Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เล่มที่ 2 สรุปการพัฒนาหลักสูตรปลูกศรัทธาครูผู้มุ่งมั่นในการสอนคิด Growth mindset ด้วยจิตตปัญญา

เล่มที่ 2 สรุปการพัฒนาหลักสูตรปลูกศรัทธาครูผู้มุ่งมั่นในการสอนคิด Growth mindset ด้วยจิตตปัญญา

Published by พวงทอง เพชรโทน, 2019-11-05 12:07:11

Description: เล่มที่ 2 สรุปการพัฒนาหลักสูตรปลูกศรัทธาครูผู้มุ่งมั่นในการสอนคิด Growth mindset ด้วยจิตตปัญญา

Search

Read the Text Version

35



37



39



41



43



45



47



49



51



53



55 กิจกรรม: ทัศนะเชงิ บวกสำหรับครทู ี่ปรึกษา 1. สาระสำคัญ คนทุกคนเกิดมามีตนทุนชีวิตในระดับหนึ่ง โดยจะเพิ่มขึ้นตามการเลี้ยงดูของพอแม ครู สิ่งแวดลอมท่ี ดีงาม และความใกลชิดกับธรรมชาติ ทั้งตนทุนภายในและภายนอกตัวเอง แตโลกยุคเทคโนโลยีในปจจุบัน สรางความเปนวัตถุนิยมจนหางไกลจากความเปนธรรมชาติมากขึ้น ระบบโครงสรางทางครอบครัว ระบบโครงสรางของโรงเรียนที่เนนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลักดันเด็กใหเครงเรียน และคัดเด็กที่ไม สามารถเรียนไดออกจากระบบการศึกษาไป การวัดคุณคาของคนจึงตางจากอดีตอยางสิ้นเชิง ตนทุนชีวิตที่มี อยูแลวหรือที่ควรจะมี จึงถูกบั่นทอนจนเด็กบางคนเหลือตนทุนชีวิตนอยมาก ในฐานะครูที่ปรึกษา ซึ่งมี บทบาทในการพัฒนาสงเสริมผูเรียน จึงเปนเรื่องทาทายที่ครูที่ปรึกษาจะเปนทั้งผูสรางตนทุนในชีวิตเด็กและ สงเสรมิ ศักยภาพดานบวกของเด็ก แทนการมุงการพฒั นาเยาวชนในเชิงการแกป ญหา เพือ่ สง ผลตอการพัฒนา เยาวชนอยา งแทจรงิ 2. วัตถุประสงค 2.1 เพื่อสำรวจการทำงานกับเยาวชนที่ผานมาวาเปนการทำงานในรูปแบบใด/ประสบความสำเร็จ มากนอยเพียงใด 2.2 ตระหนกั ถึงการทำงานกับเยาวชนท่เี นนดงึ ดา นบวกของเยาวชนในการทำงาน 2.3 เขาใจหลักกระบวนการทำงานในการพฒั นาเยาวชนเชิงบวก (บันไดการมสี ว นรว มของเยาวชน) 3. เวลา 1.30 นาที 4. อุปกรณ และสอื่ 4.1 ขอความพฤติกรรมของ เบิรด กับ กอง 4.2 ใบงานท่ี 1.1 เรื่อง เบิรด กบั กอ ง 4.3 ใบงานท่ี 1.2 เรื่อง สำรวจรปู แบบการทำงานกับเยาวชนและวเิ คราะหความสำเร็จทผ่ี านมา 4.4 ใบความรูที่ 1.1 เร่อื ง บันไดการมีสวนรวมของเยาวชนในกระบวนการพฒั นาเยาวชนเชงิ บวก 4.5 ใบความรูท่ี 1.2 เรือ่ ง แนวการทำงานกับเยาวชนในการพฒั นาเยาวชนเชงิ บวก 5. ขัน้ ตอนการดำเนนิ การ 5.1 อธิบายกิจกรรม - ผูดำเนินการอธบิ ายวา มเี รอื่ งของเบิรด กบั กอ ง ใหผเู ขา อบรมไดอา น โดยจับกลุม 6 คน - ใหอานเรอ่ื งของ “เบริ ด” 3 กลมุ และเรื่องของ “กอง” 3 กลุม คยุ กันดังนี้ (ทำลงในใบงาน ท่ี 1.1)  รสู ึกอยา งไรกบั เบิรด และ กอง

 คิดวา เบิรด และกอง เปน คนอยา งไร และอนาคตจะเปนอยาไร  เรือ่ งท่ีเราเปน หว งเบริด์ และกอง คือ.. (สังเกตประเดน็ ที่กลมุ นำเสนอ: ปญหา/พฤติกรรม/เรอื่ งที่เปนหวงเบิรดหรอื คิดวาเบิรดจะเปน , สง่ิ ที่เปน การอนมุ านจากขอมูลท่ใี ห, ประเดน็ อ่ืนๆ ที่กลุมวิเคราะห) 5.2 นำเสนอเร่ืองของ “เบริ ด ” และใหก ลุม ท่ีสะทอ นประเดน็ ท่ีคุยกัน 5.3 นำเสนอเรื่องของ “กอง” และใหก ลุมทส่ี ะทอนประเด็นที่คุยกัน (สงั เกตประเดน็ ที่กลมุ นำเสนอ: ลักษณะเดน ของกองท่ถี กู พดู ถึง ตนทุนชวี ิตท่มี ี พฤติกรรมที่ชืน่ ชม และการ ขาดขอมูลพน้ื ฐานอน่ื ๆของกอ ง) 5.4 วเิ คราะหประเดน็ ทงั้ สองเรอ่ื งรวมกนั  หลังจากฟง ประเดน็ ท้งั สองเรื่องแลว ถามกลุมวา มีขอสังเกตอะไรบาง  ชวนดู เปนไปไดไหม วา ท่จี ริง นี่คอื เรื่องของคนๆ เดยี ว  วัยรนุ ทกุ คน อาจมีเร่อื งนาเปนหว ง แตใ นขณะเดยี วกันทุกคนก็มตี นทุน  สำรวจการทำงานกับเยาวชนของครูท่ีปรึกษาท่ผี านมาวามีรูปแบบการทำงาน แบบใด / วิเคราะหค วามสำเรจ็ ทผ่ี านมา 5.5 สรุปสาระสำคัญ  การทำงานพฒั นาเยาวชนเชงิ บวก ส่ิงสำคัญคือ  ทกุ คนมตี น ทุนในชวี ติ ท่ดี ี  เราตองหาใหเจอ และตองมองทะลุ “ปญหา” ใหไ ด  ทำใหเยาวชน เหน็ ตน ทนุ ทีด่ ีของตวั เอง ไดห ยิบมันมาใช และ ชี้ใหเห็นวา เขาสามารถใชตน ทนุ ทด่ี ขี องตวั เองไดอยา งไรในชวี ติ ปจจุบันและชวี ติ ขา งหนา  รวู าเรอื่ งนี้ใชเวลา ตอ งมงุ ม่นั และรอคอยท่ีจะเห็นการ เปลี่ยนแปลงในทางบวก  เรามักไดยนิ เร่อื งราวในทางลบเก่ยี วกับวัยรนุ ไมว า จะเปน ขา ว เหตุการณ สถิติ พฤติกรรม ตางๆ เกย่ี วกบั วยั รุน  เราลวนเปน หว งวยั รนุ ทงั้ ในเร่อื งวิถชี ีวิต พฤติกรรม  ในขณะเดียวกัน เราก็มคี วามคาดหวงั และความหวงั ตอวยั รุน อยากเห็นพวกเขาเติบโตเปน ผใู หญท มี่ ีคุณภาพ ประสบความสำเร็จ

57 ใบงาน เรอ่ื ง ทศั นะเชิงบวกสำหรบั ครูท่ปี รกึ ษา คำช้ีแจง มีเร่อื งของเบริ ด กับ กอง ใหผูเ ขาอบรมไดอ าน โดยจับกลมุ 6 คน ใหอานเร่ืองของ “เบิรด” 3 กลุม และเรื่องของ “กอ ง” 3 กลุม เบิรด กอ ง  สบู บหุ รี่ กินเหลากบั เพ่ือนเปนครั้งคราว  สนิทกับแม  หนา ตาดี มีสาวๆ แอบชอบเยอะ  เปนกรรมการนักเรยี น  เปนเด็กหลงั หอ ง ไมคอยชอบเรียนบางวชิ า  เรียนไดดปี านกลาง  ชอบเลนดนตรี  ตัง้ ใจจะสอบเขารฐั ศาสตรใหไ ด  อยูหอพักกับเพ่ือน  ใฝฝน อยากทำงานกระทรวง  มีแฟนคนแรกตอน ม. ตน ตางประเทศ  มีเพศสัมพันธกับแฟนคนปจ จุบัน  เพือ่ นๆ นองๆ ชอบมาปรึกษาปญ หา  รักเพื่อน มีเพ่ือนสนิทบางคนใชยา ตางๆ  มปี ญหากบั พอ เลย้ี ง  อารมณดี มมี นุษยส ัมพันธ  มีมอเตอรไซคส ว นตัว  ชอบอาสาทำกจิ กรรมตา งๆ ของ โรงเรยี น และชมุ ชน จุดประเดน็ ของกลุมดงั น้ี  รูส กึ อยางไรกบั เบิรด และ กอง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………  คิดวา เบิรด และกอง เปน คนอยา งไร และอนาคตจะเปนอยา ไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………  เรื่องที่เราเปน หว งเบริ ด และกอง คือ.. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบความรู เรือ่ ง บนั ไดการมีสว นรวมของเยาวชนในกระบวนการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก การมสี ว่ นร่วม ความผกู พนั การเตรียมความพร้ อม ความปลอดภยั และความจาํ เป็นพืนฐาน  ส่ิงพ้ืนฐาน ท่ีเยาวชนตอ งไดรับ คอื ความจำเปน พื้นฐาน เชน อาหาร ท่ีอยูอาศยั และความรูสึก “ปลอดภยั ” เพ่ือท่จี ะพรอมเรียนรแู ละเติบโต การรูสึกวา มีตัวตน มีคุณคา  การเตรียมความพรอม เยาวชนจำเปน ตองไดร ับการพัฒนาและเสรมิ สรางสมรรถนะ และทกั ษะ ตา งๆ ในการใชชวี ติ การทำงานและใชชีวติ แบบผูใหญ สมรรถนะและทกั ษะ หมายรวม ถึง ดา น วิชาการ สงั คม อารมณ การทำงาน รวมทง้ั ดา นวฒั นธรรม  ความผกู พัน เยาวชนจำเปนตอ งมีความรูสกึ ถึงความผูกพัน ความรสู กึ เปน สว นหนึ่ง ของ ครอบครัว ชุมชน ซ่งึ เปน ปจจัยจำเปน ตอการเรยี นรู พฒั นา และการปฏิสัมพันธกบั โลก  การมีสว นรวม เยาวชนตอ งการโอกาสที่จะมสี วนรว มในกิจกรรมตางๆ ท่ีมีความสำคัญตอ พวก เขา มโี อกาสแสดงความคดิ เห็น รวมรบั ผดิ ชอบ ในกิจกรรมทางสงั คมตา งๆ ปจ จัยเหลา น้ี เปนพนื้ ฐานของแนวคิด “การพฒั นาเยาวชนเชงิ บวก” ซง่ึ เปลย่ี นวิธีคิด จากการ ถามวา เราจะทำอะไรไดบ างในการปอ งกนั หรือแกไขพฤติกรรมตางๆ ของวัยรุน ท่ีเปน ปญ หา เปน การถามหาโอกาส การสรา งประสบการณการเรยี นรู การสนบั สนนุ ทเี่ ราจะใหก บั เยาวชนเพอื่ ใหเขา รสู กึ มีตัวตน เกดิ ความผกู พัน ไดรบั การเตรียมพรอม และมีสว นรว ม

59 ใบความรูที่ เร่ือง แนวการทำงานกบั เยาวชนในการพฒั นาเยาวชนเชงิ บวก แนวทางการทำงานเยาวชน การพัฒนาเยาวชนเชิงบวก แบบเดิม (Positive Youth Development) *************** *************** 1. เนนปญหา 1. เนนผลลพั ธดา นบวก 2. ตอบสนองกับปญหา 2. การจัดการเชิงรุก สรา งเกราะปอ งกัน 3. มงุ เยาวชนทเ่ี ปน ปญหา 3. ใหค วามสำคัญกับเยาวชนทุกคน 4. เยาวชนเปนผรู บั 4. เยาวชนเปน หนุ สว นท่เี ทาเทยี ม 5. โครงการ (ตามปญ หา) 5. การเปล่ียนแปลงโครงสรา ง/ระบบและการมี สวนรวมของชุมชน 6. อาศยั ผูเ ช่ียวชาญ 6. สมาชิกชุมชนมีสวนรวม  แทนการมุงเนน ปญหา และการแกป ญหา PYD เนนการสงเสรมิ คณุ คา และผลลัพธด า นบวกทจี่ ะ ทำ ใหเ ยาวชนเกิดการพัฒนาในทางบวก  แทนการรอใหปญ หาเกิด หรอื รอแกปญหา PYD เนน การสงเสริมปจ จัยดานบวกไวเปน เกราะ ปอ งกันจากภาวะเสี่ยง  แทนการเนน เยาวชนบางกลมุ ไมว า จะเปน กลุมเสีย่ ง หรือกลมุ เกง PYD เนน การวางแผนและการ สรางโอกาสใหก ับเยาวชนทุกคน  แทนการมองวา เยาวชนเปนผูร ับบริการ หรอื ผรู บั ประโยชนจากโครงการ PYD มองเยาวชนเปน ตน ทนุ สำคญั เปน หนุ สวนที่มีความสามารถในการรวมวางแผนและดำเนินการได  แทนการทำโครงการเยาวชนเปนชน้ิ ๆ บนเงอ่ื นไขงบประมาณโครงการ PYD เนนการสรางเครอื ขาย และโอกาสการเรียนรู กจิ กรรมการมสี วนรวมในชุมชนแบบบูรณาการ โดยใชทรพั ยากรในทองถิ่น  เปล่ียนวิธีคิดวา งานพัฒนาเยาวชนเปน เร่อื งของผูเช่ียวชาญเฉพาะดา น PYD เห็นวา เปนเร่อื งของ ทุกคนในชุมชน

เอกสารอางอิง คณะครศุ าสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. (2553). ชุดฝก อบรมแนะแนว โครงการยกระดับคุณภาพครูทงั้ ระบบตามแผนปฏบิ ตั ิการไทยเขม แข็ง. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. องคการแพธ (PATH). (2550). คมู ือฝก อบรมผจู ดั การเรียนรูเ พศศึกษารอบดา น ภายใตโครงการกา วยา ง อยา งเขาใจเพศศึกษาเพื่อเยาวชน . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พเออรเ จนท แทค จำกัด. องคการแพธ (PATH). (2552). หลกั สตู รการอบรมการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก ภายใตโครงการกาวยางอยา ง เขาใจเพศศึกษาเพ่ือเยาวชน . การจัดอบรมครผู ูจดั กระบวนการเรียนรูเ พศศึกษารอบดานใน สถานศกึ ษา. เอกสารสำหรบั ศึกษาเพิ่มเติม สุริยเดว ทรีปาต.ี (2554). รจู กั เด็ก ทัง้ ตัวและหวั ใจ. แผนงานสขุ ภาวะเด็กและเยาวชน สถาบนั แหงชาติ เพือ่ การพัฒนาเดก็ และและครอบครัว มหาวทิ ยาลยั มหิดล. กรงุ เทพฯ: หางหนุ สว นสามญั นิตบิ คุ คล เจย้ี ฮัว้ . สุรยิ เดว ทรปี าตีและคณะ. (2555). ตน ทุนชวี ติ เดก็ และเยาวชนไทย. คนเมือ่ 26 พฤศจิกายน 2555, จาก http://thaihealth.or.th ธนวฒั น ศรีสุวรรณ. (2554). ทำดวยมอื . แผนงานสุขภาวะเดก็ และเยาวชน สถาบันแหง ชาตเิ พอ่ื การพัฒนา เด็กและครอบครวั มหาวทิ ยาลัยมหิดล. สมุทรสาคร : โรงพมิ พแอปปา พริ้นติง้ กรุป จำกัด. มิลนิ ทร. (2555). เดก็ นอยโตเขาหาแสง.ประสบการณ “คบเดก็ (เปน ) สรา งบา น (ได) ของ ปา มล (ทิชา ณ นคร).กรงุ เทพฯ: สวนเงนิ มมี า. 256 หนา หมายเหตุ สอ่ื เพิ่มเติม ภาพยนตร Freedom Writers

61 กจิ กรรม: หลักการสรางพฤตกิ รรมท่ีพงึ ปรารถนาในโรงเรยี น 1.สาระสำคญั การทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตองเริ่มจากทำความเขาใจปจจัยที่สงผลตอการตัดสินใจ หรือ แรงจงู ใจในการกระทำหรือไมกระทำพฤติกรรมของคนๆ นน้ั ทงั้ นี้ กระบวนการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมเปนเรื่อง ไมง า ย ตอ งใชเวลา ใชค วามตง้ั ใจและความพยายามอยา งตอ เน่ือง แมความรูจะเปนปจจัยพื้นฐานที่สำคัญ แตความรูเพียงอยางเดียวไมเพียงพอตอการทำใหคนๆ หนึ่ง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การทำงานจึงตองคำนึงถึงปจจัยอื่นๆ ทั้งในระดับบุคคลและสภาพแวดลอมที่สงผลตอ พฤติกรรมของคน กิจกรรมนี้ เปนการสำรวจตนเองในการทำหรือไมทำพฤติกรรมหนึ่ง พรอมๆ กับการรับฟงและทำ ความเขาใจเหตผุ ลท่ีคนอ่ืนๆ มีตอ การทำหรือไมท ำพฤติกรรม เพื่อใหเ กดิ การเรียนรถู ึงเบื้องหลงั การตัดสินใจทำ หรือไมทำพฤติกรรมของคน ซึ่งอาจเหมือนหรือแตกตางกัน และพิจารณาถึงวิธีการที่จะนำไปสู การ ปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมท่เี ปน จรงิ และปฏบิ ัตไิ ด 2. วตั ถุประสงค 1. เพื่อเขาใจปจจยั ที่สงผลตอ การตัดสนิ ใจทำหรือไมทำพฤตกิ รรมของบคุ คล 2. ตระหนักวาความรอู ยางเดียวไมเ พยี งพอตอการปรับเปล่ียนพฤติกรรม 3. เขาใจขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสรางการเรียนรูที่สอดคลองและนำไปสูการ ปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมของบุคคล 3. เวลา 1 ช่วั โมง 30 นาที 4. อปุ กรณ และสือ่ 1. ปาย 4 ปาย เขยี นขอความดงั นี้ ทกุ คร้งั (100%) บอยครง้ั (80%) บางครั้ง (50%) นอยมาก หรือไมเ คยเลย 2. ขอ ความท่ีระบุพฤติกรรม 5 เรือ่ ง ดังนี้ 1. ฉันคาดเข็มขดั นิรภัยทุกครง้ั ท่ีน่ังรถ หรือสวมหมวกกันนอ็ คทุกคร้ังทขี่ บั ข่มี อเตอรไ ซค

2. ฉนั แปรงฟนหลงั กนิ อาหารทุกมอ้ื 3. ฉนั เลือกกินแตอาหารทมี่ ปี ระโยชน และงดอาหารทกุ ชนิดทที่ ำใหอ ว น 4. ฉันไมดมื่ น้ำอัดลมทกุ ชนดิ 5. ฉนั ไมดม่ื เหลาเบยี รทุกชนดิ 3. ใบความรู เรอื่ ง กระบวนการปรับเปลยี่ นพฤติกรรม 4. ใบงาน เร่อื ง กระบวนการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรม 5. การเตรียมตัว - นำปา ยทั้ง ๔ ติดไวต ามมุมหอง ๔ มมุ - เขยี นขอ ความทง้ั ๕ บนแผน ใส - หากมเี วลาจำกดั ใหเลอื กอยางนอ ย ๓ ขอความ (คาดเข็มขดั , กนิ อาหาร, ไมด่ืมเหลา หรือเบียร) 6. ขน้ั ตอนการดำเนนิ การ 6.1 ผูดำเนินการชี้แจงวา กิจกรรมน้จี ะมขี อ ความที่พดู ถงึ พฤติกรรมบางอยาง และใหผเู ขา อบรมพิจารณาวา ตนเองทำพฤติกรรมนนั้ ๆ อยางไร โดยมีใหเ ลือก 4 จุด คอื - ถา ทำทกุ คร้ัง ไมเคยขาด ทำสม่ำเสมอ ใหย นื ท่ี “ทกุ คร้ัง หรอื 100%” - ถา สว นใหญท ำได มีเพียงนอยครั้งทีไ่ มไ ดทำ หรือทำไมได ใหยืนที่ “บอ ยคร้ัง หรือ 80%” - ถาทำเปน บางคร้ัง หรอื ทำกบั ไมทำเทาๆ กนั ใหย นื ท่ี “บางครั้ง หรือ 50%” - ถาไมเ คยทำเลย หรือทำไดน อยมากๆ ใหยืนท่ี “นอยมาก/ไมเคยเลย” 6.2 ผูด ำเนนิ การอาจยกตัวอยางเพอื่ ความชัดเจน เชน ฉนั ออกกำลงั กายทุกเชาหลงั ตืน่ นอนและใหทุก คนลองยนื ตามจุดทตี่ รงกบั พฤตกิ รรมตวั เอง 6.3 ผูดำเนนิ การอา นขอความทลี ะขอ แลวใหเวลาผูเขาอบรมเลอื กยนื ในจุดท่ีตรงกบั พฤตกิ รรมตนเอง ฉันทำพฤตกิ รรมตอ ไปนี้ มากนอ ยเพียงใด ? ทุกครง้ั (100%), บอยครัง้ (80%), บางครง้ั (50%) หรอื นอ ยมาก/ไมเคยเลย 1. ฉนั คาดเขม็ ขัดนิรภยั ทุกครั้งทน่ี ง่ั รถ หรือสวมหมวกกันน็อคทุกครงั้ ทีข่ ับขี่มอเตอรไซค 2. ฉันแปรงฟน หลังกินอาหารทุกม้ือ 3. ฉันเลือกกินแตอาหารท่ีมปี ระโยชน และงดอาหารทกุ ชนดิ ที่ทำใหอ ว น 4. ฉนั ไมด ื่มน้ำอัดลมทกุ ชนิด

63 5. ฉันไมด ่มื เหลา เบยี รทกุ ชนิด 6.4 ในแตละขอ เม่ือทุกคนยนื ตามจดุ แลว ผูดำเนนิ การถามเหตุผลของแตละกลมุ โดยสุมถามกลุมละ 2-3 คน ในทั้ง 4 กลุม เพื่อใหเห็นเหตุผลที่หลากหลาย และพยายามกระจายใหแตละคนไดแสดงความคิดเหน็ อยา งทั่วถึงในแตละขอ กลมุ “ทุกคร้ัง” ถามสาเหตุทีท่ ำไดทุกครัง้ กลมุ “บอ ยครงั้ ” ถามวา สว นใหญทำได แตท่ที ำไมไดบางครั้ง เปนเพราะเหตุใด กลมุ “บางครั้ง” ถามวา เมื่อไรทำ เม่ือไรไมท ำ เพราะเหตใุ ด กลมุ “นอ ยมาก/ไมเ คย” ถามวา ที่ไมทำ หรือทำนอ ยมากๆ เปน เพราะเหตุใด 6.5 เมอ่ื ถามครบทุกขอทเี่ ตรยี มไวแลว ผดู ำเนนิ การใชคำถามเพอ่ื ชวนวเิ คราะห ดังน้ี 1. พฤติกรรมแตล ะขอ เปนพฤตกิ รรมเสย่ี งหรือไม เสี่ยงตอ อะไร (เชน หากไมค าดเข็มขดั นิรภัย อาจเสี่ยงตออะไร, หากกนิ อาหารมันๆ หรือไมสุก เสี่ยงตออะไร, การกินเหลา เสี่ยงตอ อะไร เปนตน) 2. ช้ีใหเ ห็นวา ทกุ คนลว นรวู า พฤติกรรมเหลานี้ นำไปสูค วามเสี่ยงตอ สุขภาพ 3. แมทุกคนรูวาการทำหรือไมทำพฤติกรรมเหลานี้มีความเสี่ยง ทุกคนสามารถปฏิบัติได อยาง สมำ่ เสมอหรือไม (เชน คาดเข็มขัดทุกครั้ง เลอื กอาหารท่ีกนิ ทกุ ครงั้ ไมกนิ เหลา เลย) 6.6 นำฟลิบชารตที่ผูจัดกระบวนการจดประเด็นในการทำหรือไมทำพฤติกรรมของกลุมใหดู และ ช้ใี หเ หน็ ถึงเหตุผลในการทำหรือไมท ำ ทง้ั ทีร่ วู า มีโอกาสเสย่ี งตอสุขภาพ 6.7 ชี้ใหเห็นวา แมจะเลือกทำพฤติกรรมเดียวกัน แตก็อาจมีเหตุผลตางกัน (เชน กลุมที่คาดเข็มขัด บางคร้งั เพราะไปใกลๆ รูจกั ตำรวจ กลวั เส้ือยบั ) หรือทำพฤติกรรมตางกัน แตมเี หตุผลเดียวกนั เชน (ดื่มเหลา กบั ไมด ม่ื เหลา มีเหตุผลเพอื่ สขุ ภาพเหมอื นกัน) ดังน้ัน การปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมจงึ ไมอ าจใชว ธิ กี ารสำเรจ็ รูปได เพราะคนแตล ะคนตา งกัน -นำแผน ขอความพฤติกรรมท้งั 5 ใหผ ูเขาอบรมดู และถามวา - หากเราตองการเปล่ยี นพฤติกรรมทั้ง 5 ขอ นี้ คดิ วาเราสามารถเปลีย่ นไดหรือไมงา ยหรอื ยาก เพราะเหตใุ ด

-การใชเหตุผลของคนทีท่ ำได ไปบอกคนที่ยังทำไมไดใหเปลีย่ นพฤติกรรม คิดวาจะไดผ ลหรอื ไม เพราะ เหตุใด (เชน บอกคนที่ชอบกิน และไมเลือกอาหารวา กินแลวอาจเปน โรคตางๆ หรือทำใหอวนจะไมสวย หรือ บอกคนกนิ เหลาวาอยากนิ เลย ไมอรอ ย เปลอื งเงนิ ฯลฯ) - เน่อื งจากเรารูแลววา พฤติกรรมนัน้ ๆ เปนพฤตกิ รรมเส่ยี งตอสุขภาพ ดังน้นั หากจะทำใหเรา เปลยี่ นได จะตองทำอยางไร - หากจะเปล่ยี น เราตดั สนิ ใจไดเองหรอื ไม - สรุปวา พฤติกรรมทั้ง 5 ขอนี้ เปนพฤติกรรมที่เราทำคนเดียว ถาตองการเปลี่ยน แมจะสามารถ ตัดสินใจไดเ อง แตก ็อาจจะเปลี่ยนไดไ มงา ยนัก 6.8 เปรียบเทียบพฤตกิ รรม 5 ขอนี้ กบั พฤติกรรมท่ีครทู ี่ปรกึ ษาเปนหวงในตวั นกั เรียน 1 เมื่อเทียบพฤติกรรมสุขภาพ ๕ ขอ กับพฤติกรรมที่ครูที่ปรึกษาเปนหวง (เชนการสูบบุหรี่ ของนักเรียน) ถามผเู ขา อบรมวา 2 เหตผุ ลในการทำหรอื ไมทำพฤติกรรมเสยี่ งในกิจกรรมน้ี เหมือนหรอื ตา งจาก พฤติกรรมการสบู บหุ รีข่ องนักเรยี น อยา งไร 3 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียน การตัดสินใจทำหรือไมทำ ยากหรืองายกวาเพราะเหตุ ใด 4 ถาอยากใหน ักเรียนมีพฤติกรรมทป่ี ลอดภยั ตอ งทำอะไรบา ง 5 ชใี้ หเ ห็นวา ไมใ ชเ รอ่ื งงายที่จะใหค นเปลี่ยนพฤติกรรม หรอื ทำพฤตกิ รรมใหม แมจ ะรูว า มี ประโยชนกับตนเองก็ตาม ในฐานะครูที่ปรึกษาตองทำมากกวาการบอกประโยชนหรือใหความรู (ซึ่งคนๆ นั้น อาจจะรอู ยแู ลวก็ได) แตตองคิดวาจะแกเ หตผุ ลทท่ี ำใหค นยังทำพฤตกิ รรมนั้นๆ ไมไ ด อยา งไร 6.9 สรุปสาระสำคญั เรอ่ื งพฤติกรรมเสยี่ ง 1 แตล ะคนมีโอกาสท่ีจะทำพฤตกิ รรมเสีย่ ง และการตดั สินใจทำพฤตกิ รรมเสย่ี งของแตล ะคน จะแตกตางไปตามความเชื่อ หรือการใหความสำคัญ หรือใหคุณคากับบางสิ่งบางอยาง หรือคิดวาเปนความ เสย่ี งทีไ่ มสำคญั ตอชวี ิต 2 ในฐานะคนทำงานทีม่ คี วามรูในเรือ่ งสขุ ภาพเหลานเี้ ปน อยางดี แตเรายงั คงทำพฤติกรรม ตางๆ ที่เสี่ยงตอการทำลายสุขภาพและความปลอดภัยของเราเอง แลวเราจะคาดหวังให “กลุมเปาหมาย” ทำในสิ่งทีต่ า งจากเราไดอยางไร หรอื จะคาดหวงั ใหเกิดการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมงายๆ ไดอยา งไร 3 ทางเลอื กในการลดโอกาสเส่ียงตางๆ ทจ่ี ะใหค นสามารถทำได จะตองไมใชทางเลือกที่ “ดูดี แตท ำไมได” หากตอ งเปน สิ่งทีท่ ำไดจรงิ และสามารถทำไดสำเร็จ เปนขน้ั ๆไป

65 4 เชื่อมโยงเร่ืองกระบวนการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรม 5 การทำงานปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมตอ งเรม่ิ จากเขาใจพฤติกรรมที่เปน อยูข องนกั เรยี นกอ น และวเิ คราะหถ ึงสาเหตทุ ี่คนยงั ทำพฤติกรรมนั้นๆ และความตง้ั ใจจะเปลยี่ น

ใบความรู เร่อื ง ข้นั ตอนของการปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรม โดย ดารณี สืบจากดี Stages of Change หรือขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เปนทฤษฎีของ James O. Prochaska, Ph.D. และ Carlo DiClemente , Ph.D. ทมี่ ีโครงสรา งข้ันตอนการเปลีย่ นแปลงเปน หวั ใจหลักในการอธิบาย ถึงการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของบุคคล ซ่ึงเปนปรากฏการณที่เกิดขน้ึ ตอ เน่ืองไมใชเ ปนเพียงเหตุการณหนึ่งๆ เทานั้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นอยางตอเนื่อง เริ่มจากขั้นไมสนใจปญหาไป จนถึงขน้ั ลงมือปฏบิ ัตเิ พ่ือเปล่ียนแปลงแกไขไปสูพฤติกรรมใหม ดงั ภาพตอไปน้ี Precontemplation – ขั้นไมสนใจปญหา เปนขั้นที่บุคคลยังไมตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง ตนเอง ไมรับรูไมใสใจตอพฤติกรรมที่เปนปญหาของตน อาจเปนเพราะไมไดรับรูขอมูลถึง ผลกระทบของพฤติกรรมนั้น เชน คนสวนใหญม ักไมคอยรูข อมูลความสัมพันธของการควบคมุ อาหาร การออกกำลังกายและสุขภาพ หรือบางคนไมรูเรื่องความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ เปน ตน เมื่อคนเราไมรูขอมูลหรือขาดขอมูลทจ่ี ำเปน เก่ียวปญหาของพฤติกรรมก็จะไมเอาใจใสหรือ สนใจตอการเปล่ยี นพฤติกรรมน้ัน อาจจะมคี ำถามวา“...กฉ็ ันชอบสบู บหุ รี.่ ..ทำไมตองเลิกสูบ ดวยละ” หรืออาจเปนเพราะเบื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและคิดวาไมสามารถเปลี่ยนได บุคคลที่อยูในขั้นนี้มักจะหลีกเลี่ยงที่จะอาน พูดคุยหรือคิดเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง

67 ทฤษฎีการปรบั พฤติกรรมอน่ื มักจะมองการแสดงออกในลักษณะนีว้ า เปนการตอตานหรือขาดแรงจูงใจหรือไมมี ความพรอม แตทฤษฏีถือวาเปนโอกาสที่ผูชวยเหลือจะหาวิธีการตาง ๆ มาใชใหเหมาะสมกับความตองการ ของแตละบุคคล ในข้ันนี้บุคคลจำเปนตองไดรบั ขอมูลสะทอนกลบั ไดร บั ความรูความเขาใจโดยเนนส่ิงท่ีเปน ขอ เทจ็ จริง เปนเหตุเปนผล เปนกลาง ไมช้ีนำหรือขใู หกลวั Contemplation – ขั้นลังเลใจ เปนขั้นที่บุคคลมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ในระยะเวลาอันใกลนี้ มีความตระหนักถึงขอดีของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แตก็ยังคง กังวลกับขอเสียในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดวยเชนกัน การชั่งน้ำหนักระหวางการลงทุน กับกำไรที่จะไดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อาจทำใหเกิดความลังเลใจอยางมากจนทำ ใหบุคคลตองติดอยูในขั้นนี้เปนเวลานาน เหมือนกับการผัดวันประกันพรุง (behavioral procrastination) จึงยังไมพ รอมทีจ่ ะเปลีย่ นแปลงในทันที ในขั้นนี้ควรมีการพดู คยุ ถงึ ขอด-ี ขอ เสยี ของพฤติกรรมเกาและใหม เปด โอกาสใหไดช่ังน้ำหนัก และอาจมกี ารใหขอมูลทถี่ ูกตอง ไดด วย Preparation – ข ั ้ น ต ั ด ส ิ น ใ จ แ ล ะเ ต ร ี ย ม ต ั ว เ ป  น ข ั ้ น ท ี ่ บ ุ ค ค ล ต ั ้ ง ใ จว า จ ะ ล ง ม ือ ป ฏ ิบัติ ในการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมเรว็ ๆ น้ี (ภายใน 1 เดอื น) เมอื่ ตดั สินใจแลว วาจะเปล่ยี น พฤตกิ รรมใดของตน อยางเชน เลิกบุหร่ี ลดนำ้ หนกั หรือออกกำลังกาย บางคนอาจ วางแผนวาจะตองทำอะไรบาง เชน เขา รวมฟง การบรรยายเรือ่ งสุขภาพ ขอคำปรึกษา พูดคุยกับแพทย คน ควาขอ มลู หรือซื้อหนังสอื เก่ยี วกับการปรับพฤติกรรมตนเองมาอาน กำหนดวนั ที่จะเริ่มเปลย่ี นพฤตกิ รรม เปน ตน บุคคลทีอ่ ยูในขั้นนี้ควรไดม ีทาง เลือกในการเปลีย่ นพฤตกิ รรม โดยใหเขาตัดสนิ ใจเลือกเอง และสง เสรมิ ศกั ยภาพใน การกระทำของเขา Action – ขั้นลงมือปฏิบัติ เปนขั้นที่บุคคลลงมอื ปฏิบัติหรือกระทำพฤติกรรมท่ีพึงประสงค โดยปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรมภายนอกตามท่ีไดต ้ังเปา หมายไวเ ปนเวลาไมนอยกวา 6 เดอื น โดย สังเกตจากการกระทำที่ปรากฏใหเห็น สำหรับทฤษฏีนี้แลว การลงมือปฏิบัติ เปนเพียง 1 ใน 6 ของขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเทานั้น ฉะนั้นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอาจไม

นับวาเปนขั้นลงมือปฏิบัติ (action) ไดทั้งหมด เพราะพฤติกรรมของบุคคลนั้นจะตองบรรลุ ตามขอกำหนดที่ผูเชี่ยวชาญหรอื เจาหนาที่วิชาชีพเหน็ ดวยวาเพียงพอที่จะลดพฤติกรรมเสี่ยง ได อยางเชน การสูบบุหร่ี - การลดจำนวนบุหรี่ที่สูบ หรือ การเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ที่มี ทารแ ละนิโคตนิ ตำ่ ถอื วาเปนขั้นลงมือปฏบิ ตั ิ แตใ นปจจุบันน้ีมขี อ สรปุ เปนมตวิ า การหยดุ สบู บุหรี่เทานั้นท่ีถือวาเปน ขั้นลงมือปฏิบัติ การควบคุมน้ำหนัก – จะตองไดรับแคเลอรี่จาก ไขมันนอยกวา 30% ตอวัน นอกจากนี้ยังถือวา การเฝาระวังการกลับไปเสพซ้ำ (relapse) ถือเปนเรื่องสำคัญในขั้นลงมือปฏิบัตินี้ดวย บุคคลในขั้นนี้ควรไดรับการสงเสริมใหลงมือ กระทำตามวิธีการที่เขาเลือกอยางตอเนื่อง โดยชวยหาทางขจัดอุปสรรค และใหกำลังใจแก เขา Maintenance – ขั้นกระทำตอเนื่อง เปนขั้นที่บุคคลกระทำพฤติกรรมใหมอยางตอเนื่อง เกินกวา 6 เดือน โดยที่ยังคงทำกิจกรรมที่เปนการปองกันการกลับไปเสพซ้ำของตนตอไป แมจะไมเขมขนเทากับในขั้นลงมือปฏบิ ัติก็ตาม ในขั้นนี้ตัวกระตุนเรา ตาง ๆ จะลดอิทธิพลลง และมีความเชื่อมั่นวาตนสามารถเปลี่ยนแปลงไดตอไปเพิ่มขึ้น ระยะนี้ถือวาเปน การสรางความมั่นคงของพฤติกรรมจนกลายเปนนิสัยใหม โดยที่บุคคลจะตองทำพฤติกรรม ใหมท ีพ่ งึ ประสงคน ้ีไดอยางสม่ำเสมอ เหมอื นกับวา มนั เปน สว นหนึ่งของชวี ิตประจำวันโดยไม จำเปนตองเตรียมตัวไวลว งหนาอีกแลว บุคคลที่อยูในข้ันนี้ควรมี การปองกันการกลับไป เสพซ้ำ โดยการดำเนินชีวิตที่สมดุลอยางมีคุณคา มีการจัดการกับชีวิตประจำวันไดดี บรหิ ารเวลาอยางเหมาะสม ดูแลสขุ ภาพตนเอง และอื่นๆ อาจมคี ำถามวา “...นานเทา ไรสิ่ง ที่กระทำจะกลายเปนนิสัยใหมได?” ก็ขึ้นกับวาการกระทำนั้นเปนพฤติกรรมเกี่ยวกับอะไร ถาหากพฤติกรรมใหมเปนการใชประตูเปด-ปดอัตโนมัติ ก็นาที่จะกลายเปนนิสัยใหมไดใน 2-3 วัน ถาพฤติกรรมใหมนั้นเปนการใชไหมขัดฟนทุกวันก็อาจตองใชเวลา 6-8 สัปดาหที่จะ ทำใหกลายเปนนิสัยได และถาหากพฤติกรรมใหมคือการเอาชนะภาวะเสพติดใหได อยางเชน การเลิกสบู บหุ ร่ี กต็ องใชเ วลาเปนป ๆ กวาท่จี ะสามารถเลกิ สูบบุหร่ีไดอยา งเด็ดขาด Relapse – การกลับไปมปี ญ หาซำ้ คอื การท่ีบุคคลนัน้ ถอยกลับไปมพี ฤตกิ รรมแบบ เดมิ กอ นที่จะเปล่ียนแปลงอีก โดยทีบ่ ุคคลจะนำพาตนเองไปสูส ถานการณเ สี่ยง การปลอยใหต นเองมภี าวะอารมณจ ติ ใจท่เี ปราะบาง ไมส ามารถจัดการกบั ความอยากได ประมาทเลินเลอ จนพลัง้ พลาดกลับไปมพี ฤตกิ รรมเดมิ บา งหรอื กลบั ไปมีปญ หาซ้ำหรือ เสพซ้ำอยางเต็มตัว หากบคุ คลมีการกลบั ไปเสพซำ้ ควรจะตองดึงเขากลบั เขา สเู สน ทาง การเปลย่ี นพฤตกิ รรมใหเ รว็ ทีส่ ุด มีการใหก ำลงั ใจ มองส่ิงที่เกิดขึน้ อยา งตรงไปตรงมา มกี ารสรปุ บทเรียนเพื่อไมใหเ กิดซำ้ อกี และมุงมนั่ ในการเปลีย่ นพฤตกิ รรมตอไป

69 เอกสารอา งองิ องคการแพธ (PATH). (2). คมู ือฝกอบรมผจู ัดการเรียนรเู พศศึกษารอบดาน ภายใตโ ครงการกา วยางอยาง เขา ใจเพศศึกษาเพื่อเยาวชน . กรุงเทพฯ: โรงพมิ พเออรเ จนท แทค จำกัด. คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั . (2553). ชดุ ฝกอบรมแนะแนว โครงการยกระดับคุณภาพครูทง้ั ระบบตามแผนปฏบิ ัตกิ ารไทยเขม แข็ง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหง จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย. ดารณี สืบจากดี. (2551). Stages of Change - ข้นั ตอนของการเปลย่ี นแปลง. คดั ลอกมา วนั ที่ 6 กันยายน 2551 จาก http://www.203.155.220.21/doh/deptd/Article/article_07.doc เอกสารสำหรับศกึ ษาเพิ่มเตมิ สุรยิ เดว ทรปี าต.ี (2554). รูจ ักเดก็ ท้งั ตวั และหวั ใจ. แผนงานสขุ ภาวะเดก็ และเยาวชน สถาบนั แหงชาติ เพ่อื การพัฒนาเด็กและและครอบครัว มหาวิทยาลยั มหดิ ล. กรงุ เทพฯ: หางหุน สวนสามัญ นติ ิบุคคล เจย้ี ฮั้ว.

กิจกรรม: หลกั การใหคำปรกึ ษาเพอื่ คลายความทกุ ขใจแกผ ูเรยี น 1. สาระสำคัญ ในวิถีชีวิตของบุคคลทั่วไป โดยธรรมชาติแลวจะตองมีโอกาสประสบกับความทุกข หรืออยูใน สภาวะที่ไมสามารถแกไขปญหาของตนเองได เมื่อเกิดภาวะเชนนี้ บุคคลจะมีความสับสน และคับของใจ ความรูสึกนี้จะไปปดกั้นความสามารถในการใชเหตุผลที่มีอยู ทำใหไมสามารถชวยตนเองจากความทุกขได กระบวนการที่จะสามารถเขามาชวยใหหลุดพนจากความทุกขใจ ใหมีความเขาใจตอความเปนจริงที่เกิดขึ้น เหน็ ความเชื่อมโยงของปญ หา และคล่คี ลายปญ หาตางๆ ไดดวยตนเอง คอื กระบวนการใหคำปรกึ ษา และหาก กลุมที่ประสบกับความทุกขใจ เปนนักเรียนในโรงเรียน ผูดำเนินการใหคำปรึกษาจึงตองทำความเขาใจถึง พัฒนาการและความตองการของนักเรียนรวมดวย ดวยเหตุนี้ทางโรงเรียนแตละแหงจึงจัดการใหคำปรึกษา เปนบริการทางการศกึ ษาอยา งหนึ่ง และระบุวา “ครู” ทุกคนตองทำหนาที่ครูท่ีปรึกษาทีส่ ามารถใหคำปรึกษา นักเรียนได เพื่อพัฒนาสงเสริมผูเรียน ชวยปองกันและแกไขปญหา ทั้งดานการเรียน ดานอาชีพ สวนตัวและ สงั คม ได 2. วัตถุประสงค 2.1 ผูเขา รับการอบรมรู และเขาใจหลกั การและกระบวนการใหค ำปรกึ ษา 2.2 ผูเขารบั การอบรมตระหนกั ถึงความสำคญั ของตนในการชวยเหลือผเู รยี นดวยกระบวนการให คำปรึกษาได 2.3 สามารถนำส่ิงที่ไดเรียนรูไปประยุกตใชใ นหองเรียนได 3. เวลา 1 ช่ัวโมง 30 นาที 4. อปุ กรณแ ละสื่อ 4.1 คลปิ วดิ ีโอ “เดก็ หญงิ เรยา” 4.2 ใบกจิ กรรมท่ี 4.1 เรือ่ งราวของ “เด็กหญิงเรยา” 4.3 ใบกจิ กรรมท่ี 4.2 เร่ือง ตัวอยา งการฝก ทักษะการใหคำปรกึ ษา 4.4 ใบความรูท่ี 4.1 เรื่องกระบวนการขัน้ ตอนการใหคำปรึกษา 4.5 ใบความรูท ี่ 4.2 เร่อื งทักษะที่สำคญั สำหรับการใหก ารใหค ำปรกึ ษา

71 5. ข้นั ตอนการดำเนนิ การ 5.1 ผูดำเนนิ การอธบิ ายประกอบการซักถามแลกเปลีย่ นในหวั ขอ กระบวนการขั้นตอนการให คำปรึกษา 5.2 ผูดำเนินการอธบิ ายประกอบการซักถามแลกเปลี่ยนในหวั ขอ ทกั ษะทสี่ ำคญั สำหรับการให คำปรึกษา 5.3 ผูดำเนนิ การใหผเู ขา รบั การอบรมดูคลปิ วิดีโอ “เดก็ หญิงเรยา” 5.3.1 เมื่อดจู บแลว ใหจ บั กลุมรว มกนั ออกแบบบทสนทนาการใหคำปรึกษา โดยออกแบบ ใหค รอบคลุมกระบวนการใหคำปรกึ ษาที่ถูกตอ ง และระบุทกั ษะในการใหคำปรึกษาทน่ี ำมาใชด วย 5.4 ผูเขา รับการอบรมออกมาแสดงบทบาทสมมุติการใหคำปรกึ ษา 5.5 ผูดำเนินการจบั ประเดน็ ทนี่ า สนใจเพื่อชวนคยุ หลงั จากการแสดงบทบาทสมมุติ

ใบกจิ กรรม คลปิ วดิ โี อ “เดก็ หญงิ เรยา” คำชแี้ จง ใหผูเขา รับการอบรมดคู ลิปวดิ ีโอ “เด็กหญิงเรยา” ขอมูลโดยทั่วไป : อายุ 14 ป 5 เดือน รูปรางหนาตาดี แตงกายเรียบรอย มักมีสีหนาเรยี บเฉย ไมแสดงความรสู กึ บางครั้งพดู จาแบบหว น ๆ ไมมหี างเสยี ง ขอมูลดานการศึกษา : กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 (อยูชั้น ม. 3 เทอมปลาย) โรงเรียน มัธยมสหศึกษาแหงหนึ่ง มักเขาชั้นเรียนสาย บางครั้งนั่งหลับ เหมอลอย และไมสนใจเรียน มีผลการเรียน 1.89 และมคี วามสนใจอยากเรยี นตอ ดานพาณชิ กรรม และอยากทำอาชีพดานคหกรรม อาหาร ขอ มลู กบั กลมุ เพื่อน : เวลาอยกู ับเพ่อื นบางคร้ังคุยเลนกันสนุกสนาน โดยกลมุ เพือ่ นของเรยาทุกคน มีแฟน และเท่ียวกลางคืน ขอ มูลดา นครอบครวั : บดิ ากบั มารดาเลกิ ทางกนั โดย case อาศัยอยูกับบิดา โดยบดิ าอายุ 50 ป นับถือศาสนาพุทธ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปที่ 4 มีอาชีพเปนพนักงานทำความสะอาดบริเวณลาน จอดรถบริษัทแหงหนึ่งบนถนนพระราม 3 รายไดเดือนละ 8,000 บาท มีสุขภาพไมแข็งแรง ไมสามารถ ทำงานหนกั ได มารดา อายุ 45 ป การศกึ ษาชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 4 นบั ถือศาสนาพุทธ ปจจุบันตองโทษ คดียาเสพติด ศาลพิพากษาจำคุก 6 ป 6 เดือน ยาย อายุ 67 ป ตองโทษคดียาเสพติด หลังจากรูขา ว ศาลพพิ ากษาจำคุก ยายหวั ใจวายตายในเรือนจำ พีส่ าว อายุ 25 ป เพิ่งพนโทษจากคดยี าเสพติด ถูกศาล พิพากษาตัดสินจำคุก 4 ป 6 เดือน มีสามีตั้งแตอายุนอย อาชีพเย็บผา พี่ชาย อายุ 21 ป เคยติดยา เสพติด (เฮโรอนี ) แตเลกิ ไดแลว ขณะนีบ้ วชเปนพระ ลักษณะที่พักอาศยั : ที่พักอาศยั เปน หองเชาเลก็ ๆ คอ นขางแออดั สาเหตุการศึกษา : บิดาตองทำงานในตอนกลางคืน ทำให case มักถูกเพื่อนบานหองเชาขาง ๆ จบั เนอ้ื ตอ งตวั อยูบ อย ๆ และบางครัง้ ก็รูสกึ เหงาเพราะท่บี านไมม ใี ครอยู จงึ ไดอ อกไปนอนบานเพอ่ื น และเม่ือ บิดาทราบ จึงทำใหบิดาโกรธ ดาทอ และทะเลาะกัน เพราะคิดวา case ตองทำอะไรที่ไมเหมาะไมควร หลังจากโดนบดิ าไมเขา ใจ case จึงเรมิ่ เท่ยี วกลางคืน ดมื่ แอลกอลฮอล และมเี พศสมั พนั ธกบั แฟนที่เปนรุนพ่ี อายุมากกวา 3 ป ทำงานรับจางท่ัวไป จนเกิดการตั้งครรภขึ้น โดย case เองหาทางออกไมไดและไมรูจะ ทำอยา งไรดี ไมร ูวา จะออกจากโรงเรยี นและไปขออยกู ับแฟนดีไหม หรือจะไปทำแทง ตามคำแนะนำของเพ่ือน หรืออยูโรงเรียนตอไปโดยทองตอ และเก็บเร่ืองนี้เปนความลบั และ case มีความคิดอยากฆาตัวตาย

73 ใบความรู เร่อื ง กระบวนการและขั้นตอนการใหคำปรึกษา การใหค ำปรึกษามักจะไดร ับการอธิบายในลักษณะ ทเ่ี ปน กระบวนการ ซง่ึ หมายถงึ การดำเนินการ อยางตอเนื่องจนกระทั่งยุติ การยุติก็คือปญหานั้นไดรับการแกไข การดำเนินการอาจจะอธิบายเปนขั้นตอนซึง่ ผูใหค ำปรกึ ษาและผรู บั คำปรกึ ษาจะดำเนินไปพรอมกนั ซ่งึ ขั้นตอนในการใหคำปรึกษามีดงั น้ี 1 การสรางสัมพันธภาพและตกลงบรกิ าร ผูใหค ำปรกึ ษาจะสรางสัมพันธภาพท่ีดกี บั ผรู บั คำปรึกษา โดยอาศยั เทคนคิ และทกั ษะตางๆ เพอื่ ชว ยใหผใู หคำปรกึ ษาไดมสี ว นรว มในกระบวนการใหการใหคำปรึกษาใน ขณะเดียวกันก็ใหผูรับคำปรึกษาทราบและทำความเขาใจเกี่ยวกับขอตกลงในการบริการเกี่ยวกับ วัตถุประสงค เปาหมาย กระบวนการ เนื้อหา บทบาทของทั้งสองฝาย พฤติกรรม เวลาและการรักษาความลับ ท้ังนี้ ผูใ หค ำปรกึ ษาจะตองชแ้ี จงหากผูรับคำปรึกษาไมใ หความรวมมือ ในกระบวนการใหการใหค ำปรกึ ษา 2 การสำรวจปญหา ผูใหคำปรึกษาจะตองใชทักษะตางๆ เพื่อเอื้ออำนวยและกระตุนใหผูรับ คำปรกึ ษาใชศักยภาพของตนที่มีอยเู พอื่ สำรวจปญหาและความตองการของตนเอง ซึ่งขั้นตอนน้ีจะใชระยะเวลา มากนอ ยเพยี งใดข้นึ อยูกับพ้นื ฐาน สติปญญา ความสามารถ ลักษณะนสิ ยั ของผูรบั คำปรึกษา และความชำนาญ ในการใชทกั ษะของผูใหค ำปรึกษา 3 เขาใจปญหา สาเหตุของปญหาและความตองการ ขั้นตอนนี้เปนหัวใจของกระบวนการให คำปรึกษา ซึ่งผูใหคำปรึกษาใชทักษะเพื่อใหผูรับคำปรึกษาเกิดความกระจางในปญหาของตนเองอยางแทจริง และมองเหน็ แนวทางทจี่ ะแกไขปญหานั้น 4 การวางแผนการแกปญหา ผูใหคำปรึกษาไมควรเรงรีบและดวนตัดสินใจจัดการปญหาของผูรบั คำปรึกษา แตจะคอยใหกำลังใจผูรับคำปรึกษาในการวางแผนปฏิบัติ เพื่อแกไขปญหาดวยตนเองกอน หากผูรับ คำปรึกษาหมดหนทางและคิดไมออก ผูใหคำปรึกษาจึงจะเสนอแนะ แลวเปดโอกาสใหผูร ับคำปรกึ ษาไดแสดง ความคิดเห็นในขอเสนอแนะนั้นๆ เพื่อใหเขาพิจารณาความเหมาะสมและเลือกทางแกไขปญหาที่ดีที่สุดดวย ตนเอง ซึ่งผูรับคำปรึกษาเห็นวาสามารถทำไดจริงมีโอกาสประสบความสำเร็จและมีความตัง้ ใจท่ีจะปฏิบัติดวย ตนเอง มิใชเ ปน เรื่องที่ ตองบงั คบั ใหป ฏบิ ัติ 5 ยุติกระบวนการ ควรใหสัญญาณแกผูรับคำปรึกษาไดรูตัวกอนหมดเวลาของการใหคำปรึกษา และ เปด โอกาสใหผรู ับคำปรึกษาไดส รุปสิ่งตางๆ ท่ีไดจากการสนทนาคร้งั น้ี โดยผใู หค ำปรึกษาเพ่ิมเติมในประเด็นท่ี ขาดหายไป ในกรณีที่จำเปน ตองสงตอใหไปพบกับผูเช่ียวชาญอื่นๆ จะตองใหขอมูลและทำความเขาใจกบั ผูรบั คำปรกึ ษาอยา งชัดเจน แตถ า ไมมีการสง ตอผูใหคำปรึกษาควรเปดโอกาสใหผูรับคำปรึกษาทราบวาเขาสามารถ พบไดในครั้งตอไปถาเขาตองการ และนัดหมายวันเวลาที่เหมาะสม พรอมทั้งใหกำลังใจแกผูรับคำปรึกษาใน การปฏิบัติตามท่ีไดตัดสนิ ใจระหวางการใหคำปรึกษากอนยุติการใหคำปรึกษาควรสนทนาเล็กนอยในเร่ืองท่ัวๆ ไป และกลาวอำลา (จีน แบร่ี, 2537 )

ภาพท่ี 1 กระบวนการใหคำปรึกษาของ ดร.จนี แบรี่ ท่มี า : ( ดร. จีน แบร่ี, 2549 : 4-7 อา งถงึ ใน คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั และศนู ยเ ครอื ขายทว่ั ประเทศ,2554 :112)

75 ใบความรู เรื่อง ทักษะทีจ่ ำเปนในการใหค ำปรกึ ษา กระบวนการใหคำปรึกษาจะดำเนินไปอยางมีประสิทธิภาพ บรรลุถึงเปาหมายและยังสามารถชวยให เกดิ ความเขาใจอันดรี ะหวางผใู หค ำปรึกษากับผูรับคำปรึกษา ตอ งอาศัยทักษะการใหคำปรึกษา และเปนความ จำเปนที่ผูใหคำปรึกษาจะตองเขาใจและฝกฝนทักษะดังกลาว สำหรับทักษะตาง ๆในการใหคำปรึกษาแบบ จุลภาค (วัชรี ทรัพยมี, 2533) และทักษะที่มีความจำเปนในการใหคำปรึกษา (พงษพันธ พงษโสภา, 2544) ไดแก การฟง การถาม การเงียบ การสะทอนความรูสึก การทวนความ การใหขอมูลยอนกลับ การตีความ การเจาะจง การใหก ำลงั ใจ การสรุปความ มรี ายละเอียดดังน้ี 1. ทักษะการฟง สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใหคำปรึกษาคือความสามารถของผูใหคำปรึกษาที่จะสื่อสารกับผูรับ คำปรึกษาดวยการฟง และการพูดคุย การฟงผูมารับคำปรึกษานัน้ เปนการวิเคราะหคำพูดตางๆ ซึ่งสามารถทีจ่ ะ พูดคุยหรือสำรวจปญหาไดอยางตอเนื่อง (Ivey, 2007) ทักษะการฟงไดถูกนำมาประยุกตใชอยา งกวางขวาง รอยละ 50 ของการใหคำปรึกษาจะใชท ักษะการฟงท่ีมปี ระสิทธิภาพ การฟงยงั หมายถึงการใหการสนับสนุน การใหความ ชวยเหลือใหบคุ คลไดสำรวจสงิ่ ท่ีเขาคดิ หรือรูส ึก การฟง สามารถชว ยใหบ ุคคลไดแกปญ หาที่กำลังเผชิญอยู หรือ เกดิ ความชดั เจนในปญ หาที่ประสบอยูมากขนึ้ (D’Andrea. 1983) เมธนิ ินทร ภิณูชน (2539) ไดกลา วถงึ ทักษะการฟง ดงั น้ี 1. การฟงที่มีประสิทธภิ าพ เปนเครื่องมือการสือ่ สารที่สำคัญและจำเปนสำหรับผูใ หคำปรึกษา เพราะจะชวยใหผูใหคำปรึกษาสามารถเรียนรูโลกสวนตัว การรับรูความคิด ความรูสึก และเจตคติของผูรับ คำปรกึ ษาไดอยางดี 2. การฟงเปนกระบวนการที่ประกอบดวย 3 ขั้นตอน คือ การรับขาวสาร การทำความเขาใจ กับขาวสาร และการสง ขาวสารยอนกลับ 3. ผูใหคำปรึกษาที่ดีเมื่อรับขาวสารแลว ควรทำความเขาใจกับขาวสารโดยไมสอดแทรกความคิด และความรูสึกสวนตวั และไมใ ชบรรทดั ฐานและคา นิยมของตนเองตดั สินผูร ับคำปรึกษา การสงขาวสารยอนกลับ หรือการตอบสนองตอขาวสารที่รับมา ที่ผูใหคำปรึกษาใชกันอยู ไดแก การทำความกระจาง การทวนความ การสะทอน และการสรุปความ การตอบสนองแตละลักษณะมี วัตถปุ ระสงคเฉพาะ ดังนนั้ ผูใหคำปรึกษาจึงจำเปนตองเรียนรูและฝกฝนการใชทักษะดังกลาวใหสอดคลองกับ วตั ถุประสงค เพื่อใหก ารตอบสนองเปนประโยชนตอการใหค ำปรึกษามากทีส่ ุด

2. ทกั ษะการถาม ทักษะการถาม เปน ทกั ษะท่ีสำคัญในการใหคำปรึกษา เพราะการถามเปน ตัวนำในการจดั ระบบ จดั ทิศทางของการสัมภาษณเ พ่ือการปรกึ ษา คำถามชว ยใหเ กดิ การเร่ิมตน รวมทง้ั ชวยเชือ่ มโยงไปสูเปาหมายท่ี ผูใหคำปรึกษาตองการนำผรู ับคำปรึกษาไป คำถามทดี่ ีของผูใหคำปรึกษาชวยใหผูรับคำปรึกษาไดสำรวจตัวเอง ทั้งในแงพฤติกรรม ความคิด ความรูสึก ความหมายที่เขาใหกับประสบการณตางๆ และอื่นๆ อีกมากมาย (อาภา จันทรสกุล. 2544) ดั้งนั้น ผูใหคำปรึกษาสามารถใชคำถามเพื่อใหไดขอมูลในดานตางๆ เพิ่มเติม เชน ภูมิหลัง ความสนใจ จุดดี จุดออนของผูรับคำปรึกษา เพื่อที่จะชวยผูรับคำปรึกษาไดมีโอกาสเขาใจถึงปญหา และตวั ของผูรับคำปรึกษาไดดยี ่ิงขน้ึ คำถามที่ดีจะเปนคำถามท่ชี วยใหผูรับคำปรึกษาไดเขาใจถึงปญหาตลอดถึง อารมณ และความรูสึกของตนเอง คำถามที่จะนำไปสูคำตอบวา “ใช-ไมใช” “จริง-ไมจริง” เปนคำถามที่จะตัด การสนทนา หรือการบอกเลา อยางละเอยี ดจากปากของผูร ับคำปรกึ ษา เชน “เธอไมเหน็ ดวยกับเรือ่ งที่เกิดข้ึนนี้ ใชไหม” แตควรจะเปลี่ยนเปน “ลองเลาถึงสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ใหฟงหนอยซิ” หรือ “เธอมีความรูสึก อยางไร กับเร่ืองทเ่ี กิดขน้ึ ” (พงษพนั ธ พงษโสภา, 2543) การใชค ำถามทีข่ ึ้นตนดว ย “ทำไม” มกั ทำใหผ ูร บั คำปรกึ ษา เกดิ ความรูส ึกวา ตนเองไดท ำผิดอยู ซึ่ง อาจจะทำใหกระทบกระเทือนความสัมพันธระหวางผูใหคำปรึกษาและผูรับคำปรึกษาได นอกจากนั้น การใช คำถามในลักษณะนี้มักจะนำไปสูการหาเหตุผลตางๆ ซ่ึงเหตุผลนั้นอาจมีบางสวนที่ไมเปนจริงได ดงั น้ันคำถาม วา “ทำไม” จึงไมค อ ยเหมาะสม ทีจ่ ะนำมาใชในระหวา งการใหคำปรึกษา (จีน แบรี.่ 2537) 3. ทกั ษะการเงียบ การเงียบ ( Silence) เปนกลวิธีหนึ่งที่ใชภายหลังจากที่ผูใหคำปรึกษาตั้งคำถามใหแกผูรับ คำปรึกษาและผูรับการปรึกษากำลังคดิ วาจะตอบปญหานั้นหรอื ไมหรอื จะตอบปญ หาน้ันอยางไรดีการใชกลวิธี การเงยี บเพ่ือคอยฟงคำตอบจากผูรบั คำปรึกษานั้นอาจสรางความอึดอัดใหแ กผูใหคำศึกษาท่ีเลือกฝกหัดเพราะ ขาดประสบการณเ มอ่ื ผูรับคำปรกึ ษาไมพดู จึงมักจะรีบพดู เสียเองซ่ึงทำใหความคิดของผูรบั คำปรึกษาหยุดชะงัก ลงเมอื่ ผูร บั คำปรึกษาน่งิ เงยี บ ผใู หค ำปรกึ ษาจะแสดงก็เพียงแตทา ทีของความสนใจและใหผ รู บั คำปรึกษาทราบ วาเราตั้งใจรอฟงเรื่องราวอยู ซึ่งการเงียบอาจเกินเวลานานถึง 2 -3 นาที แตถาเห็นวาผูรับคำปรึกษานี้เงียบ เหงาเกินไปเพราะหากพูดขึ้นวา “บางครั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเรานั้นมันยากที่จะบรรยายออกมาเปนคำพูด” หรือ “คุณรูสึกอยางไรก็พูดออกมาอยางนั้นก็ได” หรือ “คุณคงกำลังคิดอยูวาจะพูดออกมาอยางไร คุณคอยๆ คิดกไ็ ดเ มอ่ื คดิ ไดแ ลวคอ ยพูดออกมาผมจะคอยฟง คุณพดู ” (พงษพนั ธ พงษโสภา, 2554 :14) 4. ทกั ษะการสะทอ นความรูสึก การสะทอนความรสู ึกเปนการตอบรับที่ผูใหคำปรึกษาใชตอบตอสาระ ทผ่ี ูคำปรกึ ษากลาวในสวนที่ เปนอารมณความรูสึกที่แฝงอยูเบื้องหลังคำพูด เปนการสื่อความเขาอกเขาใจ (กรรณิการ นลราชสุวัจน. 2545) จดุ ประสงคของการสะทอนความรูสึก ก็คือการชว ยนำความรสู ึกที่คลุมเครือออกมาใหกระจางข้ึน กอน จะสะทอนความรูสึก ผูใหคำปรึกษาจะตองมีความสามารถในการฟงและติดตามไปดวยวาคำพูดเชนนั้นของ ผูรับคำปรึกษาเกิดจากความรูสึกอยางไร แลวจึงสะทอนออกมา (วัชรี ทรัพยมี. 2533) ถาจะกลาวถึงขั้นตอน ของการสะทอนความรูส กึ (D’Andrea. 1983) ไดก ลาวถึง ดังนี้

77 ขน้ั ที่ 1 ระบคุ วามรูสึกทเ่ี กิดขนึ้ ซ่ึงขน้ั นี้จะทำใหความรสู ึกบางอยางไดถูกเปดเผยออกมาดวยการที่ ผูใหคำปรึกษาถามถึงความรูสึกของผูรับคำปรึกษาวา “คุณรูสึกอยางไร” การทวนคำพูดท่ีแสดงถึงความรูสึก เพื่อทำใหผ รู ับคำปรึกษาเกิดความชดั เจนกบั ความรูสึกของตนเอง และการสะทอ นความรูส ึกเปนหน่ึงในวิธีการท่ี ดีทส่ี ดุ เพ่ือนำความรสู ึกของผรู ับคำปรึกษาใหแสดงออกมา แตว า การสะทอนความรูสึกเปนสิ่งที่ยากท่ีสุด และงาย ทส่ี ดุ เพราะวาความรูสกึ ของผูรบั คำปรึกษาจะสะทอนออกมาเปนภาษาทา ทาง ขั้นที่ 2 การนิยามและสรางความชัดเจนใหกับความรูสึก ความรูสึกของผูรับคำปรึกษา ทเ่ี กิดขนึ้ เชน “ฉนั รสู ึกพา ยแพ” ซงึ่ เปน ส่งิ สำคญั มากที่จะพบสิ่งทแี่ สดงความหมายของคำวา “พายแพ” ในข้ันนี้ จึงตองใหความหมายความรสู ึกที่แสดงออกมา ขัน้ ที่ 3 การยอมรับกับความรูสึกที่เกิดขนึ้ ผูร ับคำปรึกษาจะตองยอมรับความรูสึกของตนเอง และ รบั ผดิ ชอบตอความรสู ึกทเี่ กดิ ขึ้นกับตนเอง ข้ันที่ 4 การจดั การกบั ความรสู ึก เมอ่ื เกิดความชัดเจนกับความรูสึกท่ีเกิดขนึ้ แลว ผูรับคำปรึกษาจะ เกิดการยอมรบั และจดั การกับความรสู ึกของตนเองได 5. ทกั ษะการทวนความ การทวนความคือการทวนเนื้อหาที่สำคัญในคำพูดของผูรับคำปรึกษากลับไปใหเขา ไดยิน โดยผูใหคำปรึกษาเรียบเรียงประโยคดวยการใชคำพูดใหมที่กระชับและกระจางชัดเจนแตไดสาระหรือ ประเด็นสำคัญๆ เทากับคำพูดที่ผูรับคำปรึกษาสื่อมาเพื่อชวยใหผูรับคำปรึกษาไดสำรวจ ทำความเขาใจกับ ความคิด พฤติกรรมของตนเองและสถานการณแวดลอมตางๆ ใหกระจางชัดเจนยิ่งขึ้น (อาภา จันทรสกุล. 2544) การทวนความทดี่ ี คอื การทผี่ ูใ หคำปรึกษาสามารถสะทอนเน้ือหาท่ีตนเองรับรจู ากการฟงผรู ับคำปรึกษา ดวยภาษาพดู ของตนเองทีม่ ีความชัดเจน สั้น กระชบั และตรงประเดน็ โดยไมใสค วามคดิ เหน็ สวนตัวเขาไปแลว ทำใหเกิดผลดีตอการใหคำปรึกษา เพราะชว ยใหผูร ับคำปรึกษาเขาใจตนเองมากข้ึน เกิดความกระจางในความคิด และสถานการณที่ตนเองประสบอยู ในขณะเดียวกันก็คลายกับเปนการตรวจสอบการรับรูขาวสารของผูให คำปรึกษาวาถูกตองหรือคลาดเคลื่อนอยางไร หากผูใหคำปรึกษาสามารถทวนความไดถูกตองก็จะทำใหผูรับ คำปรึกษารูสึกวาตนเองไดรับความเขาใจ ทำใหเกิดเจตคติที่ดี ตอผูใหคำปรึกษา ซึ่งจะชวยสงเสริมใหเกิดการ สำรวจไดลึกซึ้งขึ้น หากการทวนความเกิด ความคลาดเคลื่อนผูรับคำปรึกษามีโอกาสที่จะแกไขการรับรูที่ ผิดพลาดไปของผูใหค ำปรึกษา แตไมควรที่จะใหเกิดขึ้นบอยนักเพราะมนั เปน การแสดงใหเห็นวา ผูใหคำปรึกษา ไมม สี มาธิหรือใจจดจอในเร่ืองท่ผี ูรับคำปรึกษาพดู หรอื ไมมีทักษะท่จี ะสะทอนความที่เหมาะสมหรืออาจจะเปน ทงั้ สองอยา ง (เมธนิ นิ ทร ภิณูชน. 2539) 6. ทักษะการใหขอมลู ยอ นกลับ การใหขอมูลยอนกลับ เปนการพูดเพื่อใหผูรับคำปรึกษาไดทราบขอมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการ ประพฤติปฏิบัติของตนเอง เพื่อใหไดรูวาผูอื่นมองเขาอยางไร วัตถุประสงคของทักษะการใหขอมูลยอนกลับ อยางมีประสิทธิภาพ คือ การที่ผูรับคำปรึกษาสามารถมองเห็นหรือรับรูตนเองไดเหมือนกับที่ผูอื่นมอง (จีน แบร่ี. 2537) ซึ่งเมื่อไหรค วรใช การใหขอ มลู ยอ นกลบั (อาภา จันทรสกลุ . 2544) พจิ ารณาดงั น้ี

1. เมื่อตองการใหผูรับคำปรึกษาสำรวจและรับรูพฤติกรรมของเขาที่แสดงออกมาในสายตาของ ผูใหค ำปรึกษา 2. เมื่อตองการใหผูรับคำปรึกษาตระหนักวา ผูอื่นรับรูพฤติกรรม ความคิด ความรูสึกเขาได และ พฤติกรรมของเขามีผลตอปฏิสัมพนั ธ 7. ทกั ษะการตีความ พงษพันธ พงษโสภา (2544 :16) การตีความ คือ ในระหวางการใหคำปรึกษาผูรับคำปรึกษา อาจกลาวถึงเรื่องราวบางสิ่งที่มีความหมายสืบเนื่องมาจากเรื่องราวที่ไดเคยกลาวมาแลวและในขณะนั้นผูให คำปรึกษาอาจมองเห็นความสัมพันธกับพฤติกรรมเดิม จึงใชวิธีการตีความเพื่อใหผูรับคำปรึกษาเห็นความ เก่ยี วขอ งของปญหาและยอมรบั ในปญหานั้น หรอื อาจกลา วไดอ ีกนยั หน่งึ วา การตีความเปน กระบวนการที่ผูให คำปรึกษาอธิบายความหมายของเหตุการณใหผูรับการศึกษาไดเขาใจปญหาของตนเองในดานอื่นที่อาจจะยัง ไมไดม องมากอนซงึ่ ตา งกบั การทบทวนประโยค (Paraphrasing)ในแงท วี่ าการตคี วามหมายน้ัน ผูใหคำปรึกษา ไดเสนอกรอบแนวคิด ( Frame of Refrence) ใหมใหผูรับการปรึกษาไดพิจารณาปญหาของตนเอง การ ตคี วามจะชว ยผรู ับคำปรกึ ษาเขา ใจถงึ ปญ หาของตนเองไดกวางขวางมากยิ่งขน้ึ ตัวอยางเปรียบเทียบกลวิธีแบบการทบทวนประโยค (Paraphrasing) การสะทอนความรูสึก (Refrection of Feeling) และการตีความ (Interpreting) ผูรับคำปรึกษา : เมื่อคืนนีผ้ มไปงานวันเกดิ ของเพื่อนรวมงานทีบ่ ริษัทผมลมื จัดแลว ผมก็รองไห ออกมาควรคางเหมือนเดก็ ผมรูสกึ ละอายใจตนเองเหลือเกิน การทบทวนประโยค (Paraphrasing) ผูใหค ำปรกึ ษา : คณุ รูสึกอดสใู จเกยี่ วกับเหตกุ ารณเ มือ่ คนื นี้ การตีความ(Interpreting) ผใู หค ำปรึกษา : คุณรูส กึ ละอายใจทไี่ มส ามารถควบคุมตัวเองไดในคืนนนั้ 8. ทกั ษะการเจาะจง ทักษะการเจาะจงเปนทักษะหนึ่งที่ผูใหคำปรึกษาใชเพ่ือชว ยใหผูขอรับคำปรึกษาพูดเก่ียวกับตนเอง ใหมากที่สุด และประกอบกับการเลือกใหความใสใจตอคำพูดหนึ่ง โดยเฉพาะจะชวยใหผูรับคำปรึกษารูและ ตัดสินใจวา จะพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไรตอไป จุดประสงคของการใหคำปรึกษาก็คือเพื่อชวยเหลือผูขอคำปรึกษา ไมใชเพื่อผูอื่น แตเพื่อบุคคลที่อยูตรงหนาผูใหคำปรึกษา ดังนั้นจะตองใชทักษะการเจาะจง เพื่อใหการให คำปรึกษาเปน ประโยชนตอผรู ับคำปรึกษามากท่ีสดุ เลอื กใหค วามใสใ จในคำใดคำหนึง่ ที่ผูขอคำปรกึ ษาเลา โดย พิจารณาความเปนไปได ทุกทางที่เกี่ยวของกับเรื่องราวของผูขอคำปรึกษาซึ่งประกอบดวย 6 องคประกอบ (Ivey, 2007) 1. การเจาะจงท่ผี ขู อคำปรึกษา (Client Focus)

79 2. การเจาะจงท่ผี อู ่นื (Other-person Focus) 3. การเจาะจงท่ีปญ หา และโครงเร่อื งสำคญั (Problem/Main Theme Focus) 4. การเจาะจงท่ผี ใู หค ำปรกึ ษา หรอื ผูสมั ภาษณ (Interviewer Focus) 5. การเจาะจงทก่ี ลมุ (“We” Focus or Mutual Group Focus) 6. การเจาะจงที่วัฒนธรรม (Cultural) สิ่งแวดลอม (Environmental) และบริบททางสังคมที่ เกีย่ วของ (Contextual Focus) ทักษะการเจาะจงจะทำใหผูขอคำปรึกษาใหความใสใจเกี่ยวกับพฤติกรรม ความคิด และ ความรูส กึ ของตนเองพรอมท่ีจะเปดเผย สำรวจเพ่ือความเขาใจตนอยางลึกซ้ึง 9. ทักษะการใหก ำลังใจ การใหกำลงั ใจเปนการแสดงความสนใจ ความเขาใจในสิ่งท่ีผูรับคำปรกึ ษาพูดมาแลว (จนี แบ ร่ี, 2537) และเปน การกระตนุ ใหผรู ับคำปรึกษารูส กึ วามผี ใู หกำลังใจ ชว ยใหเ ขามคี วามคดิ ริเรมิ่ ที่จะตอสู รวมถงึ มคี วามม่นั ใจตนเองมากขน้ึ (พชั รวี ัลย กำเนดิ เพชร. 2533) การใหก ำลงั ใจจะชวยกระตนุ ใหผูรับคำปรึกษาเลา เรื่องตอ หรือใหรายละเอียดเพิ่มเติม (Ivey. 2007) ดังนั้น วิธีใหกำลังใจวาควรปฏิบัติ (วัชรี ทรัพยมี. 2533) ดังนี้ 1. สนบั สนุนคำพดู ของผูร บั คำปรกึ ษา เชน พูดวา “นน่ั เปนความคดิ ท่ดี ีทีเดยี ว” 2. ชี้แจงแกผูรับคำปรึกษาวาปญหาของเขามีทางแกไขได เชน บอกวา มีวิธีการที่จะชวยให เขาเรยี นดขี ึ้น 10 ทกั ษะการสรุปความ การสรุปความ คอื การจดั ลำดบั และรวบรวมประเด็นสำคัญตางๆ ท่พี ูดคุยกนั ไปแลวระหวาง ผใู หค ำปรึกษาและผรู ับคำปรึกษา มาเชื่อมโยงกันใหเปนระบบ แลวสรุปกลบั ไปใหผรู ับคำปรึกษา (อาภา จันทรส กุล, 2544) ในระหวางการใหคำปรึกษา ผูใหคำปรึกษากับผูรับคำปรึกษา อาจสนทนากันหลายเรื่องพรอมๆ กัน และอาจเกิดความสับสน ดังนั้น การใชทักษะในการสรุปความก็คือ การพยายามรวบรวมสิ่งที่พูดกันไปแลวนั้นให เปนประโยคเดียว โดยครอบคลุมเนื้อเรื่องตางๆ ที่ไดสนทนามาแตละตอนของการสนทนา ในการสรุปความ จำเปนตองอาศัยความจำในเรื่องตางๆ ท่ีพูดคุยกันมาเปนอยางดี ส่ิงทพ่ี ึงระลกึ ถงึ ในการสรปุ ก็คือ อยานำเอา ความคิดใหมเติมเขามาในการสรุปแตควรเปนการรวบรวมสิ่งตางๆ ที่ไดพูดคุยกันมาแลว (พงษพันธ พงษ โสภา. 2543)

เอกสารอา งองิ กฤตวรรณ คำสม. (2557). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู. อุดรธานี : คณะครุศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธาน.ี คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั และศูนยเ ครอื ขา ยทั่วประเทศ.(2554). คมู ืออบรมแนะแนว โครงการยกระดบั คณุ ภาพครทู ั้งระบบตามแผนปฏิบตั ิการไทยเขม แข็ง.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั จีน แบรี่. (2537). คมู ือการฝกทักษะใหการปรึกษา. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . พงษพันธ พงษโสภา. (2543). ทฤษฎีและเทคนคิ การใหคำปรกึ ษา. กรงุ เทพฯ พัฒนาศกึ ษา. . (2544). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : พฒั นาศึกษา. พชั รวี ัลย กำเนดิ เพชร. (2533). “การแนะแนวและการใหคำปรึกษาเชิงจติ วิทยาสำหรบั อาจารย มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม”, ในเอกสารประกอบการฝกอบรมเชิงปฏบิ ตั ิการ. กรุงเทพฯ: ศูนยการใหคำปรึกษามหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒประสานมติ ร. เมธนิ นิ ทร ภิณูชน. (2539). เอกสารคำสอนวชิ าแนะแนว 622: การฝก ปฏิบัตกิ ารใหค ำปรกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าการแนะแนวและจิตวทิ ยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัย ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร. วัชรี ทรัพยมี. (2533). ทฤษฎีและกระบวนการใหบ รกิ ารปรกึ ษา. กรุงเทพฯ: ภาพพมิ พ อาภา จันทรสกุล. (2545). ทฤษฎีและเทคนคิ การปรึกษาในสถาบันการศกึ ษา. พิมพคร้งั ท่ี 10. กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. D’ Andrea, V.J. & Salovey, P. (1983). Peer counseling skill and Perspectives. Polo Alto, California : Science and Behavior Books. Lvey, A.E., & Bradford-lvey, M. (2007). Intentional Interviewing and Counseling : Faciling Client development in a multicultural society 6th ed. Belmont, CA : Thomson Brooks/cole.

81 ประมวลภาพกจิ กรรม



83 ผรู ับผิดชอบโครงการ 1. นางสาวรงุ ทวิ า จนั ทนว ฒั นวงษ หัวหนา โครงการ 2. ผชู ว ยศาสตราจารยพวงทอง เพชรโทน กรรมการ 3. ผูชวยศาสตราจารยส ุนิสา วงศอารีย กรรมการ 4. นางภวิศา พงษเ ลก็ กรรมการ 5. นางสาวพรพสิ ทุ ธ์ิ ดวงเงิน กรรมการ 6. นางสาวทรรศนีย วันชาดี กรรมการ 7. นางสาวชาครยิ า พันธทอง กรรมการ