Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Published by Guset User, 2022-01-29 12:52:25

Description: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Search

Read the Text Version

บทท่ี ๒ แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง การบรหิ ารองคก์ รทง้ั ภาครัฐและธุรกิจ ไม่วา่ จะขนาดเล็กหรือใหญ่ ล้วนต้องอาศัยศาสตร์ และศิลป์ของการบริหารและการจัดการ ในบทนี้จะกล่าวถึงแนวคิดทฤษฎีการบริหารงาน ความหมาย ของการบริหารงานในแต่ละคาจากัดความวา่ หมายถึงอะไร ครอบคลุมในเร่ืองอะไรบ้าง มีทฤษฎีและ หลักการบริหารอะไรที่ผู้บริหารสมควรมีความรู้เพ่ือจะได้นาไปประยุกต์ใช้ในการทางานให้ประสบ ผลสาเร็จ ต่อจากนั้นจะกล่าวถึงระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ซ่ึงเป็นระบบที่ สานักงบประมาณใช้ในการจัดสรรงบประมาณให้กับส่วนราชการว่ามีหลักการและกรอบแนวคิด องค์ประกอบและโครงสรา้ งอย่างไร เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจพ้นื ฐานเก่ียวกับระบบงบประมาณ และในสว่ นสุดท้าย ของบทนี้ จะกล่าวถึงแนวคิดการบูรณาการเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพของระบบงาน และกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับกลไกในการบูรณาการงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ตลอดจนผลงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้องเพอ่ื ใชใ้ นการอา้ งองิ ตอ่ ไป แนวคิดทฤษฎีการบริหารงาน ๑. ความหมายของการบริหาร ได้มีผู้ให้คาจากัดความหมายของ \"การบริหาร\" ในฐานะที่เป็นกิจกรรมชนิดหน่ึง ดงั ต่อไปนี้ ๑.๑ Peter F. Drucker : การบริหาร คือ ศิลปะในการทางานให้บรรลุเปา้ หมาย ร่วมกับผูอ้ ่ืน (ภาวดิ า ธาราศรีสทุ ธ,ิ ๒๕๔๒ : ๒) ๑.๒ Harold koontz : การบริหาร คือ การดาเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ี กาหนดไวโ้ ดยการอาศัยคน เงนิ วตั ถสุ ิ่งของ เปน็ ปัจจยั ในการปฏิบัตงิ าน (สมพงศ์ เกษมสิน, ๒๕๒๓ : ๖) ๑.๓ Herbert A. simon : การบริหาร คือ กิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ร่วมมือกันดาเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน (ภาวดิ า ธาราศรี สุทธ,ิ ๒๕๔๒ : ๒) ๑.๔ วิจติ ร ศรสี ะอา้ นและคณะได้สรุปสาระสาคญั ของการบริหารไวด้ งั น้ี ๑.๔.๑ การบริหารเป็นกจิ กรรมของกล่มุ บคุ คลตงั้ แต่ ๒ คนขึน้ ไป ๑.๔.๒ ร่วมมือกนั ทากิจกรรม ๑.๔.๓ เพอื่ ใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์รว่ มกัน

๖ ๑.๔.๔ โดยการใช้กระบวนการ และทรพั ยากรทีเ่ หมาะสม จงึ สรปุ ได้ว่า การบริหาร หมายถึง การใชศ้ าสตร์และศิลป์ของบคุ คลตั้งแต่ ๒ คน ข้ึนไป ร่วมมือกันดาเนินกิจกรรมหรืองานให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้ร่วมกัน โดยอาศัยกระบวนการ และ ทรัพยากรทางการบรหิ ารเป็นปัจจัยอย่างประหยดั และใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด ผู้บริหารจะบริหารงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้น้ันตอ้ งมีความรู้ ความ เข้าใจในเร่ืองของทฤษฎีและหลักการบริหาร เพื่อจะได้นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการ ทางาน สถานการณ์และส่ิงแวดล้อม จึงพดู ได้วา่ ผู้บริหารท่ีประสบความสาเร็จคือผู้ท่ีสามารถประยุกต์ เอาศาสตร์การบริหารไปใช้ได้อย่างมศี ลิ ปะน่ันเอง ๒. ทฤษฎแี ละหลกั การบรหิ าร คาว่า \"ทฤษฎี\" เป็นคาที่รู้จักกันแพร่หลายในวงการนักวิชาการสาขาต่าง ๆ โดย ผู้สนใจในทฤษฎีต่าง ๆ ได้นาทฤษฎีเข้าสู่ภาคปฏิบัติ โดยให้เหตผุ ลว่าทฤษฎีเปรียบได้กับดาวเหนือหรือ เข็มทิศท่คี อยบอกทศิ ทางให้กับชาวเรือ หรือชีแ้ นวทางท่ถี ูกตอ้ งในการปฏิบัตงิ าน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถานไดใ้ ห้ความหมาย \"ทฤษฎี\" วา่ หมายถึง ความเห็น การเห็น การเห็นดว้ ยลักษณะที่คาดเอาตามหลักวชิ าเพ่อื เสริมเหตุผล และรากฐานให้แก่ปรากฏการณ์ หรอื ข้อมูลในภาคปฏิบตั ิ ซ่งึ เกดิ ขน้ึ อยา่ งมีระเบียบ นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านไดใ้ ห้ความหมาย ดังนี้ ๒.๑ Good : ทฤษฎี คือ ข้อสมมติต่าง ๆ หรือข้อสรุปเป็นกฎเกณฑ์ ซ่ึงไดร้ ับการ สนับสนุนจากข้อสมมติทางปรัชญาและหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือใช้เป็นเสมือนพ้ืนฐานของการ ปฏิบัติ ข้อสมมติซึ่งมาจากการสารวจทางวิทยาศาสตร์ การค้นพบต่าง ๆ จะได้รับการประเมินผล เพ่ือให้มีความเท่ียงตรงตามหลักวทิ ยาศาสตร์และข้อสมมติทางปรัชญา อันถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ การสร้าง (Construction) ๒.๒ Kneller : ได้ให้ความหมายของทฤษฎไี ว้ ๒ ความหมาย คอื ๒.๒.๑ ข้อสมมติฐานต่าง ๆ (Hypothesis) ซึ่งได้กล่ันกรองแล้วจากการ สงั เกตหรือทดลอง เช่น ในเรอ่ื งความโนม้ ถว่ งของโลก ๒.๒.๒ ระบบของความคดิ ตา่ ง ๆ ทน่ี ามาปะตดิ ปะตอ่ กัน (Coherent) ๒.๓ Feigl : ทฤษฎีเป็นข้อสมมตติ ่าง ๆ ซ่ึงมาจากกระบวนการทางตรรกวิทยา และ คณิตศาสตร์ ทาให้เกดิ กฎเกณฑ์ทีไ่ ดม้ าจากการสังเกตและการทดลอง ๒.๔ ธงชัย สนั ติวงษ์ : ทฤษฎี หมายถึงความรู้ท่ีเกิดขึ้นจากการรวบรวมแนวคิด และ หลักการต่าง ๆ ให้เปน็ กลุ่มกอ้ น และสรา้ งเป็นทฤษฎขี น้ึ ทฤษฎีใด ๆ ก็ตามที่ตง้ั ขึ้นมาน้ัน เพื่อรวบรวม หลักการและแนวความคิดประเภทเดียวกนั เอาไวอ้ ยา่ งเป็นหมวดหมู่ ๒.๕ เมธี ปิลันธนานนท์ : ไดก้ ล่าวถึงหน้าท่ีหลักของทฤษฎี มี ๓ ประการ คือ การ พรรณนา (Description) การอธบิ าย (Explanation) และการพยากรณ์ (Prediction)

๗ ๒.๖ ธีรวฒุ ิ ประทุมนพรตั น์ : ไดก้ ล่าวถงึ ลักษณะสาคัญของทฤษฎีมีดงั น้ี ๒.๖.๑ เปน็ ความคดิ ท่ีสมั พันธก์ ันและกันอย่างมรี ะบบ ๒.๖.๒ ความคิดดังกลา่ วมีลักษณะ \"เป็นความจรงิ \" ๒.๖.๓ ความจริงหรือความคิดน้ัน สามารถเป็นตัวแทนปรากฏการณ์ หรือ พฤติกรรมที่เกดิ ขนึ้ ได้ จากความหมายดงั กล่าวข้างต้น ทฤษฎี จึงหมายถึง การกาหนดข้อสันนิษฐาน ซึ่งได้ รับมาจากวิธีการทางตรรกวิทยา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทาให้เกิดกฎเกณฑ์ท่ีได้มาจากการ สังเกต ค้นคว้าและการทดลอง โดยใช้เหตุผลเป็นพื้นฐานเพ่ือก่อให้เกิดความ เข้าใจในความเป็นจริง และนาผลท่เี กดิ ขึ้นนัน้ มาใชเ้ ป็นหลักเกณฑ์ สาหรับทฤษฎตี ่าง ๆ ที่เข้ามาสู่การบริหารน้ัน ได้มีผู้คิดค้นมากมาย แต่พบว่ายังไม่มี ทฤษฎีใดท่ีสามารถช่วยอธิบายปรากฏการณ์ในการบริหารงานได้หมด อาจจาเป็นต้องใช้หลาย ๆ ทฤษฎีในการแก้ปัญหาหนึ่ง หรือทฤษฎีหน่ึงซึ่งมีหลักการดีและเป็นท่ีนิยมมาก อาจไม่สามารถ แก้ปัญหาเลก็ น้อย หรือปัญหาใหญ่ไดเ้ ลย ทั้งนย้ี ่อมขน้ึ อยกู่ ับลักษณะของแตล่ ะปัญหา สภาพการณ์ของ สังคม และกาลเวลาที่เกิดข้ึน อย่างไรก็ตาม คู๊นท์ (Koontz) ได้กล่าวไว้ว่า ทฤษฎีหรือหลักในการ บริหารงานนัน้ จะดหี รือมปี ระสิทธิภาพหรือไมน่ ัน้ ควรคานงึ ถึงลกั ษณะของทฤษฎใี นเรอ่ื งต่อไปน้ี ๑. การเพ่ิมประสิทธิภาพของงาน ๒. การชว่ ยวิเคราะห์งานเพือ่ ปรับปรงุ พฒั นา ๓. การช่วยงานด้านวิจยั ขององคก์ ารให้ก้าวหนา้ ๔. ตรงกบั ความตอ้ งการของสังคม ๕. ทนั สมยั กบั โลกที่กาลงั พฒั นา ๓. หลกั การบริหารและวิวัฒนาการ วิชาการบริหารได้พัฒนามาตามลาดับ เร่ิมจากอดีตหรือการบริหารในระยะแรก ๆ นั้น มนุษย์ยังขาดประสบการณ์การบริหาร จึงเปน็ การลองผิดลองถูก การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ยัง ไม่แพร่หลายและกวา้ งขวาง การเรียนรู้หลักการบางอย่างจึงเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง หรือมี การแลกเปล่ียนกันในวงจากัด คือการถ่ายทอดไปยังทายาท ลูกศิษย์ หรือลูกจ้าง เป็นต้น ต่อมาการ บริหารเร่ิมมีความหมายชัดเจนและรัดกุมขึ้นในศตวรรษท่ี ๑๘ โดยกลุ่มนักรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่ง เรียกตัวเองว่า Cameralist ในประเทศเยอรมันและออสเตรีย โดยให้คาจากัดความของคาว่าการ บริหาร หมายถึง การจัดการหรือการควบคุมกิจการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น การบริหารอาณานิคม การ บริหารเกี่ยวกับกิจการภาษี การบริหารการเงินของมูลนิธิ และการบริหารอุตสาหกรรม เป็นต้น ต่อมาปลายศตวรรษที่ ๑๘ นักบริหารชาวสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า Federalist ไดใ้ ห้ความหมายของคา ว่า การบริหาร หมายถึงการบริหารงานของรัฐ (Public Administration) และต่อมาได้ใช้คาว่า

๘ Administration หมายถึง การบริหารเกี่ยวกับกิจการของรัฐ ส่วนคาว่า Management หมายถึง การ บริหารเกย่ี วกบั ภารกิจของเอกชน ปลายศตวรรษท่ี ๑๙ และต้นศตวรรษท่ี ๒๐ อุตสาหกรรมและการค้าในยุโรปและ อเมริกาได้ขยายตวั อยา่ งรวดเร็ว ทั้งน้ีเปน็ ผลมาจากได้มกี ารพัฒนาการผลิตสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะเม่ือ Henry Ford ได้ผลิตรถยนต์โดยใช้สายพาน และนักอุตสาหกรรมอ่ืนไดผ้ ลิตสินค้าจานวนมาก โดย คิดค้นวธิ ีการลดต้นทุนการผลิต โดยการตัดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง และระยะน้ีเองได้มีการนาเอาวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) มาใช้ โดยวิศวกรชาวอเมริกัน คือ Frederick W. Taylor นอกจากนี้ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้พยายามแบ่งยุคหรือวิวัฒนาการทางการบริหาร แตกต่างออกไป ดงั นี้ อรณุ รักธรรม ได้แบง่ วิวฒั นาการบริหารออกเปน็ ๓ ระยะ คือ ๑. ระยะเริ่มต้น เป็นระยะของการปูพื้นฐานและโครงสร้าง บุคคลสาคัญในระยะน้ี ได้แก่ Woodrow Wilson, Leonard D. White, Frank T. Goodnow, Max weber, Frederick W. Taylor และ Henri Fayol เป็นต้น ๒. ระยะกลางหรือระยะพฤติกรรมและภาวะแวดล้อม ผู้มีช่ือเสียงใน ระยะน้ี ได้แก่ Elton Mayo, Chester I. Barnard, Mary P. Follet เป็นต้น ๓. ระยะที่สาม หรือ ระยะปัจจุบนั มี Herbert A. Simon, Jame G. March เป็นผู้ วางรากฐาน นพพงษ์ บุญจติ ราดลุ ย์ ไดแ้ บ่งวิวฒั นาการของการบริหารออกเป็น ๓ ยคุ คือ ๑. ยุคการจัดการแบบวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Management Era) ผู้มี บทบาท สาคัญ ไดแ้ ก่ Frederick W. Taylor, Henri Fayol, Luther H. Gulick และ Lyndall Urwick ๒. ยุคการบริหารแบบมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation Era) ผู้มี บทบาทสาคัญ ไดแ้ ก่ Mary P. Follet, Elton Mayo และ Fritz J. Rocthlisberger ๓. ยุคทฤษฎีการบริหาร (The Era of Administrative Theory) เป็นยุคท่ี ผสมผสานสองยุคแรกเข้าด้วยกัน จึงเป็นยุคบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ผู้มีบทบาทสาคัญได้แก่ Chester I. Barnard และ Herbert A. Simon นอกจากน้ีนักบริหารและนักวิชาการบางกลุ่มได้แบ่งวิวัฒนาการของการบริหาร ออกเปน็ ๔ ยคุ คือ ๑. ยุคก่อนหรือยุคโบราณ เริ่มต้ังแต่การมีสังคมมนุษย์จนถึงยุคก่อน Classical บุคคลสาคัญในยุคน้ีไดแ้ ก่ Socrates, Plato, Aristotle, Saint-Simen, Hegel, Robert Owen และ Charles Bubbage

๙ ๒. ยุค Classical เร่ิมตั้งแต่ช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลาย คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ซ่ึงเปน็ ยุคที่นาเคร่ืองจักร เคร่ืองมือทุ่นแรงเข้าไปใช้แทนกาลังคน จนกระท่ังได้ เกิดแนวคิดในเร่ือง การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ข้ึนในคริสต์ศตวรรษท่ี ๒๐ เปน็ การบริหารท่ีมุง่ เน้นการผลิต หรือใหค้ วามสาคัญต่องานมาก ระบบการทางานถือเป็นส่ิงสาคัญ บคุ คลสาคญั ในยุคนี้ ไดแ้ ก่ ๒.๑ Henry R. Towne เป็นประธานบริษัทเยลและทาวน์ในสหรัฐอเมริกา ได้ เสนอบทความเรื่องวิศวกรในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นแห่งการเคล่ือนไหวทาง แนวความคดิ ด้านการจัดการของศตวรรษตอ่ มา ๒.๒ Woodrow wilson เขียนบทความเร่ือง The Study of Public Administration มีแนวคิดทตี่ ้องการแยกการบรหิ ารของรฐั ออกมาจากการเมือง ๒.๓ Frank T. Goodnow เขียนบทความเร่ือง Politics and Administration ซึ่งเป็นแนวความคิดคล้ายคลึงกับวิลสัน และเน้นเร่ืองการปรับปรุงระบบการบริหารให้มีประสิทธิภาพ ยึดระบบคุณธรรม (Merit System) ให้มีคณะกรรมการรับผิดชอบ และมีหน่วยงานการบริหารบคุ คล ในทุกหน่วยงาน มีการจาแนกตาแหน่ง เพอ่ื ความเป็นธรรมในการจ้าง มีการกาหนดมาตรฐาน และ คุณสมบัติของบคุ ลากร ๒.๔ Leonard D. White ได้เขียนเรอ่ื ง \" Introduction to study of Public Administration\" มีความคดิ เหน็ เช่นเดยี วกบั Goodnow และ Wilson เขายังได้เพิ่มเร่ืองการเล่ือน ขั้น วินยั ขวญั และเน้นเรอ่ื งท่ีก๊ดู โนว์เขียนไว้อย่างละเอียด ๒.๕ Max Weber เป็นนักสังคมวทิ ยาชาวเยอรมัน ผู้เสนอแนวคิดเก่ียวกับการ บรหิ ารราชการ (Bureaucracy) ถอื วา่ เป็นบดิ าทางดา้ นบริหารราชการ มีแนวคิดของหลักการบริหารท่ี มีเหตุผล มีการแบง่ งานกันทา มีสายการบังคับบัญชาท่ีลดหล่ันลงมา มีผู้ชานาญการในสายงานตา่ ง ๆ การปฏิบัติงานต้องมกี ารบันทกึ เป็นลายลักษณ์อักษร เปน็ ต้น ๒.๖ Frederick W. Taylor เปน็ วิศวกรชาวเยอรมัน เป็นผู้เสนอวิธีการจัด การ แบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) สนใจหลักเก่ียวกับความเชี่ยวชาญหรือชานาญเฉพาะ อยา่ ง (Specialization) อันเปน็ สงิ่ สาคัญเบือ้ งต้นในการเข้าใจองค์การรูปนัย เพราะการแบง่ งานกันทา ตามความชานาญเฉพาะอย่าง จาเป็นต้องมีการประสานงานอีกด้วย ๒.๗ Henri Fayol เป็นวิศวกรและนักอุตสาหกรรมชาวฝร่ังเศส ได้เสนอ แนวคิดท่ีมีลักษณะเป็นสากลสาหรับนักบริหาร โดยกล่าวถึงองค์ประกอบข้ันมูลฐานของการบริหาร ไดแ้ ก่ ๒.๗.๑ การวางแผน (Planning) ๒.๗.๒ การจดั องค์การ (Organizing)

๑๐ ๒.๗.๓ การบังคับบัญชา (Commanding) ๒.๗.๔ การประสานงาน (Coordinating) ๒.๗.๕ การควบคุม ( Controlling) ๒.๘ Luthur Gulick and Lyndall Urwick เป็นนักบริหารงานแบบ วิทยาศาสตร์ บริหารงานโดยหวังผลงานเป็นใหญ่ (Task Centered) เขาได้รวบรวมแนวคิดทางด้านการ บริหารต่าง ๆ เอาไวใ้ นหนังสือชื่อ “Paper on the Science of Administration” โดยเสนอแนวคิด กระบวนการบริหาร ซึ่งเป็นท่ีรู้จักกันดีช่ือว่า “POSDCoRB” ภาระหน้าท่ีที่สาคัญของนักบริหาร ๗ ประการ คอื ๒.๘.๑ Planning การวางแผน เป็นการวางเค้าโครงกิจกรรมซึ่งเป็นการเตรียมการก่อนลงมือ ปฏิบัติ เพอ่ื ใหก้ ารดาเนนิ การสามารถบรรลเุ ปา้ หมายทวี่ างไวอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ๒.๘.๒ Organizing การจัดองคก์ าร เป็นการกาหนดโครงสร้างขององค์การ โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับ งาน เช่น การแบ่งงาน (Division of Work) เป็นกรม กอง หรือแผนก โดยอาศัยปริมาณงาน คุณภาพ งาน หรือจดั ตามลักษณะเฉพาะของงาน (Specialization) ๒.๘.๓ Staffing การจดั บคุ ลากรปฏบิ ตั ิงาน เป็นเร่ืองที่เก่ียวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การน่ันเอง ทั้งน้ี เพอ่ื ให้บคุ ลากรมาปฏิบัติงานอย่างมปี ระสิทธภิ าพและสอดคล้องกับการจัดแบง่ หน่วยงานท่ีกาหนดไว้ ๒.๘.๔ Directing การอานวยการ เป็นภารกิจในการใช้ศิลปะในการบริหารงาน เช่น ภาวะผู้นา (Leadership) มนุษย์สัมพันธ์ (Human Relations) การจูงใจ (Motivation) และการตัดสินใจ (Decision making) เปน็ ตน้ ๒.๘.๕ Coordinating การประสานงาน เป็นการประสานให้ส่วนต่าง ๆ ของกระบวนการทางานมีความ ตอ่ เนื่องกันเพอื่ ใหก้ ารดาเนินงานเป็นไปดว้ ยความเรียบร้อยและราบรนื่ ๒.๘.๖ Reporting การรายงาน เปน็ กระบวนการและเทคนคิ ของการแจ้งใหผ้ ูบ้ ังคบั บัญชาตามชน้ั ได้ทราบถึงผลการปฏิบัติงาน โดยที่มีความสัมพันธ์กับการติดต่อสื่อสาร (Communication) ใน องค์การอยู่ด้วย ๒.๘.๗ Budgeting การงบประมาณ

๑๑ เป็นภารกิจที่เกี่ยวกับการวางแผนการทาบัญชีการควบคุม เกี่ยวกับการเงนิ และการคลงั ๓. ยุค Human Relation เป็นยุคที่มีความเชื่อว่างานใด ๆ จะบรรลุผลสาเร็จได้ จะต้องอาศัยคนเป็นหลัก นักบริหารกลุ่มน้ีจึงหันมาสนใจศึกษาพัฒนาทฤษฎี วธิ ีการและเทคนิคต่าง ๆ ทางดา้ นสังคมศาสตร์ พฤตกิ รรมและกลุ่มคนในองค์การ สนใจศึกษาแนวทางประสานงานให้คนเข้ากับ ส่ิงแวดล้อมของงาน เพื่อหวังผลในด้านความร่วมมือ ความคิด ริเริ่มและการเพ่ิมผลผลิต โดยมีพน้ื ฐาน ของความเชื่อที่วา่ \"มนุษย์สัมพนั ธ์\" จะนาไปสู่ความพอใจและสะท้อนถึงผลของการปฏิบัติงาน บุคคล สาคัญในยคุ นี้ ได้แก่ ๓.๑ Elton Mayo ชาวออสเตรีย ในฐานะนักวิชาการอุตสาหกรรม มีผลงาน มากในแง่ปัญหาบุคคลกับสังคมของอุตสาหกรรม และพฤติกรรมของบุคคลในสภาพ แวดล้อมการ ทางาน สรุปการทดลองท่ี Hawthorne ได้ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตของคนงาน คือ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคล ทเ่ี กิดขนึ้ มาจากการทค่ี นมาทางานร่วมกันโดยก่อรปู ไมเ่ ป็นทางการ การให้ รางวัลและลงโทษเป็นตวั กระตุ้นให้สมาชิกทางานได้ดีที่สุด การมีส่วนร่วมของสมาชิก จะมีอิทธพิ ลต่อ ความสาเรจ็ ของงาน และความก้าวหนา้ ขององค์การ ๓.๒ Mary Follette ชาวอเมรกิ ัน ได้เขียนตาราที่มีแนวคิดในเชิงมนุษย์สัมพันธ์ เชน่ เขยี นเร่อื งความขดั แย้ง การประสานความขดั แย้ง กฎท่อี าศยั สถานการณ์และความรบั ผดิ ชอบ เปน็ ตน้ ๓.๓ Likert เป็นผู้ท่ีสนใจด้านพฤตกิ รรมของมนุษย์ในองค์การ ผลงานท่ีมีช่ือ เสียงมาก คือ The Human Organization : Its management and Value และหนังสือ New Patterns of Management ๔. ยุค Behavioral Science เป็นยุคที่มีความพยายามศึกษาและวิเคราะห์วจิ ัย มี การปรับปรุง เปล่ียนแปลง และค้นคว้าทฤษฎีใหม่ ๆ เพื่อนาไปเป็นประโยชน์ต่อการบริหารให้เกิด ประสิทธภิ าพมากท่ีสุด นักบริหารที่สาคัญของยุคนี้ ไดแ้ ก่ Chester I. Barnard, Herbert A. Simon, Abraham Maslow, Getzels and Guba, Douglas McGregor, Victor H. Vroom, Robert Blank and Jane S. Mouton, William J. Reddin, Robert Tannenbaum and Warren Schmidt และ Paul Hersey and Kenneth H. Blanchard เป็นต้น ๔. ทฤษฎที ่คี วรทราบ ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ไดร้ ับการพฒั นาเปล่ียนแปลงไปตามยุคตาม สมัยตั้งแต่สมัยโบราณ ยุควิทยาศาสตร์ ยุคมนุษย์สัมพันธ์ จนถึงยุคปัจจุบัน ซ่ึงอาศัยทฤษฎีองค์การ สมัยใหม่ ที่มีการปรับปรุงพัฒนาและสังเคราะห์แนวความคิดเก่ียวกับการจัดการอย่างกวา้ งขวา้ งยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างไร การบริหารงานสมัยใหม่นี้มุ่งเน้นท้ังคน งาน และผลผลิต จึงต้องมีการผสมผสานแนวคิด

๑๒ ต่าง ๆ ทุกยุค ทุกสมัย เพ่ือนามาประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะสมกับสภาพการณ์และส่ิงแวดล้อมท่ีเปน็ จริงใน ปัจจบุ นั ในที่น้ีจะขอนาเสนอทฤษฎีทางการบรหิ ารพ้ืนฐานท่คี วรทราบ ดังตอ่ ไปน้ี ๔.๑ ทฤษฎีวิเคราะหร์ ะบบ (System Approach หรือ General System Theory) แผนภาพที่ ๒-๑ ทฤษฎกี ารวเิ คราะห์ระบบ ทมี่ า : Scot’s System Approach ทฤษฎวี เิ คราะห์ระบบ เปน็ ทฤษฎที ี่มีคุณค่าในการตรวจสอบหาข้อบกพร่องของ กระบวนการบริหารทง้ั ปวง โดยการวเิ คราะหส์ ิ่งนาเขา้ วิเคราะหก์ ระบวนการ และวเิ คราะห์ผลผลิตว่า สงิ่ ทล่ี งทุนไปคุ้มคา่ หรอื ไม่ แลว้ รวบรวมข้อมูลหาจุดบกพร่องแล้วปรับปรุงแกไ้ ขตอ่ ไป ๔.๒ ทฤษฎีจูงใจในการปฏบิ ตั ิงานของมาสโลว์ Abraham H. Maslow เป็นบุคคลแรกท่ีได้ต้ังทฤษฎที ั่วไปเกี่ยวกับการจูงใจไว้ (Maslow's general theory of human and motivation) และได้ต้ังสมมตฐิ านเกี่ยวกับพฤติกรรม ของมนษุ ย์ไว้ ๓ ประการ ดังน้ี ๔.๒.๑ มนุษยม์ คี วามต้องการ ความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีสิ้นสุด แต่ส่ิงท่ี มนุษย์ต้องการน้ันข้ึนอยู่กับว่าเขามีส่ิงน้ันอยู่แล้วหรือยัง ขณะที่ความต้องการใดได้รับการตอบสนอง แล้วความต้องการอย่างอื่นจะเขา้ มาแทนที่ กระบวนการนี้ไม่มีที่สิ้นสุด และจะเริ่มตน้ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง ตาย ๔.๒.๒ ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจของ พฤติกรรมอีกต่อไป ความตอ้ งการทไี่ ม่ไดร้ ับตอบสนองเท่านั้น ทเ่ี ป็นส่งิ จงู ใจของพฤตกิ รรม

๑๓ ๔.๒.๓ ความต้องการของมนุษย์ มีเป็นลาดับขั้นตามลาดับความสาคัญ กลา่ วคอื เมื่อความตอ้ งการในระดับตา่ ไดร้ บั การตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้ มีการตอบสนองทันที Maslow ได้แบง่ ลาดับขั้นความต้องการของมนุษย์ไว้ดังน้ี (Maslow's Need- hierachy Theory) แผนภาพที่ ๒-๒ ลาดับข้ันความตอ้ งการของมนษุ ย์ ทีม่ า : Maslow’s hierarchy of human needs ๔.๓ ทฤษฎกี ารจูงใจ - สุขอนามัยของเฮอร์เบอร์ก (Herzberg's Motivation Hygiene Theory) ทฤษฎีเกี่ยวกับการจูงใจของ เฮอร์เบอร์กนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น Motivation Maintenance Theory, dual Factor Theory Motivation-Hygiene Theory และ The two - Factor Theory ทฤษฎนี ี้ได้ตั้งสมมตฐิ านเกี่ยวกับองค์ประกอบที่จะสนับสนุนความพอใจ ในการทางาน (Job Satisfaction) และองค์ประกอบที่สนับสนุนความไม่พอใจในการทางาน (Job dissatisfaction) ดังน้ี พวกที่ ๑ ตัวกระต้นุ (Motivator) คือ องค์ประกอบท่ที าให้เกดิ ความพอใจ ไดแ้ ก่ - งานทป่ี ฏิบัติ - ความรสู้ กึ เกย่ี วกับความสาเร็จของงาน - ความรบั ผิดชอบ

๑๔ - โอกาสก้าวหน้าในหนา้ ที่การงาน พวกที่ ๒ ปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene) หรือ องค์ประกอบท่ีสนับสนุนความไม่ พอใจในการทางาน ได้แก่ - แบบการบังคับบญั ชา - ความสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคล - เงนิ เดอื นคา่ ตอบแทน - นโยบายของการบริหาร ๔.๔ ทฤษฎี X และ ทฤษฎี Y Douglas McGregor ไดเ้ สนอทฤษฎนี ้ใี น ค.ศ. ๑๙๕๗ โดยเสนอสมมตฐิ าน สมมติฐาน ดงั น้ี ๔.๔.๑ ทฤษฎี X ๔.๔.๑.๑ ธรรมชาตขิ องมนุษยโ์ ดยทัว่ ไปไมช่ อบทางาน พยายามเล่ียง งาน หลบหลกี บดิ พลว้ิ เม่อื มีโอกาส ๔.๔.๑.๒ มนุษย์มีนิสัยเกียจคร้าน จึงต้องใชว้ ิธกี ารข่มขู่ ควบคุม สั่ง การ หรือบังคบั ให้ ทางานตามจดุ ประสงค์ขององคก์ ารใหส้ าเรจ็ ๔.๔.๑.๓ โดยท่ัวไปนิสัยมนุษย์ชอบทางานตามคาส่ัง ต้องการท่ีจะ หลกี เลี่ยงความรับผดิ ชอบ แต่ต้องการความมนั่ คง อบอนุ่ และปลอดภยั มากกวา่ ส่งิ อน่ื ๔.๔.๒ ทฤษฎี Y ๔.๔.๒.๑ การท่ีร่างกายและจิตใจได้พยายามทางานนั้น เป็นการ ตอบสนองความพอใจ อย่างหน่งึ เชน่ เดยี วกบั การเลน่ และพกั ผอ่ น ๔.๔.๒.๒ มนุษย์ชอบนาตนเอง ควบคุมตนเอง เพื่อดาเนินงานที่ตน รับผิดชอบ ให้บรรลุ จุดประสงค์อยู่แล้ว ดังน้ันการบังคับควบคุม ข่มขู่ ลงโทษ จึงไม่ใช่วิธีการเพียง อยา่ งเดียว ท่จี ะทาให้มนษุ ย์ดาเนนิ งานจนบรรลุจุดประสงค์ขององค์การ ๔.๔.๒.๓ มนุษย์ผูกพนั ตนเองกับงานองค์การก็เพ่ือหวังรางวลั หรือส่ิง ตอบแทน เม่อื องค์การประสบความสาเร็จ ๔.๔.๒.๔ เม่ือสถานการณ์เหมาะสม มนุษย์โดยทั่วไปจะเกิดการ เรียนรู้ ทัง้ ด้านการยอม รับ ความรับผดิ ชอบ และแสวงหาความรบั ผิดชอบ ควบค่กู นั ไปด้วย ๔.๔.๒.๕ มนุษย์ท้ังหลายย่อมมีคุณสมบัติท่ีดีกระจายอยู่ทั่วไปทุกคน เชน่ มนี โนภาพ มคี วามฉลาดเฉลยี วและว่องไว มีความสามารถในการแก้ปญั หาต่าง ๆ ขององคก์ าร

๑๕ ๔.๔.๒.๖ สถานการณ์ของการดารงชวี ิตในระบบอุตสาหกรรมยคุ ใหม่ มนษุ ย์ยังไมม่ โี อกาสใช้สติปัญญาไดเ้ ตม็ ท่ี ระบบงบประมาณแบบมุง่ เนน้ ผลงานตามยทุ ธศาสตร์ ๑. หลักการและกรอบแนวคิด ระบบงบประมาณแบบมุง่ เนน้ ผลงานตามยุทธศาสตร์เน้นการใชย้ ุทธศาสตร์ชาติและ นโยบายรัฐบาลเป็นหลักในการจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิผล คุ้มค่าและสอดคล้องตามความ ต้องการของประชาชน โดยเพ่ิมบทบาทและความรับผิดชอบของกระทรวง ทบวง กรม ในการบริหาร จดั การงบประมาณ และคานงึ ถึงความโปรง่ ใสตรวจสอบได้ ๒. องค์ประกอบสาคัญ องค์ประกอบสาคัญของระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ประกอบดว้ ย ๒.๑ มุ่งเนน้ ผลสาเร็จตามเปา้ หมายเชิงยุทธศาสตร์ ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์จะให้ความสาคัญกับ ความสาเร็จตามเป้าหมายในทุกระดับ ตั้งแต่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติจนถึงเป้าหมายการ ใหบ้ รกิ ารของกระทรวงและหนว่ ยงาน โดยมผี ู้รับผิดชอบในแตล่ ะระดบั อยา่ งชัดเจน ดงั นี้ ๒.๑.๑ เปา้ หมายเชิงยุทธศาสตร์ระดบั ชาติ เป็นผลลัพธ์ที่รัฐบาลคาดหวงั จะให้ เกิดประโยชนส์ ูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ รัฐบาลทุกรัฐบาลท่ีเข้ามาบริหารประเทศจะมีกรอบ นโยบายเป็นแนวทางในการบริหารจัดการประเทศ โดยใช้งบประมาณรายจ่ายปะจาปีเป็นเครื่องมือ สาคัญในการขับเคล่ือนนโยบายให้บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่กาหนด ท้ังน้ี เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาลเป็นการกาหนดเป้าหมายในช่วงอายุของแต่ละรัฐบาล และสามารถกาหนดเป้าหมายเป็นรายปีได้ สานักงบประมาณจึงมีบทบาทสาคัญในการถ่ายทอด เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาล ให้เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ประจาปีและแปลง ยุทธศาสตร์จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจาปี เพื่อเป็นแนวทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจาปี ๒.๑.๒ เป้าหมายการให้บริการของกระทรวง จะต้องเชื่อมโยงและคานึงถึง ผลสาเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ระดับชาติซึ่งเป้าหมายยุทธศาสตร์ระดับชาติอาจรับผิดชอบโดย กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือต้องร่วมกันดาเนินงานโดยหลายกระทรวงในลักษณะบูรณาการเพื่อให้ เกดิ ผลสาเร็จแกช่ มุ ชนหรอื สังคม

๑๖ ๒.๑.๓ เป้าหมายการให้บริการของหน่วยงาน จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย การให้บริการของกระทรวง โดยมีการกาหนดผลผลิตของหน่วยงานซ่ึงอาจเป็นบริการหรือสิ่งของท่ี ให้บริการแก่ประชาชน และมีตัวชี้วัดความสาเร็จท่ีแสดงในหลายมิติท้ังในเชิงปริมาณ คุณภาพ เวลา และคา่ ใชจ่ า่ ย ๒.๒ เนน้ หลกั ธรรมาภบิ าล ระบบงบประมาณแบบใหม่เป็นระบบที่เน้นหลักการธรรมาภิบาลหรือหลักการ บรหิ ารจัดการทีด่ ี ดังนี้ ๒.๒.๑ มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละระดับได้ชัดเจน เริ่มต้ังแต่ จากระดับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อผลสาเร็จตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพราะรัฐบาลเป็นผู้บริหารและผู้กาหนดนโยบายสูงสุดประเทศ สู่ระดับกระทรวงหรือรัฐมนตรีที่ รับผิดชอบต่อผลสาเร็จตามเป้าหมายการให้บริการของกระทรวง และสิ้นสุดที่ระดับหน่วยงานหรือ หวั หน้าหนว่ ยงานท่ีรับผดิ ชอบตอ่ ผลสาเรจ็ ของผลผลติ ท่สี ง่ ผลโดยตรงตอ่ ประชาชน ๒.๒.๒ มีระบบการติดตามประเมินผล และการรายงานผลการดาเนินงานท่ี โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อเป็นการตรวจสอบผลการดาเนินงานของทุกหน่วยงานว่า ได้บรรลุผลสาเร็จ ตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว้หรือไม่ โดยมีตัวชี้วัดผลสาเร็จในทุกมิติ ทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ เวลา และ ค่าใช้จ่ายไว้อย่างชัดเจน เพ่ือใช้เปน็ ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการบริหาร ตลอดจนเป็นการแสดง ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่อผลสาเร็จของงานและมีรูปแบบของการรายงานผล แบง่ เป็น ๒ ส่วน คือ รายงานผลการปฏิบัติงาน และรายงานด้านการเงิน ซึ่งจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อความ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ๒.๓ มอบอานาจบริหารจัดการงบประมาณ ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ตามยุทธศาสตร์ จะเนน้ ใหก้ ระทรวงและหน่วยงานรับผิดชอบกาหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ในการ ให้บริการท่ีมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันในแต่ละระดับเพื่อบรรลุสาเร็จของเป้าหมายเชิง ยทุ ธศาสตรร์ ะดบั ชาติ และส่งเสริมให้กระทรวง/หน่วยงานมีบทบาทในการตดั สินใจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ให้กระทรวงและหน่วยงานมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ งบประมาณมากข้นึ เพื่อให้สามารถบรรลุผลสมั ฤทธิ์สปู่ ระชาชนไดอ้ ย่างเป็นรูปธรรม ๒.๔ การเพิ่มขอบเขตความครอบคลุมของงบประมาณ การจัดทางบประมาณ รายจ่ายทผ่ี ่านมามีขอบเขตจากดั อยแู่ ตเ่ พยี งคา่ ใช่จ่ายของกิจกรรมท่ีใชจ้ ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดิน เท่าน้ัน ไมร่ วมกจิ กรรมท่ีใช้เงนิ นอกงบประมาณ เชน่ เงินกู้ เงนิ ชว่ ยเหลือ และเงินรายไดข้ องหน่วยงาน เป็นต้น ดังน้ันการนาเงินนอกงบประมาณมาพิจารณา ร่วมกันกับงบประมาณรายจ่ายประจาปี จะทา ให้แผนการเงินโดยรวมของภาครัฐมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมและสามารถใชป้ ระโยชน์ในการวางแผน ทางการเงนิ และการคลงั ได้ถกู ตอ้ งเหมาะสมยิ่งข้นึ

๑๗ ๒.๕ ประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (MTEF) เป็นการ ประมาณการรายจ่าย ๓ ปีลว่ งหน้าจากค่าใช้จา่ ยทหี่ นว่ ยงานได้รับอนุมตั ใิ นปัจจุบนั ภายใต้สมมุตฐิ านว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ สาหรับแผนงานต่างๆ เหล่าน้ัน ซึ่งจะทาให้มั่นใจได้ว่าสัดส่วนของ ค่าใช้จ่ายที่เกิดข้ึนในอนาคตน้ันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศในแต่ละด้านการประมาณ การวงเงินงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง จะดาเนินการท้ังแบบ Top Down และ Bottom Up โดยการประมาณการแบบ Top Down จะเป็นการประมาณการรายจ่ายจากระดับ นโยบาย โดยพิจารณาจากสมมุติฐานทางการเศรษฐกิจและนโยบายการคลังของรัฐบาลส่วนการ ประมาณการแบบ Bottom Up จะเป็นการประมาณการรายจ่ายจากระดับหน่วยงาน ภายใต้ สมมุติฐานว่าจะไม่มีนโยบายใหม่ในระยะเวลา ๑-๓ ปี ซ่ึง MTEF ท้ัง ๒ แบบ จะทาให้สานัก งบประมาณและรัฐบาล ทราบถึงตัวเลขพื้นฐานของงบประมาณในแตล่ ะปี ซึ่งรัฐบาลอาจจะมีนโยบาย ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเลขดังกล่าวได้ โดยใช้ข้อมูลผลการดาเนินงานขอส่วนราชการมาช่วยในการ ตัดสนิ ใจ นอกจากนี้ยังช่วยให้การวางแผนการจัดสรรทรัพยากร มีประสิทธภิ าพมากข้ึนและยังเปน็ การ รักษาวินยั ทางการคลังด้วย ๓. โครงสรา้ งระบบงบประมาณแบบม่งุ เน้นผลงานตามยทุ ธศาสตร์ ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ได้กาหนดโครงสร้างท่ีแสดงถึง ความสัมพันธ์ระหวา่ งผูร้ บั ผดิ ชอบการดาเนินงานไวท้ ั้ง ๓ ระดับ ดงั ท่ีกล่าว คือ ระดับรัฐบาล กระทรวง และส่วนราชการ โดยใช้เป้าหมายและยุทธศาสตร์เป็นตัวนาไปสู่ความสาเร็จท่ีต้องการกระบวนการ ทางานจะมีความเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ส่วนราชการจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ กระทรวง ซึ่งรับนโยบายจากรัฐบาลไปปฏิบัติและมีจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีระบบการติดตามและประเมินผลความสาเร็จของแต่ละระดับจากตวั ชีว้ ัดทีก่ าหนดไว้ ๔. การจัดการงบประมาณตามกระบวนทศั น์ใหม่ การจัดสรรงบประมาณตามกระบวนทัศน์ใหม่จะกาหนดบนฐานยุทธศาสตร์ที่ ครอบคลุมในเชงิ บรู ณาการใน ๓ มิติ ได้แก่ ๔.๑ มติ งิ านตามยทุ ธศาสตร์กระทรวงและหนว่ ยงาน : Function กระทรวงและหน่วยงานเป็นศูนย์กลางรับผิดชอบทางานตามภารกิจกระทรวง (ภารกจิ ประจาและภารกิจตามยุทธศาสตร์) ที่มีเป้าหมายและแนวทางท่ีชดั เจนภายใต้ขอบเขต อานาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย/ยุทธศาสตร์ระดับชาติ และยุทธศาสตร์การ จัดสรรงบประมาณรายจา่ ยประจาปี ๔.๒ มติ งิ านตามยุทธศาสตร์เฉพาะของรัฐบาล : Agenda

๑๘ นโยบายเฉพาะเร่ืองที่รัฐบาลมอบหมายไม่ได้ข้ึนอยู่กับกระทรวงใดกระทรวง หน่ึงมุ่งเน้นการมีเป้าหมายการดาเนินงานร่วมกัน และมีเจ้าภาพผู้รับผิดชอบและผู้สนับสนุนอย่าง ชดั เจน เช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพติด และนโยบายแก้ไขปญั หาความยากจน เป็นต้น ๔.๓ มติ ิงานตามยทุ ธศาสตร์พนื้ ท่ี (กล่มุ จงั หวัด/จังหวัด/ตา่ งประเทศ) : Area เป้าหมายและยุทธศาสตร์ท่ีเน้นเฉพาะในพ้ืนที่ท่ีสอดคล้องกับเป้าหมาย/ ยุทธศาสตรร์ ะดบั ชาติและนโยบายรฐั บาล แนวคิดการบูรณาการ คาว่า “บูรณาการ” (Integration) แปลว่าการรวมส่ิงต่างๆ ไว้ด้วยกันเพ่ือให้เกิดการ เช่ือมโยงอย่างใกล้ชิด หรือทาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดหรือระบบ (Collins Cobuild English Language Dictionary, 1990) คาว่าบูรณาเกี่ยวข้องกับหลายมิติ คือ ปัจเจกบุคคล เทคโนโลยี องค์การระหว่างบุคคล และสารสนเทศ โดยที่แนวคิดหลักของการบูรณาการ คือ เชื่อมโยง (Connection) และความ สอดคล้องกนั (Alignment) (Barkley, 2006) พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต, ๒๕๔๐) ได้แปลคาว่า Integration ว่าหมายถึง “การทาให้ สมบูรณ์” โดยมองว่าสภาวะการบูรณาการ เป็นการพิจารณาสรรพส่ิงในลักษณะองค์รวม (Holistic View) ซ่งึ จะเกิดขึน้ เม่ือมปี ัจจยั ๓ ประการ คอื ๑. หนว่ ยยอ่ ยหรือองค์ประกอบ ๒. ความสัมพนั ธ์ของหนว่ ยย่อยซึง่ เชื่อมโยงอิงอาศัยซ่ึงกนั และกัน ๓. ความครบถ้วนเต็มบริบูรณ์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของหน่วยย่อยอย่างประสาน สัมพันธ์และกลมกลมื กันอย่างสมดลุ ดังนั้น สภาวะที่ตอ้ งการ (Desired State) ของการบรู ณาการตามแนวคิดของพระธรรม ปิฎก คือ ความพอดีและความสมดุลขององค์รวมภายหลังจากการรวมตัว ซ่ึงมีลักษณะท่ีสาคัญ ๒ ประการ คือ ประการท่ี ๑ เม่ือเป็นองค์รวมแล้ว องค์รวมนั้นจะต้องมีชีวิตชีวาหรือดาเนินไปได้ด้วยดี และประการที่ ๒ องค์รวมน้ันเกิดมีภาวะและคุณสมบัติของมันเอง ที่แยกต่างหากจากภาวะและ คณุ สมบัติขององคป์ ระกอบ หรอื หนว่ ยยอ่ ยทง้ั หลาย แนวคิดของการบรู ณาการจะอิงกับทฤษฎรี ะบบ (Systems Theory) ซึ่งว่าด้วยระบบที่ ประกอบด้วยส่วนย่อยต่างๆ ท่ีทางานด้วยกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน เมื่อระบบได้รับการ กาหนดแล้ว การวิเคราะห์หน้าที่เพื่อจะแบ่งระบบทั้งหมดเป็นส่วนย่อย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะทา ความเข้าใจ สร้างและจัดการกับระบบการบูรณาการโดยนาส่วนย่อยๆ กลับมารวมใหม่อีกครั้งเพ่ือ สร้างใหเ้ กิดตวั แบบของผลการดาเนนิ งานที่มีความสอดคล้องกัน (Alignment) (Barkley, 2006)

๑๙ การบรหิ ารแบบบูรณาการเพอื่ การพัฒนา เป็นแนวคดิ ท่ีม่งุ หวงั ที่จะนาระบบการบรหิ ารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Management) มาใช้ในการบริหารงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงาน แนวคิดการจัดการเชิงบูรณาการใน ความหมายเก่ียวกับการบูรณาการโครงการ คือ มีเจ้าภาพหลักในการดาเนินงานมีการวางแผนการ ทางานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน การบูรณาการเชิงหน้าท่ี คือ มีการใช้ทรัพยากร งบประมาณ และ บุคลากรร่วมกันและการบูรณาการเชิงปฏิบัติการ คือ มีเป้าหมายการปฏิบัติงานร่วมกันและ ปฏิบัตงิ านร่วมกนั โดยมหี ลกั การสาคญั ดงั น้ี ๑. สร้างกระบวนการทางานสาหรับการระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนท่ีเก่ียวข้อง เพื่อร่วมกันกาหนดยุทธศาสตร์ (Strategic Formulation) เพื่อนานโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติใน ระดับจังหวัดในลักษณะท่ีสอดคล้องกับสภาพปัญหา ข้อเท็จจริงของพื้นที่ ตลอดจนมีการสร้างระบบ ฐานขอ้ มูลเพอื่ ใช้ในการวเิ คราะห์และติดตามผล ๒. มีกระบวนการแปลงยุทธศาสตรด์ งั กล่าวเปน็ แผนยุทธศาสตร์ (Strategic Planning) ที่เป็นรูปธรรมท่ีสามารถบูรณาการงาน/งบประมาณ ทั้งน้ี เป็นส่วนของภาครัฐและส่วนที่เกิดจาก ความคดิ ริเริ่มของจังหวัดเข้ารวมกันอย่างเป็นระบบ ๓. สร้างระบบบริหารจัดการเพอ่ื นาแผนยุทธศาสตร์ไปสูก่ ารปฏิบัติ (Strategic Implementation) โดยนาหลักบริหารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ อาทิ การทางานเป็นทีม (Teamwork) การทางานในลกั ษณะเครือข่ายความรว่ มมอื (Networking) และแบบหุน้ สว่ นการทางาน ๔. สร้างระบบติดตามประเมินผลการนาแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ (Strategic Monitoring and Evaluation) ทั้งในรูปแบบของการรายงานผลของหน่วยปฏิบัติและการตรวจ ติดตามผลในพื้นที่เพื่อรับทราบความก้าวหน้า ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานได้อย่าง ตอ่ เน่อื ง ชายนา ภาววิมล (๒๕๔๖) ได้กล่าวถึงรากแก้วของแนวคิดในการบริหาร หรือการพัฒนาแบบ บรู ณาการว่า ประกอบด้วย องคป์ ระกอบสาคัญ ๔ ประการ คือ ๑. การแก้ไขปญั หาใหส้ าเรจ็ เสร็จสิน้ ในพน้ื ที่ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนตา่ งๆ (Area-Function-Participation : A.F.P.) ๒. การบริหารแบบม่งุ เน้นผลสมั ฤทธิ์ (Result Based Management : RBM) ๓. การบรหิ ารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Management) ๔. การจัดทางบประมาณแบบมงุ่ ผลสาเรจ็ (Performance Based Budgeting : PBB)

๒๐ กฎหมาย ระเบียบ และมตคิ ณะรัฐมนตรีทเี่ กี่ยวขอ้ ง ๑. คาส่ังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๗/๒๕๕๙ ลงวันท่ี ๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ เร่ือง การปรับปรุงการบริหารเพ่ือแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สรุปในส่วนที่ เก่ยี วข้อง ดงั นี้ ๑.๑ ให้กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์ อานวยการบริหารจัดหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ปฏิบัติหน้าท่ีและมีอานาจในการแก้ไขปัญหา จงั หวัดชายแดนภาคใต้ตามกฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ (คปต.) เป็นฝ่ายบูรณาการงานในระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๗/๒๕๕๗ ลงวันท่ี ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ๑.๒ ในกรณีเห็นสมควร นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจ แตง่ ตั้งผู้ทรงคุณวฒุ ิและมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นผู้แทนพิเศษของ รัฐบาล มีหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพ้ืนท่ี ประสานงานกับรฐั มนตรที ่ีนายกรฐั มนตรมี อบหมายให้กากบั และติดตามการปฏิบตั ิราชการในเขตตรวจ ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประสานงานกับ คปต., กอ.รมน., ศอ.บต., จังหวัด , ส่วนราชการ และภาคส่วนต่างๆ ในการเช่ือมโยงงานให้เกิดการบูรณาการ และปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติ และการพัฒนา ตลอดจนให้คาแนะนาแก่เจ้าหน้าที่ในพ้ืนท่ีโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่มีอานาจ วนิ ิจฉัยสั่งการ และให้รายงานปัญหา อปุ สรรค ตลอดจนเสนอแนวทางการปอ้ งกันหรือแก้ไขปัญหาต่อ นายกรัฐมนตรีเป็นระยะๆ ท้ังน้ี นายกรัฐมนตรีและประธาน คปต. อาจมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืน ดว้ ยกไ็ ด้ ๒. คาสั่งสานักนายกรัฐมนตรีท่ี ๓๓๗/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐ เรื่อง ปรับปรุงองค์ประกอบและอานาจหน้าที่คณะกรรมการพิจารณาการจัดทางบประมาณในลักษณะ บรู ณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจาปงี บประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ คณะกรรมการพิจารณาการจัดทางบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ คณะท่ี ๑ โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีอานาจหน้าที่ ดังน้ี ๒.๑ กาหนดหลักเกณฑ์ วัตถุประสงค์ ขอบเขตภารกิจ เป้าหมาย แนวทางการ ดาเนินงาน ตัวช้ีวัด หน่วยงานเจ้าภาพ และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องให้ครอบคลุม ครบถ้วน เพ่ือให้การ บูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิด ประโยชนส์ ูงสดุ

๒๑ ๒.๒ กากบั ดแู ลการปฏิบัติงาน ติดตามประเมินผลสัมฤทธ์ิ และตรวจสอบการใชจ้ ่าย งบประมาณตามแผนงานบูรณาการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและถูกต้อง ปราศจากการทุจริต รวมท้ัง บูรณาการการทางานในทุกมิติ ทั้งในระดับพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนงานบูรณาการ เพื่อให้การดาเนินงานเปน็ ไปอยา่ ง มปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ล ต้งั แตป่ ีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒.๓ ประสานหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องให้จัดทาโครงการ กิจกรรม และงบประมาณที่ จะดาเนินการในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามความ จาเปน็ และเหมาะสม ๒.๔ พิจารณากลั่นกรองโครงการ กิจกรรม และงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิง ยุทธศาสาตร์ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ของประเด็น เรื่อง การขับเคล่ือนการแก้ไขปัญหา จงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ๒.๕ จัดทาข้อเสนอการจัดทางบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ ตามประเด็นท่ีได้รับมอบหมาย พร้อมจัดทาแผนแม่บทระยะปาน กลางและระยะยาว แผนการปฏบิ ตั งิ านและแผนการใชจ้ า่ ยงบประมาณส่งสานกั งบประมาณ ๒.๖ แต่งต้ังคณะอนุกรรมการหรือคณะทางานในการปฏิบัติงาน เชิญส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นมาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา ชี้แจงรายละเอียดและข้อคิดเห็นตาม ความจาเป็น ๒.๗ ดาเนนิ การอื่นตามท่นี ายกรัฐมนตรีและคณะรฐั มนตรีมอบหมาย ๓. คาสั่งคณะกรรมการพิจารณาการจัดทางบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิง ยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการพัฒนาพ้ืนท่ีระดับภาค ประจาปงี บประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ ๑/๒๕๖๑ ลงวันท่ี ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๑ เร่ือง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกล่ันกรองโครงการตามแผนงาน บูรณาการพฒั นาพืน้ ทร่ี ะดับภาค คณะอนุกรรมการกล่ันกรองโครงการตามแผนงานบรู ณาการพัฒนาพื้นท่ีระดบั ภาค โดยมีนายสมคดิ จาตศุ รพี ทิ กั ษ์ เปน็ ประธานอนกุ รรมการ มอี านาจหนา้ ที่ ดังน้ี ๓.๑ พิจารณากล่ันกรองโครงการให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์แผนงาน บูรณาการพัฒนาพ้ืนทีร่ ะดบั ภาค เพ่อื เสนอให้คณะกรรมการพจิ ารณาการจัดทางบประมาณในลักษณะ บรู ณาการเชิงยทุ ธศาสตร์ แผนงานบูรณาการพฒั นาพ้ืนทร่ี ะดับภาค ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ พจิ ารณาดาเนนิ การตามขัน้ ตอนต่อไป ๓.๒ แต่งตั้งคณะทางานในการปฏิบัติงาน และเชิญส่วนราชการมาชี้แจงให้ข้อมูล รายละเอียด ขอ้ คดิ เหน็ ได้ตามความจาเปน็ ๓.๓ ดาเนนิ การตามทนี่ ายกรฐั มนตรหี รือคณะรฐั มนตรมี อบหมาย

๒๒ ๔. คาสั่งคณะกรรมการพิจารณาการจัดทางบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิง ยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการพัฒนาพ้ืนที่ระดับภาค ประจาปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ ๒/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๑ เร่ือง แต่งตั้งคณะทางานพิจารณาความเหมาะสมโครงการตาม แผนงานบรู ณาการพัฒนาพ้ืนทร่ี ะดับภาค คณะทางานพิจารณาความเหมาะสมโครงการตามแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ ระดับภาค คณะท่ี ๖ ภาคใต้ชายแดน จานวน ๓ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส จังหวัด ปัตตานี และจังหวัดยะลา โดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือผู้แทนกระทรวงมหาดไทยท่ีได้รับ มอบหมาย เปน็ ประธานคณะทางาน มอี านาจหนา้ ท่ี ดังน้ี ๔.๑ ประสานส่วนราชการท่ีเกี่ยวข้องจัดทาข้อเสนอโครงการ กิจกรรม และ งบประมาณที่เหมาะสมท่ีจะดาเนินการจัดทางบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการพัฒนาพนื้ ท่ีระดบั ภาค ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๔.๒ พิจารณาความเหมาะสมและความพร้อมของโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและจังหวัด ให้มีความสอดคล้องกับร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สงั คมแห่งชาติ แนวทางการพฒั นาภาค และนโยบายของรัฐบาล ๔.๓ จัดทาข้อเสนอการจัดทางบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นท่ีระดับภาค ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ พร้อมจัดทาแผนแม่บท ระยะปานกลางและระยะยาว แผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ส่ง คณะอนกุ รรมการกล่นั กรองโครงการตามแผนงานบรู ณาการพฒั นาพื้นทร่ี ะดับภาค ๔.๔ ดาเนนิ การตามที่นายกรัฐมนตรหี รอื คณะรฐั มนตรมี อบหมาย ผลงานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง นายประพันธ์ มุสิกพันธ์ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรป้องกัน ราชอาณาจักร รุ่นที่ ๕๖ ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาการบูรณาการงานด้านความม่ันคงและด้านการ พัฒนาในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีข้อเสนอแนะการดาเนินการเพื่อให้เกิดการ บูรณาการ ดังนี้ ๑. จัดตั้งกลไกลการบูรณาการงานด้านความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ และงานด้านการพัฒนา เป็นองค์กรระดับชาติมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีฝ่าย เลขานุการร่วมจาก สมช., กอ.รมน. และ ศอ.บต. และให้มีอานาจหน้าท่ีครอบคลุมในการบูรณาการ ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านความม่ันคงและด้านการพัฒนาของจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ซ่ึงจะทาให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการบูรณาการต้ังแต่ระดับการ จดั ทายทุ ธศาสตรจ์ นถึงการทาแผนงานโครงการไปส่ปู ฏิบตั ิ

๒๓ ๒. กาหนดกระบวนการจัดทายุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น ภายใต้กลไกการบรู ณาการงานด้านความม่นั คงและงานดา้ นการพฒั นา โดยฝ่ายเลขานุการร่วมระหวา่ ง สมช., กอ.รมน. ศอ.บต. ร่วมกับดาเนินการต้ังแต่การประเมินสถานการณ์ปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา และสาเหตุ การกาหนดเป้าหมายและแนวทางแก้ไขปัญหา การกาหนดแผนงานโครงการและ หน่วยงานทีเ่ กย่ี วขอ้ ง เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเช่ือมโยงและสนับสนนุ ซง่ึ กนั และกันของงานด้านความม่ันคง และ งานการพัฒนา และเพ่ือกลไกการบูรณาการฯ ดังกล่าวข้างต้น พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วก็ให้ หน่วยงาน กอ.รมน. และ ศอ.บต. นายุทธศาสตร์ในส่วนที่รับผิดชอบเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนที่ กฎหมายกาหนด ๓. กาหนดพ้ืนที่เพื่อแบ่งภารกิจงานด้านความม่ันคงและงานด้านการพัฒนา ตาม สถานการณ์ความเส่ียง เพ่ือเป็นข้อมูลในการบูรณาการภารกิจของหน่วยงานด้านความม่ันคงและ หน่วยงานด้านการพัฒนา และเพื่อให้หน่วยงานแต่ละด้านจัดทาแผนโครงการให้สอดคล้องเก้ือกูลกัน โดยหน่วยงานดา้ นความม่ันคงมุ่งจากัดพ้ืนที่เสี่ยงและเปลี่ยนพ้ืนที่เสี่ยงให้เป็นพน้ื ท่ีปลอดภัย ในขณะที่ หน่วยงานพัฒนาเร่งพัฒนาพ้ืนท่ีปลอดภัยให้ได้รับผลจากการพัฒนาอย่างเต็มท่ี และขยายผลการ พฒั นาสู่พื้นทที ีม่ ีความเสี่ยงตา่ เพ่ือเปลีย่ นให้เปน็ พนื้ ทป่ี ลอดภัยที่มผี ลเปน็ การลดพน้ื ท่ีเส่ียง นอกจากน้ันการจาแนกพ้ืนที่เพื่อบูรณาการภารกิจของหน่วยงานยังช่วยให้สามารถ ดาเนินโครงการพัฒนาได้ทุกพื้นท่ี โดยหากเป็นพื้นที่เสี่ยงก็ให้หน่วยทหารเป็นผู้ดาเนินกิจกรรมหรือ หน่วยทหารจัดทาแผนพัฒนาความปลอดภัยสนับสนุนการขับเคล่ือนโครงการพัฒนาที่จาเป็นของ ภาครัฐ ซ่ึงจะส่งผลให้ประชาชนได้รับผลจากโครงการพัฒนาของรัฐอย่างทั่วถึงในทุกกลุ่มคนและพนื้ ท่ี การดาเนนิ การดังกล่าวจะเปน็ การบูรณาการงานด้านความมั่นคงและงานด้านการพฒั นาให้เกิดพลังต่อ การแก้ไขปัญหาจังหวดั ชายแดนภาคใตไ้ ด้อย่างแทจ้ ริง ๔. ควรมีการปรับปรุงระบบข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับจังหวัด ชายแดนภาคใต้ใหค้ รบถ้วน ถูกตอ้ ง ทันสมัย เพ่ือให้สามารถวเิ คราะห์ปญั หาและสาเหตุได้อย่างชดั เจน โดยเฉพาะในการป้องกันปัญหาสาคัญ เช่น ด้านอาชีพและรายได้ของประชาชน ด้านการศึกษา ด้าน คณุ ภาพชวี ิต เป็นต้น เพื่อให้สามารถนาขอ้ มูลไปใช้ในการวางแผนเพ่อื แกไ้ ขปญั หาได้อย่างถกู ตอ้ ง ๕. ควรจัดใหม้ รี ะบบและกลไกในการติดตามประเมินผลการดาเนินงานตามยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ หลักการ Plan-Do-Check-Action (PDCA) เป็นเครอ่ื งมอื ในการแก้ไขปญั หาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ล

๒๔ กรอบแนวคดิ ของการวิจยั - แนวคิดทฤษฎกี ารบรู ณาการงบประมาณ - กลไกในการบรู ณาการงบประมาณเพือ่ ป้องกนั และแก้ไข การกอ่ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ - วิเคราะห์ปัญหาและอปุ สรรคในการบูรณาการงบประมาณ เพื่อปอ้ งกนั และแก้ไขการก่อความไมส่ งบในจังหวัดชายแดน ภาคใตใ้ นปัจจบุ นั - แนวทางการบรู ณาการงบประมาณเพื่อปอ้ งกนั และแก้ไข การก่อความไม่สงบในจงั หวัดชายแดนภาคใตใ้ ห้มี ประสิทธิภาพมากข้ึน สรปุ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และเชื่อมโยง หลายมิติทั้งความม่ันคง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม การแก้ไขปัญหาจึงต้องการ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ผ่านการบริหารจัดการ การบูรณาการแผนงานและงบประมาณที่มี การเชื่อมโยงและสนับสนุนซ่ึงกันและกันในทุกระดับ ตั้งแต่ในข้ันตอนเริ่มต้นการวางแผนจนถึงขั้น การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการประสานสอดคล้องในเร่ืองของเวลา เป้าหมาย พื้นท่ี ซึ่งจะทาให้การ ดาเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ และใชจ้ ่ายงบประมาณแผ่นดนิ ได้อย่างคุ้มคา่ และมปี ระสทิ ธภิ าพ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook