ปลกู พชื กินผกั ถึงอกหกั ก็แขง็ แรง BY ครพู แี พตคนสวยใสหวั ใจธรรมะ นางสาว เนตรมณี มมี านะ 62040102213
ผกั บงุ ้ จนี เป็ นพชื ผกั เมอื งรอ้ นชนดิ หนงึ่ ทคี่ นไทยนยิ มบรโิ ภคกันมาก ผักบุง้ ทป่ี ลูกในประเทศ ไทยมอี ยู่ 2 ประเภทคอื ผกั บงุ ้ ไทย ซง่ึ มดี อกสมี ่วงอ่อน ลาตน้ สเี ขยี วหรอื มว่ งอ่อน ใบสเี ขยี ว เขม้ กา้ นใบมสี มี ว่ ง และผักบงุ ้ จนี ลกั ษณะใบมสี เี ขยี ว กา้ นสเี หลอื งหรอื ขาว กา้ นดอกและดอก มสี ขี าว ผักบุง้ จนี เป็ นผกั ทอี่ ยู่ในตระกลู Convolvulaceae มชี อ่ื วทิ ยาศาสตรว์ ่า Ipomoea aguatica Forsk เป็ นผักพืน้ เมอื งของทวปี เอเชยี เขตรอ้ น อาฟรกิ า และออสเตรเลยี แลว้ แพรก่ ระจายไปยงั เขตรอ้ นต่าง ๆ ของโลก ผักบุง้ จนี เป็ นผักทปี่ ลกู เพอื่ บรโิ ภคสว่ นของใบและ ลาตน้ โดยนามาใชป้ ระกอบอาหารไดอ้ ย่าง กวา้ งขวาง เชน่ ผัดผักบุง้ ไฟแดง รับประทานสด แกง กว๋ ยเตยี๋ ว หรอื ใชเ้ ป็ นผกั จมิ้ น้าพรกิ กไ็ ด ้ จงึ นยิ มปลกู ผักบุง้ จนี เป็ นการคา้ อยา่ งแพร่หลาย ทงั้ การปลูกเพอ่ื บรโิ ภคสด และการผลติ เมลด็ พนั ธุ์ ซงึ่ ปัจจบุ นั ผักบงุ ้ จนี ไดพ้ ัฒนา เป็ นพชื สง่ ออกทม่ี คี วามสาคญั โดยการสง่ ออกทงั้ ในรูปผักสดและเมลด็ พันธุ์ ผักบงุ ้ จนี เป็ นพืชผกั ที่ นยิ มรบั ประทานกันมาก เน่อื งจากผกั บงุ ้ จีนมคี ุณค่าทางอาหารสงู ประกอบไปดว้ ยวติ ามนิ และ แร่ธาตทุ จี่ าเป็ นตอ่ ร่างกาย โดยเฉพาะวติ ามนิ เอซงึ่ ชว่ ยบารุงสายตาไดเ้ ป็ นอย่างดมี ปี รมิ าณสงู ถงึ 9,550 หน่วยสากล ในส่วนทร่ี ับประทานสดได ้ 100 กรัม หรอื มวี ติ ามนิ เอสงู ถงึ 6,750 หน่วยสากล ในสว่ นทร่ี บั ประทานไดเ้ มอื่ สกุ แลว้ 100 กรัม นอกจากน้ี ยงั มีแคลเซยี ม ฟอสฟอรัส และวติ ามนิ ซเี ป็ นองคป์ ระกอบท่สี าคญั อกี ดว้ ย ประกอบกับผกั บงุ ้ จนี เป็ นผกั ทปี่ ลูก ง่าย โตเรว็ สามารถปลูกไดท้ ว่ั ทุกภาคของประเทศไทย ทุกฤดูกาล และอายกุ ารเก็บเกยี่ วสัน้ จงึ นยิ มปลูกกันอยา่ งแพร่หลาย แหลง่ ปลกู ผกั บงุ ้ จนี เพอ่ื บรโิ ภคสดทส่ี าคัญไดแ้ ก่ กรงุ เทพมหานคร นนทบรุ ี นครปฐม ปทมุ ธานี ราชบรุ ี นครนายก พษิ ณุโลก พจิ ติ ร นครสวรรค์ นครราชสมี า อุบลราชธานี ขอนแกน่ และสงขลา สาหรับแหลง่ ปลกู เพอ่ื ผลติ เมลด็ พันธุ์ ผกั บุง้ จนี เป็ นการคา้ ทสี่ าคญั ไดแ้ ก่ จังหวัดกาญจนบุรี สพุ รรณบรุ ี นครปฐม ลพบุรี สงิ หบ์ รุ ี และ เชยี งใหม่ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ราก รากของผกั บงุ ้ จนี เป็ นระบบรากแกว้ มรี ากแขนงแตกออก ทางดา้ นขา้ งของรากแกว้ และยงั สามารถแตกรากฝอยออกมาจากขอ้ ของลาตน้ ไดด้ ว้ ย โดย มกั จะเกดิ ตามขอ้ ทอ่ี ยบู่ รเิ วณโคนเถา ลาตน้ ผกั บงุ ้ จนี เป็ นไมล้ ม้ ลกุ ในระยะแรกของการ เจรญิ เตบิ โตจะมลี าตน้ ตงั้ ตรง ในระยะตอ่ ไปลาตน้ จะเลอ้ื ยทอดยอดไปตามพืน้ ดนิ หรอื น้า ลาตน้ มสี เี ขยี วและปลอ้ งขา้ งในกลวง รากจะเกดิ ทข่ี อ้ ทกุ ขอ้ ทส่ี มั ผัสกับพ้นื ดนิ หรอื น้า ทข่ี อ้ มักมตี า แตกออกมา ทัง้ ตาใบและตาดอก โดยตาใบจะอย่ดู า้ นนอก สว่ นตาดอกจะอยูด่ า้ นใน ใบ ใบผักบงุ ้ จนี เป็ นใบเดยี่ ว รปู รา่ งคลา้ ยหอก โคนใบกวา้ งแลว้ ค่อยๆ เรยี วเล็กไปตอนปลาย ปลายใบแหลมทโ่ี คนใบเป็ นรปู หัวใจ ขอบใบเรยี บหรอื เป็ นคล่นื ใบมคี วามยาวประมาณ 7-15 เซนตเิ มตร กา้ นใบยาว 3-8 เซนตเิ มตร สาหรับการจดั เรยี งของใบเป็ นแบบเรยี งสลับ ขอ้ หนง่ึ จะ มใี บเพียงใบเดยี ว ดอกและชอ่ ดอก ดอกผักบงุ ้ จนี เป็ นดอกสมบูรณ์ คอื มเี กสรตัวผูแ้ ละเกสรตัว เมยี อยูใ่ นดอกเดยี วกัน แต่ละดอกประกอบดว้ ยกลีบเลี้ยงสเี ขยี ว 5 อัน กลบี ดอกเชอ่ื มตดิ กนั เป็ นรูปกรวย ดา้ นนอกมสี ขี าวดา้ นในมสี มี ่วง การจดั เรยี งของกลบี ดอกขณะทด่ี อกยังตมู อยจู่ ะ ซอ้ นกันเป็ นใบจกั ร เมอื่ บานจะมขี นาด เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 5 เซนตเิ มตร มเี กสรตัวผู ้ 5 อัน และเกสรตัวเมยี 1 อัน รังไขต่ งั้ อยเู่ หนือบรเิ วณที่เกดิ ของกลบี ดอกและเกสรตัวผู ้ รงั ไขม่ ี 4 หอ้ ง ไขต่ ดิ อยูก่ บั แกนกลางของรังไข่ ใน 1 หอ้ งของรังไขอ่ าจมี 1 เมลด็ หรอื มากกว่ากไ็ ด ้ ใน ฤดวู นั สัน้ จะออกดอกมฝี ักและเมล็ด ในฤดวู ันยาวจะเจรญิ เตบิ โตทางลาตน้ และใบ การผสม เกสรของผักบงุ ้ จีนเป็ นแบบผสมตวั เอง และมกี ารผสมขา้ มดอกบา้ งเน่อื งจากลมและแมลง ดอก ผักบงุ ้ จนี จะเรม่ิ บานในเวลาเชา้ ละอองเกสรตวั ผูแ้ ละยอดเกสรตัวเมยี พรอ้ มทจี่ ะผสมในเวลา 10.00-15.00 น. ระยะเวลาหลังผสมจนผสมตดิ ประมาณ 3-4 วัน และจากผสมตดิ จนเมล็ดแก่ ประมาณ 40-50 วัน ผล เป็ นผลเดยี่ ว รปู ร่างคอ่ นขา้ งกลม มขี นาดใหญท่ ส่ี ดุ เมอื่ อายุ ประมาณ 30 วันหลงั ดอกบาน มเี สน้ ผ่าศูนยก์ ลางเฉลยี่ 1.42 เซนตเิ มตร หลงั จากนัน้ จะมขี นาดเล็กลง ลกั ษณะผวิ ภายนอกจะเหย่ี วย่น ขรุขระ ไม่แตก เมอ่ื แหง้ สขี องผลเมอื่ แกจ่ ะมสี นี ้าตาลหรอื น้า ตาลเขม้ ใน 1 ผลมเี มลด็ 4-5 เมลด็ เมลด็ เมล็ดผักบุง้ จนี มรี ปู รา่ งเป็ นสามเหลย่ี มฐานมน มสี ี น้าตาล เปลอื กหมุ ้ เมล็ดมสี ี 3 ระดบั คอื สนี ้าตาลออ่ น สนี ้าตาลแก่ และสนี ้าตาลดา มขี นาดเลก็ ความกวา้ งโดยเฉลยี่ ประมาณ 0.4 เซนตเิ มตร ยาว 0.5 เซนตเิ มตร ไม่มอี าหารสะสมในเอนโด
สเปิรม์ แตม่ อี าหารสะสมในใบเลยี้ งซง่ึ ตดิ อยกู่ ับ เอมบรโิ อเพอ่ื คอยทาหนา้ ทใ่ี หอ้ าหาร ผักบงุ ้ จนี เป็ นพืชทมี่ อี ตั ราการพักตัวสงู โดยจะพกั ตัวในลักษณะของเมล็ดแข็งหรอื ท่เี รยี กวา่ เมล็ดหนิ เมล็ดทม่ี สี เี ขม้ กวา่ จะมเี ปอรเ์ ซ็นตเ์ มลด็ แข็งสงู กวา่ ลักษณะการเจรญิ เตบิ โต ผักบุง้ จนี นิยมขยายพนั ธุด์ ว้ ยวธิ กี ารเพาะเมล็ด หลังจากเพาะเมล็ด ประมาณ 48 ชัว่ โมง กจ็ ะ เรม่ิ งอก ระยะแรกของการเจรญิ เตบิ โตจะใหล้ าตน้ ทตี่ งั้ ตรง หลังจากงอกประมาณ 5-7 วัน จะมี ใบเลยี้ งโผลอ่ อกมา 2 ใบ ซงึ่ มลี ักษณะปลายใบเป็ นแฉกไมเ่ หมอื นกับใบจรงิ เมอ่ื ตน้ โต ในระยะ 2 สัปดาหแ์ รก จะมกี ารเจรญิ เตบิ โตทางลาตน้ อยา่ งรวดเรว็ จนกระท่งั อายุประมาณ 30-45 วัน การเจรญิ เตบิ โตกจ็ ะเปลยี่ นไปในทางทอดยอดและแตกกอ สาหรบั ผักบุง้ จนี ทห่ี วา่ นดว้ ยเมลด็ การแตกกอจะมนี อ้ ยมาก การแตกกอเป็ นการแตกหน่อออกมาจากตาทอี่ ยู่บรเิ วณโคนตน้ ทตี่ ดิ กับราก มตี าอยู่รอบตน้ 3-5 ตา เมอื่ แตกเถาออกมาแลว้ จะเจรญิ ทอดยอดยาวออกไปเป็ นลาตน้ มขี อ้ มปี ลอ้ งและทุกขอ้ จะใหด้ อกและใบ อายุประมาณ 120-130 วันหลงั จากหยอดเมล็ด หรือ 90 วัน หลงั จากดาลงในแปลงเมล็ดกจ็ ะแกพ่ อทจี่ ะเก็บเกยี่ วได ้ พนั ธผุ์ ักบงุ ้ จนี พนั ธุผ์ กั บงุ ้ จนี ที่ปลูกในประเทศไทยในปัจจบุ ัน ส่วนใหญเ่ ป็ นพันธกุ์ ารคา้ ทผ่ี ลติ ออกจาหน่าย โดยบรษิ ัทเอกชน ทงั้ ทผ่ี ลติ เมลด็ พันธใุ์ นประเทคไทย และนาเขา้ มาจากต่างประเทศ เชน่ ไตห้ วนั เป็ นตน้ ซงึ่ มกี ารตัง้ ชอ่ื พันธุต์ ามบรษิ ัทผูแ้ ทนจาหนา่ ย เช่น พันธุต์ ราศรแดง พันธตุ์ รา เครอื่ งบนิ พันธุต์ ราชอ่ ฟ้า พันธุต์ ราปลา พันธุต์ รางาชา้ งคู่ และพนั ธตุ์ ราสงิ หโ์ ต เป็ นตน้ พนั ธุ์ จากบางบรษิ ัทยังมลี ักษณะแปรปรวนทางพันธุกรรมอยมู่ าก บางบรษิ ัทสง่ั เมลด็ พันธุ์ โดยตรง จากประเทศไตห้ วนั แตร่ าคาค่อนขา้ งสงู อยา่ งไรกต็ าม เมอ่ื วันท่ี 27 กันยายน 2537 กรมวชิ าการเกษตรไดร้ ับรองพนั ธุผ์ กั บงุ ้ จนี ทไ่ี ด ้ ผ่านการปรบั ปรงุ พันธุม์ าอยา่ งดแี ลว้ และแนะนาใหเ้ กษตรกรปลูกคอื พันธพุ์ จิ ติ ร 1 ประวัตคิ วาม เป็ นมาของผกั บุง้ พันธุพ์ จิ ติ ร 1 โดยไดเ้ รม่ิ การศกึ ษาการผลติ เมล็ดพันธุผ์ กั บงุ ้ จนี ที่สถานี ทดลองพชื สวนฝาง จงั หวัดเชยี งใหม่ ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2522 เป็ นตน้ มา ซงึ่ ในระยะนัน้ เกษตรกร ปลูกผกั บงุ ้ จนี จากเมล็ดพันธุท์ น่ี าเขา้ มาจากประเทศไตห้ วนั พบว่ามคี วามแปรปรวน ทาง พนั ธกุ รรมสงู มาก จงึ ไดม้ กี ารคดั เลอื กพนั ธุแ์ บบ mass selection ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2523 จนกระทัง่ เมอื่ ปี พ.ศ. 2527 ไดน้ ามาคดั เลอื กต่อทศี่ ูนยว์ จิ ยั พชื สวนพจิ ติ ร และในปี พ.ศ. 2529 ไดน้ าสายพันธุจ์ ากการคัดเลอื กไปเปรยี บเทยี บกบั พันธุก์ ารคา้ จานวน 3 พันธุ์ คอื พนั ธไุ์ ตห้ วัน, ตราเพชร, และพันธจุ์ ากรา้ นคา้ จังหวัดพจิ ติ ร พบว่าสายพนั ธทุ์ ี่ไดจ้ ากการคัดเลอื กใหผ้ ลผลติ สงู กว่า และมคี ณุ ภาพของตน้ ผักบงุ ้ จนี ดกี ว่า แตย่ งั มคี วามแปรปรวนอกี เล็กนอ้ ย จงึ ไดน้ าสายพนั ธุ์ ดงั กลา่ วมาคดั เลอื กสายพันธุบ์ รสิ ุทธต์ิ งั้ แต่ปีพ.ศ.2530 – 2534 จนไดส้ ายพนั ธุผ์ ักบงุ ้ จนี พจ. 1-1-1 เพอื่ นาไปทดสอบพนั ธตุ์ ามศูนยว์ จิ ัย สถานีทดลองของสถาบันวจิ ัยพชื สวน และในไร่ ของเกษตรกรทป่ี ลกู ผักบงุ ้ จนี เป็ นการคา้ จากการทดสอบพันธุพ์ บว่าผกั บงุ ้ จนี สายพันธุ์ พจ.1- 1-1 เป็ นสายพันธุ์ ทใ่ี หผ้ ลผลติ สงู กว่าพนั ธกุ์ ารคา้ ประมาณ 13 เปอรเ์ ซ็นต์ ตน้ มคี ุณภาพดแี ละมี ความสม่าเสมอของตน้ ดกี วา่ พันธกุ์ ารคา้ ทุกพันธุ์ จงึ ไดต้ ัง้ ชอ่ื ว่า พันธพุ์ จิ ติ ร 1 ลักษณะประจา พนั ธุข์ องผกั บุง้ จีนพนั ธพุ์ จิ ติ ร 1 ลาตน้ มสี เี ขียวออ่ น สงู 34.7 เซนตเิ มตร เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลางลา ตน้ 0.7 เซนตเิ มตร ความหนาของลาตน้ 0.13 เซนตเิ มตร จานวนขอ้ เฉลย่ี 7 ขอ้ ตอ่ ตน้ ตน้ ไม่ ทอดยอดกอ่ นการเก็บเกยี่ ว ไม่มกี ารแตกแขนงของลาตน้ ทโ่ี คนตน้ และไมม่ ตี ุม่ เลก็ ๆ เกดิ ท่ี โคนตน้ ขนาดของใบ 2.6 X 13.2 เซนตเิ มตร ใบมลี กั ษณะชตู ัง้ แคบเรยี วยาว ดอกมสี ขี าว เมลด็ มสี นี ้าตาล อายกุ ารเก็บเกย่ี วประมาณ 20-25 วัน สาหรับลกั ษณะเดน่ ของพันธุพ์ จิ ติ ร 1 คอื ใหผ้ ลผลติ สูงกวา่ พันธุ์ การคา้ ประมาณ 13 เปอรเ์ ซ็นต์ ผลผลติ เฉลย่ี 3,415 กโิ ลกรมั ต่อไร่ ใบแคบ เรยี วยาวตรงกับความตอ้ งการของ
ตลาดและใบมลี ักษณะชตู งั้ ลาตน้ มสี เี ขียวออ่ น ไม่มกี ารทอดยอดกอ่ นการเก็บเกย่ี ว โดยจะเรมิ่ ทอดยอดเมอ่ื อายุ 55 วัน ไมม่ กี ารแตกแขนงทโ่ี คนตน้ มตี น้ สมา่ เสมอ สะดวกและประหยดั แรงงานในการตัดแต่งใบและแขนงทโี่ คนตน้ กอ่ นนาสง่ ตลาด แต่ขอ้ เสยี ของผกั บงุ ้ จนี พันธุ์ พจิ ติ ร 1 คอื ไม่ตา้ นทานตอ่ โรคราสนิมขาว ดว้ งเตา่ และต๊กั แตน สภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม ผกั บงุ ้ จนี สามารถปลูกไดท้ วั่ ทุกภาคของประเทศไทย และสามารถ ปลกู ไดท้ งั้ บนดนิ และในน้า เจรญิ เตบิ โตไดใ้ นดนิ แทบทกุ ชนดิ แตด่ นิ ทเี่ หมาะสมในการปลกู ผักบงุ ้ จนี เพอ่ื การบรโิ ภคสดคอื ดนิ รว่ นหรอื ดนิ รว่ นปนทราย ความเป็ นกรดเป็ นต่าง (pH) ของดนิ อยู่ในชว่ งเป็ นกรดเลก็ นอ้ ยจนถงึ ปานกลาง ผกั บงุ ้ จีน ไมช่ อบดนิ เคม็ ถา้ ดนิ มเี กลอื มากจะ เจรญิ เตบิ โตไดไ้ ม่ดี ผักบุง้ จนี ชอบชน้ื แฉะ และตอ้ งการความชน้ื ในดนิ สงู มาก โดยเฉพาะเมอื่ มนี ้ามากผกั บงุ ้ จีนจะเจรญิ เตบิ โตไดอ้ ย่างรวดเร็ว แต่ถา้ ปรมิ าณน้าไม่เพยี งพอจะชะงักการ เจรญิ เตบิ โต และลาตน้ จะแข็งกระดา้ ง ไม่น่ารบั ประทาน สาหรบั อุณหภูมทิ เี่ หมาะสมในการ เจรญิ เตบิ โตอย่ใู นช่วงทสี่ งู กว่า 25 องศาเซลเซยี ส ตอ้ งการแสงแดดเต็มที่ ซง่ึ ในประเทศไทย สามารถปลูกผักบงุ ้ จนี ไดต้ ลอดทงั้ ปี การปลูก การเลอื กพนื้ ทปี่ ลูก การปลูกผกั บงุ ้ จนี เพอ่ื การบรโิ ภคสดเป็ นการปลูกแบบหว่านหรอื โรยเมล็ดลงบนแปลงปลกู โดยตรง เมอื่ ถงึ อายุเก็บเกยี่ วคอื ประมาณ 20-25 วัน กจ็ ะถอนตน้ ผักบงุ ้ จนี ทงั้ ตน้ และรากออกจากแปลงปลูก ไปบรโิ ภคหรอื จาหน่ายตอ่ ไป ดงั นัน้ กอ่ นปลกู ควร เลอื กปลูกในทท่ี ม่ี กี ารคมนาคมสะดวก เป็ นสภาพพื้นทด่ี อน น้าไม่ท่วม หรอื เป็ นแบบสวนผกั แบบยกร่องในจังหวดั นนทบุรี นครปฐม และราชบุรี ลักษณะดนิ ควรเป็ นดนิ รว่ นหรอื ดนิ ร่วนปน ทราย เพอ่ื ใหถ้ อนตน้ ผักบงุ ้ จีนไดง้ ่าย และควรอยู่ใกลแ้ หลง่ น้าเพอื่ สะดวกในการรดน้าในช่วง การปลูก และสะดวกในการทาความสะอาดตน้ และราก ในช่วงเก็บเกยี่ ว การเตรยี มดนิ เน่อื งจากผกั บุง้ จนี เป็ นพืชทมี่ รี ะบบรากตนื้ และอายกุ ารเกบ็ เกยี่ วสัน้ ประมาณ 20- 25 วัน กส็ ามารถเกบ็ เกย่ี วได ้ ในการเตรยี มดนิ ควรไถดะลกึ ประมาณ 10-15 เซนตเิ มตรก็ พอแลว้ ตากดนิ ไวป้ ระมาณ 10-15 วัน แลว้ ทาการไถพรวนย่อยดนิ และยกแปลงปลูก ขนาด แปลงปลกู กวา้ ง 1.5-2 เมตร ยาว 10-15 เมตร โดยเวน้ ทางเดนิ ระหว่างแปลงไว ้ 40-50 เซนตเิ มตร ทัง้ นเ้ี พอ่ื สะดวกในการปฎบิ ตั ดิ ูแลรกั ษา หลังจากยกแปลงเรยี บรอ้ ย แลว้ จงึ ใส่ป๋ ุย คอกหรอื ป๋ ยุ หมกั ท่สี ลายตวั ดแี ลว้ ในอตั รา 500-1,000 กโิ ลกรมั ต่อไร่ คลุกเคลา้ ป๋ ยุ คอกหรอื ป๋ ยุ หมกั ใหเ้ ขา้ กับดนิ พรวนยอ่ ยหนา้ ดนิ บนแปลงใหล้ ะเอยี ดและปรับหลังแปลงใหเ้ รยี บเสมอกัน อย่าใหห้ ลังแปลงเป็ นหลุมเป็ นบ่อ เพราะจะทาใหผ้ ักบุง้ ขนึ้ ไม่สม่าเสมอกนั ทงั้ แปลง หากดนิ เป็ นกรดมากควรใส่ปูนขาวเพอื่ ปรับความเป็ นกรดของดนิ วธิ ปี ลกู การปลูกผักบุง้ จีนนยิ มปลกู แบบหว่านกระจายทั่วแปลง หรอื บางครัง้ อาจใชโ้ รยเมล็ด เป็ นแถวกไ็ ด ้ การปลกู แบบหว่านกระจายทั่วแปลง เหมาะสาหรับแปลงปลูกทกุ รูปแบบ แต่การ ปลูกแบบโรยเมลด็ เป็ นแถวเหมาะ สาหรับแปลงปลกู ขนาดเลก็ หรอื ปลกู ผกั บุง้ จนี เป็ นผกั สวน ครวั เน่อื งจากเมลด็ ผกั บุง้ จนี มเี ปลอื กทห่ี นาและแขง็ ทาใหง้ อกคอ่ นขา้ งยากและชา้ เพราะน้า ซมึ ผ่านเขา้ ไปในเมลด็ ไดย้ าก ดงั นั้นกอ่ นปลูกควรนาเมลด็ พันธุผ์ ักบุง้ จนี ไปแชใ่ นน้านาน ประมาณ 6-12 ช่ัวโมงเสยี กอ่ น เพอื่ ใหเ้ มล็ดพนั ธุผ์ ักบุง้ จนี ดูดซับน้าเขา้ ไปในเมลด็ มผี ลให ้ เมล็ดผกั บุง้ จนี งอกเร็วขนึ้ และสม่าเสมอกนั ดี เมล็ดทลี่ อยน้าจะเป็ นเมลด็ พนั ธุ์ทไี่ ม่สมบูรณ์ ไม่ ควรนาไปเพาะปลูก ถงึ แมจ้ ะขนึ้ ไดบ้ า้ งแต่จะไม่สมบูรณ์แข็งแรง อาจจะเป็ นแหลง่ ทาใหเ้ กดิ โรคระบาดไดง้ ่าย หลงั จากแชน่ ้าครบกาหนดแลว้ ใหน้ าเมล็ดพนั ธุท์ ดี่ ไี ม่ลอยน้ามาหว่านให ้ กระจายทั่วทงั้ แปลงสม่าเสมอใหเ้ มล็ดห่างกันเลก็ นอ้ ย ถา้ ปลกู เป็ นแถวโดยโรยเมล็ดใหเ้ ป็ น แถวห่างกันแถวละ 10-15 เซนตเิ มตร ตอ่ จากนัน้ นาดนิ รว่ นหรอื ขเี้ ถา้ แกลบดามาหว่านกลบ เมล็ดพนั ธหุ์ นาประมาณ 2-3 เท่าของความหนาของเมล็ดหรอื หนาประมาณ 1/2 เซนตเิ มตร แต่ถา้ แหล่งที่ปลกู นัน้ มเี ศษฟางขา้ วควรใชฟ้ างขา้ วคลุมแปลงปลกู บาง ๆ เพอ่ื ชว่ ยเกบ็ รกั ษา ความชน้ื ในดนิ และทาใหห้ นา้ ดนิ ปลกู ไม่แน่นเกนิ ไป หลงั จากปลูกเสรจ็ แลว้ ใหร้ ดน้าดว้ ยบัว รดน้าฝอยละเอยี ดหรอื ใชส้ ายยางตดิ ฝักบัวรดน้าทันที และใหค้ วามชน้ื แปลงปลูกทุกๆ วันๆ ละ
1-2 ครงั้ หลังจากหว่านเมลด็ ประมาณ 2-3 วัน เมล็ดพันธจุ์ ะงอกเป็ นตน้ ผกั บงุ ้ จนี ต่อไป สาหรับ จานวนเมลด็ ทใี่ ชห้ ว่านคอื ประมาณ 13-15 กโิ ลกรัมต่อไร่ หรอื 30 ลติ รตอ่ ไร่ การปฏบิ ตั ดิ แู ลรักษา การใหน้ ้า ผกั บุง้ จีนเป็ นผักทชี่ อบดนิ ปลูกทชี่ มุ่ ชน้ื แตไ่ ม่แฉะจนมีน้าขัง ประกอบกับผกั บงุ ้ จนี เป็ นผกั ทโี่ ตเร็วและมอี ายกุ ารเกบ็ เกย่ี วสัน้ ดังนัน้ ควรรดน้าผักบงุ ้ จนี อย่างสม่าเสมอทกุ วันๆ ละ 1-2 ครงั้ ยกเวน้ ช่วงท่ฝี นตกไมต่ อ้ งรดน้า ไมค่ วรปล่อยใหแ้ ปลง ปลกู ผกั บงุ ้ จนี ขาดน้าตดิ ตอ่ กันเป็ นเวลาหลายวนั เพราะจะทาใหผ้ ักบงุ ้ จนี ชะงักการเจรญิ เตบิ โต ตน้ แคระแกรน็ แข็งกระดา้ งและเหนยี วไมน่ ่ารับประทาน คุณภาพไม่ดี และเก็บเกยี่ วไดช้ า้ กว่า ปกติ การใสป่ ๋ ุย ผักบงุ ้ จนี เป็ นผักทใี่ ชบ้ รโิ ภคใบและลาตน้ อายกุ ารเก็บเกย่ี วสัน้ เป็ นผกั ที่ ตอบสนองต่อป๋ ยุ ไนโตรเจนมาก ถา้ ดนิ ปลูกมคี วามอุดมสมบรู ณ์ หรอื มกี ารใสป่ ๋ ุยคอกมาก เช่น มลู สกุ ร วัว เป็ ด ไก่ เป็ นตน้ ซง่ึ ป๋ ุยคอกเป็ นป๋ ุยทม่ี ไี นโตรเจนสงู อยู่แลว้ จงึ ไมจ่ าเป็ นจะตอ้ งใส่ ป๋ ยุ เคมเี พม่ิ ก็ได ้ แตถ่ า้ ดนิ ปลูกไมค่ ่อยอุดมสมบรู ณ์ นอกจากจะตอ้ งใหป้ ๋ ยุ คอกแลว้ ควรไดม้ กี าร ใสป่ ๋ ยุ ทางใบ ทม่ี ไี นโตรเจนสงู เช่น ป๋ ยุ ยเู รยี (46-0-0) ในอตั รา 15-20 กโิ ลกรมั ต่อไร่ โดยการ หว่านป๋ ยุ ใหก้ ระจายท่ัวทงั้ แปลงกอ่ นปลูก และหลังจากปลูกไปได ้ ประมาณ 7-10 วัน ซงึ่ การ ใสป่ ๋ ุยครงั้ ท่สี องนัน้ หลังจากหวา่ นป๋ ุยลงแปลงแลว้ จะตอ้ งทาการรดน้าผกั บงุ ้ จนี ทนั ที อย่าให ้ ป๋ ุยเกาะอยู่ท่ซี อกใบเพราะจะทาใหใ้ บไหมไ้ ด ้ หรอื ในการใสป่ ๋ ยุ ครงั้ ทส่ี องน้ีอาจจะใชว้ ธิ กี าร ละลายน้ารด 3-5 วันต่อครงั้ กไ็ ด ้ โดยใชป้ ๋ ุยยเู รยี ในอัตราส่วน 10 กรมั ต่อน้า 20 ลติ ร รดใหท้ วั่ แปลง จะช่วยใหผ้ ักบุง้ จนี เจรญิ เตบิ โตดแี ละเกบ็ เกย่ี วไดเ้ รว็ ขนึ้ การพรวนดนิ และกาจัดวัชพชื หากมกี ารเตรยี มดนิ ดี มกี ารใสป่ ๋ ุยคอกกอ่ นปลกู และมกี ารหว่านผกั บุง้ ขน้ึ สม่าเสมอดี ประกอบ กบั ผักบุง้ จนี เป็ นผักทม่ี อี ายสุ ัน้ และเจรญิ เตบิ โตเร็วมากก็ไมจ่ าเป็ นตอ้ งพรวนดนิ เพราะ ผักบงุ ้ จนี สามารถขน้ึ คลุมพน้ื ทไ่ี ดอ้ ยา่ งหนาแนน่ เวน้ แต่ในแหลง่ ปลูกผักบงุ ้ จนี ดังกล่าวมวี ชั พชื ขน้ึ มาก ควรไดม้ กี ารถอนวัชพชื ออกจากแปลงอยู่เสมอ ประมาณ 7-10 วันตอ่ ครงั้ สาหรับใน แหลง่ ท่ีปลูกผักบงุ ้ จีนเพอ่ื การบรโิ ภคสดเป็ นการคา้ ปรมิ าณมากๆ ควรมกี ารพ่นสารคุมวัชพชื กอ่ นปลูก 2-3 วัน หลงั จากนัน้ จงึ หว่านผกั บงุ ้ จนี ลงปลูก วธิ นี ีจ้ ะประหยดั แรงงานในการกาจดั วชั พชื ในแปลงผกั บุง้ จนี ได ้ และสามารถควบคมุ วัชพชื ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การเก็บเกย่ี ว ผกั บงุ ้ จนี เป็ นพืชผักทมี่ อี ายุการเก็บเกยี่ วสัน้ หลงั จากหว่านเมล็ดพันธลุ์ งแปลง ปลกู ไดป้ ระมาณ 20-25 วนั ผกั บงุ ้ จีนก็จะเจรญิ เตบิ โต มคี วามสงู ประมาณ 30-35 เซนตเิ มตร ก็ สามารถเก็บเกย่ี วได ้ กอ่ นทาการเก็บเกยี่ ว 1 -2 ช่ัวโมงควรรดน้าบนแปลงปลกู ใหช้ มุ่ กอ่ น เพอ่ื ใหถ้ อนผักบงุ ้ จนี ไดส้ ะดวก รากไมข่ าดมาก วธิ กี ารเกบ็ เกย่ี วโดยการถอนตน้ ผกั บงุ ้ จีนจาก แปลงขน้ึ มาทงั้ ตน้ และราก หลังจากนั้นลา้ งรากใหส้ ะอาด เด็ดใบและแขนงทโ่ี คนตน้ ออก นามา ผงึ่ ไวไ้ มค่ วรไวก้ ลางแดดจะทาใหผ้ กั บงุ ้ จนี เหย่ี วเฉาไดง้ า่ ย จัดเรยี งตน้ ผกั บงุ ้ จนี เป็ นมดั เตรยี ม บรรจภุ าชนะเพอ่ื จัดสง่ ตลาดตอ่ ไป การถอนขนึ้ มาทงั้ รากน้จี ะทาใหผ้ ักบงุ ้ สดอยไู่ ดน้ านกอ่ นถงึ มอื ผูบ้ รโิ ภค เมอื่ จะนาไปประกอบอาหาร จงึ ตัดสว่ นที่แกท่ ง้ิ ไป นาสว่ นยอดไปรบั ประทาน แต่ ถา้ เป็ นการปลูกเพอ่ื ใชร้ บั ประทานเองก็ไมจ่ าเป็ นตอ้ งถอนตน้ ขน้ึ มาจากดนิ โดยใชม้ ดี ตัดตน้ เหนือดนิ ประมาณ 3 เซนตเิ มตร หลงั จากนั้นผักบงุ ้ จะแตกแขนงออกมาจงึ ใส่ป๋ ยุ บารงุ ตอ่ ไปก็ จะมผี ักบงุ ้ จนี รับประทานทุกๆ 25-30 วัน โดยไม่ตอ้ งปลกู ใหมแ่ ละไมส่ น้ิ เปลอื งเมลด็ พนั ธุด์ ว้ ย แตก่ ารปลกู เพอ่ื รับประทานเองนกี้ ารปลกู ควรหยอดเมลด็ เป็ นแถว ทงั้ นเี้ พอ่ื ใหส้ ะดวกในการ พรวนดนิ ใสป่ ๋ ุยตอ่ ไปหลาย ๆ ครัง้ โรคและแมลง ในการปลูกผักบงุ ้ จนี เพอ่ื จาหน่ายเป็ นผักสด ซงึ่ มรี ะยะเวลาประมาณ 20-25 วนั เท่านัน้ ปัญหาการเขา้ ทาลายของโรคและแมลงจะอยู่ใน ระดบั ทไี่ มร่ นุ แรงเท่าใดนัก จงึ ไมค่ วรใชส้ ารเคมฉี ดี พน่ โดยไมจ่ าเป็ น แต่หากจาเป็ นตอ้ งใชค้ วร ใชส้ ารเคมกี ลมุ่ ทมี่ กี ารสลายตัวอย่างรวดเร็ว สาหรบั โรคทส่ี าคญั ของผกั บงุ ้ จีน มดี ังน้ี โรคสนมิ ขาว เป็ นโรคทแี่ พร่หลายและสรา้ งความเสยี หายใหก้ บั ผกั บุง้ จนี มากทส่ี ดุ ซง่ึ สามารถ พบไดเ้ กอื บทกุ ทอ้ งทท่ี มี่ กี ารปลูกผกั บุง้ จนี สาเหตุเกดิ จาก เชอื้ รา Albugo ipomoea ระบาด มากในชว่ งฤดฝู นหรอื ช่วงท่ีแปลงปลูกมคี วามชนื้ สงู
ลักษณะอาการ อาการของโรคสนมิ ขาวในผกั บงุ ้ ท่พี บทวั่ ไปแบ่ง ออกได ้ 2 แบบตามลักษณะ การเขา้ ทาลายและอาการทแ่ี สดงออก คอื อาการเฉพาะแห่ง โดยจะเกดิ ขนึ้ ตรงจุดทเ่ี ชอื้ เขา้ ทาลายเรมิ่ จากเกดิ จดุ เชลลต์ ายสเี หลอื งซดี ขนึ้ ทด่ี า้ นบนของใบกอ่ น ตอ่ มา 2-3 วัน ทดี่ า้ นลา่ ง ใบตรงกันจะเกดิ แผลลกั ษณะเป็ นกระจุกสขี าวซงึ่ เป็ นกลุม่ ของสปอร์ มองดเู ป็ นตุ่มนูนเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1-2 มลิ ลเิ มตรเกดิ ขนึ้ ทั่วไป ตุ่มเหลา่ นี้หากเกดิ มากๆ อาจต่อเชอื่ มกันกลายเป็ น แผลใหญ่ ทาใหม้ ขี นาดและรปู ร่างไม่แน่นอน เมอื่ เกดิ แผลตมุ่ สขี าวขน้ึ นั้นผวิ ดา้ นบนของใบซงึ่ แสดงอาการซดี เหลอื งในตอนแรกก็จะโป่ งพองออกเป็ นป่ มุ ปมคลา้ ยผวิ มะระ ไมร่ าบเรยี บ เหมอื นปกติ สว่ นใหญ่แลว้ อาการเฉพาะแห่งน้ีจะเกดิ และพบมากกบั ใบ แต่ในบางครงั้ ก็จะเกดิ กบั สว่ นของตน้ และกา้ นใบไดเ้ ช่นกนั ส่วนอกี แบบหนงึ่ เป็ นอาการแพรก่ ระจายทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการ ทเ่ี ชอื้ เขา้ ไปอยภู่ ายในตน้ พืช ซง่ึ จะทาใหพ้ ืชแสดงอาการผดิ ปกตใิ นลักษณะการสรา้ งเป็ นป่ ุม ปมหรอื บวมพองโตขน้ึ ทส่ี ว่ นของใบ ลาตน้ และกงิ่ กา้ น สว่ นของลาตน้ อว้ นหนา ปลอ้ งหดสัน้ ใบ ทเี่ กดิ มขี นาดและรปู ร่างผดิ ปกติ อาจบดิ เบยี้ วหรอื หยักเป็ นคลน่ื ตน้ ผักบงุ ้ ทเี่ กดิ โรคสนมิ ขาว มักจะไม่รุนแรงถงึ ตาย แต่ถา้ เป็ นโรค ตงั้ แตย่ ังเลก็ อยูก่ ็เพยี งแต่ทาใหผ้ ักบงุ ้ จนี ชะงักการ เจรญิ เตบิ โต ตน้ ไมส่ มบูรณ์ สาหรับในตน้ โตความเสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ เพยี งแต่ทาใหไ้ ดผ้ ลผลติ ท่ี ไมส่ วย ผูบ้ รโิ ภคอาจจะรังเกยี จ และขายไมไ่ ดร้ าคา การป้องกนั กาจดั คลุกเมล็ดกอ่ นปลกู ดว้ ย เมตาแล็คซลิ และเลอื กใชเ้ มล็ดจากแหล่งทไี่ ม่มโี รคระบาดมากอ่ น ดูแลระบบการใหน้ ้าในแปลง อย่าใหช้ น้ื แฉะจนเกนิ ไป และเมอ่ื เกดิ โรคระบาดใหฉ้ ีดพน่ ใตใ้ บดว้ ยเมตาแล็คซลิ สลับกับแมน โคเซบ ตามอตั ราทแี่ นะนาบนฉลาก หากมีฝนตกชกุ ใหผ้ สมสารจบั ใบดว้ ยโรคใบไหม ้ สาเหตุ เกดิ จากเชอ้ื แบคทเี รยี Xanthomonas compestris ลกั ษณะอาการของโรคใบไหมท้ เี่ กดิ ขน้ึ กบั ผักบุง้ จนี ก็คอื จะเกดิ จุดตมุ่ ใสเลก็ ๆ ใตใ้ บ ต่อมาจุดแผลจะขยายออกกลายเป็ นสนี ้า ตาล-สดี า ฉ่าน้า ใบจะเหลอื งซดี และแหง้ เหี่ยวร่วงหล่นจากตน้ การป้องกนั กาจัด เกบ็ รวบรวม พชื ทเี่ ป็ นโรคไปเผาทาลาย ใชป้ ูนขาว ในอตั รา 500 กโิ ลกรัมต่อไร่ คลุกในดนิ ปลกู แลว้ ตาก ดนิ ไวอ้ ย่างนอ้ ย 1 เดอื น และปลกู พชื ชนดิ อน่ื หมุนเวยี น โรคราสนมิ เหลอื ง สาเหตเุ กดิ จากเชอ้ื รา Aecidium ipomoeae ลักษณะอาการทีเ่ ห็นไดช้ ดั คอื ผวิ ใบดา้ นลา่ งมีแผลกลมนูน ขนาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง ประมาณ 0.5-1 เซนตเิ มตร เมอื่ โตเต็มท่ี จะแตกออกมาเป็ นรเู พอื่ ใหผ้ งสปอร์ สเี หลอื งแพร่กระจายออกมา ผวิ ใบดา้ นบนไม่นูนแตเ่ วา้ เป็ น แอง่ ลงไปเลก็ นอ้ ย สาหรับการป้องกันกาจัดทาเชน่ เดียวกับโรคราสนมิ ขาว โรคเน่าคอดนิ สาเหตเุ กดิ จากเชอื้ รากลมุ่ Pythium spp. ระบาดมากในช่วงปลกู ใหม่ โดยเฉพาะในแปลงทม่ี กี ารหว่านเมล็ดพันธุแ์ น่นเกนิ ไป และดนิ ปลกู มคี วามชนื้ สงู โรคนี้จะทา ใหต้ น้ กลา้ ผักบงุ ้ จนี เป็ นแผลเน่าทโ่ี คนตน้ และเหยี่ วตายอยา่ งรวดเร็ว การป้องกันกาจดั คลุก เมล็ดพันธุก์ อ่ นปลกู ดว้ ยสารเมตาแล็คซลิ ซง่ึ มชี อื่ การคา้ ว่า เอพรอล 35 หรอื รโิ ดมลิ 5 จี อัตรา 7 กรัมตอ่ เมล็ดพนั ธุ์ 1 กโิ ลกรมั หว่านผักบงุ ้ ในอัตราท่สี มา่ เสมอไม่แน่นเกนิ ไป ไม่ควรรดน้าจน มนี ้าขงั บนแปลง หากพบผักบงุ ้ แสดงอาการของโรคใหถ้ อนและนาไปเผาทาลาย และหากมี การระบาดรนุ แรงใหฉ้ ีดพน่ ดว้ ยสารโฟเซทลิ ซง่ึ มชี อ่ื การคา้ ว่า อาลเิ อท อตั รา 50 กรมั ตอ่ น้า 20 ลติ ร ควรฉีดพ่นกอ่ นเก็บเกย่ี วอย่างนอ้ ย 7-10 วัน หนอนกระทูผ้ ัก มชี อื่ วทิ ยาศาสตรว์ า่ Spodoptera litura ตัวเตม็ วัยเป็ นผเี สอ้ื กลางคนื ปีกคู่หนา้ มจี ุดสนี ้าตาลเขม้ มลี วดลายเต็มปีก สว่ นปีกคหู่ ลงั สขี าว บาง ลาตัวมขี นสนี ้าตาลอ่อนปกคลุมอยู่ ตวั เมยี วางไขเ่ ป็ นกลุ่มโดยมีขน สนี ้าตาลปกคลมุ ไขไ่ ว ้ ไขใ่ หม่ ๆ จะมสี ขี าวนวลและจะค่อย ๆ เปลย่ี นเป็ นสนี ้าตาลและสดี าเมอื่ ไขใ่ กลจ้ ะฟักออกเป็ นตัว ไขม่ อี ายุ 3-7 วนั จงึ ฟักออกเป็ นตวั หนอน ตัวหนอนเมอื่ ออกจากไข่ ใหม่ ๆ จะมสี เี ขยี วอ่อนหรอื สนี วลอยรู่ วมกันเป็ นกลุม่ ทไ่ี ขฟ่ ักออกนัน้ ลกั ษณะลาตัวอว้ นป้อม ผวิ หนังเรยี บ เคลอื่ นไหวชา้ หนอนจะออกหากนิ กลางคนื ปกตแิ ลว้ หนอนจะเขา้ ดกั แดใ้ นดนิ ตรงรอยแตกระแหง หรอื ตามกองขยะ ดกั แดส้ นี ้าตาลดา ยาวประมาณ 1.5-1.8 เซนตเิ มตร อายดุ กั แดป้ ระมาณ 7-12 วัน จงึ เขา้ ระยะตัวเตม็ วยั ลักษณะการทาลาย ตวั หนอนทเี่ กดิ ใหม่จะ อยูก่ ันเป็ นกลุม่ และแทะกนิ ผวิ ใบจนบางใสหรอื พรุนไปหมด ส่วนหนอนตวั โตก็จะกัดกนิ ใบหรอื กา้ นใบ ผกั บงุ ้ จนี เป็ นรูพรนุ ทาใหใ้ บผักบงุ ้ จนี มตี าหนิ ไม่สวย ขายไมไ่ ดร้ าคา การป้องกันกาจดั กอ่ นปลกู ควรมกี ารไถดนิ ตากแดดไว ้ 10-15 วัน ทาความสะอาดบรเิ วณรอบแปลงปลูก และ
หมัน่ ตรวจดูแปลงปลกู อยา่ งสมา่ เสมอ หากพบหนอนชนดิ น้ีใหท้ าลายดว้ ยมอื หรอื ใชก้ ับดักกาว เหนยี วสเี หลอื งปัก ภายในบรเิ วณแปลงในอตั รา 80 กับดักต่อไร่
ตั วเลือกสุขภาพของคุณจากฟาร์มสู่ส้อม มาปลูกผักกันเถอะ
Search
Read the Text Version
- 1 - 8
Pages: