Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่-1-3-Networking

บทที่-1-3-Networking

Published by oppoa3s.9637, 2022-08-21 13:51:48

Description: บทที่-1-3-Networking

Search

Read the Text Version

Internet & Networking

หนาที่ 1 บทท่ี 1 Internet & Networking ในบทน้จี ะศกึ ษาเกยว กับประโยชนข องอินเตอรเ นต็ ทนาํ มี าประยุกตใชก บั ธรุ กิจตา งๆ มาตรฐาน ท จาํ เปนในระบบเครือขายคอมพวิ เตอร รจู ักกบั ผใู หบริการอนิ เตอรเน็ต (Internet Service Provider) การ ทาํ งานของ Point Of Presence (POP) Internet Exchange Point (IEP) อุปกรณและหนาทของ ISP ใน การ เชื่อมตอ อินเตอรเน็ต หลักในการตดิ ตอ ส่อื สาร และการตดิ ตอ สื่อสารในเครือขา ยทองถิน่ 1.1 อนเตอริ เ น็ตคอื อะไร (What is the Internet?) อินเตอรเ นต็ (Internet) มาจากคาํ วา Inter และ Net มีความหมายวา การติดตอสื่อสารระหวา ง เครือขาย อินเตอรเนต็ จัดไดวามกี ารใชงานทั่วไป อาจกลา วไดวามนั ไดกลายเปนสวนหนึ่งในชีวิตประจําวนั การ ใชอินเตอรเ น็ตนั้นจําเปนท่ีจะตองมโี ครงสรา งที่ชวยในการติอตอสื่อสาร หรือเช่ือมโยงขอมลู ระหวางเครอื ขายท่ี เรยี กวา เครือขา ยคอมพิวเตอร ภาพขา งลา งแสดงการเชอมื โยงของเครอื ขายแบบงาย พรอมการประยกุ ตใ ช อนเติ อรเน็ตผานเครือขา ย การใชง านของอินเตอรเนต็ ทางดา นธุรกิจนัน้ สงผลใหก ารทางานขํ อง พนกั งานไมได จํากดั แคภ ายในสาํ นักงานเทานน พนกั งานสามารถทํางานนอกสถานท เชนทบาน ท Site งานของ ลูกคาหรอื แมกระท่ังในทสี่ าธารณะอื่นๆ โดยผานทางระบบเครือขาย แอพพลเิ คชันตา งๆกส็ ามารถใชงานผา นทาง ภาพที่ 1.1 แสดงตัวอยา งการใชงานอินเตอรเน็ตผา นระบบเครอื ขาย ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาท่ี 2 ระบบเครือขา ยได ซึง่ แอพพลเิ คชนั้ เหลา น้ีนเอง ทเ ปรยี บเสมอื นเครอื่ งมือทช วี ยในการทาํ งาน และช วยให ประหยัดงบประมาณในการเดินทางและตดิ ตอสื่อสารทางธุรกิจ ตัวอยา งเชน การประชมุ ของสาํ นกั งาน ใหญ และสาํ นักงานยอย ที่มที ต่ี ั้งอยใู นที่ตา งๆหา งไกลกนั นั้น สามารถใช Digital board และVDO conference ซง่ึ ชวยลดคา ใชจา ยในการเดินทาง เปนตน อีกตัวอยางหน่ึงจะเปนการใชบริการคาขาย โดยผานระบบ เครอื ขาย เชนการสรา งรา นคาบนเวบไซตห รือบนเฟสบุค การใชบริการประเภทนชี้ วยลดตนทุ นของสนิ คาแกผ ู จําหนา ย ผจู าํ หนายไมต องเสียคาใชจา ยในการสรางรานคา ในสวนของลูกคา นัน้ นอกจากไมต องเสียเวลาในการ เดินทาง แลว ยังสามารถสามารถดรู ายละเอียดของสนิ คา สามารถสั่งสินคา และชาํ ระเงินผ านทางเวบไซตได อยางไรกต็ ามการใชบริการเครือขายขางตนน้ัน ถา ไมม คี วามรคู วามเขา ใจท่ีเพียงพออาจจะก อใหเกดิ การสูญเสยี ในดา นคา ใชจ า ย และความไมป ลอดภัยได อนั เน่ืองมาจากอุปกรณทใี่ ชและอาชญากรรมได ภาพท่ี 1.2 แสดงตวั อยางมาตรฐานในการผลติ อุปกรณในระบบเครือขา ย อุปกรณห รือซอฟตแ วรท ใ ชี ใ นระบบเครอื ขายนั้นจาํ เปนทจะตองผานการตรวจเพอรื บั รอง มาตรฐาน การใชงาน และเพอความปลอดภยั ของผใู ชงานเอง ตัวอยางมาตรฐานเชน International Organization for Standard (ISO) เปนมาตรฐานทย ืนี ยนั ความสามารถของอุปกรณก ารทาํ งานไดร ะดับ หนึ่ง ตามขอ ตกลงของ อุปกรณน ั้น เชนเดียวกบั การใชงานแอพพลิเคชันอิเลค็ ทรอนกิ สเมล (Electronic-mail) หรอื อเี มลล โปรแกรม ทีใ่ ชง านอีเมลยน ้นั จะตองมกี ารสงขอ มลู ผา นโปรโตคอล SMTP หรือ POP ตาม มาตรฐาน RFC 5321 และRFC 5322 เปน ตน ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาที่ 3 1.2 ผใู หบรกิ ารอนิ เตอรเนต็ (Internet Service Providers - ISPs) ผใ หบรกิ ารอนิ เตอรเนต็ หมายถงึ บรษิ ัทหรือหนวยงานทด ําเนินการจดั การใหผูใชงานทว ไป สามารถใช บรกิ ารอนิ เตอรเน็ตผา นระบบเครือขายได โดยทผ ใู ชง านจะตองเสียคา ใชจ า ยในการขอใชบริการนนั้ ๆ จากภาพ ขา งลางแสดงตวั อยา งการบริการ (Services) ที่ ISPs เปดใหบ รกิ าร ภาพที่ 1.3 ตัวอยาง Services ที่ ISPs เปด ใหบริการ การใชบรกิ าร Services ตางๆของ ISPs นัน้ ขนอึ ยูก บั ความตองการของผใู ชงานและ คาใชจ  ายท ผใู ชงานสามารถจะรับได โดยการใชบรกิ าร Services ขา งตนนั้นผใู ชงานจําเปนทจ ะ ตอ งเลือกการ เชื่อมตอ สัญญาณทเ หมาะสมกบั Services ทใชงานดวย ซึ่งอาจจะมีคาใชจ า ยเพม เติมตามความเหมาะสม ของการ เชื่อมตอสัญญาณ ตวั อยา งการใหบ รกิ ารเชื่อมตอ สญั ญาณของ ISPs แสดงในภาพท 1.4 และภาพที่ 1.5 การ เชือ่ มตอสญั ญาณระบบเครือขายระหวางที่พักอาศยั กบั ISPs น้ัน ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาที่ 4 ภาพท่ี 1.4 การใหบ ริการการเชื่อมตอ สญั ญาณของทีพ่ กั อาศยั จะพบวา มีการเชอมตอสญั ญาณแบบ Dial-Up Digital Subscriber Line (DSL) Cable และ Wireless ขึน้ อย กับความพรอ มของผใู ชบ ริการ ภาพที่ 1.5 การใหบ รกิ ารการเชอ่ื มตอสัญญาณสาํ หรับหนว ยงานหรือองคกร สวนการเชื่อมตอสญั ญาณสําหรบั หนวยงาน (ภาพท่ี 1.5) น้นั โดยปกตจิ ะขน อยกู ั บขนาดของหนว ยงาน เปนหลกั ลกั ษณะการเชอ่ื มตอ (สัญลกั ษณ T1/E1 นั้นหมายถงึ Transmission System โดย T1 จะเปนช่ือที่ ใชเ รียกตามแบบของประเทศสหรัฐ สว น E1 จะเปนชื่อทใ ชเรียกมาตรฐานของ Europe) นอกจากนีใ้ นกรณมี ี การเชอ่ื มตอขาม ISP ก็จะมีโครงสรา งการเชือ่ มตอ ตามลาํ ดบั ดังภาพท่ี 1.6 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาท่ี 5 ภาพที่ 1.6 ภาพแสดง Hierarchical structure of the Internet 1.3 การใชงานเครอื ขาย (Utilization of Network) 31 1 4 2 1 ภาพที่ 1.7 ภาพแสดงตวั อยา งการใชงานเครือขา ย การใชงานเครอื ขายในปจจบุ ันมหี ลายรูปแบบ ตัวอยางเชน • หมายเลข 1 แสดงการใชง าน Computer/ Data Network เปนการตดิ ตอสอ่ื สารระหวา ง เครอื่ งคอมพวิ เตอรผ านสายทองแดง สายไฟเบอร หรือการเชอื่ มตอ แบบไรสาย • หมายเลข 2 แสดงการใชงาน Telephone Network เปนการติดตอทางโทรศัพทส่ซื ่ึงใช สายสัญญาณโทรศพั ท เปนตัวเชอ่ื มการตดิ ตอ ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ท่ี 6 • หมายเลข 3 แสดงการใชงาน Television Network เปนการแสดงผลทางโทรทัศน โดย อาจจะใชการสง ผา นคล่ืนในลกั ษณะ Broadcast หรือใชสญั ญาณดาวเทยี ม • หมายเลข 4 แสดงการใชงาน Mobile Phone Network เปนการเชอ มื ตอสญั ญาณเสยี ง ขอความหรอื อนิ เตอรเ นต็ ผานทางระบบโทรศัพทมือถอื การเช่อื มตอขา งตนนน้ั เปนลักษณะทพ่ี บเห็นในการใชง านทว่ั ๆ ไปคือ มีการระบุอุปกรณแ ละกําหนด หนาทก่ี ารทาํ งานของอุปกรณแ ตล ะชนิดที่ชดั เจน มกี ารเช่ือมตอในลกั ษณะ Peer-To-Peer และมกี ารทาํ งาน แบบ Client/Server เบ้ืองหลังการใชงานนัน้ สามารถแบงไดเ ปนโครงสรา งทางตรรกะ (Logical Topology) และทางกายภาพ (Physical Topology) โดย Physical Topology แสดงการเช่ือมตอกนั ระหวา งอุปกรณต างๆ ในระบบเครือขาย ในสวนของ Logical Topology น้ันแสดงวิธีการตดิ ตอส่ือสารแต ไมแสดงการเช่ือมตอ ซง่ึ จะ ตรงขา มกบั Physical Topology ภาพที่ 1.8 ภาพแสดงตวั อยาง Physical Topology ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 7 ภาพท่ี 1.9 ภาพแสดงตัวอยา ง Logical Topology 1.4 ประเภทของเครอื ขาย (Network Type) ประเภทของเครือขา ยกส็ ามารถแบง ไดห ลายๆ แบบ ถาแบง ตามลักษณะการส่อื สารจะแบงเปน 2 ประเภทคอื Client/Server และ Peer-To-Peer ภาพที่ 1.10 ภาพแสดงการเชือ่ มตอแบบ Client/ Server ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 8 Client/ Server เปนประเภทของเครือขายทมี่ เี คร่ืองแมขาย (Server) ทําหนา ทใ่ี หบริการขอ มูลตา ง ตามท่ี เครอ่ื งลูกขา ย (Client) รอ งขอ เชนตัวอยา งในภาพท่ี 1.10 E-mail Server มี mail server software รนั อยูบนเคร่ื อง และ E-mail Client มี mail client software ซงึ่ จะเปดใชงานเมอื่ ผใู ชเปดซอฟตแ วรนนั้ ขึ้น ซอฟตแวรน นั้ จะสงคํารองขอมาท่ี E-mail Server และแสดงผลใหผใู ช เชนเดียวกบั File Server มหี นาทใ่ี น การ เก็บไฟลต า ง และจะสงมาใหกับผูใ ช เมือ่ มีการรอ งขอจาก File Access Client. ภาพที่ 1.11 ภาพแสดงการเชอ่ื มตอแบบ Peer-To-Peer Peer-To-Peer เปน ประเภทเครอื ขา ยที่เชอื่ มตอกนั ระหวา งอุปกรณเ ครอื ขา ย 2 อุปกรณโ ดยตรง ไม ซบั ซอน และใชเฉพาะงานเทาน้นั เชน ตวั อยา งการเช่ือมตอเพ่ือแชรก ารใชงานพรนิ เตอรข อง PC เปนตน การ แบง ประเภทของเครือขายโดยแบงตาม Topology จะแบงไดเ ปน 7 ประเภทคอื Ring Mesh Star Full Connected Line Tree และBus ภาพท่ี 1.12 ภาพแสดงประเภทเครือขายตาม Topology การแบง ประเภทของเครือขายโดยแบงตาม Service จะแบงไดเ ปน 5 ประเภทคอื Ethernet Internet Outernet Intranet และ Extranet ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ที่ 9 ภาพท่ี 1.13 ภาพแสดงประเภทเครอื ขา ยตาม Service การแบง ประเภทของเครอื ขา ยโดยแบงตาม Size จะแบงไดเปน 3 ประเภทคือ Local Area Network (LAN) Metropolitan Area Network (MAN) และ Wide Area Network (WAN) ภาพที่ 1.14 ภาพแสดงประเภทเครอื ขายตามขนาด 1.5 หลกั การตดิ ตอ สอื่ สาร (Principal of Communication) วตั ถุประสงคของการติดตอ สื่อสาร คือการแลกเปลี่ยนขอมลู ระหวา งผูส งและผรู บั ผานทางชองทาง สอ่ื สารหรอื ภายใตข อตกลงรวมกนั ขอตกลงหรอื กฎระเบียบน้เี รยี กวา โปรโตคอล (Protocol) การแลกเปล่ียน ขอ มูลในการสื่อสารของมนุษยน้ัน อาจจะเปนการพูดซึง่ ถาเปนการพดู โดยใชภ าษาเดยี วกันกส็ ามารถเขาใจกนั ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ที่ 10 ไดเชน เดยี วกับการสื่อสารทางคอมพิวเตอร ถา มีการสื่อสารโดยใชโปรโตคอลเดียวกนั ขอมลู ทีถ่ กู สง ก็สามารถสง ถงึ กนั ไดอยา งถูกตอง จากภาพที่ 15 โดยทว่ั ไป การตดิ ตอ สื่อสารมอี งคประกอบอยู 3 สวนดวยกันคอื ภาพท่ี 1.15 ภาพแสดงการจําลองตดิ ตอส่ือสารของมนุษยและการติดตอส่ืสารของเคร่อื งคอมพวิ เตอร Message Source (Transmitter) Channel/Protocol (Medium) และ Message Destination (Receiver) ในระบบเครอื ขายขอมูลจากผสู ง จะถูกเขา รหัส (Encapsulate) กอนที่จะดําเนินการสง ซึง่ จะเปรยี บไดกับการ ใสจ ดหมายในซองจดหมายน่ันเอง หลังจากน้ันขอมูลทเี่ ขารหสั เรียบรอยแลวจะถูกสงผา นสื่อหรือโปรโตคอล ตา งๆ จนมาถงึ ผรู บั เมอ่ื ถงึ มือผูร บั ขอมูลดงั กลาวตองถูกถอดรหัส (De-encapsulate) เพื่อที่ผูร ับจะสามารถ เขา ใจได ส่ือหรือโปรโตคอลที่ขอมูลนี้ใชในการเดินทางผานนั้นตองเปนท่ียอมรบั ทั้งผูสงและผรู บั ดวย มิเชนน้ัน จะเกิดขอผิดพลาดกับขอมลู ได ซึง่ โปรโตคอลมีหนาทด่ี ังน 1. ตรวจจบั สัญญาณการเชอ่ื มตอทางกายภาพทั้งของผูรับและผูสง ตลอดจนโหนดตางๆ ระหวา งการสง ขอมลู 2. ดําเนนิ การเชอื่ มตอระหวา งโหนด 3. ตรวจสอบคณุ ลักษณะของการเชื่อมตอ 4. บอกจดุ เรมิ่ ตน และจดุ ส้ินสุดของขอมลู ผชู ้ ว่ ยศาสตราจ5า.รยแ์ ดสรด.จงันรทูปรแจ์ บริ าบพขยอคั งฆขเ์อพมศูล

หนาที่ 11 6. มีแนวทางการแกไ ขขอมูลเม่ือมีขอผิดพลาดเกิดขนึ้ 7. มีการจัดการตอ ส่งิ ตางๆที่ไมไ ดคาดหวังเชน การเชือ่ มตอเสยี หาย เปน ตน ตัวอยางการแบงขอมลู เพ่ือสงตามรปู แบบของการติดตอส่ือสารทางคอมพิวเตอร ภาพท่ี 1.16 ภาพแสดงตวั อยางการแบงขอมูลเพื่อสงตามรูปแบบของการตดิ ตอสื่อสารทางคอมพิวเตอร 1.6 การติดตอส่ือสารในเครือขา ยทอ งถนิ่ (Communication on Local Wired Network) การตดิ ตอส่ือสารในเครือขายทองถิ่นน้ันเรียกวา “Ethernet” ซึ่งเปนโปรโตคอลที่ใชเรยี กการเช่ือมตอ ผา นทางสายสญั ญาณภายในเครือขา ยทองถิน่ การออกแบบลําดับช้ันของ Ethernet ประกอบไปดวย Access Layer Distribution Layer และ Core Layer ดังภาพที่ 1.17 โดยท่ี Access Layer ประกอบดวยการทาํ งาน ของ Hub และ Switch โดยมีจุดมงุ หมายเปนการเชื่อมตอระหวา งโหนดกับเครือขาย Distribution Layer เปน ชั้นทมกี ารทาํ งานของ อุปกรณเ ครือขายทช ื่อวา Router ในชั้นนจี้ ะทาํ งานในการคน หาเสน ทางของเครอื ขา ย แตล ะวงตามท่โี หนดมกี ารรอ งขอ Core layer เปนช้ันทเ่ี ช่ือมตอระหวางเครอื ขา ยทอ งถิ่นกบั เครือขา ยภายนอก Core layer มชี ือ่ เรียกอกี อยางหน่ึงวา Backbone network ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาท่ี 12 ภาพท่ี 1.17 ภาพแสดง Layer ตางๆ ใน Local Wired Network ภาพที่ 1.18 ภาพแสดงหมายเลข MAC Address ใน Access Layer Media Access Control Address (MAC Address) จดั ไดวามีสวนสําคญั มาก เพราะใชเปน หมายเลขทร ี ะบโุ หนดเฉพาะในการสื่อสาร MAC Address นัน้ เปนหมายเลขของ Network Interface Card (NIC) หรือ LAN Card ซงึ่ จะมเี พยี งหน่ึงหมายเลขไมซา กันมขี นาด 64 บิต (ภาพที่ 1.18) การ ทาํ งานของ MAC Address ใน Access Layer ดงั แสดงในภาพท่ี 1.19 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาที่ 13 ภาพที่ 1.19 ภาพแสดงการทํางานของ MAC Address จากภาพ MAC Address ของเครื่องคอมพิวเตอรแตละเครื่องจะเช่ือมตอกับ Port ของ Hub ดังน้ันถา มีการสงสัญญาณมาท่ี Hub เพ่อื ติดตอกับเคร่อื งคอมพิวเตอรใดก็ตาม Hub จะสงขอมลู ไปท่ีเครื่องคอมพิวเตอร ทุกๆเครอ่ื งที่เชื่อมตอกับ Hub น้นั เครอ่ื งที่มี MAC Address ตรงกับในเฟรมกจ็ ะรับขอมูล สว นเครื่องอ่ืนๆกจ็ ะ discard ขอมลู นนั้ ลักษณะของเฟรมขอ มูลแสดงดังภาพที่ 1.20 ภาพที่ 1.20 ภาพแสดง Ethernet Frame • Preamble – ใชส ําหรบั Synchronize timing • Start of Frame Delimiter (SFD) – เปน marker สาํ หรับจดุ สน สดุ ของ timing information และ บงบอกจุดเรมิ่ ตนของเฟรม • Destination MAC Address – แสดงหมายเลข MAC Address ปลายทาง (ผรู บั ) ซ่งึ อาจจะมีลักษณะ เปน Unicast Multicast หรือ Broadcast กไ็ ด • Source MAC Address – แสดงหมายเลข MAC Address ตน ทาง (ผูสง) ซงึ่ ตอ งเปน Unicast เทา นน้ั ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 14 • Length/ Type – ขนาดของขอ มูล (byte) และประเภทของขอมูล (Received Protocol) • Encapsulated Data – ขอมลู ทผี่ า นการเขา รหัส • Frame Check Sequence (FCS) – ขอมลู ขนาด 4 ไบตส รา งข้ึนโดย Sender เพือ่ ใชตรวจสอบความ เสียหายของเฟรม การทาํ งานของ Hub ในภาพที่ 1.21 อาจกอใหเ กดิ ปรากฏการณทเ รยี กวา Collision Domain เนอ่ื งจากการ ส งขอมูลกระจายไปทุกๆ port ของ Hub วิธกี ารปอ งกันสามารถทาํ ไดโดยใช Switch แทน Hub เพราะการใช Switch น้ันการสงขอมูลจะพิจารณาท Destination Address ของเฟรม และสงขอมูลไปท Destination MAC น้ันโดยตรง จะไมมกี ารสง กระจายไปทกุ ๆ port ดังนนั้ Switch จะชวยเพม จาํ นวน Collision Domain โดยแตละ port ของ Switch นับไดวาเปน 1 Collision Domain จากภาพท่ี 1.21 แสดง Collision Domain โดยที่ ภาพทางซาย (ท่ีมี Hub) จะมจี ํานวน Collision Domain เทากบั 1 Collision Domain ในขณะที่ ภาพ ทางขวา (ประกอบไปดว ย Switch 2 ตัว) จะมจาํ นวน Collision Domain เทา กับ 10 Collision Domain ภาพที่ 1.21 ภาพแสดง Collision Domain Distribution layer มี Router ทาํ หนาทใ นี การเชอ มตอเครอื ขา ยยอยกบั เครขื ายย อ ยภายในทองถ นิ เดยี วกัน และทําหนา ทควี บคุมการการจราจรของขอมูลระหวางเครือขายยอยน้ัน Router สามารถ decode ขอ มูลในเฟรมเพอ ทจ ี ะอาน IP Address ตนทาง (ผูสง) และปลายทาง (ผูร ับ) หลังจากนั้นจะ พิจารณาความ เมาะสมของ Routing Table กอนทจ ะสงขอมลู ไปใหผ ร ั บ โดยการทา งานของ Router นน้ั จะ ทํางานเกย วี ของ กับ IP Address ทจ ี ะกลาวถึงในบทเรียนน้ี IP Address คอื IP Address Version 4 ซึ่งประกอบดวย เลขฐานสอง 32 บติ และแบงเลขเหลานออกเปน 4 กลมุ เรยี กแตล ะกลุมวา Octet ผชู ้ ว่ ยศาสแตตรลาจะากรยล์ ุมดรม.จี ัน8ทบรจ์ ิตริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาท่ี 15 หมายเลข IP Address จดั วาเปน Logical Address คอื สามารถเปลย่ี นแปลงไดหลังจากมกี ารกาํ หนดใหโหนด หรือ host ไปแลว ซงึ่ จะแตกตา งจาก MAC Address ซง่ึ จดั วา เปน Physical Address ไมส ามารถเปล่ยี นแปลง ไดเม่ือทําการตดิ ตง้ั card เรียบรอ ยแลว ภาพที่ 1.22 ภาพแสดงลกั ษณะของ IP Address IP Address ท่ใี ชใ น Distribution layer นั้นเปน Network Address ซึ่งจะใชในการสราง Routing Table (ดงั ภาพที่ 1.23) ในตารางนี้จะเก็บเสนทางจาก Router ทมี่ ตี ารางนี้อยูไ ปยงั โหนดตา งๆในเครือขาย ใน สวนของ Core Layer เปนหนาทข่ี อง ISPs ในการจัดการเชือ่ มตอสายสัญญาณ ภาพท่ี 1.23 ภาพแสดงลักษณะของ Routing Table แบบฝกหัด ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ที่ 16 บรษิ ทั ABC Company ไดจดซอ เครอ่ื งคอมพวิ เตอรจาํ นวน 90 เครอื่ ง คณุ ไดร บั มอบหมายใหดาํ เนนิ การ จดั การเครอ่ื งคอมพิวเตอรดังกลา วโดยอาจมกี ารซ้ืออปุ กรณเพม ิ คอื Hub หรอื Switch ตามความเหมาะสม ผู จดั การนั้นไมรจู กั ทงั Hub และ Switch เพียงแตทราบราคาวา Hub ถกู กวา Switch ในฐานะที่คณุ ได รับผดิ ชอบงานดงั กลาวคุณจะตอ งแสดง Layout การวางเครื่องคอมพวิ เตอรท งหั มด พรอมอธิบายการทาํ งาน ของอปุ กรณท่ีคุณดาํ เนินการซื้อเพม่ิ (ในที่นค้ี อื Hub และ Switch) เอกสารอางอิง สลั ยุทธ สวา งวรรณ (2547), “CCNA 1 – Cisco Network Academy Program”, Pearson Education Indochina LTD. สัลยุทธ สวา งวรรณ (2547), “CCNA 2 – Cisco Network Academy Program”, Pearson Education Indochina LTD. Tanenbaurn, Andrew S. (2003), “Computer Network” Pearson Education, Inc William, S. (2004), “Computer Networking with Internet Protocol and Technology”, Pearson Prentice Hall. www.cisco.com ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาท่ี 17 บทท่ี 2 Open System Interconnection and Transmission Control Protocol/ Internet Protocol ในบทนจี้ ะศกึ ษาเกย วกับโมเดลโอเอสไอ (OSI) โมเดลทซี พี ไี อพี (TCP/IP) ขอ แตกตางระหวา งทงสอง โมเดล อุปกรณเบอื งตนทใชี ใ นระบบเครือขาย การทาํ งานของโปรโตคอลตางๆในแตละเลเยอร และการสง ขอมลู 2.1 Open System Interconnection (OSI) โมเดลโอเอสไอถกู สรา งโดย International Organization for Standard (ISO) โดยมวี ตั ถปุ ระสงค เพื่อ ลดความซบั ซอนของการทาํ งานของอปุ กรณ อนิ เตอรเฟสทใชมมี าตรฐานรองรบั สะดวกในการขยาย ขนาดของเครอื ขาย และรองรบั เทคโนโลยีในอนาคต นอกจากนแ้ี ลววัตถุประสงคห นึ่งของโมเดลโอเอสไอ คอื การปองกนั การพัฒนาเครอื ขายในลักษณะท่ีเรยี กวา Proprietary ซงึ่ หมายความวาการสรา งเครือขายท่ีตองใช อุปกรณตางๆจากแบรนดเ ดยี วกันทง หั มด ซงึ่ จะเปนประโยชนก บั ผูพฒั นาเครือขาย โมเดลโอเอสไอ ประกอบดวย 7 เลเยอรและแตล ะเลเยอรม ีหนา ทีด่ ังตอไปน ภาพที่ 2.1 ภาพแสดงโมเดลโอเอสไอท้ัง 7 เลเยอร ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ที่ 18 • Application Layer มีหนาที่เปน ตัวเชื่อมตอระหวา งกระบวนการทางเครือขา ยกบั ผใู ชงานผา นทาง แอพพลเิ คชนั หรอื อาจกลา วไดว าเปนอนิ เตอรเ ฟสสาํ หรบั ผใู ชงานนน่ั เอง เชน โปรแกรมเทลเน็ต (Telnet) และโปรแกรมเอชทีทพี ี (HTTP) เปนตน • Presentation Layer ทําหนาทใี่ นการจัดการขอมลู ใหอยูใ นรูปแบบท่เี คร่ืองอคมพวิ เตอรหรอื ซอฟตแ วรสามารถเขาได เชนการเขารหสั (Encode) ตวั อักษรใหอยูในรปู รหัสแอสกี เปน ตน • Session Layer ทําหนา ท่ีแยกขอมูลตามลกั ษณะของแอพพลิเคชันทใี่ ช • Transport layer ทาํ หนาทีใ่ นการเชื่อมตอระหวา งโหนดกบั โหนด มกี ารสงขอมลู และการตรวจเช็ค ขอ มูลหลังจากสง ถาขอ มลู มขี อผิดพลาดระหวา งสง สามารถทําการรอ งขอใหส งใหมอ ีกครงั้ • Network Layer ทาํ หนา ทใ่ี นการคนหาเสนทางที่ดีท่สี ุด เพ่ือใชในการสงขอ มูล • Data Link layer ทาํ หนา ทีเ่ ช่ือมตอ กบั ส่ือท่ีใชในการสงขอมลู โดยใช MAC Address • Physical Layer ทาํ หนาทแี่ ปลงขอมลู ท่ีเปน ไบนารใี หอยใ นรูปสญั ญาณไฟฟาเพื่อใชสาํ หรบั สงขอมูล นอกจากหนาทดี่ ังกลาวแลวยังสามารถแบงเปน 2 สว นคือ (1) Upper layer ซึ่งเปนการทํางานในสว น ของการพฒั นาโปรแกรม การควบคมุ การทํางานผา นทาง Software และการ configure ตางๆ สว นใหญจ ะ เปนการทาํ งานของโปรแกรมเมอรและผูดูแลระบบ ในสวนของ (2) Lower layer นน้ั จะทาํ งานเกีย่ วกบั ฮารด แวรแ ละการส่ือสารของขอ มลู ซึ่งอยูในผูประกอบอาชีพวิศวกรเครือขา ย โมเดลโอเอสไอจัดไดวา เปน Reference Model เนื่องจากเปนโมเดลซ่ึงจําลองข้ึนเพื่อชวยใหการรอธิบายความแตกตางของการทํางาน ตางๆ ในแตละเลอเยอร และการอธิบายกระบวนการทํางานของโปรโตคอล มีความเขา ใจมากข้นึ นอกจากน้ียัง เปน โมเดลทีอ่ ํานวยความสะดวกใหก ับวศิ วกรเครือขายหรือผดู แู ลระบบ ในการดา เนนิ การ ออกแบบระบบ เครอื ขา ย การจัดการเครือขา ยและ Trouble shooting เครือขาย 2.2 Transmission Control Protocol/ Internet Protocol (TCP/IP) โมเดลทซี ีพ/ี ไอพเปน ี Protocol Model เพราะวา โมเดลทีซีพ/ี ไอพี จะอธบิ ายการทาํ งานท่ีเกดิ ข้นึ จรงิ ของแตละโปรโตคอล โมเดลน้ปี ระกอบไปดวยเลเยอรแ อพพลิเคชัน (Application Layer) เลเยอรทรานสปอรต ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 19 (Transport Layer) เลเยอรอนิ เตอรเนต็ (Network Layer) และเลเยอรเ นต็ เวริ คแอคเซส (Internet Access Layer) ซงึ่ ในแตละเลเยอรนั้นสามารถเปรยี บเทยี บไดก ับโมเดลโอเอสไอ ดงั แสดงในรูป 2.2 ภาพที่ 2.2 ภาพแสดงโมเดลโอเอสไอเปรียบเทยี บกับโมเดลทซี ีพ/ี ไอพี ในแตละเลเยอรของโมเดลทซี พี ี/ ไอพจี ะมีหนา ทต ามลี กั ษณะของโมเดลโอเอสไอเชน Application Layer มี หนาทเ ปนท้งั เปน ตัวเชอมื ระหวา งผูใชงานผานแอพพลิเคชันและการเขา รหสั ขอมลู ซึ่งก็เปนการรวม การ ทํางานของโมเดลโอเอสไอในเลยอรที่ 6 และเลเยอรท่ี 7 ไวด วยกนั 2.3 Data Encapsulation และ Data De-encapsulation ในการสงขอมูลระหวา งอุปกรณตางๆในระบบเครอื ขา ยจะมีการสงในลักษณะ Peer-to-Peer ซึ่งเปน การสงแบบเสมือนระหวางโหนดสองโหนด การจาํ ลองรูปแบบการสง ขอ มูลดังกลา วโดยมกี ารหอหุมหรือแนบ ลักษณะเฉพาะของการสื่อสารแสดงดังรปู 2.3 การสง ขอ มลู แบบเสมอื นระหวา งโหนดสองโหนดน้นั กาํ หนดให Sender เปนผสู ง ขอมูล และReceiver เปน ผรู บั ขอมลู ขอ มูลทถู กสงจากผูสงไปยังผูรบั จะผา นกระบวนการท เรียกวา Data Encapsulation และData De-encapsulation โดยกระบวนการ “Data Encapsulation” น้ันจะเปนกระบวนการทเ กดิ ขนในฝงของผูสง เมอขอ มูลถกู สรา งจากการใชงานซอฟตแวร (ในเลเยอรท 7) จะ ถกู สงมาทเ ลี เยอรท 6 ในเลเยอรนขอมลู ี ดังกลาวจะถกู เขารหัส (Encode) และถกู สงตอมายังเลเยอรท 5 เล เยอรที่ 5 จะมกี ารทาํ งานทีเ่ รียกวา Dialogue Control ซึ่งกระบวนการดงั กลาวนจี้ ะเปนการกาํ หนดขนาด ของผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ท่ี 20 ขอมลู ท่ีถกู สงตามลกั ษณะของ Application หรือซอฟตแวรทส รา งขอ มูล พรอ มกันนนหนวยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) จะตองมีสว นรว มในการจดั สรรขนาดของ Dialogue น้ีดว ย เลเยอรทรานสปอรต ทําหนาทใ่ี นการจดั สง ขอ มลู ตามขนาดของ Dialogue และมกา รสงขอมลู ซาขอมูลใน Dialogue ดังกลา ว ภาพที่ 2.3 ภาพแสดงการจาํ ลองการสง ขอมูลระหวางโหนด กรณีทเกิดี ขอผิดพลาดในการสงขอมูลในเลเยอรท 4 นี้ ขอมูลทถกู สงมาจากเลเยอรท 5 จะถกู แบง ขนาดตามขนาดของ Dialogue ทไดร บั การจดั สรร เรยี กขอ มลู แตละชน้ิ น้ีวา เซก็ เมน (Segment) เชนจากใน รปู ท 2.3 ขอมูลทมาจี ากเลยอรท 5 (DATA) จะถูกแบงได 3 สวน หลังจากนั้นขอมูลแตละสวนกจ็ ะถูกจัดส ง ใหเลเยอรที่ 3 เลเยอรเ น็ตเวิรค ในเลเยอรน ีเ้ องจะมกี ารแนบ Network Header ซง่ึ ประกอบดวย IP Address ของผูสงและ IP Address ของผูรับเขาไปใน DATA แตละช้ืน เซก็ เมนทถกู แ นบ Network Header ดังกลาว เรียบรอยแลวจะถูกเรียกวา แพ็คเกต (Packet) เมอ แตละแพ็คเกตถูกสงตอมายังเลเยอร ท 2 ก็จะถูกแนบ Media Access Control Address (MAC Address) หรือหมายเลขประจําตัวของ NIC card เพอใ หทราบวา สงมาจากเคร่ืองคอมพิวเตอรไหน นอกจากหมายเลขดังกลาวแลวในเลเยอรนยังมี การี แนบวิธีการ Error Protection ทเรยี กวา “Cyclic Redundancy Check” ไปกับกระบวนการน้ีดวย แพค็ เกตทผ านเลเยอรท 2 จะถูกเรียกวาเฟรม (Frame) ขนั ตอนสุดทายกอนทขอมลู ี จะออกจากเครอ่ื งคอมพวิ เตอรนน จะตองผ านการ แปลงเพอใหอยูในรปู แบบทสี ามารถสงไปตามสื่อทใชในการสง ขอ มลู ได ขน ตอนนจ้ี ะเกดิ ในเลเยอรท 1 โดยเล เยอรฟส ิคอล จะแปลงเฟรมทไดรับมาใหอยูในรูป Binary Number พรอมสงตอใหกับสอเชนสาย ผชู้ ว่ ยศาสสตัญราญจาารณย์ ดหร.รจอื ันใทนรลจ์ รักิ าษพณยะคั ฆWเ์ พiศreless โดยอาศัยอากาศเปนสื่อกลางในการสงสญั ญาณ ดังน้ันขอมูลในเลเยอรท 1 จงึ ถกู

หนา ที่ 21 เรียกวา บติ (Bit) ช่อื ทใ ชี เ รยี กขอมูลเมอ ผา นเลเยอรต างๆ น้เี รียกวา “Protocol Data Unit” ดงั แสดงในรปู 2.4 ในฝง ของผรู ับ จะเกดิ กระบวนการทเ รยี กวา “De-Encapsulation” กระบวนการน้ีจะเปนกระบวนการท ยอนกลับของกระบวนการ Encapsulation ภาพที่ 2.4 ภาพแสดง Protocol Data Unit ในแตละเลเยอร เมอ ผื ูรับรับสัญญาณมาจากสายสัญญาณ ผรู บั จะทาํ การแปลงสัญญาณดังกลา วใหอยใู นรปู แบบของบติ ในเล เยอรท 1 และสงผานตอไปยังเลเยอรท 2 พรอมกันนั้นบิตก็จะถูกเปลี่ยนเปนเฟรม ทาํ แบบนจี้ นกระทงถึงเลั เย อรท 7 ซ่ึงจะเปนการถอดรหัส (Decode) เพอแสดงผลในในรูปแบบแอพพลิเคชันหรือซอฟตแวร ซึ่งผูร ับ สามารถเขาใจได 2.4 ตัวอยางอปุ กรณเครือขาย ในหวั ขอ นี้จะกลา วถึงอุปกรณทใ่ี ชใน Lower Layer (จากภาพที่ 2.1) ซงึ่ ไดแก รพี ที เตอร (Repeater) ฮับ (Hub) บรดิ จน (Bridge) สวิทส (Switch) และ เราเตอร (Router) 2.4.1 รพี ีทเตอร (Repeater) ทาํ งานในเลเยอรท่ี 1 ชว ยแกปญหาสญั ญาณไมชัดเจนในเครอื ขา ยทอ งถนิ่ ขนาด ใหญทมี่ กี ารสง สัญญาณทางสายสัญญาณ รพี ที เตอรจ ะชว ยในการกระตุน สัญญาณใหมีความแรงขน้ึ ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 22 ภาพที่ 2.5 ภาพแสดงการใชงาน Repeater 2.4.2 ฮบั (Hub) ทาํ งานในเลเยอรที่ 1 พัฒนามาจาก Repeater โดยมกี ารเพมทําห่ิ นาท่ีสรางสญั ญาณใหม กระตนุ สัญญาณ และกระจายสญั ญาณ ภาพที่ 2.6 ภาพแสดงการใชงาน Hub 2.4.3 บริดจน (Bridge) ทํางานในเลเยอรท ่ี 2 ทําหนา ทีต่ รวจสอบหมายเลข MAC address กอนที่จะสงตอ ขอมูล ไปยังเคร่อื งคอมพวิ เตอรหรือโหนดทเี่ ชื่อมตอกับบรดิ จน นอกจากน้ีบริดจนทาํ หนาทใี่ นการแบงขนาด ของ LAN และขนาดของ Collision Domain ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาที่ 23 ภาพที่ 2.7 ภาพแสดงการใชง านฺ Bridge 2.4.4 สวิทส (Switch) เปน อุปกรณท อ าจเรียกไดวา Multi-purpose สามารถทํางานไดในหลายเล เยอรในตัวเดียวกนั ขนอยกู ับรนุ ของสวทิ ส ในบทเรยี นนจี้ ะกลาวถึงสวทิ สทท า งานในเลเยอรท 1 และเลเยอรท 2 การทํางานของสวิทสแ สดงดังรูปท 2.8 สวทิ สจะทาํ หนาทในี การกรองสัญญาณ โดยพิจารณาจากคา MAC address และสงสญั ญาณไปยังโหนดท่ีตองการ นอกจากน้ียังทาํ หนา ท่ีในการกระจายการใชงานระบบเครือขา ย ซงึ่ เปน หนา ที่เดยี วกับฮับ ภาพท่ี 2.8 ภาพแสดงการใชงาน Switch 2.4.5 เราเตอร (Router) เปนอุปกรณท ีท่ าํ งานในเลเยอรท่ี 3มีหนา ที่สําคัญคือคน หาเสน ทางท่ีเหมาะสมสําหรับ สญั ญาณ โดยใชตารางแสดงเสน ทาง (Routing Table) และ โปรโตคอลเสน ทาง (Routing Protocol) ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาท่ี 24 ภาพท่ี 2.9 ภาพแสดงการใชงาน Router 2.5 การตดิ ตอสอื่ สารระหวา งเลเยอร การติดตอ สอื่ สารระหวา งแตล ะเลเยอรน นั จะเรม จิ ากกระบวนการใน Upper Layer กอน โดยมี รายละเอยี ดดังตอไปน ภาพท่ี 2.10 ภาพแสดงการตดิ ตอส่อื สารระหวาง Application Layer และ Presentation Layer การใหบรกิ ารในช้นั แอพพลิเคชัน (Application Service Elements: ASEs) แบงเปน 2 ประเภทคือ การใหบริการทวไป (Common-Application Service Elements: CASEs) และ การใหบริการพิเศษ ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 25 (Specific-Application Service Elements: SASEs) ดังรปู 2.10 ในการเรียกใชง านนน้ั จะเลือกใช CASEs หรอื SASEs อยา งใดอยา งหนึ่งเทานั้น โดย CASEs มี 4 แบบคือ 1. Association control service element (ACSE) – การตดิ ตอ สื่อสารระหวา งแอพพลิเคชันกับแอพ พลิเคชนั สามารถทําไดโดยการกาํ หนดความสัมพันธร ะหวางแอพพลิเคชันกบั แอพพลเิ คชัน ซง่ึ ใชแ อพ พลเิ คชันเอนตติ ้ีจากแตล ะแอพพลิเคชัน 2. Remote operations service element (ROSE) – กระบวนการ Request และ Reply ซงึ่ จ ะ เกดิ ขน้ึ หลงั จาก ACSE เชื่อมตอ กันเรียบรอย 3. Reliable transfer service element (RTSE) – อีลีเมนทชวยใหการสื่อสารมคี วามนา เชือ่ ถือ พรอ ม กนั นน้ั กม็ ีดําเนินการทํางานของเลเยอรท ีต่ า กวา อยูเ บื้องหลัง 4. Commitment, concurrence, and recovery service elements (CCRSE) – อลี เี มน ทใ่ี หบรกิ าร เก่ยี วกบั กระบวนการตางๆทเ่ี กีย่ วของในการตดิ ตอส่ือสาร Presentation layer ป ระก อบด ว ย Presentation protocol แ ละ Presentation Service Presentation protocol อ นุ ญา ตใ ห Presentation-service users (PS-users) ตดิ ตอ สอื่ ส า ร กบั Presentation service PS-user เปนเอนตติ ทข อใชบริการจาก Presentation layer การรองขอใชบ รกิ าร ตา งๆใน Presentation layer จะทําท่ี Presentation-service access points (PSAPs) โดย PS-users จะใช PSAP address เปน การระบุตวั ตนของ PS-user ซ่งึ เปนหมายเลขที่มีลัษณะเปน Unique Presentation service ทาํ หนา ทีร่ บั หรือสง Syntax และแปลขอมลู ไปยังหรือจาก PS-user ซง่ึ การใน ดาํ เนนิ ขน ตอนนี้ PS-user แตละคนจะใช Syntax ทแตกตี า งกนั เพราะฉะนั้นในการสงขอมลู จะตองมกี ารตก ลงระหวาง PS-user วาจะใช Syntax แบบไหนหรือ Presentation protocol แบบใด โดย OSI presentation layer service มขี อกําหนดอยูใ นมาตรฐาน ISO8822 และ ITU-T X.216 สว น OSI presentation protocol มีขอกําหนดอยูในมาตรฐาน ISO8823 ISO9576 และ ITU-T X.226 การทํางานของ Session layer ประกอบดวย Session protocol และ Session service โดย Session protocol จะทําหนา ทเป นตัวกลาง ระหวา ง Session –service user (SS-users) และ Session service SS-user จะเปน เอน ตติ ท ส งคํ าร องขอผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 26 เพอใ ชงาน Session layer ซ่งึ คํารองขอหรือ requests นจ้ี ะดาํ เนนิ การท Session-service access points (SSAPs) การดําเนินการตา งๆของ SS-user บน SSAP น้จี ะมกี ารระบุหมายเลขเฉพาะของแตละกระบวนการ หมายเลขเหลานเี้ รียกวา “SSAP address” Session service มกี ารใหบ รกิ าร 4 การบริการพืน้ ฐานคอื 1) สรา ง และยกเลิกการเชอ่ื มตอระหวาง SS-user 2) จัดรูปแบบของโทเคน 3) แทรก Synchronization point เพอแ จง จุดทสี ามารถทาํ การ Recover ได กรณีเดขอผดิ พลาด ในการเชอ่ื มตอ 4) ดาํ เนินการเก่ยี วกับการหยดุ การทํางานหรอื กระทําตอของ Session layer ตามความตองการของ SS-users ภาพที่ 2.11 ภาพแสดงการตดิ ตอสื่อสารระหวาง Presentation Layer และ Session Layer จากภาพท 2.11 จะเห็นความสัมพันธระหวาง SS-user และ SSAP ซึง่ SS-user จะดําเนนิ การสง service ใหกบั Presentation layer ที่ SSAP โดยใช Session protocol Session service มขี อ กาํ หนดอยูในมาตรฐาน ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาที่ 27 ISO8306 และ ITU-T X.2215 และSession protocol มีขอ กําหนดอยใู นมาตรฐาน ISO8307 และ ITU-T X.225 Upper layer อกี อันหน่ึงคือ Transport layer มหี นา ท 1) ระบปุ ระเภทของแอพพลเิ คชนั 2) ทําการ Segment ขอมูลและดาํ เนินการจัดการขอมลู แตล ะ Segment 3) ตดิ ตามการตดิ ตอส่ือสารแตล ะ line ระหวา ง แอพพลิเคชันจากตน ทางและปลายทาง และ 4) รวมขอมูลแตละ Segment เขาดว ยกัน การระบวุ าขอ มูลทอ ยี ูในระบบเครือขา ยเปนสวนหนึ่งของแอพพลเิ คชันใดนน้ั เปนหนาทห ี น่ึงทส าคญัํ ของ Transport layer ซงึ่ สามารถทาํ ไดโดยมกี ารเพม หมายเลขเฉพาะทเ รยกวี า Port number แนบไป กับ ขอมลู นัน้ ๆ หมายเลข Port number นเี้ ปนหมายเลขเฉพาะของแตละแอพพลิเคชัน และจะไมซ า กนั ภาพ 2.12 แสดงตัวอยางหมายเลขเฉพาะของอีเมลย เวบเพจ และออนไลนแชท ซง่ึ หมายเลขดงั กลา วคอื 110 80 และ 531 ตามลําดบั Port number จะถกู บรรจุใน Header ของแตละ Segment ซึง่ จะมีท้ัง Source และ Destination number เพอื ใหการจัดสง ขอมูลของแตละแอพพลิเคชนั มคี วามถกู ตอ ง การกาํ หนด Port number ใหกับแตล ะแอพพลิเคชันน้ันมหี ลายวธิ ี ทน ยิ มคอื ในสวนของ Server จะมกี ารกาํ หนด Port number ที่แนน อนไมม ีการเปล่ียนแปลง (Static) ภาพท่ี 2.12 ภาพแสดง Identifying conversation ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ที่ 28 แตในสวนของ Client น้ันจะเปนลกั ษณะตรงขา ม Client จะกาํ หนด Port number ในลกั ษณะ Dynamic ถา ตองการใชจึงทําการระบุ เมอ เสรจ็ สิ้นการใชงานกจ็ ะยกเลกิ Port number ดังกลา ว บางครง้ั จะ มกี ารเรยี กรวมระหวาง Port number และ IP address วา Socket หรือมกี ารเขยี นรวมกันดังตัวอยางเชน 192.168.1.20:80 ซ่งึ หมายความวา เครอ่ื งคอมพวิ เตอรเปน Web Server มี IP address 192.168.1.20 กาํ หนดใหใ ชงาน HTTP ผา นทาง Port number หมายเลข 80 อีกตัวอยา งหนึ่งถาเคร่อื งคอมพิวเตอรมี IP address 192.168.100.48 และตองการเปด เวบเบราเซอร หมายเลข Port number ทไ ดรบั จากการสมุ คอื 49152 สามารถเขียน Socket ไดค อื 192.168.100.48:49152 ประเภทของ Port number (มาตรฐาน IANA) แบง เปน 3 ประเภทคอื 1. Well Known Ports (Numbers 0 to 1023) – หมายเลข Port number ท ถูกส ง วนสําหรับ Service และแอพพลิเคชันมาตรฐาน เชน HTTP (web server) POP3/SMTP (e-mail server) และ Telnet. 2. Registered Ports (Numbers 1024 to 49151) - หมายเลข Port number ทกี่ าํ หนดให Process หรอื Request ตางๆ ของโปรแกรมหรอื แอพพลิเคชันที่มีการตดิ ตงั้ ในเครือ่ งคอมพิวเตอร 3. Dynamic or Private Ports (Numbers 49152 to 65535) - หมายเลข Port number ทกี่ าํ หนดให สําหรบั แอพพลเิ คชันบน Client เม่อื มกี ารสรา งการตดิ ตอ สื่อสาร (Initiating a connection) โปรโตคอลมาตรฐานทพ บใน Transport layer คอื Transmission Control Protocol (TCP) and User Datagram Protocol (UDP) ซง่ึ เปนโปรโตคอลท่ีชวยในการจัดการขอมูลของการตดิ ตอสื่อสารระหวาง ผใู ช ภาพ 2.14 แสดง Header field ของโปรโตคอลแตละประเภท UDP ตาม RFC768 จัดวาเปนโปรโตคอล ประเภท Connectionless มคี า Overhead ตาในการส่อื สารในระบบเครอื ขา ย แอพพลิเคชันท่ีใชไ ดแก Domain Name System (DNS) Video Streaming Simple Network Management Protocol (SNMP) Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) Routing Information Protocol (RIP) Trivial File Transfer Protocol (TFTP) Online games และ VoIP เปนตน ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาท่ี 29 ภาพท่ี 2.13 ภาพแสดง Protocol headers in Transport layer ตาม RFC793 TCP จดั วาเปนโปรโตคอลประเภท Connection Oriented มคี า Overhead สูงตา ใน การสอื่ สารในระบบเครอื ขาย ซง่ึ คา Overhead ทีเ่ พมิ่ ขึ้นนี้ชวยทาํ ให TCP มีการทํางานทมี่ ปี ระสิทธิภาพมาก ขน คือ ความนาเชอ ถือ (Reliable) และการควบคมุ การสงขอ มลู (Flow control) จากภาพ 2.13 TCP header field จะมขี นาด 20 ไบต ในขณะท่ี UDP header field มีขนาด 8 ไบต ตวั อยางของแอพพลิเคชันท่ี ใช TCP เชน Web Browsers E-mail และ File Transfers เปนตน ภาพที่ 2.14 ภาพแสดง Segment and reassembly data ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 30 การสง ขอมู ลแบบ TCP ผรู บั ปลายทางสามารถแนใจไดวา ขอมูลทีไ่ ดรับนัน้ เปนขอมลู ชุดเดียวกัน จากผ สง เน่ืองจากในการสง ขอมูลตามกระบวนการ Encapsulation (หวั ขอ 2.3) แอพพลเ คชนั จะสง ขอมู ลทง หมด ตามขนาดท่ีผูใ ชตองการ แตใ นทางปฏิบตั ินน้ั ขอ มูลขนาดใหญไมส ามารถสง ไดในคร้งั เดียว เพราะอาจ เส่ยี งตอ ความเสยี หายของขอมลู และ Buffer สํารองในเครอื ขายนน จั ะไมมกี ารสํารองเพอแอพพลเิ คชันใด แอพพลิเค ชันหน่ึง ดงั นั้นการทํางานในเครือขายจะมโี ปรโตคอลท่ีชวยในการจัดการขนาดของขอมูลให สามารถสง ไดตาม ขนาดของสื่อ หรอื ตามขนาดของชองสญั ญาณ เฟรมของ TCP จะมีฟล วสาํ หรับใสมาย เลขของชิ้นขอมลู (Sequence number) เมอ่ื ขอมูลเดินทางมาถึงผรู ับ TCP จะรอจนขอมลู มาครบและทําการ เรยี งลาํ ดับ กอนที่ จะสงใหเลเยอรตอไป ซงึ่ ถา เปน UDP จะไมมกี ารเรยี งลําดบั ขอมลู ขอ มูลให แตจ ะสงขอมลู ใหเ ลเยอรต อไปเลย การสง ขอมลู แบบ UDP นั้นนอกจากทจี ะไมมกี ารเรยี งลาํ ดับของขอมลู แลว พจิ ารณา จาก UDP Header จะ พบวา UDP ยงั ไมมีการรบั ประกนั วา ผรู บั ไดรับขอมูลครบตามท่ผี ูสงตองการอีกดว ย ซ่ึง ในทางตรงกันขาม TCP Header มฟี ลว ซ่งึ ชวยในการ Acknowledgement ของการรับและสงขอ มลู กระบวนการทใชี ขอมลู Acknowledgement ดงั กลา ว เรยี กวา Tree-way handshake Three-way handshake เปนกระบวนการทสรางความนาเช่ือถือใหกับ TCP ประกอบดวย กระบวนการหลัก 3 กระบวนการดว ยกนั คอื (1) การสรางการเชอ มตอ (Connection establishment) (2) การสงขอมลู (Data transferring) และ (3) ยกเลกิ การเช่อื มตอ (Terminate connection) ภาพที่ 2.15 ภาพแสดง Connection establishment ใน Three-way handshake ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ที่ 31 การสรางการเชอ มตอ (Establish Connection) ในกระบวนการนประกอบดวยขนตอน 3 ช้ันตอน (ดัง แสดงในรปู 2.15) คือ 1. เริม่ ตนการทาํ งานโดย ผสู ง (Sender หรือ Client) สง Segment ไปยงั ผูร บั ท่ีตอ งการตดิ ตอดวย (Receiver หรอื Server) Segment ทส งไปนนั บ รรจุ Sequence number 2. Receiver ตอบกลับดวย Segment ทบรรจุดวยคา 2 คา คือคา Acknowledgement ซ่ึงเปน คา ทีบ่ วกไปอีก 1 ของ Sequence number ทไ่ี ดรับจาก Sender และ คา Sequence number ของ receiver เอง 3. Sender จะตอบกลบั Receiver โดยสง Segment ทป รี ะกอบดวย คา Acknowledgement ของ Receiver บวกหน่งึ การสรา ง Connection จงึ เสรจ็ สมบูรณ ภายใน Segment ทส ง ระหวาง Sender และ Receiver มี Field ทบ ี รรจุ ขอมูลคว บคมุ (Control Information) ซ่ึงใชใ นการจดั การการทาํ งานของกระบวนการ Three-way Handshake ซึ่งมรี ายละเอียดดังน - Urgent pointer field significant (URG) - Acknowledgement field significant (ACK) - Push function (PSH) - Reset the connection (RST) - Synchronize sequence numbers (SYN) - No more data from sender (FIN) ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาท่ี 32 ภาพที่ 2.16 ภาพแสดง Transferring ใน Three-way handshake การสงขอ มลู (Data Transferring) เมอ กื าร Establish connection สมบรู ณ Sender จะเรม ทาํ การสง ขอมูลในรูปแบบ Segment ตามขนาดของ Window size ทสามารถสงได Receiver กจ็ ะ Acknowledge การสงขอ มูลดังกลา วดว ยการสง คาของหมายเลข Sequence number ตัวสดุ ทายทไดรบั บวกดว ยหน่ึงเสมอ และขน้ั ตอนเหลา นจ้ี ะทําซาไปเรื่อยๆๆจน Sender สงขอมูลครบ การยกเลกิ การเชอ มื ตอ (Terminate connection) ในกระบวนการนป ระกอบดว ยการแลกเปลยนขอ มูลระหวา ง Sender และ Receiver 4 ขน้ั ตอน ดงั แสดงในรปู ขางลา ง ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 33 ภาพที่ 2.17 ภาพแสดง Terminate connecting ใน Three-way handshake 1. เมอ ื Sender ไดรับ Acknowledgement ของการรบั ขอมูลจาก Receiver เรยี บรอยแลว (การ ตรวจสอบความครบถวนของขอมูล ดูจากกระบวนการ Data Transferring) Sender สง Segment ซง ภายในบรรจุ Control “FIN” เพอเปื นการแจงให Receiver ทราบวา จะไมม ขี  อมูล สง มาอีก 2. Receiver จะสง Acknowledgement กลบั เพื่อบอกให Sender ทราบวาไดร ับ Segment ในขอ ท่ี 1 3. หลังจากท Receiver ทําขนตอนท 2 เรยี บรอยแลว Receiver จะสง Segment ซ่งึ ภายในบรรจ Control “FIN” เพ่ือแสดงวา การรบั ขอมูลเสร็จส้ิน 4. Sender จะสง Segment เพือ่ Acknowledge Segment ของ Receiver หลังจากน้ัน การ เชอื่ มตอนี้จะถูกตัดทนั ที Lower Layer ลําดับแรกทถัดจาก Upper Layer คือ Network Layer ซึ่งเปนเลเยอรลําดับท 3 ใน OSI มี หนาทใหบริการการแลกเปล่ียนขอมูลระหวางอุปกรณเครือขาย ซ่ึงการทํางานในลักษณะ End-to-end น ประกอบดว ยกระบวนการทา งาน 4 กระบวนการดว ยกนั คอื 1. Addressing – Network layer ตองทาการํ กาํ หนด Address ใหกบอปุ  กรณเ ครอื ข ายทจ ี ะ ทาํ การแลกเปลี่ยนขอ มลู กนั ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 34 2. Encapsulation – Network layer ตอ งทาการํ Encapsulate ขอมลู แตล ะชนิ้ ทร บั มา จาก Transport layer แลวทําการแนบหมายเลข IP Address ของอุปรณเ ครอื ขา ยทง สอง ซงึ่ IP Address อุปกรณเครอื ขา ยทเ รม สิ ง จะถกู เรียกวา Source Address และ IP Address ของ Receiver จะถกู เรยี กวา Destination Address ขอมูลทผานี การ Encapsulate แลวจะถกู เรยี กวา “Packet” หลังจากนั้น Packet จะถูกสงไปยัง Data Link layer เพอเ ตรียมพรอ ม ในการสงผานส่อื ท่ใี ชต อไป 3. Routing – Network layer ทาํ หนาทค นหาเสนทางในการสง Packet ไปยงั Destination host 4. Decapsulation – เมอ Packet เดนิ ทางมาถงึ Destination host หนา ทข่ี อง Network layer คอื การตรวจสอบวา Packet ที่มาถึงน้นั เปน Packet สาํ หรบั Host Data Link Layer เปน Lower Layer ทถดั จาก Network Layer มหี นา ทใ นี การแปลงขอมลู ทร บั มา จาก Network Layer ใหเ หมาะสมกับสอ ื ทจี ะใชใน Physical Layer สว นเกย ี วของกบั การทาํ งานในระบบ เครอื ขา ย ซงึ่ เมอ Packet เดนิ ทางมาถงึ Data Link Layer จะถกู จดั ใหอยใู นรปู แบบ Frame พรอมกบั เพม ิ ข อมลู ท่จี าํ เปน ตองใชใ นการแปลงขอมูล ดงั รปู ขา งลา ง ภาพท่ี 2.18 ภาพแสดงสวนประกอบของเฟรมทั้งตามมตรฐาน IEEE 802.3 และ Ethernet Frame ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 35 Packet ทถกู สี งลงมาจาก Network Layer จะถกู เพม ิ โครงสรางของเฟรม โดยจะเพม ิ Frame header ทขางหนา Packet และเพม Frame trailer ที่สวนทายของ Packet ขอ มูลสว นทเ พม เขา มาเรยี กวา Field ซงึ่ Frame ในเลเยอร II น้ีมีดวยกัน 2 มาตรฐานคือ Ethernet และ IEEE 802.3 ขอแตกตางของ มาตรฐานทง สั องนั้นคือสวน Header ของเฟรม ดังแสดงในรูป 2.18 มาตรฐาน IEEE 802.3 จะมีStart of Frame Delimiter (SFD) ขนาดของเฟรมทง สองแบบจะเหมือนกนั คือนอยทส ดุ มคี าเทา กบั 64 ไบต และมาก ทสุด 1518 ไบต จะมีพิเศษคือมาตรฐาน 802.3a ซงึ่ ถูกกาํ หนดขน เพอ รองรับ Virtual Local Area Network (VLAN) จงึ มขี นาดเพม ขนเปน 1522 ไบต ขนาดของเฟรมนม้ี ผี ลตอการสง ขอ มูลคอื ถา ขอมลู ทมกี ารสง ขอมูล ขนาดเล็กกวาขนาดต่ําสุดของเฟรม หรือมีการสงขอมูลขนาดมากกวาขนาดสูงสุดของเฟรม ขอมูลนั้นจะถูก drop หรืออาจถูกสงสัยวาเปนขอมูลทอั นตราย Media Access Control Address (MAC Address) เปน สวนประกอบหนึ่งของเฟรม ซึ่งจะอยูทงใน Source Address และ Destination address โดยท MAC Address นเ้ี ปนหมายเลขที่อยูใน Network Interface Card ทําหนา ท่ีระบตุ ัวตนของ Host บนระบบเครอื ขา ย มขี นาด 48 บิต หมายเลขน้ีจะไมซากนั เนองื จาก 24 บิตแรกจะเปนรหัสของโรงงานทผลิต สว นอกี 24 บติ ท เหลือจะเปน จาํ นวนนับทโ รงงานน้ันผลิต ดังแสดงตวั อยา งในภาพ 2.19 เมอ อุ ปกรณทใชในการสงขอ มลู สงตอ ขอ มูลเขา สเู ครือขา ย ภาพท่ี 2.19 ภาพแสดงสวนประกอบหมายเลข MAC Address ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาท่ี 36 หมายเลข MAC address ที่อยภู ายในเฟรมกจ็ ะถกู สงเขาสรู ะบบเครอื ขายดว ย NIC ทอี่ ยใู นเครอื ขา ย จะดูเฟรมทสงผานวาหมายเลข MAC address ปลายทางดังกลาวใชหมายเลขเดียวกับ Physical Address ของตนหรือไม ถาไมใชก็จะ discard เฟรมที่ copy มา ถาใชก็จะสงตอไปยัง Upper Layer เพอ ทาํ การื De- Encapsulation ตอไป หมายเลข MAC Address นใ้ี ชสาํ หรบั การสงขอมลู 3 แบบดวยกนั คอื 1) Unicast 2) Broadcast และ 3) Multicast ภาพที่ 2.20 ภาพแสดง Unicast Communication Unicast Communication จะเกิดขน้ึ เม่อื ผสู ง ตองการสง ขอมูลไปยังผรู ับเดียวเทานัน้ จากภาพ 2.20 สงั เกตจาก Field Destination MAC และ Destination IP จะพบวา เปนตัวเลขของ MAC Address หมายเลข เดยี ว และ IP Address หมายเลขเดียวเทานั้น ซง่ึ จะตางจาก Broadcast Communication ในภาพ 2.21 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาที่ 37 ภาพที่ 2.21 ภาพแสดง Broadcast Communication ในภาพ Broadcast Communication สงั เกตท Field Destination MAC จะพบวา เปน F ทั้งหมด และ Destination IP จะพบวา IP Address ลงทา ยดว ย 255 แสดงวา Sender ตองการสงไปยังทุกๆๆโหนด ในเครอื ขา ย สวน Multicast Communication (ภาพท 2.22) น้ันก็สังเกตจาก Destination MAC และ Destination IP เชนเดยี วกกนั โดยท่ี Address ทง้ั สอง Field จะอยูในลกั ษณะกลุม ภาพที่ 2.22 ภาพแสดง Multicast Communication ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาที่ 38 เลเยอรลางสุด Physical Layer เปนเลเยอรทเช อมตอกับส่ือท่ีใชในการสื่อสาร ซงึ่ การศกึ ษาในเลเยอรน จ้ี ะ ประกอบดวยสื่อทใ่ี ชใ นการสง ขอมลู สอื่ ท่ใี ชในการสงขอมูล ในที่น้คี ือ สายคบู ิดเกลยี ว สายโคแอกเชยี ล ใยแกว นําแสง และการสงสัญญาณแบบไรสาย สายคบิ ดเกลยี วเปนสายทองแดงทม ฉี นวนหมุ จบั กนั เปน คู บิดเปน เกลยี วจาํ นวน 4 คู การบดิ เปน เกลียวนช้ี ว ยลด Crosstalk นยิ มใชภายในอาคาร ภาพที่ 2.23 ภาพแสดง สายคูบิดเกลยี ว ตารางท่ี 2.1 แสดงการเปรียบเทยี บประเภทของสายคูบดิ เกลยี ว สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เปนส่ือที่นิยมใชภายนอกอาคารเน่ืองจากมีฉนวนปองกันสภาพ อากาศ สวนประกอบของสายโคแอกเชียลแสดงดังภาพ 2.24 สายโคแอกเชียลมี 2 ประเภทคอื 1) Baseband ใชในการสง ขอ มลู ของสญั ญาณดจิ ิตอล สามารถนาํ สญั ญาณไดในระยะทางไกล เชนสายเคเบิลทีวี เปน ตน 2) Broadband ใชใ นการสง ขอ มลู ของสัญญาณอะนาล็อก เชนสัญญาณโทรทศั น เปนตน ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาท่ี 39 ภาพท่ี 2.24 ภาพแสดงสวนประกอบของสายโคแอกเชียล • Conductor เปนแกนทองแดง ทาํ หนา ท่เี ปน ตวั นาํ สญั ญาณ • Insulator เปน ฉนวนหุมตวั นาํ สญั ญาณ • Braid เปนโลหะหรือทองแดงท่ีถักหมุ ฉนวนตลอดทั้งเสน ทาํ หนาที่ปองกันสญั ญาณรบกวน และ ปองกนั การแพรกระจายของคลน่ื สญั ญาณออกมาภายนอก • Plastic Jacket เปนสว นหอหุมภายนอก เพอื่ ปองกันการฉกี ขาดของสายภายใน ใยแกว นําแสง เปนสายสัญญาณที่มี Noise นอยทสี่ ุด หรอื แทบจะไมมีเลย เปน การทาํ งานแบบ Half duplex มี 2 ประเภทคอื Single mode และ Multimode สว นประกอบของใยแกว นาํ แสงแสดงดังภาพที่ 2.25 ภาพท่ี 2.25 ภาพแสดงสวนประกอบของใยแกวนําแสง ผชู ้ ว่ ยศาสตตารราาจงาทรย่ี ์2ด.2ร.จแันสทดรงจ์ กริ าารพเยปัครฆียเ์ บพเศทยี บ Single mode และ Multimode

หนาท่ี 40 การสงสญั ญาณแบบไรส าย เปนการใชคลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟา ในการสงขอมลู ภาพท่ี 2.26 ภาพแสดงสเปคตรัมคล่นื แมเหล็กไฟฟา ภาพ 2.26 แสดงสเปคตรัมของคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟา คลื่นวิทยุ คลืน่ ไมโครเวฟ และอินฟาเรด มีการสง สญั ญาณโดยแปลงความสูงและความถ จึงนิยมใชในการสงขอมูลเพราะ สัญญาณของคล่ืนดังกลา วไมกอใหเกิด อันตราย ในขณะท UV X-Ray และGamma เปน การสงสญญาณั โดยใชเทคนคิ ในการสรางสญั ญาณ ซง่ึ สญั ญาณดังกลาวนัน้ มีผลกระทบตอสุขภาพของสิ่งมีชีวติ การสง สญั ญาณของคลื่นระหวางสถานีมี 2 ลกั ษณะ คือ 1) การสงสัญญาณโดยอาศยั ความโคง ของผิวโลก เปนการสงสญั ญาณของคลื่นทม คี วี ามถ ตาํ (Low Frequency: LF) ถงึ ความถป านกลาง (Medium Frequency: MF) ระหวา ง 104Hertz และ 106 Hertz 2) การสง สญั ญาณโดยอาศยั ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟย ร เปนการสงสญั ญาณของคลืน่ ทม คี วี ผชู ้ ว่ ยศาสาตมรถาสจางู รี ย์ ด(รH.จigันhทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ท่ี 41 Frequency: HF) ถงึ ความถ่ีสูงมาก (Very High Frequency: VHF) ระหวาง 107Hertz และ 108 Hertz การ สง สัญญาณท้ัง 2 ประเภทแสดงดังรูป 2.27 ภาพท่ี 2.27 ภาพแสดงการสง สญั ญาณคลน่ื ระหวา งสถาน การติดตอสื่อสารทาง ดาวเทยี มทใ ชี ใ นการติดตอ ส่ือสารแบงเปน 3 ประเภทคอื Geostationary Earth Orbit Satellites Medium-Earth Orbit Satellites และ Low-Earth Orbit Satellites ภาพท่ี 2.28 ภาพแสดงประเภทของดาวเทยี มท่ีใชในการตดิ ตอส่ือสาร 1. Geostationary-Earth Orbit Satellites เปนดาวเทียมสอ่ื สารทเ คล่อื นทส ูงจี ากผวิ โลกระหวา ง 200, 00 กิโลเมตรถึง 35,000 กโิ ลเมตร มีเขตรบั สัญญาณพน ื ท Foot Print ทก วางมากทส ดุ ในบรรดาดาวเทยี ม ด วยกัน ตวั อยางเชนดาวเทียมท่ีใชใ นการถา ยทอดสดรายการ TV ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 42 2. Medium-Earth Orbit Satellites เปนดาวเทยี มทเ คลื อนทสงู จี ากผิวโลกระหวาง 5,000 กิโลเมตรถงึ 15,000 กโิ ลเมตร ดาวเทียมประเภทนเ้ี ชน ดาวเทียมที่บอกพิกดั ทางภูมศิ าสตร เปนตน 3. Low-Earth Orbit Satellites เปน ดาวเทยี มทเี่ คลือ่ นทีใ่ กลผ ิวโลกมากทีส่ ุด เอกสารอา งองิ สลั ยทุ ธ สวา งวรรณ (2547), “CCNA 1 – Cisco Network Academy Program”, Pearson Education Indochina LTD. สัลยทุ ธ สวางวรรณ (2547), “CCNA 2 – Cisco Network Academy Program”, Pearson Education Indochina LTD. Tanenbaurn, Andrew S. (2003), “Computer Network” Pearson Education, Inc William, S. (2004), “Computer Networking with Internet Protocol and Technology”, Pearson Prentice Hall. www.cisco.com ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนา ท่ี 43 บทที่ 3 Internet Protocol Address Internet Protocol Address (IP Address) จัดไดวา เปน Logical address เปน โปรโตคอลท่ีทํางานในเล เยอรท่ี 3 มีหนาที่บอกตําแหนงหรือท่ีอยูของ Host บนระบบเครือขาย ในหัวขอนี้จะแสดงรายละเอียดของ Internet Protocol version 4 (IPv4) ตามมาดว ยการแบง Subnet และแนะนํา Internet Protocol version 6 (IPv6) 1. Internet Protocol Address version 4 (IPv4) Header ของ IPv4 (ภาพ 3.1) ประกอบดว ย • Version – บอกเวอรชั่นของ IP Address ในท่นี ้ีคือ IPv4 • Internet Header Length (IHL) – ขนาดภายใน Header • Differentiated Services Code Point (DSCP) – ประเภทของ service ภาพที่ 3.1 ภาพแสดง Header ของ IPv4 • Explicit Congestion Notification (ECN) –ขอ มูลเกี่ยวกบั การขดั ขอ งของการจราจรที่พบเหน็ ในเสนทางการเดนิ ทาง ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ท่ี 44 • Total Length – ความยาวของ IP packet • Identification – ในกรณีท่ี Packet ถกู แบง Identification จะเกบ็ ขอ มูลหมายเลขของ Packet ยอ ย • Flags –เปน ลักษณะการแจงเตือนวามกี ารแบงเปน Packet ยอ ย หรอื เปลา • Fragment Offset –บอกตําแหนง ของ Packet ยอ ย • Time to Live (TTL) – อายุของ Packet ชว ยหลีกเล่ียงการทาํ งานวนซา • Protocol – บอกวา Packet ใชง านโปรโตคอลประเภทใดในการสงขอมลู (TCP หรือ UDP) • Header Checksum – keep checksum value of entire header which is then used to check if the packet is received error-free • Source Address – IP address ของผูส ง • Destination Address - IP address ของผูร บั • Options – สามารถใชเปน ขนาดทเี่ พม่ิ ขน้ึ ของ IHL หรือเก็บขอ มูลประเภท Time Stamp หรอื Security 3.2 IPv4 Addressing IPv4 มขี นาด 32 บติ และใชจ ดุ ในการแบงโดยแบงเปน 4 กลุมยอย ในแตละกลุมมเี ลขฐานสอง 8 บติ เพราะฉะนั้นจะเรยี กแตละกลุม วา Octet ดงั แสดงในภาพ 3.2 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาที่ 45 ภาพที่ 3.2 ภาพแสดงลักษณะของ IP Address version 4 บนเครือขา ย เพอ สืะดวกในการเรยี กและนําไปใชง าน ภาพ 3.3 จะแสดงการแปลงจาก Binary ไปเปน Decimal ในแตล ะ Octet IPv4 แบง ออกเปน 5 คลาสตามลกั ษณะการใชง านดังแสดงในตาราง 3.1 ภาพที่ 3.3 ภาพแสดงแสดงการแปลงจาก Binary ไปเปน Decimal ในแตละ Octet ตารางท่ี 3.1 แสดง Class ตา งๆ ของ IPv4 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 46 จากตารางท่ี 3.1 IP Address ที่อยูใน Class A 32 บิตจะประกอบดวย Network bit จํานวน 8 บิต และ Host bit จํานวน 24 บติ โดยท Network bit จะเปน หมายเลขทไ มมกี า รเปล่ียนแปลง สวน Host bit จะเปน หมายเลขทมีการเปล่ียนแปลงได หรือหมายเลขทมลี ักษณะเปน ชวง ตัวอยางหนวยงานขนาดใหญแหงหน่งึ มี การจดทะเบียนเพอขอใช IP Address หมายเลข IP Address ทไดรบั คอื 12.0.0.0 ทางหนวยงานสามารถทาํ การแบงหรือนําหมายเลข IP Address ไปใชงานไดตั้งแตหมายเลข 12.0.0.1 ถึงหมายเลข 12.255.255.255 จะพบวา Network bit ทก ลี า วถงึ คือ หมายเลข “12” (Octet ที่ 1) และ Host bit คอื “0.0.0” (ชวงของ IP Address ใน Octet ที่ 2- Octet ที่ 4) ลกั ษณะของ IP Class B และ Class C ก็เปน เชนเดียวกันกับ ตัวอย าง ขา งตน สวน IP Class D และ Class E นัน้ จะไมมกี ารนาํ มาใชเ พราะจะถกู สํารองไวสาํ หรบั การทาํ Multicast การติดต้ัง การใชง านอุปกรณเ ครือขา ยหรือ Routing Protocol อนๆ นอกจากทแ บง IP Address เปน Class แลว IP Address ยังถูกจดั กลมุ เปน Public IP Address และ Private IP Address ประเภทแรก น้ันเปนไอพี ในแตล ะคลาสท่ใี ชในระบบเครอื ขาย สวนอกี ประเภทนั้นเปนไอพีที่ถูกออกแบบใหใชภายใน Private network ซง่ึ Private IP Address ไดแก 10.0.0.0 - 10.255.255.255 172.18.0.0 - 172.31.255.255 และ 192.188.0.0 – 192.188.255.255 3.3 การแบงเครือขา ยยอ ย (Subnet) ในระบบเครือขายน้ันเม่ือมีการคนหาเสนทางโดยใช Routing protocol ประเภทตางๆ จะมีการสง Packet ทมี่ ขนาดเลก็ เพอทาํ การตรวจสอบเพอ คนหาตาํ แหนงของ Host หรอื โหนดทกุ โหนด ทม ี IP Address ดังน้ันถา ไมมกี ารแบง Subnet คา Overhead บนเครอื ขายและบนอปุ กรณเ ครอื ขาย เชน เราเตอรและสวิทส จะมีคาสูงมาก สงผลใหการทํางานของระบบเครือขายลาชา ดังนนการแบงเครือขายจะเขามาชวยในการ ทํางานและลดคา Overhead ดังกลาว การแบงเครอื ขา ยยอ ยมี 2 ประเภทคอื Fixed length Subnet Mask (FLSM) และ Variable Length Subnet Mask (VLSM) FLSM เปน การแบง เครอื ขา ยยอ ยโดยทท กุ เครอื ขา ย ยอยมี Subnet Mask เหมือนกัน นนั่ หมายความวา เครอื ขายยอยเหลา น้ันมีลักษณะ Classful subnetting คือ ทุกเครอื ขา ยยอยจะตองมจี ํานวน IP Address ทเี่ ทากัน วิธีการแบง Subnet สามารถคํานวณไดจากสูตร 2n -2 >= จํานวน Subnet โดยที่ n คอื จาํ นวนบิตทข่ี อยมื จาก Host bit และ -2 คอื การลบ IP Address ทีเ่ ปน subnet all zero (subnet ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนา ที่ 47 address) และ subnet all one (broadcast address) ตวั อยา งท่ี 1 จากรปู ขางลางกาํ หนดให IP Address ที่ใชคอื 203.20.1.0/24 จงหาจาํ นวน Subnet หมายเลข IP Address ของแตล ะ Subnet และจํานวน IP Address ในแตล ะ Subnet พิจารณาจากรปู จะพบวาจํานวน Subnet ทีส่ ามารถเกดิ ขน้ึ ไดค ือ 2 Subnet คําตอบท่ี 1 ดงั นน้ั แทนคา ในสตู ร 2n -2 >= จาํ นวน Subnet จะได 2n -2 >= 2 2n >= 4 n ≈2 IP Address 203.20.1.0/ 24 เปน IP Address คลาส C ดงั นน้ั Host bit ทสี ามารถขอยืมมาใชไ ดจะเรมท Octet ที่ 4 การขอยมื บิตเพอ่ื สราง Subnet แสดงดังตอไปน 203. 20 . 1 . 00 | 000000 203.20.1.0 Subnet #0 203. 20 . 1 . 01 | 000000 203.20.1.64 Subnet #1 203. 20 . 1 . 10 | 000000 203.20.1.128 Subnet #2 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยคั ฆเ์ พศ

หนาท่ี 48 203. 20 . 1 . 11 | 000000 203.20.1.192 Subnet #3 เพราะฉะนั้น IP Subnet Address ของ Subnet ทงั้ สองคือ 203.20.1.64 และ 203.20.1.128 ตามลําดับ คาํ ตอบที่ 2 พิจารณา Host bit ใน Octet ที่ 3 จะพบวา มี Host bit ทเ หลือจาการขอยืม 6 บิต เพราะฉะนนั้ ในแตละ Subnet จะมจี าํ นวน IP Address เทากับ 26 หรอื 64 IP Address คําตอบท 3 ตัวอยา งท่ี 2 ถา IP Address ทไดรับมาคอื 194.17.10.0/27 จงคาํ นวณหาจาํ นวน Subnet และจํานวน IP Address ของแตละ Subnet /27 เปน Prefix ซ่ึงบอกใหทราบวา หมายเลข IP Address ดงั กลาวมี Network bit จํานวน 27 บิต และมี จํานวน Host bit 5 บติ เพราะฉะนน้ั สามารถนํามาเขียนแบง ไดดังรูปขา งลา ง Network bit 27 บิต 194. 17 . 10 . 000 | 00000 194.17.10.0 Subnet #0 194. 17 . 10 . 001 | 00000 194.17.10. 32 Subnet #1 194. 17 . 10 . 010 | 00000 194.17.10. 64 Subnet #2 194. 17 . 10 . 011 | 00000 194.17.10. 96 Subnet #3 194. 17 . 10 . 100 | 00000 194.17.10. 128 Subnet #4 194. 17 . 10 . 101 | 00000 194.17.10. 160 Subnet #5 194. 17 . 10 . 110 | 00000 194.17.10. 192 Subnet #6 194. 17 . 10 . 111 | 00000 194.17.10. 224 Subnet #7 เนื่องจาก 194.17.10.0 เปน IP Address คลาส B ดงั น้นั ที่ Octet ท่ี 3 สามบิตแรก จะบอกจาํ นวน Subnet ดงั นน้ั IP Address 194.17.10.0/27 มจี าํ นวน Subnet ทงั หมด 8 Subnet คาํ ตอบท่ี 1 ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ

หนาท่ี 49 พิจารณา Host bit ใน Octet ที่ 3 จะพบวา มี Host bit ทเ หลอื จาการขอยืม 5 บติ เพราะฉะนน้ั ในแตล ะ Subnet จะมีจาํ นวน IP Address เทา กับ 25 หรือ 32 IP Address คาํ ตอบท 2 VLSM เปน การแบง เครอื ขา ยยอ ยโดยทใ่ี นเครือขา ยยอยนั้นอาจจะมี Subnet Mask และจาํ นวน IP Address ไมเ ทา กนั เรียกลกั ษณะดงั กลา ววา Classless Subnetting ภาพท่ี 3.4 ภาพแสดงเครือขายทเี่ กดิ จากการแบง Subnet แบบ VLSM จากภาพ 3.4 หมายเลข IP Address ท่ที างหนว ยงานไดรับมาน้ันคือ IP Class B หมายเลข 172.16.0.0/16 172316.1.0 /24 is divided into smaller subnets: /27 /27 is divided into smaller subnets: /30 วธิ ีการแบง Subnet สามารถคาํ นวณไดจากสตู ร 2n -2 >= จํานวน IP Address Host โดยที่ n คือ จํานวนบติ ท่ขี อยมื จาก Host bit และ -2 คือการลบ IP Address ทเ่ี ปน subnet all zero (subnet address) และ subnet all one (broadcast address) ผชู ้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จันทรจ์ ริ า พยัคฆเ์ พศ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook