Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สถาบันพระมหากษัตริย์ Royal Institution

สถาบันพระมหากษัตริย์ Royal Institution

Published by MBUISC.LIBRARY, 2023-07-15 10:24:19

Description: สถาบันพระมหากษัตริย์ Royal Institution

Search

Read the Text Version

สถาบันพระมหากษัตริย์ ROYAL IN STITUTION นำเสนอ ดร.อาทิตย์ แสงเฉวก โดย นางสาวหทัยรัตน์ หล่มภูเขียว รหัสนักศึกษา 6520831032010 นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีล้านช้าง

สถาบันพระมหากษัตริย์













1.







1.

1.



หากกรณีคณะรั ฐมนตรีนำปัญหา ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของ เป็นสิทธิในฐานะผู้ดำรงตนเป็น ขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานคำ พระมหากษัตริย์ที่จะทรงให้คำ ประมุขของประเทศ เพื่อที่จะ ปรึกษา ในฐานะที่พระองค์ทรง เตือนแก่รัฐบาลรัฐสภา และ/ สามารถให้คำแนะนำหรือแสดง ดำรงฐานะเป็นประมุขของชาติ หรือองค์กรอื่นใดเพื่อปกป้อง ความคิดเห็นแก่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิด และทรงรับทราบเรื่องราวของ ความเสียหายอันอาจเกิดขึ้น และ ชอบในเรื่องนั้นๆ บ้านเมืองมาโดยต่อเนื่อง แต่เมื่อ ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ พระราชทานคำปรึกษาแล้วคณะ บ้านเมือง แต่ก็เป็นสิทธิโดยชอบ รัฐมนตรี ก็มีสิทธิโดยชอบธรรม ขององค์กรที่ได้รับคำเตือนเช่น ที่จะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ กันที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้

เช่น นายกรัฐมนตร ีรัฐมนตรีสมาชิก ดังจะเห็นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มี วุฒิสภา ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญ การสืบเนื่องติดต่อกันมาโดยไม่ขาด ในแต่ละฉบับกำหนด สาย ไม่ว่ารัฐบาลจะหมุนเวียนเปลี่ยนไป เพียงใดก็ตาม พระมหากษัตริย์จึงเป็น สถาบันที่ช่วยให้เกิดความถูกต้องชอบ ธรรมในการปกครอง



3.1 พระมหากษัตริย์ทรง 3.2 ทรงเป็นที่มาแห่ง 3.3 ราชประเพณีต่างๆ เป็นประมุขของชาติ เกียรตินิยม (The Fountain เช่น จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การเวียนเทียน ถวายผ้าพระกฐิน และเป็นมิ่งขวัญของคนทั้ง of Honor) หรือการเปลี่ยนเครื่องทรงพระ ชาติ พระองค์ทรงเป็น อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความ มหาพุทธมณีรัตนปฏิมากร ล้วน สัญลักษณ์และศูนย์รวมของ ภาคภูมิใจแก่พสกนิกรโดย แต่แสดงถึงสัญลักษณ์ทางการ โครงสร้างและกระบวนการ ทั่วไป ดังระบุในมาตรา 11 ใน เมือง สังคม วัฒนธรรม และ แห่งการปกครองชาติ ประเพณีที่สำคัญทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญฯ ว่า \"พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระ ราชอำนาจที่จะสถาปนา ฐานันดร ศักดิ์ และพระราชทานเครื่อง อิสริยาภรณ์\"

3.4 ทรงเป็นตัวแทนของชาติในฐานะ 3.5 ทรงเป็นพุทธมามกะ เพื่อให้สอดคล้อง ประมุขของประเทศ หรือทรงเป็น กับขนบประเพณีของชาติไทยที่ประชาชน สัญลักษณ์ของชาติไทย ในการมี โดยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และทรงเป็น สัมพันธไมตรีกับต่างชาติ เช่น การแต่ง องค์อัครศาสนูปถัมภ์ภกที่ให้การสนับสนุน ตั้งให้เอกอัคราชทูตไทยไปปฏิบัติราชการ และอุปถัมภ์ศาสนาทั้งปวงในประเทศ ส่งผล ในต่างประเทศซึ่งเป็นการปฏิบัติงานใน ให้เกิดความสามัคคีในหมู่ประชาชน แม้จะมี พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ การนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน





ย้อนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงเป็น \"นักสร้าง\" ท่านสร้างราชธานีใหม่ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 3 ปี เริ่มจากงาน สร้างพระนคร สร้างกำแพงเมือง และป้อมปราการรอบพระนคร สร้างพระบรมมหาราชวัง สร้างเสาชิงช้าแล้วก็อื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการจัดระเบียบประเทศแล้วก็รวบรวมแผ่น ดินให้เป็นปึกแผ่น รัชกาลที่ 1

พอเข้าสู่ช่วงของสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นช่วงที่ประเทศเข้าสู่ยุค สงบจากศึกสงคราม ยุคนี้เป็นยุคที่เรียกว่า \"ยุคทอง\" ของต้น กรุงรัตนโกสินทร์ ในหลวงรัชกาลที่ 2 ท่านได้ทรงฟื้ นฟูและส่ง เสริมทั้งด้านศิลปกรรมและก็งานสถาปัตยกรรม ท่านทรงสร้าง และตกแต่งอาคารบ้านเมืองในรูปแบบที่ทันสมัย มีการตัดถนน เพิ่มอย่างเช่น ถนนหน้าพระธาตุและถนนพระจันทร์ ยุคของ รัชกาลที่ 2 เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีเพราะว่าเป็นการ สร้างอัตลักษณ์ให้กับประเทศชาติ มีวรรณคดีมากมายที่เรารู้จัก มาจนถึงทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นอิเหนา สังข์ทอง ไกรทอง ขุนช้าง ขุนแผนก็มาจากสมัยของรัชกาลที่ 2 ทั้งนั้น

ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากการทำนุบำรุงศาสนาแล้ว ถือ เป็นยุคแห่งการปฏิรูปการค้าขาย ยุคนี้เริ่มเปิดประเทศแล้ว มีการติดต่อ ค้าขายกับชาวต่างชาติ มีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับแรก นั่นคือ \"สนธิสัญญาเบอรนี\" เป็นการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ และที่สำคัญท่านทรงปฏิรูประบบภาษีอากรใหม่คือสมัยก่อนราใช้วิธีการ ส่งส่วยสิ่งของท่านก็เปลี่ยนมาเป็นระบบจัดเก็บภาษีเป็นตัวเงินแทน ซึ่ง เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาค้าขายกันเองอย่างเสรีมากขึ้น ทำให้ การค้าในประเทศของเราในช่วงนั้นเฟื่ องฟูมาก

ในสมัยของรัชกาลที่ 4 อย่างที่เราทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่ 4 ท่านทรงสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์และยุคนี้ถือว่าเป็นยุคเริ่มต้น ของการปฏิรูป เพราะว่าในหลวงรัชกาลที่ 4 ท่านเป็นผู้วางรากฐาน ทางการศึกษาด้วยการคัดเลือกครูฝรั่งเข้ามาสอนหนังสือให้กับในหลวง รัชกาลที่ 5 ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 มีพื้นฐานและแนวคิดของความเป็น สากล ท่านทรงอ่าน เขียน พูด และเข้าใจวัฒนธรรมของต่างชาติ ซึ่ง ทั้งหมดเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินพระทัยปฏิรูปประเทศของในหลวง รัชกาลที่ 5 ดังนั้นในยุคของในหลวงรัชกาลที่ 4 ถือเป็นการเริ่มต้นอย่าง จริงจังในการปฏิรูปตัวเองของสถาบันพระมหากษัตริย์

และพอมาถึงในช่วงของรัชกาลที่ 5 ท่านทรงปฏิรูปสังคมและ วัฒนธรรมการใช้ชีวิต มีการยกเลิกการหมอบกราบเปลี่ยนเครื่องแบบ การแต่งกาย เป็นการสร้างสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมในสังคมและ ที่สำคัญคือท่านทรงริเริ่มการปฏิรูปการศึกษาให้ความสำคัญกับความรู้ ของประชาชนก่อนแล้วค่อยๆนำไปสู่การเลิกทาส สิทธิสตรีก็เริ่มมาใน สมัยรัชกาลที่ 5 จากการที่พระองค์ทรงริเริ่มตั้งโรงเรียนสตรีเพื่อให้ผู้ หญิงได้มีโอกาสเล่าเรียน ส่วนในเรื่องของการพัฒนาประเทศในหลวง รัชกาลที่ 5 ท่านทรงคัดเลือกฝรั่งชาวต่างชาติที่มีความสามารถมาช่วย งานในการบริหารบ้านเมือง รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัชกาลที่ 6 ท่านเป็นริเบอรัลแท้ๆ จากการที่พระองค์ ได้ไปศึกษายังต่างประเทศ ทำให้ท่านทรงมีแนวคิดก้าวหน้านำความ เป็นสากลเข้ามามาพัฒนาบ้านเมือง อีกทั้งพระองค์ยังได้ทรงสร้าง เมืองจำลองดุสิตธานีขึ้น เพื่อเป็นแบบทดลองและเรียนรู้การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย รัชกาลที่ 6

ในสมัยของรัชกาลที่ 7 เรียกได้ว่าท่านทรงเป็นกษัตริย์นัก ประชาธิปไตยเลย ท่านทรงมีแนวคิดริเริ่มในการปฏิรูปการปกครอง ท่านทรงมีความคิดที่จะสร้างระบบเทศบาลเพื่อให้ประชาชนได้เรียน รู้การปกครองในระดับท้องถิ่น ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบรัฐสภาซึ่ง จริงๆแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านตั้งใจแน่วแน่จะให้รัฐธรรมนูญ แก่ประชาชนมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2475 แต่ก็โดนคณะราษฎรตัดตอน ไปซะก่อน ทำให้บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์เริ่มลดลงตั้งแต่ ช่วงนี้

ในช่วงของสมัยรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงที่ชาวจีนที่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทยไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลในยุคนั้น ในหลวง รัชกาลที่ 8 จึงทรงออกมาพบประชาชนเป็นครั้งแรกจากการเสด็จ ประพาสสำเพ็งในวันที่ 3 มิถุนายน 2489 กับพระอนุชาเรียกได้ว่าเป็น 4 ชั่วโมงประวัติศาสตร์ที่การตัดสินพระทัยของรัชกาลที่ 8 ในครั้งนั้น สามารถยุติความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับคนจีนในสยามได้ เป็น เหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยเพราะว่าการเสด็จประพาส สำเพ็งในครั้งนั้นส่งผลให้คนไทยและจีนในสยามมีสัมพันธ์ที่ดีมาจนถึง ปัจจุบัน

ในสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยุคนี้ถือเป็นยุคที่สถาบันพระ มหากษัตริย์เริ่มมีบทบาทจริงจังในการพบปะและเข้าถึงประชาชน จริงๆ การปฏิรูปตัวเองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคของรัชกาล ที่ 9 มีมากมายและสิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือการลงพื้นที่ทุรกันดารทั่ว ประเทศของพระองค์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนรวมถึงโครงการพระ ราชดำริต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นขึ้น ซึ่ง ทั้งหมดนี้ท่านจะอยู่เฉยๆ และไม่ต้องทำก็ได้แต่ท่านทรงทำเพื่อ ประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด รัชกาลที่ 9

ส่วนในสมัยของรัชกาลที่ 10 ท่านทรงเป็นกษัตริย์นักปฏิบัตินิยม การปฏิรูป ของท่านก็คือการลงมือทำ ส่วนการเข้าถึงประชาชนในหลวงท่านก็ทรงไม่ถือพระองค์ อย่างที่ทุกคนได้เห็นในสื่อต่างๆ อีกเรื่องที่ทรงปฏิรูปอย่างเห็นได้ชัดเรื่องแรกคือทรงจัดการดูแลทรัพย์สินพระ มหากษัตริย์ ให้มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องคือตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2475 สำนักงาน ทรัพย์สินบริหารงานโดยกระทรวงการคลังเรื่องนี้ทำให้นักวิชาการหลายคนอย่าง สม ศักดิ์ เจียมธีระสกุล พยายามโจมตีมาตลอดว่าสำนักงานทรัพย์สินไม่เสียภาษี ในปี 2561 หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ท่านขึ้นครองราชย์มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจาก เดิมถือในนามสำนักงานทรัพย์สินมาเป็นในพระปรมาภิไธยเปลี่ยนจากนิติบุคคลที่ดูแล โดยรัฐซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมาเป็นนิติบุคคลในพระปรมาภิไทยซึ่งต้องเสียภาษีเพื่อเสีย ภาษีให้ประเทศชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อีกเรื่องนึงที่เราต้องพูดถึงก็คือแนวทางการใช้มาตรา 112 ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ท่านขึ้นครองราชย์ เอาจริงๆตั้งแต่รัชกาลที่ 10 ท่านขึ้นครองราชย์ถ้าเรา มองดูดีๆ แนวทางการใช้มาตรา 112 เปลี่ยนไปแล้วทั้งคดีความเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่ลดน้อยลงหรือว่าการอภัยโทษในคดีมาตรา 112 ซึ่งทั้งหมดสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประชาไท, ส.ศิวรักษ์ หรือว่าสื่อฝั่ งซ้ายหลายๆ สื่อต่างก็ยืนยันตรงกันในเรื่องนี้แต่ การที่รัฐนำมาตรา 112 กลับมาใช้ก็เป็นเพราะทั้งฝ่ายซ้ายจัดและก็ขวาจัด ใน ปัจจุบันนี่แหละ ซึ่งถ้าไม่มี 2 กลุ่มนี้มาตรา 112 ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย นี่คือการ ปฏิรูปตัวเองของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

1. สถาบันบันพระมหากษัตริย์ บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยได้ ดังนี้ พระมหากษัตริย์ไทยในระบอบประชาธิปไตยก็คือ 1. พระมหากษัตริย์ในบทบาทองค์ประมุขของ ประมุขของประเทศ ซึ่งเป็นองค์พระผู้แทนของมวลชนใน ชาติ การใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ทรงมีพระราชอำนาจและพระราชภารกิจดังที่กำหนดใน 2. พระมหากษัตริย์ในบทบาททางการเมือง รัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพระผู้เอื้ออำนายความสงบ การปกครอง ร่มเย็นแก่พสกนิกร ทั้งดับร้อนผ่อนทุกข์เข็ญ เมื่อมีมหันตภัย มากล้ำกราย ทรงเป็นศูนย์รวมผองไทยทั้งชาติ 3. พระมหากษัตริย์ในบทบาททางสัญลักษณ์ (Symbolic) ประเภทของกษัตริย์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. กษัตริย์ระบบฟิวดัล (Feudal Monarchy) 2. กษัตริย์ในลัทธิเทวสิทธิ (Divine Rights Monarchy) 3. กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย (Constitutional Monarchy)

คณิน บุญสุวรรณ. พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2547 ดนัน ไชยโธยา, รศ. บรรณาธิการ. 53 พระมหากษัตริย์ ธ ทรงครองใจไทยทั้งชาติ. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พรินติ้ง เฮ้าส์, 2543 ทรงวิทย์ แก้วศรี, บรรณาธิการ. ทศพิธราชธรรม. กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, 2430. ธานินทร์ กรัยวิเชียร. พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร : กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ, 2519 พีรพล ไตรทศราวิทย์, ดร. การปกครองของไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิชจำกัด, 2544 วารี อัมไพวรรณ. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ธิราชและพระบรมราชินี แห่งราชจักรีวงศ์. กรุงเทพมหานคร : สำนักพมพ์ภัทรินทร์, 2541 สุขุม นวลสกุล. การปกครองของไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2537

สิ้นสุดการนำเสนอ Thank You นางสาวหทัยรัตน์ หล่มภูเขียว


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook