสิ่งทอสาหรบั การเกษตร (Agrotextiles) เพ่ือปอ้ งกนั พืช เชน่ กนั นก กนั แมลง การใชง้ านเบด็ เตลด็ ของสง่ิ ทอ ไดแ้ ก่ ธงเป้ สะพายหลงั เตน็ ทส์ ่ิงทอยงั ใชเ้ พ่ือเสรมิ ความแขง็ แกรง่ ในวสั ดคุ อมโพสติ (Composite) เชน่ ไฟเบอรก์ ลาส (Fiberglass) 2.2 ความหมายและคณุ สมบตั ิผา้ ผา้ (Fabric) หมายถึง วสั ดชุ นิดหน่งึ ท่ีมีลกั ษณะเป็นแผน่ และผา่ นกระบวนการผลติ จากเสน้ ใย ธรรมชาติ หรือ สงั เคราะห์ จนไดเ้ ป็นเสน้ ดา้ ยและผา่ นกรรมวิธีผลติ จนไดเ้ ป็นผืนผา้ ผา้ (Fabric) คือ สงิ่ ท่ีไดจ้ ากการนาวสั ดธุ รรมชาติหรอื วสั ดทุ ่ีสงั เคราะห์ ผา่ นกระบวนการผลิต จนได้ เป็นเสน้ ดา้ ย และผา่ นกรรมวิธีผลติ ผสมผสานหรอื ถกั ทอจนไดเ้ ป็นผืนผา้ เชน่ ฝา้ ย ใยไหม ไนลอน เป็นตน้ ผา้ (Fabric) คือ สงิ่ ท่ีไดจ้ ากการนาวสั ดธุ รรมชาติหรอื วสั ดทุ ่ีสงั เคราะหข์ นึ้ มาสานหรอื ท่ีทอดว้ ย เสน้ ใยใชเ้ ป็น เครอ่ื งน่งุ หม่ เพราะฉะนนั้ เสอื้ ผา้ เครอ่ื งแตง่ กายจงึ หมายถงึ การทอจนเป็นเนือ้ เดียวกนั เช่น ฝา้ ย ใย ไหม ไนลอน เป็นตน้ มาผลิตเป็นรูปแบบตา่ ง ๆ ตามความตอ้ งการ

9 ปัจจบุ นั เนือ้ ผา้ ท่ีนามาตดั เยบ็ เครอ่ื งนงุ่ หม่ เคร่อื งแตง่ กาย หรือผลติ เป็นผลติ ภณั ฑท์ ่ีใชใ้ นบา้ นนนั้ มี หลากหลายแบบ หลายชนิด ซง่ึ ผผู้ ลติ ตา่ งกน็ านวตั กรรมเทคโนโลยีเขา้ มาช่วยในกระบวนการผลติ ทกั ทอ จงึ ก่อ ใหเ้ กิดเนือ้ ผา้ ในแบบตา่ งๆ ท่ี มีคณุ สมบตั เิ หมาะกบั การใชง้ านในแตล่ ะประเภท ดงั นี้ 1.ประเภท ผา้ ทอ กรรมวิธีการน าเสน้ ดา้ ยมาขดั กนั มีเสน้ ใยดา้ ยดงั นีเ้ สน้ ดา้ ยยืน (warp yarn) กบั เสน้ ดา้ ยพงุ่ (weft yarn) 2.ประเภท ผา้ ถกั (Knitted fabric)การน าเสน้ ดา้ ยตอ่ กนั เป็นหว่ ง (interlock loops) มีเสน้ ใยดา้ ย ดงั นี้ คือ เสน้ ดา้ ย แนวตงั้ (Wales) และ เสน้ ดา้ ยแนวนอน (Course) 3.ประเภท ผา้ อ่ืนๆ เป็นผา้ ท่ีเกิดจากกระบวนการผลิตอ่ืนท่ีนอกเหนือไปจากการถกั และทอ เช่น การ ขนึ้ รูปเป็นแผน่ ฟิลม์ ทงั้ จากสารละลายและจากการฉีดพลาสติกหลอม การขนึ้ รูปเป็นโฟม และการขนึ้ รูปเป็นผา้ จากเสน้ ใยโดยตรง เรยี กวา่ ผา้ ไมถ่ กั ไมท่ อ (nonwovens) มีลกั ษณะโครงสรา้ งเป็นแผน่ ผา้ ท่ีเกิดจากการสาน ไปมาของเสน้ ใย (fibrous web) มีการยดึ กนั ดว้ ยการ ท่ีเสน้ ใยพนั กนั ไปมา (mechanical entaglement) หรอื โดยการใชค้ วามรอ้ น เรซิน หรอื สารเคมีในการทาให้ เกิดการยดึ กนั ระหวา่ งเสน้ ใย 2.3คณุ สมบตั ขิ องผา้ ขนึ้ อยกู่ บั เสน้ ดา้ ยท่ีใชผ้ ลติ สามารถแบง่ เป็นชนิดนนั้ จะแบง่ ได้ 3 ชนิด ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. เสน้ ใยท่ีทาจากธรรมชาติ100% (Natural fiber) และแบง่ ไดเ้ ป็นประเภทดงั ตอ่ ไปนี้ เสน้ ใยไหม (Silk) ใยไหมมาจากโปรตีนของรงั ไหม แลว้ นามาป่ันจนไดเ้ ป็นเสน้ ดา้ ย น ามาทอ หรือถกั ได้ เป็นผืนผา้ คณุ สมบตั ขิ องผา้ ไหมนนั้ มีความนมุ่ มือ เงางามจบั ตา ไมย่ บั งา่ ย หรอื ไมย่ บั เลย คงสภาพของผา้ ไดด้ ีทีเดียว ดดู ความชืน้ ไดด้ ีพอสมควร และสามารถปรบั ตวั ไดใ้ นอณุ หภมู ทิ ่ีเปล่ยี นแปลง ใสส่ บายมาก ฤดหู นาว กใ็ สแ่ ลอ้ บอนุ่ สามารถตดิ ไฟได้ เวลาไหมผ้ า้ จะหด และไหมเ้ ป็นขีเ้ ถา้ ตอ้ งซกั ดว้ ยสบทู่ ่ีมีฤทธิ์ออ่ นเทา่ นนั้ เพราะ ผงซกั ฟอกท่ีมีกรดแรงจะทาลายเนือ้ ผา้ กอ่ นรดี ตอ้ งนาผา้ ฝา้ ย มารอง เสน้ ใยลนิ ิน (Linen) ผลติ จากเสน้ ใยของตน้ แฟลก์ (flax) แลว้ นามาป่ัน จนไดเ้ ป็นเสน้ ดา้ ย จากนนั้ จงึ มาทอ หรอื การถกั ไดเ้ ป็น ผืนผา้ ลินิน นนั้ เสน้ ใยธรรมชาตทิ ่ีมีความคงทน และความแข็งแรงท่ีสดุ โดยท่ี คณุ สมบตั ิของผา้ ลนิ ินนนั้ จะยบั งา่ ย ซกั ได้ สามารถรดี ไดท้ ่ีอณุ หภมู ิสงู ลกั ษณะของจะมี ความมนั เงาสวยงาม ผวิ เรยี บแข็งและดดู ซมึ นา้ ไดต้ ดิ ไฟได้ เวลาไหม้ จะเหมือนกระดาษ เวลาพบั ผา้ ลนิ ินตอ้ งใชก้ ารมว้ นเทา่ นนั้ เพราะ ถา้ พบั เสน้ ดา้ ยอาจหกั เสียทรงได้

10 เสน้ ใยฝา้ ย (Cotton) ไดม้ าจากการน า เสน้ ใยของปยุ ฝา้ ยนามาป่ันจนเกิดเป็นเสน้ ดา้ ย แลว้ จงึ นามาทอ หรอื ถกั ไดเ้ ป็นผืน ผา้ คณุ สมบตั ขิ องผา้ ฝา้ ย หรอื ผา้ Cotton นนั้ จะ ยบั งา่ ย รดี ยาก หด ยว้ ย แต่บางเบา หากผลติ เป็นเครื่องน่งุ ห่ม จะใส่ สบาย แตป่ ัจจบุ นั มีกระบวนการในการผลิตเสน้ ดา้ ยท่ีมีประสิทธิภาพ ทาให้ คณุ ภาพของฝา้ ยดีขนึ้ จึงเป็นท่ีนิยมกนั อยา่ ง แพรห่ ลาย เช่น ฝา้ ย (Cotton) ลินิน (Linen) ปอ (Jute) ป่ าน (Ramie) น่นุ (Kapok) กญั ชง (Hemp) สบั ปะรด (Pineapple) เป็นตน้ เสน้ ใยขนสตั ว์ (Wool) ผา้ ขนสตั ว์ คือการนาขนสตั วน์ ามาป่ันจนเกิด เป็นเสน้ ดา้ ย แลว้ จงึ มาทอ หรอื ถกั เป็นผืนผา้ ขนสตั ว์ ท่ีนิยมมาใชท้ าเป็นผา้ ท่ีสดุ คือขนแกะ คณุ สมบตั ขิ องขนสตั ว์ ขนสตั วน์ นั้ ดดู ความรอ้ น และ ถา่ ยเทความชืน้ ไดด้ ี เวลาสวม ใสจ่ งึ ใหค้ วามอบอนุ่ ไดด้ ี และไม่เหนอะหนะรา่ งกายเวลาสวมใส่ หดตวั มาก เวลาเปียก จงึ ควรซกั แหง้ เทา่ นนั้ หลงั จากซกั แหง้ ควรเก็บใสถ่ งุ พลาสตกิ เพ่ือปอ้ งกนั มอด 2. เสน้ ใยสงั เคราะหจ์ ากสารเคมี (Chemical Synthetic fiber) สแปนเดก็ ซ์ (Spandex) เป็นผา้ ท่ีมีความยืดหย่นุ สงู เป็นผา้ เสน้ ใยสงั เคราะหน์ ิยมนามาผลติ เสอื้ ผา้ ท่ี ตอ้ งการความยืดหยนุ่ เชน่ ชดุ ชนั้ ใน มาทดแทนยางธรรมชาติท่ีอายกุ ารใชง้ านใชไ้ มไ่ ดน้ านนกั ไนลอน (Nylon) ไนลอนไดม้ าจากกระบวนการรวมตวั ของปิโตรเคมีจาพวก เบนซนิ ฟี นอล ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และมา ผ่านกรรมวธิ ีทางเคมี และผลติ เป็นเสน้ ดา้ ยดว้ ยการถกั หรอื ทอ คณุ ลกั ษณะของผา้ ไนลอน นนั้ มีความทนทานมาก รูปรา่ ง ของผา้ ทรงตวั ไดด้ ี สามารถซกั ผงซกั ฟอกได้ ทนต่อเชือ้ ราและแมลง ทนตอ่ การ ขดั สีแตเ่ วลาใสไ่ มค่ ่อยสบายตวั นกั มกั ผลติ ขนึ้ มาใชเ้ ป็นเสอื้ ผา้ ท่ีมีราคาไม่สงู โพลเี อสเตอร์ (Polyester ไดม้ าจากกระบวนการรวมตวั จาพวกปิโตรเคมี จาพวกเอทานอล ผา่ น กรรมวธิ ีทางเคมี ไดเ้ ป็น เสน้ ดา้ ยแลว้ ผ่านกระบวนการถกั หรอื ทอ ไดเ้ ป็นผืนผา้ เป็นเสน้ ใยท่ีผลิตขนึ้ มาเพ่ือใหม้ ี คณุ สมบตั ิคลา้ ยฝา้ ย ลกั ษณะ เป็น เสน้ ใยยาวนมุ่ เงามนั ดดู ความชืน้ ไดน้ อ้ ย ผา้ มีความเบาบาง ยบั ยากจบั จีบได้ แตเ่ ม่ือใสไ่ ประยะนานผา้ จะเกิดขยุ ได้ 3. เสน้ ใยสงั เคราะหจ์ ากวสั ดธุ รรมชาติ (Natural Synthetic fiber) เรยอน (Rayon) ไดม้ าจากการนาเปลือกไมใ้ นธรรมชาตผิ ่านกรรมวิธีทางเคมีไดเ้ ป็นเสน้ ดา้ ย และผ่าน กรรมวธิ ี ดว้ ยการถกั หรอื การทอ ผลติ ขนึ้ มาเพ่ือใหม้ ีคณุ สมบตั ิเหมือนกบั ฝา้ ย คณุ สมบตั ิ มีความน่มุ มนั เงาสามารถ ระบายความรอ้ น และดดู ความชืน้ ได้ แต่ถงึ อยา่ งไรก็ตาม ก็ไม่สามารถเป็นผา้ ท่ีดีกวา่ ฝา้ ยได้ ราคาคอ่ นขา้ งถกู นิยมนามาทดแทนผา้ ฝา้ ย

11 2.4 ใบไม้ ใบไม้ เป็นโครงสรา้ งสดุ หศั จรรย์ แผ่นสีเขียวบางๆหรอื มีสีอ่ืนอีก ท่ีเราพบเหน็ ไดท้ ่วั ไปรอบตวั จรงิ ๆ แลว้ มีกลไกพเิ ศษ ซอ่ นอยมู่ ากมาย ทกุ คนรูด้ ีวา่ หนา้ ท่ีคือสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง สรา้ งอาหารเลยี้ งพืช และสิง่ มีชีวิต ทงั้ หลายในระบบนิเวศ ใบไม้ (leaf) เป็นสว่ นท่ีสรา้ งอาหารโดยกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ใบไมม้ ีขนาด และรูปรา่ งแตกตา่ งกนั หลายแบบ และ หลากหลายสีสนั

12 บทที่ 3 วธิ ีการดาเนินโครงงาน 3.1 เคร่อื งมือและอปุ กรณ์ 1.ผา้ ฝ้าย 2.ใบไมส้ ด 3. ถงุพลาสติก 4. คอ้ นทุบ 5. เขียงหรือท่อนไม้ 6. สารส้ม 7. น้ายาปรับผา้ นุม้ ่ 8. น้าเปล่า 9. ท่ีน่ึงผา้ ขนั้ ตอนการดาเนินโครงงาน 1.ศึกษาหวั ข้อที่สนใจในการทาโครงงาน 2.ศึกษาข้อมลู จาก -เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ ง -ผลงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 3.จดั ทาเค้าโครงของโครงงาน

13 4.ลงมือทาโครงงาน ข้นั ตอนการ การพิมพล์ ายผา้ ดว้ ยไม้ 4.1 เตรียมนา้ เปล่า น้าสารสม้ 1 ถงั และนา้ ยาปรีบผา้ นุ่ม 1 ถงั จากนนนั้ เตรียมอปุกรณ์ผา้ ใบไมส้ ด ถุงพลาสติก คอ้ นทุบ และเขียงหรือท่อนไม้ 4.2 .วางผา้ บนเขียงหรือท่อนไม้ เลือกใบไมต้ ามใจชอบวางไวบ้ นผา้ 4.3 นาถุงพลาสติกทบั ใบไมท้ ่ีวางบนผา้ จบั ถุงพลาสติกใหต้ ึง เพื่อกนั เลอะและ ใบไมข้ ยบั ไป - มา 4.4 นาคอ้ นคอ่ ย ๆ ทุบใบไมท้ ่ีวางบนผา้ 10 - 20 ครั้ง 4.5 สงั เกตวา่ สีใบไมต้ ิดผา้ แลว้ หรือยงั เมื่อติดแลว้ สามารถทุบใบต่อไปได้ หากไม่ติด สามารถทุบอีกรอบจนกวา่ สีจะติดผา้ 4.6 เมื่อทุบจนพอใจไดล้ ายผา้ ท่ีสวยงาม แลว้ นาไปน่ึงประมาณ 20-30นาที 4.7 แลว้ นาพลาสติกออกแกะใบไมแ้ ลว้ ไปแช่ น้าสารสม้ ท่ีเตรียมมาไว้ 1 ชว่ั โมง 4.8 นาผา้ มาชกั น้าเปล่าเพอื่ ลา้ งเศษท่ีอยอู่ อกใหเ้ รียบร้อยและน้าไปแช่น้ายาปรับผา้ นุ่ม เพอ่ื ลอ็ กสีบนผา้ พิมพ์ 15นาที แลว้ นาไปตากใหแ้ หง้ 5.การเขียนรายงาน

14 บทท่ี 4 ผลการดาเนิ นงาน ผลการดาเนินงาน ในการยอ้ มผา้ พมิ ยจ์ ากใบไมส้ ด พบวา่ การทบดว้ ยคอ้ นใหส้ จี ากใบไม้ ออกมาสามารถทาใหส้ เี ดน่ ชดั ขน้ึ เน่ืองจากผา่ นการทดลองการใชค้ อ้ นทบุ และไมท่ ุบ จงึ ไดร้ ผู้ ลทอ่ี อกมา ผลการทดลองการทบุ ดว้ ยคอ้ น การใชค้ อ้ นในการยอ้ มผา้ ผลทอ่ี อกมา ใชค้ อ้ นทบุ การนาไปน่ึง พบวา่ สมี กี ารตดิ กบั ผา้ เดน่ ชดั มากกวา่ ไมใ่ ชค้ อ้ นทบุ การนาไปน่ึง พบวา่ มสี ตี ดิ กบั ผา้ แต่ สมี กี ารตดิ น้อยกวา่ การใชค้ อ้ นทบุ

15 การนาไปใช้ เราสามารถนาผา้ ทย่ี อ้ มมาจากวสั ดุธรรมชาตไิ ปใชต้ ดั แตง่ เป็นเสอ้ื ผา้ ของ แต่งกาย ในการสวมใสใ่ นแตล่ ะวนั เพอ่ื นาเอาวสั ดธุ รรมชาตเิ พอ่ื มาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ และสามารถนาไปตอ่ ยอดในการทาถุระกจิ ตา่ งๆ

16 บทท่ี5 สรปุ ผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการดาเนนิ งานโครงงาน จากการทดลองมาการยอ้ มผา้ ดว้ ยใบไมส้ ดทม่ี าจากวสั ดุธรรมชาติ พบวา่ การใชค้ อ้ นทุบทกุ ครงั้ การในไปน่งึ สามารถทาใหส้ ตี ดิ ไดม้ าและมสี ที ่ี สวยงามเดน่ ชดั ขน้ึ มากกกวา่ การไมใ่ ชค้ อ้ นทบุ การนาไปน่งึ ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จากโครงงาน 1.ไดเ้ รยี นรวู้ ธิ กี ารทาการยอ้ มผา้ จากวสั ดธุ รรมชาติ 2.ไดร้ จู้ กั คณุ คา่ ของใบไมท้ ใ่ี กลจ้ วั 3.ไดฝ้ ึกวางแผนการดาเนินงานจากตน้ จนจบ 4.ไดร้ วู้ ธิ กี ารในเอาวสั ดธุ รรมชาตนิ ามาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยนช์ ขอ้ เสนอแนะ 1. ศกึ ษาสารช่วยจบั สีชนิดอ่นื ท่ที าใหไ้ ดส้ ียอ้ มสีสนั สวยงาม 2. นาสตู รท่ีใชใ้ นการยอ้ มผา้ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั

17 บรรณานุกรรมและ เอกสารอ้างอิง เชิ๊ตแอนดแ์ บก โปรดกั ส์ชนั่ .“ชนิดของผา้ ”, สืบคน้ จาก www.shirtandbag- product.com/15442253/ผา้ ต่างๆ-ชนดิ ของผา้ -แบ่งตามประเภท “ผา้ ”, สืบคน้ จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ผา้ “เรื่องน่ารูู้ เกี่ยวกบั ผา้ ผา้ คืออะไร”, สืบคน้ จาก https://craftnroll.net/craft- 101/textile-101-material/ โรงเรียนยพุ ราชวทิ ยาลยั .“ผา้ กบั คุณสมบตั ิ” สืบคน้ จาก https://sites.google.com/site/wanwisatookata12 “108 พรรณไมไ้ ทย”, สืบคน้ จาก https://www.panmai.com/Leaf/Leaf.shtml Karn Imwattana .“ชีวติ ของใบไม้ และการสอนฟิสกิ สส์ าหรบั ชีววทิ ยา”จาก https://soscity.co/things/understand-leaf-life-cycle-by- physics/

18 ภาพผนวก

19

20 ประวตั ิผจู้ ดั ทา 1. นายภมู ินรตั น์ มโนการ ชนั้ ม.5/7 เลขท่ี8 อายุ 17ปี ท่ี อยู่ 38หม่7ู ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน 2.นาย ภทั ราวธุ สรณั ยช์ ยานนท์ ชนั้ ม.5/7 เลขที่ 2 อายุ 18 ปี ท่ีอยู่ 7 ต.สกาด อ.ปัว จ.น่าน 3.นายสืบสกลุ อดุ เงิน ชนั้ ม.5/7 เลขที่23 อาย1ุ 7 ที่อย่ตู .สิลาเพชร อ.ปัว จ.น่าน

21 4.นาย ภคภณ เนตรทิพย์ ชนั้ ม.5/7 เลขที่21 อาย1ุ 7 ท่ีอยู่ ต.วรนคร อ.ปัว จ.น่าน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook