Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อาณาจักรไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ มีนาคม 61

อาณาจักรไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ มีนาคม 61

Description: อาณาจักรไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ มีนาคม 61

Search

Read the Text Version

คู่มอื ผูเ้ ล่าเรอ่ื งธรณี อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ แหง่ ทา่ อเุ ทน เมืองนครพนม

คมู่ อื ผูเ้ ล่าเรือ่ งธรณี ชุมนมุ ไดโนเสาร์ทที่ ่าอเุ ทน อาณาจักรไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ แห่งท่าอุเทน เมืองนครพนม เพียง 3 ปีภายหลังการประกาศใช้ พรบ. คุ้มครองซากดึกด�ำบรรพ์ พ.ศ. 2551 อธิบดี อธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณ ี นายทศพร นชุ อนงค์ กรมทรัพยากรธรณี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกด�ำบรรพ์ได้พิจารณา รองอธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณ ี นายสมหมาย เตชวาล ประกาศให้แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ รองอธิบดีกรมทรพั ยากรธรณ ี นายนิวตั ิ มณขี ัตยิ ์ ที่ข้ึนทะเบียน เป็นอันดับแรกของประเทศไทย ผอู้ ำ� นวยการกองค้มุ ครองซากดึกด�ำบรรพ ์ นายนิมติ ร ศรคลงั หลกั ฐานรอยทางเดนิ มากมายของไดโนเสารบ์ รเิ วณตำ� บลพนอม อำ� เภอทา่ อเุ ทน นบั ไดว้ า่ มี ผอู้ �ำนวยการสำ� นกั งานทรพั ยากรธรณี เขต 2 (ขอนแกน่ ) นายทินกร ทาทอง จำ� นวนมากและหนาแนน่ ทสี่ ดุ เทา่ ทเี่ คยพบในภมู ภิ าคอาเซยี นทำ� ใหเ้ ปน็ ทสี่ นใจของนกั บรรพชวี นิ จาก เขยี นเรอื่ ง นายประชา คตุ ติกลุ ส�ำนักต่างๆ ท้ังใน และต่างประเทศ ที่เดินทางเข้าไปเยี่ยมชม ศึกษา และท�ำการตรวจวัดรายละเอยี ด สนบั สนนุ ข้อมลู นางธิดา  ลิอารต์ พรอ้ มน�ำขอ้ มลู ดบิ ทีส่ �ำคญั ของมหายคุ มโี ซโซอกิ อายกุ ว่ารอ้ ยล้านปีเหล่าน้ันไปทำ� การวจิ ัยตอ่ เพื่อ นายปรีชา สายทอง ถอดรหัสข้อมลู แฝงเกี่ยวกับสง่ิ แวดลอ้ มในบรรพกาล ทีฝ่ ังอยู่อยา่ งลบั ๆ ในรอยบันทกึ เหลา่ นัน้ “คมู่ อื ผเู้ ลา่ เรอื่ งธรณ ี  อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศแหง่ ทา่ อเุ ทน เมอื งนครพนม”  พมิ พ์ครัง้ ที่ 1 จ�ำนวน 2,000 เล่ม เดือน มนี าคม 2561 ในรปู แบบกง่ื วชิ าการพรอ้ มภาพประกอบเสรมิ จนิ ตนาการจดั ทำ� ขนึ้ โดยอาศยั ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา จดั พมิ พโ์ ดย กองค้มุ ครองซากดกึ ดำ� บรรพ์ กรมทรพั ยากรธรณี วจิ ยั ของกรมทรพั ยากรธรณี และจากองคก์ รอน่ื ๆ ทงั้ ใน และตา่ งประเทศ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั 75/10 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรงุ เทพมหานคร 10400 เพอ่ื ใหค้ วามรดู้ า้ นวชิ าการเบอื้ งตน้ ทจี่ ะนำ� สกู่ ารอนรุ กั ษ์ และการเผยแพรค่ วามรตู้ อ่ ไปสสู่ งั คม รวมทงั้ โทรศพั ท์ 0 2621 9847 โทรสาร 0 2621 9841 เปน็ การเรมิ่ ตน้ ใหก้ บั ผอู้ า่ นทส่ี นใจจะศกึ ษาหาความรใู้ นสาขาธรณีวทิ ยา และบรรพชีวนิ วทิ ยา กรมทรัพยากรธรณี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มน้ีจะเป็นส่ือที่จุดประกายให้ผู้อ่าน ขอ้ มูลทางบรรณานกุ รม ได้เห็นความส�ำคัญของธรรมชาติในแขนงต่างๆ และได้มีโอกาสร่วมกันอนุรักษ์ และเผยแพร่สิ่ง กรมทรัพยากรธรณ,ี 2560, พเิ ศษทีธ่ รรมชาติไดเ้ พียรรังสรรคผ์ า่ นธรณกี าลท่นี านแสนนานมาเพ่ือมนุษยชาติทั้งมวล คมู่ อื ผู้เล่าเรอ่ื งธรณี อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ แห่งทา่ อเุ ทน เมืองนครพนม; 34 หนา้ 1.ธรณวี ิทยา 2.ซากดึกด�ำบรรพ์ 3.รอยตนี ไดโนเสาร์ 4.ทา่ อเุ ทน (นายทศพร นชุ อนงค)์ อธิบดกี รมทรพั ยากรธรณี พิมพท์ ีบ่ ริษัท เทมมา กรปุ๊ จ�ำกดั 15/140 ถนนพัฒนาการ 54 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250 โทรศัพท์ 0 2322 5205 โทรสาร 0 2322 1975

...... ขมุ ทรัพยใ์ นขมุ เหมอื ง ........... ........................ ในอดีตชาวนครพนมต้องแก้ปัญหาการกัดเซาะตล่ิงของแม่น้�ำโขงในช่วงฤดูน้�ำหลากด้วยการ ...................................... ถมตลิ่งด้วยก้อนหินทรายขนาดใหญ่ซึ่งน�ำมาจากเหมืองหินของ บริษัท สหรุ่งเรือง จ�ำกัด ท่ีต�ำบลพนอม ................................ อ�ำเภอท่าอุเทน ชาวเหมืองหินทุกคน และชาวนครพนมที่ใช้หินทรายเหล่านี้มักพบเห็นรอยประหลาด .................................... เป็นรูปสามแฉก คล้ายรอยตีนไก่บนก้อนหินทราย มีท้ังแบบท่ียุบลงไปในเนื้อหิน และแบบที่นูนขึ้นมา ................................... เป็นสนั สามแฉก ในบางก้อนเห็นรอยยบั ย่นอยูบ่ นผวิ หน้า หรือบางก้อนมีตารางหา้ หกเหลี่ยมแปะอยู่ดว้ ย ........................ ต่างกพ็ ากนั ฉงน และจนิ ตนาการกนั ไปนานาเนก .................... จนกระทง่ั ในปีพ.ศ.2544คณุ นเรศสตั ยารกั ษ์นกั ธรณวี ทิ ยาจากกรมทรพั ยากรธรณไี ดม้ าพบเหน็ ..... ระหวา่ งการสำ� รวจภาคสนาม จงึ ไดท้ ราบวา่ เปน็ รอยตนี ไดโนเสาร์ แตก่ ย็ งั ไมส่ ามารถระบเุ จา้ ของรอยประทับ ...... ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใด จึงแจ้งข้อมูลเบ้ืองต้นให้ คุณวราวุธ สุธีธร ผเู้ ชย่ี วชาญ ด้านซากดกึ ด�ำบรรพ์ ทราบเพื่อทำ� การตรวจพสิ ูจน์ต่อไป ทนั ทที ท่ี ราบขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ ทมี ผเู้ ชยี่ วชาญฯ จากกรมทรพั ยากรธรณไี ดเ้ รง่ เขา้ ตรวจสอบหลกั ฐาน ในพน้ื ที่พรอ้ มทำ� การสำ� รวจสภาพธรณวี ทิ ยา เกบ็ ตวั อยา่ งหนิ ตรวจวดั และถา่ ยภาพรอ่ งรอยประทบั ทำ� แผนที่ และสำ� เนารอยตนี ลงบนแผน่ พลาสตกิ เพอ่ื นำ� กลบั ไปทำ� การศกึ ษาวจิ ยั อยา่ งละเอยี ดในหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารตอ่ ไป สำ� หรบั รอยยน่ และรอยตารางหลายเหลยี่ มบนผวิ หนา้ กอ้ นหนิ ทรายเหลา่ นนั้ สามารถใชค้ วามรพู้ นื้ ฐานดา้ นธรณีวิทยา ระบไุ ดอ้ ย่างแนน่ อนวา่ เป็น ซากดึกด�ำบรรพ์รอยริว้ คล่นื และระแหงโคลน ซ่งึ เกดิ อยู่ใน แหลง่ นำ้� ตื้นๆ ในบรเิ วณท่ีไดโนเสาร์เจา้ ของรอยทางเดินเหลา่ น้นั อาศัยอยนู่ ่ันเอง การส�ำรวจธรณวี ิทยาในคร้ังนนั้ จึงเปน็ การพบ “ ขุมทรพั ยใ์ นขมุ เหมือง ” โดยแท้ แหลง่ รอยตนี ไดโนเสารท์ ่าอเุ ทน 1

จากขมุ เหมอื ง สู่ขุมปญั ญา ภายหลงั การศึกษาวิจยั จนเป็นทแี่ นช่ ดั แลว้ วา่ ขมุ ปญั ญาแห่งท่าอุเทน เปน็ เอกลักษณ์ เป็นแหล่ง ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยทางเดนิ ไดโนเสารท์ พ่ี เิ ศษและมเี พยี งทเี่ ดยี วในภมู ภิ าคอาเซยี นบรษิ ทั สหรงุ่ เรอื งจำ� กดั จึงได้ยุติการท�ำเหมืองหิน พร้อมกันน้ัน คุณศักรพงษ์ และคุณจิริยุ ทศทิศรณชัย ได้บริจาคท่ีดินบริเวณ การพบรอยทางเดนิ ไดโนเสารม์ ากมายในเหมอื งหนิ ทอี่ ำ� เภอทา่ อเุ ทน จงั หวดั นครพนม เปน็ เรอื่ ง ขมุ เหมอื งทพ่ี บรอยทางเดนิ ดกึ ดำ� บรรพร์ วมทงั้ หมด 8 ไร่ เพอื่ ประโยชนข์ องทางราชการ และวงการธรณวี ทิ ยา ส�ำคัญมากส�ำหรับวงการธรณีวิทยาของไทย เน่ืองจากเป็นคร้ังแรกท่ีมีการพบรอยตีนไดโนเสาร์ในแอ่ง เมือ่ วันที ่ 7 พฤศจกิ ายน 2549 สกลนคร ซึ่งอยทู่ างดา้ นเหนอื ของเทือกเขาภูพาน กรมทรพั ยากรธรณจี งึ ไดม้ อบหมายให้คณะผ้เู ชยี่ วชาญ จากนั้นกรมทรัพยากรธรณีจึงได้เร่งด�ำเนิน ดา้ นไดโนเสารเ์ ขา้ ไปทำ� การสำ� รวจ ศกึ ษา และเกบ็ ตวั อยา่ งหลกั ฐานในภาคสนามเพม่ิ เตมิ เพอ่ื การวจิ ยั และ การอนุรักษ์แหล่งซากดึกด�ำบรรพ์รอยทางเดินแห่ง ไขปรศิ นารอ้ ยลา้ นปที ี่แฝงอยู่อย่างลับๆ ในรอยบันทกึ ทั้งหมดเหลา่ น้ัน มหายุคมีโซโซอิกทันที โดยการปรบั ปรงุ สถานทแ่ี ละภูมิ ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า รอย ทัศน์เพื่อความสะดวกของผู้มาเยือน พร้อมกับสร้าง ประทับรูปสามแฉกเหมือนรอยตีนไก่ท่ีพบ อาคารคลมุ ซากรอยทางเดินทั้งหมดเพ่ือปอ้ งกันความ มากมายเหล่านั้น คือรอยทางเดินของไดโนเสาร์ เสยี หายจากแสงแดด และน้ำ� ฝน พรอ้ มจดั ทำ� ปา้ ย และ กินเน้ือขนาดเล็กพวกซีลูโรซอร์ท่ีทิ้งร่องรอย สอื่ ตา่ งๆ เพอ่ื เผยแพรข่ อ้ มลู ความรใู้ หแ้ กผ่ มู้ าเยย่ี มชม รอยทางเดนิ ไดโนเสาร์ถูกคลุมดว้ ยกระสอบทราย ประทับจ�ำนวนมากอยู่ในหินทรายของหมวดหิน การพลิกขุมเหมือง สู่ขุมปัญญา แล้วเสร็จ เพอื่ ปอ้ งกนั ความเสยี หาย ระหว่างการก่อสร้าง โคกกรวด ยุคครีเทเชียสตอนต้น อายุประมาณ กลางปี พ.ศ. 2551 กรมทรัพยากรธรณีจึงได้ส่งมอบ 120 ล้านปี นอกจากนี้ยังพบรอยทางเดินของ ขุมปัญญาแห่งนี้ให้กับจังหวัดนครพนม และในโอกาส ไดโนเสาร์ไดโนเสาร์กินพืชพวกออร์นิโธพอด เดยี วกนั นน้ั จงั หวดั นครพนมไดม้ อบใหอ้ งคก์ ารบรหิ าร และรอยทางเดินของจระเขโ้ บราณขนาดเลก็ ดว้ ย ส่วนต�ำบลพนอม อ�ำเภอท่าอุเทน เป็นผู้รับผิดชอบ ข่าวการค้นพบรอยทางเดินไดโนเสาร์ และบริหารจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกรม ทา่ อเุ ทนไดร้ บั ความสนใจจากนกั บรรพชวี นิ วทิ ยา ทรพั ยากรธรณตี อ่ ไป เป็นอันมาก มีการส�ำรวจ ศึกษา เพิ่มเติมเพื่อ เพื่อให้ขุมปัญญาจากบรรพกาลแห่งน้ี เป็นหัวข้อวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยา ท้ังในระดับ ได้รับการปกป้องคุ้มครองทางกฎหมาย อธิบดี รอยทางเดนิ ไดโนเสารถ์ ูกคลมุ ด้วยหลังคาโปร่งแสง ปรญิ ญาตรี และปรญิ ญาโท จากสถบันการศึกษา กรมทรัพยากรธรณี โดยความเห็นชอบของคณะ เพอื่ ปอ้ งกนั ความเสียหาย จากแดดและฝน ดา้ นธรณวี ทิ ยาของไทยหลายแหง่ รวมถงึ สถาบนั ด้านธรณีวิทยาของต่างประเทศต่างก็สนใจเข้า รอยทางเดนิ ไดโนเสารถ์ กู เน้นให้เหน็ ชัดเจน ระหว่างการ กรรมการคุม้ ครองซากดกึ ดำ� บรรพ์ จึงได้พจิ ารณาประกาศให้แหลง่ รอยตีนไดโนเสาร์ทา่ อุเทน เปน็ แหล่ง ศึกษา เกบ็ ขอ้ มูล ในช่วงแรกก่อนเรม่ิ การพัฒนาแหล่ง ซากดกึ ดำ� บรรพข์ ึ้นทะเบยี น ตาม พรบ. คมุ้ ครองซากดึกด�ำบรรพ์ พ.ศ. 2551 เมอื่ วันท่ี 28 พฤษภาคม 2554 รว่ มท�ำการศกึ ษาวิจยั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ตัง้ แต่ไดร้ ับทราบผลการศกึ ษาวจิ ยั ที่เผยแพร่สสู่ ากล ซง่ึ นบั เป็นแหล่งแรกของประเทศไทย ด้วยคุณค่าท่ีมิอาจประเมินเป็นตัวเลขได้ พื้นท่ีกันดารในชนบทห่างไกลแห่งนี้จึงได้พลิกฟื้นขึ้น “จากขุมเหมอื ง สขู่ มุ ปัญญา” เป็นขมุ เหมอื งแห่งปญั ญาทใ่ี หผ้ ลผลิตไดต้ ลอดไป ไมห่ มดสนิ้ 2 อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ แหลง่ รอยตีนไดโนเสารท์ า่ อเุ ทน 3 ระหวา่ งการปรับภูมิทัศน์ เพือ่ การอนรุ ักษ์ ให้เปน็ แหลง่ เรยี นรูท้ างธรณวี ิทยาสำ� หรบั ทกุ คน แหล่งรอยตีนไดโนเสารท์ า่ อุเทน

พรแี คมเบรียน มหายุค พาลีโอโซอิก มหายคุ มีโซโซอิก มหายุค ซีโนโซอิก แคมเบรียน ออรโดวิเชยี น ไซลูเรียน ดโี วเนยี น คารบ อนิเฟอรัส เพอรเ มยี น ไทรแอสซกิ จแู รสซิก ครีเทเชียส พาลีโอจนี นีโอจนี ควอเทอรน ารี หนว ยเวลา ลา นป 541.0 ปจ จบุ นั 485.4 443.8 419.2 358.9 298.9 251.9 201.3 145.0 66.0 23.03 2.58 อาณาจกั รไดโนเสารท์ ี่ท่าอเุ ทน แผนทีธ่ รณวี ทิ ยาบริเวณแหลง่ รอยตีนไดโนเสารท์ ่าอุเทน ตำ� บลพนอม อำ� เภอท่าอเุ ทน จังหวดั นครพนม จากการสำ� รวจในระยะแรกของการพบซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยทางเดนิ ไดโนเสาร ์ ในอำ� เภอทา่ อเุ ทน พบวา่ มมี ากกวา่ 200 รอย ประกอบกนั เปน็ แนวทางเดนิ มากกวา่ 30 แนว โดยทงั้ หมดถกู ประทบั ไวอ้ ยบู่ นหนา้ ชน้ั หนิ ทราย ทมี่ ชี นั้ หนิ โคลนบางๆ ปดิ ทบั อยู่ ซงึ่ ชน้ั หนิ โคลนในบางบรเิ วณปรากฏรอยรวิ้ คลนื่ และระแหง โคลนอยู่ และในบางบรเิ วณมรี อยตนี ของไดโนเสารย์ ำ่� ซอ้ นลงไปดว้ ย รอยทางเดินไดโนเสาร์พวกออรน์ ิโธ<พ<อด<><>รอ>ย>ทางเดินจระเขข้ นาดเล็ก <<<< รอยทางเดินไดโนเสาร์พวกซลี โู รซอร์ คดั ลอก และดัดแปลง จากวารณุ ี ยะถากรรม และกิตติ ขาววิเศษ, ส�ำนกั ธรณวี ิทยา กรมทรัพยากรธรณ,ี 2560 รอยประทบั ทางเดนิ ทงั้ หมดปรากฏอยบู่ นหนา้ ชน้ั หนิ ทรายของหมวดหนิ โคกกรวดซง่ึ ประกอบดว้ ย แหลง่ รอยตีนไดโนเสารท์ ่าอเุ ทน 5 หนิ ทรายสนี ำ�้ ตาล-นำ้� ตาลแกมแดง เมด็ ละเอยี ดถงึ ปานกลาง หนิ ทรายแปง้ และหนิ โคลนสนี ำ้� ตาลแกมแดง หมวดหินโคกกรวดอยู่ช่วงบนของกลุ่มหินโคราช เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนในช่วงกลางๆ ของยุค ครเี ทเชียส อายุประมาณ 120 ล้านปี และถกู ปิดทับดว้ ยหมวดหินมหาสารคาม หมวดหินโคกกรวดในประเทศไทยส่วนใหญ่พบอยู่ในภาคอีสาน กระจายตัวอยู่โดยรอบ แอ่งโคราชซ่ืงอยู่ทางด้านใต้ของเทือกเขาภูพาน และมกี ารคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพข์ องไดโนเสารข์ นาดเลก็ ทงั้ พวกกนิ พชื และกนิ เนอ้ื หลายแหง่ สว่ นทางดา้ นเหนอื ของเทอื กเขาภพู านพบหมวดหนิ โคกกรวดเฉพาะบรเิ วณตนี เทอื กภพู าน และพบ เพยี งเลก็ นอ้ ยทจ่ี งั หวดั นครพนม แตก่ ลบั พบรอยทางเดนิ ของไดโนเสารเ์ หลา่ นม้ี ากมาย นอกจากนย้ี งั เปน็ จดุ ทพ่ี บรอยทางเดนิ จระเขเ้ ปน็ ครง้ั แรกในภมู ภิ าคอนิ โดจนี อกี ดว้ ย (Saenyamoon, 2006) 4 อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ

รู้จักเจา้ ของรอยทางเดนิ กันกอ่ น ซากดกึ ดำ� บรรพข์ องไดโนเสารใ์ นเมอื งไทย เกอื บทงั้ หมดถกู ขดุ คน้ พบใน ภาคอสี าน สว่ นในภาคอนื่ ๆ พบเฉพาะทจี่ งั หวดั พะเยา และจงั หวดั กระบี่ โดยพบอยู่ เราไดเ้ หน็ ตวั อยา่ งภาพซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยทางเดนิ ไดโนเสารท์ า่ อเุ ทนมาบา้ งแลว้ และ ในกลมุ่ หนิ ทมี่ กี ารสะสมตวั บนภาคพนื้ ทวปี ในชว่ งมหายคุ มโี ซโซอกิ ซงึ่ เปน็ ชว่ งเวลา เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจเรอื่ งราวของรอยประทบั ปรศิ นาเหลา่ นไี้ ดด้ ยี ง่ิ ขนึ้ เราควรตอ้ งทำ� ความรจู้ กั กบั กลมุ่ ครองโลกของไดโนเสาร์ ยกั ษใ์ หญผ่ คู้ รองโลกในมหายคุ มโี ซโซอกิ กนั เสยี กอ่ น ซากกระดูกไดโนเสาร์ในภาคอีสานพบ นกั บรรพชวี นิ วทิ ยาทวั่ โลกจำ� แนกไดโนเสารเ์ ปน็  2  กลมุ่ ตามลกั ษณะของกระดกู สะโพก มากในหมวดหินน�้ำพอง ภูกระดึง เสาขวั และโคกกรวด สว่ นใหญ่ 1. กลุ่มมีสะโพกเหมือนกับของสัตว์เลื้อยคลาน เรียกว่า ซอริสเชีย (saurischia) มีปลาย ภกู ระดึง หนองบัวลำภู คำมวง พบอยบู่ รเิ วณแนวเขาภพู านและ กระดูกหัวหน่าว (Pubis) กับกระดูกก้น (Ischium) ชี้แยกออกจากกัน โดยกระดูกหัวหน่าวช้ีไปด้านหน้า ภเู กา ไดโนเสาร์ซอริสเชียน (saurischian) มีวิวัฒนาการแยกย่อยออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์ตามธรณี กาล แบง่ ไดเ้ ป็น 2 พวก คอื พวกกนิ เน้ือ กับพวกกนิ พืช ภูเวียง ภกู ุมขาว มกุ ดาหาร ขอบดา้ นตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ของ • เทอโรพอด (Theropod)เปน็ ไดโนเสาร์พวกกนิ เนอื้ เดนิ สองขา แบง่ ดว้ ยขนาดเปน็ 2 กลมุ่ ยอ่ ยคอื ที่ราบสงู โคราช หนองบวั แดง • คาร์โนซอร์ (Carnosaurs) มีขนาดใหญ่ เช่นเจ้าจอมโหด ทเี ร็กซ์ แหง่ จรู าสซกิ ปารค์ • ซลี ูโรซอร์ (Coelurosaurs) มขี นาดเลก็ เช่นพวกไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ ท่ีเป็น ชัยภมู ิ เจา้ อาณาจกั รทา่ อเุ ทน แหง่ ยุคครเี ทเชียส นครราชสมี า • ซอโรพอด (Sauropod) เปน็ ไดโนเสาร ์พวกกนิ พชื  ขนาดใหญ ่เดนิ สข่ี า เช่น เจ้าคอยาวแห่งภูเวยี ง ไดโนเสารส์ ายพันธ์ไุ ทยแท้ ทีม่ ชี อื่ สกุล และช่ือชนิดเป็นไทย “ ภเู วยี งโกซอรัส สิรินธรเน ” ปางสดี า Ratchasimasaurus โคกกรวด 2. กลุ่มมสี ะโพกเหมือนของนกโบราณ เรียกวา่ ออร์นิธิสเชีย (ornithischia) มกี ระดกู หัวหน่าว Siamosaurus Kinnareemimus Phuwiangosaurus Sauropods Siamodon Psittacosaurus ค ีรเทเ ีชยส อยู่ในแนวเดียวกันกับกระดูกก้น โดยชี้ไปด้านหลังท้ังคู่ ไดโนเสาร์ออร์นิธิสเชียน (ornithischian) เป็น Stegosaurs ไดโนเสารก์ นิ พชื ทงั้ หมด มวี วิ ฒั นาการแยกยอ่ ยออกเปน็ หลากหลายสายพนั ธ์ุ แบง่ ไดเ้ ปน็  5 กลมุ่ ยอ่ ย คอื Siamotyrannus Compsognathus Hypsilophodontid Ceratopsians เสาขวั 1. สเตโกซอร์ (Stegosaurs) เปน็ ไดโนเสาร์ มีครีบหลงั เดนิ ส่ขี า Euhelopodid ภกู ระดึง 2. ออร์นิโธพอด (Ornithopods) เปน็ ไดโนเสาร์ ปากเปด็ เดนิ สองขา 3. เซอราทอปเชียน (Ceratopsians) เปน็ ไดโนเสาร์ มีเขา เดนิ สข่ี า Carnosaurs Coelurosaurs Stegosaur Ornithopods ูจแรส ิซก 4. แองกโิ ลซอร์ (Ankylosaurs) เปน็ ไดโนเสาร์ หมุ้ เกราะ เดินสข่ี า มหายุค ีมโซโซอิก 5. พาคเี ซปฟาโลซอร์ (Pachycephalosaurs) เป็นไดโนเสาร์ หวั แขง็ เดนิ สองขา * ยังไมพ่ บซากดึกด�ำบรรพ์ แองกิโลซอร์ และ พาคีเซปฟาโลซอร์ ในประเทศไทย Isanosaurus นำ้ พอง รอยทางเดินท่ีพบมากมายที่ท่าอุเทน เกิดจากรอยตีนของไดโนเสาร์กลุ่มซีลูโรซอร์ ซ่ึงเป็น THEROPODS PROSAUROPODS ไทรแอส ิซก ไดโนเสาร์กินเนอ้ื ขนาดเลก็ เดนิ สองขา มรี ปู รา่ งคลา้ ยกบั นกกระจอกเทศ ซงึ่ คาดวา่ เปน็ พวก ออรน์ โิ ธมโิ ม กระดกู กน SAURISCHIANS DINOSAURS ORNITHISCHIANS กระดกู หัวหนา ว ซอร์ กบั ไดโนเสารก์ ลมุ่ ออรน์ โิ ธพอด ท่ีมปี ากเหมือนปากเปด็ เดินสองขา แตบ่ างโอกาสกเ็ ดนิ ส่ขี าไดด้ ว้ ย ซึ่งคาดว่าเปน็ พวก อกี ัวโนดอน กระดกู หัวหนา ว กระดูกกน 6 อาณาจกั รไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ สะโพกแบบสตั วเ ล้อื ยคลาน สะโพกแบบนก แหลง่ รอยตนี ไดโนเสาร์ทา่ อเุ ทน 7

รอยทางเดินไดโนเสาร์ทว่ั เมืองไทย ส�ำหรับกลุ่มไดโนเสาร์เดินส่ีขา ส่วนใหญ่เป็นพวกกินพืช ขนาดใหญ่ เช่นเจ้าคอยาว จะมีรอยตีนหน้าท่ีเล็กกว่า และมักถูกเหยียบทับซ้อนด้วยรอย ดว้ ยเหตุทร่ี อยทางเดิน และรอยตีนไดโนเสารเ์ ป็นเพยี งรอ่ งรอยที่เกิดจาก ตีนหลังที่ใหญ่กว่า ซากดึกด�ำบรรพ์รอยทางเดิน และรอยตีนไดโนเสาร์ท่ี ไดโนเสาร์ แตไ่ มไ่ ดเ้ ป็นสว่ นหน่งึ สว่ นใดของไดโนเสาร์ และรายงานการศกึ ษาทีพ่ บทว่ั โลก พบใน เมืองไทยส่วนใหญ่เป็นแบบเดินสองขา และ สว่ นใหญ่กไ็ ม่สามารถระบุไดช้ ัดเจนว่า รอยทศี่ ึกษาอยเู่ กดิ จากไดโนเสารช์ นิดใด สว่ นใหญ่ พบมากท่ีสุดในหินทรายของหมวด ระบไุ ด้เพยี งว่าเกิดจากไดโนเสาร์กลุ่มใด ซ่งึ โดยทวั่ ไปแบง่ ออกเป็น 2 กลุม่ คือ กลุ่มเดนิ สองขา ทาอเุ ทน หินพระวิหาร ซ่ึงเป็นหมวด และ กลมุ่ เดนิ ส่ขี า หินท่ีพบซากดึกด�ำบรรพ์ ภูหลวง ไดโนเสาร์น้อยมาก ภหู นิ รองกลา ทาสองคอน ภูเกา ภูแฝก และที่พบมากต่อ ภูเวยี ง มาคือ หมวด แทงมาตรา สวนยาว 0.5 เมตร โนนตูม หิ น ภู พ า น ห ม ว ด หิ น โคกกรวด และหมวด หนิ นำ้� พอง เขาใหญ Ornithopods Ceratopsians พบแ ตซากกระ ูดก ัยงไมพบรอยตีน โคกกรวด ค ีรเทเชียส บางที ็กเ ิดนส่ีขา ภพู าน Carnosaurs Coelurosaurs Ornithopods Sauropods Stegosaurs พบแ ตซากกระ ูดก ัยงไมพบรอย ีตน Sauropods พระวิหาร เดนิ สองขา เดินสขี่ า Carnosaurs ูจแรสซิก มหา ุยค ีมโซโซอิก ตวั อยางรอยทางเดินและรอยตนี ไดโนเสารส ว นใหญทพ่ี บท่ัวไป Prosauropods กลุ่มไดโนเสาร์เดนิ สองขา มีอยู่ 2 พวกใหญ่ คือ Coelurosaurs น้ำพอง 1. เทอโรพอด พวกกินเน้ือ รอยตีนเทอโรพอดมักจะมีรอยนิ้วค่อนข้างยาว แคบ และมีปลาย Ornithomimosaurs แหลมของรอยกรงเลบ็ บรเิ วณสน้ มกั จะมลี กั ษณะแหลมเปน็ ตวั วีกลมุ่ เทอโรพอดมกี ารแบง่ เปน็ 2 กลมุ่ ยอ่ ย ไทรแอสซิก คอื รอยของคาร์โนซอร์ ลกั ษณะใหญ่ ก�ำย�ำ น้วิ มกั แยกจากกนั กวา้ งและดแู ขง็ แรง และรอยของซลี ูโรซอร์ ลักษณะเลก็ เพียว มักมีนว้ิ ทอ่ี ยูต่ ดิ กัน เดนิ สองขา (BIPEDAL) รอยตนี ไดโนเสาร เดนิ สี่ขา (QUADRUPEDAL) 2. ออรน์ โิ ธพอด พวกกนิ พชื รอยตนี ออรน์ โิ ธพอดมกั จะกวา้ งกวา่ ของเทอโรพอด มสี น้ ทมี่ นและ คอ่ นขา้ งส้นั รอยนิ้วสั้นเพราะมีเล็บแบบกบี สตั ว์ บางโอกาสพบเดินสข่ี าด้วย (DINOSAUR FOOTPRแINหลT่ง)รอยตนี ไดโนเสาร์ท่าอุเทน 9 8 อาณาจกั รไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ

รอยบันทึกของเจา้ อาณาจักร บันทึกรอยทางเดินท่ีพบในแหล่งซากดึ�ำด�ำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน เป็นรอยทางเดิน สองขา ของไดโนเสาร์ 2 ชนิด และเป็นแบบเดินส่ีขาของสัตว์เล้ือยคลานที่มีขนาดเล็กกว่าอีก 1 ชนิด เราได้รู้จักรูปแบบของรอยตีน และรอยทางเดินไดโนเสาร์ รวมถึงเจ้าของรอยเหล่านั้นไปแล้ว สงิ่ ทคี่ วรรตู้ อ่ ไปคอื รอยเหลา่ นน้ั เกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร และเมอ่ื เกดิ รอยแลว้ พวกมนั ถกู เกบ็ รกั ษาไวไ้ ดอ้ ยา่ งไร รอยทางเดนิ ไดโนเสารท์ แี่ หลง่ ทา่ อเุ ทนสว่ นใหญ่ มลี กั ษณะเลก็ เพยี ว มรี อยนว้ิ คอ่ นขา้ งยาว แคบ เปน็ เวลานานกว่ารอ้ ยล้านปี รอ่ งรอยเหลา่ นนี้ บั ไดว้ า่ เปน็ ซากดกึ ดำ� บรรพป์ ระเภทหนงึ่ เพยี งแตก่ ารเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี อยตู่ ดิ กนั และมปี ลายแหลมของรอยกรงเลบ็ จกิ ลง และรอยทางเดนิ ไดโนเสาร์ มเี ง่ือนไขพเิ ศษกว่าการเกิดซากดำึ� ด�ำบรรพก์ ระดูก หรอื ฟนั จึงท�ำให้พบได้น้อย บนชน้ั ตะกอน บรเิ วณสน้ มลี กั ษณะแหลมเปน็ ตวั วี ซง่ึ กว่า ทง้ั ๆ ทใี่ นชวั่ ชวี ิตของไดโนเสารต์ วั หนึง่ สามารถประทบั รอยตีนไวไ้ ดม้ ากมายนับไม่ถว้ น แต่มนั สามารถ ตรงกบั ลกั ษณะของรอยตนี เทอโรพอดไดโนเสาร์กิน มีซากดึกด�ำบรรพไ์ ดไ้ มเ่ กนิ หน่งึ เนื้อขนาดเล็ก หรือ ซีลูโรซอร์ (Coelurosaur) ซ่งึ ซากดึกด�ำบรรพ์มีการเกิดที่ต่างจากซากร่องรอยดึกด�ำบรรพ์ ในช่วงแรกของการสะสมตัว เม่ือประมวลจากหลักฐานการพบซากดึกด�ำบรรพ์ ซากดกึ ดำ� บรรพต์ อ้ งการถูกปดิ ทับอยา่ งรวดเร็วเพอื่ ปอ้ งกันการถกู ย่อยสลาย ขณะทีร่ ่องรอยทางเดนิ ตอ้ ง โครงกระดูกไดโนเสาร์กลุ่มน้ีในยุคเดียวกัน จึง อาศัยเวลาให้รอยพิมพ์แห้งโดยการระเหยน้�ำของช้ันตะกอนท่ีถูกย�่ำผ่าน เม่ือแข็งตัวคงรูปแล้วจึงค่อยถูก สนั นษิ ฐานไดว้ า่ เปน็ ไดโนเสารก์ ลมุ่ ออรนโิ ธมโิ มซอร์ ตะกอนใหมม่ าปิดทบั อยา่ งช้าๆ นุม่ นวลเพ่ือไม่ให้รอยประทับถกู แรงน�้ำทำ� ลาย หรอื ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ การประทบั รอยตนี เปน็ รอยพมิ พ์และรปู พมิ พใ์ นชน้ั ตะกอนทปี่ ดิ ทบั (กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2553) มเี งื่อนไขส�ำคัญทจ่ี ำ� เป็นสำ� หรบั การรกั ษารอยประทับของสิ่งมีชีวิตดึกด�ำบรรพ์ในหินตะกอน ดังนี้ ส�ำหรับรอยตีนไดโนเสาร์อีกชนิดท่ีพบ 1. รอ่ งรอยถูกประทบั บนตะกอนที่เปยี กช้ืนพอเหมาะ ไมแ่ ฉะเหลวจนเกินไป และไมถ่ กู ทำ� ลายโดยธรรมชาติ หรือสตั ว์ เพยี ง2 รอยทางเดนิ นน้ั มรี อยกวา้ งกวา่ ของเทอโรพอด 2. สภาวะอากาศแห้งในเวลาต่อมา ทำ� ใหร้ ่องรอยประทบั แข็งตวั คงรูป มีส้นท่ีมน และค่อนข้างสั้น รอยน้ิวสั้นเพราะมีเล็บ 3. ในภายหลงั มีการสะสมของตะกอนอยา่ งชา้ ๆ ปดิ ทบั ร่องรอยท่ีแข็งตัวแลว้ แบบกีบสัตว์ ตรงกับลักษณะของไดโนเสาร์พวก โดยไมท่ �ำลายร่องรอยเดมิ กินพืชขนาดเล็ก หรือ ออร์นิโธพอด ซึ่งได้แก่กลุ่ม 4. มกี ารปดิ ทับดว้ ยชนั้ ตะกอน ต่อเน่อื งอกี มากมาย อิกวั โนดอน หรือไดโนเสาร์ปากเป็ด 5. ตะกอนทง้ั หมดแข็งตัวเป็นหนิ ช้ันดว้ ยแรงกดทบั มหาศาล ตามกาลเวลา หากขาดเง่ือนไขข้อหน่ึงข้อใด การเก็บรักษาร่องรอยประทับดึกด�ำบรรพ์ด้วยกระบวนการทาง นอกจากน้ียังพบรอยทางเดินของสัตว์ ธรณีวทิ ยากจ็ ะไม่สามารถเกิดข้ึนไดส้ �ำเรจ็ หรือหากส�ำเร็จก็จะดไู ม่ออกวา่ เป็นรอยอะไร เล้ือยคลานส่ีขา พวกจระเข้ขนาดเล็ก ซ่ึงมีระยะ การประทับรอยตีนเปน็ รอยพมิ พ์ และรูปพิมพ์ในชัน้ ตะกอนที่ปิดทบั (คดั ลอกจาก กรมทรพั ยากรธรณี, 2553) ระหว่างขาหน้ากว้างกว่า ระยะระหว่างขาหลัง โดย ตีนหน้ามีห้าน้ิว ส่วนตีนหลังมีสี่นิ้ว แต่ไม่พบรอย 10 อาณาจักรไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ ลากหาง ซึ่งเป็นลักษณะของรอยที่เกิดจากการเดิน แบบยกตัวสงู ร่องรอยบันทึกโบราณเหล่าน้ีส่วนใหญ่ถูกพบในลักษณะของรอยพิมพ์ ท่ีปรากฏอยู่บนหน้าชั้น หนิ ตะกอนชนั้ ลา่ งทถี่ กู เจา้ ของรอยยำ�่ ประทบั เอาไว้สว่ นรปู พมิ พท์ เี่ กดิ จากการปดิ ทบั และแขง็ ตวั ของตะกอน ชน้ั บนมกั ถกู เปดิ ออกไปและถกู พดั พาทำ� ลายไปโดยธรรมชาตแิ ละกจิ กรรมการใชท้ รพั ยากรธรณขี องมนษุ ย์ แหล่งรอยตนี ไดโนเสาร์ทา่ อเุ ทน 11

ทางหลวง หมายเลข 212 ไปนครพนม ไปบงึ กาฬ จดุ นดั พบของ เจ้าอาณาจกั ร แหทลางง เเขรายี นรู รา นคา อาคารคลุมรอยทางเดนิ ไดโนเสาร ทางขึ้น ิทศเหนือ อาคารแสดง นทิ รรศการ นศักนูทยอ บงรเทิก่ียารว หองนำ้ ระบบนำ้ ประปา รานคา เมอ่ื เรม่ิ สำ� รวจ พบรอยทางเดนิ ไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ 29 แนว รอยทางเดนิ ไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ 8 แนว และรอยทางเดนิ จระเข้ 5 แนว รอยทางเดนิ ไดโนเสารอ์ กิ วั โนดอน 1 แนว และรอยทางเดนิ จระเข้ 2 แนว บางสว่ นปรากฏอยบู่ นรอยรว้ิ คลน่ื และระแหงโคลน รอยทางเดนิ ไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ อกิ วั โนดอน และจระเข้ ทพี่ บภายหลงั จากการเปดิ ชนั้ หนิ ออกเพมิ่ เตมิ 12 อาณาจกั รไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ แหลง่ รอยตนี ไดโนเสาร์ทา่ อุเทน 13

เพงิ่ เริม่ จะคลอ้ ยบา่ ยในวนั ท่รี ้อนมากของช่วงปลายฝน ตะวันอยกู่ ลาง ในแอง่ น้ำ� ต้ืนที่ผิวหนา้ แห้งเป็นระแหงโคลนแลว้ แต่ส่วนล่าง ฟ้าท่ีมปี ุยเมฆประดับอยเู่ พียงเล็กน้อย แต่กย็ งั พอสะทอ้ นใหเ้ หน็ บ้างในแอง่ นำ�้ ยังคงเปียกอยู่ มกั ถูกเจ้าไดโนเสาร์นกกระจอกเทศยำ�่ ซำ�้ ลงไป ต้นื ๆ ที่เหลอื นอ้ ยเตม็ ที บนทร่ี าบน�ำ้ ท่วมถึงเนอ้ื ทกี่ วา้ งขวางขนาบสองฝั่งแม่น�ำ้ แตร่ อยตีนทปี่ ระทบั อยู่จะไม่คมชัดเท่ากับรอยตนี บนพ้นื ทราย สายใหญท่ ่ไี หลไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนอื เปียก เพราะโคลนที่เปยี กจะยบุ ตวั ลงปดิ รายละเอยี ดรอยตีน รอยตนี ของไดโนเสาร์ชนดิ เดยี วกนั ทต่ี ัวโตพอๆ กัน และก�ำลังเดนิ ยำ่� ผา่ นชน้ั ตะกอนทม่ี ีความชน้ื เทา่ กนั ยอ่ มจะจมลกึ เท่ากัน และหากค�ำนวณความเรว็ ในการเดินได้ ใกล้เคยี งกนั แลว้ ก็พอจะอนุมานได้ว่าเจา้ ของรอยทางเดินใดบ้างทีม่ าดว้ ยกัน และทำ� ให้ ทราบได้ว่าไดโนเสารใ์ นทัง้ สองกล่มุ ใหญ่ต่างกไ็ มไ่ ดเ้ ดนิ ผ่านมาพรอ้ มกนั ทเี ดยี วทง้ั กลุ่ม เจ้าของรอยทางเดนิ หมายเลข 27 และ 30 น่าจะเดินมาด้วยกัน เนือ่ งจากมี ความเรว็ ทิศทาง และขนาดตวั เทา่ ๆ กัน เจ้าของรอยทางเดินหมายเลข 12 กบั 14 (แดง) และ 13 กับ 10 (เหลอื ง) น่าจะเดนิ มาดว้ ยกัน เน่ืองจากมคี วามเร็ว ทิศทาง และขนาดตัวเท่าๆ กนั ไดโนเสาร์อกิ ัวโนดอน เดนิ มาจากริมทางน�้ำที่ชนั้ ตะกอน มคี วามช้ืนมากกวา่ ขน้ึ มาบนเนนิ ทแ่ี ห้งกว่า รอยตีนกา้ วแรกๆ จึงกดประทับไดล้ ึกกวา่ รอยท้ายๆ ขนาดของรอยตีนไดโนเสารน์ กกระจอกเทศในทัง้ สองกลมุ่ แบ่งออกได้ ชั้นตะกอนโคลนบางๆ สะสมตวั ในแอง่ น�้ำน่งิ ต้ืนๆ สองขนาด คาดวา่ เปน็ ผลมาจากไดโนเสารท์ ม่ี วี ยั ตา่ งกนั หรอื อาจเปน็ ไปไดว้ า่ เกดิ จาก เมอ่ื ผิวหนา้ ชนั้ โคลนถกู แดดเผา จึงแห้งลงเรว็ กว่าเน้ือโคลนท่ีอยดู่ า้ นลา่ ง กลุ่มเพศผู้ และเพศเมยี แต่ไมม่ ีหลกั ฐานยนื ยนั ไดช้ ดั เจน เป็นเพยี งการสันนษิ ฐาน ทำ� ใหผ้ ิวหนา้ หดตวั เขา้ ในแนวราบ และแตกเป็นระแหงโคลน รูปหลายเหล่ียม

น้ำ� ท่ีเคยอาบทว่ มอยู่เต็มทงุ่ วันนี้เหลือให้เหน็ เพยี งร่องน�ำ้ ต้นื เลก็ ๆ ไมก่ ีร่ อ่ งที่ยงั คงไหลรินเออ่ื ยๆ บริเวณท่ีแหง้ แล้วตอนนีเ้ หน็ เปน็ รอยรว้ิ คลืน่ ที่ ยงั คงชน้ื อยบู่ ้าง แอง่ เล็กตนื้ ๆ หลายแอง่ ทเ่ี คยมโี คลนนอนกน้ อย่กู ็แหง้ แตก เปน็ รอยระแหงหมดแล้ว รอยริ้วคลืน่ ขนาดเลก็ เกิดบนหน้าชนั้ ตะกอน รอยทางเดินของพวกไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ แยกเปน็ สองกลุ่ม บรเิ วณท้องน�ำ้ ตืน้ ๆ ทเ่ี คยมีน�ำ้ ไหลผ่านรินๆ กล่มุ แรกเปน็ กลุม่ ใหญเ่ ดนิ ออกไปด้านลา่ งซา้ ย ทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนอื ด้านทชี่ ันกว่าแสดงดา้ นปลายน�ำ้ ซึง่ เป็นทศิ ท่ี กลุ่มนีเ้ ป็น กล่มุ ทส่ี องเดนิ ข้นึ ไปด้านบน ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนอื ไดโนเสารก์ ลมุ่ แรกมุง่ หน้าไป (ผงั รอยทางเดินไดโนเสาร์ คดั ลอก และดัดแปลง จาก Kozu, S., et al., 2017) รอยตนี ท่ีประทบั อยกู่ อ่ น บางรอยก็ถกู ย�ำ่ ทับซอ้ น หลักฐานการซ้อนทับของรอยตีนที่ปรากฏบนรอยริ้วคล่ืน และ ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศฝูงใหญก่ �ำลงั ทยอยเหยาะย่าง ระแหงโคลน เกดิ ข้ึนเมื่อเหลา่ ไดโนเสารน์ กกระจอกเทศเดินผา่ นบริเวณแหลง่ หากินบนท่รี าบน�้ำทว่ มถึง ซงึ่ เวลาน้เี รม่ิ แห้งจนเหน็ รอยร้ิวคลื่น นำ้� ทแ่ี หง้ หมดแลว้ แตย่ งั คงมคี วามชน้ื เหลอื อยใู่ นชนั้ ตะกอนมากเพยี งพอทจ่ี ะ และระแหงโคลนกระจายอยู่ทั่วไป ซีลโู รซอรก์ ลุม่ น้ี ทำ� ให้เกิดรอยยุบตามรอยทางเดินมากมายได้ ม่งุ หน้าไปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนอื ขนานไปกับทางนำ�้ สายใหญ1่

ของฝากจากรอยประทับ อตั ราสว่ นของระยะ Stride (SL) ซึง่ เป็นระยะระหว่าง 2 กา้ วติดกันของขาข้างเดียวกนั กับความ สงู ของสะโพก (H) จะบอกถงึ ทา่ ทางการเคลอื่ นทข่ี องไดโนเสารจ์ ากรอยทางเดนิ วา่ เปน็ การเดนิ เหยาะหรอื วงิ่ หากค่า SL/H อยู่ระหว่าง 2.0 ถึง 2.9 แสดงว่าไดโนเสาร์กำ� ลงั เหยาะ ไดโนเสารห์ นง่ึ ตวั สามารถใหซ้ ากดกึ ดำ� บรรพไ์ ดไ้ มเ่ กนิ หนงึ่ ซากอาจจะอยรู่ วมกนั ครบถว้ น หรอื ถ้านอ้ ยกวา่ 2.0 แสดงถึงการเดิน และถา้ มากกว่า 2.9 แสดงถึงการว่งิ สว่ นความเรว็ ในการเดนิ หรอื วง่ิ สามารถคำ� นวณไดจ้ ากสมการ กระจดั กระจายไปตามทางนำ�้ หรอื ตามแตท่ ผี่ ลู้ า่ ในยคุ นน้ั จะนำ� ซากไป ซากดกึ ดำ� บรรพส์ ามารถบง่ บอกสรรี ะ ที่ค่อนข้างซับซ้อนของ Alexander’s formula (1989) หรอื วทิ ยาของไดโนเสาร์สายพันธนุ์ ัน้ ได้ และชว่ ยให้ข้อมูลเก่ยี วกบั สายทางวิวฒั นาการไดเ้ ป็นอย่างดี PACE Thulborn’s formula (1990) ซึ่งอาศัยค่า ความโน้มถว่ งโลก สงิ่ หนงึ่ ทซี่ ากดกึ ดำ� บรรพโ์ ครงกระดกู ไมส่ ามารถบอกใหเ้ ราทราบไดค้ อื พฤตกิ รรม ความเปน็ อยู่ อากัปกริยา รวมถึงความเร็วในการเคลื่อนท่ี ซ่ึงข้อมูลของฝากเหล่านี้ถูกแฝงอยู่ในซากดึกด�ำบรรพ์ ความสูงของสะโพก และระยะ Stride เป็นขอ้ มลู ในการค�ำนวณ ลกั ษณะของรอยทางบง่ บอกบคุ ลกิ ของเจา้ ของรอ่ งรอยรอยทาง รอยตนี และรอยทางเดนิ ของไดโนเสาร์ ทั้งๆ ทไี่ ม่ไดเ้ ป็นส่วนหนง่ึ สว่ นใดของไดโนเสาร์เลย PACE pace angle บอกไดด้ ว้ ยวา่ มนั กำ� ลงั เดนิ สองขาหรอื เดนิ สข่ี าและบอกไดด้ ว้ ยวา่ มนั นอกจากน้ีแล้วการศึกษาร่องรอยไดโนเสาร์ยังช่วยเสริมความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศโบราณ STRIDE การกระจายตวั ทางภูมิศาสตร์ และประชากรศาสตรด์ กึ ดำ� บรรพอ์ กี ดว้ ย ยกหางหรือเปล่า หรือว่ามันเดินหนีบๆ หรือเดินกางขา รอ่ งรอยบง่ บอกพฤตกิ รรมสงั คมของไดโนเสาร์และสง่ิ แวดลอ้ ม ความพิเศษของข้อมูลแฝงที่อยู่ใน ที่พวกมันอาศัยอยู่ ในแหล่งรอยตนี ไดโนเสารท์ า่ อเุ ทนมรี อ่ งรอย รอยตีน และรอยทางเดนิ น้นั มมี ากมายเกินคาด การพจิ ารณารอยตนี เดย่ี วๆทำ� ใหไ้ ดท้ ราบขนาด ทางเดินขนานกันมากมายไปในทางทิศทางเดียวกัน ชี้ให้เห็นถึง การร่วมทางเดิน การอยู่รวมฝูง บางร่องรอยบ่งบอกต�ำแหน่ง รูปรา่ ง และจำ� นวนนิ้ว ความยาวรอยตีน ของชายฝง่ั น�ำ้ ทีม่ ีตะกอนเปยี กไม่เทา่ กนั ได้ด้วย รอ่ งรอยทช่ี ดั ๆ บอกไดถ้ งึ กายวภิ าค ของส่วนที่นุ่มของตีน รวมถึงรูปแบบของฝ่าตีน ความกวา ง ระยะห่างระหว่างรอยทางเดินของขาทั้งสองข้าง สัมพันธ์ กับท่าทางการเดิน และความเร็ว การเดินบนปลายตีนโดยมีรอย กลา้ มเนอ้ื ตนี และความยืดหยุน่ ของนิ้ว ทางเดินแคบๆ เป็นลักษณะท่ัวไปของทางเดินของไดโนเสาร์เดินสองขา นอกจากนี้รอยตีนของสัตว์ท่ีมีมุม ระหวา่ งนวิ้ นอกสุด-ในสุดเลก็ ๆ ซึ่งเปน็ ลกั ษณะ เปน็ สัญลกั ษณ์ของสตั ว์ท่ีว่งิ และเคล่อื นไหวอย่างมีประสทิ ธิภาพ บางรอยแคบจนเกือบเปน็ เส้นตรง กรณอี ยเู่ ปน็ กลมุ่ สามารถบอกความสมั พนั ธใ์ นกลมุ่ ไดว้ า่ มขี นาดเดยี วกนั ทง้ั หมด หรอื มผี ใู้ หญ่ ทวั่ ไปของเทอโรพอดขนาดเลก็ ยงั เปน็ ตวั บง่ ชวี้ า่ กบั เด็ก หรืออาจเป็นกลุ่มตวั ผู้ ตวั เมีย ซ่งื ตอ้ งอาศัยข้อมลู เสรมิ จากโครงกระดูก มนั เปน็ สตั ว์ทค่ี ล่องแคล่ว ขนาดของรอยตีนสามารถน�ำไปใช้ คำ� นวณหาความสงู ถงึ สะโพก (H)ของไดโนเสาร์ ตัวอย่างรอยตนี ขา้ งขวาของไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ เทอโรพอดได้ ตามสมการของ Thulborn แหง่ ท่าอุเทน ท่คี อ่ นข้างสมบรู ณ์ เน่ืองจากเปน็ การเหยาะกา้ ว (1990) โดยแยกค�ำนวณตามความยาวตีนท่ี เต็มตนี ไปบนชน้ั ตะกอนทไี่ ม่นุม่ เกนิ ไป จึงเก็บรายละเอียดได้ดี 25 เซนตเิ มตร รอยตนี ส้นั กว่า 25 เซนตเิ มตร จะมีสะโพกสงู = 4.5 x ความยาวรอยตีน รอยตนี ยาวกว่า 25 เซนตเิ มตร จะมสี ะโพกสูง = 4.8 x ความยาวรอยตีน ความสมบรู ณข์ องรอยตนี บอกลกั ษณะของการกา้ วดว้ ยวา่ เปน็ การ กา้ วเตม็ ตนี หรอื เดนิ ปลาย (คัดลอก และดดั แปลง จาก Thulborn (1990) อ้างอิงใน Kuban, G. J. 2017) ตนี ซึ่งจะสัมพนั ธก์ ับระยะห่างของรอยตนี ท่ีแปรผนั กับท่าทางการเคล่อื นท่ี เช่น เดนิ เหยาะ หรอื วิง่ รวมถึง ตัวอยา่ งรอยตนี ข้างขวาของไดโนเสาร์กนิ เนอื้ ขนาดเล็กตัวเดียวกันท่ีประทบั บนชัน้ ตะกอนทีแ่ ขง็ และน่มุ ตา่ งกนั ความเร็วของการเคลื่อนท่ดี ้วย จะเกบ็ รกั ษารายละเอยี ดไดด้ ีไม่เทา่ กัน พ้ืนตะกอนทางซา้ ยแข็งกว่าทางขวา ในรูปขวาสดุ ตะกอนโคลนในรอยตีน 14 อาณาจักรไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ 15 จะยบุ ตวั ลงเมื่อไดโนเสารย์ กตนี ข้ึน ทำ� ให้เสียรูป และรายละเอยี ดต่างๆ ของรอยตีนที่ประทบั ไว้ แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ทา่ อเุ ทน

ความจริงจากบนั ทึกธรณี กลุ่มแรก เป็นกลมุ่ ใหญ่ กำ� ลังย่างเหยาะๆ (SL/H = 2.10) ไปทางตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ข น า น กั บ ท า ง น�้ ำ ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 8 กม./ชม. ส่วนใหญ่เดินขนานหรือ เกือบ ความจริง...จากรอยประทบั ขนานกนั แตส่ มาชกิ ภายในกลมุ่ ทง้ั หมดไมไ่ ดเ้ ดนิ ทางไปพรอ้ มกนั ทเี ดยี วทง้ั กลมุ่ แตม่ ลี กั ษณะ ทยอยเดินกันไปท่ี ละ 2-3 ตวั เนอื่ งจากพบรอ่ งรอยทางเดนิ และรอยตนี ทม่ี ขี นาด และความ จากข้อมลู ผลการศกึ ษาวิจยั ของกรมทรพั ยากรธรณี และสถาบันด้านบรรพชวี ินวิทยาทั้งในและ ลกึ เทา่ ๆ กนั เดนิ ทาง ด้วยความเร็วเทา่ กนั ดว้ ยท่าทางการเหยาะย่างเหมือนกนั เปน็ คู่ ๆ ตา่ งประเทศไดไ้ ขปรศิ นาซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี และรอยทางเดนิ อายกุ วา่ รอ้ ยลา้ นปี ทสี่ อดคลอ้ งกนั เปน็ พวกไดโนเสาร์ นกกระจอกเทศมีขนาดต่างกัน เทอโรพอดขนาดเล็กกลุ่มนี้มีความสูง อย่างดี สรุปได้ดังนี้ ถึงสะโพกเฉล่ียประมาณ 61 ซม.ซง่ึ สงู กวา่ ความสงู ของกลมุ่ ทสี่ องเลก็ นอ้ ยนอกจากนย้ี งั พบวา่ ในพน้ื ทแ่ี หลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี ไดโนเสารท์ า่ อเุ ทนปรากฏรอยตนี กวา่ หกรอ้ ยรอยเรยี งรอ้ ย ภายในกลมุ่ นี้สามารถแยกได้ เป็น 2 กลมุ่ ย่อย ตามขนาด แต่ไมส่ ามารถระบุแน่ชัดวา่ แตกตา่ งกนั เป็นรอยทางเดนิ ของสัตว์สามชนดิ ประกอบดว้ ย ด้วยสาเหตุใด อาจเป็นเพราะ วยั ตา่ งกนั หรือต่างกนั ด้วยเพศผ้-ู เมยี ก็เป็นได้ 1. ไดโนเสารก์ นิ เนอ้ื ขนาดเลก็ กลมุ่ ซลี โู รซอร์ พวกออรน์ โิ ธมโิ มซอร์ หรอื ไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ ส�ำหรับกลุ่มท่ี 2 มี ความสูงถึงสะโพกเฉลี่ยประมาณ 58 ซม. เหยาะ (SL/H = 2.35) 2. ไดโ นเสารก์ ินพชื ขนาดเลก็ กลุ่มออร์นโิ ธพอด พวกอิกัวโนดอน หรอื ไดโนเสาร์ปากเป็ด ด้วยความเร็วเฉล่ียประมาณ 8.6 กม./ชม. ซงึ่ เรว็ กวา่ กลมุ่ แรกเลก็ นอ้ ยไปทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 3. จระเขโ้ บราณขนาดเล็ก สว่ นใหญเ่ ดนิ ขนานหรอื เกอื บขนาน กนั แตส่ มาชกิ ภายในกลมุ่ มนี อ้ ยกวา่ กลมุ่ แรกมาก และพบรอย ทางเดนิ เดยี่ วๆ ในกลุม่ ดว้ ย ในบรรดารอยตีนที่พบเกือบท้ังหมดเป็นรอยตีนของไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ รวม 584 รอย รอยตนี ไดโนเสารอ์ กี พวก ขนาดเล็ก หรือ ออร์นิโธพอด พวก พบเพยี ง 2 รอยทางเดนิ มลี กั ษณะตรงกบั ไดโนเสารก์ นิ พชื เป็นรอยตีนของไดโนเสาร์ปากเป็ด 6 รอยใน 2 รอยทางเดิน ที่เหลือเป็นรอยทางเดินของจระเข้ขนาดเล็ก อิกัวโนดอน หรือไดโนเสาร์ปากเป็ด ที่มีฟันเป็นสันนูน อกี 8 รอยทางเดนิ เรียงเป็นแถวเดียวใช้เคี้ยวกินพืชเป็น อาหาร และมหี วั แมม่ อื เปน็ เดือยแหลม ใช้ป้องกนั ตัว รอยทางเดนิ ไดโนเสารส์ ว่ นใหญท่ พี่ บทแ่ี หลง่ ทา่ อเุ ทน มลี กั ษณะตรงกบั รอยตนี ของเทอโรพอด ข้อมูลจากรอยทางเดินที่มุ่ง หน้าไปทางทิศใต้รวม 6 รอยตีนบ่งช้ีว่าอิกัวโนดอนตัว ไดโนเสาร์กินเน้ือขนาดเล็ก กลุ่ม ซีลูโรซอร์ พวกออร์นิโธมิโมซอร์ หรือ ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ นมี้ คี วามสงู ถงึ สะโพก ประมาณ 86.4 ซม. เดินด้วยความเร็ว 8 กม./ชม. ส่วนอีกรอยทางมุ่งหน้า เปน็ ไดโนเสาร์พวกเดนิ 2 ขา ทก่ี ระฉบบั กระเฉง เคลอื่ นทไ่ี ดร้ วดเรว็ เปน็ สตั วส์ งั คม มกั อยกู่ นั เปน็ กลมุ่ ขอ้ มลู ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตม้ ี 3 รอยตีนท่ไี ม่ค่อย ชดั เจน ทไี่ ดจ้ ากการวจิ ยั ลกั ษณะรอยทางเดนิ ทงั้ หมดทำ� ใหท้ ราบวา่ ในแหลง่ รอยตนี ไดโนเสารท์ า่ อเุ ทนมไี ดโนเสาร์ นอกจากน้ยี งั พบรอยทางเดินของ สตั วเ์ ลอื้ ยคลานสข่ี า พวกจระเขข้ นาดเลก็ รวม 8 รอย นกกระจอกเทศอยอู่ ยา่ งนอ้ ย 2 กลมุ่ ทางเดิน ท่ีเจ้าของรอยท่ีมีขนาดใกล้เคียงกัน แยกไดเ้ ปน็ 2กลมุ่ กลมุ่ แรกพบบรเิ วณชว่ งตน้ ของพน้ื ท่ี จดั แสดงใกลก้ บั ทางขน้ึ มแี นวรอยทางเดนิ คอ่ น ข้างใกลเ้ คียงกบั รอยทางเดินของไดโนเสาร์ สว่ นอกี กลมุ่ พบบรเิ วณชว่ งปลายของพนื้ ทจี่ ดั แสดงมแี นว รอยทางเดนิ ทต่ี ดั ขวางกบั รอยทางเดนิ ของไดโนเสาร์ 16 อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ แหลง่ รอยตนี ไดโนเสาร์ทา่ อเุ ทน 17

ความจรงิ จากบันทกึ ธรณี ความจรงิ ...จากรอยยบั ยน่ รอยริว้ คล่ืน กบั ระแหงโคลน ล้วนเกิดอยใู่ นบรเิ วณทเ่ี คยมนี ำ�้ ท่วมถึงมากอ่ นทง้ั สิน้ หากเราลอง รอยตนี ของไดโนเสารน์ กกระจอกเทศทยี่ ำ่� ไปบนพน้ื ตะกอนทรายเปยี ก กดลงในชนั้ ทรายไดไ้ มล่ กึ เทา่ กบั รอย นึกถงึ บริเวณทมี่ โี อกาสจะไดพ้ บเหน็ รอยเหลา่ นี้ในธรรมชาติ แล้วลองคดิ ต่อไปถึงกระบวนการเกิดรอยรว้ิ ท่ีประทับลงบนพื้นระแหงโคลน แต่ให้รูปพิมพ์รอยตีนท่ีคมชัดกว่า เนื่องจากช้ันโคลนท่ีส่วนล่างยังไม่แห้งจึงนิ่มเกินกว่า และระแหงพวกนี้ เราก็คงจินตนาการถึงสภาพแวดล้อมเมื่อร้อยล้านปีก่อนท่ีท่าอุเทนได้ ว่ามีลักษณะเป็น ทจ่ี ะรักษารายละเอยี ดของรอยประทบั ไว้ได้ อยา่ งไร ตามหลกั ปรัชญา ปจั จบุ นั คือกุญแจไขสูอ่ ดตี ของวชิ าธรณีวทิ ยา หลักฐานการซ้อนทับของรอยตีนท่ีปรากฏบนรอยร้ิวคล่ืน และระแหงโคลน บนหินทรายท้ังสองก้อน ท�ำให้ ไม่เพียงเฉพาะต�ำแหน่งทางภูมิศาสตร์เท่าน้ัน แต่รวมถึงสภาพภูมิอากาศ และฤดูกาล ท่ีเรา บอกไดว้ า่ ไดโนเสารน์ กกระจอกเทศเดนิ ผา่ นบรเิ วณนห้ี ลงั จากทแี่ หลง่ นำ�้ ในพนื้ ทแ่ี หง้ หมดแลว้ แตย่ งั มคี วามชน้ื ในตะกอน สามารถคาดคะเนได้จากข้อมูลแฝงทถี่ กู บนั ทึกไวอ้ ย่างลบั ๆ ในหลักฐานทางธรณีวิทยาทเี่ ราพบ เพยี งพอท่จี ะทำ� ใหเ้ กิดรอยยบุ ตามรอยตนี ได้ รอยรวิ้ คลน่ื ทปี่ รากฏอยบู่ รเิ วณทางนำ�้ ในธรรมชาติ เกดิ จากการทต่ี ะกอนบนทอ้ งนำ�้ ถกู พดั พาไป ระแหงโคลนบง่ บอกสภาวะแวดลอ้ มภมู ศิ าสตรจ์ ากขนาดของตะกอนโคลนชนั้ โคลนไมส่ ามารถ กับกระแสน้ำ� ท่มี พี ลังงานไม่มากพอที่จะพัดให้เม็ดตะกอนลอยไปกบั กระแสนำ้� ไดไ้ กลๆ ตกตะกอนบรเิ วณทนี่ ำ้� ไหลแรงได้ ความหนาของชนั้ โคลน สมั พนั ธก์ บั ความลกึ ของแอง่ นำ้� นำ้� ตนื้ ไมส่ ามารถ กระแสน�้ำเพียงแต่พาตะกอนให้เคล่ือนท่ีไปบนท้องน้�ำ เมื่อท้องน�้ำถูกตะกอนทับถมสูงเป็น ให้ช้นั โคลนทีห่ นาได้ แอ่งนำ้� ตืน้ สามารถพบไดบ้ รเิ วณที่ราบนำ้� ทว่ มถงึ บนสองฝง่ั แม่น�ำ้ เนินลาดขน้ึ ไปเร่อื ยๆ ทางปลายน้ำ� บรเิ วณปลายสูงสดุ ของทางลาดบนร้ิวคล่ืนจะมคี วามชนั มากจนเกนิ จุด ระแหงโคลนบง่ บอก สภาวะภมู อิ ากาศท่ีแหง้ แลง้ จากการแตกระแหง และรอยตนี ท่ีย่�ำซ้�ำลงบน เสถยี ร ตะกอนจะไหลลงไปสะสมตวั กนั บรเิ วณหนา้ รว้ิ คลนื่ ทำ� ใหร้ อยรว้ิ คลนื่ เคลอ่ื นไปทางปลายนำ้� อยา่ ง ระแหงโคลนบง่ บอกใหร้ วู้ า่ เจา้ ของรอยตีนผา่ นมาในชว่ งทค่ี อ่ นขา้ งแล้ง ไมไ่ ดม้ าในชว่ งเวลาน้�ำหลาก ตอ่ เนอ่ื ง ดา้ นทช่ี นั กวา่ จงึ หนั ไปทางปลายนำ�้ เสมอ รปู รา่ งของแนวสนั รว้ิ คลน่ื จะเปลยี่ นแปลงไปตามพลงั งาน ขอ้ มลู ทง้ั หมดทก่ี ลา่ วมา ไมไ่ ดเ้ กดิ จากจนิ ตนาการ หากแตเ่ ปน็ ผลมาจากการสงั เกต กระบวนการ หรอื ความแรงของกระแสนำ�้ ทางธรณีวิทยาในปัจจุบัน ซึ่งด�ำเนินไปในแบบที่เคยเกิดข้ึนมาแล้วในคร้ังบรรพกาล ร่วมกับผลจากการ ทดลองทำ� เลียนแบบธรรมชาติในห้องปฏบิ ตั กิ าร รอยริ้วคลื่นในน�้ำจะเกิดบนหน้าช้ันตะกอนที่มีขนาดเล็กกว่าทรายหยาบ หากกระแสน้�ำมีความเร็วต่�ำแนวสัน ผลการทดลองท�ำระแหงโคลนในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ พบวา่ เมอ่ื แรกเกดิ รอยระแหง มกั มจี ดุ ตดั เปน็ มมุ ฉาก แบบ ของรอยรว้ิ คลน่ื จะเปน็ เสน้ ตรงขวางทางนำ�้ ไหล และถา้ หากความเรว็ กระแสนำ�้ สงู ขนึ้ ตามลำ� ดบั แนวสนั คลน่ื จะเรม่ิ บดิ โคง้ สา่ ยไปมาเปน็ รปู ตวั อกั ษร S และจะโคง้ มากขนึ้ จนกระทงั่ แนวสนั คลน่ื ขาดเปน็ รปู ลน้ิ ชไี้ ปทางปลายนำ้� ตวั อกั ษร T แตห่ ากระแหงโคลนเปยี กซำ�้ และแหง้ ซำ้� สลบั กนั หลายรอบแลว้ ทกุ ครง้ั ทแี่ หง้ ซำ้� รอยระแหงจะเกดิ ทบั รอยเดมิ แตม่ ุมของจุดตัดจะค่อยๆ พัฒนาจาก 90 หรือ 180 องศา ไปเป็น 120 องศา แบบตวั อกั ษร Y (Goehring, 2010) ทศิ ทางนำ้ ไกหรละ แ ส น ำ มนุ วนในทอ ง โคลนหดตวั ทกุ ทิศทางจากการระเหยของน้ำ ก ร ะ แ ส น ำ คลน่ื ตวั ต กร ะแสห ตะกอนถกู พัดออกไปตามแรงกนาำ้ รสะกะอสนตมกตสะวั สขมองตะกอนหนา สันคล่นื ทำใหรอยร้ิวคล่ืนทงั้ หมดคอ ยๆ เลอื่ นไปตามทิศทางนำ้ ไหล 18 อาณาจกั รไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ การเกดิ รอยแตกรปู หลายเหลีย่ มจากการหดตวั 19 แหลง่ รอยตีนไดโนเสารท์ า่ อเุ ทน

ความจรงิ จากบนั ทึกธรณี หนว่ ยหนิ C ชนั้ ตะกอนคอ่ นขา้ งบาง พบชนั้ บางเฉยี งระดบั และมกี ารวางชน้ั แบบเรยี งขนาดชดั เจน ซึ่งเกิดขน้ึ ได้ในบรเิ วณท่ีกระแสน้ำ� ป่นั ป่วน และค่อยๆ ลดก�ำลงั ลง โดยพบตะกอนทรายอย่ดู า้ นล่าง สว่ น ความจรงิ ...บนช้ันตะกอน ดา้ นบนเป็นตะกอนขนาดเลก็ ลงตามลำ� ดบั จนกระทง่ั ดา้ นบนสดุ เป็นเน้อื โคลนชั้นบางสีน้าตาลเข้ม สำ� หรบั หนว่ ยหนิ A ชน้ั ลา่ งสดุ ทร่ี องรบั ชน้ั ทพ่ี บรอยตนี ไดโนเสาร์ เปน็ หนิ ทรายทม่ี เี นอ้ื เมด็ ทราย รอยตนี ไดโนเสารท์ า่ อเุ ทนปรากฏอยบู่ นหนา้ ชน้ั หนิ ตะกอนของหมวดหนิ โคกกรวดซง่ึ ประกอบดว้ ย เป็นแร่ควอตซเ์ กือบทั้งหมด (85-90 %) ท�ำให้มสี ขี าวกวา่ หน่วยหนิ อนื่ ๆ ที่ปิดทับอยดู่ ้านบน ชน้ั หินดา้ นล่าง หนิ ทรายสนี ำ�้ ตาล และนำ�้ ตาลแกมแดง เมด็ ละเอยี ดถงึ ปานกลาง หนิ ทรายแปง้ และหนิ โคลนสนี ำ้� ตาลแกม แสดงการวางชน้ั เฉยี งระดบั สว่ นชนั้ บนแสดงการวางชน้ั บางและแสดงชน้ั บางเฉยี งระดบั และดา้ นบนสดุ ปดิ แดง หมวดหนิ โคกกรวดมคี วามหนารวมกวา่ ครงึ่ กโิ ลเมตรสว่ นทโ่ี ผลใ่ หเ้ หน็ บรเิ วณแหลง่ รอยตนี ไดโนเสาร์ ทับด้วยชน้ั หนิ โคลนบางๆ ที่ปรากฏรอยทางเดินของสตั ว์ 3 ชนิด รอยร้วิ คลน่ื และระแหงโคลนมากมาย ทา่ อเุ ทน มคี วามหนารวมไมถ่ งึ สบิ เมตร แตก่ ลบั เปน็ สว่ นทม่ี คี า่ ยง่ิ สำ� หรบั วงการธรณวี ทิ ยา ภาพล�ำดับชั้นหินในหน้าถัดไป แสดงสัญลักษณะของชั้นหินตะกอนที่พบรอยตีนไดโนเสาร์ หน่วยหนิ D มากมายประทับอยู่ ซงึ่ กรมทรพั ยากรธรณีไดท้ ำ� การศกึ ษาและแบง่ ออกเปน็ 4 หน่วยยอ่ ย ตามคณุ ลักษณะ หน่วยหนิ C ของหินตะกอน ดงั นี้ ดา้ นบนสดุ เปน็ ชนั้ ดนิ คลมุ สว่ นชนั้ หนิ ตะกอนทงั้ 4 หนว่ ย มลี กั ษณะไมต่ า่ งกนั มากนกั เพราะเกดิ หน่วยหนิ B จากการสะสมตัวในสงิ่ แวดลอ้ ม และตำ� แหน่งทางภูมิศาสตร์เดียวกนั ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกนั คอื เปน็ หนิ ทรายทเ่ี กดิ จากการสะสมตวั ของตะกอนจากแมน่ ำ้� แบบโคง้ ตวดั ในสภาพภมู อิ ากาศในสมยั โบราณ หน่วยหนิ A ทค่ี อ่ นขา้ งกง่ึ แหง้ แล้ง และในชว่ งปลายเป็นแบบแหง้ แลง้ (Mesook, 2000 อ้างองิ ใน วารณุ ี ยะถากรรม และ กติ ติ ขาววเิ ศษ, 2560) หินทราย 4 หน่วยยอ่ ย ของหมวดหินโคกกรวด วางตวั เอยี งเทลงประมาณ 10 องศา ทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ หนว่ ยหนิ D และ หนว่ ยหนิ B มลี กั ษณะเนอื้ หนิ คลา้ ยกนั เพราะมตี น้ กำ� เนดิ ของตะกอนจากแหลง่ บันทึกซ้อนบนั ทึก เดียวกนั และเกดิ ในสภาวแวดลอ้ มใกลเ้ คียงกัน แตม่ สี ว่ นแตกต่างกนั คอื บนั ทกึ รอยหยดนำ�้ ฝน บนรอยตีน ในหนว่ ยหนิ D พบการวางชัน้ เฉียงระดับ ซ่ึงจะพบไดใ้ นบรเิ วณทมี่ ีการเปล่ียนแปลงทศิ ทางของ ไดโนเสาร์ ออรน์ โิ ธมโิ มซอร์ ทเ่ี หยียบ กระแสน�ำ้ ท�ำให้ตะกอนตกจมลงในแนวราบไม่ไดต้ อ้ งเอยี งไปตามทศิ ทางของกระแสน้�ำ ท�ำให้เหน็ เปน็ ชน้ั ลงไปบน ระแหงโคลน ท่ีก�ำลังแห้ง เฉียงๆ และมักมหี ลายทศิ ทาง และมีมุมเอียงไม่เทา่ กนั ปรากฏอยู่บนชั้นหินโคลนที่ปิดทับอยู่ บนหินทรายในหน่วยหิน B บอกให้ ส่วนในหนว่ ยหนิ B มีการวางช้นั แบบเรยี งขนาด ซง่ึ เกิดขึ้นไดใ้ นบรเิ วณที่กระแสน้ำ� ปั่นป่วน และ เรารู้ว่า เม่ือร้อยกว่าล้านปีท่ีท่าอุเทน มีฝนตกในช่วงแล้ง แต่เป็นฝนหลง คอ่ ยๆ ลดก�ำลังลง ตะกอนขนาดใหญจ่ งึ ตกทบั ถมกอ่ น และสว่ นล่างสุดของหน่วยหิน B ปรากฏรอ่ งรอย ฤดูท่ีไม่ได้ตกมากจนถึงกับมีน�้ำไหล ซากดกึ ดำ� บรรพม์ ากมาย มที งั้ รอยตนี ไดโนเสาร์ รอยชอนไชในชนั้ ตะกอนทรายของสง่ิ มชี วี ติ ตลอดจนพบ มาลบรอยบันทึก 2 ช้ืนแรกที่เกิดอยู่ รอยริว้ คล่ืน และระแหงโคลนมากมาย ก่อนหน้าไม่นานนัก นอกจากน้ีในหน่วยหิน B ยังพบหลักฐานรอยบันทึกพิเศษ ท่ีบ่งบอกถึงสภาวะแปรปวนของ ภาพจาก วารุณี ยะถากรรม และกติ ติ ขาววเิ ศษ, สำ� นักธรณีวทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2560 ภูมิอากาศบรรพกาลได้อย่างชัดเจน รอยหยดน�้ำฝน แต่เป็นฝนที่ตกลงมาในช่วงที่แห้งแล้งมาก ปรากฏ อยูบ่ นรอยตีนไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ ทเ่ี หยยี บซ้ำ� ลงไปบนระแหงโคลน เป็นบันทึกพเิ ศษซ้อนสามช้ัน แหล่งรอยตนี ไดโนเสารท์ ่าอเุ ทน 21 20 อาณาจักรไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ

บันทกึ ของโลก ธรรมชาติได้รังสรรค์ สิ่งต่างๆ จากบรมยุคดึกด�ำบรรพ์ต่อเนื่องถึง ปัจจบุ ันอย่างไมเ่ คยหยดุ เพียงแตบ่ างขณะกระบวนการหน่งึ อาจชะงักไปแตก่ ลับ มอี ีกกระบวนการหน่ึงด�ำเนนิ การแทนที่ สลับกันไปทัง้ รงั สรรคแ์ ละทำ� ลาย ทุกขณะท่ีกระบวนการทางธรณีวิทยาด�ำเนินไป ธรรมชาติได้บันทึกหลัก ฐานการท�ำงานเหล่าน้ันลงในผืนธรณีผ่านช่วงยุค-สมัยแห่งธรณีกาล หลายช่วง จังหวะอาจมีการบันทึกซ้อนทับลงไปบนบันทึกเดิมที่เคยจารึกเอาไว้ก่อนหน้า ท�ำให้หลักฐานบางส่วนท่ีเก่ากว่าถูกท�ำลายไป เช่นเดียวกับการบันทึกทับซ้อน ของข้อมูลดิจิตอล “ปัจจุบันเป็นกุญแจไขสู่อดีต” คือหลักการส�ำคัญของวิชาธรณีวิทยา กระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดข้ึนในปัจจุบันล้วนเกิดข้ึนแล้วในอดีต วิชา ธรณวี ทิ ยาชว่ ยบอกใหเ้ ราทราบวา่ กำ� เนดิ ของโลกเปน็ มาอยา่ งไร และโลกจะดำ� เนนิ ต่อไปในทิศทางใด โดยอาศัยการไขปริศนาในบันทึกที่ธรรมชาติได้จารึกเอาไว้ อยา่ งต่อเนอ่ื ง หลักฐานทางธรณีวิทยาทั้งหมดเป็นสมบัติของโลก ที่ชนทุกชาติอยากมี ไว้เป็นของตนเอง ทุกชนชาติอยากเปน็ เจา้ ของ อย่างที่ชาวท่าอุเทน และชาวไทยภูมิใจที่มีไว้ในครอบครอง แต่โอกาสอย่างน้ี มีน้อยเหลือเกิน. ... คัดลอก และดดั แปลง จากวารุณี ยะถากรรม และกิตติ ขาววเิ ศษ, สำ� นักธรณวี ิทยา กรมทรัพยากรธรณ,ี 2560 แหลง่ รอยตีนไดโนเสารท์ ่าอุเทน 23 22 อาณาจักรไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ

เลม่ ๑๒๘ ตอนพเิ ศษ ๖๗ ง หนา้ ๙ ๑๗ มิถนุ ายน ๒๕๕๔ ราชกจิ จานุเบกษา ประกาศกรมทรพั ยากรธรณี เรื่อง ใหแ้ หลง่ ซากดึกดาํ บรรพ์เปน็ แหลง่ ซากดึกดาํ บรรพ์ทข่ี นึ้ ทะเบยี น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซาก ดึกดําบรรพ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อ ๒ (๓) แห่งประกาศคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ เร่ือง หลักเกณฑ์การประกาศเป็นแหล่งซากดึกดําบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนและเป็นซากดึกดําบรรพ์ท่ี ขี้นทะเบียน พ.ศ. ๒๕๕๒ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ คุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ กําหนดให้แหล่งซากดึกดําบรรพ์ รหัสประจําแหล่งซากดึกดําบรรพ์ THS ชื่อแหล่งซากดึกดําบรรพ์ แหล่งรอยตีน ไดโนเสารท์ ่าอุเทน จังหวัดนครพนม สถานทตี่ ัง้ เหมืองหนิ เก่า หมูท่ ่ี ๒ ตาํ บล พนอม อาํ เภอ ท่าอุเทน จงั หวัด นครพนม จํานวนพ้นื ท่ี ๑๒,๘๐๐ ตารางเมตร กว้าง ๗๖.๑๓๑ เมตร (๘ฎ ๓๘๕๙-กค ๘๐๐๙) ๕๑.๗๗๗ เมตร (๑ฎ ๒๘๕๕-กค ๘๐๔๒) ยาว ๒๐๑.๑๒๑ เมตร (กค ๘๐๐๙-กค ๘๐๔๒) ๒๐๑.๑๑๑ เมตร (๘ฎ ๓๘๕๙-๑ฎ ๒๘๕๕) ลกั ษณะของซากดกึ ดาํ บรรพ์ท่ปี รากฏ รอยตนี ไดโนเสารก์ ินเนื้อขนาดเลก็ พวกเทอโรพอด และรอยตีนไดโนเสารก์ นิ พชื พวกซอโรพอด สภาพทางภูมศิ าสตรข์ องแหล่งซากดึกดําบรรพ์ ที่ราบลอนคลน่ื มชี น้ั หินทรายสแี ดงรองรบั อยดู่ า้ นลา่ ง ช่ือผู้คน้ พบ นายนเรศ สตั ยารักษ์ วันเดอื นปีทพ่ี บ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ช่ือเจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ ผมู้ ีสทิ ธใิ นทดี่ นิ โดยชอบดว้ ยกฎหมาย ทีร่ าชพสั ดุ หนว่ ยงานทีใ่ ช้ประโยชน์ กรมทรพั ยากรธรณี ตามรูปถ่ายและแผนที่แนบทา้ ยประกาศนี้ เปน็ แหล่งซากดกึ ดาํ บรรพท์ ี่ข้ึนทะเบยี น ทั้งน้ี ต้งั แตว่ นั ถดั จากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ อดิศักด์ิ ทองไขม่ กุ ต์ อธิบดกี รมทรพั ยากรธรณี 24 อาณาจักรไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ แหล่งรอยตนี ไดโนเสารท์ า่ อเุ ทน 25

เอกสารอ้างองิ กรมทรัพยากรธรณี, 2550, ไดโนเสารข์ องไทย พิมพ์ครัง้ ท่ี 3 กรุงเทพฯ: กรมทรพั ยกรธรณี กรมทรัพยากรธรณี, 2553, ท่องโลกธรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ความมหัศจรรย์แห่งมรดกโลก พมิ พ์คร้งั ท่ี 1 กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ต้ิงแอนดพ์ บั ลิชชิง่ กองคมุ้ ครองซากดกึ ดำ� บรรพ์ กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2560, คมู่ อื ผเู้ ลา่ เรอ่ื งธรณี แหลง่ รอยตนี ไดโนเสาร์ ภแู ฝก พิมพ์ครัง้ ท่ี 1 กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ร่งุ ศลิ ปก์ ารพิมพ์ (1977) จำ� กดั วารุณี ยะถากรรม และกติ ติ ขาววิเศษ, ส�ำนกั ธรณวี ิทยา กรมทรพั ยากรธรณี, 2560, ธรณีวทิ ยา ลำ� ดบั ชนั้ และสภาวะแวดลอ้ มการตกสะสมตวั โบราณ บรเิ วณรอยตนี ไดโนเสาร์ ทา่ อเุ ทน ตาบลพนอม อาเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม: รายงานวิชาการ พิมพ์คร้งั ท่ี 1 Goehring, Lucas & Conroy, Rebecca & Akhter, Asad & Clegg, W. (Bill & F. Routh, Alexander. (2010). Evolution of mud-crack patterns during repeated drying cycles. Soft Matter. 6. 3562-3567. 10.1039/B922206E. (accessed, 1 August 2017) Kozu, S., Sardsud, A., Saesaengseerung, D., Pothichaiya, C., Agematsu, S., Sashida, K., 2017, Dinosaur footprint assemblage from the Lower Cretaceous Khok Kruat Formation, Khorat Group, northeastern Thailand: Geoscience Frontiers (2017), http://dx.doi.org/10.1016/j.gsf.2017.02.003 (accessed, 1 August 2017) Kuban, G. J. 2017, An Overview of Dinosaur Tracking: Part of Kuban’s Paluxy website, Availablefrom: <http://paleo.cc/paluxy/ovrdino.htm>(accessed,30 August2017) Saenyamoon, T., 2006, Cretaceous Vertebrate Footprints from Huai Dan Chum Site, Tha U-Thane District, Nakhon Phanom Province: M.Sc. Thesis in Biology, Mahasarakham Univirsity. 26 อาณาจักรไดโนเสารน์ กกระจอกเทศ แหลง่ รอยตีนไดโนเสารท์ ่าอเุ ทน 27