SSoollaarr sysstteemm aanndd ssttaarrss ~1~
คานา หนงั สือระบบสุริยะและดวงดาว เป็นส่วนหน่ึงของวชิ า การสร้างหนงั สือ อิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงขา้ พเจา้ ไดร้ ับมอบหมายจากคุณครูใหจ้ ดั ทาหนงั สือเร่ืองน้ีข้ึน ตาม ความสนใจ โดยบรู ณาการกบั วชิ า วทิ ยาศาสตร์ เน้ือหาในหนงั สือเลม็ น้ีจะ ประกอบไป ดว้ ยเร่ืองน่ารู้ทางวทิ ยาศาสตร์ อาทิ เร่ือง ความหมายของระบบสุริยะ จุดกาเนิดของ ระบบสุริยะ หรือแม้ กระท้งั เร่ืองของดวงดาว ซ่ึงขา้ พเจา้ ไดร้ วบรวมไว้ ในหนงั สือเล่ม น้ี ขอขอบคุณครู ปภสั สร ก๋าเขียว ท่ีใหแ้ นะนา ปรึกษา และเพื่อนๆ ท่ีช่วย ให้ คาแนะนา ตลอดจนหนงั สือเล่มน้ีเสร็จลุล่วงไปดว้ ยดี หากผดิ พลาดประการใด กข็ อ อภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย ผจู้ ดั ทา ด.ญ.วิภาวดี กองตนั ด.ญ.นนั ทิณี อินตานนั ท์ 2
สารบญั หนา้ 1 ความหมายของระบบสุริยะ 2 จุดกาเนิดของระบบสุริยะ 3 ระบบสุริยะ 12 นกั ดาราศาสตร์ช่ือดงั 17 จุดกาเนิดดวงดาว 19 กลุม่ ดาว 2
1 ความหมายของระบบสุริยะ ระบบสุริยะ (องั กฤษ: Solar System) ประกอบดว้ ยดวงอาทิตยแ์ ละวตั ถุอื่น ๆ ท่ีโคจรรอบดวง อาทิตยเ์ น่ืองจากแรงโนม้ ถ่วง ไดแ้ ก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกบั ดวงจนั ทร์บริวารท่ีคน้ พบแลว้ 166 ดวง[5] ดาว เคราะห์แคระ 5 ดวงกบั ดวงจนั ทร์บริวารที่คน้ พบแลว้ 4 ดวง กบั วตั ถุขนาดเล็กอื่น ๆ อีกนบั ลา้ นชิ้น ซ่ึง รวมถึง ดาวเคราะห์นอ้ ย วตั ถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝ่ นุ ระหวา่ งดาวเคราะห์ โดยทวั่ ไปแลว้ จะแบ่งยา่ นต่าง ๆ ของระบบสุริยะ นบั จากดวงอาทิตยอ์ อกมาดงั น้ีคือ ดาวเคราะห์ช้นั ใน จานวน 4 ดวง แถบดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่รอบนอกจานวน 4 ดวง และแถบไคเปอร์ซ่ึง ประกอบดว้ ยวตั ถุท่ีเยน็ จดั เป็ นน้าแขง็ พน้ จากแถบไคเปอร์ออกไปเป็นเขตแถบจานกระจาย ขอบเขตเฮลิโอ พอส (เขตแดนตามทฤษฎีที่ซ่ึงลมสุริยะสิ้นกาลงั ลงเนื่องจากมวลสารระหวา่ งดวงดาว) และพน้ ไปจากน้นั คือ ยา่ นของเมฆออร์ต กระแสพลาสมาท่ีไหลออกจากดวงอาทิตย์ (หรือลมสุริยะ) จะแผต่ วั ไปทว่ั ระบบสุริยะ สร้างโพรงขนาดใหญ่ ข้ึนในสสารระหวา่ งดาวเรียกกนั วา่ เฮลิโอสเฟี ยร์ ซ่ึงขยายออกไปจากใจกลางของแถบจานกระจาย ดาวเคราะห์ช้นั เอกท้งั 8 ดวงในระบบสุริยะ เรียงลาดบั จากใกลด้ วงอาทิตยท์ ่ีสุดออกไป มีดงั น้ีคือ ดาวพธุ ดาวศุกร์ โลก ดาวองั คาร ดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์ ดาวยเู รนสั และดาว เนปจูน นบั ถึงกลางปี ค.ศ. 2008 วตั ถุขนาดยอ่ มกวา่ ดาวเคราะห์จานวน 5 ดวง ไดร้ ับการจดั ระดบั ระบบสุริยะ 2
จุดกาเนิดของระบบสุริยะ 2 ระบบสรุ ิยะเกิดจากกลมุ่ ฝ่ นุ และแก๊สในอวกาศซง่ึ เรียกวา่ “โซลาร์เนบิวลา” (Solar Nebula) รวมตวั กนั เมอ่ื ประมาณ 4,600 ล้านปี มาแล้ว (นกั วทิ ยาศาสตร์คานวณจากอตั ราการหลอมรวมไฮโดรเจนเป็ นฮีเลยี มภายในดวงอาทติ ย)์ เมอ่ื สสาร มากขนึ ้ แรงโน้มถว่ งระหวา่ งมวลสารมากขนึ ้ ตามไปด้วย กลมุ่ ฝ่ นุ และแก๊สยบุ ตวั หมนุ เป็ นรูปจานตามหลกั อนรุ ักษ์โมเมนตมั เชิงมมุ ดงั ภาพท่ี 1 แรงโน้มถว่ งทเี่ พมิ่ ขนึ ้ สร้างแรงกดดนั ท่ีใจกลางจนอณุ หภมู ิสงู ถึง 15 ล้านเคลวนิ จดุ ปฏิกิริยานวิ เคลยี ร์ ฟิวชนั หลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็ นฮเี ลยี ม ดวงอาทิตยก์ าเนดิ เป็ นดาวฤกษ์ วสั ดรุ อบๆ ดวงอาทติ ย์ (Planetisimal) ยงั คงหมนุ วนและโคจรรอบดวงอาทติ ยด์ ้วยโมเมนตมั ทม่ี ีอยู่ เดมิ มวลสารในวงโคจรแตล่ ะชนั้ รวมตวั กนั เป็ น ดาวเคราะห์ อทิ ธิพลจากแรงโน้มถ่วงทาให้วสั ดทุ ่ี อยรู่ อบๆ พงุ่ เข้าหาดาวเคราะห์จากทกุ ทศิ ทาง ถ้า ทิศทางของการเคลอ่ื นทีม่ มี มุ ลกึ ก็จะพงุ่ ชนดาว เคราะห์ ทาให้ดาวเคราะห์นนั้ มขี นาดใหญแ่ ละมี มวลเพ่ิมขนึ ้ แตถ่ ้ามมุ ของการพงุ่ ชนตืน้ เกินไปก็ อาจจะทาให้แฉลบเข้าสวู่ งโคจร และเกิดการ รวมตวั กลายเป็ นดวงจนั ทร์บริวาร ดงั จะเหน็ วา่ ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหสั บดีและดาวเสาร์มดี วงจนั ทร์บริวาร หลายดวง เนื่องจากเป็ นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่มมี วลมากจึงมีแรงโน้มถ่วงมาก ตา่ งกบั ดาวพธุ ซง่ึ เป็ นดาวเคราะห์ขนาด เลก็ มมี วลน้อยจงึ มแี รงโน้มถ่วงน้อยจงึ ไมม่ ดี วงจนั ทร์บริวารเลย สว่ นดาวเคราะห์น้อยและดาวหางนนั้ มีรูปทรงเหมอื น อกุ กาบาต เพราะเป็ นดาวขนาดเลก็ มีมวลน้อย แรงโน้มถว่ งจงึ ไมส่ ามารถเอาชนะแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งสสารให้ยบุ รวมเป็ น ทรงกลมได้ หลกั ฐานทย่ี นื ยนั ทฤษฏกี าเนดิ ระบบสรุ ิยะก็คือ ถ้ามองจากด้านบนของระบบสรุ ิยะ (Top view) จะสงั เกตได้วา่ ทงั้ ดวงอาทติ ย์ ดาวเคราะห์ และดวงจนั ทร์บริวารเกือบทกุ ดวง หมนุ รอบตวั เองในทศิ ทวนเขม็ นาฬกิ า* และโคจรรอบดวง อาทติ ย์ในทิศทวนเขม็ นาฬกิ า** และหากมองจากด้านข้างของระบบสรุ ิยะ (Side view) ก็จะสงั เกตได้วา่ ดาวเคราะห์และ ดวงจนั ทร์บริวารเกือบทกุ ดวง มีระนาบวงโคจรใกล้เคยี งกบั ระนาบสรุ ิยวถิ ี (Ecliptic plane) *** ทงั้ นกี ้ ็เน่ืองมาจากระบบ สรุ ิยะทงั้ ระบบกาเนิดขนึ ้ พร้อมๆ กนั จากการยบุ รวมและหมนุ ตวั ของจานฝ่ นุ ใน Solar nebula ดงั ทกี่ ลา่ วมา 2
ระบบสุริยะ 3 ประกอบดว้ ยดวงอาทิตยแ์ ละวตั ถอุ ่ืน ๆ ท่ีโคจรรอบดวงอาทิตยเ์ น่ืองจากแรงโนม้ ถว่ ง ไดแ้ ก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกบั ดวงจนั ทร์ บริวารท่ีคน้ พบแลว้ 166 ดวง[5] ดาวเคราะห์แคระ 5 ดวงกบั ดวงจนั ทร์บริวารที่คน้ พบแลว้ 4 ดวง กบั วตั ถขุ นาดเลก็ อื่น ๆ อีก นบั ลา้ นชิ้น ซ่ึงรวมถึง ดาวเคราะห์นอ้ ย วตั ถใุ นแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเกด็ ดาว และฝ่ นุ ระหวา่ งดาวเคราะห์ โดยทว่ั ไปแลว้ จะแบ่งยา่ นตา่ ง ๆ ของระบบสุริยะ นบั จากดวงอาทิตยอ์ อกมาดงั น้ีคือ ดาวเคราะห์ช้นั ในจานวน 4 ดวง แถบ ดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่รอบนอกจานวน 4 ดวง และแถบไคเปอร์ซ่ึงประกอบดว้ ยวตั ถุท่ีเยน็ จดั เป็ นน้าแขง็ พน้ จากแถบไคเปอร์ออกไปเป็นเขตแถบจานกระจาย ขอบเขตเฮลิโอพอส (เขตแดนตามทฤษฎีท่ีซ่ึงลมสุริยะสิ้นกาลงั ลง เนื่องจากมวลสารระหวา่ งดวงดาว) และพน้ ไปจากน้นั คือยา่ นของเมฆออร์ต กระแสพลาสมาท่ีไหลออกจากดวงอาทิตย์ (หรือลมสุริยะ) จะแผต่ วั ไปทวั่ ระบบสุริยะ สร้างโพรงขนาดใหญข่ ้ึนในสสาร ระหวา่ งดาวเรียกกนั วา่ เฮลิโอสเฟี ยร์ ซ่ึงขยายออกไปจากใจกลางของแถบจานกระจาย ดาวเคราะห์ช้นั เอกท้งั 8 ดวงในระบบสุริยะ เรียงลาดบั จากใกลด้ วงอาทิตยท์ ี่สุดออกไป มีดงั น้ีคือ ดาวพธุ ดาวศุกร์ โลก ดาว องั คาร ดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์ ดาวยเู รนสั และดาวเนปจูน นบั ถึงกลางปี ค.ศ. 2008 วตั ถขุ นาดยอ่ มกวา่ ดาวเคราะห์จานวน 5 ดวง ไดร้ ับการจดั ระดบั ใหเ้ ป็ นดาวเคราะห์แคระ ไดแ้ ก่ ซี รีสในแถบดาวเคราะห์นอ้ ย กบั วตั ถุอีก 4 ดวงท่ี โคจรรอบดวงอาทิตยอ์ ยใู่ นยา่ นพน้ ดาวเนปจูน คือ ดาวพลโู ต (ซ่ึงเดิมเคยถูกจดั ระดบั ไวเ้ ป็ น ดาวเคราะห)์ เฮาเมอา มาคีมาคี และ อีรีส มีดาวเคราะห์ 6 ดวงและดาวเคราะห์แคระ 3 ดวงที่มีดาวบริวารโคจรอยรู่ อบ ๆ เราเรียกดาว บริวารเหลา่ น้ีวา่ \"ดวงจนั ทร์\" ตามอยา่ งดวงจนั ทร์ของโลก นอกจากน้ีดาวเคราะห์ช้นั นอกยงั มีวงแหวน ดาวเคราะห์อยรู่ อบตวั อนั ประกอบดว้ ยเศษฝ่ นุ และอนุภาคขนาดเลก็ สาหรับคาวา่ ระบบดาวเคราะห์ ใชเ้ ม่ือกลา่ วถึงระบบดาวโดยทว่ั ไปที่มีวตั ถุตา่ ง ๆ โคจรรอบดาวฤกษ์ คาวา่ \"ระบบสุริยะ\" ควรใชเ้ ฉพาะกบั ระบบดาวเคราะหท์ ่ีมีโลกเป็นสมาชิกและไมค่ วรเรียกวา่ \"ระบบสุริยจกั รวาล\"อยา่ งที่ เรียกกนั ติดปาก เน่ืองจากไม่เก่ียวขอ้ งกบั คาวา่ \"จกั รวาล\" ตามนยั ที่ใชใ้ นปัจจุบนั 2
ดาวพุธ (Mercury) 4 ดาวพธุ เป็ นดาวเคราะห์ทอ่ี ยใู่ กล้ดวงอาทติ ย์มากที่สดุ และเป็ นดาวเคราะห์ทเี่ ลก็ ที่สดุ ในระบบสรุ ิยะ ใช้เวลาโคจรรอบดวง อาทิตย์ 87.969 วนั ดาวพธุ มกั ปรากฏใกล้ หรืออยภู่ ายใต้แสงจ้าของดวงอาทติ ย์ทาให้สงั เกตเหน็ ได้ยากท่สี ดุ ดาวพธุ ไมม่ ดี าวบริวาร ยานอวกาศเพียงลาเดียวทเ่ี คยสารวจดาวพธุ ในระยะใกล้คอื ยานมาริเนอร์ 10เมอ่ื ปี พ.ศ. 2517- 2518 (ค.ศ. 1974-1975) และสามารถทาแผนทพ่ี นื ้ ผิวดาวพธุ ได้เพียง 40-45% เทา่ นนั้ ดาวพธุ มีสภาพพนื ้ ผวิ ขรุขระเนอ่ื งจากการพงุ่ ชนของอกุ กาบาต ไมม่ ดี วงจนั ทร์เป็ นบริวารและไมม่ แี รงโน้มถว่ งมากพอทีจ่ ะ สร้างชนั้ บรรยากาศ ดาวพธุ มแี กนกลางเป็ นเหลก็ ขนาดใหญ่ทาให้เกิดสนามแมเ่ หลก็ ความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของ สนามแมเ่ หลก็ โลกล้อมรอบดาวพธุ ไว้ ช่ือละตินของดาวพธุ (Mercury) มาจากคาเตม็ วา่ Mercurius เทพนาสารของพระเจ้า สญั ลกั ษณ์แทนดาวพธุ คือ ☿ เป็ นรูปคทาของเทพเจ้าเมอควิ รี กอ่ นศตวรรษท่ี 5 ดาวพธุ มสี องช่ือ คอื เฮอร์เมส เมอื่ ปรากฏในเวลาหวั คา่ และอพอลโล เม่ือปรากฏในเวลาเช้ามดื เช่ือวา่ พที าโกรัสเป็ นคนแรกท่ีระบวุ า่ ทงั้ สองเป็ นดาวเคราะหด์ วงเดยี วกนั 2
ดาวศุกร์ (Venus) 5 ดาวศกุ ร์เป็ นดาวเคราะห์ที่อยหู่ า่ งจากดวงอาทติ ยเ์ ป็ นลาดบั ที่ 2 ดาวศกุ ร์มเี ส้นผา่ นศนู ยก์ ลางเป็ น 3 เทา่ ของดวงจนั ทร์ และ มีขนาดใหญ่กวา่ ดาวพธุ และดาวองั คาร 2 เทา่ ตวั ช่ือละตนิ ของดาวศกุ ร์ (Venus) มาจากเทพแี หง่ ความรักของโรมนั ดาวศกุ ร์เป็ นดาวเคราะห์หนิ มขี นาดใกล้เคียงกบั โลก บางครงั้ เรียกวา่ \"น้องสาว\" ของโลก แม้วา่ วงโคจรของดาวเคราะห์ทกุ ดวงจะเป็ นวงรี วงโคจรของดาวศกุ ร์จดั วา่ เกือบเป็ น วงกลม มีความเยอื ้ งศนู ย์กลาง (ความรี) น้อยทส่ี ดุ สาหรับวตั ถใุ นธรรมชาติ ดาวศกุ ร์เป็ นวตั ถทุ ้องฟ้ าทส่ี วา่ งที่สดุ เป็ นลาดบั ที่ 3 รองจากดวงอาทติ ย์และดวงจนั ทร์ เนอ่ื งจาก ดาวศกุ ร์มวี งโคจรใกล้ดวงอาทิตย์มากกวา่ โลก จึงมีมมุ หา่ งจากดวงอาทติ ย์ไมเ่ กิน 47.8° มองเหน็ ได้เฉพาะในเวลาเช้ามดื หรือหวั คา่ เทา่ นนั้ ขณะปรากฏในท้องฟ้ าเวลาหวั คา่ ทางทศิ ตะวนั ตก เรียกวา่ \"ดาวประจา เมือง\" และเม่ือปรากฏในท้องฟ้ าเวลาเช้ามืดทางทศิ ตะวนั ออก เรียกวา่ \"ดาวประกายพรึก\" หรือ \"ดาวรุ่ง\" ชาวบาบิโลนโบราณรู้จกั ดาวศกุ ร์มาตงั้ แตร่ าว 1,600 ปี ก่อนคริสตกาล แตเ่ ชื่อวา่ ด้วยความสวา่ งสกุ ใสของดาวศกุ ร์ นา่ จะ เป็ นท่ีรู้จกั มากอ่ นหน้านนั้ นานแล้วนบั ตงั้ แตย่ คุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ สญั ลกั ษณ์แทนดาวศกุ ร์ คือ ♀ 2
ดาวโลก (Earth) 6 ดาวโลกเป็ นดาวเคราะห์ลาดบั ท่ีสามจากดวงอาทิตย์ และเป็น วตั ถทุ างดาราศาสตร์เพียงหน่ึงเดียวที่ทราบวา่ มีสิ่งมีชีวติ จากการวดั อายดุ ว้ ยกมั มนั ตรังสีและแหล่งหลกั ฐานอ่ืนไดค้ วามว่ โลกกาเนิดเมื่อประมาณ 4,500 ลา้ นปี ก่อน[24][25][26] โลกมี อนั ตรกิริยะเชิงโนม้ ถ่วงกบั วตั ถอุ ่นื ในอวกาศโดยเฉพาะดวง อาทิตยแ์ ละดวงจนั ทร์ ซ่ึงเป็ นดาวบริวารถาวรหน่ึงเดียวของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตยใ์ ชเ้ วลา 365.26 วนั เรียกวา่ ปี ซ่ึง ระหวา่ งน้นั โลกโคจรรอบแกนตวั เองประมาณ 366.26 รอบ แกนหมนุ ของโลกเอียงทาใหเ้ กิดฤดูกาลต่าง ๆ บนผวิ โลก[27] อนั ตรกิริยาความโนม้ ถ่วงระหวา่ งโลกกบั ดวงจนั ทร์ก่อใหเ้ กิดน้าข้ึนลงมหาสมทุ ร ทาใหก้ ารหมุนบนแกนของโลกมี เสถียรภาพ และค่อย ๆ ชะลอการหมนุ ของโลก[28] โลกเป็ นดาวเคราะห์ท่ีมคี วามหนาแน่นสูงสุดในระบบสุริยะและใหญ่ สุดในดาวเคราะหค์ ลา้ ยโลก 4 ดวง ธรณีภาคของโลกแบ่งออกไดเ้ ป็ นหลาย ๆ ส่วน เรียกวา่ แผน่ ธรณีภาค ซ่ึงยา้ ยที่ตดั ผา่ นพ้นื ผิวตลอดเวลาหลายลา้ นปี ร้อยละ 71 ของพ้ืนผวิ โลกปกคลมุ ดว้ ยน้า ซ่ึงส่วนใหญเ่ ป็นมหาสมทุ ร[29] อีกร้อยละ 29 ที่เหลือเป็ นแผน่ ดินประกอบดว้ ยทวปี และ เกาะซ่ึงมีทะเลสาบ แม่น้าและแหล่งน้าอ่ืนจานวนมากกอปรเป็นอทุ กภาค บริเวณข้วั โลกท้งั สองปกคลุมดว้ ยน้าแขง็ เป็นส่วน ใหญ่ ไดแ้ ก่แผน่ น้าแขง็ แอนตาร์กติก และน้าแขง็ ทะเลของแพน้าแขง็ ข้วั โลก บริเวณภายในของโลกยงั คงมคี วามเคล่ือนไหว โดยมีแก่นช้นั ในซ่ึงเป็ นเหลก็ ในสถานะของแขง็ มีแก่นเหลวช้นั นอกซ่ึงกาเนิดสนามแมเ่ หลก็ และช้นั แมนเทิลพาความร้อน ที่ขบั เคล่ือนการแปรสณั ฐานแผน่ ธรณีภาค ภายในพนั ลา้ นปี แรก[30] ส่ิงมีชีวติ ปรากฏข้นึ ในมหาสมทุ รและเริ่มส่งผลกระทบต่อช้นั บรรยากาศและผิวดาว เก้ือหนุนให้ เกิดการแพร่ขยายของส่ิงมีชีวติ ท่ีใชอ้ อกซิเจนเช่นเดียวกบั สิ่งมีชีวติ ที่ไม่ใชอ้ อกซิเจน หลกั ฐานธรณีวิทยาบางส่วนช้ีวา่ ชีวติ อาจกาเนิดข้ึนเร็วสุด 4.1 พนั ลา้ นปี ก่อน นบั แตน่ ้นั ตาแหน่งของโลกในระบบสุริยะ คุณสมบตั ิทางกายภาพของโลก และ ประวตั ิศาสตร์ธรณีวทิ ยาของโลกประกอบกนั ทาใหส้ ิ่งมีชีวติ ววิ ฒั นาการและแพร่พนั ธุ์ได[้ 31][32] ในประวตั ิศาสตร์ของ โลก ความหลากหลายทางชีวภาพผา่ นระยะการขยายยาวนาน แต่ถกู ขดั จงั หวะบางคร้งั ดว้ ยการสูญพนั ธุ์คร้ังใหญ[่ 33] กวา่ ร้อยละ 99 ของสปี ชีส์ท้งั หมดที่เคยอยอู่ าศยั บนโลกน้นั สูญพนั ธุ์ ไปแลว้ [34][35] ประมาณการจานวนสปี ชีส์บนโลกปัจจุบนั มหี ลากหลาย[36][37][38] และสปี ชีส์ส่วนใหญย่ งั ไม่มีผอู้ ธิบาย [39] มนุษยก์ วา่ 7.6 ลา้ นคนอาศยั อยบู่ นโลกและอาศยั ชีวมณฑลและทรัพยากรธรรมชาติของโลกเพอ่ื การอยรู่ อด มนุษย์ พฒั นาสงั คมและวฒั นธรรมหลากหลาย ในทางการเมือง โลกมีรัฐเอกราชกวา่ 200 รัฐ 2
ดาวองั คาร(Mars) 7 เป็ นดาวเคราะห์ลาดบั ที่ส่ีจากดวงอาทิตย์ เป็ น ดาวเคราะห์เลก็ ที่สุดอนั ดบั ที่สองในระบบสุริยะรองจากดาวพธุ ใน ภาษาองั กฤษไดช้ ่ือตามเทพเจา้ แห่งสงครามของโรมนั มกั ไดร้ ับขนานนาม \"ดาวแดง\" เพราะมีออกไซดข์ องเหลก็ ดาษดื่นบน พ้นื ผวิ ทาใหม้ ีสีออกแดงเรื่อ[15] ดาวองั คารเป็นดาว เคราะห์หินท่ีมีบรรยากาศเบาบาง มีลกั ษณะพ้ืนผิว คลา้ ยคลึงกบั ท้งั หลุมอกุ กาบาตบนดวงจนั ทร์ และภเู ขา ไฟ หุบเขา ทะเลทราย ตลอดจนพดิ น้าแขง็ ข้วั ดาวท่ี ปรากฏบนโลก คาบการหมุนรอบตวั เองและวฏั จกั ร ฤดูกาลของดาวองั คารกม็ ีความคลา้ ยคลึงกบั โลกซ่ึง ความเอียงก่อใหเ้ กิดฤดูกาลต่าง ๆ ดาวองั คารเป็ นท่ีต้งั ของโอลิมปัสมอนส์ ภูเขาไฟใหญท่ ่ีสุดบนดาวองั คาร และสูงสุดอนั ดบั สองในระบบสุริยะเท่าท่ีมี การคน้ พบและเป็นที่ต้งั ของเวลส์มาริเนริส แคนยอนขนาดใหญอ่ นั ดบั ตน้ ๆ ในระบบสุริยะ แอ่งบอเรียลิสท่ีราบเรียบในซีกเหนือของดาวปกคลมุ กวา่ ร้อยละ 40 ของ พ้ืนที่ท้งั หมดและอาจเป็ นลกั ษณะการถกู อุกกาบาตชนคร้ังใหญ[่ 16][17] ดาวองั คารมีดาวบริวารสองดวง คือ โฟบอสและดี มอสซ่ึงตา่ งก็มีขนาดเลก็ และมีรูปร่างบิดเบ้ียว ท้งั คูอ่ าจเป็ นดาวเคราะห์นอ้ ยท่ีถูกจบั ไว[้ 18][19] คลา้ ยกบั ทรอยของดาว องั คาร เช่น 5261 ยเู รกา ก่อนหนา้ การบินผา่ นดาวองั คารท่ีสาเร็จคร้ังแรกของ มาริเนอร์ 4 เมือ่ ปี 1965 หลายคนคาดวา่ มีน้าในรูปของเหลวบนพ้นื ผิว ดาวองั คาร แนวคิดน้ีอาศยั ผลตา่ งเป็ นคาบท่ีสงั เกตไดข้ องรอยมืดและรอยสวา่ ง โดยเฉพาะในละติจูดข้วั ดาวซ่ึงดูเป็ นทะเลและทวปี บางคนแปลความรอยมืดริ้วลายขนานเป็ นร่องทดน้าสาหรับน้าในรูป ของเหลว ภายหลงั มีการอธิบายวา่ ภูมิประเทศเสน้ ตรงเหล่าน้นั เป็ นภาพลวงตา แมว้ า่ หลกั ฐานทางธรณีวทิ ยาที่ภารกิจไร้คนบงั คบั รวบรวมช้ีวา่ คร้ังหน่ึงดาวองั คารเคยมีน้าปริมาณมากปกคลุมบนพ้ืนผวิ ณ ช่วงใดช่วงหน่ึงในระยะตน้ ๆ ของอาย[ุ 20] ในปี 2005 เรดาร์เผยวา่ มีน้าแขง็ น้า (water ice) ปริมาณมากข้วั ท้งั สองของดาว[21] และที่ละตจิ ูดกลาง[22][23] ยานสารวจ ภาคพ้ืนดาวองั คารสปิ ริต พบตวั อยา่ งสารประกอบเคมีที่มีโมเลกลุ น้าเมื่อเดือนมีนาคม 2007 ส่วนลงจอดฟี นิกซ์ พบตวั อยา่ ง น้าแขง็ น้าโดยตรงในดินส่วนต้ืนของดาวองั คารเมื่อวนั ท่ี 31 กรกฎาคม 2008 2
ดาวพฤหัส (Jupiter) 8 ดาวพฤหสั เป็ นดาวเคราะห์ที่อยหู่ ่างจากดวงอาทิตยเ์ ป็นลาดบั ท่ี 5 และเป็ นดาวเคราะห์ท่ีมขี นาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ นอกจากดาวพฤหสั บดี ดาวเคราะห์แก๊สดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะไดแ้ ก่ ดาวเสาร์ ดาวยเู รนสั และดาวเนปจูน ช่ือละตินของ ดาวพฤหสั บดี (Jupiter) มาจากเทพเจา้ โรมนั สญั ลกั ษณ์แทนดาวพฤหสั บดี คือ ♃ เป็ นสายฟ้ าของเทพเจา้ ซุส ดาวพฤหสั บดีมีมวลสูงกวา่ มวลของดาวเคราะห์อื่นรวมกนั ราว 2.5 เท่า ทาใหศ้ ูนยร์ ะบบมวลระหวา่ งดาวพฤหสั บดีกบั ดวง อาทิตย์ อยเู่ หนือผิวดวงอาทิตย์ (1.068 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ เม่ือวดั จากศูนยก์ ลางดวงอาทิตย)์ ดาวพฤหสั บดีหนกั วา่ โลก 318 เท่า เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางยาวกวา่ โลก 11 เท่า และมีปริมาตรคิดเป็ น 1,300 เท่าของโลก เชื่อกนั วา่ หากดาวพฤหสั บดีมีมวลมากกวา่ น้ีสกั 60-70 เท่า อาจเพยี งพอที่จะใหเ้ กิดปฏิกิริยานิวเคลียร์จนกลายเป็ นดาวฤกษไ์ ด้ ดาวพฤหสั บดีหมุนรอบตวั เองดว้ ยอตั ราเร็วสูงท่ีสุด เม่ือเทียบกบั ดาวเคราะหด์ วงอ่ืนในระบบสุริยะ ทาใหม้ ีรูปร่าง แป้ นเมื่อดูผา่ นกลอ้ งโทรทรรศน์ นอกจากช้นั เมฆที่ห่อหุม้ ดาว พฤหสั บดี ร่องรอยท่ีเด่นชดั ท่ีสุดบนดาวพฤหสั บดี คือ จุดแดงใหญ่ ซ่ึงเป็ นพายหุ มนุ ที่มีขนาดใหญก่ วา่ โลก โดยทว่ั ไป ดาวพฤหสั บดีเป็นวตั ถทุ ่ีสวา่ งที่สุดเป็นอนั ดบั ที่ 4 ในทอ้ งฟ้ า (รองจากดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ และดาวศุกร์ อยา่ งไรกต็ าม บางคร้ังดาวองั คารก็ปรากฏสวา่ งกวา่ ดาวพฤหสั บดี) จึงเป็ นท่ีรู้จกั มาต้งั แต่ยคุ ก่อนประวตั ิศาสตร์ การคน้ พบดาวบริวารขนาดใหญ่ 4 ดวง ไดแ้ ก่ ไอโอ, ยโู รปา, แกนีมีด และคลั ลิสโต โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี เมื่อ ค.ศ. 1610 เป็ นการคน้ พบวตั ถุที่ไมไ่ ดโ้ คจรรอบโลกเป็ นคร้ังแรก นบั เป็ นจุดที่สนบั สนุนทฤษฎีดวงอาทิตยเ์ ป็นศนู ยก์ ลางท่ีเสนอโดยโคเปอร์นิคสั การออกมาสนบั สนุนทฤษฎีน้ีทาใหก้ าลิเล โอตอ้ งเผชิญกบั การไต่สวน ดาวพฤหสั บดี หมุนรอบตวั เองใชเ้ วลา 10 ชวั่ โมง 2
ดาวเสาร์(Saturn) 9 เป็ นดาวเคราะห์ดวงที่ 6 จากดวงอาทิตย์ ถดั จากดาวพฤหสั บดี เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญเ่ ป็ นอนั ดบั 2 ของระบบสุริยะ รองจาก ดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์เป็ น ดาวแกส๊ ยกั ษท์ ี่มีรัศมีเฉลี่ยมากกวา่ โลกประมาณ เกา้ เท่า แมว้ า่ จะมีความหนาแน่นเป็ นหน่ึงในแปดของ โลก แต่มวลของมนั มีมากกวา่ โลกถึง 95 เท่าดาวเสาร์ ต้งั ช่ือตามเทพโรมนั แห่งการเกษตร สญั ลกั ษณ์ ทางดาราศาสตร์ของดาวเสาร์ (♄) แทนเคียวของ เทพเจา้ ดาวเสาร์มีรูปร่างป่ องออกตามแนวเสน้ ศูนยส์ ูตร ที่เรียกวา่ ทรงกลมแป้ น (oblate spheroid) เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางตามแนวข้วั ส้นั กวา่ ตามแนวเสน้ ศูนยส์ ูตรเกือบ 10% เป็ นผลจากการหมนุ รอบตวั เองอยา่ งรวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ กม็ ีลกั ษณะเป็ นทรงกลมแป้ นเช่นกนั แต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์เป็ นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวใน ระบบสุริยะ ที่มีความหนาแน่นเฉลี่ยนอ้ ยกวา่ น้า (0.70 กรัม/ลูกบาศกเ์ ซนติเมตรล อยา่ งไรก็ตาม บรรยากาศช้นั บนของดาวเสาร์มี ความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ น้ี ขณะที่ที่แกนมีความหนาแน่นมากกวา่ น้า วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบไปดว้ ย เศษหินและน้าแขง็ ขนาดเลก็ เรียงตวั อยใู่ น ระนาบเดียวกนั และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ประกอบไปดว้ ย วงแหวนยอ่ ยๆมากมาย ความจริงแลว้ วงแหวนดาวเสาร์น้นั บางมาก โดยมี ความหนาเฉล่ียเพียง 500 กิโลเมตรเท่าน้นั แตเ่ ศษวตั ถใุ นวงแหวนมคี วามสามารถในการสะทอ้ นแสงดี และกวา้ งกวา่ 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถสงั เกตไดจ้ ากโลกของเราไดไ้ ม่ดีนกั 2
ดาวยูเรนัส(Uranus) 10 หรือ ดาวมฤตยู เป็ นดาวเคราะห์ท่อี ยหู่ า่ งจากดวงอาทิตยเ์ ป็ นลาดบั ที่ 7 ในระบบสรุ ิยะ จดั เป็ นดาวเคราะห์แก๊ส มเี ส้นผา่ นศนู ย์กลาง 50,724 กิโลเมตร นบั ได้วา่ มีขนาดใหญ่เป็ นอนั ดบั ท3่ี ในระบบสรุ ิยะของเรา ยเู รนสั ถกู ตงั้ ชื่อตามเทพเจ้ายเู รนสั (Ouranos) ของกรีก สญั ลกั ษณ์แทนดาวยเู รนสั คือ Uranus symbol.ant.png หรือ สญั ลกั ษณ์ดาราศาสตร์ ดาวยเู รนสั (สว่ นใหญ่ใช้ในดาราศาสตร์) ช่ือไทยของยเู รนสั คอื ดาวมฤตยู ผ้คู ้นพบดาวยเู รนสั คือ เซอร์วิลเลยี ม เฮอร์เชล (Sir William Herschel) พบในปี พ.ศ. 2324 (ค.ศ. 1781) ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) นกั ดาราศาสตร์จากหอดดู าวไคเปอร์แอร์บอร์น (James L. Elliot, Edward W. Dunham, and Douglas J. Mink using the Kuiper Airborne Observatory) ค้นพบวา่ ดาวยเู รนสั มี วงแหวนจางๆโดยรอบ และเราก็ได้เหน็ รายละเอียด ของดาวยเู รนสั พร้อมทงั้ วงแหวน และดวงจนั ทร์บริวารในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) เม่อื ยานวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) เคลอ่ื นผา่ น 2
ดาวเนปจนู (Neptune) 11 มีช่ือไทยวา่ ดาวเกตุ เป็นดาวเคราะห์ในระบบสรุ ิยะลาดบั สดุ ท้ายมีขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางใหญ่เป็นอนั ดบั ที่ 4 รองจากดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์ ดาวยเู รนสั และมีมวลเป็นลาดบั ท่ี 3 รองจากดาวพฤหสั และดาวเสาร์ คาวา่ \"เนปจนู \" นนั้ ตงั้ ช่ือ ตามเทพเจ้าแหง่ ท้องทะเลของโรมนั เหนือ กรีก : โพไซดอน) มีสญั ลกั ษณ์เป็น (♆) ดาวเนปจนู มีสีนา้ เงิน เน่ืองจากองคป์ ระกอบหลกั ของบรรยากาศผวิ นอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทนบรรยากาศของดาวเนปจนู มีกระแสลมท่ีรุนแรง (2500 กม/ชม.) อณุ หภมู ิพืน้ ผิวอยทู่ ่ีประมาณ -220℃ (-364 °F) ซง่ึ หนาวเย็นมาก เน่ืองจาก ดาวเนปจนู อยไู่ กลดวงอาทิตย์มาก แตแ่ กนกลางภายในของดาวเนปจนู ประกอบด้วยหนิ และก๊าซร้อน อณุ หภมู ปิ ระมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซง่ึ ร้อนกวา่ พืน้ ผิวของดวงอาทิตย์ ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นยานอวกาศจากโลกเพียงลาเดียวเทา่ นนั้ ท่ีเคยเดนิ ทางไปถงึ ดาวเนปจนู เมื่อ 25 สงิ หาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ภาพของดาวเนปจนู ซงึ่ ได้ถ่ายลกั ษณะของดาวมาแสดงให้เราเหน็ จดุ ดา ใหญ่ (คล้ายจดุ แดงใหญ่ ของดาวพฤหสั ) อย่คู อ่ นมาทางซีกใต้ของดาว มีวงแหวนบางๆสีเข้มอยโู่ ดยรอบ (วงแหวนของดาวเนปจนู ค้นพบก่อนหน้านนั้ โดย เอ็ดเวิร์ด กิแนน (Edward Guinan) 2
จุดกาเนิดของดวงดาว 12 ดวงดาวเกิดจากการรวมตวั ของก๊าซและฝ่ นุ ในอวกาศ (Interstellar medium) มวลจะมีแรงดึงดดู ซ่ึงกนั และ กนั ตาม “กฎความโนม้ ถว่ งแห่งเอกภพ” (The Law of Universal) ของนิวตนั ท่ีมสี ูตรวา่ F = G (m1m2/r2) เม่ือกลุ่มก๊าซและฝ่ นุ รวมตวั กนั ในอวกาศ เรียกวา่ “เนบวิ ลา” (Nebula) หรือ “หมอกเพลิง” เนบิวลา เป็นกลุ่มก๊าซขนาดใหญห่ ลายปี แสง แต่เบาบางมาก องคป์ ระกอบส่วนใหญเ่ ป็นไฮโดรเจน ซ่ึงเป็นธาตตุ ้งั ตน้ ของทกุ สรรพส่ิงในจกั รวาล ปฏิกิริยาฟิ ชชน่ั มีผลตอ่ กาเนิด ของดวงดาวหรือไม่ความจริงแลว้ ปฏิกิริยาที่มีผลตอ่ กาเนิดของ ดวงดาวคือปฏิกิริยา ฟิ วชน่ั ปฏิกิริยาฟิ ชชน่ั คือปฏกิ ิริยาท่ี นิวเคลยี ร์ที่มีขนาดใหญ่ อยา่ งเชน่ ยเู รเนียม แตกตวั ออกโดยปลอ่ ย พลงั งาน มหาศาลออกมาดว้ ย ส่วนปฏกิ ิริยาฟิ วชน่ั คือปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตวั กนั ของนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และก็ ปลอ่ ยพลงั งานออกมาเช่นกนั กลุ่มก๊าซทรี่ วมตวั กนั กลายเป็น กาเนิดของดวงดาวอยา่ งเช่นดวงอาทิตยน์ ้นั จะเกิดข้ึนเมือ่ เกิดปฏิกิริยาฟิ วชนั่ ท่ีจดุ ศนู ยก์ ลาง ซ่ึงเรียก เหตกุ ารณ์น้ีวา่ การกาเนิดของดวงดาว แลว้ ก๊าซจาเป็นตอ่ กระบวนการ กาเนิดดวงดาวหรือไม่ ไม่มีการ ระบชุ นิดของ ก๊าซลงไปแน่นอนนกั วา่ ชนิดใดที่จาเป็น อยา่ งเชน่ ในกลมุ่ ดวงดาวหน่ึงๆ มปี ริมาณ ก๊าซไฮโดรเจนอยเู่ ป็นจานวนมาก ซ่ึงการทกี่ ๊าซไฮโดรเจนเกิดการรวมตวั กนั ที่จดุ ศนู ยก์ ลางของกลมุ่ ก๊าซทาใหเ้ กิด กระบวนการกาเนิดดวงดาวข้ึน แตถ่ า้ ในกลุม่ ก๊าซใดที่มีก๊าซคาร์บอนอยมู่ าก กส็ ามารถเกิดการรวมตวั ของกลุ่มก๊าซ ที่ทาใหเ้ กิดดวงดาวอีกชนิดหน่ึง จะเห็น วา่ กล่มุ ก๊าซตา่ งชนิดกนั กจ็ ะใหก้ าเนิดดวงดาวที่แตกตา่ งกนั ดว้ ย อาจจะตา่ งกนั ในรูปของขนาด ท่ีมีท้งั ใหญเ่ ลก็ หรือ ความสวา่ งของดวงดาว ส่วนของกาแลกซ่ีที่มีกาเนิดของดวงดาวมาก จะ อยใู่ นบริเวณที่กลุ่มเมฆของก๊าซทหี่ นาแน่นมาก ซ่ึงกลุ่มเมฆที่มีความเหมาะสม ส่วนใหญ่แลว้ จะมี ก๊าซไฮโดรเจนอยดู่ ว้ ย เรียกวา่ Molecular Clouds กลมุ่ ของดาวดวงใหมท่ ่ีเกิดข้ึนจะพบ เห็นมากใกลๆ้ Molecular Clouds ดวงดาวจะตอ้ งมีความรอ้ นมากเทา่ ไร จึงจะถอื กาเนิดข้ึนมาได้ หรืออกั นยั หน่ึง กค็ ือท่อี ุณหภมู ิ เทา่ ไหร่ท่ี 2
ปฏิกิริยาฟิ วชน่ั จะเกิดข้ึนคาตอบก็คือ ประมาณ 10 ลา้ นองศาเคลวนิ หรือ 20 ลา้ นองศาฟาร์เรนไฮต์ ซ่ึงที่ อุณหภมู ิน้ีมีผลตอ่ ปฏิกิริยาฟิ วชน่ั ที่เกิดข้ึนคือ นิวเคลียสของไฮโดรเจนซ่ึงเป็ นโปรตอน จะรวมตวั กนั กบั อีกตวั ท่ีมี ประจุไฟฟ้ าเดียวกนั แตเ่ ป็นท่ีทราบกนั ดีอยแู่ ลว้ วา่ ประจุไฟฟ้ า เหมอื นกนั จะผลกั กนั การท่ีไฮโดรเจน จะรวมตวั กนั ไดต้ ามปฏิกิริยาฟิ วชน่ั น้นั ตอ้ งใชค้ วามเร็วอยา่ งสูงที่จะเอาชนะแรงผลกั น้นั ได้ เหมือนกบั คุณมีลกู โป่ ง อยรู่ อบเอว ของคุณ ทาใหค้ ุณไม่สามารถ เอามือแตะผนงั ได้ ทางเดียวท่ีจะทาไดก้ ค็ ือ คุณจะตอ้ งถอยหลงั และวง่ิ อยา่ งเร็วและ สุดแรง เพือ่ ท่ีจะเอาชนะแรงดนั อากาศ ภายในลูกโป่ งจนสามารถเอามือแตะผนงั ได้ เช่นเดียวกบั ดวงดาวที่โปรตอนหลายๆ ตวั ตา่ งวงิ่ อยา่ งรวดเร็วเพ่ือเขา้ ใกลก้ นั มากที่สุด เมื่ออนุภาคของกา๊ ซมีความเร็วสูง ก็ทาใหเ้ กิดความร้อนข้ึนสูงดว้ ย อณุ หภมู ิกค็ ือการวดั ความเร็ว ในการเคล่ือนที่ของอนุภาคกา๊ ซนนั่ เอง แลว้ คุณคิดวา่ กาเนิดของดวงดาว จะใช้ เวลานานเท่าไหร่ การกาเนิด ดวงดาวอยา่ งดวงอาทิตยน์ ้นั ใชเ้ วลา ยาวนานถึงหลายสิบลา้ นปี เม่ือกลุ่มกา๊ ซ ที่ทาใหเ้ กิดดวงอาทิตยม์ ีความหนาแน่น ระหวา่ งดวงดาวมาก และมีรูปทรงกลม ท่ีมีรัศมีใหญม่ าก (เมื่อเปรียบเทียบกบั ดวงอาทิตย)์ นาดของมนั จะเริ่มหดตวั และบีบแน่นข้ึนจนกระทงั่ ความร้อนเพิ่มข้ึนสูง ถึง 10 ลา้ นองศาเคลวนิ ซ่ึงทาใหเ้ กิด ปฏิกิริยาฟิ วชนั่ การหดตวั น้นั จะเกิดข้ึนได้ เม่ือพ้นื ผิวของทรงกลมมีการสูญเสียพลงั งาน (ไมม่ ีแสงสวา่ ง) วตั ถุเริ่มอยนู่ ่ิงภายใต้ น้าหนกั ตวั ของมนั เอง เม่ืออณุ หภมู ิสูง ถึง 10 ลา้ นองศาเคลวนิ ปฏิกิริยาฟิ วชนั่ เร่ิมข้ึนจะมีการปลอ่ ย พลงั งานออกมา เป็ นจานวนมากซ่ึงจะทดแทนพลงั งาน ท่ีสูญเสียไปบริเวณพ้นื ผิว ซ่ึงทาให้ รูปทรงกลมหยดุ การ ดึงดูดกนั เร่ิมเป็ นดวงดาวเหมือนดวงอาทิตย์ กระบวนการการสูญเสียพลงั งานและ หดตวั ในขณะที่อุณหภูมิท่ีจุด ศูนยก์ ลางสูงข้ึนเม่ือมีความดนั มากข้ึน น้ี ใชเ้ วลา มากกวา่ 10 ลา้ นปี จะเห็นวา่ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลายาวนาน กวา่ ท่ีดวงดาวจะถือกาเนิดข้ึนมาไดซ้ ่ึงมนุษยชาติ ก็เฝ้ ามองการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวที่เกิดข้ึน ตลอดเวลา เนื่องจากอาจจะมีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลง ของระบบสุ ริยจกั รวาลที่เรากาลงั อาศยั อยกู่ ็ได้ ดวงดาวเกิดจากการรวมตวั ของกา๊ ซและฝ่ นุ ในอวกาศ (Interstellar medium) มวลจะมีแรงดึงดดู ซ่ึงกนั และกนั ตาม “กฎความโนม้ ถว่ งแห่งเอกภพ” (The Law of Universal) ของนิวตนั ท่ีมีสูตรวา่ F = G (m1m2/r2) เมื่อกลุม่ กา๊ ซและฝ่ นุ รวมตวั กนั ในอวกาศ เรียกวา่ “เนบิวลา” (Nebula) หรือ “หมอกเพลิง” เนบิวลาเป็ นกลุ่มก๊าซ ขนาดใหญห่ ลายปี แสง แต่เบาบางมาก องคป์ ระกอบส่วนใหญเ่ ป็ นไฮโดรเจน ซ่ึงเป็ นธาตตุ ้งั ตน้ ของทุกสรรพส่ิง ในจกั รวาล 2
นักดาราศาสตร์(Astronomer) 14 กาลิเลโอ กาลิเลอี เป็ นชาวทสั กนั หรือชาวอิตาลี ซงึ่ มบี ทบาทสาคญั อยา่ งยงิ่ ในการปฏิวตั ิวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลเิ ลโอมมี ากมาย งานที่ โดดเดน่ เชน่ การพฒั นาเทคนคิ ของกล้องโทรทรรศน์และผลสงั เกตการณ์ทางดาราศาสตร์ทส่ี าคญั จากกล้องโทรทรรศน์ท่ี พฒั นามากขนึ ้ งานของเขาชว่ ยสนบั สนนุ แนวคดิ ของโคเปอร์นิคสั อยา่ งชดั เจนทสี่ ดุ กาลเิ ลโอได้รับขนานนามวา่ เป็ น \"บิดา แหง่ ดาราศาสตร์สมยั ใหม\"่ [1] \"บดิ าแหง่ ฟิสกิ สส์ มยั ใหม\"่ [2] \"บดิ าแหง่ วทิ ยาศาสตร์\"[2] และ \"บดิ าแหง่ วทิ ยาศาสตร์ยคุ ใหม\"่ [3] การศกึ ษาการเคลอ่ื นที่ของวตั ถทุ ม่ี ีความเร่งคงท่ี ซง่ึ สอนกนั อยทู่ ว่ั ไปในระดบั มธั ยมศกึ ษาและเป็ นพนื ้ ฐานสาคญั ของวชิ า ฟิสกิ ส์ก็เป็ นผลงานของกาลเิ ลโอ รู้จกั กนั ในเวลาตอ่ มาในฐานะวิชาจลนศาสตร์ งานศกึ ษาด้านดาราศาสตร์ท่สี าคญั ของกา ลเิ ลโอได้แก่ การใช้กล้องโทรทรรศน์สงั เกตการณ์คาบปรากฏของดาวศกุ ร์ การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหสั บดี ซงึ่ ตอ่ มาตงั้ ชือ่ เป็ นเกียรตแิ กเ่ ขาวา่ ดวงจนั ทร์กาลเิ ลยี น รวมถงึ การสงั เกตการณ์และการตีความจากการพบจดุ ดบั บนดวง อาทิตย์ กาลเิ ลโอยงั มผี ลงานด้านเทคโนโลยแี ละวทิ ยาศาสตร์ประยกุ ตซ์ งึ่ ชว่ ยพฒั นาการออกแบบเขม็ ทศิ อกี ด้วย การท่ผี ลงานของกาลเิ ลโอสนบั สนนุ แนวคิดของโคเปอร์นิคสั กลายเป็ นต้นเหตขุ องการถกเถยี งหลายตอ่ หลายครัง้ ในชีวติ ของเขา เพราะแนวคดิ เรื่องโลกเป็นศนู ย์กลางของจกั รวาลนนั้ เป็ นแนวคิดหลกั มานานแสนนานนบั แตย่ คุ ของอาริสโตเติล การเปลย่ี นแนวคดิ ใหมว่ า่ ดวงอาทิตย์เป็ นศนู ย์กลางของจกั รวาลโดยมขี ้อมลู สงั เกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อยา่ งชดั เจน จากกาลเิ ลโอชว่ ยสนบั สนนุ ทาให้คริสตจกั รโรมนั คาทอลกิ ต้องออกกฎให้แนวคดิ เชน่ นนั้ เป็ นสง่ิ ต้องห้าม เพราะขดั แย้งกบั การตคี วามตามพระคมั ภรี ์[4] กาลเิ ลโอถกู บงั คบั ให้ปฏิเสธความเช่ือเร่ืองดวงอาทิตย์เป็ นศนู ย์กลาง และต้องใช้ชวี ติ ท่ี เหลอื อยใู่ นบ้านกกั ตวั ในความควบคมุ ของศาลศาสนาโรมนั 2
เซอร์ไอแซก นิวตนั 15 นกั คณิตศาสตร์ นกั ดาราศาสตร์ นกั ปรัชญา นกั เลน่ แร่แปรธาตุ และนกั เทววทิ ยาชาวองั กฤษ งานเขียนในปี พ.ศ. 2230 เร่ือง Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica (เรียกกนั โดยทว่ั ไปวา่ Principia) ถือเป็ นหนง่ึ ในหนงั สอื ทม่ี อี ิทธิพลทส่ี ดุ ในประวตั ศิ าสตร์วทิ ยาศาสตร์ เป็ นรากฐานของวชิ ากลศาสตร์ดงั้ เดมิ ในงานเขยี นชิน้ นี ้นวิ ตนั พรรณนาถึง กฎแรงโน้มถว่ งสากล และ กฎการเคลอื่ นทขี่ องนิวตนั ซง่ึ เป็ นกฎทางวิทยาศาสตร์อนั เป็ นเสาหลกั ของการศกึ ษาจกั รวาลทางกายภาพตลอดชว่ ง 3 ศตวรรษถดั มา นวิ ตนั แสดงให้เหน็ วา่ การเคลอื่ นที่ของวตั ถุ ตา่ งๆ บนโลกและวตั ถทุ ้องฟ้ าล้วนอยภู่ ายใต้กฎธรรมชาตชิ นดิ เดยี วกนั โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหวา่ งกฎการเคลอื่ นท่ี ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์กบั ทฤษฎีแรงโน้มถว่ งของตน ซง่ึ ชว่ ยยืนยนั แนวคิดดวงอาทติ ย์เป็ นศนู ย์กลางจกั รวาล และช่วยให้การปฏิวตั วิ ทิ ยาศาสตร์ก้าวหน้ายง่ิ ขนึ ้ นวิ ตนั สร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้ อนแสงท่สี ามารถใช้งานจริง ได้เป็ นเครื่องแรก[1] และพฒั นาทฤษฎสี โี ดยอ้างอิงจากผลสงั เกตการณ์ วา่ ปริซมึ สามเหลยี่ มสามารถแยกแสงสขี าวออกม าเป็ นหลายๆ สไี ด้ ซงึ่ เป็ นท่ีมาของสเปกตรมั แสงทมี่ องเหน็ เขายงั คดิ ค้นกฎการเย็นตวั ของนวิ ตนั และศกึ ษาความเร็วของเสยี ง ในทางคณิตศาสตร์ นวิ ตนั กบั ก็อตฟรีด ไลบ์นิซ ได้ร่วมกนั พฒั นาทฤษฎแี คลคลู สั เชงิ ปริพนั ธ์และอนพุ นั ธ์ เขายงั สาธิต ทฤษฎบี ททวินาม และพฒั นากระบวนวิธีของนวิ ตนั ขนึ ้ เพือ่ การประมาณคา่ รากของฟังก์ชนั รวมถงึ มีสว่ นร่วมในการศกึ ษาอนกุ รมกาลงั นิวตนั ไมเ่ ช่ือเร่ืองศาสนา เขาเป็ นคริสเตยี นนอกนกิ ายออร์โธดอกซ์ และยงั เขยี นงานตีความคมั ภรี ์ไบเบิลกบั งานศกึ ษาด้านไสยศาสตร์มากกวา่ งานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เสยี อกี เขาตอ่ ต้านแนวคดิ ตรีเอกภาพอยา่ งลบั ๆ และเกรงกลวั ในการถกู กลา่ วหาเนือ่ งจากปฏเิ สธการถือบวช 2
อลั แบร์ท ไอน์ชไตน์ 16 หรือ อลั เบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็ นศาสตราจารย์ทางฟิสกิ ส์และนกั ฟิสกิ สท์ ฤษฎี ชาวเยอรมนั เชือ้ สายยวิ ซงึ่ เป็ นทย่ี อมรับกนั อยา่ งกว้างขวางวา่ เป็ นนกั วิทยาศาสตร์ทีย่ ง่ิ ใหญ่ท่สี ดุ ในคริสต์ศตวรรษท่ี 20 เขาเป็ นผ้เู สนอทฤษฎสี มั พทั ธภาพ และมีสว่ น ร่วมในการพฒั นากลศาสตร์ควอนตมั กลศาสตร์สถติ ิ และจกั รวาลวทิ ยา เขาได้รับรางวลั โนเบลสาขาฟิสกิ ส์ใน พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเลก็ ทริก และจาก \"การทาประโยชน์แก่ฟิสกิ สท์ ฤษฎ\"ี หลงั จากทไี่ อน์สไตน์ค้นพบทฤษฎสี มั พทั ธภาพทวั่ ไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็ นผ้ทู มี่ ชี ื่อเสยี งซง่ึ เป็ นเร่ือง ทีไ่ มค่ อ่ ยธรรมดานกั สาหรับนกั วิทยาศาสตร์คนหนง่ึ ในปี ตอ่ ๆ มา ช่ือเสยี งของเขาได้ขยายออกไป มากกวา่ นกั วิทยาศาสตร์คนอนื่ ๆในประวตั ศิ าสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็ นแบบอยา่ งของความฉลาดหรือ อจั ฉริยะ ความนิยมในตวั ของเขาทาให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แตก่ ารจดทะเบยี นชื่อ \"อลั เบิร์ต ไอน์สไตน์\" ให้ เป็ นเคร่ืองหมายการค้า ตวั ไอน์สไตน์เองมคี วามระลกึ ถงึ ผลกระทบทางสงั คม ซงึ่ มีผลมาจากการค้นพบทางวทิ ยาศาสตร์อยา่ งลกึ ซงึ ้ ในฐานะท่เี ขา ได้เป็ นปชู นียบคุ คลแหง่ ความบรรลทุ างปัญญา เขายงั คงถกู ยกยอ่ งให้เป็ นนกั ฟิสกิ สท์ ฤษฎที ม่ี อี ิทธิพลตอ่ วิทยาศาสตร์ที่สดุ ในยคุ ปัจจบุ นั ทกุ การสร้างสรรค์ของเขายงั คงเป็ นท่เี คารพนบั ถือ ทงั้ ในความเชื่อในความสงา่ ความงาม และความรู้แจ้ง เหน็ จริงในจกั รวาล (คือแหลง่ เสริมสร้างแรงบนั ดาลใจในวทิ ยาศาสตร์ให้แก่นกั วิทยาศาสตร์สว่ นใหญ่) เป็ นสงู สดุ ความ ชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถงึ องค์ประกอบของจกั รวาล ซง่ึ งานเหลา่ นถี ้ กู นาเสนอผา่ นผลงานและหลกั ปรัชญาของเขา ในทกุ วนั นี ้ไอน์สไตน์ยงั คงเป็ นที่รู้จกั ดใี นฐานะนกั วิทยาศาสตร์ท่โี ดง่ ดงั ท่สี ดุ ทงั้ ในวงการวิทยาศาสตร์และ นอกวงการ 17 2
17 โยฮันเนส เคปเลอร์ นกั ดาราศาสตร์ นกั โหราศาสตร์และนกั คณิตศาสตร์ชาวเยอรมนั ผ้มู สี ว่ นสาคญั ในการปฏิวตั วิ งการวิทยาศาสตร์ เขาค้นพบกฎการเคลอ่ื นท่ขี องดาวเคราะห์ในงาน Astronomia nova, Harmonice Mundi ของเขา และได้แตง่ หนงั สอื ช่ือ Epitome of Copernican Astronomy โยฮนั เนส เคปเลอร์ ประกอบอาชพี เป็ นครูสอนคณิตศาสตร์ทโ่ี รงเรียน Graz (ภายหลงั เปลยี่ นเป็ น มหาวิทยาลยั Graz) และเป็ นผ้ชู ว่ ยของ ไทโค บราเฮ นกั คณิตศาสตร์ในความอปุ ถมั ภ์ของจกั รพรรดิรูดอ็ ลฟ์ ท่ี 2 ผ้ซู ง่ึ รวบรวมรวมข้อมลู ของดาวเคราะห์มาตลอดชีวติ และปทู างให้เคปเลอร์ค้นพบกฎการเคลอ่ื นทขี่ องดาวเคราะหใ์ นเวลา ตอ่ มา เขาทางานด้านทศั นศาสตร์ และชว่ ยสนบั สนนุ การค้นพบกล้องโทรทรรศน์ของกาลเิ ลโอ กาลเิ ลอี เขาถกู ยกยอ่ งวา่ เป็ น \"นกั ฟิสกิ ส์ดาราศาสตร์ทฤษฎีคนแรก\" แตค่ าร์ล ซาแกน ยกยอ่ งเขาในฐานะ \"นกั โหราศาสตร์ทาง วิทยาศาสตร์คนสดุ ท้าย\" 2
18 เอ็ดวิน พาเวลล์ ฮบั เบลิ นกั ดาราศาสตร์ผ้ยู ิง่ ใหญ่ทส่ี ดุ คนหนง่ึ ในศตวรรษที่ 20 ศกึ ษารายละเอยี ดของดาวฤกษ์แตล่ ะดวงในกาแลก็ ซี เอ็ม 33 ซง่ึ เป็ นกาแลก็ ซเี พอื่ นบ้าน พบวา่ ดาวฤกษ์เหลา่ นอี ้ ยนู่ อกกาแลก็ ซขี่ องเราออกไป หลงั จากทฮี่ บั เบลิ ได้พิสจู น์วา่ มีกาแลก็ ซีอื่น อีกจานวนมาก เขายงั ได้พสิ จู น์อกี วา่ กาแลก็ ซเี หลา่ นี ้กาลงั เคลอ่ื นทหี่ า่ งออกไป เมื่อกาแลก็ ซอี ืน่ เคลอ่ื นทหี่ า่ งออกไปหรือเคลอ่ื นที่เข้าหากาแลก็ ซีของเรา แสงท่ีสงั เกตเหน็ จากกาแลก็ ซีเหลา่ นี ้จะเป็ นสอี ื่นที่ แตกตา่ งไปจากตอนทยี่ งั ไมไ่ ด้เคลอื่ นท่ี กล้องโทรทรรศน์ฮกุ เกอร์ ขนาด 100 นวิ ้ ท่เี มาทว์ ิลสนั ซง่ึ ฮบั เบลิ ใช้ ตรวจจบั เรดชิฟต์ และค้นพบการขยายตวั ของเอกภพ ถ้ากาแลก็ ซเี คลอ่ื นท่ีหา่ งออกไปจะปรากฏมสี แี ดงขนึ ้ เรียกวา่ กาแลก็ ซมี กี ารเขยอื ้ นไปทางสแี ดงหรือ \"เรดชิฟต์\" (redshift) ถ้า เคลอื่ นท่เี ข้าหาเรา กาแลก็ ซจี ะปรากฏมีสนี า้ เงินขนึ ้ เรียกวา่ เขยือ้ นไปทางสนี า้ เงินหรือ \"บลชู ิฟต์\" (blueshift) 6ฮบั เบลิ ใช้ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์วดั ความเร็วของกาแลก็ ซี ตา่ งๆ และค้นพบความสมั พนั ธ์เหลอื เชื่อทวี่ า่ กาแลก็ ซยี งิ่ อยไู่ กลยิ่งเคลอ่ื นที่ด้วยความเร็วสงู ขนึ ้ นนั่ คอื เขาค้นพบวา่ อตั ราเร็วของกาแลก็ ซเี ป็ นปฏภิ าคโดยตรงกบั ระยะหา่ ง ปัจจบุ นั เรียกวา่ กฎของฮบั เบลิ กฎนแี ้ สดงวา่ เอกภพทงั้ หมดกาลงั มี ขนาดโตขนึ ้ อนงึ่ ภาพถา่ ยแรกทไี่ ด้จากกล้องฮบั เบลิ ถกู เปรียบเทียบเป็ นภาพโมนาลซิ า่ แหง่ วงการดาราศาสตร์ 2
19 จดุ กาเนดิ ดวงดาว ปฏิกิริยาฟิชชนั่ มผี ลตอ่ กาเนิด ของดวงดาวหรือไมค่ วามจริงแล้ว ปฏิกิริยาที่มผี ลตอ่ กาเนดิ ของ ดวงดาวคอื ปฏิกิริยาฟิวชนั่ ปฏิกิริยาฟิชชนั่ คือปฏิกิริยาที่ นวิ เคลยี ร์ทมี่ ขี นาดใหญ่ อยา่ งเช่น ยเู รเนียม แตกตวั ออกโดยปลอ่ ย พลงั งานมหาศาลออกมา ด้วย สว่ นปฏิกิริยาฟิวชน่ั คือปฏิกิริยาทเี่ กิดจากการรวมตวั กนั ของนิวเคลยี ร์ขนาดใหญ่ และก็ ปลอ่ ยพลงั งานออกมาเช่นกนั กลมุ่ ก๊าซท่รี วมตวั กนั กลายเป็ น กาเนดิ ของดวงดาวอยา่ งเชน่ ดวงอาทติ ย์นนั้ จะเกิดขนึ ้ เมื่อเกิดปฏิกิริยาฟิวชน่ั ท่ีจดุ ศนู ยก์ ลาง ซง่ึ เรียกเหตกุ ารณ์นี ้ วา่ การกาเนดิ ของดวงดาว แล้วก๊าซจาเป็ นตอ่ กระบวนการ กาเนดิ ดวงดาวหรือไม่ ไมม่ กี าร ระบชุ นดิ ของก๊าซลงไปแนน่ อน นกั วา่ ชนดิ ใดทีจ่ าเป็ น อยา่ งเชน่ ในกลมุ่ ดวงดาวหนง่ึ ๆ มปี ริมาณ ก๊าซไฮโดรเจนอยเู่ ป็ นจานวนมากซง่ึ การทีก่ ๊าซไฮโดรเจน เกิดการรวมตวั กนั ทีจ่ ดุ ศนู ย์กลางของกลมุ่ ก๊าซทาให้เกิด กระบวนการกาเนิดดวงดาวขนึ ้ แตถ่ ้าในกลมุ่ ก๊าซใดทม่ี ีก๊าซ คาร์บอนอยมู่ าก ก็สามารถเกิดการรวมตวั ของกลมุ่ ก๊าซ ทท่ี าให้เกิดดวงดาวอกี ชนดิ หนง่ึ จะเหน็ วา่ กลมุ่ ก๊าซตา่ งชนิดกนั ก็ จะให้กาเนดิ ดวงดาวทแี่ ตกตา่ งกนั ด้วย อาจจะตา่ งกนั ในรูปของขนาด ท่ีมีทงั้ ใหญ่เลก็ หรือความสวา่ งของดวงดาว สว่ นของกาแลกซี่ทม่ี กี าเนดิ ของดวงดาวมาก จะอยใู่ นบริเวณทก่ี ลมุ่ เมฆของก๊าซทห่ี นาแนน่ มาก ซงึ่ กลมุ่ เมฆทม่ี ีความ เหมาะสม สว่ นใหญ่แล้วจะมี ก๊าซไฮโดรเจนอยดู่ ้วย เรียกวา่ Molecular Clouds กลมุ่ ของดาวดวงใหมท่ เี่ กิดขนึ ้ จะพบ 2
20 เหน็ มากใกลๆ้ Molecular Clouds ดวงดาวจะต้องมีความรอ้ นมากเท่าไร จึงจะถอื กาเนิดข้นึ มาได้ หรืออกั นัยหนงึ่ ก็คอื ที่อุณหภูมิ เทา่ ไหรท่ ่ปี ฏิกิริยาฟวิ ชน่ั จะเกิดขน้ึ คาตอบก็คอื ประมาณ 10 ลา้ นองศาเคลวิน หรอื 20 ลา้ นองศาฟาร์เรนไฮต์ ซึง่ ทอี่ ุณหภูมนิ ี้มผี ลตอ่ ปฏิกริ ิยาฟิวชัน่ ที่เกิดขึ้นคอื นวิ เคลยี สของไฮโดรเจนซ่งึ เปน็ โปรตอน จะรวมตวั กนั กบั อีกตวั ทมี่ ปี ระจุ ไฟฟ้าเดียวกนั แต่เป็นทท่ี ราบกนั ดอี ยูแ่ ลว้ วา่ ประจไุ ฟฟา้ เหมอื นกันจะผลักกัน การทไ่ี ฮโดรเจน จะรวมตัวกันไดต้ ามปฏิกริ ิยา ฟิวชน่ั น้นั ตอ้ งใช้ความเร็วอยา่ งสงู ท่จี ะเอาชนะแรงผลกั นัน้ ได้ เหมอื นกบั คณุ มลี ูกโป่ง อยู่รอบเอวของคุณ ทาให้คณุ ไมส่ ามารถ เอามอื แตะผนงั ได้ ทางเดียวทจี่ ะทาไดก้ ค็ ือ คณุ จะตอ้ งถอยหลงั และวิ่งอย่างเรว็ และสุดแรงเพ่อื ท่ีจะเอาชนะแรงดันอากาศ ภายในลกู โป่งจนสามารถเอามอื แตะผนงั ได้ เชน่ เดยี วกบั ดวงดาวทโี่ ปรตอนหลายๆ ตวั ตา่ งว่ิงอย่างรวดเรว็ เพอื่ เข้าใกลก้ ันมาก ท่สี ุด เม่ืออนภุ าคของก๊าซมีความเร็วสงู ก็ทาใหเ้ กิดความร้อนขึน้ สงู ดว้ ย อุณหภูมิก็คือการวดั ความเร็ว ในการเคลอ่ื นทข่ี อง อนภุ าคก๊าซน่ันเอง แลว้ คณุ คิดว่ากาเนิดของดวงดาว จะใชเ้ วลานานเท่าไหร่ การกาเนดิ ดวงดาวอย่างดวงอาทติ ย์นนั้ ใช้เวลา ยาวนานถงึ หลายสิบลา้ นปี เม่ือกลมุ่ กา๊ ซ ทท่ี าให้เกิดดวงอาทิตยม์ คี วามหนาแนน่ ระหว่างดวงดาวมาก และมรี ปู ทรงกลม ท่มี ี รัศมีใหญม่ าก (เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั ดวงอาทติ ย)์ นาดของมัน จะเรมิ่ หดตัวและบบี แนน่ ขึ้นจนกระท่ังความร้อนเพ่มิ ขนึ้ สงู ถงึ 10 ล้านองศาเคลวินซึ่งทาใหเ้ กิด ปฏิกิริยาฟิวช่ัน การหดตวั นนั้ จะเกดิ ข้นึ ได้ เม่อื พ้ืนผิวของทรงกลมมกี ารสญู เสยี พลังงาน (ไม่มแี สงสว่าง) วตั ถเุ รม่ิ อยนู่ งิ่ ภายใตน้ า้ หนกั ตัวของมนั เอง เม่อื อุณหภมู สิ ูง ถึง 10 ล้านองศาเคลวิน ปฏิกริ ิยาฟวิ ชั่น เร่มิ ข้ึนจะมีการปล่อยพลังงานออกมา เปน็ จานวนมากซ่ึงจะ ทดแทนพลังงาน ทส่ี ญู เสยี ไปบริเวณพ้นื ผวิ ซ่งึ ทาให้ รปู ทรงกลมหยดุ การ ดงึ ดดู กนั เริ่มเปน็ ดวงดาวเหมือนดวงอาทติ ย์ กระบวนการการสญู เสยี พลงั งานและ หดตวั ในขณะทอี่ ณุ หภมู ทิ ีจ่ ดุ ศนู ยก์ ลางสูงขน้ึ เมอื่ มคี วามดนั มากขนึ้ นี้ ใช้เวลา มากกว่า 10 ล้านปี จะเหน็ วา่ ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน กว่าท่ีดวงดาวจะถอื กาเนิดข้ึนมาไดซ้ ึง่ มนุษยชาตกิ ็เฝา้ มองการเปลี่ยนแปลงของ ดวงดาวทีเ่ กดิ ขึ้น ตลอดเวลา เน่ืองจากอาจจะมผี ลต่อการเปลีย่ นแปลง ของระบบสรุ ยิ จกั รวาลท่เี รากาลังอาศัยอย่กู ็ได้ 2
กลมุ่ ดาว 21 กลมุ่ ดาว คอื กลมุ่ ของดาวฤกษ์ ท่ีสามารถเช่ือมตอ่ กนั เป็ นรูปร่างตา่ ง ๆ ตามแตจ่ ินตนาการในอวกาศสามมิต.ิ สว่ นใหญ่ แล้ว ดาวฤกษ์ในกลมุ่ ดาวเดียวกนั ท่เี ราเห็นอยใู่ กล้กนั บนทรงกลมฟ้ า ไมไ่ ด้มีความเกี่ยวข้องกนั และหา่ งไกลกนั มากในอวกาศ. กลมุ่ ดาวอยา่ ง \"ไมเ่ ป็ นทางการ\" ทเ่ี ป็ นทรี่ ู้จกั กนั อยา่ งกว้างขวาง แตไ่ มไ่ ด้รับการรับรองโดยนกั ดาราศาสตร์ หรือสหพนั ธ์ดาราศาสตร์สากล เรียกวา่ ดาวเรียงเดน่ (asterism) ตวั อยา่ งเช่น กระบวยใหญ่ คนไทยรู้จกั และตงั้ ชื่อกลมุ่ ดาวอยบู่ ้าง แตไ่ มท่ วั่ ทงั้ ทรงกลมฟ้ า สว่ นใหญ่เป็ นกลมุ่ ดาวที่มดี าวฤกษ์สวา่ งเป็ นสมาชิก และมกั ใช้คาวา่ \"ดาว\" นาหน้า สหพนั ธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) แบง่ พนื ้ ทใ่ี นท้องฟ้ าออกเป็ นกลมุ่ ดาว 88 กลมุ่ โดยกาหนดเขตแดนท่แี นน่ อนและ แมน่ ยา กลมุ่ ดาวในซกี ฟ้ าเหนือสว่ นใหญ่มาจากกรีกโบราณจนถึงสมยั กลาง 2
23 1 กลุ่มดาวหมใี หญ่ เป็นกลมุ่ ดาวท่มี ตี านานเก่ียวขอ้ งกับคลั ลิสโตในเทพนิยายกรกี ดาวฤกษ์ท่ีสว่างที่สุด 7 ดวง ทาให้ เกดิ ดาวเรยี งเดน่ ซึ่งคนไทยเรียกว่า ดาวจระเข้ คนลาว เรียกว่า ดาวหัวช้าง ในสหราชอาณาจกั ร เรียกว่า คันไถ ในจีนและอเมรกิ าเหนอื เรยี กว่า กระบวยใหญ่ กลุม่ ดาวหมีใหญ่ เปน็ กลุ่มดาวสาคญั ชว่ ยชีห้ าดาวเหนือได้ โดยไลจ่ ากขาหนา้ ขวา (βUMa) ไป ทางขาหน้าซา้ ย (αUMa) เลยออกไปอีกประมาณ 5 ชว่ ง นอกจากกลมุ่ ดาวหมใี หญ่ ยังมีอกี กลุม่ ท่ี ใช้หาดาวเหนอื ได้คือ กลุม่ ดาวแคสซโิ อเปยี หรอื ดาวคา้ งคาว สาหรับคนในซกี โลกเหนอื กลุม่ ดาวหมใี หญ่เป็นกล่มุ ดาวท่มี องเห็นได้ตลอดทั้งปเี ชน่ เดียวกบั ดาว เหนอื แต่ในทางกลับกันเนื่องจากเปน็ กลมุ่ ดาวทอี่ ยู่ในซีกฟ้าเหนือ ผู้ท่อี าศยั อยู่ทางซีกโลกใตม้ าก ๆ จะเหน็ ไดล้ าบาก เพราะตาแหนง่ ดาวบนทรงกลมท้องฟ้า จะอยใู่ ต้พืน้ โลกเกือบตลอดเวลา 2
2 กลุ่มดาวนายพราน 24 กลมุ่ ดาวนายพราน (อังกฤษ: Orion) เปน็ กล่มุ ดาวท่ีมชี ื่อเสยี ง คนไทยเรียกว่า ดาวเตา่ การทม่ี ดี าว ฤกษ์สวา่ งหลายดวงเป็นสมาชิก และมีตาแหนง่ อยู่บรเิ วณเส้นศนู ย์สตู รฟ้า ทาให้มองเหน็ ได้ทัว่ โลก และอาจเป็นทีร่ จู้ กั กว้างขวางทส่ี ุดในบรรดากลุม่ ดาวบนทอ้ งฟ้า[1] ดาวสามดวงทีป่ ระกอบกนั เป็น \"เขม็ ขัดของนายพราน\" เป็นดาวทมี่ คี วามสว่างปานกลางแต่กส็ ามารถสงั เกตเห็นได้ง่าย สาหรับผู้ สังเกตการณ์ท่ีอยใู่ นซกี โลกเหนือจะสามารถมองเห็นกลุ่มดาวน้ีไดต้ ัง้ แตช่ ว่ งเย็นของเดอื นตลุ าคมไป จนถงึ เดือนมกราคม จากนั้นจะสามารถเห็นได้ในชว่ งเช้ามดื ตัง้ แตป่ ลายเดอื นกรกฎาคมถึง พฤศจิกายน ตาแหนง่ ของกลุ่มดาวนายพรานเทยี บกับกลมุ่ ดาวขา้ งเคยี งสามารถจนิ ตนาการออกมาเป็นภาพได้ ดงั น้ี : นายพรานโอไรอนั ยืนอยขู่ ้างแม่นา้ เอริดานัส มีหมาลา่ เนื้อสองตวั อยเู่ คียงข้างคอื คานสิ ใหญ่ และคานิสเลก็ เขากาลงั สู้กบั ววั เทารสั โดยมเี หยอ่ื อื่นอย่ขู า้ งๆ อีกเชน่ ลปี สั กระตา่ ยป่า กลุ่มดาวนายพรานมีดาวไรเจลเปน็ ดาวสว่างที่สดุ แต่ดาวทม่ี ีชอ่ื เสียงคือดาวบีเทลจสุ ดาวยักษแ์ ดง ซงึ่ เปน็ องคป์ ระกอบหนง่ึ ในสามดวงของดาวสามเหลี่ยมฤดหู นาว (คอื ดาวบีเทลจสุ ดาวซิรอิ ุส และ ดาวโปรซิออน) เราสามารถใช้กลุม่ ดาวนายพรานสาหรับการชดี้ าวต่างๆ ไดม้ ากมาย เชน่ ลากจาก ดาวอัลนลิ มั ไป ดาวเมสสา จะช้ตี รงทิศเหนือ ใตก้ ลุ่มดาวนายพรานเปน็ กลุ่มดาวกระตา่ ยป่า ดาว ไรเจลอยตู่ ิดกบั กลุ่มดาวแมน่ า้ ที่มีดาวอะเคอร์น่าเป็นดาวเดน่ (ไม่ได้อยตู่ ดิ กนั ) เขม็ ขัดนายพรานช้ี ไปทดี่ าวตาววั (อัลดิบารนั ) และถา้ ลากจากไรเจลผ่านบเี ทลจุสจะได้ดาวคาสเตอร์ เปน็ ตน้ 3.กลุ่มดาวค้างคาว 25 2
กล่มุ ดาวแคสซโิ อเปี ย เป็ นกล่มุ ดาวในซีกฟ้ าเหนือ เชน่ เดียวกบั ดาวเหนือ ในซกี โลกเหนือ กล่มุ ดาวแคสซโิ อเปี ย เป็นกล่มุ ดาวที่มองเหน็ ได้ตลอดทงั้ ปี แตใ่ นทางกลบั กนั เน่ืองจากเป็นกล่มุ ดาว บนทรงกลมท้องฟ้ าซกี เหนือ ผ้ทู ี่อาศยั อยทู่ างซกี โลกใต้มากๆจะพบได้ลาบาก เพราะตาแหนง่ ดาวบน ทรงกลมท้องฟ้ า จะอยใู่ ต้พนื ้ โลกเกือบตลอดเวลา กลมุ่ ดาวนีเ้ป็นหน่ึงในกล่มุ ดาว 48 กลมุ่ ท่ีอยใู่ นรายการของทอเลมี และยงั เป็นกล่มุ ดาวในรายการกลมุ่ ดาว 88 กล่มุ ที่รับรองโดย สหพนั ธ์ดาราศาสตร์สากล กล่มุ ดาวนีแ้ ทนราชินี แคสซโิ อเปี ย ในตานานเทพปกรณมั กรีก ราชินีแคสซโิ อเปี ยเป็นพระชนนี ของ เจ้าหญิงแอนโดรมีดา ดหู มิน่ เทพ ทาให้เจ้าหญิงถกู จบั สงั เวย อสรู วาฬ แตว่ ีรบรุ ุษ เพอร์ซิ อสุ มาชว่ ยไว้ทนั 4.กลุ่มดาวลูกไก่ 26 2
กระจุกดาวลูกไก่ หรอื กระจกุ ดาวไพลยาดีส (องั กฤษ: Pleiades) หรอื วัตถเุ มสสเิ ยร์ M45 หรือ ดาวพนี่ อ้ งท้งั เจด็ เป็นกระจุกดาวเปดิ ในกลุ่มดาววัว ประกอบด้วยดาวฤกษร์ ะดับ B ทมี่ ีประวตั กิ าร สังเกตมาต้ังแตส่ มยั กลาง นบั เปน็ หนึ่งในกระจุกดาวทอ่ี ยูใ่ กล้โลกมากที่สุด และอาจเปน็ กระจกุ ดาว ทีม่ ชี ื่อเสยี งมากทสี่ ุดและสามารถมองเหน็ ได้อยา่ งชัดเจนด้วยตาเปลา่ กระจกุ ดาวนีป้ ระกอบด้วยดาวฤกษ์สีน้าเงนิ ท่มี อี ายรุ าว 100 ลา้ นปี แตเ่ ดิมเคยเชื่อว่าเศษฝุน่ ที่ทา ใหเ้ กิดการสะท้อนแสงจาง ๆ เรอื งรองรอบดาวฤกษ์ทส่ี ว่างที่สดุ น่าจะเปน็ เศษที่หลงเหลือจากการ กอ่ ตวั ของกระจุกดาว (จงึ มชี อ่ื เรยี กอีกชื่อหนึ่งว่า เนบิวลามายา ตามชื่อดาวมายา) แต่ปจั จบุ ันเปน็ ที่ประจักษ์แลว้ ว่าไม่มคี วามเกีย่ วข้องกัน เป็นเพยี งฝุ่นเมฆในสสารระหว่างดาวที่ดาวฤกษก์ าลงั เคลอ่ื นผา่ นเท่านนั้ นกั ดาราศาสตรค์ าดการณว์ ่ากระจกุ ดาวน้ีจะมีอายตุ ่อไปอีกอยา่ งน้อย 250 ล้าน ปี หลงั จากนน้ั กจ็ ะกระจดั กระจายออกไปเนอ่ื งจากปฏกิ ริ ยิ าแรงโนม้ ถ่วงที่เกดิ จากดาราจกั รเพอื่ น บา้ นใกล้เคียง 5.กล่มุ ดาวแมงป่ อง 27 2
กลุ่มดาวแมงปอ่ ง หรือ กลุ่มดาวพิจกิ (♏) เป็นกลุม่ ดาวหน่งึ ในกลุม่ ดาวจักรราศี อยูร่ ะหว่างกลมุ่ ดาวตาชงั่ ทางทิศตะวันตกกบั กลุม่ ดาวคนยงิ ธนูทางทิศตะวันออก เปน็ กลมุ่ ดาวทมี่ ีขนาดใหญ่ อยู่ใน ซีกฟา้ ใต้ ใกลก้ บั ศูนยก์ ลางทางชา้ งเผอื ก มีดาวท่ีสาคัญคอื ดาวปารชิ าต ซึ่งมสี ีส้มแดง ในขณะที่ดาว ดวงอน่ื เรียงเปน็ แถวยาวโค้งคลา้ ยกบั หางแมงป่อง กล่มุ ดาวแมงปอ่ งเปน็ หนง่ึ ในกลุม่ ดาวบนฟา้ ท่มี ีลกั ษณะเด่นทีส่ ดุ สงั เกตง่าย และถงึ แมจ้ ะต่างภาษา และวัฒนธรรมกนั หลายชาติกเ็ รยี กลักษณะของกล่มุ ดาวน้ีตรงกนั วา่ มรี ูปรา่ งคล้ายกับแมงป่อง 2
แหลง่ อ้างอิง ขอบคณุ เรื่องราวจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B 8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8 %94%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B 8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0% B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E 0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B 8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8 %98 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8-%--B2%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8 %81%E0%B8%A3%E0%B9%8C https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_(%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B 8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C) https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8 %87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8 %AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8 %B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9 %80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%AA https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8 %9B%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B8%99 2
https://sites.google.com/site/xekphphlaeadwngdaw/cud-kaneid-khxng-dwngdaw https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8 %A5%E0%B9%82%E0%B8%AD_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0 %B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B5 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%81_%E0%B 8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B 8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95_%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%8C%E 0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9 %80%E0%B8%99%E0%B8%AA_%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0% B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8 %B4%E0%B8%99_%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0% B8%A5 https://th.wikipedia.org/sec-warning http://tawatchai18.blogspot.com/p/blog-page_94.html วดิ ีโอ https://www.youtube.com/watch?v=-iUXCfb-YbQ https://www.youtube.com/watch?v=PmrnncaEtPY 2
ผูจ้ ดั ทา ด.ญ.นนั ทณิ ี อินตานนั ท์ เลขที่ 23 ด.ญ.วภิ าวดี กองตนั เลขที่ 33 ชั้นมะยมศึกษาปีท่ี 1/1 เสนอ ครุ ครู ปภัสสร ก๋าเขยี ว วชิ า สร้างหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ โรงเรียนแจห้ ม่ วทิ ยา อาเภอแจ้หม่ จังหวัดลาปาง สานกั งาเขตพื้นที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 35 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2562 2
2
Search
Read the Text Version
- 1 - 33
Pages: