การตรวจระบบทางเดินอาหารสวนลา ง (lower G.I series, bariumedema) เปน การสวนแบเรยี มเขา ไปในลาํ ไสใหญแลว ถา ยภาพเอก็ ซเ รยเพ่อื ดูผนงั ลาํ ไสวา มีบาดแผล มีการอกั เสบหรืออดุ ตนั ความรสู กึ แนนทอง การเตรียมลาํ ไสใ หผ ูปว ยรับประทานอาหาร ปวดถวงบริเวณทวารหนัก เหลวใส เพอื่ ลดกากอาหารในลําไสและสวนSWIFF (โซเดียมฟอสเฟต อุจจาระออกใหห มด อยา งนอย 2-3 วนั กอนคนื วนั ตรวจใหก นิ ยาระบายใหง ดนาํ้ งด อาหารใหผปู วยนอนตะแคงก่งึ ควํา่ บนเตียง เปนทาทสี่ ะดวกในการสวนอุจจาระ ผสมแบเรียมซลั เฟต 500 กรมั ตอนา้ํ 100 มิลลิลติ ร ขณะทสี่ วนจะมกี ารปรบั เตียงใหล าดเอยี งหลายๆทา เพ่อื ใหแ ปงไหลไปท่วั ทกุ ซอกของลําไส
การตรวจกรวยไต (pyelography) เปน การตรวจดูขอบเขต ขนาดรูปรา งและหนา ที่ของไต ทอไต กระเพาะปส สาวะ เพือ่ ดูลักษณะทผี่ ดิ ปกติหรอื การอดุ ตนั ของระบบทางเดนิ ปส สาวะ โดยการฉดี สารทึบรงั สเี ขา ทางหลอดเลือดดาํ (intravenous pyelography, IVP) แลว มกี ารจบั เวลาเปรียบเทียบความสามารถในการขับสารทึบรงั สที ี่ออกจากไตแตล ะขาง ซักประวัติการแพอ าหารทะเล เนื่องจาก สารทบึ รังสเี ปน ไอโอดีน ซงึ่ พบไดใ น อาหารทะเลสงั เกตการแพส ารทบึ รงั สี งดน้าํ อาหาร หลงั เท่ยี งคืนกอ นตรวจ
การเจาะหลงั (lumbar puncture, LP) เปนการ แทงเข็มเขาท่ีชองวา งระหวา งกระดกู สันหลงั ขอที่ 3-4 หรอื 4-5 เพอื่ เอานา้ํ ไขสนัหลงั มาตรวจดูลกั ษณะเซลลแ ละชนิดของช้ินเนอื้ หรอื วดั ความดนั ของนาํ้ ไขสนั หลงั ซง่ึ ความดนั ปกตขิ องนํ้าไขสนั หลงั จะมคี าอยรู ะหวาง 80-180 มลิ ลเิ มตรนาํ้ ใหผ ปู วยนอนตะแคงซายหรอื ขวา งอเขา ชดิ อกใหห ลงั ชดิ ขอบเตียงนอนราบ ไมค วรนอยกวา 6 - 8 ชว่ั โมงเพือ่ ปองกนั ความดันนํา้ ไขสนั หลงั ตํ่าจะมีผลใหผปู ว ยปวดศรี ษะ วัดสญั ญาณชพี
การเจาะทอง (abdominal paracentesis) เปน การดูดน้าํ ออกจากชอ งทอ ง ใหผปู ว ยน่งั หอ ยเทามีทร่ี องรับเทา ฟุบกับ Over bed มีหมอนรองแขนทั้ง 2 ขา ง หาก ผปู ว ยลกุ ไมไหวใหน อนหงายศรี ษะสงู เนื่องจากแรงโนม ถว งของโลกจะชวยใหน าํ้ ไหลจากชองทอ งไดส ะดวก หลังตรวจใหผปู ว ยนอนพกั วัดรอบทอง เพื่อดูความเปลย่ี นแปลงกอ นเจาะประเมินสญั ญาณชพี บันทึก สี ลกั ษณะของน้ําจากชองทอง ปรมิ าณและนาํ สงิ่ สง ตรวจสง ไปหอ งปฏบิ ัตกิ าร
การใชกลองสอ งเขา ไปดอู วยั วะภายใน (endoscopy) การกลนื กลอ งเขา ทางปาก เปนการตรวจหลอดลม กลองเสียง หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ใหผ ปู ว ย นอนหงาย คอแหงน (hyperextension)สอ งกลอ งผานทางทวารหนกั การตรวจลาํ ไสส ว นโคลอน(colonoscopy)การตรวจลําไสใหญส ว นซกิ มอยด(sigmoidoscopy) และการตรวจทวารหนกั (proctoscopy)วัตถปุ ระสงคเพื่อยนื ยนั การวินจิ ฉัย
การตรวจดวยคอมพิวเตอร (computer tomography, CT)เปน เอก็ ซเ รยช นดิ พเิ ศษสามารถแยกความแตกตา งของเนอื้ เยอ่ื แตละช้ันไดถึง 3 ลกั ษณะตามความหนาแนน ของเนื้อเยื่อ เนอ้ื เย่ือทห่ี นาแนน มาก เชนกระดูกจะเห็นเปน ภาพสขี าว / เนอื้ เยื่อทห่ี นาแนน รองลงมา เชน สมอง จะเหน็ เปนสีเทา / สวนท่ีมีโพรงอากาศหรือเน้อื เยอ่ื ท่บี วมจะเหน็ เปน สดี าํงดนํา้ และอาหารหลงั เท่ยี งคนื จดั ใหผปู ว ยนอนหงายอยา ลมื …ถามการแพอาหารทะเล
การตรวจเอม็ อารไ อ (Magnetic Resonance Imaging; MRI) เปน เทคนคิการสรา งภาพดว ยสนามแมเ หลก็ ไฟฟา และคล่นื ความถว่ี ทิ ยผุ า นอวยั วะสว นทต่ี องการตรวจเมอื่ อวยั วะถกู การกระตุน จะเกิดการเปล่ียนแปลงของระบบพลงั งานตามกระบวนการทางฟสกิ สท เ่ี รยี กวา รีโซแนนซ (Resonance)และปรากฏสญั ญาณออกมา เครอ่ื งจะแปลงสญั ญาณออกทางจอภาพ ตรวจไดในทกุ ระนาบหรอื ทกุ แนว
อลุ ตราซาวด (ultrasound, ultrasonography) เปนการนาํ คลน่ื เสยี งทมี่ ีความถ่ีสงู เกินกวาหขู องคนจะไดยิน โดยอาศยั ทรานซดวิ เซอร(transducer) ผา นไปตามเนอ้ื เย่อื ตา งๆทต่ี องการตรวจการอุลตราซาวดจ ะใชในการวนิ จิ ฉัยมากกวา การรักษากรณที เี่ ปน การตรวจทางสูตินรเี วชกรรมแนะนําใหก ลนั้ ปส สาวะไวจ นกวาจะตรวจเสร็จ เน่ืองจากกระเพาะปส สาวะเตม็ จะชวยดันสว นของลาํ ไสขนึ้ ไป ทําใหม ดลูกลอยตัวขนึ้ และคลน่ื เสยี งผา นไดสะดวก
การจดั ทา ผูป ว ยสําหรบั การเตรยี มตรวจพเิ ศษ1. ทา น่ังธรรมดา (Sittingposition) เปน ทา ทใ่ี ชในการตรวจท่วั ไป สําหรบั ผปู ว ยทส่ี ามารถนั่งไดบรเิ วณทต่ี รวจ : ศีรษะ คอ หลงัทรวงอก (ดานหนา -หลงั ) ปอด(ดานหนา-หลงั ) เตานม รกั แรหัวใจ สัญญาณชพี ระยางคทอนบนของรา งกาย เพราะการนง่ั ทาํใหป อดขยายตวั ไดเ ตม็ ทีแ่ ละทําใหมองเห็นการเทา กนั ของรา งกายซา ย-ขวาทอนบน
2. ทา ยืน (Erect position) เปนทาทใ่ี ชสําหรบั การตรวจผปู ว ยท่มี ีความสามารถยืนเดินได เพื่อดูลักษณะทว่ั ไปของรางกาย ทา ยนื เดิน การทรงตวั ในการยืนการดขู อ และ กระดูกสันหลัง
3.1 ทา นอนหงาย (supine position) บริเวณที่ตรวจ :ศรี ษะ คอ ทรวงอกดา นหนา ปอดดานหนา เตา นม หัวใจทอง แขน ขา ชีพจร และตรวจความไวตอ ระบบประสาทเพราะเปน ทาที่ผอ นคลายทส่ี ุด ชว ยใหหาตาํ แหนงชีพจรไดงา ย
3.2 ทา นอนหงายบนเตียงขาพาดบนขาหยั่ง (Lithotomy position) ทานี้ใชตรวจบรเิ วณชอ งคลอด ฝเ ยบ็ มดลกู ทวารหนกั การสวนปส สาวะทาํ คลอดบุตรหรือทารกในครรภทอ่ี ยใู นทา ผิดปกติ เพราะทา นที้ าํ ใหเ ห็นไดงายมากทีส่ ดุ และชว ยใหใ สอ ุปกรณไ ดงา ย
3.4 ทานอนตะแคง (Lateral position) ทานีใ้ ชต รวจอวยั วะดา นขางลําตัว เชน ศีรษะ หู คอ ไหล แขน ขาซ่โี ครง ตะโพก หลัง และกนกบ การเจาะหลัง เปน ตน
3.5 ทานอนตะแคงก่ึงควาํ่ (Sim’s position) ทานีใ้ ชใ นการตรวจทวารหนัก ตะโพก สวนอุจจาระ ตรวจลาํ ไสใ หญสว นลางและชว ยใหน ้ําลาย หรอื เสมหะไหลไดสะดวก เพราะการงอของสะโพกและเขา ทาํ ใหบ ริเวณทวารหนักขยายเหน็ ไดช ดั
3.6 ทา นอนควํ่า (Prone position) ทานี้ใชตรวจอวัยวะดานหลัง เชน ศีรษะ คอ หลัง แขน ขา ตะโพกนอ งและสน เทา ทานี้ใชเ พอื่ การวินจิ ฉัยความสามารถในการเหยียดของขอ สะโพกเทาน้ัน
3.7 ทานอนควํ่าคกุ เขา (Knee-chest position) ทา น้ใี ชใ นการตรวจทวารหนัก และลาํ ไสสวนปลาย เพราะเปด บรเิ วณทวารหนักไดกวางทีส่ ดุ
Search