บาลีไวยากรณ์ เรื่อง สมญั ญาภิธาน – สนธิ 1. บาลีไวยากรณ์ แปลว่าอะไร มีก่ีภาค อะไรบ้าง จงอธิบาย ? ตอบ บาลีไวยากรณ์ แปลวา่ ปกรณ์ทาให้แจ้งซงึ่ บาลี ( หลกั บาลี ) บาลีไวยากรณ์ วเิ คราะห์วา่ ปาลิ วยากโรตีติ ปาลเิ วยยากรณ (ปกรณ) แปลวา่ อ. ปกรณ์ใด ยอ่ มทาให้แจ้งซง่ึ บาลี เพราะเหตนุ นั้ อ. ปกรณ์นนั้ ช่ือวา่ ปาลิเวยยากรณ (ปาลิเวยยากรณ อ. ปกรณ์อนั ทาให้แจ้งซง่ึ บาลี) บาลีไวยากรณ์ แบง่ เป็น 4 ภาค คอื 1. อกั ขรวธิ ี ว่าด้วยเร่ืองอกั ษร จดั เป็ น 2 คอื สมญั ญาภิธาน – สนธิ 2. วจีวิภาค แบง่ คาพดู ออกเป็น 6 สว่ น คอื 1. นาม 2. อพั ยยศพั ท์ 3. อาขยาต 4. กิตก์ 5. สมาส 6. ตทั ธิต 3. วากยสมั พนั ธ์ วา่ ด้วยการก คือ ผ้ทู า ตลอดถงึ ประพนั ธ์คาพดู ท่ีแบง่ ไว้ในวจีวภิ าคนนั้ ให้เข้าเป็นประโยคเดียวกนั 4. ฉนั ทลกั ษณ์ วา่ ด้วยการแสดงวธิ ีแตง่ ฉนั ท์ 2. อะไรเรียกว่า “อกั ขระ” และ “อกั ขระ” แปลวา่ อะไร มีเทา่ ไหร่ อะไรบ้าง ? ตอบ เสียงก็ดี ตวั หนงั สือก็ดี เรียกวา่ “อกั ขระ” “อกั ขระ” แปลวา่ ไมร่ ู้จกั สนิ ้ ไปอยา่ งหนง่ึ ไมเ่ ป็นของแข็งอยา่ งหนง่ึ อกั ขระในภาษาบาลีมีอยู่ 41 ตวั โดยแบง่ เป็น สระและพยญั ชนะ ดงั นี ้ คือ - สระ 8 ตวั คือ อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ - พยญั ชนะ 33 ตวั คือ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ฌญ ฏ ฐฑ ฒณ ต ถ ท ธน ป ผ พ ภม ยรลวสหฬอ
3. อะไรเรียกวา่ “นสิ สยั ” อะไรเรียกวา่ “นิสิต” และอะไรเรียกวา่ “อนสุ าร” จงอธิบาย ? ตอบ “นิสสยั ” คือ สระทงั้ 8 ( อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ) มีอานาจออกเสียงในตวั และ ทาพยญั ชนะให้ออกเสียงได้ด้วย สระทงั้ 8 เรียกวา่ “นิสสยั ” แปลวา่ เป็นท่ีอาศยั ของพยญั ชนะ “นสิ ติ ” คือ พยญั ชนะทงั้ 33 ตวั ( ตงั้ แต่ ก จนถงึ อ ) พยญั ชนะ หมายถงึ ส่ิงที่ทา เนือ้ ความให้ปรากฏ พยญั ชนะทงั้ 33 ตวั เรียกวา่ “นิสติ ” แปลวา่ อาศยั คือ อาศยั สระจงึ ออกเสียงได้ และ พยญั ชนะเป็นเหตทุ าเนือ้ ความของสระให้ปรากฏชดั ขนึ ้ เฉพาะ อ ( องั นคิ หติ ) ตามศาสนโวหารหรือคมั ภีร์ศพั ทศาสตร์ เรียกวา่ “อนสุ าร” ( ไปตามสระ ) 4. พยญั ชนะ แบง่ เป็นเทา่ ไหร่ อะไรบ้าง และ สาเหตทุ ี่ต้องจดั แบง่ เชน่ นนั้ เพราะอะไร ? ตอบ “พยญั ชนะ” แบง่ เป็น 2 พวก คือ พยญั ชนะวรรค และ พยญั ชนะอวรรค 1. พยญั ชนะวรรค มีอยู่ 25 ตวั คอื ก ข ค ฆ ง 5 ตวั นี ้ เรียกวา่ ก วรรค จ ฉ ช ฌ ญ 5 ตวั นี ้ เรียกวา่ จ วรรค ฏ ฐ ฑ ฒ ณ 5 ตวั นี ้ เรียกวา่ ฏ วรรค ต ถ ท ธ น 5 ตวั นี ้ เรียกวา่ ต วรรค ป ผ พ ภ ม 5 ตวั นี ้ เรียกวา่ ป วรรค สาเหตทุ ี่จดั เพราะเป็นพวกเป็นหมเู่ ดียวกนั ตามฐานกรณ์ 2. พยญั ชนะอวรรค มีอยู่ 8 ตวั คอื ย ร ล ว ส ห ฬ อ สาเหตทุ ่ีจดั เพราะไมเ่ ป็นพวกเป็นหมเู่ ดยี วกนั ตามฐานกรณ์ 5. สระจดั เป็น รัสสะ ฑีฆะ ครุ ลหุ ได้อยา่ งไร ? ตอบ สระจดั เป็น รัสสะ ฑีฆะ ครุ ลหุ ได้ดงั นี ้ 1. อ อิ อุ 3 ตวั นี ้ และ เอ โอ ท่ีมีพยญั ชนะสงั โยค (ซ้อนกนั ) อยเู่ บือ้ งหลงั มีเสียงสนั้ จดั เป็น “รัสสะ” 2. อา อี อู เอ โอ มีเสียงยาว จดั เป็ น “ฑีฆะ” 3. สระที่มีเสียงหนกั คือ เป็นฑีฆะล้วนแลรัสสะ เพราะมีพยญั ชนะสงั โยคหรือ นิคหิตอยเู่ บอื ้ งหลงั จดั เป็น “ครุ” 4. สระท่ีมีเสียงเบา คือ เป็ นรัสสะล้วน ไมม่ ีพยญั ชนะสงั โยคหรือนิคหิตอยู่ เบอื ้ งหลงั จดั เป็น “ลห”ุ 6. สระจดั เป็นคไู่ ด้ยา่ งไร และ “สงั ยตุ ตสระ” คือสระเชน่ ไร ?
ตอบ สระทงั้ 8 จดั เป็นคไู่ ด้ 3 คู่ คือ อ อา เรียกวา่ อวณโณ อิ อี เรียกวา่ อวิ ณโณ อุ อู เรียกวา่ อวุ ณโณ “สงั ยตุ ตสระ” คือ สระผสมกนั ได้แก่ เอ, โอ ดงั นี ้ คือ อ กบั อิ ผสมกนั เป็น เอ อ กบั อุ ผสมกนั เป็น โอ 7. “ฐาน” และ “กรณ์” ของอกั ขระ คืออะไร มีเท่าไหร่ อะไรบ้าง ? ตอบ ฐานของอกั ขระ คือ ท่ีตงั้ ท่ีเกิดของอกั ขระ มีอยู่ 6 อย่าง คอื 1. กณโฐ คอ 2. ตาลุ เพดาน 3. มทุ ธา ศรี ษะหรือป่ มุ เหงือก 4. ทนโต ฟัน 5. โอฏโฐ ริมฝี ปาก 6. นาสิกา จมกู กรณ์ของอกั ขระ คือ เคร่ืองทาเสียงของอกั ขระ มีอยู่ 4 อยา่ ง คือ 1. ชวิ หามชฌ ทา่ มกลางลนิ ้ 2. ชิวโหปคค ถดั ปลายลิน้ เข้ามา 3. ชิวหคค ปลายลิน้ 4. สกฏฐาน ฐานของตน 8. อกั ขระท่ีจดั ตาม “ฐาน” และ “กรณ์” ได้อยา่ งไร จงเขียนมาให้ดู ? ตอบ อกั ขระที่จดั ตามฐาน 1. อ อา ก ข ค ฆ ง ห เกิดท่ีคอ เรียกวา่ กณฐชา 2. อิ อี จ ฉ ช ฌ ญ ย เกิดที่เพดาน เรียกวา่ ตาลชุ า 3. ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ร ฬ เกิดที่ศีรษะหรือป่ มุ เหงือก เรียกวา่ มทุ ธชา 4. ต ถ ท ธ น ล ส เกิดท่ีฟัน เรียกวา่ ทนตชา 5. อุ อู ป ผ พ ภ ม เกิดที่ริมฝี ปาก เรียกวา่ โอฏฐชา 6. อ ( องั นคิ หิต ) เรียกว่า นาสิกฏฐานชา ( เพม่ิ เตมิ ) ว เกิดที่ ฟัน และ ริมฝี ปาก เรียกวา่ ทนโตฏฐโช เอ เกิดท่ี คอ และ เพดาน เรียกวา่ กณฐตาลโุ ช โอ เกิดท่ี คอ และ ริมฝี ปาก เรียกวา่ กณโฐฏฐโช - อกั ขระท่ีเกิดใน 2 ฐาน มี 8 ตวั คือ พยญั ชนะท่ีสดุ วรรค 5 ตวั ( ง ญ ณ น ม ) ว เอ โอ สว่ นประกอบด้วย พยญั ชนะ 8 ตวั คือ ญ ณ น ม ย ล ว ฬ เกิดที่อก ไมไ่ ด้ประกอบ เกิดที่คอ
- พยญั ชนะที่สดุ วรรค 5 ตวั ( ง ญ ณ น ม ) เกิดที่ฐานเดมิ ของตนและจมกู เรียกวา่ “สกฏฐานนาสิกฏฐานชา” อกั ขระท่ีจดั ตามกรณ์ 1. ชิวหามชฌ ทา่ มกลางลนิ ้ ตรงกบั ฐานข้อ 2 คือ อิ อี จ ฉ ช ฌ ญ ย ท่ีเป็น ตาลชุ า 2. ชวิ โหปคค ถดั ปลายลนิ ้ เข้ามา ตรงกบั ฐานข้อ 3 คือ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ร ฬ ท่ีเป็น มทุ ธชา 3. ชวิ หคค ปลายลิน้ ตรงกบั ฐานข้อ 4 คอื ต ถ ท ธ น ล ส ท่ีเป็น ทนตชา 4. สกฏฐาน ฐานของตน ตรงกบั ฐานข้อ 1, 5, 6, ว เอ โอ คอื อ อา ก ข ค ฆ ง ห ที่เป็น กณฐชา อุ อู ป ผ พ ภ ม ท่ีเป็น โอฏฐชา ว เอ โอ 9. พยญั ชนะอะไรบ้างท่ีจดั เป็ น โฆสะ อโฆสะ สถิ ิล ธนิต สถิ ิลโฆสะ ? ตอบ พยญั ชนะที่มีเสียงก้อง เรียกวา่ “โฆสะ” ได้แก่ พยญั ชนะท่ี 3, 4, 5 ในวรรคทงั้ 5 คอื ค ฆ ง, ช ฌ ญ, ฑ ฒ ณ, พ ภ ม และ ย ร ล ว ห ฬ พยญั ชนะที่มีเสียงไมก่ ้อง เรียกวา่ “อโฆสะ” ได้แก่ พยญั ชนะที่ 1, 2 ในวรรคทงั้ 5 คอื ก ข, จ ฉ, ฏ ฐ, ต ถ, ป ผ และ ส อ ( องั นิคหิต ) ผ้รู ู้ศพั ทศาสตร์ วา่ เป็น “โฆสะ” นกั ปราชญ์ทางศาสนา วา่ เป็ น “โฆ สาโฆสวมิ ตุ ติ” คือ พ้นจากโฆสะและอโฆสะ พยญั ชนะ โฆสะ, อโฆสะ แบง่ ออกเป็น 2 อยา่ ง คือ พยญั ชนะท่ีมีเสียงหยอ่ น เรียกวา่ “สถิ ิล” ได้แก่ พยญั ชนะท่ี 1, 3 ในวรรคทงั้ 5 คือ ก ค, จ ช, ฏ ฑ, ต ท, ป พ พยญั ชนะท่ีมีเสียงหนกั เรียกวา่ “ธนติ ” ได้แก่ พยญั ชนะที่ 2, 4 ในวรรคทงั้ 5 คอื ข ฆ, ฉ ฌ, ฐ ฒ, ถ ธ, ผ ภ พยญั ชนะท่ีสดุ วรรคทงั้ 5 ( ง ญ ณ น ม ) คมั ภีร์กจั จายน์ วา่ เป็น “สิถิล” ตามสญั ชาติ ว่าเป็น “โฆสะ” รวมเป็น “สถิ ิลโฆสะ” 10. จงบอกมาตราของสระและพยญั ชนะมาดู พร้อมทงั้ บอกความแตกตา่ งแหง่ เสียงมาให้ดู ? ตอบ มาตราและเสียงของอกั ขระ - สระเสียงสนั้ หรือ รัสสะสระ มีมาตราเดียว
- สระเสียงยาว หรือ ฑีฆะสระ มี 2 มาตรา - สระที่มีพยญั ชนะสงั โยคอยเู่ บอื ้ งหลงั มี 3 มาตรา - พยญั ชนะทกุ ตวั มีกึง่ มาตรา ความแตกตา่ งแหง่ เสียง รัสสะ คอื เสียงสนั้ ฑีฆะ คอื เสียงยาว ครุ คอื เสียงหนกั ลหุ คอื เสียงเบา โฆสะ คอื เสียงก้อง อโฆสะ คือ เสียงไมก่ ้อง สิถิล คือ เสียงหยอ่ น ธนิต คอื เสียงหนกั พยญั ชนะท่ีเป็น สถิ ิลอโฆสะ มีเสียง เบา กวา่ ทกุ พยญั ชนะ “ ธนติ อโฆสะ “ หนกั “ สิถิลอโฆสะ “ สิถิลโฆสะ “ ดงั “ ธนติ อโฆสะ “ ธนิตโฆสะ “ ก้อง “ สถิ ิลโฆสะ 11. “พยญั ชนะสงั โยค” คืออะไร จงบอกกฎเกณฑ์มาให้ดู ? ตอบ “พยญั ชนะสงั โยค” คอื พยญั ชนะซ้อนกนั มีกฎเกณฑ์ดงั นี ้ 1. พยญั ชนะที่ 1 ซ้อนหน้าพยญั ชนะที่ 1, 2 ในวรรคของตนได้ เชน่ สกก อกขร ฯลฯ 2. พยญั ชนะที่ 3 ซ้อนหน้าพยญั ชนะท่ี 3, 4 ในวรรคของตนได้ เชน่ สคค อคฆ ฯลฯ 3. พยญั ชนะท่ีสดุ วรรคทกุ ตวั ซ้อนหน้าพยญั ชนะในวรรคของตนได้ทงั้ หมด เว้น ง ซ้อนหน้า ตวั เองไมไ่ ด้ 4. ย ล ส ทาเป็นพยญั ชนะซ้อนหน้าตวั เองได้ เชน่ เสยย ปสส ฯลฯ 5. ย ร ล ว อยหู่ ลงั พยญั ชนะตวั อื่นไมใ่ ชต่ วั สะกด ต้องออกเสียงผสมกบั ตวั นนั้ เชน่ วากย ภทรานิ ฯลฯ 6. ห หน้า ม ออกเสียงมีลมหนกั เชน่ พรหม ฯลฯ ห หลงั ญ น ณ ย ล ฬ ว มกั ออกเสียงผสมตวั สะกด ออกเสียงคร่ึงหนงึ่ เชน่ ปญหา มฬุ โห ฯลฯ 7. ส เม่ือใช้เป็นตวั สะกด มีสาเนียงเป็นอสุ มุ ะ คือ มีลมออกตามไรฟัน เชน่ ปรุ ิสสมา ปุ ริสสมิ 8. อ ( องั นคิ หิต ) ใช้ ง เป็นตวั สะกด 12. “สนธิ” หมายถงึ อะไร มีเทา่ ไหร่ อะไรบ้าง ? ตอบ “สนธิ” คอื การตอ่ ศพั ท์และอกั ขระให้เนื่องกบั อกั ขระ, เพื่อยอ่ อกั ขระให้น้อยลง, เป็น อปุ กรณ์แตง่ ฉนั ท์, ทาคาพดู ให้สละสลวย “สนธิ” มี 3 อย่าง
คอื 1. สระสนธิ ตอ่ สระ 2. พยญั ชนะสนธิ ตอ่ พยญั ชนะ 3. นิคหิตสนธิ ตอ่ นิคหิต 13. “สนธิกิริโยปกรณ์” คืออะไร มีเทา่ ไหร่ อะไรบ้าง ? ตอบ “สนธิกิริโยปกรณ์” คือ วธิ ีที่เป็นอปุ กรณ์แกก่ ารทาสนธิ มี 8 อยา่ ง คอื 1. โลโป ลบ 2. อาเทโส แปลง 3. อาคโม ลงอกั ษรใหม่ 4. วกิ าโร ทาให้ผิดจากรูปเดิม 5. ปกติ ปกติ 6. ฑีโฆ ทาให้ยาว 7. รสส ทาให้สนั้ 8. สญโญโค ซ้อนตวั 14. สระสนธิ, พยญั ชนะสนธิ, นิคหิตสนธิ ใช้สนธิกิริโยปกรณ์เทา่ ไหร่ อะไรบ้าง ? ตอบ สระสนธิ ( การตอ่ สระ ) ใช้สนธิกิริโยปกรณ์ 7 อยา่ ง คอื 1. โลโป ลบ 2. อาเทโส แปลง 3. อาคโม ลงอกั ษรใหม่ 4. วกิ าโร ทาให้ผดิ จากรูปเดิม 5. ปกติ ปกติ 6. ฑีโฆ ทาให้ยาว 7. รสส ทาให้สนั้ พยญั ชนะสนธิ ( การตอ่ พยญั ชนะ ) ใช้สนธิกิริโยปกรณ์ 5 อยา่ ง คอื 1. โลโป ลบ 2. อาเทโส แปลง 3. อาคโม ลงอกั ษรใหม่ 4. ปกติ ปกติ 5. สญโญโค ซ้อนตวั นิคหิตสนธิ ( การตอ่ นิคหติ ) ใช้สนธิกิริโยปกรณ์ 4 อยา่ ง คือ 1. โลโป ลบ 2. อาเทโส แปลง 3. อาคโม ลงอกั ษรใหม่ 4. ปกติ ปกติ 15. อาคม ในสระสนธิและในพยญั ชนะสนธิ มีเทา่ ไหร่ อะไรบ้าง ? ตอบ อาคมในสระสนธิ มี 2 ตวั คือ อ โอ อาคมในพยญั ชนะสนธิ มี 8 ตวั คอื ย ว ม ท น ต ร ฬ
Search
Read the Text Version
- 1 - 6
Pages: