Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วัดทุ่งลาดหญ้า

วัดทุ่งลาดหญ้า

Published by Cherry08khamporn, 2019-12-03 21:50:45

Description: วัดทุ่งลาดหญ้า

Search

Read the Text Version

วดั ทุง่ ลาดหญา้ ประวัติวัดทงุ่ ลาดหญา้ ตาบลลาดหญา้ อาเภอเมืองฯ จังหวดั กาญจนบุรี วัดทงุ่ ลาดหญ้า หรือชาวบา้ นเรยี กวัดนี้วา่ “วัดลาดหญ้า” สงั กดั มหานิกาย อยู่ในเขตการปกครองคณะ สงฆ์ ตาบลลาดหญ้า อาเภอเมอื งกาญจนบรุ ี จังหวดั กาญจนบุรี ภาค ๑๔ สถานที่ต้งั วัด วดั ท่งุ ลาดหญา้ ตง้ั อยทู่ ี่ ๒๖๒ บ้านลาดหญา้ หมู่ ๑ ตาบลลาดหญ้า อาเภอเมือง จงั หวัดกาญจนบุรี มีเน้ือท่ตี ้งั วดั ๔๖ ไร่ ๗๗ ตารางวา อาณาบริเวณวดั ทงุ่ ลาดหญ้า ทศิ เหนือ จดแนวถนน กาญจนบุรี – เขอื่ นศรนี ครินทรฯ์ ทิศใต้ จด ตลาดบ้านลาด หญ้า ทศิ ตะวนั ออก จด ถนนพระครสู อน ทิศตะวันตก จด แมน่ ้าแควใหญ่

ประวัติก่อนการสร้างวัด เหนือบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้าออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เดิมเป็นที่ต้ังของ เมืองกาญจนบุรีเก่า ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยเม่ือครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยต้ังอยู่ริมแม่น้าแคว ใหญ่ ใกล้เขาชนไก่ มีผงั เมืองเปน็ รูปส่เี หลยี่ มผืนผา้ กวา้ งประมาณ ๑๘๐ เมตร ยาว ๓๖๐ เมตร มีป้อมมุมเมือง ๔ มุม มีแม่น้าแควใหญ่ เป็นเสมือนคูเมือง ด้านทิศตะวันตก และลาน้า ลาตะเพิน เป็นคูเมืองด้านทิศเหนือ มี ปอ้ มเป็นเนนิ ดิน ๔ มุม ภายในเมืองมีซากวัดตา่ งๆ ถงึ ๗ วดั คือ วัดขุนแผน วัดนางพิมพ์ วัดแม่หม้ายเหนือ วัด แม่หม้ายใต้ วัดมอญ วดั จีน วดั ป่าเลไลย์ และมบี ริเวณที่เรียกกันว่าตลาดนางทองประศรี ความสาคัญของเมือง กาญจนบุรีเก่า เป็นเมืองหน้าด่านตะวันตก ท่ีคอยสกัดทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด้านเจดีย์สามองค์ ซ่ึงเป็น เส้นทางโบราณ ระหว่างเมืองมอญ กับ ไทย มี ๒ เส้นทาง คือ เส้นทางเหนือหรือเรียกว่าทางด่านแม่ละเมา และทางด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี โดยออกจากเมืองเมาะตะมะ ข้ามแม่น้าอัตรัน (เมืองเชียงกราน) เมืองสมิงข้ามแม่น้ากษัตริย์ และข้ามภูเขา เข้าแดนไทยทางด่านเจดีย์สามองค์ มาลงน้าแควน้อย จากสามสบ ล่องลงมาทางเมืองไทรโยคเก่า (ปัจจุบัน คือ บริเวณวัดดงสัก ตาบลไทรโยค อาเภอไทรโยค แล้วตัดข้ามช่อง กระบอก มาลงลาน้าแควใหญ่ที่เมืองศรีสวัสด์ิ หรือที่เมืองท่ากระดานด่านกรามช้างแล้วเดินเลียบแม่น้าแคว ใหญ่จนถึงเมืองกาญจนบุรีเก่า ท่ีทุ่งลาดหญ้า จากนั้นจะเป็นท่ีราบเดินทางสะดวก เข้าสู่เมืองสุพรรณบุรี วิเศษ ไชยชาญ และเข้าตีกรุงศรีอยุธยา เมืองกาญจนบุรีเก่า จึงเป็นเมืองหน้าด่านที่สาคัญ ท่ีคอยสกัดก้ันทัพพม่า มา ตั้งแต่สงครามครั้งแรก คราวรบพม่าท่ีเมืองเชียงกราน ในปี พ.ศ. ๒๐๘๑ และกลายเป็นเส้นทางเดินทัพไทย- พม่า ที่ทาสงครามต่อกันไม่น้อยกว่า ๑๕ คร้ัง ครั้งสุดท้ายที่เราเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นคร้ังที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ต่อมาไทยยา้ ยเมอื งมาต้ังที่ กรุงธนบุรี ก็ต้องทาศึกกับพม่าอีก ๒ ครั้ง จนเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ กรุงเทพฯในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้เพียงสามปี คือ พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่าก็ยก ทัพมาตีไทยถงึ ๙ ทัพ ยกเข้ามา ๕ ทาง จานวนพลกว่า ๑๔๔,๐๐๐ คน เราเรียกสงครามครั้งนี้ว่า “การรบพม่า

ทที่ ุ่งลาดหญา้ ” สงครามครงั้ น้ี กองทัพหลวงพระเจ้าปะดงุ ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ พร้อมกองทัพอีก ๔ กองทัพ ผา่ ยไทยได้ให้ กรมพระราชวังบวร มหาสุรสีหนาท มาสกัดทัพพม่าท่ี ทุ่งลาดหญ้า ซึ่งเป็นวิธีคิดใหม่ใน สมัยรัชกาลท่ี ๑ เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า ที่ทุ่งลาดหญ้าเป็นทางที่พม่าต้องเดินทัพเข้ามา ถ้าไทยสามารถ รักษาทุ่งลาดหญ้าไวไ้ ด้ กองทพั พม่าตอ้ งตั้งอยูบ่ นภเู ขาซง่ึ เปน็ ทก่ี ันดาร จะหาเสบียงอาหารเลี้ยงกองทัพ และจะ เดินทัพก็ยาก เปรียบเหมือนข้าศึกต้องอยู่ในตรอก ไทยคอยสกัดก้ันอยู่ปากตรอก ถึงกาลังน้อยกว่าก็สู้ได้ ใน ทสี่ ุดพม่าก็พ่ายทัพกลับไป ไม่สามารถยกทัพผ่านทุ่งลาดหญ้าไปได้ หลังจากสงครามเก้าทัพ สงครามไทย-พม่า ก็เร่ิมเบาบางลง เส้นทางเดินทัพเปลี่ยนไป เมืองกาญจนบุรีเก่า จึงถูกท้ิงร้าง ถอยร่นลงมาสกัดทัพที่ปากแพรก หรือล้ินช้าง ในครัง้ แรกเพียงแต่ปกั เสาระเนียดบนเชิงเทิน จนในสมัยรัชกาลท่ี ๓ โปรดให้สร้างกาแพงเมือง ก่อ อิฐถือปูน ในบริเวณท่ีตั้งเมืองใหม่ ซ่ึงเป็นที่รวมของแม่น้าแควน้อย และแม่น้าแควใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๔ เพ่ือป้องกันข้าศึก และติดต่อค้าขายกับเมืองในลุ่มน้าแม่กลอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลท่ี ๕ เสด็จประพาสไทรโยคได้บันทึกเก่ียวกับกาญจนบุรีไว้ว่า “แต่เมืองที่ตั้งอยู่ตาบลปากแพรกเด๋ียวนี้ ไม่เป็นทาง พม่าข้าศึกเข้ามาเลย ถ้าโดยจะเดินกองทัพมา คงข้ามท่ีเขาชนไก่เมืองเดิม ตัดไปสุพรรณบุรีเข้ากรุงทีเดียว ถ้า จะลงทางล่างก็เข้าราชบุรีไปเล่นสวนบางช้างสมุทรสงคราม แต่ที่ปากแพรกน้ีเป็นท่ีค้า ท่าขาย ด้วยเขาชนไก่ เมืองเดมิ น้นั ขึ้นไปตัง้ เหนือมาก มีแก่งถึงสองแกง่ ลูกคา้ จะไปมาลาบาก จึงลงมาต้ังอยู่ที่ปากแพรกน้ี เป็นทางไป มาแต่เมอื งราชบุรงี ่าย เมอื งท่ีต้ังก่อกาแพงไว้นี้อยู่ท่ีแม่น้าสามแยกตรงทางแม่น้าน้อย เหมือนหน่ึงจะคิดรับทาง เรอื แตก่ องทัพของพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกมาคร้ังน้ัน ต้องส่งทัพหน้าไปตั้งที่ลาดหญ้ารับทาง พม่าข้าศึก ทัพหลวงจึงตั้งอยู่ที่ลิ้นช้างกาญจนบุรี เมืองกาญจนบุรีเมื่อก่อนก็เป็นระเนียดไม้มาตลอด...” และ เสด็จพระราชดาเนินทรงมา้ ถงึ ทุ่งลาดหญา้ ทรงบนั ทกึ ว่า “ ...ถึงหนองบัว ลาดหญ้า จนถึงเขาชนไก่ ทาง ๕๙๐ เส้น ท่ีลาดหญ้ามีหญ้ามากถ้าจะเลี้ยงช้างสักก่ีร้อยก็เล้ียงได้ เป็นท่ีสาคัญในการศึก เม่ือเรายังทาศึกอยู่กับพม่า กองทพั เราต้ังรบั หรอื กองทัพข้าศึกจะมาตง้ั กม็ ักจะชิงเอาท่ีน่ไี ว้ในกองทัพด้วยเป็นท่ีอุดม ได้อาศัยเลี้ยงพาหนะ ในกองทัพไดม้ าก ท่ีเขาชนไกน่ ั้น เปน็ เมืองเก่าท่ียังมีวัดร้างอยู่ที่นั่น..” เม่ือย้ายเมืองกาญจนบุรีมาอยู่ปากแพรก แลว้ มีการบรู ณะสรา้ งวัดวาอารามขึ้นใหม่ เช่น วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) วดั ถาวรวราราม (วัดญวณ) ทาให้วัดต่างๆท่ีเมืองกาญจนบุรีเก่า ถูกทิ้งร้าง ต่อมาได้มีการนาเอาพระพุทธรูปใน วัดร้างไปเปน็ พระประธานในอโุ บสถ เชน่ ที่วดั ถาวรวราม (วดั ญวณ) เปน็ ตน้

ประวัติการสร้างวัดลาดหญ้า หลังจากสิ้นสงคราม ไทย-พม่า ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา ประชาชน เร่ิมมาต้ังถ่ินฐานเป็นชุมชนริมน้าแควใหญ่มากข้ึน การคมนาคมในสมัยน้ันต้องใช้ทางน้าสัญจรไปมาจากเมือง ทา่ กระดาน เมอื งศรสี วัสดิ์ ซง่ึ อยูเ่ หนอื ขึ้นไป โดยการใช้แพ หรือเรือล่องตามลาน้าแควใหญ่ ผ่านบ้านลาดหญ้า มาเมืองกาญจนบุรีท่ีปากแพรก ขากลับทวนน้าจะต้องเดินทางบก ทั้งไปและกลับจะต้องผ่านบริเวณบ้านลาด หญ้า ตอ่ มาชุมชนเรม่ิ หนาแน่นขน้ึ จงึ ไดม้ ีการก่อสร้างวดั ขึ้นบริเวณลาน้าแควใหญ่ ณ บ้านลาดหญ้า ตาบลลาด หญ้า อาเภอเมืองฯ จงั หวดั กาญจนบุรี จากหลักฐานทีป่ รากฏ มีรายนามเจ้าอาวาสปกครองวัด ดงั ต่อไปน้ี รปู ท่ี ๑ พระอธกิ ารช่วงไม่พบหลักฐานว่าเปน็ เจ้าอาวาสปกครอง วัดมาแต่ปใี ด จากหนังสอื ทาเนยี บสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๓๔๗) ปรากฏวา่ ท่านเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด มาก่อนแล้วในสมยั รัชกาลที่ ๕ รปู ท่ี ๒ พระอธิการแมว รปู ท่ี ๓ พระอธิการกล่อม รปู ที่ ๔ พระกาญจนวตั รวิบูล (สอน อินฺทสโร) เกิดเมื่อวันที่ ๓ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๓๔ มรณภาพ เม่ือวันท่ี ๒๘กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ปกครองวดั ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๕๐๙ รูปท่ี ๕ พระมงคลสิทธิคุณ (ลาใย ปิยวณฺโณ) เกิดเมอื่ วนั ท่ี ๑๘ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๖๘ มรณภาพ เม่ือ วันที่ ๒๗ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ปกครองวดั ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๔๖ รูปท่ี ๖ พระครูสิทธิกิจจานวุ ัตร (ประเสริฐ อติเมโธ) เกิดเมอ่ื วันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ปกครองวัดเม่อื พ.ศ. ๒๕๔๖-ปจั จุบนั

วัดลาดหญ้าเดิม มีอุโบสถหลังเล็กๆอยู่ริมน้า ต่อมาถูกน้าเซาะตล่ิงพัง จึงสร้างอุโบสถข้ึนใหม่ ในสมัย ท่านเจา้ คณุ พระกาญจนวตั รวิบลู (สอน อินทฺ สโร) เมอื่ พ.ศ. ๒๔๖๗ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางกองทัพบกได้สร้าง กองพลที่ ๙ ข้ึน ณ บริเวณทุ่งลาดหญ้า เพื่อเป็นการประกาศเกียรติประวัติยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้า ท่ีเคยเป็น สมรภูมิท่ีไทยชนะสงครามคร้ังยิ่งใหญ่ ในประวัติศาสตร์สงคราม ไทย-พม่า ท่ีเรียกว่า “สงคราม ๙ ทัพ” ทาง กองพลท่ี ๙ ได้จดั พธิ ที างศาสนา บาเพ็ญกุศลในวันสาคัญต่างๆ ท่ีวัดทุ่งลาดหญ้าสม่าเสมอ จึงได้มีการก่อสร้าง กุฏิ ศาลา และอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อวันท่ี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๕ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ พระครกู าญจโนปมคุณ (ลาใย ปิยวณฺโณ) ได้เปล่ียนชื่อ “วัดลาดหญ้า” เป็น “วัดทุ่งลาดหญ้า” เพ่ือให้ สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เม่ือครั้งสงคราม เก้าทัพ วัดทุ่งลาดหญ้าเป็นวัด พัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ ประจาปี พ.ศ. ๒๕๒๖ กรมการศาสนาได้จัดประชุม เจ้าอาวาสวัดพัฒนาตัวอย่าง ที่วัดทุ่งลาดหญ้า เม่ือวันที่ ๑๘-๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ มีการเปิดทาการ เรียนการสอนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นต้นมา โดยเปิดสอน นักธรรมชั้น ตรี โท เอก และได้ส่ง พระภิกษุสามเณรไปศึกษาบาลีกับสานักต่างๆ ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ก็ได้เปิดเป็นสานักศาสนศึกษาบาลี และ ไดม้ กี ารเรียนการสอนสบื ต่อมา ต่อมาได้จดั สร้าง โรงเรยี นพระปริยตั ธิ รรม เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กถาวร ขนาดกว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๔๕ เมตร เพื่อใชเ้ ปน็ สถานท่ี อบรมครสู อนพระปรยิ ตั ิธรรม ในภาคกลาง, ภาค ๓, ภาค ๔ ขึ้นทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ – ๒๕๓๙ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้ก่อสร้าง สะพานข้ามแม่นา้ แควใหญ่ เพ่ือใชส้ ญั จรไปมาของประชาชน ระหว่างฝงั่ แม่น้าแควน้อย กับ แควใหญ่ ตามแบบ มาตรฐานของกรมโยธาธิการ ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๕๐ เมตร โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ

นายพิศาล มูลศาสตรสาคร ปลัดกระทรวงมหาดไทยทาพิธีวางศิลาฤกษ์ ต่อมาวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ สมเด็จพระญาณสังวร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสดจ็ มาวางคานคอนกรีตตัวสุดท้าย สะพาน น้ีใชเ้ วลาสรา้ ง ๘ เดือน จงึ แล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้สร้างสถานสงเคราะห์คนชราข้ึน ท่ีบ้านท่าหวี ตาบล ลาดหญ้า อาเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในพ้ืนที่ ๕๖ ไร่ ๖๓ ตารางวา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จวางศิลาฤกษ์ เม่ือวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และเสด็จ ทาพิธีเปิด เม่ือวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ปัจจบุ ัน ไดช้ ือ่ วา่ “สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี” อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาสังคม และ สวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ พระมงคลสิทธิคุณ (หลวงพ่อ ลาใย ปิยวณฺโณ) ได้สร้างพิพิธภัณฑ์วัดทุ่งลาดหญ้า โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะ อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ท้องถิ่น เช่น วัดขุนแผน วัดแม่หม้าย วัตถุโบราณ ซากสัตว์โบราณ หม้อชามโบราณ และนิทานพ้ืนบ้าน เรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน เพื่อถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลักได้ทราบ ปัจจุบันวัดทุ่งลาดหญ้ามีเนื้อท่ี ๔๖ ไร่ ๗๗ ตารางวา ทิศเหนือ จดแนวถนน กาญจนบุรี – เขอ่ื นศรนี ครนิ ทร์ฯ ทิศใต้ จด ตลาดบา้ นลาดหญ้า ทิศตะวันออก จด ถนน พระครูสอน ทิศตะวันตก จด แม่น้าแควใหญ่ ในอาวาส ประกอบด้วย เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตสา ธารณสงเคราะห์ เขตจัดประโยชน์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook