Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การศึกษาเพลงรำวงจากต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง

การศึกษาเพลงรำวงจากต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง

Published by sakulsueb_9, 2020-04-03 05:32:21

Description: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมเพลงรําวงจากตําบลล้อมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง และเพื่อศึกษาเนื้อหาของเพลงด้วยบทบาทของเพลงรําวง ผลการศึกษาสามารถรวบรวมเพลงรําวงได้ทั้งสิ้น 117 เพลง ในด้านเนื้อหา ปรากฏบทบาทของเพลงรําวง 4 บทบาท คือ การให้ความบันเทิง การให้ความรู้ การควบคุมสังคม และการระบายความคับข้องใจ

Keywords: เพลงรำวง,บทบาท,ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง

Search

Read the Text Version

1

ภาณภุ ทั รธนวฒั น 2

สารบญั ที่ ปท ่ี 1 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2556 ทําอยางไร...จึงจะเขยี นผลงานทางวิชาการทดี่ ีมคี ณุ ภาพ 1 รองศาสตราจารย ดร.สนม ครุฑเมอื ง Teaching Chinese students to pronounce Thai sounds: problems and solutions Case Study of 7 Intensive Course of Lampang Rajabhat University 2013-2014 Tatpicha Sakulsueb มิเชล ฟูโกต : ความจริงทีบ่ งการมนุษย – วาทกรรมกบั การตอ สูและอํานาจทไ่ี มใ ชอ าํ นาจ 17 พชั รสฤษดิ์ กนษิ ฐเสน ความเช่อื ที่ควรปฏบิ ตั ใิ นวรรณกรรมคําสอนลาว : กรณศี กึ ษาชุมชนธาตหุ ลวงเวียงจันทน แขวงกําแพง 29 พระนครเวยี งจันทน ประเทศสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว อรทยั สุทธิ การศกึ ษาขอ ความทายใบลานในคมั ภรี ใ บลานลานนาดา นมติ วิ ัฒนธรรม 41 ตลุ าภรณ แสนปรน การศกึ ษาเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อาํ เภอเถนิ จงั หวัดลาํ ปาง 59 ภาณุวฒั น สกลุ สบื เดก็ ชายมะลวิ ัลย ลอดลายมังกร และสาํ เภาทอง : นวนิยายวา ดว ยการสงเสรมิ อดุ มการณทุนนิยมเสรี 73 สพุ รรษา ภกั ตรนิกร จดหมายส่ือรกั ในงานวรรณกรรมเรอ่ื ง Daddy - Long - Legs กรณศี ึกษา: เรือ่ ง Daddy – Long - Legs 93 ฉบบั ภาษาองั กฤษ ภาษาเกาหลีและ ละครไทยเรอื่ ง รกั เดียวของเจนจริ า สภุ าวดี ยาดี การสง บทความลงตีพิมพ 110 3

การศึกษาเพลงราํ วงจากตาํ บลลอ มแรด อาํ เภอเถนิ จงั หวัดลําปาง A STUDY OF THAI FOLK DANCE SONGS FROM LOMRAD, TERN DISTRICT, LAMPANG PROVINCE ภาณวุ ฒั น สกลุ สบื 1 Panuwat Sakulsueb บทคดั ยอ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อรวบรวมเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง และเพื่อศึกษา เนื้อหาของเพลงดวยบทบาทของเพลงรําวง ผลการศึกษาสามารถรวบรวมเพลงรําวงไดทั้งสิ้น 117 เพลง ในดานเน้ือหา ปรากฏบทบาทของเพลงราํ วง 4 บทบาท คือ การใหความบันเทิง การใหความรู การควบคุมสังคม และการระบายความ คับของใจ โดยบทบาทของการใหความบันเทิงมีจํานวนเพลงมากท่ีสุดถึง 105 เพลง แบงเปน 1) การเก้ียวพาราสี การช่ืนชม คูรํา และการเชิญชวนใหออกมาราํ 2) การตัดพอตอวาและความนอยอกนอยใจ 3) ความงามของธรรมชาติ และ 4) เรอ่ื งราวจากวรรณคดี รองลงมาคือบทบาทดานการควบคุมสังคม มีจํานวน 6 เพลง ตอมาคือบทบาทในการใหความรู มีจํานวน 3 เพลงซึง่ มีจํานวนเพลงเทากบั บทบาทในการเปน ทางระบายความคับขอ งใจที่มจี าํ นวน 3 เพลงเชนเดยี วกนั คาํ สําคัญ : เพลงรําวง, ตําบลลอ มแรด, อําเภอเถนิ , บทบาทหนาท่ี Abstract Objectives of this study were collecting Thai folk dance songs from Lom  rad district, Tern, Lampang and analyzing contents by roles of those songs. The results were 1) 117 Thai folk dance songs were collected 2) contents of songs having 4 roles that were entertainment, knowledge, social control, and vent frustration. Role of entertainment appeared 105 songs that were the most numbers of it. Contents of songs were about 1) flirting, admiring partner, and invitation 2) complain and hurtful 3) beauty of nature 4) literature stories. then role of social control appeared 6 songs, role of knowledge appeared 3 songs and role of vent frustration appeared 3 songs as well. Keyword : Thai folk dance, Lomrad, Tern district, Roles 1 อาจารยประจาํ สาขาวชิ าภาษาไทย (ศศ.บ.) คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลําปาง 59 59

บทนาํ รําวง หรือ รําโทน เปนการละเลนพื้นบานซ่ึงเปนที่รูจักแพรหลายในทองถ่ินภาคกลาง โดยเฉพาะในจังหวัด สุโขทัย นครสวรรค พระนครศรีอยุธยา สิงหบุรี ชัยนาท ฯลฯ ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดํารงตําแหนง นายกรฐั มนตรี การเลน รําวงไดรับการปรับปรุงใหมีความทันสมัย มีระเบียบแบบแผนและมีความสวยงามย่ิงขึ้น ทั้งนี้เพื่อ ใชในการเผยแพรใหช าวตา งประเทศไดรูจัก โดยการปรับเปล่ียนนี้เนนใหเหมาะสมกับคนทุกชวงวัย กลาวคือ มีปรับเน้ือเพลง ที่รองใหมีความหมายในทางท่ีดี ไมเนนการเก้ียวพาราสีหรือหยาบโลน ทํานองเพลงปรับใหรองงายข้ึนไมเนนการเอ้ือน เสียง สวนทารําก็ไดนําแมทาในทางนาฏศิลปมาใชในการรํา หรือท่ีรูจักกันโดยท่ัวไปวา “ทารําวงมาตรฐาน” สําหรับ เคร่ืองดนตรนี อกจากจะตโี ทนประกอบการรําวงแลว ก็มีการใชเครื่องดนตรีไทยอ่ืนๆ มาชวยบรรเลงดวย จากความนิยม ประกอบกับการสงเสริมของรัฐบาล ทําใหการเลนรําวงไดขยายออกไปในภาคอ่ืนๆ โดยเฉพาะในพื้นท่ีซึ่งเปนเสนทาง การคาและคมนาคม เชน อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง ซึ่งมีพ้ืนท่ีติดตอกับจังหวัดตาก และจังหวัดสุโขทัย ดังท่ี ศรีศักร วัลลิโภดม (2545) ไดกลาวถึงอําเภอเถินวา เปนเมืองดานท่ีเปนชุมทางคมนาคม มีความสําคัญยิ่งมาตั้งแตสมัยโบราณ ดังเห็นไดจากการมีพัฒนาการของความเปนเมืองท่ีมีอายุใกลเคียงกับเมืองโบราณอื่นๆ ในเขตแควนลานนา กับท้ังยังมี ความสืบเนอ่ื งของการเปน เมอื งมาจนปจจบุ นั จากทีต่ ้งั ซึ่งเปนเสน ทางการคมนาคมท่ีสําคัญน้ีเอง ทําใหเมืองเถินมีวัฒนธรรมท่ีเกิดจากการผสมผสานระหวาง ภาคเหนอื และภาคกลางเขาไวด วยกัน ดังปรากฏวา มีการเลนเพลงรําวงในงานประเพณี และงานบุญตางๆ ในอําเภอเถิน มานานหลายทศวรรษตอเน่ืองจนถึงปจจุบัน โดยรําวงที่เลนน้ันยังคงรักษาเอกลักษณของการละเลนแบบโบราณเอาไว นั่นคือ กองเชียรรําวงและนักดนตรีจะชวยกันรองเพลงประกอบการเลนเครื่องดนตรีพ้ืนบาน สวนผูแสดงรําวงนอกจาก จะตองชวยกันรองเพลงเชนกนั แลว ยังมกี ารรําวงประกอบบทอีกดว ย1 อยา งไรก็ดี ในชว ง 10 ปมาน้ี การเลนราํ วงโบราณในลกั ษณะดังกลาวเริ่มสูญหายไปจากอําเภอเถิน ทั้งน้ีเพราะ ขาดการสืบทอดจากคนรนุ ใหม ดังจะเห็นไดจากกลุมผแู สดงราํ วงดงั กลา วยังคงเปนกลุมเดียวกับผูท่ีเลนรําวงเมื่อ 50  60 ปที่แลว ประกอบกับสมาชิกในคณะรําวงหลายทานไดลืมเนื้อรองไปแลว หรือบางก็ลมหายตายจากกันไปดวยโรคและ ความชรา และบางคนกไ็ ดยายถน่ิ ฐานไปอยูท ีอ่ นื่ เพ่อื ความสะดวกในการดแู ลของบตุ รหลาน จากสถานการณด งั กลา ว ทาํ ใหผ ูวิจัยสนใจท่ีจะศกึ ษารวบรวมเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัด ลําปาง และวเิ คราะหถึงบทบาทของเพลงรําวงจากเนอื้ หาที่ปรากฏ โดยมคี วามคาดหวงั วา การศึกษาวิจัยคร้ังน้ี จะเปน การ รวบรวมการละเลนพื้นบา นซ่ึงเปนศลิ ปะพน้ื บานอันทรงคณุ คาของชาวเถนิ ใหค งอยตู อไป 1 คุณยายตา ตะวัน หัวหนาคณะรําวงเหลา ชยั นารี ไดอ ธิบายถงึ ลกั ษณะของรําวงประกอบบทไวว า เปนการแสดงทาทางประกอบ เน้ือหาในเพลงรําวงเพอ่ื ใหเกดิ ความสนกุ สนานมากยิง่ ข้ึน เชน เพลงตจุ ก เมือ่ ราํ ถึงเน้ือรองท่ีกลาวถึงชูชกเอาไมไลตีสองกุมาร ผูรําวงฝายชาย จะถือไมทําทาหวดผูรําวงฝายหญิง ในขณะเดียวกันผูรําวงฝายหญิงก็จะนั่งพับเพียบลงกับพื้น แลวกมหนาทําทาทางเหมือนคนกําลังรองไห หลังจากนั้นใชมือแตะท่ีขากางเกงของฝา ยชาย เพื่อเปนการขอรองวาอยาตอี กี เลย ตามเนอื้ รอ งทป่ี รากฏ เปนตน 60 60

วัตถปุ ระสงค การศกึ ษาเพลงราํ วงจากตําบลลอ มแรด อาํ เภอเถนิ จังหวัดลาํ ปาง มีวัตถปุ ระสงคก ารวจิ ยั ดงั น้ี 1. เพือ่ รวบรวมเพลงรําวงจาก ตําบลลอ มแรด อาํ เภอเถนิ จังหวดั ลาํ ปาง 2. เพื่อศึกษาเน้อื หาของเพลงรําวงจาก ตาํ บลลอ มแรด อําเภอเถิน จงั หวดั ลําปาง ทบทวนวรรณกรรม นุชนาฏ ดีเจริญ (2550 : บทคัดยอ) ศึกษาวิจัยเรื่อง รําวงในเขตภาคเหนือตอนลาง: กรณีศึกษาจังหวัด กําแพงเพชร นครสวรรค และพิจิตร มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาวิเคราะห และเปรียบเทียบองคประกอบของการแสดงรําวง ของท้ัง 3 จังหวัด ผลการศึกษาพบวา ปจจุบันมีการแสดงรําวงเฉพาะในจังหวัดกําแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค จังหวัดพิจิตรไมม กี ารแสดงในลกั ษณะเปนวง แตจ ะแสดงในลกั ษณะของการรอ งโตต อบกันหรอื ทเ่ี รยี กวา เพลงตรษุ ประวัติ ความเปนมาของรําวงในจังหวัดกําแพงเพชร นครสวรรคและพิจิตร มีพัฒนาการมาจากการรองรําของชุมชนในทองถิ่น เปนการราํ เพอื่ ความสนกุ สนานของชาย  หญิง ไดรับความนิยมมากในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในชวงระหวาง สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเรียกชื่อแตกตางกันไป เชน รําโทน รําวง รําวงแบบบท รําวงประกอบบท รําวงโบราณ เปนตน บทรองเพลงรําวง มี 87 เพลง เม่ือพิจารณาเนื้อหาของบทเพลงพบวา มีช่ือเพลงและบทรองคลายคลึงกันจํานวน 3 เพลง ทารําและกระบวนรําเปนทารํามาตรฐานจํานวน 15 ทา และทารําท่ีมีความหมายตามเนื้อรองในลักษณะของการรําใชบท จํานวน 52 ทา เม่ือพิจารณาในรายละเอียดของทารําและกระบวนรําพบวา มีทารํามาตรฐานท่ีใชเหมือนกันจํานวน 4 ทา และมที า รําทมี่ ีความหมายตามเน้ือรองในลกั ษณะของการรําใชบท ที่ใชเหมือนกันจํานวน 3 ทา การแตงกาย คลายคลึงกัน คือ แตงในลักษณะพ้ืนบาน เคร่ืองดนตรีที่ใชประกอบการแสดงคลายคลึงกัน ประกอบดวย ฉิ่ง ฉาบ และกรับ โดยจังหวัด กําแพงเพชร ใชโ ทนเปนเครื่องดนตรีหลกั สวนจงั หวัดนครสวรรคใ ชราํ มะนาเปน เคร่ืองดนตรหี ลัก โอกาสที่ใชแสดง ใชแสดง ในงานประเพณี วันสงกรานต งานบญุ และงานทีม่ ีผวู า จา งเหมอื นกนั โดยรําวงของตาํ บลเนินศาลา จะรําถวายเจาพอที่ศาล กลางหมูบา น ในเทศกาลสงกรานตเ ปน ประจําทุกป ปนเกศ วัชรปาน (2543 : 207  213) ไดวิจัยเรื่อง รําวง : กรณีศึกษารําวงอาชีพ ตําบลหวยใหญ อําเภอบางละมุง จงั หวดั ชลบุรี ซงึ่ เสนอเปนวทิ ยานิพนธต อ จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั โดยการศึกษาคร้ังนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาท่ีมาของ รําวงในประเทศ และศึกษารําวงอาชีพ ตําบลหวยใหญ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในดานประวัติ องคประกอบ การแสดง วธิ แี สดง ตั้งแต พ.ศ. 2504  2521 ผลการวจิ ยั พบวา ราํ วงมีการพฒั นาการมาจากการรอ งราํ ของชุมชนทองถิ่น ในการราํ ประกอบพิธกี รรม และการรําเพื่อความสนกุ สนานของชายหญิง เชน ราํ โทนของชาวไทยโคราช เปน ราํ วงพื้นบาน ที่เกาแก ในรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม สมัยสงครามโลกครั้งท่ี 2 นํารําโทนมาปรับปรุง และเรียกวารําวง มาตรฐาน โดยใชรําวงเพ่ือการสรางชาติ นอกจากน้ีรําวงมาตรฐานเติบโตในสังคมเมืองควบคูกับการเตนลีลาศตามงาน สโมสร รําวงของรัฐบาลยุติลงแตเกิดการพัฒนาขึ้นในสังคมทองถิ่น และทําใหเกิดเปนอาชีพ พบวามี 2 แนวคือ รําวง ประกอบบท และ รําวงอาชีพ รําวงอาชีพมีรูปแบบการแสดงที่เหมือนกันทั่วประเทศ เปนรําวงเพ่ือการคาผูแสดงเปน หญงิ รบั จา งรํากบั ลูกคา ผูชาย บนเวทีไมยกพ้นื ปูบนถังน้าํ มนั วงดนตรีใชว งชาโดวซึ่งเปนวงดนตรีสากล มีการขายบัตรเปน รอบ ปจ จบุ นั ราํ วงอาชีพพบวา มี 2 คณะใน ตําบลหวยใหญ ที่ยังคงเหลอื อยู และแสดงในชวง พ.ศ. 2504  2521 จากน้ัน ถูกหามแสดงตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2528 เนื่องจากเกิดการทะเลาะวิวาทอาจทําใหเกิดอันตรายได เปนเหตุใหรําวง อาชีพลดนอยลง วิธีแสดงมี 4 สวนคือ 1. การบูชาครู 2. การรําไหวครู 3. การเตนเขาจังหวะ 4. การรําเขาจังหวะ 61 61

การบชู าครูเปนการบูชาดว ยเครือ่ งบูชา ซงึ่ นา จะไดรับอทิ ธิพลจากการประกอบพิธีกรรมในละครไทยแตเ ดิม การรําไหวครู พบวา ลักษณะการรําเปนทารําไทยมาตรฐาน 7 ทา และการรําใชบท ประกอบกับทารําที่คิดใหม 7 ทา การใชทารําอยู ชวงกลางลําตัว ไมเรียงลําดับทา หันหนารําดานหนาดานเดียว โยกตัวตลอดเพลง การเตนเขาจังหวะมี 32 จังหวะ แบงเปนการเตนเขาจังหวะตามแบบสากล 21 จังหวะ และการรําเขาจังหวะในจังหวะท่ีเกิดในประเทศ 11 จังหวะ เปน การผสมระหวางทา รําไทยกับการกาวเทาตามจังหวะสากลท่ีผูแสดงเปนผูคิดใหมจากเพลงท่ีนิยม และจากการแสดง ตางๆ เปน ทา เฉพาะที่เขาใจกนั ในหมคู ณะ รําวงอาชพี ตําบลหวยใหญ อําเภอบางละมงุ จังหวัดชลบุรี ท้งั 5 คณะ ปจ จบุ ัน ไมยดึ เปนอาชีพ ซ่งึ มีการจัดแสดงเปน บางครัง้ ตามเทศกาลหรอื เปนการสาธิตเทานัน้ อยางไรก็ดี งานวิจยั ดงั กลา วสะทอ นใหเห็นวาพนื้ ท่ีในเขตภาคกลาง คือพ้ืนที่ของการแสดงรําวงท่ีอยูในการรับรู ของคนโดยทั่วไป และวัตถุประสงคในการศึกษาวิจัยไดมุงเนนไปท่ีการเก็บรวบรวมทารําตางๆ ตามลักษณะความสนใจ ของศาสตรทางนาฏศลิ ป ฉะนน้ั การคนพบการเลนเพลงรําวงในจังหวัดลําปาง ซึ่งอยูในเขตภาคเหนือตอนบนจึงเปนเร่ือง ทาทายตอวงวิชาการเปนอยางย่ิง ในขณะท่ีความสนใจดานการวิเคราะหเนื้อหาในเพลงรําวงก็ยังมีอยูไมมาก ผูวิจัยจึง สนใจจะศึกษาเน้ือหาของเพลงรําวง โดยใชแนวคิดเรื่องบทบาทของเพลงพ้ืนบานของสุกัญญา สุจฉายา (2545) มา วิเคราะห เพ่ือแสดงใหเห็นวาเพลงรําวงจาก ตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง เปนขอมูลคติชนที่มีคุณคาตอ ทอ งถ่ิน ควรท่ผี เู กย่ี วของจะไดส ืบทอด และใหคนรุน หลงั ไดเรยี นรตู อไป วธิ กี ารศกึ ษา การศกึ ษาเพลงรําวงจากตาํ บลลอมแรด อําเภอเถนิ จังหวัดลําปาง มีวธิ ีดําเนนิ การดงั ตอ ไปน้ี 1. ข้นั ศึกษาและรวบรวมขอ มูล 1.1 ศกึ ษาและรวบรวมขอมลู เกย่ี วกับอําเภอเถิน จังหวดั ลาํ ปาง 1.2 ศกึ ษาแนวคิดเกยี่ วกบั การวเิ คราะหบ ทบาทของเพลงพืน้ บา น 1.3 รวบรวมงานวิจัยที่เก่ียวของกับการศึกษาเพลงรําวง และการวิเคราะหบทบาทหนาท่ีของเพลง พ้นื บาน 1.4 ลงพื้นทเ่ี พื่อสมั ภาษณและบนั ทึกวดี ิทัศนการแสดงราํ วงและการรองเพลงรําวงจากวทิ ยากร 1.5 ถอดเทปการสัมภาษณจากเคร่ืองบันทึกเสียงและจากกลองวีดิทัศน แลวพิมพเนื้อหาเพลงรําวง ทลี ะเพลงจนครบ 2. ข้ันวิเคราะหข อ มูล นําเนอื้ เพลงท่ไี ดจากการถอดเทปมาวเิ คราะห โดยใชแนวคิดดานบทบาทหนาท่ีของเพลงพ้ืนบานของ สุกัญญา สุจฉายา (2545) มาเปน กรอบในการศกึ ษาวิเคราะห 3. ขน้ั สรปุ ผลการวิจยั นาํ เสนอขอ สรปุ และอภิปรายผลดว ยวิธพี รรณนาวิเคราะห พรอมทงั้ ใหข อ เสนอแนะ 62 62

ผลการศกึ ษา ในการศกึ ษารวบรวมเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อาํ เภอเถิน จังหวัดลําปางคร้ังน้ี สามารถรวบรวมเพลงรําวง ไดทั้งสน้ิ 117 เพลง เมื่อนํามาวิเคราะหด ว ยแนวคดิ บทบาทหนาที่ของเพลงพ้ืนบาน ปรากฏวามีบทบาทท้ังสิ้น 4 บทบาท ไดแก 1. บทบาทในการใหความบนั เทิง จากเนื้อหาของเพลงรําวงท้ังหมด 117 เพลง ปรากฏเน้ือหาท่ีมุงใหความบันเทิงถึง 105 เพลง โดย สามารถแบงเน้ือหาของเพลงในลักษณะน้ไี ด 4 ลักษณะดังน้ี 1.1 เน้อื หาที่แสดงถึงการเก้ยี วพาราสี การชนื่ ชมคูรํา และการเชื้อเชิญ เนื่องจากการราํ วงเปน การละเลน ทใ่ี ชท า รําและการรองประกอบกนั จงึ ทาํ ใหเน้อื เพลงมขี นาดสั้น ทง้ั นกี้ ็เพ่ือใหผรู อ ง (กองเชียรและสาวรําวง) ไมเหน่ือยจนเกินไป นอกจากนี้บางเพลงก็เปดโอกาสใหฝายชายที่เขามาโคง ไดมีโอกาสรองหรือแสดงบทบาทสมมุติรว มดว ย อยา งไรกด็ ี การทตี่ อ งราํ ไปพรอมๆ กบั ครู าํ ทาํ ใหมีโอกาสใกลชิดหรือสงสายตาใหกับคูรําไดมาก ดงั นน้ั เนื้อหาของเพลงท่ใี ชในการรําวงสวนใหญ จึงเลาเร่ืองราวของความรัก การเก้ียวพาราสี การคาดหวังวาจะไดรับรัก ตอบจากครู ํา ดงั ปรากฏเพลงรําวงทมี่ เี นอื้ หาในลกั ษณะนีท้ ั้งสนิ้ 62 เพลง ตัวอยา งเชน 1) เพลง โอแมส าวเวยี งทอง โอแ มส าวเวยี งทอง งามผดุ ผอ งกระไรเพริศแพรว งามวิมานเมืองแกว งามเพริศแพรว หาใคร มาเทียม เรียมจองตาแลมอง โอแมเน้ือทองจงไดเห็นใจ พบพ่ีจําหนาเอาไว (ซํ้า) อยากจะไดแมสาว เวียงทอง 2) เพลง ชกั ชวนคนงามมาเลน ฟอ นรํา (เพลงนร้ี อ งเวลารําอยใู นวัด) ชกั ชวนสาวงามนะมาเลนฟอนรําถวายหลวงพอ อนิจจารูปหลอ รูปหลอ ค้ิวตอ คาง เดียว จะเอาเรือยนตเ ขา มารับ ขากลับจะพานําเที่ยว จะรักเธอคนเดียว จะพาไปเท่ียวที่วัดสุนทร อยากไป ไหมละจะ เธอจายังไมแนไมนอน อยากไปไหมละหลอน วัดสุนทรท่ีเราเคยไป วัดสุนทรที่เราเคยไป (คณุ ยายตาจะรอ งวา วดั เหลา ชยั ) 3) เพลง ยามเย็นเดนิ เลน ตะวนั รอน (รองพรอมกนั ) ยามเย็นเดินเลน ตะวันรอนรอน สายลมพัดออนจันทรวันเพ็ญเดนดวง เธอ นี่หรอื เปน ชายท่ีหลอกลวง เลกิ รักเลกิ หว งกับพอพวงมาลยั ทาํ ไมใจนอ ยนักเลา โศกเศรา ถึงเธอไมวาย อกคะนึงคดิ ถงึ แตพ ่ชี าย ฉนั ไมใชจะเปน คนงอคน (ช) เชน นน้ั เชยี วหรอื นงลักษณ (ญ) คะ (ช) เชน นั้นเชียวหรอื นงลักษณ (ญ) คะ 63 63

(พรอมกัน) ผูกสมัครรักเธอไมไหว อกคะนึงคิดถึงแตพ่ีชาย ฉันไมใชจะเปนคนท่ี งอ คน 1.2 เนอื้ หาที่แสดงถงึ ความนอยใจ ตดั พอ ตอวา เนื่องจากการรําวงของคณะเหลาชัยนารี เปนการรําวงประกอบทาทาง ทําใหเนื้อรองนอกจาก จะมีผลตอทารําแลว ยังสงผลตออารมณเพลงอีกดวย และไมเพียงอารมณแหงรัก หรือการชื่นชมความงามของคูรํา อารมณแหงความผิดหวัง การตัดรอน การงองอน และการทอดถอนใจ ก็เปนอีกกลุมหนึ่งท่ีทําใหเกิดความบันเทิงได เชน กัน ดงั ปรากฏเพลงราํ วงในลักษณะนี้ทง้ั สนิ้ 33 เพลง ตวั อยางเชน 1) เพลง โปรดจงเหน็ ใจ (รองสําหรับการมาสาย) ฉนั มาชาไปหนอ ยอยา ทําใจนอ ย เหลา ชัยอยไู กล อุตสาหฝา ดงหลงไพร โปรดจงเห็นใจเถอะ แมงามงอน เหนื่อยนกั ขอเชิญมาพักกอน เหนื่อยนักขอเชิญมาพักกอน มารักกับพ่ีเสียกอนอยาพึ่งไป รกั ใคร 2) เพลง โอค วามรกั ของชาย (รองสลับชายหญิงและมีการผลักกัน) (ญ) โอความรักของชายนะมาถูกทํารายไปตามสายลม ผูกรักไวหวังใจจะไดชม รักมาขมขื่น ระทมอกเอย วาอะไรจะพ่ี เมอ่ื ตะกี้นอ งไมไดย นิ เลย อยามาทําอยา มาทําหนา เฉย รักไมเ คยจะหนางอ เลิกรักเลกิ ใครกนั เสยี หนอ ผชู ายหนา งอฉันไมตอ งการ (ใชม อื ผลักผชู ายใหออกไป) (ช) ชาชาแมเอย ฉันหลอกเธอเลน เน้ือเย็นอยามาทําใจนอย หันหนาเขามาหาพี่หนอย อยา ทาํ ใจนอยไปเลยนะเธอ (บางคนจะเดินเขา มาชกั แขนเส้ือ) (ญ) โอความรักของหญิงนะมาถูกชายท้ิงไปตามสายลม เม่ือแรกหวังใจจะไดชม รักมาขมขื่น ระทมอกเอย วา อะไรจะพี่ เม่ือตะกฉี้ นั ไมไ ดย ินเลย อยามาทําอยามาทําหนาเฉย รักไมเคยจะหนางอ เลิกรักเลกิ ใครกนั เสยี หนอ ผชู ายหนา งอฉนั ยงั ไมต อ งการ (ใชม อื ผลกั ผูชายใหออกไป) 3) เพลง อกเอย ไมเคยโศกเศรา อกเอยไมเคยโศกเศรา ตัวเรามาหลงรักผูกอง เด๋ียวนี้เธอก็มีรักใหม เดี๋ยวน้ีเธอก็มีรักใหม ฉันรูเต็มใจรักใหมเธอมี หนอย หนอย นอย หนอย หนอย นอย นอย หนอย นอย หนอย หนอย หนอ ย หนอ ย นอ ย ฉนั รเู ตม็ ใจรกั ใหมเธอมี 1.3 เนอ้ื หาทแ่ี สดงความงดงามของธรรมชาติ เพลงรําวงที่มเี นื้อหาเก่ยี วกบั ความงามของธรรมชาติ ประกอบดวยการชื่นชมถึงส่ิงท่ีอยูแวดลอม แลวนํามาเปรยี บเทียบถึงความรกั สาํ หรับเพลงราํ วงในลกั ษณะน้มี ที ง้ั สนิ้ 6 เพลง ตวั อยางเชน 64 64

1) เพลง ยามเยน็ เดนิ เลน ชายหาด ยามเย็นเดินเลนชายหาด หาดทรายชายน้ํามีปลา โนนแหละปลา ปลาตะเพียนทอง โนน แหละปลา ปลาตะเพียนทอง ลอยข้ึน ลอยลองอยูในทองธารา โนนละปลา ปลายังมีคู โนนละปลา ปลายังมีคู สงสารแมห นูไมมคี ูเ หมือนปลา 2) เพลง นกยูงราํ แพน นกยูงรําแพน อกแอนชูหงอนงามกระไร ขนหางเจาเปนประกาย สลับลวดลายเย้ืองกราย นาดู ยูงทองรองหา มาบนิ เท่ยี วหาคอนอยู โผผนิ บินตามหาคู ฟงดูเสยี งดังกองไพร โกง ๆ กะโตงโฮง 1.4 เนือ้ หาทนี่ ํามาจากเรอ่ื งราวในวรรณคดี เพลงรําวงท่ีมีเน้ือหามาจากเรื่องราวในวรรณคดี จะมีทาทางประกอบเพื่อเราการแสดงรําวงให เสมือนหนึ่งการเลนละคร จึงทําใหการเลนรําวงนาสนใจมากยิ่งขึ้น สําหรับเพลงรําวงในกลุมนี้มีทั้งสิ้น 4 เพลง ตวั อยา งเชน 1) เพลง โมรานารี โมรา นารี แตกอนรักพ่ี เดี๋ยวน้ีรักใคร สงพระขรรคไปใหคนปา สงพระขรรคไปใหคนปา ขอเชิญโมราฆาพเ่ี สียใหต าย พ่จี าโมราผดิ ไป พจ่ี าโมราผดิ ไป จะขออภัยใหแกโมรา 2) เพลง ตุจ ก (ชชู ก) รําแบบสองกุมาร ชูชกขอทาน สองกมุ ารรองไห ชูชกเขาตีดวยหวาย ชูชกเขาก็ตีดวยหวาย สองกุมารรองไหค วา ไมไ ลตี แมจ าชวยลูกดว ย แมจ าชว ยลูกดว ย ถาแมไมชว ยลกู คงมวยชีวี ตาจาอยา ตีหนูเลย หนไู มเ คยจะเดินทางไกล (ช) ชิชะ เจา เด็กนอ ยมาทําสาํ ออย เดยี๋ วกโ็ ดนรอยหวาย (ญ) โอย โอย โอย โอย เจ็บซะจนเต็มที ตาตซี ะจนหลงั ลาย ชชู กขอทาน สองกมุ ารรองไห ชูชกเขาก็ตีดวยหวาย ชูชกเขากต็ ดี วยหวาย สองกุมารรองไห ควา ไมไลตี แมจ าชวยลูกดวย แมจ า ชว ยลูกดวย ถาแมไมชวยลูกคงมวยชีวี ตาจาอยาตีหนูเลย หนูไม เคยจะเดนิ ทางไกล (ช) ชิชะ เจา เดก็ นอยมาทาํ สาํ ออย เดี๋ยวก็โดนรอยหวาย (ญ) โอย โอย โอย โอย เจบ็ ซะจนเต็มที ตาตีซะจนหลงั ลาย 2. บทบาทในการใหความรู จากการวิเคราะหบทบาทในการใหการศึกษาของเพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัด ลําปาง พบวา ความรูทไี่ ดส งผานเพลงราํ วงจะเก่ยี วของกบั คา นิยม และการปฏิบตั ิตนใหถกู ตอ ง เมือ่ ตองมาราํ วงหรือการใช ชวี ติ โดยทวั่ ไป สําหรับเพลงรําวงในกลมุ นมี้ ที งั้ สิ้น 3 เพลง โดยมลี ักษณะดงั นี้ 65 65

2.1 การใหเ กียรตแิ กส ตรี เชน เม่อื ตองการรําดว ยผูช ายจะตอ งเขาไปโคง กอน ดังเพลงทว่ี า เพลง เชญิ ราํ ซิ (เพลงแรก) เชิญรําซิ คนไหนรําดีเชิญมารํา แขนออน แขนออน ฟอนรํา ขอเชิญมารวมรําวง เธอย้ิม ยวนใจ ชวนใหช ายมาโคง การเลนราํ วงตอ งโคงใหแ กส ตรี ตองโคงใหแกสตรี 2.2 การเลอื กคู ตองคิดตรกึ ตรองใหดี อยา ผลผี ลามตัดสินใจโดยไมปรกึ ษาใคร ตัวอยา งเชน เพลง นกเขาคกู ัน นกเขามาบินกนั ขนั ไมใชคเู รา อยาเศราหมอง คูนี้เหมาะสมกันไหม พี่นองชาวไทยชวยกัน ตรึกตรอง นกเขามาบนิ กนั ขัน ไมใชค ูเรา เพียงแตแลมอง หากไดนกเขามาเปนคู จะเก็บทั้งคูฝงไวใน ดิน นกเขามาบินกันขัน ไมใชคูเรา เพียงแตแลมอง หากไดนกเขามาเปนคู จะเก็บท้ังคูฝงไวในดิน นกเขามาบินกนั ขัน ไมใชค เู รา อยาเศราหมอง คูนี้เหมาะสมกันไหม คูน้ีเหมาะสมกันไหม พ่ีนองชาว ไทยชวยกนั แลมอง 2.3 การไมห ลงทะนงตัว ตวั อยา งเชน เพลง หงสอยา ทะนงตวั หงส หงส หงส อยาทะนงตวั นัก ปกของเจาจะหกั หกั ลงกับความหลอกลวง อยาทะนง ถือ ตัววาเปนหงสทอง ยามเมื่อฉนั แลมอง หงสทองขยบั ปก บิน หงสท องขยับปกบนิ 3. บทบาทในการควบคมุ สงั คม สําหรับบทบาทของเพลงรําวงในดานการควบคุมสังคมน้ัน จะไมกลาวถึงโดยตรง แตจะเปนการใช เน้ือความที่แสดงถึงส่งิ ทไ่ี มค วรทาํ หรอื เตือนใหรวู าเปน การกระทาํ ท่ีนาอาย จากการวเิ คราะหพบวามเี พลงราํ วงในบทบาท ดังกลา ว 6 เพลง ตวั อยางเชน 3.1 การเตือนผสู งู วยั ไมใหห ลงกบั การรําวง ไดแ ก เพลง คนแกอ ยากไดเ มยี สาว (เอาไวลอ คนแกท ม่ี ารําดวย) คนแกอยากไดเมียสาวถือไมเทายักยี่ยักยัน ท่ีนี่เขามีอะไรกัน ท่ีน่ีเขามีอะไรกัน บอกแม สุวรรณเคา มรี าํ วง ไมร กั ฉันก็ไมว า จะขอแหวนตาของฉันกลบั คืน เอาแหวนที่ไหนไมรูไมช้ี เอาแหวนที่ ไหน ไมร ู ไมช้ี เปนไรเปนกันจะตบแมสุวรรณเอาซะในวันน้ี จะตบตรงไหนขอใหเลือกตบเอา ตบสิ ตบสิ มอื ก็ฟาด ปากก็รอง กลวั แลว กลวั แลวนะแมแ กวสายใจ 66 66

3.2 การเตือนผูห ญงิ ไมใหหลงกบั ทรพั ยส ิน ความงาม และผูชายรปู หลอ ตวั อยางเชน เพลง สาวสมยั ใหม (คณะของคุณยายตาใชเพลงนป้ี ระกวดแขงขันไดทหี่ น่งึ ) สาวสมัยใหม ไวไฟใจงา ยเหลือเกนิ บชู าแตเงินเปน พระเจา คิดแลว เศรา ใจ หญงิ เชนน้ีมิควร เกดิ มาทําไม มาหลอกใหช ายหลงรูปงาม โอนวลนารี ฉันเปรียบสตรี นั้นก็มีแตอยาก สวยงามแตราง ดวงใจสายตาจริงหนอ ตวั ฉันจะวา จงฟง เถิดนะผชู าย คดิ แลว จาํ ไวอ ยาไดหลง เจ็บแลวจําไวได อยา หลงรูปนางเอย 3.3 การเตอื นผูชายไมใหท าํ ผิดศีลธรรมและระวังผูหญิงจะเผยความลบั ตัวอยา งเชน เพลง รกั เขายังไมท ันจะรตู ัว รักเขายังไมท นั จะรตู วั เขาลือกันท่วั วา เธอน่ีรักฉุด หากไมรักเขาคงไมพูด เธอรักฉุดชางนา ไมอ าย กยุ กุย กุย คนหนาเกอ กุย กุย กุย คนหนาเกอ คูรักเธอใชเสียเมื่อไหร คูรักเธอทําไมไมจดจําไว เธอทําไมมาเอาปายแขวนคอ 4. บทบาทในการเปน ทางระบายความคบั ขอ งใจ ในการวิเคราะหเพลงรําวง จํานวน 117 เพลงพบวา บทบาทในการเปนทางระบายความคับของใจ จะปรากฏออกมาในรปู แบบของการแทนตัวเองวาต่ําศักด์ิกวาอีกฝาย โดยเฉพาะการเปนคนจน หรือคนบานนอกที่ทําไร ไถนา นอกจากน้ยี ังปรากฏในลกั ษณะการฝนเอามาเปนเจาของโดยใชกําลงั สําหรับเพลงราํ วงในกลมุ น้ี ตัวอยา งเชน 1) เพลง เชื้อเชิญฉนั ก็ไมว า เชือ้ เชญิ ฉนั กไ็ มวา ฉันตองมาสมานไมตรี แตต ัวฉนั น้ีเปน ราํ วงชาวไร รองรําไดไ มคอ ยจะดี กริ ิยาหรอื ตองวางทาที ฉันรําไมดฉี นั ตอ งขออภยั 2) เพลง จะจากโฉมตรู จะจากโฉมตรู ดู ดู ดู ดูแลว นา ชม เลื่อนลอยตามลม ฉนั น่งั ชมแลว เศรา ใจ โอแมยอดชีวัน เรามารกั กันเสียใหม เรามารักกนั ไว ช่ืนใจของลูกคนจน ชืน่ ใจของลูกคนจน สรุปผลการวิจัย การศึกษาวจิ ยั เพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง ในครั้งน้ี สามารถรวบรวมเพลงรําวงได จํานวนท้ังส้ิน 117 เพลง ในดานการศึกษาบทบาทของเพลงพ้ืนบานที่ปรากฏในเนื้อหาจากเพลงรําวง พบวามีบทบาท ดังนี้ 67 67

1. บทบาทในการใหความบันเทิง มีจํานวนท้ังส้ิน 105 เพลง แบงเปนเนื้อหาท่ีแสดงถึงการเกี้ยวพาราสี การ ช่ืนชมคูรํา และการเช้ือเชิญ จํานวน 62 เพลง เน้ือหาท่ีแสดงถึงความนอยใจ ตัดพอตอวา จํานวน 33 เพลง เนื้อหาท่ี แสดงความงดงามของธรรมชาติ จาํ นวน 6 เพลง เนือ้ หาท่นี าํ มาจากเรื่องราวในวรรณคดี จาํ นวน 4 เพลง 2. บทบาทในการใหค วามรู มจี ํานวน 3 เพลง 3. บทบาทในการควบคุมสงั คม มีจาํ นวน 6 เพลง 4. บทบาทในการเปน ทางระบายความคับของใจจาํ นวน 3 เพลง อภิปรายผลการวจิ ัย ผลการวิจัยในครั้งนี้พบวา เพลงรําวงจากตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง จํานวนทั้งส้ิน 117 เพลง มีบทบาทหนาท่ีท้ังส้ิน 4 ดาน คือ บทบาทในการใหความบันเทิง บทบาทในการใหความรู บทบาทในการควบคุมสังคม และบทบาทในการเปนทางระบายความคับของใจ สอดคลองกับการศึกษา“จอยจากอําเภอวังชิ้น จังหวัดแพร”ของ กนิษฐฎา ฐานะวุฒิกุล (2541 : 9192) ใน 3 บทบาท คือ บทบาทในการสรางความบันเทิงใจ เปนเคร่ืองระบายอารมณ ความรูสึก และใหความรูแกคนในสังคม ในขณะท่ีมีขอแตกตางกันคือ บทบาทการถายทอดเร่ืองราวในสังคม ทั้งน้ีอาจ เนอ่ื งมาจากความแตกตางกันในการแสดง กลาวคือ แมจะเปนศิลปะการแสดงพน้ื บานท่ีตอ งใชการรอ งรําเชนเดียวกัน แต การเลน รําวงจะใชผ ูร อ งท้ังทีเ่ ปน กองเชียร ผูรํา และผทู ีเ่ ขามาโคงขอรําดว ย การตองจดจําเนอ้ื หาของเพลงขนาดยาวจึงไม เหมาะกับการเลนรําวงในแตล ะครง้ั เพราะไมสามารถคาดเดาไดเ ลยวาผทู ี่มาราํ วงน้ันจะจดจําเนือ้ เพลงไดม ากนอ ยเพยี งใด ในขณะที่การแสดงจอย ท่ีตองจดจําเนอื้ หาเปน จาํ นวนมากแลว ยังตองใชปฏิภาณไหวพริบในการรองดวย อยางไรก็ดีการ แสดงท้งั สองประเภทก็แสดงใหเห็นถงึ ความสาํ คัญของเพลงพ้ืนบาน ท่ีครั้งหน่ึงเคยมีบทบาทสําคัญในการใหความบันเทิง แกผ คู น ในสงั คม ไดผ อนคลายและหยุดพักเพือ่ หาความสุขใจ หลังจากทํางานหนักมาอยา งยาวนาน อยางไรก็ดี การสรางคณะรําวงในทองถิ่นก็ไมอาจสําเร็จได หากไมไดรับการสนับสนุนของคนในพื้นท่ี ท้ังนี้ เพราะเมอื่ 60 ปก อน การเรยี นรําวงจะตอ งใชการจดจํา และความยินยอมจากผูใหญและญาติๆ โดยผูเรียนจะตองมาฝก ทารําในชวงเย็นของแตละวัน อีกทั้งยังจะตองจดจําเนื้อเพลงที่มีอยูมากมายใหไดหมด ยิ่งไปกวาน้ันคือ การดูแลของ ผูใหญบ าน (แกบ าน) ที่จะเปน ผูรับประกันความปลอดภัยของผูท ม่ี าฝก หัดราํ วง วา จะไมไ ดร ับอันตรายระหวางการเดนิ ทาง มาฝกหรอื ออกไปแสดง ไมรวมถงึ นกั ดนตรแี ละกองเชียรร ําวงอีกจาํ นวนไมน อยกวา 10 คน ท่ีตอ งสละเวลามารวมบรรเลง ดนตรี และรอ งเพลงใหกับคณะรําวง จึงอาจกลาวสรุปไดวา คณะรําวงเปรียบเสมือนเครื่องแสดงความสามัคคีของคนใน ชุมชน ดังท่ีอมรรัตน ชัยรัตน (2531 : 150151) ไดศึกษา “วรรณกรรมประกอบประเพณีลุยไฟของชาวจีนไหหลําใน พิษณโุ ลก : การวเิ คราะหในแนวหนาท่ีนิยม” ผลการศึกษาพบวา มีบทบาททางออมคือ เปนการเสริมสรางความสามัคคี และการพบปะสังสรรคของชาวไหหลําในจงั หวดั พิษณโุ ลกนน่ั เอง ขอ เสนอแนะ สถานศกึ ษาในพ้ืนทีอ่ ําเภอเถิน ควรนาํ ขอ มลู ความรูจากการวจิ ยั นไ้ี ปใชในการพฒั นาเปนหลกั สูตรทอ งถ่ินประจํา สถานศึกษาตอ ไป 68 68

กิตติกรรมประกาศ การศึกษาวิจัยในครง้ั นส้ี ําเร็จไดด ว ยดจี ากความกรณุ าจากวทิ ยากร 5 ทา น ทีไ่ ดเสียสละเวลาใหผวู ิจัยไดส อบถาม ขอ มลู ความรตู า งๆ อยางละเอียด ผูวิจัยรูสึกซาบซ้ึง และขอชื่นชมในจิตวิญญาณของการเปนผูใหของวิทยากรท้ัง 5 ทาน ดงั จะขอกลา วถึง ดงั น้ี คุณยายตา ตะวัน วิทยากรหลกั ผเู ปนหวั หนาคณะราํ วงเหลา ชัยนารี ซึง่ เปนคณะรําวงท่ีประสบความสําเร็จมาก ที่สุดคณะหน่ึงในอําเภอเถิน ท้ังนี้เพราะมีเพลงที่แตงข้ึนเองหลายเพลง ประกอบกับการมีทารําที่สวยงามไมเหมือนกับ คณะอ่ืน เมอ่ื ข้นึ แสดงหรือไปประกวดแขง ขันที่ใด ก็มกั จะไดรบั รางวลั ทห่ี นึ่งอยูเสมอ และที่สําคัญที่สุดคือ คุณยายตาเปน แมเพลงเพยี งคนเดยี วในตําบลลอ มแรดในขณะนี้ ท่ีสามารถจดจาํ เพลงรําวงไดม ากกวารอยเพลง คุณตาอิ่นแกว สิงคา ในอดีตเปนคนเชียรรําวง และนักดนตรีของคณะรําวงลอมแรดมากอน ในวันที่ผูวิจัยได ลงพ้ืนที่เก็บขอ มูล คณุ ตาใหค วามกรณุ ามาตีกลองพรอ มทั้งชวยรองเพลงราํ วงใหด วย คุณยายบุญศรี ปนเชื้อ เคยเปนสาวรําวงคณะเดียวกับคุณยายตา ตะวัน โดยคุณยายศรีจะติดหมายเลขที่ 4 ในวันท่ีเก็บขอมูลแมคุณยายศรีจะจดจําเพลงรําวงไมได แตเม่ือคุณยายตาขึ้นตนเพลงไปสักพัก คุณยายศรีก็จะจดจําได และชว ยรอ งและราํ รวมกบั คุณยายตา คุณยายคําผอง อินวาน เคยเปนสาวรําวงมากอน แตเปนรุนตอมาที่คุณยายตาเปนผูฝกหัดให โดยคุณยายคําผอง จะเปนตัวสาํ รองใหกับคณะของคุณยายตา หากวันไหนที่คนนอยหรือไปแสดงรําวงที่อื่น คุณยายตาก็จะชวนคุณยาย คําผองไปดว ย ในวันท่ีเกบ็ ขอมูลคณุ ยายไดล ืมเพลงรําวงไปหมดแลว อยางไรก็ดเี มอื่ คณุ ยายตาไดข นึ้ ตนเพลงไปสักพักก็จะ จําได และชว ยใหข อมลู บรรยากาศในการแสดงรําวงเมื่อ 60 ปก อนใหก บั งานวจิ ัยนเี้ ปนอยางมาก คุณยายเรอื นทอง วงศท ิพย แมไมใชสาวรําวงแตท านเปน ผูท ช่ี ื่นชอบการดูรําวงเปนอยางมาก ในตอนที่เปนเด็ก คณุ ยายเรือนทองจะเดนิ ไปดรู ําวงตามงานตา งๆ โดยไปกับพอแมห รือญาตๆิ ทําใหค ณุ ยายเรอื นทองสามารถรองและฟอน เพลงรําวงเปน คุณประโยชนใดๆ ทเ่ี กดิ จากงานวิจัยเร่ืองนี้ ผูวจิ ยั ขออุทิศใหก ับดวงวญิ ญาณของคณุ ตาอิ่นแกว สิงคา ผูใหความ กรณุ ามาตีกลองประกอบการรอ งเพลงรําวงตลอดระยะเวลากวา 2 สัปดาห บรรณานกุ รม กนิษฐฎ า ฐานะวฒุ ิกุล. (2541). จอยจากอาํ เภอวงั ชน้ิ จังหวดั แพร. พษิ ณโุ ลก : มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ พิษณุโลก นชุ นาฏ ดีเจรญิ . (2550). รําวงในเขตภาคเหนอื ตอนลา ง : กรณีศึกษาจงั หวดั กําแพงเพชร นครสวรรค และพิจิตร. พิษณโุ ลก : คณะมนษุ ยศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปน เกศ วัชรปาน. (2543). รําวง : กรณศี ึกษารําวงอาชพี ตาํ บลหวยใหญ อําเภอบางละมุง จังหวดั ชลบุร.ี กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั . ศรศี กั ร วัลลิโภดม. (2545). ศิลปวัฒนธรรมฉบับพเิ ศษประวัตศิ าสตรโ บราณคดขี องลา นนาประเทศ. กรงุ เทพฯ : มติชน. 69 69

สุกญั ญา สจุ ฉายา. (2545). เพลงพนื้ บานศกึ ษา. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผลงานวชิ าการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . อมรรตั น ชัยรตั น. (2531). วรรณกรรมประกอบประเพณีลุยไฟของชาวจีนไหหลาํ ในพิษณุโลก : การวิเคราะหใ นแนว หนา ที่นิยม. พษิ ณุโลก : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พษิ ณโุ ลก. วทิ ยากรผูใหข อ มูล คณุ ยายตา ตะวนั อายุ 81 ป บานเลขที่ 131 บานเหลา ตําบลลอมแรด อําเภอเถนิ จังหวดั ลาํ ปาง (เปน หัวหนาคณะราํ วง) คุณตาอิ่นแกว สิงคา อายุ 81 ป บา นเลขท่ี 78 บา นเหลา ตําบลลอมแรด อาํ เภอ เถิน จงั หวดั ลําปาง (เปนกองเชียรรําวงและคนตกี ลอง) คณุ ยายบญุ ศรี ปน เชือ้ อายุ 77 ป บานเลขที่ 57/1 บานเหลา ตําบลลอมแรด อาํ เภอเถนิ จังหวัดลาํ ปาง (เปนสาวราํ วง) 70 70

คณุ ยายคําผอง อินวา น อายุ 77 ป บา นเลขท่ี 15 บานเหลา ตําบลลอมแรด อําเภอ เถนิ จงั หวดั ลําปาง (เปนสาวรําวงท่ียายตามาสอนในรุน หลัง หากขาดคนหรือไปแสดงท่ีไหนยายจะไดไปเลน ดวย) คุณยายเรอื นทอง วงศท พิ ย อายุ 74 ป บานเลขท่ี 159 บานเหลา ตําบลลอมแรด อําเภอเถิน จังหวัดลําปาง (เปนผูที่ชื่นชอบการดูรําวง มาก เมื่อเปนเด็กมักจะไปดูรําวงตามงานตางๆ โดยไป กับพอแมหรือญาติๆ ในชวงที่มีซอมรําวงกันที่บาน ผูใหญแสน ยายเรือนทองก็ไดไปดูดวย ทําใหสามารถ รอ งและเลน ราํ วงได)  71 71


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook