Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Social Dynamics Unit 3 Slides

Social Dynamics Unit 3 Slides

Published by Nawa Tua Ae, 2021-01-13 08:04:27

Description: Social Dynamics Unit 3 Slides

Search

Read the Text Version

กรงุ ธนบรุ ี

อาณาจกั รธนบุรี เปน ยคุ สมัยสน้ั ๆ ระหวาง พ.ศ. 2310 - 2325 ระยะเวลา 15 ป มีพระมหากษตั รยิ ปกครองเพียง พระองคเดยี ว คอื สมเดจ็ พระเจากรงุ ธนบุรี ภายหลงั อาณาจกั รอยุธยาลมสลาย จนยากจะบรู ณะให กลบั ไปเหมอื นเดิม เจา ตากจึงทรงพาผูค นมาตั้งเมืองหลวงใหมท ่ธี นบรุ ี และไดทรงประกาศพระ เกยี รติยศขึน้ เปนพระมหากษัตรยิ  ทรงพระนามวา สมเดจ็ พระศรีสรรเพชญ ในป พ.ศ. 2310 ทรง ครอบครองกรงุ ธนบุรีสบื มา มพี ระนามอยา งเปนทางการวา สมเดจ็ พระเจา ตากสนิ มหาราช



ทําเลที่ตัง้ ของเมอื งหลวงใหม แตเ ดมิ นั้นแมน ้าํ เจา พระยามีลักษณะคดเค้ยี วมาก ซ่ึงเปน อปุ สรรคสําคัญตอ การติดตอ คา ขาย จงึ เปนเหตใุ หพระมหากษตั ริยหลายพระองคโ ปรดเกลาฯ ใหขดุ คลองลัดขึ้นหลายชว งเพ่ือลด ระยะทางการเดนิ เรอื จากทะเลไปสกู รงุ ศรีอยุธยา โดยเฉพาะในสมยั พระไชยราชาธิราช ไดมี การขดุ คลองลดั บางกอกขึ้นจากคลองบางกอกนอ ยถึงคลองบางกอกใหญ คอื บริเวณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ทา พระจันทร ขางพระบรมมหาราชวงั ถงึ ทา เตยี นในปจจุบัน เปน สาเหตุใหแมนํา้ เปล่ยี นทิศทางจนคลองลัดขยายตวั กวา งออกกลายเปน แมน้าํ สวนเสนทางแมนาํ้ เดิมกลบั แคบลงและตื้นเขนิ จนเปล่ียนสภาพกลายเปนคลองบางกอกนอ ยและ คลองบางกอกใหญใ นเวลาตอ มา สง ผลใหสภาพพื้นทบี่ รเิ วณนเี้ ปล่ียนจากแผน ดินผืนเดยี วกัน แยกออกเปน 2 ผืน โดยมีแมน ้ําเจา พระยาผา กลางดังปจ จบุ ัน



ทาํ ไมจงึ เลือกกรุงธนบุรเี ปน ราชธานี - กรงุ ธนบุรตี ั้งอยทู ่นี ํา้ ลกึ ใกลท ะเล ยากท่ขี าศึกจะตีเมืองไดส าํ เร็จ และหากมศี ึกสงครามการ ยา ยไปต้งั มัน่ ท่ีจันทบรุ ีโดยทางเรือก็ทําไดส ะดวก - กรุงธนบุรีมีปอมปราการเดมิ อยูทัง้ 2 ฟากแมน า้ํ คอื ปอ มวชิ ัยประสิทธ์ิและปอ มวิไชเยนทรท ่ี สรา งไวต้ังแตสมัยของสมเด็จพระนารายณมหาราช - กรงุ ธนบุรตี ง้ั อยบู นเกาะเหมอื นกรงุ ศรอี ยธุ ยา และยังมีสภาพเปนทล่ี มุ มีบงึ ใหญน อ ยอยู ท่วั ไป ซ่งึ จะเปน เคร่อื งกีดขวางขา ศกึ มใิ หโอบลอ มพระนครไดงา ย - กรุงธนบรุ ีตง้ั ปด ปากนา้ํ จึงสามารถปอ งกันหัวเมอื งฝายเหนือซือ้ อาวธุ ยุทธภัณฑจ ากตาง ประเทศได - กรุงธนบุรอี ยูใกลท ะเล สะดวกแกก ารไปมาคา ขายและตดิ ตอกบั ตางประเทศ เรือสนิ คา สามารถเขาจอดเทยี บทา ไดโดยไมตอ งขนถายสินคา ลงเรือเลก็ เหมือนในสมัย กรุงศรอี ยธุ ยา - กรุงธนบุรเปนเมอื งเกา มวี ัดจาํ นวนมากทส่ี รางไวแตส มัยกรงุ ศรีอยธุ ยา ไมจําเปน ตอ งสราง วัดขึ้นใหมทัง้ หมด - มีดนิ ดี อดุ มสมบูรณ - หากไมสามารถรักษาราชธานีไวได กส็ ามารถยายไปตงั้ มั่นที่จันทบรุ โี ดยทางเรอื ได



จากวิจัยเรื่อง “การคา สําเภาของไทยสมยั รตั นโกสินทรตอนตน” ของ วราภรณ ทนิ านนท ระบุวาเนื่องจากสภาพบา นเมืองในระยะเวลานนั้ ทรดุ โทรมในทุกดา น และรายไดจ ากการเก็บ ภาษอี ากรจากราษฎรกไ็ มเพยี งพอตอการฟนฟบู านเมอื ง ดังนั้นการแตงเรอื สําเภาไปคาขายจงึ เปน ทางนาํ รายไดเขา สูประเทศ ทรงสงคณะทูตไปจนี หลายครง้ั เพือ่ ใหจ ีนยอมรับฐานะพระมหา กษตั ริยข องพระองค จนถงึ ปสดุ ทา ยในรชั สมยั จงึ ทรงประสบความสําเร็จ การปกครองในสมยั กรงุ ธนบุรนี ้ัน ยืดถือแบบการแบบกรุงศรีอยุธยา

เศรษฐกจิ สมัยธนบรุ ี สมเดจ็ พระเจาตากสนิ มหาราชทรงแกไ ขวิกฤตการณ ดงั น้ี 1. การแจกขาวสารและเครื่องอปุ โภคบริโภค 2. การสงเสริมการทาํ นา 3. การลงโทษผูกระทําผดิ ทางเศรษฐกจิ อยา งรนุ แรง 4. การเปด ประมลู คาภาคหลวงขุดทรพั ยที่พมา ฝง ไว

แบบทดสอบคร้งั ท่ี 1

กรงุ รตั นโกสนิ ทร

สูก รงุ รตั นโกสินทร สมเด็จพระยามหากษตั รยิ ศ กึ ไดทําการปราบดาภิเษกขนึ้ เปนรชั กาลท่ี 1 ทรงมพี ระนามวา พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลก ปฐมกษัตรยิ แ หง ราชวงศจกั รี เสด็จขน้ึ ครองราชสมบัติ เมื่อ วนั ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกลา ฯใหยายเมืองหลวงมาต้งั อยู ณ กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู ทางตะวันออกของแมน้าํ เจา พระยา ดวยเหตุผลดังน้ี - ทางฝง กรงุ เทพฯ เปนหัวแหลมถา สรางเมอื งเพียงฟากเดียว จะไดแมนํา้ ใหญเปน คูเมอื งทัง้ ดา นตะวนั ตกและดา นใต - พ้นื ท่ีนอกคเู มืองเดิมเปน พ้ืนท่ลี มุ ที่เกิดจากการตน้ื เขินของทะเล ขา ศึกจะยกทัพมาไดย าก การปอ งกันพระนครจะไดมงุ ปอ งกนั เพียงฝง ตะวันตกดา นเดยี ว - ฝง ตะวันออกเปน พืน้ ทีใ่ หม สนั นิษฐานวาชมุ ชนใหญในขณะนนั้ คงจะมีแตชาวจนี ทีอ่ าศัย อยู จงึ สามารถขยายพน้ื ที่ออกไปไดอ ีก





เหตุการณสาํ คัญในสมัยกรงุ รัตนโกสินทร สมัยรัชกาลท่ี 1- รัชกาลท่ี 4 ( พ.ศ. 2325-2411) รปู แบบการปกครองในชวงนีส้ ว นใหญ เหมอื นสมยั อยุธยาแตม ีการปรับปรุงรปู แบบบางสว น โดยความคดิ ทวี่ า พระมหากษัตรยิ มีฐานะ เปน สมมติเทวราชาคอยๆลดความสาํ คญั ลง และความคิดทว่ี า พระมหากษัตรยิ เปน มนุษยธ รรมดา เปนธรรมราชาดงั ท่ีเคยยดึ ถือในสมยั สโุ ขทัยคอ ยๆมีความสาํ คญั ข้นึ แทนที่ ● มกี ารตรากฎหมายตราสามดวงในสมยั รัชกาลที่ 1 เพ่อื ใชในการปกครองบานเมือง ● มีการตรากฎหมายหามสูบฝน ในสมัยรัชกาลที่ 2 เนอ่ื งจากฝนระบาด ● มกี ารทําสนธสิ ญั ญาทางการคากับองั กฤษในสมยั รัชกาลท่ี 3 คือ สนธิสญั ญาเบอรน ี พ.ศ.2368 ซงึ่ เปนสนธิสัญญาฉบบั สมบรู ณ ฉบบั แรกของไทย ● สรางพระบรมมหาราชวังขนึ้ มาใหม โดยเลียนแบบความยิ่งใหญใหเ หมือน กรงุ ศรอี ยุธยา ● นบั ต้งั แตร ัชกาลที่ 3 มีการเผยแพรค ริสตศ าสนานกิ ายโปแตสแตนต ไทยไดร ับวิทยา การใหมๆ เชน การศกึ ษาแบบใหม การพมิ พ และกิจการหนงั สอื พิมพ การแพทยและ การสาธารณสุข การศึกษาภาษาอังกฤษ

● รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหวั สนับสนุนใหบุตรธิดาของขุนนางช้ันสูงเขา เรียน ในโรงเรียนของพวกมิชช่นั นารอี เมรกิ นั ● มกี ารเปลยี่ นแปลงขนบธรรมเนยี มเกาหลายประการ เชน ใหเ สรภี าพในการนับถือศาสนา และ การประกอบอาชีพ พระมหากษตั ริยแ ละประชาชน, โปรดใหตั้งตาํ แหนงพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกมุ าร ขึ้นแทนพระอปุ ราช, โปรดใหผชู ายในราชสํานักเลิกไวผ มทรงมหาดไทย เปลี่ยนเปน ไวผ มตดั ยาวท้งั ศรษี ะอยา งฝรัง่ สว นผหู ญงิ ใหเลกิ ไวผมปก เปน ผมตดั ยาวทรงดอก กระทุม, โปรดใหช างออกแบบดดั แปลงจากเสื้อนอกของฝรง่ั เรียกวา “เส้ือราชประแตน” และ สวมหมวกอยางยโุ รป, โปรดใหเลิกประเพณหี มอบคลานเขาเฝา ยกเลิกจารีตนครบาล ● ทรงสรางวัดพระแกว (วัดพระศรีรตั นศาสดาราม) เปนวัดทีใ่ ชป ระกอบพระราชพธิ ที างศาสนา เปน วัดทีไ่ มม พี ระสงฆจําพรรษาอยูและเมือ่ สรางพระนครเสร็จสมบรู ณไ ดมกี ารอัญเชิญพระ แกว มรกตมาประดษิ ฐานที่วดั นี้ และไดพระราชทานนามใหใหมวา พระพุทธมหามณรี ัตน ปฏมิ ากร ● ในหลวงรชั กาลท่ี 4 ทรงเปนกษัตรยิ ส มัยใหมในระบอบการปกครองแบบสมบรู ณาญาสิทธริ าช

พระพทุ ธมหามณีรตั นปฏิมากร

ราชแพทเทริ น \" สู \"ราชปะแตน\" อาภรณท รงคณุ คา คพู ระบารมกี ษตั รยิ 

ผมทรงดอกกระพมุ และผมยาวแสกกลาง

สมยั รชั กาลท่ี 5 ถงึ รชั กาลที่ 7 (พ.ศ. 2411-2475) สมัยรชั กาลท่ี 5 ทรงโปรดใหม ตี าํ แหนง สยามมกฎุ ราชกมุ าร ซง่ึ เปนตําแหนง รัชทายาท แทนตาํ แหนง พระมหาอปุ ราช หรอื วังหนา ท่ีมีมาต้งั แตส มัยกรุงศรีอยธุ ยา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจา ฟา มหาวชิรณุ หศิ สยามมกฎุ ราชกุมาร เปน พระเชษฐา (พี่ชาย) ในสมเดจ็ พระมหิตลาธเิ บศร อดุลยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก เปน พระปตุลา (ลุง) ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา อานนั ทมหิดล พระอฐั มรามาธิบดนิ ทร และพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช พระองคท รงประชวรดวยพระโรคไขรากสาดนอย และเสด็จสวรรคตเม่อื วนั ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 ขณะมพี ระชนมายุ 15 พรรษา 6 เดือน กับ 7 วัน .



สมัยรชั กาลที่ 5 ถึงรัชกาลท่ี 7 (พ.ศ. 2411-2475) สมยั รชั กาลที่ 5 มีการปฏิรปู สงั คมเขา สสู มยั ใหม กระทั่งมกี ารเคลือ่ นไหวเรียกรอ งใหมกี าร เปลยี่ นแปลงรูปแบบการปกครองไปเปนแบบประชาธปิ ไตย และเกิดการยึดอาํ นาจเปลีย่ นแปลง การปกครองในวันท่ี 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 ซึง่ ถอื วา เปนการส้ินสดุ ของระบบการเมอื งการ ปกครองแบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยของไทย ดา นการปกครองในสมัยรชั กาลที่ 5 มีความ เปล่ยี นแปลงสําคญั 2 ประการ คอื - การจดั ระเบียบบรหิ ารราชการสว นกลาง ยกเลกิ ระบบการปกครองแบบเดิมซึง่ มี สมุหพระกลาโหม สมหุ นายก ในสมยั กรงุ ธนบุรี และจตุสดมภห รือกรมท้งั 4 คอื เวยี ง วงั คลงั นา แลว จดั ตง้ั หนว ยงานข้นึ ใหม 12 กระทรวง - กรุงรัตนโกสินทรซ ึ่งไดรับการยกฐานะขนึ้ เปนมณฑล ช่ือ มณฑลกรงุ เทพมหานคร - ริเร่ิมการปกครองทอ งถน่ิ แบบสขุ าภิบาลขึน้ ใน พ.ศ. 2448 โดยในสมยั รัชกาลท่ี 5 ทรงจัดตงั้ สขุ าภิบาลทา ฉลอมขึ้นเปน แหงแรก ตอมารัชกาลที่ 6 ทรงตรา พระราชบัญญตั ปิ ระถมศกึ ษา และจัดต้งั ดสุ ติ ธานเี พ่อื เปน สถานทีฝ่ ก หดั ทดลอง ระบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย และในสมัยรัชกาลท่ี 7 ไดม ีการเตรียมการ วางฐานประชาธิปไตยใหกบั ประเทศ





สรุปไดว า ในรัชสมัยของพระองคเปน ชวงปฏริ ูปประเทศในทกุ ดา น หรือเรียกอกี อยาง วายคุ พลิกแผนดิน ทง้ั น้ีสว นหนึ่งมาจากในชว งเวลาดังกลาวตรงกบั ยคุ ปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรม ของยโุ รปในคริสศตวรรษท่ี 19 โดยทรงมพี ระราชกรณียกจิ สาํ คญั อีกหลายประการ ไดแก - การเลกิ ทาสและไพร - การเลกิ ประเพณีหมอบกราบเวลาเขา เฝาฯ - การจัดตง้ั หอรษั ฎากรพพิ ฒั น เพ่ือจัดเก็บภาษอี ากร - การจัดทาํ งบประมาณรายไดและรายจา ยของแผนดิน - การสรา งทางรถไฟเพื่อการขนสง - การสรา งถนนราชดําเนนิ ทั้งสายนอก สายกลาง และสายใน เพื่อเชอ่ื มการ ติดตอ ระหวางพระราชวังดสุ ติ ท่ที รงสรางขึน้ ใหมบริเวณทางเหนอื กรุง รตั นโกสนิ ทรและพระบรมมหาราชวัง ทาํ ใหเกิดงานออกแบบชุมชนเมอื ง ขน้ึ เปนครงั้ แรกในประเทศไทย - การสรางโรงพยาบาลศริ ิราช (เดิมคอื โรงพยาบาลวังหลัง) - การวางสายโทรเลขและจัดตั้งกรมไปรษณยี ไ ทย - การจัดต้งั โรงเรียนหลวงระดบั ประถมศกึ ษาแหง แรกสําหรับประชาชน



หนังสอื สารกรมธรรม ขนุ นางผูใหญนาม “หลวงภกั ดีสงคราม” และภรรยา “อําแดงคลาย” ขายตัวเองเปนทาสแกชาวจนี ชือ่ “ทองจนี ” และ ภรรยาชื่อ “นางนกแกว ” คาดเปนขนุ นาง ตกยาก เมืองนครราชสีมา ขอความสว นหนงึ่ วา “ตูขาอา ยหลวงภกั ดสี งคราม อีคลา ยผูเมยี ทกุ ขย าก พรอมใจกันทาํ หนงั สือสารกรมธรรม ขายตัวเองอยูก ับทา นจีนทองจนี ผวั นางนกแกว เมีย (แตต น ) เปน เงินตราสองชง่ั สบิ ส่ีตาํ ลึง ตขู า เขา อยรู ับใชสอยการงานตางกริ ิยาดอกเบีย้ ของทา น ….”

โรงศิรริ าชแพทยากร ช่อื แรกของโรงพยาบาลศิรริ าช

เรอื นคนไขของ รพ.ศริ ิราช ในสมยั รัชกาลท่ี 5

สถานีรถไฟบางกอกนอ ย

กรมไปรษณยี แ หงแรกของประเทศไทย ริมแมน ้าํ เจาพระยา หนาวดั ราชบูรณะ ปจจบุ นั ไดถกู รอ้ื ถอนเพอ่ื สรา งสะพานพระพทุ ธยอดฟา สะพานที่ 2









รัชสมยั ของรชั กาลที่ 6 สมยั รัชกาลที่ 6 เปนชว งทปี่ ระเทศเขาสูสงครามโลกคร้ังที่ 1 โดยไทยไดเ ขา รวมกับฝา ย สมั พันธมติ ร ในชวงเวลาดังกลาว ประเทศไทยจึงเรม่ิ ประสบปญหาขา วยากหมากแพง การใช ทด่ี นิ ประเภทตาง ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร ขยายตวั ออกไปโดยปราศจากการวางแผน มีการขยาย ตัวของชมุ ชนตาง ๆ เกดิ เปนยานธุรกจิ ขึน้ เชน ยา นการคาของชาวจนี ทเี่ ยาวราช ยา นคนไทยที่ บางลําพู ยานธรุ กิจของฝรั่งทบี่ างรกั ยานอตุ สาหกรรมตามฝง แมน้าํ เจา พระยา และยาน เกษตรกรรมทางตอนเหนอื ของเมือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั โปรดตัดถนนและ สรางสะพานเพิม่ เติมจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจาอยูห วั นอกจากนัน้ ยงั มพี ระราช กรณียกจิ สําคญั ดังน้ี 1. ทรงยกโรงเรยี นราชการพลเรือนเปนจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั 2. ประกาศพระราชบญั ญัติประถมศึกษา 3. ทรงตงั้ ดุสิตธานี นครจาํ ลองเพอื่ การปกครองแบบประชาธปิ ไตย 4. ทรงใหเสรีภาพหนงั สือพมิ พว ิจารณรฐั บาล 5. เปลยี่ นการเรยี กชื่อเมอื งเปน จงั หวัด

“วิธกี ารดาํ เนนิ การในธานีเล็กๆ ของเราเปน เชน ไร กต็ ั้งใจวาจะใหป ระเทศสยามไดเปน เชนเดยี วกัน…” พระราชดํารสั ของพระบาทสมเด็จพระมงกฏุ เกลา ฯ ในวันท่ีเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ทรงเปด ศาลารัฐบาล มณฑลดุสิตธานี เม่ือวันท่ี 9 กรกฎาคม พ.ศ.2462 คือสง่ิ ทบ่ี งชถ้ี ึงแนวพระราชดําริในการจัดสรางเมือง จาํ ลอง ดสุ ิตธานี

ดุสิตธานี - ถือกําเนิดเมื่อป พ.ศ. 2461 ดวยตั้งอยภู ายในพระราชวงั สวนดสุ ิตจึงทรงพระราชทาน นามวา ดุสติ ธานี - ตอ มาโปรดฯ ใหยายนคร จาํ ลองดุสิตธานี มาสรา งใหม บรเิ วณพระราชวงั พญาไท ซงึ่ ก็คือ บริเวณโรงพยาบาล พระมงกฎุ เกลา ในปจจุบนั - ทรงใหฐานะดุสิตธานเี ปน มณฑลหนงึ่ ในประเทศสยาม ประกอบไปดวย 6 ตาํ บล

นาครศาลา’ เปน ทป่ี ระชุมเลอื กตั้งเชษฐบรุ ษุ และนคราภิบาล ท่ีเปรยี บเสมอื นผูแทนฯ และผูป กครองเมือง

สงั ฆาวาส วดั ธรรมาธิปไตย

ภายหลังการสวรรคตของในหลวงรชั กาลท่ี 6 สง่ิ กอสรางสว นหนง่ึ ของดุสติ ธานี ไดรบั การบรู ณะและเกบ็ รกั ษาไวที่หอวชิราวุธานสุ รณ หอสมุดแหงชาติ

หนงั สือพมิ พด สุ ิตสมติ

รชั สมัยของรัชกาลท่ี 7 ในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจา อยหู วั ฐานะทางการคลงั ของสยามและ สภาวะเศรษฐกจิ ทว่ั โลกอยูใ นภาวะตกต่าํ อยางมาก พระองคไ ดต ดั ลดงบประมาณในสว นตา ง ๆ เชน งบประมาณสว นพระมหากษตั รยิ  งบประมาณดานการทหาร รวมถึงการยบุ หนวยราชการ และปลดขา ราชการออกเปนจาํ นวนมาก เพ่อื ลดรายจายของประเทศ ทาํ ใหเ กิดความไมพอใจ และเปน สาเหตหุ นึ่งท่ีนําไปสูก ารเปลี่ยนแปลงสยามประเทศ โดยภายหลงั งานเฉลิมฉลองกรุงรตั นโกสินทรครบรอบ 150 ป ในหลวงรชั กาลที่ 7 ทรงแปร พระราชฐานไปยังวังไกลกังวล จงั หวัดประจวบครี ขี นั ธ ในระหวา งนนั้ คณะราษฎรซงึ่ ประกอบดว ยกลมุ บคุ คลที่ตอ งการใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง สว นใหญเ ปน นกั เรียนที่ ศึกษาและทํางานอยูใ นยุโรป โดยมนี ายปรดี ี พนมยงค และประยูร ภมรมนตรี เปน ผรู ิเร่ิม ไดทํา การปฏวิ ัติยดึ อํานาจการปกครองในวันท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 และไดเ ขายดึ สถานทสี่ ําคัญ ของทางราชการได รวมท้ังไดเ ชิญผสู าํ เรจ็ ราชการพระนคร พรอ มกับพระบรมวงศานุวงศและ ขาราชการช้นั ผใู หญม ายงั พระที่น่ังอนนั ตสมาคมเพ่ือเปน ตวั ประกนั พระองคจงึ ทรงตดั สนิ สละ ราชสมบัตแิ ละเปน พระมหากษตั ริยภ ายใตรฐั ธรรมนญู พระองคเ สด็จกลับพระนครและได พระราชทานพระราชบัญญตั ธิ รรมนูญการปกครองแผน ดนิ สยามชวั่ คราว ในวันท่ี 27 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 และพระราชทานรฐั ธรรมนูญฉบบั ถาวรเมือ่ วนั ท่ี 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475





ในสถานภาพของพระมหากษัตรยิ  ซงึ่ ดํารงฐานะเปนองคพ ระประมุขของรฐั แตไมสามารถ ทจ่ี ะไดพ ระราชอํานาจสิทธ์ิขาดดงั เดิม พระองคทรงบริหารราชการแผน ดิน ภายใตร ัฐธรรมนูญ โดยใชอ าํ นาจผา นสถาบนั หลกั 3 ทาง คอื อํานาจนติ บิ ญั ญตั ิ บริหาร และตุลาการ ในสว นของพระบรมวงศานุวงศ กถ็ ูกยกเลิกอภิสิทธ์ิท่เี คยมอี ยา งส้นิ เชงิ บรรดาขุนนาง ขา ราชการถกู ยกเลกิ บรรดาศักดิแ์ ละยศ แมจ ะไดรบั การยกยองทางสังคม แตก็ปรับตัวเองใหรบั การศกึ ษาแบบตะวนั ตก เพ่ือเปนขนุ นางในระบบขา ราชการ








Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook