Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ส่งเสริมการอ่าน ผ่านสื่อออนไลน์ "พืชผักสวนครัว รอบ ๆ ตัวเรา"

ส่งเสริมการอ่าน ผ่านสื่อออนไลน์ "พืชผักสวนครัว รอบ ๆ ตัวเรา"

Published by bom_mtk, 2022-08-19 10:15:24

Description: ส่งเสริมการอ่าน ผ่านสื่อออนไลน์ "พืชผักสวนครัว รอบ ๆ ตัวเรา"

Search

Read the Text Version

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ส่งเสริม การอ่าน ผ่านสื่อ รวบรวมโดย นางวรรณพร นธะสนธิ์

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล เพกา เพกา (ชื่อวิทยาศาสตร์: Oroxylum indicum) เป็นพืชในวงศ์แค หางค่าง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ดังนี้: ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ ดุแก (กะเหรี่ยง- แม่ฮ่องสอน) เบโด (มาเลเซีย-นราธิวาส) มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ (เหนือ) ลิ้นฟ้า หมากลิ้นฟ้า บ่าลิ้นไม้ (เลย) เพกาเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย โดยพบขึ้นอยู่ตาม ธรรมชาติในป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไป แม้เพกาจะขึ้นอยู่ในหลายประเทศ แต่ดูเหมือนจะมีแต่ชาวไทยเท่านั้นที่นำ เพกามากินเป็นผัก เพกาเป็นผักที่อยู่ในหมวดดอกฝัก สรรพคุณ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า สารสกัดฟลาโวนอยด์ ที่ได้ จากเปลือกต้นเพกา มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ การแพ้ (anti- inflammatory and anti-allergic) ทั้งมีฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของ กล้ามเนื้อเรียบของหนูตะเภาในหลอดทดลอง สารลาพาคอล ( lapacol ) ที่สกัดได้จากรากเพกา มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์5-ไลพอกซีจีเนส ( 5- lipoxygenase ) ที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้การรับประทานฝัก เพกาหรือยอดอ่อนยังสามารถช่วยลดคอเรสเตอรอลในกระแสเลือดได้ ใน งานสาธารณสุขมูลฐาน เมล็ดเพกาเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่กำหนดเพื่อใช้ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ โดยนำเมล็ดแก่ ประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำ มือ (1.5-3.0 กรัม) ใส่ในหม้อ เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อน ๆ พอ เดือดประมาณ 1 ชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง จนอาการไอดีขึ้น ซึ่งเมล็ดเพกาใน ภาษาแต้จิ๋ว เรียกว่า \"โชยเตียจั้ว\" หรือ \"บักหู่เตี้ยบ\"

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ผักกาดเขียว ผักกาดเขียว (Mustard Greens) มีสารอาหารสูง ช่วยบำรุงสายตา ให้มีประกายที่สดใส โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินA ให้ แก่ร่างกายทำให้ป้องกันโรคตาฟาง (Blurred vision) ตาบอดกลางคืน (Night blindness) หรือต้อตาชนิดต่างๆในผู้สูงอายุได้ และยังช่วยต้าน การเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี เส้นใยอาหารสามารถป้องกัน โลหิตจาง ทั้งยังมีเส้นใยที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของกระเพาะ อาหารและลำไส้ ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของอวัยวะดังกล่าวทำให้ระบบขับ ถ่ายเป็นไปอย่างปกติ สุขภาพจึงดีตามไปด้วย ผักกาดเขียว (Mustard Greens) อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ต่างๆ ดังนี้ Vitamin A | Vitamin B1 (Thiamin) | Vitamin B2 (Riboflavin) | Vitamin C | Vitamin K | Vitamin E | Calcium | Dietary Fiber | Magnein B3 (Niacin) | Vitamin B6 | Vitamin B9 (Folate, Folic Acid) | sium | Manganese | Iron | Potassium | Copper |

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ผักชี ผักชี , ผักชีลา หรือ ผักหอมป้อม ( ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coriandrum sativum ) เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กในวงศ์ Apiaceae ใบติดกับลำต้น มีใบย่อยเป็นจำนวนมาก ใบหยักลึกเข้าหากลางใบ ดอกช่อ ดอกย่อยสีขาว อมชมพู ผลมีลักษณะรี ค่อนข้างกลม แก่จัดเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล มีเมล็ด 2 เมล็ด ใช้รับประทานเป็นผัก และตกแต่งในอาหารหลายชนิด เช่น ใส่ใน ลาบ ก้อย แหนมสด รากผักชีใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำพริกแกง ใส่ใน ทอดมัน ห่อหมก น้ำจิ้ม เมล็ดใช้เป็นเครื่องเทศ ใส่ในน้ำพริกแกง สะเต๊ะ บาเยีย ข้าวหมก ไก่ สรรพคุณ คุณค่าของผักชีในเชิงสมุนไพร นอกจากผักชีจะอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และโปรตีนแล้ว ยังมีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพ สามารถลด คอเลสเตอรอลที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย (LDL) และส่งเสริมการผลิต คอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกาย (HDL) ในเส้นเลือด ส่งเสริมระบบการย่อย อาหาร และช่วยต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย เพราะในใบผักชีมีเบต้าแคโรทีนซึ่ง มีส่วนช่วยในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ ผักชีช่วยขับ โลหะหนักโดยเฉพาะปรอทออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ ได้อีก

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล มะเขือเทศ มะเขือเทศ ( ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculentum Mill.) เป็นพืชชนิดหนึ่งในตระกูลผลมีเนื้อหลายเมล็ด อุดมไปด้วยคุณค่า ทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณ วิตามินซี ครึ่งหนึ่งของ ส้มโอ ทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมี วิตามินเอ ราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน นอกจากนี้มะเขือเทศยังมี โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด สรรพคุณ มะเขือเทศมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึง ใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้ มะเขือเทศมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ไลโคปีน ที่มีคุณสมบัติ สามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ หากทาน มะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูก หมากในเพศชายได้ถึง 45% นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีบีตา-แคโรทีน และฟอสฟอรัสมาก ที่มะเขือเทศมีรสชาติอร่อยนั้น เพราะมีกรดอะมิโน ที่ชื่อกลูตามิคสูง กรดอะมิโนนี้เองเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้อาหาร ทั้งยัง เป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรสด้วย รักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรือ อาจจะนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้า อ่อนนุ่ม ช่วยบำรุงผิวลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียน เลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล วอเตอร์เครส วอเตอร์เครส (Watercress) หรือสลัดน้ำ เป็นผักที่กำลังได้รับความ นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด อย่าง แคลเซียม ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินต่าง ๆ ทั้งยังเชื่อกัน ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะสรรพคุณรักษาโรค มะเร็ง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สรรพคุณทางยา วอเตอร์เคร สเป็นผักที่กินง่าย ซึ่งจะกินสด ๆ กินเป็นสลัด หรือนำไป ประกอบอาหารเมนูอื่น ๆ ก็ได้ โดยวอเตอร์เครสปริมาณ 100 กรัม ให้ พลังงานประมาณ 11 แคลอรี่เท่านั้น ทั้งยังปราศจากไขมัน และอุดมด้วย สารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ดังต่อไปนี้ วิตามิน ผักชนิดนี้มีวิตามินเอและวิตามินซีที่มีส่วนสำคัญต่อการเจริญ เติบโต การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย รวมถึงมีวิตามินเคที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวด้วย แร่ธาตุ เช่น แคลเซียมที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โพแทสเซียมช่วย ปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ ธาตุเหล็กช่วยในการผลิตเม็ด เลือดแดง และแมงกานีสที่ช่วยในการทำงานของสมองและระบบ ประสาท เป็นต้น กากใยอาหาร ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร และดีต่อระบบ ขับถ่าย สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระและการ อักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคหลอด เลือดหัวใจ เบาหวาน และต้อกระจก

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ผักชีฝรั่ง ผักชีฝรั่ง เป็นไม้ล้มลุกเมืองร้อนปีเดียวหรือหลายปี ในวงศ์ผักชี (Apiaceae) มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโกและทวีปอเมริกาใต้ แต่มีการ ปลูกเลี้ยงไปทั่วโลก ผักชีฝรั่งมีชื่อพื้นเมืองอื่นดังนี้ ผักชีดอย (เหนือ, เชียงใหม่) มะและเด๊าะ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) หอมป้อมกุลา (เหนือ) ผักหอมเป (อีสาน) สรรพคุณทางยา ใบ ตำเป็นยาทาแก้แผลเรื้อรัง และแก้บวม ทั้งต้น แก้แมลงสัตว์กัด ต่อย แก้ปวดศีรษะ อาหารเป็นพิษ (ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง, 2550, 56)}

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล มะละกอ มะละกอ ( ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carica papaya ) เป็นไม้ผลชนิด หนึ่งใน วงศ์มะละกอ (Caricaceae) สูงประมาณ 5–10 เมตร มีถิ่น กำเนิดใน อเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยกรุง ศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมา รับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไป สแปรรรรูปพเปค็ุนณผลิทตภาัณงฑย์อื่าน ๆ ก็ได้ มีประโยชน์ค่อนข้างหลากหลาย มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดย สรรพคุณมะละกอ เช่น ใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลัก ปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และ บำรุงสายตา เช่น วิตามินเอ 47 ไมโครกรัม 6% เบต้าแคโรทีน 274 ไมโครกรัม 3%ลูทีน และ ซีแซนทีน 89 ไมโครกรัม วิตามินซี วิตามินบี1 วิ ตามินบี2 วิตามินบี3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เป็นต้น

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาว ( ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vigna unguiculata subsp. sesquipedalis ) เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่เป็นไม้เลื้อย มีชื่อสามัญในภาษา ต่างๆที่หลากหลาย เช่น สิบสองปันนา เรียก ถั่วลิ้นนาค การใช้ประโยชน์ ฝักของถั่วฝักยาวใช้รับประทานทั้งดิบและสุก เหมาะที่จะรับประทาน เมื่อยังอ่อน ใน หมู่เกาะอินดีสตะวันตก นิยมนำไปผัดกับ มันฝรั่ง และกุ้ง ชาวจีนนิยมนำไปผัดเช่นกัน อาหารมาเลเซีย นิยมนำถั่วฝักยาวไปผัดกับ พริกและ ซัมบัล หรือใส่ใน ข้าวยำ หรือไข่เจียว สารอาหาร ถั่วฝักยาวมี โปรตีน วิตามินเอ ไทอามีน ไรโบฟลาวิน เหล็ก ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม นอกจากนั้นยังมีวิตามินซี โฟเลต แมกนีเซียม และแมงกานีส ถั่วฝักยาวปริมาณ 100 กรัมมีพลังงาน 47 แคลอรี ไม่มี ไขมัน และ คอเลสเทอรอล โซเดียม 4 mg คาร์โบไฮเดรต ทั้งหมด 8 g และโปรตีน 3 g วิตามินเอ 17% DV เหล็ก 2% DV วิตามินซี 31% DV และ แคลเซียม 5% D

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ผักบุ้ง ผักบุ้ง เป็นพืชที่อยู่ใน วงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) พบทั่วไปใน เขตร้อนและเป็นผักที่คนท้องถิ่น เช่น ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และกานา นิยมรับประทานเป็นอาหาร ผักบุ้งที่คนไทยนิยมนำมา ประกอบอาหารมี 3 สายพันธุ์ คือ ผักบุ้งไทย ผักบุ้งนาและผักบุ้งจีน โดย ผักบุ้งไทยมักปลูกในน้ำเพราะเจริญเติบโตได้ดีกว่าบนบก ส่วนผักบุ้งจีนจะ ปลูกในดินเพราะต้องการธาตุอาหารจากในดินมากกว่า สรรพคุณ 1.ช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ 2.มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล 3.ช่วยป้องกันและลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง 4.เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองและเพิ่มความสามารถในการจดจำ 5.มีกากใยมาก ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก 6.บำรุงโลหิตและช่วยรักษาโรคโลหิตจาง 7.สามารถลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิด โรคเบาหวาน 8.ช่วยให้เจริญอาหาร 9.ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจวาย 10.มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก 11.ช่วยบำรุงธาตุ 12.ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้ 13.ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก 14.ช่วยแก้อาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย 15.ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล มะเขือเปราะ มะเขือเปราะ เป็นพืชวงศ์ SOLANACEAE หรือวงศ์มะเขือ เช่นเดียวกัน กับมะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือพวง มะเขือเทศ มีต้นกำเนิดจากประเทศ อินเดีย โดยมะเขือเปราะในภาษาอังกฤษแถบเอเชีย จะเรียกว่า Green Brinjal หรือในอินเดีย จะเรียกว่า Kantakari แต่ฝั่ งอเมริกาจะคุ้นเคย ในชื่อ Eggplant มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม อย่าเผลอเรียกแค่ Eggplant อย่างเดียวเชียวนะ เพราะถ้าเรียกแค่นั้น อาจสร้างความสับสน พาลให้คิดว่าเป็นมะเขือม่วง หรือมะเขือยาวได้ เนื่องจากมะเขือหลาย ๆ ชนิด มักเรียกว่า Eggplant เกือบทั้งหมด ดังนั้น หากจะพูดถึงมะเขือ เปราะ ก็ให้เติมคำว่า Thai เป็น Thai Eggplant ไปด้วย จะทำให้เข้าใจ ได้มากกว่านั่นเอง สรรพคุณ ผล : ผลมะเขือเปราะ ช่วยลดไข้ ลดการอักเสบ ลดความดันเลือด ลด ระดับน้ำตาลในเลือด ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ กระตุ้นการเผา ผลาญ กระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับพยาธิ รักษาเบาหวาน ต้านมะเร็ง และช่วยบำรุงหัวใจได้ ใบ : นำมาขยำแล้วพอกบริเวณแผล จะช่วยห้ามเลือด และรักษาแผลให้ หายไวขึ้น และหากนำใบสดมาเคี้ยว จะช่วยบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ ได้ นอกจากนี้ การนำใบมะเขือเปราะมาต้มแล้วดื่ม ยังช่วยแก้อาการ ร้อนใน และช่วยขับปัสสาวะได้ดี แถมยังนำมาต้มอาบ แก้บรรเทาอาการ คันตามผิวหนังได้ด้วย ราก : นำรากมะเขือเปราะมาต้มดื่มช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการไอ แก้อาการอักเสบในลำคอ และแก้โรคหอบหืดได้ หรือหากนำมาเคี้ยว ยัง ช่วยบรรเทาอาการเหงือกบวม เหงือกอักเสบ และลดอาการปวดฟันได้ อีกด้วย

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ต้นหอม ต้นหอมเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กตระกูลเดียวกับกระเทียม มีหัวสีขาว บ้างก็ปนสีม่วงอยู่ใต้ดิน ทำหน้าที่สะสมอาหาร ใบเป็นท่อยาว ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกมีสีขาวออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว ช่อดอกเมื่อบานมี ลักษณะคล้ายร่ม มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ต้นหอมกินได้ทั้งใบ ดอก และหัว มีกลิ่นฉุนและรสซ่า นิยมนำไปกินเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวหมูแดง ส่วนใบใช้ตกแต่งโรยหน้าอาหาร และใส่ในต้ม ผัด ยำ แกงต่าง ๆ หรือนำไปดอง สรรพคุณ ต้นหอมช่วยในการขับเหงื่อและบำรุงหัวใจ ถ้ากินสด ๆ อย่างต่อ เนื่องสามารถลดไขมันในเส้นเลือดได้ ถ้านำต้นหอม 5-6 ก้าน ต้มกับขิง 2 แว่น กรองน้ำดื่ม ขับเหงื่อ ลดไข้ สรรพคุณทางยา ใช้แก้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล โดยการใช้ใบหรือหัวทุบพอแตก ใส่ในเหล้าขาว

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล คะน้า คะน้า (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea var. Alboglabra ) เป็นพืชผักใบเขียวที่นิยม เป็นผักอายุ 2 ปี แต่ปลูกเป็น ผักฤดูเดียว อายุ เก็บเกี่ยวประมาณ 50-55 วัน ผักคะน้าสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่เวลาที่ปลูกได้ผลดีที่สุดในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน สรรพคุณ คะน้ามีวิตามินหลายชนิด เช่น บีตา-แคโรทีน 186.92 ไมโครกรัม/100 กรัม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะ อาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และยังมี วิตามินซีช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรค มีความแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมซึ่งช่วยเสริมสร้าง กระดูก นอกจากนั้นยังพบกอยโตรเจนในคะน้า ถ้าบริโภคมากจะทำให้ ท้องอืด

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ผักชีลาว ผักชีลาว เป็น พืชล้มลุก ชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Apiaceae (Umbelliferae) ตัวอย่างพืชที่อยู่ในวงศ์นี้ ได้แก่ แคร์รอต , ขึ้นฉ่าย , ผักชี ฯลฯ สรรพคุณ น้ำมันผักชีลาว (Dill seed oil) ได้จากการนำผลแก่แห้งไปกลั่นด้วย ไอน้ำ สารสำคัญที่พบคือ คารืโวน ดี-ไลโมนีน และอัลฟ่า-เฟลเลนดรีน สารอื่นที่มีปริมาณรองลงมาคือ ไดไฮโดรคาร์โวน ยูจีนอล ไพนีน และอะนีโทล เป็นต้น สรรพคุณทางยา :นำผลแก่แห้งของผักชีลาวบดให้เป็นผง ชงกับน้ำ ดื่มวันละ 4-5 แก้ว แก้อาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับลมหรือใช้ต้นสดของผักชีลาวผสมกับนมให้เด็กอ่อนดื่มแก้ ท้องอืดท้องเฟ้อได้เช่นกัน ส่วนน้ำมันมักใช้ผสมในยาย่อยอาหาร ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ประโยชน์ทางอาหาร :ใบสดและใบแห้งใช้โรยบนอาหารประเภทปลา เพื่อดับกลิ่นคาว ใบใส่แกงอ่อมแกงหน่อไม้ห่อหมกแกล้มแกงเนื้อน้ำ พริกปลาร้าผักใส่ไข่ยอดใบรับประทานกับลาบเมล็ด และใบช่วยชูรส เมล็ดมีน้ำมันหอมระเหยใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เมล็ดแห้งที่แก่เต็มที่ ใช้เป็นยาบำรุงกำลังชั่วคราวและขับลมในท้อง เมล็ดก่อนนำมาประกอบ อาหารควรบดก่อน โดยนิยมโรยบนสลัดผักและมันฝรั่งบดเพื่อเพิ่ม รสชาติ นอกจากนี้น้ำมันผักชีลาวยังใช้แต่งกลิ่นผักดอง น้ำซอส สตู ขนมหวาน เครื่องดื่มและเหล้า ผักชีลาวเป็นพืชที่มีฤทธิ์ทางอัลลีโลพาที สารสกัดด้วยเอทานอล จากผลและเมล็ดยับยั้งการเจริญและการงอกของถั่วเขียวผิวดำได้

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล กะเพรา กะเพรา ( ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum ) เป็นไม้ ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง 60-120 เซนติเมตร นิยมนำใบมาประกอบ อาหารคือ ผัดกะเพรา กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว แสลระรกพะเคพุณราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว ใบ บำรุงธาตุไฟธาตุ ขับลมแก้ปวดท้องอุจจาระ แก้ลมตานซาง แก้จุก เสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้โรคบิด และขับลม เมล็ด เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว ใช้พอกบริเวณตา เมื่อ ตามีผง หรือฝุ่นละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละอองนั้นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ ตาเรานั้นช้ำอีกด้วย ราก ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ[4] น้ำสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สามารถรักษาแผลในกระเพาะ อาหาร ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกอก[5] ใบและกิ่งสดเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งมีราคา 10,000 บาทต่อกิโลกรัม[6] แก้ลม ขับลม จุกเสียดในท้อง เป็นยาตั้งธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ใช้รักษา โรคของเด็ก คือเอาใบกะเพรามาตำละลายกับน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กแรกเกิด กินเรียกว่าถ่ายขี้เถ้า หรือตำแล้วบีบเอาน้ำผสมกับมหาหิงค์ ทารอบสะดือ แก้ปวดท้องของเด็ก ปรุงเป็นยาผงส่วนมากจะใช้เฉพาะใบ รากแห้งชงกับ น้ำร้อนดื่มแก้ธาตุพิการได้ดี เป็นยากันยุง และใบกับดอกผสมปรุง อาหาร[7] เป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน โดยใช้ยอดสด 1 กำ มือ ต้มพอเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้ำ พบว่าฤทธิ์ขับลม เกิดจากน้ำมันหอม ระเหย และสาร Eugenol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุก เสียด

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอตระการพืชผล ผักแขยง ผักแขยง ตามหลักทางพฤกษศาสตร์แล้วจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ Limnophila aromatica (Lam.) Merr. และ Limnophila geoffrayi Bonati. (ชนิดต้นเล็ก พบได้มากทางภาคอีสาน) สรรพคุณ ผักแขยงมีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอมฉุน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ลดอาการเบื่อ อาหาร (ทั้งต้น) หมอยาพื้นบ้านแนะนำว่า ให้กินผักแขยงเพื่อป้องกันเส้นเลือดตีบตันและไข้ ร้อนใน (ทั้งต้น) ใช้เป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ ด้วยการใช้ต้นผักแขยงสด ๆ ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ทั้งต้น) ตำรายาพื้นบ้านภาคอื่น ๆ จะใช้ผักแขยงทั้งต้นและรากเป็นยาแก้ไข้หัวลม โดยใช้ในปริมาณตามต้องการ ก่อนนำมาใช้ให้ล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อน แล้วนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำกิน (ทั้งต้น) ทั้งต้นใช้เป็นยาขับลมและเป็นยาระบายท้อง (ทั้งต้น) ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ (ทั้งต้น) ใช้แก้อาการคัน กลาก และฝี ด้วยการใช้ต้นสดนำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้าง บริเวณที่เป็น หรือนำมาคั้นเอาน้ำทา หรือนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น(ทั้งต้น) ทั้งต้นใช้ตำพอกแก้อาการบวม (ทั้งต้น) ใช้เป็นยาแก้พิษงู (สำหรับงูพิษที่ไม่มีพิษร้ายแรง) ด้วยการใช้ต้นสด ๆ ประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับต้นฟ้าทะลายโจรสด ประมาณ 30 กรัม แล้วนำไปผสมกับน้ำส้มในปริมาณพอควร คั้นเอาน้ำดื่ม ส่วนกากที่เหลือให้เอามาพอกรอบ ๆ บาดแผลแต่อย่าพอกบนบาดแผล(ต้น) ทั้งต้นแห้งที่เก็บไว้นาน 1 ปี เมื่อนำมาต้มกับน้ำดื่ม จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้ พิษเบื่อเมา (ทั้งต้น) ตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้ผักแขยงทั้งต้นเป็นยาช่วยขับน้ำนมของ สตรี โดยจะนำมาใช้หลังจากการคลอดบุตรมาได้สักพักแล้ว เนื่องจากตอน คลอดบุตรใหม่ ๆ ร่างกายของคุณแม่อาจยังไม่เข้าที่หรือยังอ่อนแอมาก กลิ่นของผักแขยงอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวหรือคลื่นไส้ได้ (ทั้งต้น) ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้น้ำนมแม่ที่มีรสเปรี้ยว (ทั้งต้น)