1
2
3 ลำเวสนั ตรนกเคำ้ ฉบับ วัดแจง้ แสงอรณุ (พระอารามหลวง) ตาบลธาตุเชงิ ชุม อาเภอเมืองสกลนคร จงั หวัดสกลนคร นายพจนวราภรณ์ เขจรเนตร,นางสาวเอกสดุ า ไชยวงศ์คต ปริวรรต/เรยี บเรยี ง งานวชิ าการและวิจยั สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร จัดพมิ พเ์ ผยแพรเ่ นอื่ งในวนั คลา้ ยวนั ถงึ แกอ่ นจิ กรรม อามาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคา พรหมสาขาฯ) อดีตเจา้ เมอื งสกลนคร/ทีป่ รึกษาราชการเมืองสกลนคร เม่อื วนั ที่ ๒๑ พฤษภาคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
4 ลำเวสันตรนกเคำ้ ฉบับวดั แจง้ แสงอรณุ (พระอารามหลวง) ต.ธาตเุ ชงิ ชุม อ.เมอื งสกลนคร จ.สกลนคร เอกสารวิชาการลาดับท่ี ๑/๒๕๖๓ พิมพ์ครั้งท่ี ๑ จานวน ๑๐๐ เล่ม นำยพจนวรำภรณ์ เขจรเนตร,นำงสำวเอกสุดำ ไชยวงศค์ ต ปริวรรต/เรยี บเรียง คณะทป่ี รึกษำ เจ้าอาวาสวดั แจ้งแสงอรณุ (พระอารามหลวง) พระครูศรปี รยิ ตั ยาลงั การ อธิการบดมี หาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร ผศ.ปรีชา ธรรมวินทร รองคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนครพนม ผศ.ดร.อธิราชย์ นนั ขันตี ผู้อานวยการสถาบนั ภาษาฯ นายสรุ สทิ ธ์ิ อยุ้ ปัดฌาวงศ์ รองผู้อานวยการสถาบันภาษาฯ ผศ.ดร.พฒุ จกั ร สิทธิ รองผู้อานวยการสถาบันภาษาฯ นางสาววิชญานกาญต์ ขอนยาง หวั หน้าสานักงานผูอ้ านวยการสถาบนั ภาษาฯ นางนงเยาว์ จารณะ คณะบรรณำธิกำร ศลิ ปกรรม/แบบปก ดร. สถติ ย์ ภาคมฤค นายหตั ธไชย ศิรสิ ถิต นายธวชั ชัย ดุลยสจุ ริต นางสาวจนิ ตนา ลินโพธิ์ศาล สอบทำน/พิสูจนอ์ ักษร ธรุ กำร/ประสำนงำน นายธนายทุ ธ อุ่นศรี นางสาวชตุ มิ า ภูลวรรณ นายวชริ ะ จันทะลนุ นายกฤษดากร บันลอื นางสาวอลสิ า ทับพิลา จัดทำโดย งานวิชาการและวจิ ยั สถาบนั ภาษา ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร พมิ พ์ที่ พิพธิ ภัณฑเ์ มอื งสกลนคร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร สงวนลขิ สิทธติ์ ำมกฎหมำย
ก คำนยิ ม การปริวรรตเอกสารโบราณ มีความสาคัญ อย่างยิ่ง เพราะเป็นงานท่ีต้องใช้ความพากเพียรพยายาม ในการศึกษา และทาความเข้าใจวัฒนธรรมทางภาษาผ่านวรรณกรรมพ้ืนถ่ิน พ ร้ อ ม ถ่ า ย ท อ ด อ อ ก ม า ใ น รู ป แ บ บ อั ก ษ ร ห น่ึ ง ไ ป สู่ อั ก ษ ร ห นึ่ ง โดยยังคงรักษาความสละสลวยทางภาษาของต้นฉบับเดิมเอาไว้ ใ น ท่ า ม ก ล า ง ก ร ะ แ ส แ ห่ ง โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ ใ น ปั จ จุ บั น การศึกษาวรรณกรรม หรือเรื่องราวของท้องถิ่นมักไม่เป็นท่ีนิยม ถูกมองว่า เปน็ เรอื่ งเก่าล้าสมัย แต่ตรงกนั ข้ามการศึกษาเรอื่ งราวใดๆ ในท้ังถ่ินนับเป็นสิ่งสาคัญอย่างหน่ึง อันจะก่อให้เกิดความรู้ และความเข้าใจ ท่ีทาให้คนเห็นรากเหง้าของตนเอง เกิดสานึก ความเห็นคุณค่าความภูมิใจ และศักดิ์ศรีของส่ิงท่ีตนเองมีอยู่ ท่ีเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษในท้องถ่ิน ความภูมิใจนี้ ทาให้คนเรามีความเช่ือม่ันในตัวเองว่ามีของดีอยู่ สู่การพัฒนา ท้องถิ่นใหม้ คี วามเจรญิ ในอนาคต สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มีความภาคภูมิใจท่ี นายพจนวราภรณ์ เขจรเนตร นักวิชาการศึกษา สถาบันภาษา ศิลป ะแล ะวัฒ น ธรรม แล ะน างสาวเอก สุด า ไชย วงศ์ ค ต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ ได้ร่วมกันทาการปริวรรต
ข เอกสารโบราณวรรณกรรมท้องถ่ิน อันจะยังประโยชน์ต่อผู้ศึกษา วิชาวรรณกรรมท้องถิ่น คติชนวิทยา มานุษยวิทยาและสังคมวิทยา นอกจากน้ียังได้ช่วยอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒ นธรรมท้องถ่ิน ซึง่ เปน็ สมบัตอิ นั มคี ่ายิ่งใหค้ งอยตู่ อ่ ไป ในนามของสถาบันภาษาฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ข อ ข อ บ ใ จ แ ล ะ ชื่ น ช ม ใ น ค ว า ม วิ ริ ย ะ อุ ต ส า ห ะ ข อ ง ผู้ ป ริ ว ร ร ต ท่ีได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นน้ีหวังเป็นอย่างย่ิงว่า ผู้ปริวรรตจะผลิต แ ล ะพั ฒ น า ผ ล ง า น วิ ช า ก า ร ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น เช่ น นี้ ต่ อ ไป อี ก เพื่ อ จ ะ ไ ด้ อ า น ว ย ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ก า ร ศึ ก ษ า ท้ อ ง ถ่ิ น ใ น อ น า ค ต อย่างย่ังยืนสืบไป นายสรุ สทิ ธิ์ อยุ้ ปัดฌาวงศ์ ผ้อู านวยการสถาบันภาษา ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร
ค คำนำ ลาเวสันตรนกเค้า เป็นวรรณกรรมอิงพุทธศาสนาพื้นถิ่น ท่ีมีมิติแห่งความเคารพต่อพระพุทธศาสนา ในขณะเดียวกัน ก็ อ า จ เป็ น บั น ทึ ก ท า ง สั ง ค ม ห รื อ บั น ทึ ก เห ตุ ก า ร ณ์ บางเหตุการณ์ ไว้ภายใต้เร่ืองราวท้องถ่ิน วรรณ กรรมน้ี จึงมิอาจกล่าวว่า ให้คุณ ต่อความเชื่อความศรัทธาเท่านั้น ซึ่งตอ้ งมกี ารเรียนรแู้ ละศกึ ษาในลาดบั ตอ่ ไป ลาเวสันตรนกเค้า ฉบับ วัดแจ้งแสงอรุณ (พระอารามหลวง) เป็ น ว ร ร ณ ก ร ร ม ร้ อ ย แ ก้ ว ท่ี มี ค ว า ม ส า คั ญ ฉ บั บ ห นึ่ ง ของภาคอีสานโดยผู้สร้างหนังสือ คือ อามาตย์โท พระยาประจันต ประเท ศธานี (โง่น คา พ รหมสาขาฯ) เจ้าเมืองสกลน คร มีศรัทธาสร้างขึ้นในระหว่างไปว่ากล่าวราชการ ว่าด้วยเรื่องเขตแดน เมืองหนองหานกับเมืองสกลนคร เม่ือปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ ท่ าน เจ้ าคุ ณ อ าม า ต ย์ โ ท พ ร ะย า ป ร ะจั น ต ป ร ะเท ศ ธา นี ได้มอบใ ห้มหาชาน น ท์ (ข้าราชการตาแหน่ งเลขานุ การ ของเมืองแสนเมืองจันทน์) เป็นผู้เขียนวรรณกรรมชาดกเร่ืองน้ีขึ้น เพ่ือถวายแด่วัดโพธ์ิชัย เมืองหนองคาย (ปัจจุบัน คือ วัดโพธ์ิชัย (พระอารามหลวง) ตาบลในเมือง อาเภอเมอื ง จงั หวดั หนองคาย)
ง งานวิชาการและวิจัย สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฏ ส ก ล น ค ร ได้ เล็ ง เห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ของวรรณกรรม เรื่อง ลาเวสันตรนกเค้า จึงได้จัดให้มีการปริวรรต จากอักษรธรรมอีสานเป็นอักษรไทยปัจจุบัน โดยนายพจนวราภรณ์ เขจรเนตร นักวิชาการศึกษา สถาบันภาษาฯ และนางสาวเอกสุดา ไชยวงศ์คต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ เป็นผู้ปริวรรต จากใบลาน ๑ ผูก ๒๐ ลาน เพ่ือเผยแพร่เน่ืองในโอกาส วันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมกรรม อามาตย์โท พระยาประจันต ประเทศธานี (โง่นคา พรหมสาขาฯ) อดีตเจ้าเมืองสกลนคร แล ะที่ ป รึก ษ าราชก ารเมื องสก ล น ค ร และเอก สารฉ บั บ นี้ ยังเป็นเอกสารทางวิชาการลาดับที่ ๑/๒๕๖๓ ของงานวิชาการ และวิจัย สถาบนั ภาษาฯ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนครอกี ดว้ ย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า วรรณกรรม เร่ือง ลาเวสันตรนกเค้า ของงานวิชาการและวิจัย สถาบันภาษาฯ ฉบับน้ีจะอานวยประโยชน์ ต่อผู้สนใจศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น คติชนวิทยา มานุษยวิทยา และสังคมวิทยา พร้อมต่อยอดองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาของบรรพ ชนสืบต่อไป ดร.สถิตย์ ภาคมฤค บรรณาธกิ าร
จ หน้า สำรบัญ ก ค คานยิ ม ๑ คานา ๑๐ บทนา ๓๒ เนอ้ื เรื่อง ๓๔ บรรณานกุ รม อภธิ านศพั ท์
ฉ อามาตยโ์ ท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคา พรหมสาขาฯ) อดีตเจ้าเมืองสกลนคร/ท่ปี รกึ ษาราชการเมืองสกลนคร
๑ บทนำ เวสนั ตรนกเค้า เป็นนิทานชาดกแสดงเร่ืองราวเมื่อครั้งอดีตชาติ ของพระสมณะโคดมพุทธเจ้า คือ สมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ บาเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงนามาเล่าให้พระสงฆ์และฆราวาสฟัง ใน โอกาสต่าง ๆ เพ่ือแสดงหลักธรรม สุภาษิ ตที่พ ระองค์ ทรงประสงค์แสดง เร่ืองราวเหล่าน้ันมักมีการบันทึกคัดลอก ลงในใบลานเพื่อให้พระภิกษุแสดงในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ในโอกาสต่าง ๆ ในส่วนวรรณกรรมชาดก “เวสันตรนกเค้า” มีรายละเอยี ดสังเขป ดังต่อไปนี้ ประวัตแิ ละท่ีมำของเอกสำร หนังสือลาเวสันตรนกเค้า เป็นเอกสารโบราณท่ีผู้ปริวรรต ได้มาจากวัดแจ้งแสงอรุณ (พระอารามหลวง) ตาบลธาตุเชิงชุม อาเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนครโดยเป็นวรรณกรรมชาดก ทางพระพุทธสาสนา จารลงในใบลานดิบ จานวน ๑ ผูก ๒๐ ลาน ๔๐ หน้าลาน โดยอักษรจารึกที่ใช้เป็น อักษรธรรมอีสาน ด้วยสานวนร้อยแก้ว หน้าสุดท้ายของเอกสารผู้จารใช้อักษรไทน้อย ระบุรายละเอียด อาทิ วันเดือนปีท่ีสร้าง นามผู้สร้าง นามผู้จาร
๒ ท้ังนี้ ปรากฏข้อความระบุถึง สถานที่ เหตุการณ์และนามบุคคล ในประวัตศิ าสตรเ์ มืองสกลนคร ดังน้ี ๏ ณ วัน ๔๑ฯ๒ ๕ ค่า ปีขาล โทศก ศักราชราชาได้ ๑๒๕๒ ปี พระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร มีใจใสศรัทธา สร้างหนังสือลาเวสันตรนกเค้า ไว้กับศาสนาพระพุทธเจ้าได้สร้าง ในวัดโพธ์ิชัย เมืองหนองคาย เมื่อไปว่าราชการเร่ืองเขตแดน เกี่ยวข้องกับเมืองหนองหาร กับเจ้าคุณพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ ท ศ ทิ ศ วิ ไชย ป ลั ด ข้ า ห ล ว ง ม า ตั้ ง อ ยู่ รั ก ษ า ร า ช ก า ร อ ยู่ ณ เมืองหนองคาย มหาชานนท์เมืองสกลนคร เป็นผู้ลิจนา แล้วยามแถใกล้เที่ยง มีทังตัวตก ตัวห้อย ตัวน้อยบ่พอ เกกาซ้าย หวั หางบ่ขอด ตกแลห้อยไปนนั้ มากหลาย สาธุ ๆ อนุโมทามิ ๚๛ กล่าวได้ว่า เอกสารโบราณ ฉบั บน้ีได้มีการจัดทาข้ึน เมื่อคร้ังที่พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคา พรหมสาขาฯ) เจ้าเมืองสกลนครเดินทางไปว่าราชการเรื่องเขตแดนเมืองสกลนคร กับเมืองหนองหาน เม่ือปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ อนุมานได้ว่า การไปว่ากล่าวราชการต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน หลายวัน จึงมีเวลาสาหรับการจัดสร้างหนังสือถวายไว้แด่ วัดโพธ์ิชัย เมืองหนองคาย (ปัจจุบัน คือ วัดโพธิ์ชัย ตาบลในเมือง อาเภอเมือง หนองคาย จงั หวัดหนองคาย)
๓ ทั้งนี้ ยังไม่อาจทราบได้ว่า เหตุใดเอกสารฉบับนี้จึงปรากฏอยู่ ณ วัดแจ้ง (วัดแจ้งแสงอรุณ ) เมืองสกลนคร ซึ่งควรจะอยู่ ณ วัดโพธิ์ชัย เมืองหนองคาย ตามวัตถุประสงค์การสร้าง เม่ือการก่อน อย่างไรก็ตามอาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงเวลาหน่ึง อาจมีการคัดลอก เป็น ฉบับท่ี ๒ เพื่ อนากลับมาถวายไว้ ณ วัดแจ้ง เมืองสกลนคร ซ่ึงเป็นวัดที่พระยาประจันตประเทศธานี ( โ ง่ น ค า พ ร ห ม ส า ข า ฯ ) เป็ น เจ้ า ศ รั ท ธ า ส ร้ า ง ข้ึ น เมื่อปพี ุทธศักราช ๒๔๔๒ กเ็ ป็นได้ หลกั เกณฑก์ ำรปรวิ รรต วรรณกรรมชาดก เรื่อง เวสันตรนกเค้าเล่มน้ี ต้นฉบับเดิม บันทึกเป็นข้อความร้อยแก้ว เขียนต่อกันยาวไม่ได้เว้นวรรคตอน ผู้ ป ริ ว ร ร ต จึ ง ไ ด้ จั ด รู ป แ บ บ ก า ร เขี ย น โ ด ย ก า ร เว้ น ว ร ร ค ต อ น เพ่ือใหม้ ีความสละสลวยทางภาษา นอกจากนี้ผู้ปรวิ รรตทาการเน้นคา ในบางคาประกอบด้วยคาที่เขียนด้วยภาษาบาลี นามบุคคล และอธิบายคาศัพท์เฉพาะ อีกท้ังอธิบายศัพท์เพิ่มเติม และข้อความ สันนิษฐานศัพท์อ่ืน ๆ ในวงเล็บท้ายข้อความ กรณีท่ีต้นฉบับบันทึก ตกหล่นหรือเอกสารขาดชารุด ในการปริวรรตวรรณกรรมชาดก เร่ือง ลาเวสันตรนกเค้า ฉบับน้ีผู้ปริวรรตใช้รูปแบบอักขรวิธีปัจจุบัน ท้ังน้ียังคงรักษาคาศัพท์
๔ ภาษาเดิมซึ่งมีความหมาย การออกเสียงที่คล้ายหรือแตกต่าง จากภาษาไทยปัจจุบันเอาไว้ เพ่ือให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสของถ้อยคา ภาษาถนิ่ อนั เปน็ เอกลักษณเ์ ฉพาะของทอ้ งถ่ินน้นั ๆ คาท่ีมีความหมายแตกต่างจากภาษาไทยปัจจุบัน เช่น ต้นฉบับอกั ษรธรรม คำที่ใช้ในเลม่ ภำษำไทยปจั จบุ ัน ดังรือ อย่างไร ดีหลี ดจี รงิ ผญา ปญั ญา พญา กษตั ริย์ วันลุน วนั ถัดไป คาท่ีออกเสยี งคลา้ ยหรอื แตกต่างจากภาษาไทยปจั จบุ ัน เชน่ ต้นฉบับอักษรธรรม คำทใ่ี ช้ในเลม่ ภำษำไทยปัจจุบัน หลน่ิ เล่น ฮงั รงั ฮบั รบั จกั ฮู้ จะรู้ ฮกั ษา รกั ษา
๕ ท้ังนี้ ผู้ปริวรรตได้จัดทาอภิธานศัพท์จากเน้ือหาไว้บางส่วน เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในความหมายของคาท้องถิ่นอีสาน ท่ีปรากฏในวรรณกรรมเร่ืองนี้ เน้อื เรอ่ื งยอ่ วรรณกรรมชาดก เรื่อง เวสันตรนกเค้า กล่าวถึงเหตุการณ์ เม่ื อ ค ร้ั ง ที่ อ ง ค์ ส ม เด็ จ พ ร ะสั ม ม า สั ม พุ ท ธ เจ้ า ป ร ะทั บ อ ยู่ ณ วัดพระเชตะวัน มหาวิหาร กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงเสด็จไปเข้าเฝา้ และในครัง้ น้นั พระพุทธเจ้า ไดท้ รงแสดงธรรมบท หลังธรรมอันเน่ืองด้วยทศธรรม ๑๐ ประการ โดยยกเหตุการณ์ เมื่อครั้งอดีตชาติของพระองค์มาแสดงในเม่ือครั้งอดีตพญาพรหมทัต ผคู้ รองเมืองพาราณสี กับพระอัครมเหสี ทรงไม่มีราชบตุ รในวันหนึ่ง ท รง เสด็จออก ป ระพ าสพ ระราชอุท ย าน พ ร้อม ด้ วยเสน าอา ม า ต ย์ คร้ังพระองค์ทรงประทับบรรทมอยู่ใต้ต้นรัง ได้ทอดพระเนตร เห็นรังนก และได้ให้เสนาอามาตย์ขึ้นไปนาลงมาให้ทอดพระเนตร โดยในรังนกนั้นปรากฏไข่นกจานวน ๓ ฟอง ครั้นเม่ือพระองค์ ทรงทอดพระเนตรก็เกิดความเอ็นดูเป็นท่ีพอพระทัยจึงนาไปบรรจุ ไว้ในหีบทอง ครั้นนั้นทรงมีพระประสงค์ทราบชนิดของไข่นก ก็หามีผู้ใดทราบชนิดของไข่นกนั้นไม่ เสนาอามาตย์จึงกราบทูลว่า ผทู้ ีจ่ ะบอกชนิด ของไข่นกไดม้ ีเพยี งนายพรานนกผู้ชานาญ
๖ ครั้งน้ันพญาพรหมทัตจึงให้เชิญตัวเหล่าพรานนกมาเข้าเฝ้า พร้อมตรัสถามเหล่านายพราน เมื่อนายพรานได้พิจารณาก็ทูลถวาย คาตอบว่า ไข่ใบแรกเป็นไข่ของนกเค้า ไข่ใบที่สองเป็นไข่ ของนกเอี้ยง ไข่ใบที่สามเป็นไข่ของนกแขกเต้า พระองค์ทรง ม อ บ ห ม า ย ใ ห้ เส น า อ า ม า ต ย์ ๓ ค น รั บ เอ า ไป เลี้ ย ง ไว้ คร้ันอยู่ต่อมาไม่นานไข่นกเค้าก็ฟัก เสนาอามาตย์ผู้รักษา ก็ ต า ม น า ย พ ร า น ม า ร ะ บุ เพ ศ ข อ ง น ก โ ด ย น ก ตั ว น้ั น เป็ น เพ ศ ผู้ เสนาอามาตย์ผู้รักษาก็นาไปกราบทูล พญาพรหมทัตก็ให้ชื่อว่า เวสันตรกุมาร พร้อมพระราชทานรางวัลใหแ้ กเ่ สนาอามาตยผ์ ู้เล้ียงดู ครั้น ต่อมาไข่นกเอ้ียงคาก็ฟัก เสนาอามาตย์ผู้รักษ า ก็ตามนายพรานมาระบุเพศของนก โดยนกตัวนั้นเป็นเพศเมีย เสนาอามาตย์ผู้รักษาก็นาไปกราบทูล พญาพรหมทัตก็ให้ช่ือว่า กุณฑรินีกุมารี พร้อมพระราชทานรางวัลให้แก่เสนาอามาตย์ ผู้เลี้ยงดู ครั้นอยู่ต่อมาไม่นานไข่นกแขกเต้าก็ฟัก เสนาอามาตย์ ผู้รักษาก็ตามนายพรานมาระบุเพศของนก โดยนกตัวน้ัน เป็นเพศผู้ เสนาอามาตย์ผู้รักษาก็นาไปกราบทูล พญาพรหมทัต ก็พระราชทานช่ือว่า ซูมพูกบัณฑิตกุมาร พร้อมพระราชทานรางวัล ใหแ้ ก่เสนาอามาตย์ผู้เลย้ี งดู
๗ นกทั้ง ๓ ตัวก็จาเริญวัยเติบใหญ่ ฝ่ายว่า พญาพรหมทัต ก็มีความรักใครเอ็นดูนกท้ัง ๓ ตัวยิ่งนัก ทาให้เหล่าเสนาอามาตย์ เยาะเย้ยติเตียนพระองค์ คร้ันพระองค์ทรงทราบจึงมีพระประสงค์ ให้นกทั้ง ๓ ตัวแสดงความสามารถให้แก่เหล่าเสนาอามาตย์ แ ล ะชา ว เมื อ งทั้ งห ล า ย ได้ เห็ น จึ ง ท ร งใ ห้ จั ด ต้ั งม ณ ฑ ป ปราสาท หอธรรมาสน์แสด งธรรมขึ้นในพระราชวังหลวง แล้วให้เสนาอามาตย์ผู้ดูแลไปเชิญนกตัวนั้น ๆ มายังพระราชวัง นกชื่อว่า เวสันตร ได้แสดงเร่ืองการรักษาศีล ๕ และศีล ๘ ให้บริบูรณ์ และการดารงตนอยู่ในทศธรรม ๑๐ ประการ ประกอบด้วย ทาน ศีล บริจาค ความซ่ือตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเทย่ี งธรรม เปน็ ตน้ ใ น โ อ ก าสต่ อ ม าพ ญ า พ รห ม ทั ต ใ ห้ เสน าอาม าต ย์ ผู้ดูแลไปเชิญนางกุณฑริณี มายังพระราชวัง นางกุณฑริณี ไ ด้ แ ส ด ง เรื่ อ ง ก า ร ไ ม่ ป ร ะ ม า ท ต่ อ คุ ณ พ ร ะ รั ต น ต รั ย และผู้มีพระคุณและการตั้งอยู่ในหลักทศธรรม ๑๐ ประการ ของบคุ คลนั้น ๆ ใ น โ อ ก าสต่ อ ม าพ ญ า พ รห ม ทั ต ใ ห้ เสน าอาม าต ย์ ผู้ดูแลไปเชิญ ชุมพูกบัณฑิต มายังพระราชวัง ชุมพูกบัณฑิต
๘ ได้แสดงเร่ืองกาลัง ๕ ประการอันพึงมีของบุคคล ประกอบด้วย กายกร โภคกร กุศลกร ญานกร และปญฺญกร โดยซุมพูกบัณฑิต แสดงให้เห็นว่า ปัญญกร หรือกาลังแห่งปัญญาเป็นส่งิ ที่ประเสริฐสุด โดยเทียบเอา กายกร กาลังแห่งกายซ่ึงจะลดถอยลงไปตามอายุ สังขารแห่งสัตว์ท้ังหลาย ผู้มีปัญญาย่อมรู้ วิตกวิจารอันผิดอันชอบ อันเลิกตื้นหนาบาง รู้ฮีตบ้านคองเมือง รู้จักอันเป็นสุข เป็นทุกข์ แห่ งต น และบุ ค ล อื่ น รวม ถึ งเน้ น ย้ าเร่ืองก ารป ฏิ บั ติ ต น ในหลกั ทศธรรม ๑๐ ประการ ของบุคคลน้ัน ๆ โดยเฉพาะการรักษา ศีล ทาน ภาวนาอยู่เป็นนิจ เม่ือเสนาอามาตย์และชาวเมืองท้ังหลาย ได้รับฟังก็มีความชื่น ชมยินดีมากนัก ชนท้ังหลายผู้ได้ฟั ง กร็ บั มายดึ ถือปฏิบตั ิ ฝา่ ยพญาพรหมทัต ผคู้ รองนครพารานสี ตั้งอยู่ในทศธรรม ๑๐ ประการ และรักษาศีล ทาน ภาวนา จวบจนจะส้ินอายุไขแห่งตน โดยได้มอบราชสมบัติให้แก่ซุมพูกบัณฑิต ครั้งนั้น ซุมพูกบัณฑิต ไม่รับเอาราชสมบัติ โดยมอบให้เสนาอามาตย์ราชมนตรี เป็นผู้คัดเลือกผู้ต้ังอยู่ในทศธรรม ๑๐ ประการข้ึนเป็นผู้ปกครอง เมืองพ าราน สี ฝ่ายน กทั้ ง ๓ ตัว ประกอบด้วย เวสันตร กุณฑริณี และซุมพุกบัณฑิต เม่ือได้ส่ังลาอามาตย์ราชมนตรี ชาวเมอื งทั้งหลายแลว้ ก็ได้บนิ ไปอาศยั ยังป่าหมิ พานต์
๙ พระพุทธเจา้ ทรงตรสั อธิบายอดีตแห่งบุคคล โดยพญาพรหมทัต เกิ ด เป็ น พ ระอ าน น ท์ ผู้ เป็ น พุ ท ธอุปั ฏ ฐ าก ท้ าวเวสัน ต ร เกิดเป็นพระสารีบุตรเถระ พระอัครสาวกเบ้ืองขวา นางกุณฑริณี เกิดเป็นพระอุบลวัณณาเถรี ซุมพุกบัณฑิต เกิดเป็นพระสัมมา สัม พุ ท ธ เจ้ าสม ณ ะโ ค ด ม ส่ ว น เสน า อ าม าต ย์ ร าชม น ต รี เปน็ เหลา่ พุทธบรษิ ทั ในพระบวรพุทธศาสนา. กุศลบุญท่ีข้าพเจ้าได้ทาการปริวรรตและเรียบเรียงวรรณกรรม ชาดก เร่ือง ลาเวสันตร น กเค้า ขออุทิ ศ แด่ อามาตย์โท พ ร ะย าป ร ะจั น ต ป ร ะเท ศ ธา นี (โ ง่ น ค า พ ร ห ม สา ข า ฯ ) อ ดี ต เจ้ า เมื อ ง ส ก ล น ค ร แ ล ะ ที่ ป รึ ก ษ า ร า ช ก า ร เมื อ ง ส ก ล น ค ร เจ้ า ศ รั ท ธ า ผู้ ส ร้ า ง ห นั ง สื อ ล า เว สั น ต ร น ก เค้ า ฉ บั บ น้ี และหวังเป็นอย่างย่ิงว่า เอกสารปริวรรตฉบับนี้ จะอานวยประโยชน์ ต่อการศกึ ษาของผูท้ สี่ นใจต่อไป พจนวราภรณ์ เขจรเนตร,เอกสดุ า ไชยวงศ์คต ผูป้ ริวรรตและเรยี บเรยี ง
๑๐ วรรณกรรมชำดก เรื่อง เวสันตรนกเค้ำ ฉบบั วดั แจ้งแสงอรณุ (พระอารามหลวง) ตาบลธาตุเชงิ ชุม อาเภอเมอื งสกลนคร จังหวัดสกลนคร นโม ตสฺสตฺถุ เวสนฺตรปุจฺฉำมิติ อิทสพฺพำ เชตวเน วิหรนฺโต อนำถปิณฺ ฑิกสฺสอำรำเม โกสฺรโย กเถสิ โภณฺ โต สำธโว ดูราสัปปุริสาทังหลาย สตฺถำ อันว่าสัพพัญญูเจ้า ตนเป็นครูส่ังสอน คนแลเทวดาทังหลาย วิหรนฺโต พระเจ้าก็อยู่สาราญ เชตวเน ใน ป่ าเชต ะวัน อำรำเม อัน เป็ น อาราม อน ำถปิ ณ ฑิ กสฺส แห่งมหาเศรษฐี อันมีท่ีบ่ไกลแห่งเวียงสาวัตถีราชธานี มีประมาณว่า ได้ ๕ ฮ้อยช่ัวคันธนูน้าว ๕ ฮ้อยวาก็มีแล กเถสิ พระพุทธเจ้า ก็จิงเทศนาแก่พญำปเสน (ทิโกศล) ด้วยธรรมบทบาลีว่า เวสนฺตรฺ ปุจฺฉำมิ ดังนี้ ด้วยมีแท้อุบัติเหตุอันพระพุทธเจ้าจักเทศนา ผมู้ ผี ญาปัญญาเพงิ ฮู้สนั น้ี เทอญ. ภควำ อันว่าพระพุทธเจ้า กเถสิ ก็เทศนาแก่พญาว่า มหำรำช ดูรามหาราช โยรำชำ อันว่าพญาตนใด กำเรสิ ก็ได้เสวย รช ยังราชสมบัติบ้านเมืองดังนั้น โสรำชำ อันว่าพญาตนนั้น นตฺถิโต แลบ่ตั้งอยู่ในทศราชธรรม ๑๐ ประการ ดังนั้น แม่นอันว่า เสนาราชมนุ ตรีเศรษฐีแลชาวค้า ถว้ นหนา้ พราหมณา ปโุ รหติ อาจารย์ ก็ดี ก็บ่อาจเพ่ือว่าจักต้ังอยู่ในทศราชธรรม ๑๐ ประการ แท้แล
๑๑ เหตุใดพระตถาคตแลว่าอันจา แท้แล รำชำจ อันว่า ท้าวพญา มหากษัตริย์ก็ดี รำชปุตฺโตจ อันว่า ท้าวพญาก็ดี นตฺถิโต แลบ่ต้ังอยู่ ในทศราชธรรม ๑๐ ประการ ดังน้ัน แม่นว่า เสนาราชมุนตรี เศรษฐีแลชาวค้า ถ้วนหน้าพราหมณ า ปุโรหิตอาจารย์ก็ดี ก็บ่มิอาจจักต้ังอยู่ได้ในทศราชธรรม ๑๐ ประการ ดีหลีแล เหตุกระทาอานาจแหง่ เจ้ากษัตริยต์ นนัน้ แล มหำรำชำ ดูรามหาราช ตว อันว่า มหาราช นตฺถิโต ก็ควรตั้งอยู่ในทศราชธรรม ๑๐ ประการน้ันเทอญ เพ่ือจักเป็นปัจจัย แก่สัตว์โลกท้ังหลายให้พ้นจากโอฆสงสาร ให้ได้เถิงนีรพาน เปน็ ท่ีแลว้ น้ันเทอญ ตว อนั ว่า มหาราช นิวำเรย พญาก็เพงิ ห้ามเสีย จติ ตฺ ยังใจจากบาป ปำปํนำมฺม ช่อื วา่ ปาป สนธฺ ติ รา่ งกายใหต้ อ่ หน้า ทันตา ร่างกายวิบากชาติหน้า ก็มีแล กมฺมำ อันว่ากาลังแห่งสังขาร ธรรมทังมวลนั้นคือว่า อันเป็นปาปปัจจัย หากเป็นแก่สัตว์ทังหลาย ในโลกน้ี ทุกฺขนำม ช่ือว่า ทุกขเวทนา อันมีในภาวะทังหลาย ๕ ประการนั้น ก็หากแม่นบาปกรรม อันตนกระทามา แต่ก่อนนั้นคือว่า อันเป็นบาปปัจจัย แลสุขอันมีในเมืองคน แลสุขอันมีในเมืองฟ้า น้ันก็ด้วยผลาบญุ อันตนหากไดก้ ระทาเปน็ ปจั จัยคาชูแก่ตนกม็ ีแล มหำรำชำ ดูรามหาราช ทุกฺขตม อันว่ากรรม ๒ ประการ คือ ว่า มหาราชแลกระทาดี คือว่า บาปแลบุญ หากให้ต่อหน้าทันตาทัง
๑๒ หลายให้ภาวนา ตาบต่อเทา่ เส่ียงชีวติ แห่งตน ดีหลแี ล มหำรำชำ ดูรา มหาราช ตว อันว่า มหาราช อปฺปมตฺตำ อย่าได้ประมาท ในกุศลบุญจงประกอบฃ ชอบธรรม ๑๐ ประการ ให้หานเอาตน มหาราช เถิงสุข ๓ ประการ คือว่า นีรพานเป็นที่แล้ว ก็มีแล พระพุทธเจ้ากล่าวท่อน้ันแล้ว ตุนหิ ก็อยู่บ่ปากเพ่ือให้ได้โอกาส ราธนาพระองค์ จิงบ่งเป็นรสกถาธรรมเทศนาแก่พญำปเสน(ทิโกศล) แลว้ พญากซ็ า้ ขอราธนาธรรมเทศนาแกส่ พั พัญญูเจ้า ห้นั แล ภควำ อันว่า พระพุทธเจ้า กเถสิ ก็เทศนาแก่พญ าว่า อตีเต พำรำนสิย พรฺหมฺทตฺโต รชฺชกำเรสิ ดังน้ี มหำรำช ดูรามหาราช อติเต ในกาลอันล่วงแล้วเม่ือก่อนพุ่น เอโกรำชำโน ยังมีพญาตน ๑ พรฺหมฺทตฺโตนำม ชื่อว่าพรหมทัต กำเรสิ ก็ได้เสวย รชฺช ยังราชสมบัติ พำรำนสิย ในเมืองพาราณสีแล พญาตนน้ัน อปุตต หาลูกหญิงลูกชายบ่ได้สักคนแล เอกฺทิวส ยังมีในวัน ๑ โสรำชำ อันว่าพญาตนนั้น คนฺตวำ ก็ไปหล่ินอยู่ในสวนอุทิยาน (อุทยาน) ปริวำเรหิ กับทังบริวารเป็นอันมาก กิริตวำ พญาก็หลิ่น อุยำน ในสวนอุทิยาน (อุทยาน) ในกาลเม่ือกลางวันหั้นแล โสรำชำ อันว่าพญ าตนน้ัน เสยยำเน อันนอนอยู่ อำสำเน เหนืออาสนะ รุกฺขมูเร แทบเค้าไม้รังต้นหนึ่ง เอกกำล เสี่ยงกาละ น้อย ๑ ปพุชิตฺวำ พญาก็ต่ืนซ่ืนแล้ว โอโลเกตวำ พญาก็ล้าหลิงดู
๑๓ อุปำย อันว่า ภายบน คือว่า พญาไปงากไม้ฮังต้นน้ัน ทิสวำ ก็จิงเห็น สกุณำรำวร ยังฮังนกอันหน่ึงในไม้ต้นนั้น ปตฺตพนฺทจิตฺโต พญาก็ปฏพิ ทั ธฮ์ ักกบั ดว้ ย ฮงั นกอนั น้ัน รำชำ อันว่าพญา อนำเปส ก็บังคับ ปุริส ยังชายผู้ ๑ อห กล่าวว่า ปุ ริสำ ดูราท่ านผู้ชาย ท่ าน จงข้ึนยังไม้ฮังต้น น้ี ล้าหลิงดูเทอญ ว่าดังนั้นมันก็ฮับเอาคาพญาแล้วมันก็ข้ึนเมือ ทิสฺวำ มันก็จิงเห็น ตโยอณฺฑำ ยังไข่นก ๓ หน่วย ในฮังอันเดียว ที่ฮังต้นน้ันแล แล้วพญาก็ให้มันเอาลงมาด้วยดี แล้วพญาก็ฮับเอาใส่ กะอูบคำ (หีบทองคำ) ไว้ห้ันแล ปุจฺฉ พญาก็ถาม อมจฺจ ยังอามาตย์ ทังหลายว่าดังน้ี อมจฺจ ดูราอามาตย์ ตโยอณฺฑำ อันว่าไข่นก ๓ หน่ วยนี้ มีซ่ือดังรือ นี้ จา อห อามาตย์ทั งหลายกล่าวว่า เทว ฝูงข้าไหว้เสด็จมหาราชเจ้า ข้าทังหลายก็บ่อาจเพ่ือจักฮู้ ก็ ข้าแล ยั งจัก ฮู้ท่ อแต่ พ ราน น ก ทั งห ล าย ส่ิงเดี ย วก็ ข้าแล เมื่อนั้นพญ าก็ให้หาทันมา ยังนายพรานนกทั งหลายแล้ว ปุจฺฉิ พญาก็ถามพรานนกทังหลายว่าดังนี้ ดูรานายพรานนก ตโยอณฺ ฑ ำ อัน ว่าไข่นก ๓ หน่วยน้ี จักว่าแม่นไข่นกสัง มีซือ่ ดงั รอื จา เฮาก็บ่ฮจู้ กั แล สทู ่านทงั หลาย ยังอาจฮ้จู ักบจ่ า อถ ในกาลยามนั้น อันว่าพรานนกทังหลายเขาก็กล่าวว่า เทว ฝูงข้าไหว้สมเด็จมหาราชาเจ้า ตโยอณฺฑำ อันว่าไข่นก ๓
๑๔ หน่วยนี้ เอกำอุลกุ สสฺ หน่วยหน่ึงแม่นไข่นกเค้าก็ข้าแล เอกำกุณฑฺ ลิกำ หน่วยหนึ่งแม่นไข่นกเอ้ียงก็ข้าแล เอกำสุวำ หน่วยหน่ึงแม่น ไข่นกแขกเต้าก็ข้าแล ชาตินกทังหลายฝูงนี้เขาหากไว้ในฮงั มันก็ข้าแล บัดน้ีเขาจักมาไข่ไวใ้ นฮังอันเดียวกันดังน้ีแล ก็จักเป็นเหตุอันใดอัน ๑ แก่มหาราชเจ้าก็ข้าแล พญาก็ได้ยินคานายพรานกล่าวดังนั้น พญาก็มีใจชมช่ืนยินดีมากนัก พญาก็ฮาเพิงว่า ปุตฺต อันว่าลูกยิง ลูกชายแห่งกู นตฺถิ ก็บ่มีจักคนแล สกนุ ำโปติกำ อันว่าลูกนก ๓ ตัวนี้ กูจักเอาเปน็ ลูกแห่งกูแท้ดีหลี พญาฮาเพงิ ดังน้ีแล้ว กใ็ ห้อามาท ๓ คน เอาเมือฮักษาไว้ว่าดังน้ี ดูราอามาตย์ทังหลาย ตโย สกุนำโปติกำ อันว่าลูกนก ๓ ตัวน้ีกูจักเอาไว้เป็นลูกแห่งกูแล ท่านทังหลาย จงฮักษาไว้ให้ดีเทอญ หากจักไปภายหน้า พุ่นแล ว่าดังนั้นแล้ว อามาตย์ ๓ คนก็เอาไข่นกคนละหนว่ ยเมือฮกั ษา หน้ั แล อยู่บ่นานท่อใด เสี่ยง ๒ วัน ๓ วัน ไข่นกก็แตกออกมาก่อน หั่นแล อามาตย์ ๓ คน ฝูงเขาฮักษาน้ันเขาก็พร้อมกันให้หาทันมา ยังนายพรานนกแล้วแล ก็ถามเซิ่งพรานนกว่า ดูราพรานนก ท่านยังฮู้จักสกุณาภาวะแห่งลูกนกตัวน้ีแม่นตัวผู้รือว่าตัวแม่น้ันจา เมอื่ น้ันพรานนก ก็พิจารณาดูรู้แจ้งแล้วก็จิง กล่าวว่าแม่นตัวผูก้ ็ข้าแล อามาตยฝ์ งู นัน้ ก็เอาเมือถวายแก่พญา กลา่ วว่าลูกชายแหง่ มหาราชเจ้า เกิดมาแล้วก็ข้าแล ว่าดังนั้ นพญ าก็ยินดีมากนัก แล้วก็ให้
๑๕ กหำปณ คาพัน ๑ แก่ อามาตย์ฝูงน้ันแล้วจิงใส่ซ่ือนกเค้าตัวนั้นว่า เวสนฺตรกุมำรำ ช่ือว่า เวสันตรกุมารแล ท่านจงฮักษาลูกกู ไวใ้ ห้ดีเทอญ พญากล่าวว่าดังน้ันแล้วอามาตย์ก็หินเมือห้ันแล บ่นานท่อใด อยู่ ๒ วัน ไข่นกเอี้ยงคา ก็แตกออกมาอามาตย์ก็ให้หายังพรานนก ผู้น้ันให้พิจารณาดูห้ันแลพรานนกกล่าวว่า แม่นตัวนี้แม่ ก็ข้าแล เม่ือน้ันอามาตย์ผู้นั้นก็เอาเมือแก่พญาว่า ตวำธิตรัง อันว่าลูกยิง แห่งมหาราชเจ้า ก็เกิดมาแล้วก็ข้าแล ว่าดังน้ันแล้วพญาก็มีใจยินดี มากนักแล้วก็ให้ กหำปณ คาพัน ๑ แก่อามาตย์ผู้นั้นแล้ว ก็ใส่ช่ือนกเอ้ียงคาตัวน้ันชื่อว่า นำงกุณ ฑริกำรำชกุมำรีแล ท่านจงฮักษาลูกยิงแห่งกูไว้ให้ดีเทอญ พญากล่าวว่าดังนั้นแล้ว ก็สง่ ให้หินเมือห้ันแล อยู่ ๒ วัน ๓ วนั ไข่นกแขกเต้าคา ก็แตกออกมา ห้ันแลอามาตย์ผู้ฮักษานั้นก็ให้หามายังพรานนกให้พิจารณาดู พรานนกก็กล่าวว่า แม่นตัวผู้ก็ข้าแล อามาตย์ผู้นั้นก็เอาไปถวาย แก่พญาว่า ลูกชายแห่งมหาราชเจ้าเกิดมาแล้วก็ข้าแล ว่าดังนั้นแล้ว พญาก็มีใจชมช่ืนยินดีมากนัก ก็ให้ กหำปณ คาพัน ๑ แก่อามาตย์ ผู้น้ันแล้วก็ใส่ชื่อนกแขกเต้าตัวน้ันว่า เจ้ำซุมพูกปัณฑิต ก็มีแล ท่านจงรักษาลูกกูไว้ใหด้ เี ทอญ
๑๖ พญากล่าวว่าดังน้ันแล้วก็ส่งหินเมือห้ันแล วสนฺต เม่ือน้ันนก ท้ัง ๓ ตัวนั้นก็จาเริญข้ึนใหญ่มา ดังน้ัน พญาก็ฮักว่า ลูกชาย แห่งกูขึ้นใหญ่ มาแล ว่าดังน้ัน อามาตย์ทังหลายก็หัวขวัญ ซึ่งกันไปมาด้วยอาการอันติเตียนว่า ดูราเจ้าทังหลาย ล่าหลิงดู พญาเจ้าแห่งเฮาทังหลาย สัตว์เดียรัจฉานแท้นา เล่ามาว่าเป็นลูกยิง ลู ก ช า ย นี้ จ า อ ถ ใ น ก า ล เมื่ อ น้ั น พ ญ า ก็ ฮู้ เม่ื อ กิ ริ ย า อันอามาตย์ทังหลายหากอาริติเตียนดังนั้น พญาก็มีคาฮ่าเพิงว่า อามาตย์ทังหลายฝูงน้ีเขาก็บ่ฮจู้ ักคุณแลผลาในลูกยิง ลูกชายแหง่ กูแท้ ดีหลีแล มากูจักสาแดงคุณแลผลาแห่งลูกกูทัง ๓ นี้ให้ปรากฏ แก่เสนาอามาตย์ราชมุนตรี เศรษฐีแลชาวค้า ถ้วนหน้าพราหมณา ปุโรหิตอาจารย์ทังหลายดูก่อนเทอญ ว่าดังน้ัน ปุณฺ ทิวฺเส ในเมื่อวันลุนฮุ่งเช้าพญ า ก็ใช้อามาตย์ฝูงฉลาดไปสู่สานัก แหง่ นกเค้าตัวช่ือว่า เวสันตร หั้นแล อามาตย์ฝูงน้ัน ก็ไปด้วยฮีบพลัน หัน้ แล เวสนฺตร ดูราเจ้าเวสันตร ปิตฺตำ อันว่าพ่อแห่งเจ้าก็จักถามหา เถิงเจ้า ว่าดังน้ันแล เมื่อน้ันนกตัวน้ันก็กล่าวว่า รำชปิตำ อันว่าพญา ตนพ่อจักใคร่ถามปัญหาอันใดเช่ิงเฮาดังนั้น ก็จงให้ถามดูเทอญ อมจฺจ ดูราอามาตย์ พ่อแห่งเฮาจักใคร่ถามปัญ หาเซิ่งเฮา ในวันใดนั้นจา อห อามาตย์กล่าวว่า ก็จักถามในวันถ้วน ๗ น้ันแล
๑๗ ว่าดังน้ัน อถ ในกาลเมื่อน้ันพญ าก็ให้คนทั งหลายกระทา มนดก (มณฑป) ปราสาทอันใหญ่ในราชวังเวียงหลวงแห่งพญา แล้วแลให้แปงหอธรรมาสน์อำสนำ (อำสนะ) ในท่ามกลาง ม น ด ก (ม ณ ฑ ป ) ป ร า ส า ท อั น ป ร ะ ดั บ ป ร ะ ด า ดี แ ล้ ว ด้วยแก้ว แลคาผ่ายแวดวังตั้งไว้ แลประดับด้วยเคร่ืองสาฮับ แห่งท้าวพญามหากษัตริย์ บรบวรแล้วก็ให้คนทังหลาย ตีฆ้อง ฮ้องป่าวบอกข่าวแก่เสนาอามาตย์ แลชาวเมืองทังหลาย คือว่า เศรษฐีแลชาวค้า ถ้วนหน้าพราหมณาปุโรหิตอาจารย์ ขุนศำลกวน จ่ำบ้ ำน เถ้ าแก่ ห นุ่ ม น้ อ ย ป าน ก ล างยิ งชาย ทั งห ล าย ใ ห้ มี เคร่ืองอามิสบูชาทังหลาย หมายมีเข้าตอก ดอกไม้ ประทีป แลประทูป ธุงกระดาษ แลธุงไชย โคมไฟ แลไม้ไฟทังหลาย ให้เฮืองเฮอ่ื ให้คนทังหลาย มาประสุมชุมนุมกนั ในราชวงั เวียงหลวง แหง่ เฮา เพ่อื วา่ จักฟังเทศนาปัญหา ซ่งึ ลกู กพู ระองค์ น้นั เทอญ อถ ในกาลเม่อื นั้นพญากม็ ีหมู่เสนาอามาตย์ ราชเทวี อัคคมเหสี พร่าพร้อมแวดล้อมมาฟังเทศนาปัญหาซ่ึงลูกแก้วทัง ๓ หั้นแล พญาก็จิงใช้อามาตย์ไปสู่สานัก แห่งอามาตย์ผู้รักษานกเค้า ตัวซื่อว่า เวสันตรน้ันมา อามาตย์ผู้นั้นก็เอาตั่งอัน ๑ แล้วด้วยคา อันประดับด้วยแก้วกระจกให้นกตัวน้ันจับอยู่ แล้วก็เอานาไปสู่สานัก แห่งพญาตนพ่อนกตัวนั้นก็บินไปจับอยู่เหนือตัก แห่งพญาตนพ่อ
๑๘ แล้วก็จิงบินมาจับเหนือตั่งคาด่ังเก่าก็มีแล ตทำ ในกาลเม่ือน้ัน พญาก็ถามปัญหาอันเป็นราชกิจการ อันท้าวพญาควรกระทา ซ่ึงนกในท่ามกลางหมู่คนทังหลาย จิงกล่าว เป็นคาถาว่า เวสนฺตร ปุจฺฉำมิสกุณ อทฺธมถฺเตกำเรสิรช กำเมนฺกตงฺจิตฺตสุจิตฺตวร ดังนี้ ดูราเวสันตรธรรม อุทธิสิ ความสวัสดีจงมีแก่เจ้าพ่อเทอญ เฮาพ่อก็จักถาม อรรถธรรมซึ่งเจ้าบัดน้ีก็แล กิจจ อันว่า กิจกรรม ทังมวลนี้ท้าวพญาควรให้กระทาอันใด จึงจาเริญฮุ่งเบ่งบาน เม่ือนั้นก็ข้าจา ดูราเจ้าลูกฮัก พ่อเจ้ายังฮู้ตานานนิทาน อันท้าวพญา ได้เสวยราชตามประเวณีมาแต่ก่อนน้ันจา เจ้าจงเทศนาบอก แก่เฮาพอ่ แล เทา่ วันเทอญ เม่ือพญาแลถามปัญหาซึ่งนกตัวช่ือว่า เวสันตรอันเป็นลูก ดังนี้แล เวสนฺตรสกุโน อันว่า นกเค้าตัวช่ือว่า เวสันตรนั้น ก็ได้ยินคาอันพญ าพ่อ หากถามซึ่งตนดังนั้น อห กล่าวว่า ตำต ข้าแก่พ่อเป็นเจ้า รำชำ อันว่า ท้าวพญาได้เสวยราชสมบัติ เป็นพญาแก่คนทังหลายน้ัน ก็ควรห้ามเสีย จิตต ยังใจให้เว้น จากบาป ๕ ประการคือว่า ปำณำติบำท อัน ๑ อทินนำทำน อนั ๑ กำเมสุมจิ ฉำ อัน ๑ มสุ ำวำทำ อนั ๑ สรุ ำเมรยยฺ อัน ๑ นั้นแล ให้ต้ังอยู่ในสัจจะ อันท้าวพญาได้กล่าวถ้อยคาสัจจะ บ่หม่ัน บ่เที่ยง ดังน้ัน ปถวี อันว่าแผ่นดินก็หารสบ่ได้ แผ่นดินก็หดลงไป
๑๙ ใต้พื้น ประมาณว่าได้ ๗ ศอก ดีหลีแล คันแผ่นดินหารสบ่ได้ ดังนั้น มนุสฺสำ อันว่าคนทังหลายกระทากิจกรรมทังหลาย มีต้นว่า กระทาข้าวกล้าไร่นา ค้าขายเล้ียงชีวิต ก็เป็นอันยากนักแล กุทฺทลิ อันว่า กล้วยอ้อยพืช ของปลูก ลูกส้ม ก็หาโอชารสบ่ได้ เสตพฺพำ เภสชฺช อันว่า ว่านยาอันประเสริฐ ก็หาอาบบ่ได้เหตุว่า ทา้ วพญา เสนาอามาตย์ ราชมนุ ตรี ทง้ั หลายบ่มีสจั จะ นน้ั แล ตำต ข้าแด่พ่อเป็นเจ้า มุสำวำทำ อันว่าตัวะล่าย แลหาสัจจะ บ่ได้น้ี ปถวี อันว่าแผ่นดินก็หาโอชารสบ่ได้ เพื่อดังน้ันแล แม่นว่า ข้าวน้าโภชนะอาหารทังหลายก็ดี อรสฺส ก็หารสบ่ได้แล มนุสฺส อันว่าคนทังหลายจักกระทายังเครื่องปลูก เคร่ืองยุ้ง ค้าขาย ก็เป็นอันยาก แม่นว่า บา่ วสว่ ยไฮ ท้าวพญาเจ้าทังหลาย ก็บม่ ีบงั เกิด ได้มาแล คันว่า ส่วยไฮ บ่ได้บังเกิดมาดังน้ัน รำชำ อันว่า ท้าวพญา อันเป็นเจ้าเล็มสร้างรีจนาทังมวล ก็บกบางขาดเขินเสีย เหตุว่า กระทากรรมอันเดือดฮ้อนเย่ิงนั้นแล โยรำชำโน อันว่า ท้าวพญา ตนใด หาวัตถุข้าวของบ่ได้ดังนั้น จักได้สังมาเป็นราชกิจ การบ้านเมือง รางวัลบรรณาการ แก่เสนาอามาทย์ ดังนั้นจา โสรำชำ อันว่า พญาตนน้ัน อมจฺจหิ อันว่าอามาตย์ทังหลาย อคตฺวำ เขาก็บ่กระทาอันคมรบ ยาแยงยังพญาเจ้าแล เหตุว่า
๒๐ มีคาอันออระนัดคัดใจด้วยอันอุปัฏฐากรักษา แต่งบ้าน แปงเมือง เหตุวา่ เขาบ่ได้กนิ ราชทานรางวลั บรรณาการ หน้ั แล สพฺเพชนำ อันว่า คนทังหลายทังมวล กรึสุ เขาก็จักกระทา เป็นข้าเศิกเป็นโจรฆ่าฟันกันไปมาแล รฐฺฐ อันว่า บ้านเมืองอันน้ัน วินำสสนฺติ จักวินาศจิบหายเสีย เหตุว่า ท้าวพญา เสนาอามาตย์ทัง หลาย บ่มีสัจจะ น้ันแล ตโต ข้าแต่พ่อพญ าเป็นเจ้า สจฺจ อันว่า สัจจะนี้ก็เทียรย่อมให้ยังสมบัติข้าวของทังมวลแล มุสำวำโท อันว่า คาตัวะล่ายนี้ นโสอติ ก็บ่ดูดี ดูงามเหมือนดังดอกไม้ อันหารสบ่ได้นั้นแล นัย ๑ อุปมาดั่งบุคละหญิงชายทังหลาย อันหาเคร่ืองประดับกับตนบ่ได้น่ันแล สจฺจ จ ปนสำธฺตร รสฺสำน อปิยจ โขปน ด้วยมีแท้ ตำต ข้าแต่พ่อเป็นเจ้า สจฺจ อันว่าสัจจะน้ี หากเป็นรสอันยิ่ง กว่ารสทังมวลในโลกนี้แล ตำต ข้าแต่พ่อเป็นเจ้า มุสำวำโท อันว่าสัจจะเที่ยงแท้ดีหลีแล อัน ๑ ให้เซื่อศีลแลทาน แห่งตน คาตวั ะลา่ ยน้ี เทยี รย่อมใหน้ าตนไปสู่อบายนรก นนั้ แล เหตุว่าดังนั้น บุคคละผู้มีบุญก็ดี ผู้หาบุญบ่ได้ก็ดี เมื่อกล่าว ถ้อยคาให้มีสัจจะเท่ียงแท้ดีหลีแล อัน ๑ ให้เชื่อศีล แลทานแห่งตน หากจักนาตนเมือสู่เมืองฟ้าพุ่นแล ข้าแต่มหาราชเจ้า รำชำ อันว่า ท้าวพญา เสนาอามาตย์ทังหลาย นิวำเรสย ก็พึงห้ามเสีย ยังคาเคียดแห่งตนแก่ท่านฝูงอ่ืน กุโธจ อันว่า คาเคียดแก่ท่านนั้น
๒๑ ก็เป็นอาวุธอันฆ่าท่านให้ซิบหายก็มีแล เหตุดังน้ัน มหาราชเจ้า จงฮ่าเพิงดู ยังคุณแลโทษแห่งคาเคียดนั้นเทอญ เป็นดั่ง คือ พญาตน ๑ ซื่อว่าอัตตรำช อันเคียดให้เจ้ารัสสี แลบ่เอาขันติแห่งตน แลให้อามาตย์ ไปตัดตีนสีนมือเจ้ารัสสี เสียวันน้ัน แผ่นดินก็อดบ่ได้ ก็แตกเสีย เอาพญาตนนั้นไปใหม่อยู่ในอบายนรกพุ่นแล เหตุว่า บ่อดคาเคียดนั้นแล เหตุดังนั้นมหาราชเจ้าตนพ่ออย่าได้เคียดบังเบียด ท่านใหซ้ ิบหายเทอญ เวสันตรสกุณำ อันวา่ นกเค้าตัวซ่ือว่าเวสันตรน้ันก็จักเอายงั อตีต อันล่วงไปแล้วมาเทศนา แก่พญาตนพ่อดังนี้ กล่าวเป็นรสคาถาว่า ทสฺสรชฺชธมฺเม มนรชฺช จ มหำรำช ดังน้ีเป็นเค้า ข้าแต่มหาราชเจ้า อันว่า สภาวะอันต้ังอยู่ในทศราชธรรม ๑๐ ประการ คือว่า ให้ทาน แลรักษาศีลอย่าได้ขาดจักวัน ก็ข้าเทอญ อัน ๑ ให้บริจาค ว่านยา ข้าวของให้ทานแก่ฝูงมีบุญ แลมีศีล อัน ๑ ให้น้อมตนอยู่ดี อย่าสามหาว มานะกล้าแข็ง แก่ผู้มีบุญ แลมีศีล แลเฒ่าแก่ พ่อแม่ แห่งตน อัน ๑ อย่าละเสียยังอัน ๑ ศีล ๕ ศีล ๘ ในวันอุโบสถศีล อัน ๑ อย่าข่มเหงเต็งเตไพร่น้อย ข้อยไพร่ในเมืองทังหลาย อัน ๑ อย่ากระทาให้เดือดฮ้อน แก่หมู่ร้ีพลตนโยธาทังหลาย อัน ๑ ให้เป็นเท้าเอาเสีย ยังคาเคียดบังเบียดแก่เสนาอามาตย์ ทังหลาย อัน ๑ อย่าให้คาเคียดแก่ท่านฝูงอ่ืน อัน ๑ อย่าฟังคาสับส่อ
๒๒ อัน ท่ าน หากมาสับมาส่อบอกแก่ตน อัน ๑ กล่าวถ้อยคา ให้มีสัจจะอันเท่ียงแท้ อัน ๑ ให้กระทาราชกิจการอย่าให้ผิด ฮีตบ้านคองเมืองแต่บูฮาน มาแต่ก่อนฝูงนี้ ได้ซ่ือว่า ทศราชธรรม ๑๐ ประการแล เม่ือนกเค้าตัวซื่อว่าเวสันตรเทศนา ทศราชธรรม ๑๐ ประการ ดังนั้นแล้ว สพฺเพชนำ อันว่า คนทังหลายมวลอันอยู่เมืองพาราณสีน้ัน ก็เป็นอันอัศจรรย์มากนัก เขาก็กระทาเสียงสาธุการ เป็นอันมากแล ตทำ ในกาลเม่ือนั้น พญาก็ต้ังไว้ยังนกเค้าตัวนั้น ในท่ีอันเป็น มหาเสนาผู้ใหญ่แห่งตนหั้นแล นกตัวน้ันก็พิจารณาดูฮีตบ้าน คองเมืองตางพ่อแห่งตน ในที่ท่ามกลางแห่งเสนาอามาตย์ราชมุนตรี ทังหลายก็มีวันนั้นแล เวสนฺตร แก้ปัญหายังปัญหาให้พญาตนพ่อ นติ ถิตำ ก็แล้วทอ่ น้กี อ่ นแล ๚๛ ปนุ รำชำกตตปิ ำหจธเยน เนวกนุ ทรินีปำเทสิ ในเม่ือเสย่ี ง ๒ วัน ๓ วัน มาเถิงแล มีดังนั้น พญาก็ใช้อามาตย์ฝูงฉลาดไปบอกข่าวสาร อาการอันจักถามปัญหาเถิงนก ตัวซื่อว่า นำงกุณฑริณี นั้นให้แจ้งไว้ ในวันถ้วน ๗ นั้นแล เม่ือน้ันพญาก็มีเสนาอามาตย์ราชมนตรี ทั้งหลายเป็นประทาน ก็ไปสมิดต้ังอยู่ ในท่ามกลางมณดก (มณฑป) ปราสาทท่ีนั้น ก็มีแล เม่ือน้ันพญาก็ใช้ให้อามาตย์ฝูงฉลาด ไป เอาน ก ซ่ื อ ว่า น ำงกุ ณ ฑ ลิ ณี น้ั น ม าเพื่ อจัก ถ าม ปั ญ ห า
๒๓ ให้ปรากฏแก่คนทังหลาย นั้นแล เมื่อนั้นอามาตย์ฝูงน้ันก็ไปเอามา ยังนก ตัวช่ือว่า นำงกุณฑริณี น้ันแล นกตัวน้ันก็มาฮอดแล้ว ก็บินไปจับอยู่เหนือธรรมาสน์ แล้วจิงบินไปสู่ตักแห่งพญาตนเป็นพ่อ แล้วก็คืนมาจบั อยู่เหนือธรรมมาสน์ดงั เก่า ห้นั แล อถ ในกาลเม่ือน้ันราชาอันว่า พญาพารานสีตนเป็นพ่อนั้น อำห ก็จิงกล่าวถาม ปนห ยังปัญหา ซ่ึงนากนกตัวซื่อว่า กุณฑริณี ตว อันว่านาง อห อันว่า เฮาผู้เป็นพ่อก็จักถามปัญหาเจ้าแล นางเจา้ ยังอาจแก้ได้บจ่ า ผวิ ่า เจ้าบอ่ าจจกั แก้ไขดังน้ัน เฮาพ่อกบ็ ่ถาม เซิ่งเจ้าแล เมื่อนั้นนำงกุณฑริณี กล่าวว่า ตำต ข้าแต่พ่อเป็นเจ้า ๆ จักถามปัญหาอันใดเซิ่งผู้ข้า ก็จงถามตามใจมักแห่งมหาราชเจ้า เทอญ อห อันว่า ผู้ข้าก็จักแก้ตามผญา แห่งผู้ข้าอันได้เป็นสัตว์ เดรัจฉานน้ีแล เม่ือน้ันพญาก็กล่าวว่า กุณฑริกำ ดูรานำงกุณฑริณี กิ จ ก ร ร ม อั น ใ ด อั น ท้ า ว พ ญ า ม ห า ก ษั ต ริ ย์ เพิ ง ก ร ะท า ให้จาเริญ แก่บ้านเมืองราชสมบัติ น้ันจา อุวรญ ำรำชธมฺเม ปุจฺฉำตวำ ในเม่ือราชธรรมอันพญาหากถามเซิ่งนำงกุณฑริณี มีด้วยประการดังนั้นแล กุณฑริ อันว่า นางนกตัวซ่ือว่ากุณฑริณี กล่าวว่า ตำต ข้าไหว้พอ่ เปน็ เจ้าอันว่าราชธรรมทังหลายน้ี กม็ ตี ่าง ๆ กันดีหลแี ล ชำตติ เกดิ มาเป็นสัตวเ์ ดรัจฉานนี้ ก็เหตุด้วยผลาแห่งกรรม อันตนหากได้กระทามาแตก่ ่อนนั้น ก็ข้าแล ชำตติ อันเกิดมาเป็นคนนี้
๒๔ ก็เหตุผลาบุญอันตนได้กระทามาแต่ก่อนน้ันแล บุคละผู้มีผญา เพงิ ฮู้ดังนี้เทอญ อำทิกฺกุสฺลปุญฺญำนิชำติ กโรปิ ตำต ข้าไว้พ่อเป็นเจ้าซื่อว่า โลกทังหลายนี้ ยังรู้ปิ่นรู้แผลงไปมาแล ลางชาติก็เกิดเป็นคน ลางชาติก็เกิดเปน็ สัตวแ์ ล ลางชาติก็เกิดเป็นเทวบตุ ร แลเกดิ เป็นเทวดา อันมีบาปแลบุญ หากแต่งแปงให้แก่สัตว์ทังหลายในโลกนี้แล บุคละผู้ใดได้เกิดมาเป็นคนทุกข์ไฮข้ ีนใจ ก็เหตุด้วยบาปกรรมแห่งตน อันบ่ได้กระทาบุญให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมแต่ก่อนน้ันแล บุคคลผู้ใดได้เกิดในตระกูลวงศาแห่งท้าวพญ ามหากษัตริย์ ก็เหตุด้วยบุญสมภารอันตนหากได้กระทามาแต่ก่อนคือว่า ได้ให้ทาน รักษาศีล ภาวนาแต่ชาติก่อนภายหลังน้ันแล บุคละผู้ใดได้เกิดมา เป็นเทวดาน้ัน ก็เหตุถือเอายังบุญ คุณ แก้วทั้ง ๓ ประการ เป็นที่เพิ่ง แลให้ท่านรักษาศีล ภาวนา มาแต่ก่อนพุ่นก็มีแล บุคละยิงชายทังหลายฝูงใดได้ไปไหม้อยู่ในอบายนรกท้ัง ๕ น้ัน ก็เหตุเขาได้ประมาทคุณแก้ว ๓ ประการ แลบ่ให้ทาน รักษาศีล ภาวนามาแตก่ อ่ นน้ันแล ตว อันว่ามหาราชเจ้า อปมตฺโต อย่าได้ประมาทคุณแก้ว ๓ ประการ ปุราณประเพณีมาแต่ก่อน อย่าได้ผิดจากนั้นเทอญ กิจการทศธรรม ๑๐ ประการ คอื ว่า ทำน อัน ๑ แล บริจำค ก็อัน ๑
๒๕ คือว่า จ่ายข้าวของให้ท่าน ศีล อัน ๑ สังวรรักษากายวาจาใจ ให้ปราศจากโทษ อชว อัน ๑ อย่าโลภเลี้ยว มทฺว อัน ๑ ให้มีใจอ่อนหวานแก่เสนาอามาตย์ ตปํ อัน ๑ คือว่ากระทาแก่บาป อกฺโกธ อัน ๑ อย่ามีใจเขิงเคียด อวิหิงสำน อัน ๑ อย่าเบียดเบียน ไพร่น้อย ข้อยไทในเมือง อวิโรธน อัน ๑ ต้ังแต่งอย่าให้ผิดฮีตบ้าน ค อ ง เมื อ ง ข นฺ ติ อั น ๑ ใ ห้ มี ใ จ อ ด ยั ง โ ท ษ ดั ง นั้ น แ ล เท ว ข้ า ไห ว้ ม ห า ร า ช เจ้ า อั น ว่ า ท้ า ว พ ญ า ทั ง ห ล า ย นี้ เทียรย่อมมีปกติอันหนัก แลเพียรในราชกิจแห่งท้าวพญ า ให้ฮ่าเพิงฮู้ก่อนแล อัน ๑ อย่าได้เซื่อใจท่านแม่นออกจากบ้าน ต้านจารจา จักไปก็ดีจักอยู่ก็ดี ให้พิจารณ าดูให้รู้แจ้งแล้ว จิงดีด้วย คันบ่พิจารณาดูให้แจ้งเล่ากระทา ย่อมได้กินแหนงใจ เมื่อตราบลุนแล อันนั้นบ่ได้ผิว่าก็ดี เม่ือผู้ใดหากได้แก่ตน แล ม ห าราชเจ้าจงมี ใ จฮั ก ไพ ร่ฟ้ า ข้าไท ทั งห ล าย เท อ ญ ท่านพญาทังหลายนี้ เทยี รยอ่ มตั้งอยูใ่ นคองอันเสมิ (กะเสิม) ดแี ล ข้ า แ ต่ พ่ อ พ ญ า เป็ น จ้ า จ ง ฟั ง ค า แ ห่ ง ข้ า ผู้ ซ่ื อ ว่ า น ก เอ้ี ย ง ค า นำงกุณฑรินี้เทอญ จนฺโท อันว่า พระจันทร์เมื่อบรบวรงาม ใสส่องแจ้งน้ันแล ปกฺเข เมื่อเดือนแรมนั้น รังสีก็ผ่อนหย่อนเสีย แลน้อย ๆ ตราบต่อเท่าวันแฮมได้ ๑๕ ค่า แลบ่ปรากฏแจ้ง แก่ตาคนทังหลายอันน้ันแล มีสันใด มนุสำ อันว่า คนทังหลาย
๒๖ พำล อันเป็นคนพาลไปหาบุญหาศีลบ่ได้ ก็จักถอยจากสมบัติ ข้ า ว ข อ ง แ ล น้ อ ย ๆ ก็ เป็ น ดั ง ม ณ ฑ ล พ ร ะ จั น ท ร์ อั น ถ อ ย จ า ก รั ศ มี รั ง สี แ ล้ ว แ ล ดั บ ไป น้ั น แ ล ป ร ะก า ร ๑ ข้าไหว้สมเด็จมหาราชเจ้าอันว่า มณฑลพระจันทร์อันข้ึนมา ได้ค่า ๑ เท่าเถิงเพ็ง แลมีรัศมีรังสีเสาะใสงาม หาอันจักเปรียบ เทียบบ่ได้แล มีสันใด คนทังหลายฝูงมีศีลบ่ขาดก็จักจาเริญดี ในสมบัติข้าวของยศศักด์ิบริวาร ด้วยผญ าแห่งตน น้ัน แล กอ็ ปุ มาดั่งมณฑลพระจนั ทรอ์ นั เพ็งเต็มงามนนั้ แล กุ ณ ฑ ริ นี อั น ว่ า น ก ตั ว ซื่ อ ว่ า น ำงกุ ณ ฑ ลิ นี เท เสน ก็เทศน าธรรมแก่คนทั งหลาย มีพญ าตนพ่อเป็นประทาน ด้วยคาถาทังหลาย ๑๐ ประการดังน้ันแล รำชำ อันว่า พญา สุตวำ ได้ยินธรรมเทศนาแห่งนำงนกกุณฑริณีแล้ว ก็มีใจนิยมซมซ่ืน ยินดีมากนัก อห พญากล่าวจากับเสนาอามาตย์ทังหลายว่า โภณ โต ดูราเจ้าเสนาอามาตย์ทังหลายเฮย ลูกยิงแห่งเฮา นำงกุณฑริณี ก็เทศนาแก่เฮาทังหลาย ก็เป็นอันเข้าใจยินดียิ่งนัก เฮาก็ควรปฏิบัติตามแท้ดีหลีแล คนทั้งหลายอันเกิดมาในโลกน้ี บ่ได้สูดได้เฮียนแต่ครูบาอาจารย์ตนใดตน ๑ ดังน้ัน ผู้ใดยังจักกล่าว ดังน้ี ก็หาบ่มีได้จักคนแล อย กุณฺฑริ ตัวน้ีหาบุคคละผู้จักมาส่ัง มาสอนบ่ได้หากฮู้ด้วยใจแห่งตนแท้ดีหลีแล พญ ากล่าวแล้ว
๒๗ ก็ตั้งไว้ยังนางนกตัวนั้น ในท่ีอันประเสริฐให้ปากต้านจารจา กับด้วยตนหั้นแล ตั้งแฮกแต่น้ันเมือหน้านางนกตัวน้ันก็ได้อยู่ ในท่ีอันเป็นสขุ สาราญก็มีแล นำงนกกุณฑริณี เทศนาให้พญาตนพ่อ กับคนทังหลายฟงั นติ ฐติ ัง ก็บรบวรควรเท่าน้ี ก่อนแล ๚๛ อถปนรำชำติปำหจเยนชุมพุกบณฺฑิตฺต ทตเปตฺตวฺำ เมทิวเส คตวำ อถ ในกาลเม่ือ เสี่ยง ๒ วัน ๓ วันดังน้ันอันว่าพญาตนพ่อ เปเสสิ ก็ใช้อามาตย์ผู้ฉลาด ให้ไปสู่สานักแห่งนกแขกเต้าตัวชื่อว่า เจ้ำซุมพูกบัณฑิต อันประกอบด้วยผญา แลมีขีสบอันแดงสาน เสมือน ดังหมากซุมพู่สุกน้ัน จิงได้ซ่ือว่า ซุมพูกบัณฑิต เพ่ือดังน้ันแล บอกสัญญาให้แจ้งแล้วในมื้อถ้วน ๗ วันน้ันแล รำชำ อันว่า พ ญ าต น พ่ อ ก็ มี ห มู่ เสน าอ า ม าต ย์ ร าชมุ น ต รี เป็ น บ ริ ว า ร แล้วก็ไปสมิดต้ัง อยู่ในมนดก (มณฑป) ปราสาทแล้วก็ใช้อามาตย์ ไ ป เอ า ซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต ม า แ ล้ ว ก็ ใ ห้ จั บ อ ยู่ เห นื อ ตั่ ง ค า แล้วก็นาเอาไปต้ังไว้ในท่ีใกล้แห่งพญาห้ันแล โสสกุโณ อันว่า นกแขกเต้าตัวนั้น ก็เข้าไปสู่ตักแห่งพญาตนพ่อ แล้วก็มาจับอยู่ตั่งคา ดังเก่าก็มีแล คนทังหลายก็ยกเอาต่ังคา กับทังเจ้ำซุมพูกบัณฑิต ขึ้นต้ังใว้เหนืออาสนา อันประเสริฐแล้ว อถ ในกาลเมื่อน้ัน รำชำ อันว่า พญาตนพ่อ ปุจฉิส สตฺเตนะ อันจักถามราชธรรม ๑ ๐ ป ร ะ ก า ร จ า ก เว สั น ต ร แ ล้ ว ถั ด น้ั น เฮ า ผู้ เป็ น พ่ อ
๒๘ เล่าซ้าถามเซิ่งพี่หญิงแห่งเจ้า ซื่อว่านำงกุณฑริณี ก็ประกอบด้วย ผญาปัญญา ก็กล่าวทศราชธรรม ๑๐ ประการ ตามกรรมแห่งตน ดี ห ลีแล อิท ำนิ ใ น ก าล บั ด น้ี เจ้าจงแก้ ปั ญ ห าแก่ เฮาพ่ อ แด่เทอญ อันจักได้เป็นกาลังอันประเสริฐ กว่ากาลังทังหลายน้ันจา อถ ในกาลเมื่อน้ัน สกุณำ อันว่า นกตัวซ่ือว่า เจ้ำซุมพูกบัณฑิตน้ัน สุตตวำ ได้ยินยังคาอันนั้นแห่งพญาตนพ่อ เจ้าก็มีคาซมซ่ืนยินดี เห ตุ ว่า เจ้าจัก ได้สาแดงยังผญ าแห่ งต น แก่ คน ทั งห ลาย อห กล่าวเป็นนัยยะคาถาว่า กลญฺญ สฺวิวโลเก ดังน้ีเป็นเค้า ภณฺเต ข้าไหว้สมเด็จมหาราชเจ้า กาลังนี้ ปญฺจ มี ๕ ประการ ในโลกนี้บุคคละผู้ใด อันประกอบด้วยขันท้ัง ๕ ประการนี้อันใดจา คือว่า กำยกร อัน ๑ โภคกร อัน ๑ กุศลกร อัน ๑ ญำนกร อัน ๑ ปญฺญกร อัน ๑ นั้น เทว ข้าไหว้สมเด็จมหาราชเจ้ากาลังท้ังหลาย ฝูงน้ี ปญฺญกร น้ันแวนประเสริฐกว่ากาลังฝูงอ่ืนแล กาลังฝูงอื่นน้ัน ยังฮู้ผ่อน ลงตามอายุ แห่งสัตว์ทั งหลายบ่หม้ั น บ่เที่ ยงแล เหตุว่า อาจารย์เจ้าทังหลายหากกล่าวว่า บ่ประเสริฐดัง ปญฺญกร แลกรรมแห่งผญาน้ันประเสริฐนัก แลบ่อาจสังขยานับได้แล ตำต ข้าไหว้พอ่ เปน็ เจา้ จงฮแู้ จ้งยงั คาแห่งข้านี้เทอญ กำยกร น้ีคือว่า เน้ือตนเฒ่าแก่ชราการดังนั้น กาลังก็ถอยลง ตามอายุแห่งตนอันบ่เทียวเพื่อดังนั้นแล อันว่า กาลังผญานั้น
๒๙ เมื่อว่า ตนแก่ขึ้นมาผญา ก็แก่ขึ้นตามชาติแห่งผู้มีผญานั้นแล ก็รู้วิตกวิจาร อันผิด อันเลิก อันตื้น ฮดี บ้านคองเมือง รู้จักอันเป็นสุข เป็ น ทุ กข์แห่งตน แห่งท่ าน น้ั น แล ตำต ข้าแด่พ่ อเป็น เจ้ า ปญฺญ อันว่า ผญ าน้ี ว่าประเสริฐอาจรู้จักในธรรมคาสอน แห่งพระพุทธเจ้าได้แท้ดีหลีแล ด้วยมีแท้ มนุสฺสำ อันว่า คนทังหลาย อัน เกิดมาใน โลกน้ีมีชาติก็ต่างกัน เกจิชนำ คนทั งหลาย ลางพ่ องนั้ น มีผญ าปัญ ญ า แลลางพ่ องนั้ นก็มีผญ าสลาด อาจสามารถ ป ากต้ าน จารจา ลางพ่ องนั้ น มีผญ าก็ม าก มีบุญสมภารก็มากนักแล สสำหำกตปญฺญำ ก้าน้ีเป็นกับด้วย สรปญฺญำนุสฺสติ ปัญญาลูกนี้มีในบุคละผู้ใดก็ฮักหอมแท้แล อั น น้ี จ า ด้ ว ย ปั ญ ญ า แ ห่ ง บุ ค ล ะ ทั ง ห ล า ย ก่ อ น แ ล จักวิเศษดั่งผญา ก็หาบ่มีได้แล กำยกร นั้นก็บ่วิเศษดั่งกาลัง ผญาปัญญานัน้ แล ตำต ข้าแด่พ่อเป็นเจ้าเหตุใดแลว่า กายกาลังแห่งคนทังหลาย บ่วิเศษดังผญาน้ันแท้แล อันว่า กาลังแห่งคนทังหลายน้ีบ่หมั่น บ่เที่ยงดีหลีแล ตำต ข้าแด่พ่อเป็นเจ้า ฑีฆำยุกำ อันว่า มีอายุอันยืน ก็เป็นกาลัง อัน ๑ แล ปริโภคำ มีข้าวของบริโภคก็เป็นกาลัง อัน ๑ แล พล อันถ้วน ๓ ย่ิงกว่ากายกาลังแล ชำตติ อันว่าชาติ ตระกูลอันดีก็เป็นกาลังอันถ้วน ๔ ปญฺญกร ปัญญาของบุคละทัง
๓๐ หลาย ฝูงมีผญาเพื่อฮู้กาลัง ๕ ประการน้ีเทอญ กาลัง ๕ ประการนี้ ปญฺญกร น้ันแวนประเสริฐยิ่งกว่ากาลัง ๔ ประการ น้ันแล ตำต ข้าแต่พ่อเป็นเจ้าอันว่าผญ าปัญ ญ าน้ี วิเศษกว่าซุอัน บุคละเทียรย่อมฮู้พิจารณาให้เป็นประโยชนะ แก่ตนแลท่าน ฝูงอื่นนั้นแล บุคละอาจจักฮู้ธรรมคาสอนแห่งพระพุทธเจ้าน้ันแล เทียรย่อมเฮียนเอา เตยฺยปติ ก เซิ่งไตรยปิดกทง้ั ๓ เป็นที่เพ่ิงแก่ตนแล เหตุดังนั้น จิงได้ซ่ือว่า ปญฺญกร แวนประเสริฐกว่ากาลังทังหลาย เปน็ ดังพระอาทติ ยแ์ ลพระจนั ทร์อันฮ่งุ งามในโลกนี้แล สกุ ณ ำ อั น ว่า น ก แข ก เต้ าต น ซื่ อว่าซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต เทศนาด้วยคาถาทังหลายฝูงนี้ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล้ว อห จิงกล่าวว่า ตำต ข้าไหว้พ่อเป็นเจ้ามหาราช ถามปัญหาอันใด ซึ่งผู้ข้าก็แก้ไขปัญ หาทังหลาย ฝูงด้วยนัยยะดังกล่าวมาน้ี ตว อันว่า มหาราชเจ้าตนประเสริฐ กล่าวชาวเมืองทังหลาย จงปฏิบัติตามทศธรรม ๑๐ ประการ ฝูงนี้เทอญ ตว อันว่า สมเด็จมหาราชเจ้าสั่งมวลชาวเมือง กับทังเสนาอามตย์ราชมุนตรีทัง หลาย ให้ต้ังอยู่ในคองอันดี คือว่า ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ซุคนก็ข้าเทอญ ตำต ข้าไหว้สมเด็จมหาราชเจ้าตนเป็นใหญ่ กว่าชาวเมืองทังหลาย คันว่า มหาราชเจ้าตนอยู่ในทศราชธรรม ๑๐ ประการ ดังน้ั น คัน ว่า จุติพรากจากเมืองคนท่ี นี้แล้ ว
๓๑ ก็จักได้เอาตนเมือเสวยสุข ในเมืองสวรรค์เทวโลกพุ่นก็ข้าแล ข้ าแต่ ม ห าร าชเจ้า เย น รำ อัน ว่ าบุ ค ล ะยิ งซ าย ทั งห ล าย หมายมีท้าวพญา เสนาอามาตย์ราชมุนตรี เศรษฐีแลทวยค้า ถ้ ว น ห น้ า ห มู่ ปุ โ ร หิ ต อ า จ า ร ย์ ทั ง ห ล า ย ฝู ง ใ ด ผิ ว่ า บ่ตั้งอยู่ในทศราชธรรมดังน้ัน คันว่า จุติจากเมืองคนนี้แล้ว ก็จักได้เอาตนไปสู่อับบายนารกเป็นเค้า หากเป็นที่เขาไปสู่ ไปหาแหง่ คนบาปทังหลายแทด้ หี ลีแล เอวปิ มหำโพธิสตฺโต โพธิสัตว์เจ้าก็เทศนาแก่พญาพาราณสี มีดังน้ีแล้ว คนทังหลายก็สาธกุ าร แลว้ รำชำ อนั วา่ พญากม็ ีใจซมซืน่ ยินดีมากนัก อห กล่าวเซิ่งอามาตย์ทังหลายว่า อมจฺจ ดูราอามาตย์ ทั ง ห ล า ย ลู ก เฮ า เจ้ ำ ซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต อั น มี ส บ อั น แ ด ง ง า ม เหมือนดั่งหมากซุมพู่สุกนั้น ก็เทศนาธรรมแก่เฮาทั งหลาย ด้วยสีหนาท อันเป็นรสปุราณธรรมแท้ดีหลีแล เฮาทังหลาย จักกระทาดังรือใด นิจิอถำ ในการเม่ือนั้น อมจฺจ อันว่า อามาตย์ ท้ังหลาย อห กล่าวว่า เทว ฝูงข้าไหว้มหาราชเจ้า ปุตฺโต อนั ว่า ลกู แหง่ มหาราชเจา้ นั้น อห กล่าวเป็นคาอนั บุราณจาฮตี แต่ก่อน แม่นแม่นสันใดเฮาทังหลาย ก็ควรกระทาตามก็ข้าแล เหตุว่า ตาอันวิเศษบ่ได้แก่เฮาทังหลายแล แม่นสมเด็จมหาราชเจ้า ก็ควรกระทาตามแล
๓๒ อถ ในกาลเมื่อนั้นพญากล่าวว่า ลูกเฮาเจ้ำซุมพูกบัณฑิต ก็เทศนาธรรมแก่เฮาทังหลาย ให้ต้ังอยู่ในคองบุราณธรรมจาฮีต แต่ก่อนดังเฮาทังหลาย บ่เพิงจักละเสียยังคาสอนแห่งลูกเฮา เจ้ำซุมพูกบัณฑิต แท้ดีหลีแล พญากล่าวดังนั้นแล้วก็จิงตั้งไว้ ยังนกนั้น ให้เป็นมหาเสนาผู้ใหญ่ก็มีในวันนั้นแล ตโตปถำย ต้ั ง แ ฮ ก แ ต่ นั้ น ใ น ต า บ ห น้ า ส่ ว น ดั่ ง น ก ตั ว ซ่ื อ ว่ า เจ้ ำ ซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต ก็พิจารณ ายังถ้อยคาอันผิดแลอันควรจาเริญ ใจแก่เสนาอามาต ย์ ทังหลาย เป็นท่ีเข้าไปสู่ไปหาแห่งเสนาอามาตย์ราชมนตรีทังหลาย ก็ มี แ ล อ ถ ใ น ก า ล เม่ื อ น้ั น ช น ป ท ำ อั น ว่ า ช า ว ช น บ ท บ้ า น น อ ก ข อ ก ขั น ธ สี ม า ทั งห ล า ย เข า ก็ มี ใ จ ซ ม ซ่ื น ยิ น ดี เซ่ิงเจ้ำซุมพูกบัณฑิต เขาก็สักการบูชามากนักแล รำชำจ อันว่า พญาก็ดี เสนาอามาตย์ราชมุนตรีทังหลายก็ดี เขาก็ตามคาสอน แห่งเจำ้ ซุมพูกบัณฑิตซุคนกม็ แี ล สพฺพชนำ อันว่า คนทังหลาย กโรติ เขาก็กระทาบุญทังหลาย หมายมีอันให้ทาน รักษาศีล เมตตา ภาวนา ถเปตวำ ก็ต้ังอยู่ เท่าอายุแห่งตนคันว่า ม้างยังขันธ์ทัง ๕ แล้วก็ได้เมือเกิดเอากาเนิด ยังสมบัติทังหลายในชั้นฟ้าตาวติงสาสวรรค์เทวโลก ด้วยบุญ อันตนได้ให้ทาน รักษาศีลภาวนา น้ันแล รำชำ อันว่าพญาพาราณสี ถเปตวำ ก็ตั้งอยู่ตามคาสอนแห่งตน ทตฺวำ ก็ให้ทาน รักษาศีล
๓๓ ภาวนาเท่าอายุแห่งตนน้ัน แลก็ได้เอาตนเมือเกิดในช้ันฟ้าตาวติงสา สวรรค์เทวโลกก็มีแล ตทำ ในกาลเม่ือน้ัน อมจฺจ อันว่า อามาตย์ ทังหลาย กริส เขาก็กระทาอันเลิกซากส่งสการพญ าแล้ว เขาก็บอกเล่าอันเลิกซากส่งสการแล กล่าวกับเจ้ำซุมพูกบัณฑิตว่า อห ข้าไว้เจ้ากู รุสฺสบสโน อันประกอบด้วย ฮูปโสมอันงาม แลมีผญาอันมากเจ้ากูจงตั้งยังถ้อยคาแห่งฝูงข้าทังหลายก็ข้าเทอญ รำชำปิตฺวำ อันว่า พญาตนพ่อแลแม่แห่งเจ้ากู เม่ือจักใกล้ตายนั้น ยังสั่งฝูงข้าทังหลายไว้ว่าดังนี้ สูท่านทังหลาย จงให้ยังสมบัติ ข้ าว ข อ งแ ก่ ลู ก กู เจ้ ำซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต น้ั น เท อ ญ ว่ าดั งนี้ แ ล บัดน้ี เจ้ากูจงเสวยราชเป็นพญ าแทนพ่อแห่งเจ้ากูเป็นพญ า แต่ฝงู ขา้ ทังหลายแล ต ท ำ ใ น ก า ล เม่ื อ น้ั น เจ้ ำ ซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต ผู้ มี ผ ญ า อห เจ้ากล่าวแก่อามาตย์ทังหลายว่า อมจฺจ ดูราอามาตย์ฝูงฉลาดทัง หลาย เฮาน้ีก็บ่มีประโยชนะด้วยราชสมบัติ เป็นท้าวพญ า แ ท้ ดี ห ลี แ ล อ ห อั น ว่ า เฮ า ส กุ ณ ำ น เป็ น น ก แ ข ก เต้ า พญ าเจ้าก็เอาเฮามาเลี้ยงเป็นลูกชายแลด้วยมีแท้ อห อันว่า เจ้ า ก็ บ่ ฮั บ ยั งร าช สม บั ติ อั น ท้ าว พ ญ า น้ี แล เจ้ าทั งห ล า ย จงให้ฝูงฉลาดอาจฮู้จักฮีดบ้านคองเมือง อันชอบประกอบด้วย ทศธรรรม ๑๐ ประการนั้นให้เป็นพญ าแทนพ่อเฮาเทอญ
๓๔ เจ้ ำ ซุ ม พู ก บั ณ ฑิ ต ก็ ต้ า น จ า ร จ า กั บ อ า ม า ต ย์ ฝู ง ฉ ล า ด ให้เขียนเอาทศธรรม ๑๐ ประการ อันเป็นคาสอนสบื ๆ มาแต่บุราณ ท้าวพญาก็เขียนใส่ไว้ในใบลานคา ให้ปรากฏแก่คนทังหลายแล ท้าวพญาตนใดจักสืบราชสมบัติบ้านเมืองภายหน้าให้เป็นสุขเกษม แก่ไพร่ฟ้าข้าไททังหลายเทอญ เจ้ำซุมพุกกบัณ ฑิ ต ต้ังไว้ ยงั กิจอันพิจารณาถ้อยคาทงั มวลดงั น้ี ตโยสกุโน อันว่านกทั้ง ๓ ตนนั้น อำปุจฺฉิตฺวำ ก็สั่งอาลา พาจากเสนาอามาตย์ทังหลายแล้ว อรญฺยปวิสิสุง ก็บินเข้าไป สู่ป่าหิมพานต์ก็มีแล โสโอวำโท อันว่าคาโอวาทส่ังสอน แห่งนก ๓ ตัวน้ัน ก็ตั้งอยู่นานประมาณ ว่าได้หมื่นปีก็มีแล สพฺพำรโญโอวำโทวเสนอมิ ธมฺมเทเสน ตวำชำตก สโมทำเนสิสพฺพำ อันว่า สัพพัญ ญู เจ้าตนซ่ือว่า โคดมบรมนำถ คาดเอามา ยังธรรมเทศนาดังนี้ อันเป็นบุพกรรม คือว่า ชาติแห่งตน แต่เมื่อก่อนมาเทศนา แก่พญำปเสนทิโกศล เพ่ือจักให้ตั้งอยู่ ในธรรมคาสอนสัพพัญญูเจ้าด้วย สมพถบท เป็นจตุอริยสัจจ ๔ ประการแล ปริสำ อันว่า บริษัท ๔ จาพวกก็ได้ยังธรรมเทศนา ดวงวิเศษ ป ระเท ศว่า โสดำ สกิท ำคำ อน ำคำ อรห นฺ ต ำ ผลาญาณตามบุญสมภารแห่งตน อันนับมาแต่บุฮมมะนาดชาติก่อน ภายหลังก็มแี ล
๓๕ ชำยติสโมทำเนสิ พระพุทธเจ้าก็เอามายังเทศนาธรรมชาดก น้ีว่า พรหฺมทตฺโตรำชำ อำนนฺโท กุณฑรินิ อุปรวณฺณำ เวสนฺตร สำริปุตฺโต รำชมถำพุทโธ ซุมพุกสกุโน อหเมวฺโลกนำโถ เอวทเรชำตก ดังน้ี ภิกฺขเว ดูราภิกษุทังหลายราชา อันว่า พญำพรมหมทัต ตนเสวยราชในเมืองพาราณสี บ่มีลูกยิงลูกชาย ไปเอาลูกนก ๓ ตัวมาเลยี้ งเป็นลกู วนั น้ัน บ่ใชบ่ ุคละผู้ใดเลย อำนนโฺ ท แม่นว่า มหำอำนนท์ ตนอุปัฏฐากพระตถาคตในกาลบัดน้ีแล เวสนฺตรสกุณำ อันว่า ลูกนกเค้าตัวชื่อว่า เวสันตร ในวันนั้น บ่ใช่แม่นบุคละผู้ใดใครผู้อ่ืนเลยคือหากแม่น มหำสำรีบุตร ตนบริสุทธิ์ด้วยปัญญาเป็นอัครสาวกก้าขวา อิทำนิ ในกาลบัดน้ีแล กณุ ฑรินี อันวา่ นางนกเอ้ยี งคา ตวั ซ่ือวา่ นำงกุณฑริณี วนั น้ัน บ่ใช่บุคละผู้ใดเลยคือว่า แม่น นำงอุบลวัณ ณ ำเถรี อิทำนิ ในกาลบัดนี้แล อมจฺจ อันว่า อามาตย์ราชมุนตรีทังหลาย แห่งพญาพาราณสีปางนั้น คือว่า แม่นบริษัทแห่งพระตถาคต ในกาลบัดนี้แล ซุมพุกบณฺฑิตโตสกุโน อันว่า นกแขกเต้าตัวซื่อว่า ซุมพูกกบัณ ฑิ ต ตทำ ในกาลบัดน้ีก็บ่ใช่บุคละผู้เยาวยาน สามานเลย อห โวโลกนำโถ คือว่า แม่นองค์กูพระตถำคต ต น เป็ น ที่ จ่ั งที่ เพ่ิ งแก่ โ ล ก ทั ง ๓ อิ ท ำนิ ใ น ก าร บั ด นี้ แ ล ตุมเหอันว่า สูทังหลาย ธำเรถ จงจ่ือจานาไว้ยังชาดกดวงนี้
๓๖ ในมโนทวาด้วยนัยยะ ดังพระตถาคตหากเทศนามานี้ เท่าวันเทอญ เวสนฺตรสกุโน ชำตก กล่าววัณณายังเวสันตรสกุณาชาดกนกเค้า นถิ ิตัง ก็เสด็จบรบวร สมควรแลว้ ท่อนี้ก่อนแล ๚๛ ๏ ณ วัน ๔ ฯ๑๒๕ ค่า ปีขาล โทศก ศักราชราชาได้ ๑๒๕๒ ปี พระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร มีใจใสศรัทธา สร้างหนังสือลาเวสันตรนกเค้า ไว้กับศาสนาพระพุทธเจ้า ไดส้ รา้ งในวัดโพธิ์ชัย เมืองหนองคาย เมือ่ ไปว่าราชการเรื่องเขตแดน เก่ียวข้องกับเมืองหนองหาร กับเจ้าคุณพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธ์ิ ท ศ ทิ ศ วิ ไชย ป ลั ด ข้ า ห ล ว ง ม า ตั้ ง อ ยู่ รั ก ษ า ร า ช ก า ร อ ยู่ ณ เมืองหนองคาย มหาชานนท์เมืองสกลนคร เป็นผู้ลิจนา แล้วยามแถใกล้เท่ียง มีทังตัวตกตัวห้อย ตัวน้อยบ่พอ เกกาซ้าย หัวหาง บ่ขอดตกแลห้อยไปน้ันมากหลาย สาธุ ๆ อนโุ มทามิ ๚๛
๓๗ บรรณำนุกรม ธวัช ปณุ โณทก. วรรณกรรมทอ้ งถนิ่ . กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร,์ ๒๕๒๕. ปรีชา พิณทอง. สำรำนกุ รมภำษำอีสำน – ไทย – องั กฤษ. อุบลราชธานี : โรงพมิ พ์ศิรธิ รรม, ๒๕๓๒ ภวู ดล อย่ปู าน. นกเต็นด่อน. มหาสารคาม : หจก.อภิชาตกิ ารพมิ พ,์ ๒๕๖๒. ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนำนกุ รม ฉบบั รำชบณั ฑิตยสถำน พ.ศ.๒๕๔๒. กรงุ เทพฯ : นานมีบคุ ส์พับลิเคช่นั ส์, ๒๕๔๖. หอสมุดแห่งชาต,ิ กรมศลิ ปากร. ประมวลคำศพั ทภ์ ำษำลำว ในเอกสำรโบรำณ เล่มที่ ๑ อกั ษร ก – ง. กรุงเทพฯ : เอ.พี.กราฟฟิคดีไซด,์ ๒๕๔๔. หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ กรมศิลปากร. ประมวลคำศพั ทภ์ ำษำลำว ในเอกสำรโบรำณ เล่มที่ ๒ อักษร จ – ถ. กรงุ เทพฯ : เอ.พี.กราฟฟิคดไี ซด,์ ๒๕๔๔. หอสมุดแห่งชาต,ิ กรมศลิ ปากร. ประมวลคำศพั ทภ์ ำษำลำว ในเอกสำรโบรำณ เลม่ ท่ี ๓ อักษร ท – ฝ. กรุงเทพฯ : เอ.พี.กราฟฟคิ ดีไซด์,๒๕๔๔.
๓๘ หอสมุดแห่งชาต,ิ กรมศลิ ปากร. ประมวลคำศัพทภ์ ำษำลำว ในเอกสำรโบรำณ เลม่ ที่ ๔ อกั ษร พ – ษ. กรงุ เทพฯ : เอ.พี.กราฟฟคิ ดไี ซด,์ ๒๕๔๔. หอสมดุ แห่งชาต,ิ กรมศิลปากร. ประมวลคำศพั ทภ์ ำษำลำว ในเอกสำรโบรำณ เล่มที่ ๕ อกั ษร ส – ฮ. กรงุ เทพฯ : เอ.พ.ี กราฟฟิคดีไซด,์ ๒๕๔๔.
๓๙ อภิธำนศัพท์ ในการอธิบายศัพท์วรรณกรรมชาดก เรื่อง ลาเวสันตรนกเค้า ผู้ปริวรรตใช้รูปแบบตามหลักการอภิธานศัพท์ของกลุ่มงานอนุรักษ์ เอกสารโบราณ สถาบันวิจัยศิลปวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัย มหาสารคาม โดยกาหนดอักษรยอ่ ดังนี้ น. = คานาม ส. = คาสรรพนาม ก. = คากริ ิยา ว. = คาวเิ ศษณ์ สนั . = คาสนั ธาน เพงิ ฮู้ ก. ก กะอบู น. พงึ รู้. กวนบา้ น น. กลอ่ งหรือหีบทอง. กะเสมิ น. ผูใ้ หญบ่ ้าน,นายบา้ น. ก้า น. ความสุขสบาย,รน่ื เรงิ ,ปลอดภัย. กข็ ้าจา ก. ฝ่าย,ข้าง,ทาง,ส่วน. มดี งั นี้
ขุนศาล น. ๔๐ ขา้ เศิก น. ขอ้ ย น. ข ขอกขันธสีมา น. กรมการเมืองตาแหนง่ ขุนศาล. ศัตรูของบ้านเมือง,คนท่มี ่งุ ปองร้าย. คา น. บ่าวไพร,่ คนรับใช,้ ทาสรบั ใช้. คาผา่ ย ว. อาณาเขตที่แบ่งหรอื กาหนด โคมไฟ น. อย่างชดั เจนหรอื โดยหมายรู้กัน. คมฮบ ก. ค คาเคยี ด ก. ทองคา. แพรวพราว,แวววาว,สว่างไสว. งาก ก. ตะเกยี งหรือเครือ่ งตามไฟใหแ้ สงสว่าง ใช้ตัง้ หว้ิ ตดิ เพดาน หรอื แขวน. จา่ บ้าน น. การใหค้ วามสาคัญและไม่ลว่ งละเมิด. จารจา ก. ความไม่พอใจหรือโกรธเคือง. ทจ่ี ง้ั ก. ง เผยออก. จ ผู้ชว่ ยฝ่ายปกครองหมบู่ ้าน. พูด,พดู จา,สนทนา. ทพี่ กั พิง,อาศัย.
Search