1
ภาณภุ ทั รธนวฒั น 2
สารบญั ที่ ปท ่ี 1 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2556 ทําอยางไร...จึงจะเขยี นผลงานทางวิชาการทดี่ ีมคี ณุ ภาพ 1 รองศาสตราจารย ดร.สนม ครุฑเมอื ง Teaching Chinese students to pronounce Thai sounds: problems and solutions Case Study of 7 Intensive Course of Lampang Rajabhat University 2013-2014 Tatpicha Sakulsueb มิเชล ฟูโกต : ความจริงทีบ่ งการมนุษย – วาทกรรมกบั การตอ สูและอํานาจทไ่ี มใ ชอ าํ นาจ 17 พชั รสฤษดิ์ กนษิ ฐเสน ความเช่อื ที่ควรปฏบิ ตั ใิ นวรรณกรรมคําสอนลาว : กรณศี กึ ษาชุมชนธาตหุ ลวงเวียงจันทน แขวงกําแพง 29 พระนครเวยี งจันทน ประเทศสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว อรทยั สุทธิ การศกึ ษาขอ ความทายใบลานในคมั ภรี ใ บลานลานนาดา นมติ วิ ัฒนธรรม 41 ตลุ าภรณ แสนปรน การศกึ ษาเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อาํ เภอเถนิ จงั หวัดลาํ ปาง 59 ภาณุวฒั น สกลุ สบื เดก็ ชายมะลวิ ัลย ลอดลายมังกร และสาํ เภาทอง : นวนิยายวา ดว ยการสงเสรมิ อดุ มการณทุนนิยมเสรี 73 สพุ รรษา ภกั ตรนิกร จดหมายส่ือรกั ในงานวรรณกรรมเรอ่ื ง Daddy - Long - Legs กรณศี ึกษา: เรือ่ ง Daddy – Long - Legs 93 ฉบบั ภาษาองั กฤษ ภาษาเกาหลีและ ละครไทยเรอื่ ง รกั เดียวของเจนจริ า สภุ าวดี ยาดี การสง บทความลงตีพิมพ 110 3
การศึกษาเพลงราํ วงจากตาํ บลลอ มแรด อาํ เภอเถนิ จงั หวัดลําปาง A STUDY OF THAI FOLK DANCE SONGS FROM LOMRAD, TERN DISTRICT, LAMPANG PROVINCE ภาณวุ ฒั น สกลุ สบื 1 Panuwat Sakulsueb บทคดั ยอ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อรวบรวมเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง และเพื่อศึกษา เนื้อหาของเพลงดวยบทบาทของเพลงรําวง ผลการศึกษาสามารถรวบรวมเพลงรําวงไดทั้งสิ้น 117 เพลง ในดานเน้ือหา ปรากฏบทบาทของเพลงราํ วง 4 บทบาท คือ การใหความบันเทิง การใหความรู การควบคุมสังคม และการระบายความ คับของใจ โดยบทบาทของการใหความบันเทิงมีจํานวนเพลงมากท่ีสุดถึง 105 เพลง แบงเปน 1) การเก้ียวพาราสี การช่ืนชม คูรํา และการเชิญชวนใหออกมาราํ 2) การตัดพอตอวาและความนอยอกนอยใจ 3) ความงามของธรรมชาติ และ 4) เรอ่ื งราวจากวรรณคดี รองลงมาคือบทบาทดานการควบคุมสังคม มีจํานวน 6 เพลง ตอมาคือบทบาทในการใหความรู มีจํานวน 3 เพลงซึง่ มีจํานวนเพลงเทากบั บทบาทในการเปน ทางระบายความคับขอ งใจที่มจี าํ นวน 3 เพลงเชนเดยี วกนั คาํ สําคัญ : เพลงรําวง, ตําบลลอ มแรด, อําเภอเถนิ , บทบาทหนาท่ี Abstract Objectives of this study were collecting Thai folk dance songs from Lom rad district, Tern, Lampang and analyzing contents by roles of those songs. The results were 1) 117 Thai folk dance songs were collected 2) contents of songs having 4 roles that were entertainment, knowledge, social control, and vent frustration. Role of entertainment appeared 105 songs that were the most numbers of it. Contents of songs were about 1) flirting, admiring partner, and invitation 2) complain and hurtful 3) beauty of nature 4) literature stories. then role of social control appeared 6 songs, role of knowledge appeared 3 songs and role of vent frustration appeared 3 songs as well. Keyword : Thai folk dance, Lomrad, Tern district, Roles 1 อาจารยประจาํ สาขาวชิ าภาษาไทย (ศศ.บ.) คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลําปาง 59 59
บทนาํ รําวง หรือ รําโทน เปนการละเลนพื้นบานซ่ึงเปนที่รูจักแพรหลายในทองถ่ินภาคกลาง โดยเฉพาะในจังหวัด สุโขทัย นครสวรรค พระนครศรีอยุธยา สิงหบุรี ชัยนาท ฯลฯ ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดํารงตําแหนง นายกรฐั มนตรี การเลน รําวงไดรับการปรับปรุงใหมีความทันสมัย มีระเบียบแบบแผนและมีความสวยงามย่ิงขึ้น ทั้งนี้เพื่อ ใชในการเผยแพรใหช าวตา งประเทศไดรูจัก โดยการปรับเปล่ียนนี้เนนใหเหมาะสมกับคนทุกชวงวัย กลาวคือ มีปรับเน้ือเพลง ที่รองใหมีความหมายในทางท่ีดี ไมเนนการเก้ียวพาราสีหรือหยาบโลน ทํานองเพลงปรับใหรองงายข้ึนไมเนนการเอ้ือน เสียง สวนทารําก็ไดนําแมทาในทางนาฏศิลปมาใชในการรํา หรือท่ีรูจักกันโดยท่ัวไปวา “ทารําวงมาตรฐาน” สําหรับ เคร่ืองดนตรนี อกจากจะตโี ทนประกอบการรําวงแลว ก็มีการใชเครื่องดนตรีไทยอ่ืนๆ มาชวยบรรเลงดวย จากความนิยม ประกอบกับการสงเสริมของรัฐบาล ทําใหการเลนรําวงไดขยายออกไปในภาคอ่ืนๆ โดยเฉพาะในพื้นท่ีซึ่งเปนเสนทาง การคาและคมนาคม เชน อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง ซึ่งมีพ้ืนท่ีติดตอกับจังหวัดตาก และจังหวัดสุโขทัย ดังท่ี ศรีศักร วัลลิโภดม (2545) ไดกลาวถึงอําเภอเถินวา เปนเมืองดานท่ีเปนชุมทางคมนาคม มีความสําคัญยิ่งมาตั้งแตสมัยโบราณ ดังเห็นไดจากการมีพัฒนาการของความเปนเมืองท่ีมีอายุใกลเคียงกับเมืองโบราณอื่นๆ ในเขตแควนลานนา กับท้ังยังมี ความสืบเนอ่ื งของการเปน เมอื งมาจนปจจบุ นั จากทีต่ ้งั ซึ่งเปนเสน ทางการคมนาคมท่ีสําคัญน้ีเอง ทําใหเมืองเถินมีวัฒนธรรมท่ีเกิดจากการผสมผสานระหวาง ภาคเหนอื และภาคกลางเขาไวด วยกัน ดังปรากฏวา มีการเลนเพลงรําวงในงานประเพณี และงานบุญตางๆ ในอําเภอเถิน มานานหลายทศวรรษตอเน่ืองจนถึงปจจุบัน โดยรําวงที่เลนน้ันยังคงรักษาเอกลักษณของการละเลนแบบโบราณเอาไว นั่นคือ กองเชียรรําวงและนักดนตรีจะชวยกันรองเพลงประกอบการเลนเครื่องดนตรีพ้ืนบาน สวนผูแสดงรําวงนอกจาก จะตองชวยกันรองเพลงเชนกนั แลว ยังมกี ารรําวงประกอบบทอีกดว ย1 อยา งไรก็ดี ในชว ง 10 ปมาน้ี การเลนราํ วงโบราณในลกั ษณะดังกลาวเริ่มสูญหายไปจากอําเภอเถิน ทั้งน้ีเพราะ ขาดการสืบทอดจากคนรนุ ใหม ดังจะเห็นไดจากกลุมผแู สดงราํ วงดงั กลา วยังคงเปนกลุมเดียวกับผูท่ีเลนรําวงเมื่อ 50 60 ปที่แลว ประกอบกับสมาชิกในคณะรําวงหลายทานไดลืมเนื้อรองไปแลว หรือบางก็ลมหายตายจากกันไปดวยโรคและ ความชรา และบางคนกไ็ ดยายถน่ิ ฐานไปอยูท ีอ่ นื่ เพ่อื ความสะดวกในการดแู ลของบตุ รหลาน จากสถานการณด งั กลา ว ทาํ ใหผ ูวิจัยสนใจท่ีจะศกึ ษารวบรวมเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัด ลําปาง และวเิ คราะหถึงบทบาทของเพลงรําวงจากเนอื้ หาที่ปรากฏ โดยมคี วามคาดหวงั วา การศึกษาวิจัยคร้ังน้ี จะเปน การ รวบรวมการละเลนพื้นบา นซ่ึงเปนศลิ ปะพน้ื บานอันทรงคณุ คาของชาวเถนิ ใหค งอยตู อไป 1 คุณยายตา ตะวัน หัวหนาคณะรําวงเหลา ชยั นารี ไดอ ธิบายถงึ ลกั ษณะของรําวงประกอบบทไวว า เปนการแสดงทาทางประกอบ เน้ือหาในเพลงรําวงเพอ่ื ใหเกดิ ความสนกุ สนานมากยิง่ ข้ึน เชน เพลงตจุ ก เมือ่ ราํ ถึงเน้ือรองท่ีกลาวถึงชูชกเอาไมไลตีสองกุมาร ผูรําวงฝายชาย จะถือไมทําทาหวดผูรําวงฝายหญิง ในขณะเดียวกันผูรําวงฝายหญิงก็จะนั่งพับเพียบลงกับพื้น แลวกมหนาทําทาทางเหมือนคนกําลังรองไห หลังจากนั้นใชมือแตะท่ีขากางเกงของฝา ยชาย เพื่อเปนการขอรองวาอยาตอี กี เลย ตามเนอื้ รอ งทป่ี รากฏ เปนตน 60 60
วัตถปุ ระสงค การศกึ ษาเพลงราํ วงจากตําบลลอ มแรด อาํ เภอเถนิ จังหวัดลาํ ปาง มีวัตถปุ ระสงคก ารวจิ ยั ดงั น้ี 1. เพือ่ รวบรวมเพลงรําวงจาก ตําบลลอ มแรด อาํ เภอเถนิ จังหวดั ลาํ ปาง 2. เพื่อศึกษาเน้อื หาของเพลงรําวงจาก ตาํ บลลอ มแรด อําเภอเถิน จงั หวดั ลําปาง ทบทวนวรรณกรรม นุชนาฏ ดีเจริญ (2550 : บทคัดยอ) ศึกษาวิจัยเรื่อง รําวงในเขตภาคเหนือตอนลาง: กรณีศึกษาจังหวัด กําแพงเพชร นครสวรรค และพิจิตร มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาวิเคราะห และเปรียบเทียบองคประกอบของการแสดงรําวง ของท้ัง 3 จังหวัด ผลการศึกษาพบวา ปจจุบันมีการแสดงรําวงเฉพาะในจังหวัดกําแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค จังหวัดพิจิตรไมม กี ารแสดงในลกั ษณะเปนวง แตจ ะแสดงในลกั ษณะของการรอ งโตต อบกันหรอื ทเ่ี รยี กวา เพลงตรษุ ประวัติ ความเปนมาของรําวงในจังหวัดกําแพงเพชร นครสวรรคและพิจิตร มีพัฒนาการมาจากการรองรําของชุมชนในทองถิ่น เปนการราํ เพอื่ ความสนกุ สนานของชาย หญิง ไดรับความนิยมมากในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในชวงระหวาง สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเรียกชื่อแตกตางกันไป เชน รําโทน รําวง รําวงแบบบท รําวงประกอบบท รําวงโบราณ เปนตน บทรองเพลงรําวง มี 87 เพลง เม่ือพิจารณาเนื้อหาของบทเพลงพบวา มีช่ือเพลงและบทรองคลายคลึงกันจํานวน 3 เพลง ทารําและกระบวนรําเปนทารํามาตรฐานจํานวน 15 ทา และทารําท่ีมีความหมายตามเนื้อรองในลักษณะของการรําใชบท จํานวน 52 ทา เม่ือพิจารณาในรายละเอียดของทารําและกระบวนรําพบวา มีทารํามาตรฐานท่ีใชเหมือนกันจํานวน 4 ทา และมที า รําทมี่ ีความหมายตามเน้ือรองในลกั ษณะของการรําใชบท ที่ใชเหมือนกันจํานวน 3 ทา การแตงกาย คลายคลึงกัน คือ แตงในลักษณะพ้ืนบาน เคร่ืองดนตรีที่ใชประกอบการแสดงคลายคลึงกัน ประกอบดวย ฉิ่ง ฉาบ และกรับ โดยจังหวัด กําแพงเพชร ใชโ ทนเปนเครื่องดนตรีหลกั สวนจงั หวัดนครสวรรคใ ชราํ มะนาเปน เคร่ืองดนตรหี ลัก โอกาสที่ใชแสดง ใชแสดง ในงานประเพณี วันสงกรานต งานบญุ และงานทีม่ ีผวู า จา งเหมอื นกนั โดยรําวงของตาํ บลเนินศาลา จะรําถวายเจาพอที่ศาล กลางหมูบา น ในเทศกาลสงกรานตเ ปน ประจําทุกป ปนเกศ วัชรปาน (2543 : 207 213) ไดวิจัยเรื่อง รําวง : กรณีศึกษารําวงอาชีพ ตําบลหวยใหญ อําเภอบางละมุง จงั หวดั ชลบุรี ซงึ่ เสนอเปนวทิ ยานิพนธต อ จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั โดยการศึกษาคร้ังนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาท่ีมาของ รําวงในประเทศ และศึกษารําวงอาชีพ ตําบลหวยใหญ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในดานประวัติ องคประกอบ การแสดง วธิ แี สดง ตั้งแต พ.ศ. 2504 2521 ผลการวจิ ยั พบวา ราํ วงมีการพฒั นาการมาจากการรอ งราํ ของชุมชนทองถิ่น ในการราํ ประกอบพิธกี รรม และการรําเพื่อความสนกุ สนานของชายหญิง เชน ราํ โทนของชาวไทยโคราช เปน ราํ วงพื้นบาน ที่เกาแก ในรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม สมัยสงครามโลกครั้งท่ี 2 นํารําโทนมาปรับปรุง และเรียกวารําวง มาตรฐาน โดยใชรําวงเพ่ือการสรางชาติ นอกจากน้ีรําวงมาตรฐานเติบโตในสังคมเมืองควบคูกับการเตนลีลาศตามงาน สโมสร รําวงของรัฐบาลยุติลงแตเกิดการพัฒนาขึ้นในสังคมทองถิ่น และทําใหเกิดเปนอาชีพ พบวามี 2 แนวคือ รําวง ประกอบบท และ รําวงอาชีพ รําวงอาชีพมีรูปแบบการแสดงที่เหมือนกันทั่วประเทศ เปนรําวงเพ่ือการคาผูแสดงเปน หญงิ รบั จา งรํากบั ลูกคา ผูชาย บนเวทีไมยกพ้นื ปูบนถังน้าํ มนั วงดนตรีใชว งชาโดวซึ่งเปนวงดนตรีสากล มีการขายบัตรเปน รอบ ปจ จบุ นั ราํ วงอาชีพพบวา มี 2 คณะใน ตําบลหวยใหญ ที่ยังคงเหลอื อยู และแสดงในชวง พ.ศ. 2504 2521 จากน้ัน ถูกหามแสดงตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2528 เนื่องจากเกิดการทะเลาะวิวาทอาจทําใหเกิดอันตรายได เปนเหตุใหรําวง อาชีพลดนอยลง วิธีแสดงมี 4 สวนคือ 1. การบูชาครู 2. การรําไหวครู 3. การเตนเขาจังหวะ 4. การรําเขาจังหวะ 61 61
การบชู าครูเปนการบูชาดว ยเครือ่ งบูชา ซงึ่ นา จะไดรับอทิ ธิพลจากการประกอบพิธีกรรมในละครไทยแตเ ดิม การรําไหวครู พบวา ลักษณะการรําเปนทารําไทยมาตรฐาน 7 ทา และการรําใชบท ประกอบกับทารําที่คิดใหม 7 ทา การใชทารําอยู ชวงกลางลําตัว ไมเรียงลําดับทา หันหนารําดานหนาดานเดียว โยกตัวตลอดเพลง การเตนเขาจังหวะมี 32 จังหวะ แบงเปนการเตนเขาจังหวะตามแบบสากล 21 จังหวะ และการรําเขาจังหวะในจังหวะท่ีเกิดในประเทศ 11 จังหวะ เปน การผสมระหวางทา รําไทยกับการกาวเทาตามจังหวะสากลท่ีผูแสดงเปนผูคิดใหมจากเพลงท่ีนิยม และจากการแสดง ตางๆ เปน ทา เฉพาะที่เขาใจกนั ในหมคู ณะ รําวงอาชพี ตําบลหวยใหญ อําเภอบางละมงุ จังหวัดชลบุรี ท้งั 5 คณะ ปจ จบุ ัน ไมยดึ เปนอาชีพ ซ่งึ มีการจัดแสดงเปน บางครัง้ ตามเทศกาลหรอื เปนการสาธิตเทานัน้ อยางไรก็ดี งานวิจยั ดงั กลา วสะทอ นใหเห็นวาพนื้ ท่ีในเขตภาคกลาง คือพ้ืนที่ของการแสดงรําวงท่ีอยูในการรับรู ของคนโดยทั่วไป และวัตถุประสงคในการศึกษาวิจัยไดมุงเนนไปท่ีการเก็บรวบรวมทารําตางๆ ตามลักษณะความสนใจ ของศาสตรทางนาฏศลิ ป ฉะนน้ั การคนพบการเลนเพลงรําวงในจังหวัดลําปาง ซึ่งอยูในเขตภาคเหนือตอนบนจึงเปนเร่ือง ทาทายตอวงวิชาการเปนอยางย่ิง ในขณะท่ีความสนใจดานการวิเคราะหเนื้อหาในเพลงรําวงก็ยังมีอยูไมมาก ผูวิจัยจึง สนใจจะศึกษาเน้ือหาของเพลงรําวง โดยใชแนวคิดเรื่องบทบาทของเพลงพ้ืนบานของสุกัญญา สุจฉายา (2545) มา วิเคราะห เพ่ือแสดงใหเห็นวาเพลงรําวงจาก ตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง เปนขอมูลคติชนที่มีคุณคาตอ ทอ งถ่ิน ควรท่ผี เู กย่ี วของจะไดส ืบทอด และใหคนรุน หลงั ไดเรยี นรตู อไป วธิ กี ารศกึ ษา การศกึ ษาเพลงรําวงจากตาํ บลลอมแรด อําเภอเถนิ จังหวัดลําปาง มีวธิ ีดําเนนิ การดงั ตอ ไปน้ี 1. ข้นั ศึกษาและรวบรวมขอ มูล 1.1 ศกึ ษาและรวบรวมขอมลู เกย่ี วกับอําเภอเถิน จังหวดั ลาํ ปาง 1.2 ศกึ ษาแนวคิดเกยี่ วกบั การวเิ คราะหบ ทบาทของเพลงพืน้ บา น 1.3 รวบรวมงานวิจัยที่เก่ียวของกับการศึกษาเพลงรําวง และการวิเคราะหบทบาทหนาท่ีของเพลง พ้นื บาน 1.4 ลงพื้นทเ่ี พื่อสมั ภาษณและบนั ทึกวดี ิทัศนการแสดงราํ วงและการรองเพลงรําวงจากวทิ ยากร 1.5 ถอดเทปการสัมภาษณจากเคร่ืองบันทึกเสียงและจากกลองวีดิทัศน แลวพิมพเนื้อหาเพลงรําวง ทลี ะเพลงจนครบ 2. ข้ันวิเคราะหข อ มูล นําเนอื้ เพลงท่ไี ดจากการถอดเทปมาวเิ คราะห โดยใชแนวคิดดานบทบาทหนาท่ีของเพลงพ้ืนบานของ สุกัญญา สุจฉายา (2545) มาเปน กรอบในการศกึ ษาวิเคราะห 3. ขน้ั สรปุ ผลการวิจยั นาํ เสนอขอ สรปุ และอภิปรายผลดว ยวิธพี รรณนาวิเคราะห พรอมทงั้ ใหข อ เสนอแนะ 62 62
ผลการศกึ ษา ในการศกึ ษารวบรวมเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อาํ เภอเถิน จังหวัดลําปางคร้ังน้ี สามารถรวบรวมเพลงรําวง ไดทั้งสน้ิ 117 เพลง เมื่อนํามาวิเคราะหด ว ยแนวคดิ บทบาทหนาที่ของเพลงพ้ืนบาน ปรากฏวามีบทบาทท้ังสิ้น 4 บทบาท ไดแก 1. บทบาทในการใหความบนั เทิง จากเนื้อหาของเพลงรําวงท้ังหมด 117 เพลง ปรากฏเน้ือหาท่ีมุงใหความบันเทิงถึง 105 เพลง โดย สามารถแบงเน้ือหาของเพลงในลักษณะน้ไี ด 4 ลักษณะดังน้ี 1.1 เน้อื หาที่แสดงถึงการเก้ยี วพาราสี การชนื่ ชมคูรํา และการเชื้อเชิญ เนื่องจากการราํ วงเปน การละเลน ทใ่ี ชท า รําและการรองประกอบกนั จงึ ทาํ ใหเน้อื เพลงมขี นาดสั้น ทง้ั นกี้ ็เพ่ือใหผรู อ ง (กองเชียรและสาวรําวง) ไมเหน่ือยจนเกินไป นอกจากนี้บางเพลงก็เปดโอกาสใหฝายชายที่เขามาโคง ไดมีโอกาสรองหรือแสดงบทบาทสมมุติรว มดว ย อยา งไรกด็ ี การทตี่ อ งราํ ไปพรอมๆ กบั ครู าํ ทาํ ใหมีโอกาสใกลชิดหรือสงสายตาใหกับคูรําไดมาก ดงั นน้ั เนื้อหาของเพลงท่ใี ชในการรําวงสวนใหญ จึงเลาเร่ืองราวของความรัก การเก้ียวพาราสี การคาดหวังวาจะไดรับรัก ตอบจากครู ํา ดงั ปรากฏเพลงรําวงทมี่ เี นอื้ หาในลกั ษณะนีท้ ั้งสนิ้ 62 เพลง ตัวอยา งเชน 1) เพลง โอแมส าวเวยี งทอง โอแ มส าวเวยี งทอง งามผดุ ผอ งกระไรเพริศแพรว งามวิมานเมืองแกว งามเพริศแพรว หาใคร มาเทียม เรียมจองตาแลมอง โอแมเน้ือทองจงไดเห็นใจ พบพ่ีจําหนาเอาไว (ซํ้า) อยากจะไดแมสาว เวียงทอง 2) เพลง ชกั ชวนคนงามมาเลน ฟอ นรํา (เพลงนร้ี อ งเวลารําอยใู นวัด) ชกั ชวนสาวงามนะมาเลนฟอนรําถวายหลวงพอ อนิจจารูปหลอ รูปหลอ ค้ิวตอ คาง เดียว จะเอาเรือยนตเ ขา มารับ ขากลับจะพานําเที่ยว จะรักเธอคนเดียว จะพาไปเท่ียวที่วัดสุนทร อยากไป ไหมละจะ เธอจายังไมแนไมนอน อยากไปไหมละหลอน วัดสุนทรท่ีเราเคยไป วัดสุนทรที่เราเคยไป (คณุ ยายตาจะรอ งวา วดั เหลา ชยั ) 3) เพลง ยามเย็นเดนิ เลน ตะวนั รอน (รองพรอมกนั ) ยามเย็นเดินเลน ตะวันรอนรอน สายลมพัดออนจันทรวันเพ็ญเดนดวง เธอ นี่หรอื เปน ชายท่ีหลอกลวง เลกิ รักเลกิ หว งกับพอพวงมาลยั ทาํ ไมใจนอ ยนักเลา โศกเศรา ถึงเธอไมวาย อกคะนึงคดิ ถงึ แตพ ่ชี าย ฉนั ไมใชจะเปน คนงอคน (ช) เชน นน้ั เชยี วหรอื นงลักษณ (ญ) คะ (ช) เชน นั้นเชียวหรอื นงลักษณ (ญ) คะ 63 63
(พรอมกัน) ผูกสมัครรักเธอไมไหว อกคะนึงคิดถึงแตพ่ีชาย ฉันไมใชจะเปนคนท่ี งอ คน 1.2 เนอื้ หาที่แสดงถงึ ความนอยใจ ตดั พอ ตอวา เนื่องจากการรําวงของคณะเหลาชัยนารี เปนการรําวงประกอบทาทาง ทําใหเนื้อรองนอกจาก จะมีผลตอทารําแลว ยังสงผลตออารมณเพลงอีกดวย และไมเพียงอารมณแหงรัก หรือการชื่นชมความงามของคูรํา อารมณแหงความผิดหวัง การตัดรอน การงองอน และการทอดถอนใจ ก็เปนอีกกลุมหนึ่งท่ีทําใหเกิดความบันเทิงได เชน กัน ดงั ปรากฏเพลงราํ วงในลักษณะนี้ทง้ั สนิ้ 33 เพลง ตวั อยางเชน 1) เพลง โปรดจงเหน็ ใจ (รองสําหรับการมาสาย) ฉนั มาชาไปหนอ ยอยา ทําใจนอ ย เหลา ชัยอยไู กล อุตสาหฝา ดงหลงไพร โปรดจงเห็นใจเถอะ แมงามงอน เหนื่อยนกั ขอเชิญมาพักกอน เหนื่อยนักขอเชิญมาพักกอน มารักกับพ่ีเสียกอนอยาพึ่งไป รกั ใคร 2) เพลง โอค วามรกั ของชาย (รองสลับชายหญิงและมีการผลักกัน) (ญ) โอความรักของชายนะมาถูกทํารายไปตามสายลม ผูกรักไวหวังใจจะไดชม รักมาขมขื่น ระทมอกเอย วาอะไรจะพ่ี เมอ่ื ตะกี้นอ งไมไดย นิ เลย อยามาทําอยา มาทําหนา เฉย รักไมเ คยจะหนางอ เลิกรักเลกิ ใครกนั เสยี หนอ ผชู ายหนา งอฉันไมตอ งการ (ใชม อื ผลักผชู ายใหออกไป) (ช) ชาชาแมเอย ฉันหลอกเธอเลน เน้ือเย็นอยามาทําใจนอย หันหนาเขามาหาพี่หนอย อยา ทาํ ใจนอยไปเลยนะเธอ (บางคนจะเดินเขา มาชกั แขนเส้ือ) (ญ) โอความรักของหญิงนะมาถูกชายท้ิงไปตามสายลม เม่ือแรกหวังใจจะไดชม รักมาขมขื่น ระทมอกเอย วา อะไรจะพี่ เม่ือตะกฉี้ นั ไมไ ดย ินเลย อยามาทําอยามาทําหนาเฉย รักไมเคยจะหนางอ เลิกรักเลกิ ใครกนั เสยี หนอ ผชู ายหนา งอฉนั ยงั ไมต อ งการ (ใชม อื ผลกั ผูชายใหออกไป) 3) เพลง อกเอย ไมเคยโศกเศรา อกเอยไมเคยโศกเศรา ตัวเรามาหลงรักผูกอง เด๋ียวนี้เธอก็มีรักใหม เดี๋ยวน้ีเธอก็มีรักใหม ฉันรูเต็มใจรักใหมเธอมี หนอย หนอย นอย หนอย หนอย นอย นอย หนอย นอย หนอย หนอย หนอ ย หนอ ย นอ ย ฉนั รเู ตม็ ใจรกั ใหมเธอมี 1.3 เนอ้ื หาทแ่ี สดงความงดงามของธรรมชาติ เพลงรําวงที่มเี นื้อหาเก่ยี วกบั ความงามของธรรมชาติ ประกอบดวยการชื่นชมถึงส่ิงท่ีอยูแวดลอม แลวนํามาเปรยี บเทียบถึงความรกั สาํ หรับเพลงราํ วงในลกั ษณะน้มี ที ง้ั สนิ้ 6 เพลง ตวั อยางเชน 64 64
1) เพลง ยามเยน็ เดนิ เลน ชายหาด ยามเย็นเดินเลนชายหาด หาดทรายชายน้ํามีปลา โนนแหละปลา ปลาตะเพียนทอง โนน แหละปลา ปลาตะเพียนทอง ลอยข้ึน ลอยลองอยูในทองธารา โนนละปลา ปลายังมีคู โนนละปลา ปลายังมีคู สงสารแมห นูไมมคี ูเ หมือนปลา 2) เพลง นกยูงราํ แพน นกยูงรําแพน อกแอนชูหงอนงามกระไร ขนหางเจาเปนประกาย สลับลวดลายเย้ืองกราย นาดู ยูงทองรองหา มาบนิ เท่ยี วหาคอนอยู โผผนิ บินตามหาคู ฟงดูเสยี งดังกองไพร โกง ๆ กะโตงโฮง 1.4 เนือ้ หาทนี่ ํามาจากเรอ่ื งราวในวรรณคดี เพลงรําวงท่ีมีเน้ือหามาจากเรื่องราวในวรรณคดี จะมีทาทางประกอบเพื่อเราการแสดงรําวงให เสมือนหนึ่งการเลนละคร จึงทําใหการเลนรําวงนาสนใจมากยิ่งขึ้น สําหรับเพลงรําวงในกลุมนี้มีทั้งสิ้น 4 เพลง ตวั อยา งเชน 1) เพลง โมรานารี โมรา นารี แตกอนรักพ่ี เดี๋ยวน้ีรักใคร สงพระขรรคไปใหคนปา สงพระขรรคไปใหคนปา ขอเชิญโมราฆาพเ่ี สียใหต าย พ่จี าโมราผดิ ไป พจ่ี าโมราผดิ ไป จะขออภัยใหแกโมรา 2) เพลง ตุจ ก (ชชู ก) รําแบบสองกุมาร ชูชกขอทาน สองกมุ ารรองไห ชูชกเขาตีดวยหวาย ชูชกเขาก็ตีดวยหวาย สองกุมารรองไหค วา ไมไ ลตี แมจ าชวยลูกดว ย แมจ าชว ยลูกดว ย ถาแมไมชว ยลกู คงมวยชีวี ตาจาอยา ตีหนูเลย หนไู มเ คยจะเดินทางไกล (ช) ชิชะ เจา เด็กนอ ยมาทําสาํ ออย เดยี๋ วกโ็ ดนรอยหวาย (ญ) โอย โอย โอย โอย เจ็บซะจนเต็มที ตาตซี ะจนหลงั ลาย ชชู กขอทาน สองกมุ ารรองไห ชูชกเขาก็ตีดวยหวาย ชูชกเขากต็ ดี วยหวาย สองกุมารรองไห ควา ไมไลตี แมจ าชวยลูกดวย แมจ า ชว ยลูกดวย ถาแมไมชวยลูกคงมวยชีวี ตาจาอยาตีหนูเลย หนูไม เคยจะเดนิ ทางไกล (ช) ชิชะ เจา เดก็ นอยมาทาํ สาํ ออย เดี๋ยวก็โดนรอยหวาย (ญ) โอย โอย โอย โอย เจบ็ ซะจนเต็มที ตาตีซะจนหลงั ลาย 2. บทบาทในการใหความรู จากการวิเคราะหบทบาทในการใหการศึกษาของเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัด ลําปาง พบวา ความรูทไี่ ดส งผานเพลงราํ วงจะเก่ยี วของกบั คา นิยม และการปฏิบตั ิตนใหถกู ตอ ง เมือ่ ตองมาราํ วงหรือการใช ชวี ติ โดยทวั่ ไป สําหรับเพลงรําวงในกลมุ นมี้ ที งั้ สิ้น 3 เพลง โดยมลี ักษณะดงั นี้ 65 65
2.1 การใหเ กียรตแิ กส ตรี เชน เม่อื ตองการรําดว ยผูช ายจะตอ งเขาไปโคง กอน ดังเพลงทว่ี า เพลง เชญิ ราํ ซิ (เพลงแรก) เชิญรําซิ คนไหนรําดีเชิญมารํา แขนออน แขนออน ฟอนรํา ขอเชิญมารวมรําวง เธอย้ิม ยวนใจ ชวนใหช ายมาโคง การเลนราํ วงตอ งโคงใหแ กส ตรี ตองโคงใหแกสตรี 2.2 การเลอื กคู ตองคิดตรกึ ตรองใหดี อยา ผลผี ลามตัดสินใจโดยไมปรกึ ษาใคร ตัวอยา งเชน เพลง นกเขาคกู ัน นกเขามาบินกนั ขนั ไมใชคเู รา อยาเศราหมอง คูนี้เหมาะสมกันไหม พี่นองชาวไทยชวยกัน ตรึกตรอง นกเขามาบนิ กนั ขัน ไมใชค ูเรา เพียงแตแลมอง หากไดนกเขามาเปนคู จะเก็บทั้งคูฝงไวใน ดิน นกเขามาบินกันขัน ไมใชคูเรา เพียงแตแลมอง หากไดนกเขามาเปนคู จะเก็บท้ังคูฝงไวในดิน นกเขามาบินกนั ขัน ไมใชค เู รา อยาเศราหมอง คูนี้เหมาะสมกันไหม คูน้ีเหมาะสมกันไหม พ่ีนองชาว ไทยชวยกนั แลมอง 2.3 การไมห ลงทะนงตัว ตวั อยา งเชน เพลง หงสอยา ทะนงตวั หงส หงส หงส อยาทะนงตวั นัก ปกของเจาจะหกั หกั ลงกับความหลอกลวง อยาทะนง ถือ ตัววาเปนหงสทอง ยามเมื่อฉนั แลมอง หงสทองขยบั ปก บิน หงสท องขยับปกบนิ 3. บทบาทในการควบคมุ สงั คม สําหรับบทบาทของเพลงรําวงในดานการควบคุมสังคมน้ัน จะไมกลาวถึงโดยตรง แตจะเปนการใช เน้ือความที่แสดงถึงส่งิ ทไ่ี มค วรทาํ หรอื เตือนใหรวู าเปน การกระทาํ ท่ีนาอาย จากการวเิ คราะหพบวามเี พลงราํ วงในบทบาท ดังกลา ว 6 เพลง ตวั อยางเชน 3.1 การเตือนผสู งู วยั ไมใหห ลงกบั การรําวง ไดแ ก เพลง คนแกอ ยากไดเ มยี สาว (เอาไวลอ คนแกท ม่ี ารําดวย) คนแกอยากไดเมียสาวถือไมเทายักยี่ยักยัน ท่ีนี่เขามีอะไรกัน ท่ีน่ีเขามีอะไรกัน บอกแม สุวรรณเคา มรี าํ วง ไมร กั ฉันก็ไมว า จะขอแหวนตาของฉันกลบั คืน เอาแหวนที่ไหนไมรูไมช้ี เอาแหวนที่ ไหน ไมร ู ไมช้ี เปนไรเปนกันจะตบแมสุวรรณเอาซะในวันน้ี จะตบตรงไหนขอใหเลือกตบเอา ตบสิ ตบสิ มอื ก็ฟาด ปากก็รอง กลวั แลว กลวั แลวนะแมแ กวสายใจ 66 66
3.2 การเตือนผูห ญงิ ไมใหหลงกบั ทรพั ยส ิน ความงาม และผูชายรปู หลอ ตวั อยางเชน เพลง สาวสมยั ใหม (คณะของคุณยายตาใชเพลงนป้ี ระกวดแขงขันไดทหี่ น่งึ ) สาวสมัยใหม ไวไฟใจงา ยเหลือเกนิ บชู าแตเงินเปน พระเจา คิดแลว เศรา ใจ หญงิ เชนน้ีมิควร เกดิ มาทําไม มาหลอกใหช ายหลงรูปงาม โอนวลนารี ฉันเปรียบสตรี นั้นก็มีแตอยาก สวยงามแตราง ดวงใจสายตาจริงหนอ ตวั ฉันจะวา จงฟง เถิดนะผชู าย คดิ แลว จาํ ไวอ ยาไดหลง เจ็บแลวจําไวได อยา หลงรูปนางเอย 3.3 การเตอื นผูชายไมใหท าํ ผิดศีลธรรมและระวังผูหญิงจะเผยความลบั ตัวอยา งเชน เพลง รกั เขายังไมท ันจะรตู ัว รักเขายังไมท นั จะรตู วั เขาลือกันท่วั วา เธอน่ีรักฉุด หากไมรักเขาคงไมพูด เธอรักฉุดชางนา ไมอ าย กยุ กุย กุย คนหนาเกอ กุย กุย กุย คนหนาเกอ คูรักเธอใชเสียเมื่อไหร คูรักเธอทําไมไมจดจําไว เธอทําไมมาเอาปายแขวนคอ 4. บทบาทในการเปน ทางระบายความคบั ขอ งใจ ในการวิเคราะหเพลงรําวง จํานวน 117 เพลงพบวา บทบาทในการเปนทางระบายความคับของใจ จะปรากฏออกมาในรปู แบบของการแทนตัวเองวาต่ําศักด์ิกวาอีกฝาย โดยเฉพาะการเปนคนจน หรือคนบานนอกที่ทําไร ไถนา นอกจากน้ยี ังปรากฏในลกั ษณะการฝนเอามาเปนเจาของโดยใชกําลงั สําหรับเพลงราํ วงในกลมุ น้ี ตัวอยา งเชน 1) เพลง เชื้อเชิญฉนั ก็ไมว า เชือ้ เชญิ ฉนั กไ็ มวา ฉันตองมาสมานไมตรี แตต ัวฉนั น้ีเปน ราํ วงชาวไร รองรําไดไ มคอ ยจะดี กริ ิยาหรอื ตองวางทาที ฉันรําไมดฉี นั ตอ งขออภยั 2) เพลง จะจากโฉมตรู จะจากโฉมตรู ดู ดู ดู ดูแลว นา ชม เลื่อนลอยตามลม ฉนั น่งั ชมแลว เศรา ใจ โอแมยอดชีวัน เรามารกั กันเสียใหม เรามารักกนั ไว ช่ืนใจของลูกคนจน ชืน่ ใจของลูกคนจน สรุปผลการวิจัย การศึกษาวจิ ยั เพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง ในครั้งน้ี สามารถรวบรวมเพลงรําวงได จํานวนท้ังส้ิน 117 เพลง ในดานการศึกษาบทบาทของเพลงพ้ืนบานที่ปรากฏในเนื้อหาจากเพลงรําวง พบวามีบทบาท ดังนี้ 67 67
1. บทบาทในการใหความบันเทิง มีจํานวนท้ังส้ิน 105 เพลง แบงเปนเนื้อหาท่ีแสดงถึงการเกี้ยวพาราสี การ ช่ืนชมคูรํา และการเช้ือเชิญ จํานวน 62 เพลง เน้ือหาท่ีแสดงถึงความนอยใจ ตัดพอตอวา จํานวน 33 เพลง เนื้อหาท่ี แสดงความงดงามของธรรมชาติ จาํ นวน 6 เพลง เนือ้ หาท่นี าํ มาจากเรื่องราวในวรรณคดี จาํ นวน 4 เพลง 2. บทบาทในการใหค วามรู มจี ํานวน 3 เพลง 3. บทบาทในการควบคุมสงั คม มีจาํ นวน 6 เพลง 4. บทบาทในการเปน ทางระบายความคับของใจจาํ นวน 3 เพลง อภิปรายผลการวจิ ัย ผลการวิจัยในครั้งนี้พบวา เพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง จํานวนทั้งส้ิน 117 เพลง มีบทบาทหนาท่ีท้ังส้ิน 4 ดาน คือ บทบาทในการใหความบันเทิง บทบาทในการใหความรู บทบาทในการควบคุมสังคม และบทบาทในการเปนทางระบายความคับของใจ สอดคลองกับการศึกษา“จอยจากอําเภอวังชิ้น จังหวัดแพร”ของ กนิษฐฎา ฐานะวุฒิกุล (2541 : 9192) ใน 3 บทบาท คือ บทบาทในการสรางความบันเทิงใจ เปนเคร่ืองระบายอารมณ ความรูสึก และใหความรูแกคนในสังคม ในขณะท่ีมีขอแตกตางกันคือ บทบาทการถายทอดเร่ืองราวในสังคม ทั้งน้ีอาจ เนอ่ื งมาจากความแตกตางกันในการแสดง กลาวคือ แมจะเปนศิลปะการแสดงพน้ื บานท่ีตอ งใชการรอ งรําเชนเดียวกัน แต การเลน รําวงจะใชผ ูร อ งท้ังทีเ่ ปน กองเชียร ผูรํา และผทู ีเ่ ขามาโคงขอรําดว ย การตองจดจําเนอ้ื หาของเพลงขนาดยาวจึงไม เหมาะกับการเลนรําวงในแตล ะครง้ั เพราะไมสามารถคาดเดาไดเ ลยวาผทู ี่มาราํ วงน้ันจะจดจําเนือ้ เพลงไดม ากนอ ยเพยี งใด ในขณะที่การแสดงจอย ท่ีตองจดจําเนอื้ หาเปน จาํ นวนมากแลว ยังตองใชปฏิภาณไหวพริบในการรองดวย อยางไรก็ดีการ แสดงท้งั สองประเภทก็แสดงใหเห็นถงึ ความสาํ คัญของเพลงพ้ืนบาน ท่ีครั้งหน่ึงเคยมีบทบาทสําคัญในการใหความบันเทิง แกผ คู น ในสงั คม ไดผ อนคลายและหยุดพักเพือ่ หาความสุขใจ หลังจากทํางานหนักมาอยา งยาวนาน อยางไรก็ดี การสรางคณะรําวงในทองถิ่นก็ไมอาจสําเร็จได หากไมไดรับการสนับสนุนของคนในพื้นท่ี ท้ังนี้ เพราะเมอื่ 60 ปก อน การเรยี นรําวงจะตอ งใชการจดจํา และความยินยอมจากผูใหญและญาติๆ โดยผูเรียนจะตองมาฝก ทารําในชวงเย็นของแตละวัน อีกทั้งยังจะตองจดจําเนื้อเพลงที่มีอยูมากมายใหไดหมด ยิ่งไปกวาน้ันคือ การดูแลของ ผูใหญบ าน (แกบ าน) ที่จะเปน ผูรับประกันความปลอดภัยของผูท ม่ี าฝก หัดราํ วง วา จะไมไ ดร ับอันตรายระหวางการเดนิ ทาง มาฝกหรอื ออกไปแสดง ไมรวมถงึ นกั ดนตรแี ละกองเชียรร ําวงอีกจาํ นวนไมน อยกวา 10 คน ท่ีตอ งสละเวลามารวมบรรเลง ดนตรี และรอ งเพลงใหกับคณะรําวง จึงอาจกลาวสรุปไดวา คณะรําวงเปรียบเสมือนเครื่องแสดงความสามัคคีของคนใน ชุมชน ดังท่ีอมรรัตน ชัยรัตน (2531 : 150151) ไดศึกษา “วรรณกรรมประกอบประเพณีลุยไฟของชาวจีนไหหลําใน พิษณโุ ลก : การวเิ คราะหในแนวหนาท่ีนิยม” ผลการศึกษาพบวา มีบทบาททางออมคือ เปนการเสริมสรางความสามัคคี และการพบปะสังสรรคของชาวไหหลําในจงั หวดั พิษณโุ ลกนน่ั เอง ขอ เสนอแนะ สถานศกึ ษาในพ้ืนทีอ่ ําเภอเถิน ควรนาํ ขอ มลู ความรูจากการวจิ ยั นไ้ี ปใชในการพฒั นาเปนหลกั สูตรทอ งถ่ินประจํา สถานศึกษาตอ ไป 68 68
กิตติกรรมประกาศ การศึกษาวิจัยในครง้ั นส้ี ําเร็จไดด ว ยดจี ากความกรณุ าจากวทิ ยากร 5 ทา น ทีไ่ ดเสียสละเวลาใหผวู ิจัยไดส อบถาม ขอ มลู ความรตู า งๆ อยางละเอียด ผูวิจัยรูสึกซาบซ้ึง และขอชื่นชมในจิตวิญญาณของการเปนผูใหของวิทยากรท้ัง 5 ทาน ดงั จะขอกลา วถึง ดงั น้ี คุณยายตา ตะวัน วิทยากรหลกั ผเู ปนหวั หนาคณะราํ วงเหลา ชัยนารี ซึง่ เปนคณะรําวงท่ีประสบความสําเร็จมาก ที่สุดคณะหน่ึงในอําเภอเถิน ท้ังนี้เพราะมีเพลงที่แตงข้ึนเองหลายเพลง ประกอบกับการมีทารําที่สวยงามไมเหมือนกับ คณะอ่ืน เมอ่ื ข้นึ แสดงหรือไปประกวดแขง ขันที่ใด ก็มกั จะไดรบั รางวลั ทห่ี นึ่งอยูเสมอ และที่สําคัญที่สุดคือ คุณยายตาเปน แมเพลงเพยี งคนเดยี วในตําบลลอ มแรดในขณะนี้ ท่ีสามารถจดจาํ เพลงรําวงไดม ากกวารอยเพลง คุณตาอิ่นแกว สิงคา ในอดีตเปนคนเชียรรําวง และนักดนตรีของคณะรําวงลอมแรดมากอน ในวันที่ผูวิจัยได ลงพ้ืนที่เก็บขอ มูล คณุ ตาใหค วามกรณุ ามาตีกลองพรอ มทั้งชวยรองเพลงราํ วงใหด วย คุณยายบุญศรี ปนเชื้อ เคยเปนสาวรําวงคณะเดียวกับคุณยายตา ตะวัน โดยคุณยายศรีจะติดหมายเลขที่ 4 ในวันท่ีเก็บขอมูลแมคุณยายศรีจะจดจําเพลงรําวงไมได แตเม่ือคุณยายตาขึ้นตนเพลงไปสักพัก คุณยายศรีก็จะจดจําได และชว ยรอ งและราํ รวมกบั คุณยายตา คุณยายคําผอง อินวาน เคยเปนสาวรําวงมากอน แตเปนรุนตอมาที่คุณยายตาเปนผูฝกหัดให โดยคุณยายคําผอง จะเปนตัวสาํ รองใหกับคณะของคุณยายตา หากวันไหนที่คนนอยหรือไปแสดงรําวงที่อื่น คุณยายตาก็จะชวนคุณยาย คําผองไปดว ย ในวันท่ีเกบ็ ขอมูลคณุ ยายไดล ืมเพลงรําวงไปหมดแลว อยางไรก็ดเี มอื่ คณุ ยายตาไดข นึ้ ตนเพลงไปสักพักก็จะ จําได และชว ยใหข อมลู บรรยากาศในการแสดงรําวงเมื่อ 60 ปก อนใหก บั งานวจิ ัยนเี้ ปนอยางมาก คุณยายเรอื นทอง วงศท ิพย แมไมใชสาวรําวงแตท านเปน ผูท ช่ี ื่นชอบการดูรําวงเปนอยางมาก ในตอนที่เปนเด็ก คณุ ยายเรือนทองจะเดนิ ไปดรู ําวงตามงานตา งๆ โดยไปกับพอแมห รือญาตๆิ ทําใหค ณุ ยายเรอื นทองสามารถรองและฟอน เพลงรําวงเปน คุณประโยชนใดๆ ทเ่ี กดิ จากงานวิจัยเร่ืองนี้ ผูวจิ ยั ขออุทิศใหก ับดวงวญิ ญาณของคณุ ตาอิ่นแกว สิงคา ผูใหความ กรณุ ามาตีกลองประกอบการรอ งเพลงรําวงตลอดระยะเวลากวา 2 สัปดาห บรรณานกุ รม กนิษฐฎ า ฐานะวฒุ ิกุล. (2541). จอยจากอาํ เภอวงั ชน้ิ จังหวดั แพร. พษิ ณโุ ลก : มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ พิษณุโลก นชุ นาฏ ดีเจรญิ . (2550). รําวงในเขตภาคเหนอื ตอนลา ง : กรณีศึกษาจงั หวดั กําแพงเพชร นครสวรรค และพิจิตร. พิษณโุ ลก : คณะมนษุ ยศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปน เกศ วัชรปาน. (2543). รําวง : กรณศี ึกษารําวงอาชพี ตาํ บลหวยใหญ อําเภอบางละมุง จังหวดั ชลบุร.ี กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั . ศรศี กั ร วัลลิโภดม. (2545). ศิลปวัฒนธรรมฉบับพเิ ศษประวัตศิ าสตรโ บราณคดขี องลา นนาประเทศ. กรงุ เทพฯ : มติชน. 69 69
สุกญั ญา สจุ ฉายา. (2545). เพลงพนื้ บานศกึ ษา. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผลงานวชิ าการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . อมรรตั น ชัยรตั น. (2531). วรรณกรรมประกอบประเพณีลุยไฟของชาวจีนไหหลาํ ในพิษณุโลก : การวิเคราะหใ นแนว หนา ที่นิยม. พษิ ณุโลก : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พษิ ณโุ ลก. วทิ ยากรผูใหข อ มูล คณุ ยายตา ตะวนั อายุ 81 ป บานเลขที่ 131 บานเหลา ตําบลลอมแรด อําเภอเถนิ จังหวดั ลาํ ปาง (เปน หัวหนาคณะราํ วง) คุณตาอิ่นแกว สิงคา อายุ 81 ป บา นเลขท่ี 78 บา นเหลา ตําบลลอมแรด อาํ เภอ เถิน จงั หวดั ลําปาง (เปนกองเชียรรําวงและคนตกี ลอง) คณุ ยายบญุ ศรี ปน เชือ้ อายุ 77 ป บานเลขที่ 57/1 บานเหลา ตําบลลอมแรด อาํ เภอเถนิ จังหวัดลาํ ปาง (เปนสาวราํ วง) 70 70
คณุ ยายคําผอง อินวา น อายุ 77 ป บา นเลขท่ี 15 บานเหลา ตําบลลอมแรด อําเภอ เถนิ จงั หวดั ลําปาง (เปนสาวรําวงท่ียายตามาสอนในรุน หลัง หากขาดคนหรือไปแสดงท่ีไหนยายจะไดไปเลน ดวย) คุณยายเรอื นทอง วงศท พิ ย อายุ 74 ป บานเลขท่ี 159 บานเหลา ตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง (เปนผูที่ชื่นชอบการดูรําวง มาก เมื่อเปนเด็กมักจะไปดูรําวงตามงานตางๆ โดยไป กับพอแมหรือญาติๆ ในชวงที่มีซอมรําวงกันที่บาน ผูใหญแสน ยายเรือนทองก็ไดไปดูดวย ทําใหสามารถ รอ งและเลน ราํ วงได) 71 71
Search
Read the Text Version
- 1 - 17
Pages: