Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงงานฝนหลวง

โครงงานฝนหลวง

Published by kimkimnu2542, 2017-11-15 21:59:24

Description: โครงงานฝนหลวง

Keywords: ฝนหลวง

Search

Read the Text Version

รายงานเร่ือง โครงการพระราชดาริฝนหลวง จัดทาโดยนางสาวจนิ ตจ์ ฑุ า เสรฐิ ศักดิ์ รหสั นิสิต 56661779นางสาวกชกร ดว้ งสุยะ รหสั นิสติ 60660013นางสาวกนษิ ฐา จ่ันสกุล รหัสนสิ ิต 60660068นางสาวกมลชนก ซา้ ยหนองขาม รหสั นสิ ติ 60660075นางสาวกมลชนก ศิรสิ ขุ รหสั นสิ ิต 60660105นางสาวกัณทิมา หอมสวุ รรณ์ รหัสนสิ ติ 60660167นางสาวกันต์ฤทยั คงแจ่ม รหสั นิสติ 60660174นางสาวกัลยรตั น์ ดีปัญญา รหสั นสิ ิต 60660204นายกติ ตนิ นั ท์ กนั ทะเขียว รหสั นิสติ 60660235นางสาวกลุ ณฐั ศรีชานาญ รหสั นิสติ 60660242นสิ ติ คณะสหเวชศาสตร์ ชัน้ ปีท่ี 1รายงานน้ีเป็นส่วนหนงึ่ ของรายวชิ า 001221 สารสนเทศเพ่ือการศึกษาค้นควา้ ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2560 มหาวทิ ยาลัยนเรศวร

ก คานา รายงาน เรอ่ื ง โครงการพระราชดาริฝนหลวง เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา 001221 สารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า จัดทาขึ้นเพื่อศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับโครงการฝนหลวงซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจท่ีสาคัญของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 9 โดยรายงานเล่มน้ีจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโครงการฝนหลวง ตาราฝนหลวงพระราชทาน ข้ันตอนการดาเนินงานและการทาฝนหลวง ประโยชนข์ องฝนหลวงในดา้ นต่างๆ และการวางแผนพัฒนาฝนหลวงในอนาคตซ่ึงข้อมูลท่ีระบุในรายงานเล่มนี้อ้างอิงมาจากหนังสือ “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากเว็บไซต์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และจากส่ือต่างๆท่ีให้ความรู้เก่ียวกับโครงการพระราชดารฝิ นหลวง ทางคณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจศึกษาข้อมลู เกีย่ วกับโครงการพระราชดาริฝนหลวง และหากมีขอ้ ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมาณ ทน่ี ี้ คณะผูจ้ ดั ทา พฤศจกิ ายน 2560

สารบัญ หนา้ กเรือ่ ง 1คานา 1บทที่ 1 บทนา 2 1.1 ท่มี าและความสาคัญของโครงการพระราชดาริฝนหลวง 2 1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการพระราชดาริฝนหลวง 5บทท่ี 2 โครงการพระราชดารฝิ นหลวง 11 2.1 คานิยามฝนหลวง 14 2.2 ประวตั คิ วามเปน็ มาของโครงการพระราชดาริฝนหลวง 15 2.3 ตาราฝนหลวงพระราชทาน 15 16บทท่ี 3 ขั้นตอนการทาฝนหลวง 16 3.1 เคร่ืองมือและอปุ กรณ์ทใ่ี ช้ประกอบการทาฝนหลวง 19 3.2 สารเคมที ่ใี ช้ประกอบการทาฝนหลวง 22 3.3 ข้นั ตอนการทาฝนหลวง 24 ขน้ั ตอนท่ี 1 กอ่ กวน 25 ขั้นตอนที่ 2 เล้ียงให้อว้ น 26 ขนั้ ตอนท่ี 3 โจมตี 27 28บทที่ 4 ศูนย์ปฏบิ ตั กิ ารและสถานเี รดารฝ์ นหลวงบทท่ี 5 ประโยชน์ของฝนหลวงบทท่ี 6 แผนการพัฒนาฝนหลวงในอนาคตบทที่ 7 สรุปเอกสารอา้ งองิภาคผนวกประวัติผจู้ ดั ทา

สารบัญรูปภาพ หนา้ 3ภาพ 31 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะเสดจ็ พระราชดาเนนิ พระราชกรณียกจิ 4 52 พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงอธบิ ายกรรมวิธกี าร 11 ทาฝนหลวง 11 123 แสดงภาพเครื่องบินขณะทาภารกิจฝนหลวง 124 ตาราฝนหลวงพระราชทาน 135 เคร่ืองวัดลมช้นั บน 156 เครือ่ งวทิ ยหุ ย่งั อากาศ 167 เครื่องเรดาร์ตรวจอากาศ 178 เคร่ืองมอื เตรยี มสารเคมี 179 ตัวอย่างเครื่องบินท่ีใชใ้ นปฏบิ ตั กิ ารฝนหลวง 1810 ข้ันตอนท่ี 1 กอ่ กวน 2011 ข้นั ตอนที่ 2 เล้ยี งใหอ้ ้วน 2112 ขน้ั ตอนที่ 3 การโจมตีเมฆอุ่น แบบแซนดว์ ิช 2713 ขั้นตอนท่ี 3 การโจมตีเมฆเยน็ แบบธรรมดา14 วธิ ที ่ี 3 การโจมตเี มฆเยน็ แบบซูเปอร์แซนดว์ ชิ15 แสดงทต่ี ง้ั ศูนย์ปฏบิ ัติการฝนหลวง16 แสดงทต่ี ง้ั สถานีเรดารฝ์ นหลวง17 การปฏบิ ัตงิ านของสมาชกิ ในกลุ่ม

1บทท่ี 1บทนา1.1 ท่ีมาและความสาคญั ปัญหาภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้าถือเป็นปัญหาท่ีรุนแรงอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะพื้นท่ีในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มักประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้ามากท่ีสุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคส่วนอ่ืน เนื่องจากพื้นดินในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายทาให้ไม่สามารถกักเก็บน้าได้ดีเท่าท่ีควร ก่อให้ปัญหาการขาดแคลนน้าที่ส่งผลกระทบในด้านตา่ งๆมากมาย ไมว่ า่ จะเป็นปัญหาทางด้านเกษตรกรรม การอปุ โภคและบรโิ ภคของประชาชนที่อาศัยอยใู่ นพนื้ ทน่ี ั้นๆ รวมไปถึงหน่วยงานตา่ งๆทตี่ อ้ งอาศัยพลงั งานจากนา้ อีกด้วย ในปี พ.ศ.2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 9 ทรงเห็นถึงความสาคัญของปัญหาภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้า ประกอบกับทรงสังเกตเห็นถึงความผดิ ปกตขิ องปรมิ าณน้าฝนท่ีย่ิงน้อยลง จึงทรงศึกษาค้นคว้างานวิจัยและข้อมูลตา่ งๆเพื่อหาแนวทางแก้ปญั หาดงั กลา่ ว จนค้นพบกรรมวิธใี นการดัดแปรสภาพอากาศหรือการกระตุ้นให้เกิดฝน หรือที่เรียกว่าเทคโนโลยีฝนหลวง จึงพระราชทานแนวคิดนี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทาการทดลองและพฒั นาเทคโนโลยีฝนหลวงมาอย่างต่อเน่ือง จนประสบความสาเร็จในปี พ.ศ.2512และได้นามาเอาเทคโนโลยีฝนหลวงนี้มาใช้จริงในการช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและภาวะขาดแคลนนา้ อย่างตอ่ เนื่องจนถงึ ปัจจบุ ัน1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการฝนหลวง โครงการฝนหลวงมีวัตถุประสงค์เพ่ือช่วยเหลือราษฎรในท้องถิ่นที่ปร ะสบปัญหาภาวะแล้งหรือขาดแคลนน้าเพอื่ การอุปโภคบรโิ ภค และประกอบการเกษตร

2 บทที่ 2โครงการพระราชดารฝิ นหลวง2.1 คานยิ ามฝนหลวง ฝนหลวง เป็นกรรมวิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั รชั กาลที่ 9 ทรงคิดคน้ ข้นึ และพระราชทานแนวคิดการใช้เทคโนโลยีในการทาให้เกิดฝนด้วยวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ ในการดัดแปรสภาพอากาศทีก่ ระทาโดยมนุษย์ ซ่ึงมีการวางแผนหวังผลให้เกดิ ฝนตกลงสพู่ นื้ ทีเ่ ปา้ หมาย และมีปริมาณฝนมากขน้ึ กวา่ ปริมาณฝนทีเ่ กดิ ขึน้ เองตามธรรมชาติ2.2 ประวตั ิความเปน็ มาโครงการฝนหลวง โครงการพระราชดาริฝนหลวง เป็นโครงการท่ีก่อต้ังขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของราษฎรในท้องถ่ินทุรกันดาร ที่ต้องประสบปัญหาภาวะขาดแคลนน้าอนั เนื่องมาจากภาวะแหง้ แล้งทมี่ ีแนวโนม้ ระดับความรุนแรงทเ่ี พม่ิ สงู ขน้ึ โดยมสี าเหตุมาจากการตัดไม้ทาลายป่า ก่อให้เกิดความแปรปรวนและความคลาดเคล่ือนของฤดูกาลตามธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราษฎรเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านของเกษตรกรรม การอุปโภคและบริโภค รวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชาติ เม่ือคราวพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดาเนินเย่ียมพสกนิกรในพนื้ ทท่ี ุรกันดาร 15 จงั หวัด ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ระหว่างวันที่ 2 - 20 พฤศจิกายนพ.ศ.2498 ทรงรับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรในหลายพ้ืนที่ท่ีประสบปัญหาขาดแคลนน้าเพ่ือการอุปโภคบริโภคและการเกษตร อีกทั้งทรงสังเกตเห็นว่าในบางพื้นที่มีปริมาณเมฆปกคลุมท้องฟ้าเปน็ จานวนมาก แต่ทาไมก้อนเมฆเหล่านั้นไม่สามารถก่อตัวรวมกันจนเกิดเป็นฝนได้ จึงถือว่าเป็นอีกสาเหตุหน่ึงที่ทาให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวท้ังๆที่เป็นช่วงฤดูฝนพระองค์ทรงคิดคานึงว่าน่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ท่ีจะสามารถช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกดิ เป็นฝนได้

3 ภาพท่ี 1 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะเสดจ็ พระราชดาเนนิ พระราชกรณยี กจิ ทีม่ า: http://www.thairoyalrain.in.th/gallery/gallery_1.php (สบื ค้นเม่อื วนั ที่ 8 ตุลาคม 2560) ดงั นั้น ต้งั แต่ พ.ศ.2498 เปน็ ตน้ มา พระองค์จงึ ทรงศกึ ษาค้นคว้างานวิจัยและทบทวนเอกสารขอ้ มูลต่างๆ ท้งั ด้านอุตนุ ิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศ จนทรงม่ันพระทัยแล้วจึงพระราชทานแนวคิดน้ีแก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณใ์ นขณะนั้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ช่วยกันหาลูท่ างในการปฏิบัตกิ ารทดลองการทาฝนหลวงบนท้องฟ้าจรงิ ภาพท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงอธิบายกรรมวิธีการทาฝนหลวง ทม่ี า: http://www.thairoyalrain.in.th/gallery/gallery_1.php (สบื คน้ เม่อื วันที่ 8 ตุลาคม 2560) ในปี พ.ศ.2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืช กรมการข้าวและพร้อมท่ีจะให้การสนับสนุนในการสนองพระราชประสงค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทาการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นคร้ังแรก เมื่อวันที่ 1 – 2 กรกฎาคมพ.ศ.2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทาการแต่งต้ังให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธ์ิ เทวกุล

4เป็นผูอ้ านวยการโครงการและหวั หน้าคณะปฏิบัติการทดลองคนแรก โดยเลือกใช้พ้ืนที่วนอุทยานเขาใหญเ่ ปน็ พืน้ ท่ีทดลองแหง่ แรก ในปฏิบัติการทดลองฝนหลวงครั้งแรกน้ัน ได้มีการทดลองหยอดก้อนน้าแข็งแห้ง (Dry iceหรือ Solid carbon dioxide) ท่ีมีขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆที่อยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นท่ีทดลองในขณะน้ัน ส่งผลให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้นเกิดการกล่ันรวมตัวกันหนาแน่น แล้วก่อยอดสูงข้ึนเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเรว็ และจากการติดตามผลโดยการสารวจทางภาคพ้ืนดิน ก็ได้รับรายงานยืนยันจากราษฎรท่ีอาศัยอยู่ในบริเวณน้ันว่าเกิดฝนตกลงสู่พ้ืนที่บริเวณวนอุทยานเขาใหญ่จริง นับเป็นนิมิตหมายที่บ่งชี้ใหเ้ หน็ วา่ การบงั คับเมฆใหเ้ กิดฝนน้ันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งความสาเร็จในการทาฝนหลวงในคร้ังน้ันสง่ ผลให้มกี ารพฒั นา ปรับปรุง และตอ่ ยอดโครงการฝนหลวงอยา่ งต่อเน่อื งมาจนถงึ ปัจจบุ นั ภาพท่ี 3 แสดงภาพเครื่องบนิ ขณะทาภารกิจฝนหลวง ทีม่ า: http://www.thairoyalrain.in.th/gallery/gallery_3.php (สืบคน้ เมื่อวนั ที่ 8 ตุลาคม 2560)

52.2 ตาราฝนหลวง ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพัฒนาคิดคน้ เทคนิคการทาฝนหลวงโดยการโจมตีทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือ การโจมตีแบบอุ่นหรือแบบแซนด์วิช(Sandwich technique) การโจมตีเมฆเย็นแบบธรรมดา (Original technique) และการโจมตีเมฆเย็นแบบซูเปอร์แซนด์วิช (Super Sandwich technique) ทรงสรุปข้ันตอนกรรมวิธีการทาฝนหลวงออกมาเป็นตาราฝนหลวงในรูปแบบของแผนภาพการ์ตูนโดยคอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เอง และพระราชทานใหก้ ับนักวิชาการฝนหลวง เมอื่ วนั ที่ 21 มนี าคม พ.ศ. 2542 ภาพที่ 4 ตาราฝนหลวงพระราชทาน ที่มา: http://www.royalrain.go.th/royalrain/m/royalraintechnology (สบื คน้ เมอ่ื วนั ที่ 8 ตุลาคม 2560)

6 ซึ่งแผนภาพฝีพระหัตถ์ตาราฝนหลวงประกอบด้วยความรู้ทางวิชาการ เทคนิคและกระบวนการข้ันตอนกรรมวิธีในการปฏิบัติการฝนหลวงไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ภายในหนึ่งหน้ากระดาษ เพื่อง่ายต่อความเข้าใจและการถือปฏิบัติ โดยมีคาอธิบายขยายความของแผนภาพตาราฝนหลวง ดงั น้ี แถวบนสุด ช่องที่ 1 “นางมณีเมฆขลา” เปน็ เครอื่ งหมายหรือสญั ลกั ษณข์ องสานกั งานมณีเมฆขลา เปน็ ส่วนหนงึ่ ของสานักงานฝนหลวง ช่องที่ 2 “พระอนิ ทรท์ รงเกวียน” พระอนิ ทร์หรอื พระสกั กะเทวราช เป็นราชาของเทวดา ทรงลงมาช่วยทาฝน ช่องที่ 3 “21 มกราคม 2542” เป็นวันท่ีพระองคท์ รงประทับบนเคร่ืองบินพระที่น่ัง เสด็จ ไปประกอบพระราชกรณียกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยระหว่าง เส้นทางพระราชดาเนินกลับ ทรงสังเกตเห็นกลุ่มเมฆปกคลุมพ้ืนที่ ภาคเหนือตอนล่างที่น่าจะทาฝนได้ ทรงบันทึกภาพเมฆเหล่านั้น และมีพระราชกระแสรับสั่งให้ส่งคณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ ออกไปปฏิบัติการกู้ภัยแล้งในพื้นท่ีลุ่มน้าเจ้าพระยาและภาคเหนือ ตอนล่างโดยเรง่ ดว่ น

7 ชอ่ งที่ 4 “เครอื่ งบนิ 3 เครอื่ ง” เป็นตัวอย่างของเคร่ืองบินที่เหมาะสมกับการปฏิบัติการ ตามตาราฝนหลวงพระราชทานตามข้ันตอนท่ี 1 - 6 ประกอบด้วย - เคร่อื งบนิ เมฆเย็น (Beechcraft King Air) จานวน 1 เครอื่ ง - เคร่ืองบินเมฆอนุ่ (CASA) จานวน 2 เครอื่ ง - เครอื่ งบนิ เมฆอุน่ (Caravan) จานวน 2 เครอ่ื ง แถวท่ี 1 เป็นขั้นตอนแรก คือ การเร่งให้เกิดเมฆ โดยใช้เคร่ืองบินเมฆอุ่น 1 เครื่อง โปรยสารเคมีเกลือโซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) ที่ระดับความสงู 7,000 ฟุต ในขณะที่ท้องฟ้าโปร่งหรือมีเมฆเดิมก่อตัวอยู่บา้ ง ความช้ืนสัมพัทธ์ต้องไม่ต่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นแกนกล่ันตัว (Cloud CondensationNuclei หรือเรยี กยอ่ วา่ CCN) ความช้ืนหรือไอน้าจะถูกดูดซับเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือแล้วรวมตัวกันเกิดเป็นเมฆ ซ่ึงเมฆเหล่านี้จะพัฒนาเจริญข้ึนเป็นเมฆก้อนขนาดใหญ่และอาจก่อยอดสูงถึงระดับ10,000 ฟุต ได้ แถวที่ 2 เป็นข้ันตอนท่ี 2 การเร่งการเจริญเติบโตของเมฆที่ก่อข้ึนหรือเมฆเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ก่อยอดสูงถึงระดับ 10,000 ฟุต และมีฐานเมฆสูงไม่เกิน 7,000 ฟุต โดยใช้เครื่องบินแบบเมฆอุ่นอีกหนึง่ เคร่ือง โปรยสารเคมีผงแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) เข้าไปในกลุ่มเมฆที่ระดับ 8,000 ฟุต (หรือสูงกว่าฐานเมฆ 1,000 ฟุต) ทาให้เกิดความร้อนอันเน่ืองมาจากการคายความร้อนแฝงจากการกล่ันตัวรอบ CCN รวมกับความร้อนท่ีเกิดจากปฏิกิริยาของไอน้ากับสารเคมี CaCl2 โดยตรงและพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติ จะเร่งหรือเสริมแรงยกตัวของมวลอากาศ

8ภายในเมฆยกตัวข้ึน เร่งการกล่ันตัวของไอน้าและการรวมตัวกันของเม็ดน้าภายในเมฆให้มีความหนาแน่นจนขนาดของเมฆใหญ่และก่อยอดขึ้นถึงระดับ 15,000 ฟุต ได้เร็วกว่าการปล่อยให้เมฆเจริญข้ึนเองตามธรรมชาติ ซ่ึงเป็นส่วนของเมฆอุ่น เมื่อถึงระดับนี้การยกตัวขึ้นและจมลงของมวลอากาศการกล่ันและการรวมตัวของเม็ดน้ายังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ แต่อาจมีแรงยกตัวให้ยอดเมฆสูงข้ึนถึงระดับมากกว่า 20,000 ฟุต ซึ่งเป็นส่วนของเมฆเย็น ท่ีเร่ิมต้ังแต่ระดับประมาณ18,000 ฟุตขึ้นไป (มอี ณุ หภูมิต่ากว่า 0 องศาเซลเซียส) แถวที่ 3 เป็นข้ันตอนที่ 3 การเร่งหรอื บังคับใหเ้ กิดฝน เมอื่ เมฆอุ่นเจริญเติบโตข้ึนจนเร่ิมแก่ตัวจัด ฐานเมฆลดระดับต่าลงประมาณ 1,000 ฟุต และเคล่ือนตัวใกล้เข้าสู่พ้ืนที่เป้าหมาย ให้ทาการบังคับให้ฝนตกโดยใช้เทคนิคการโจมตีแบบ Sandwich โดยใช้เคร่ืองบินเมฆอุ่น 2 เครื่อง เคร่ืองหน่ึงโปรยผงโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ทับยอดเมฆหรือไหล่เมฆท่ีระดับไม่เกิน 10,000 ฟุต ทางด้านเหนือลม ส่วนอีกเคร่ืองหน่ึงโปรยผงยูเรีย (Urea) ท่ีระดับฐานเมฆด้านใต้ลม โดยให้แนวโปรยของเคร่ืองบินท้ังสองทามุมเย้อื งกนั 45 องศา เมฆจะมเี มด็ น้าขนาดใหญ่ข้ึนและมีปริมาณมากขึ้น จนล่วงหล่นลงสู่ฐานเมฆทาให้ฐานเมฆมีความหนาแน่นเพ่ิมมากขึ้นจนใกล้ตกเป็นฝน หรือเร่ิมตกเป็นฝนแต่ยังไม่ถึงพื้นดินหรอื อาจตกถึงพืน้ ดินแลว้ แต่ปรมิ าณยงั น้อย แถวท่ี 4 เป็นขัน้ ตอนท่ี 4 การเสริมการโจมตีเพ่อื เพมิ่ ปรมิ าณฝนให้สูงข้ึน เมื่อกลุ่มเมฆฝนตามขั้นตอนที่ 3 ยังไม่เคล่ือนตัวเข้าสู่เป้าหมาย ให้ทาการเสริมการโจมตีเมฆอุ่นด้วยสารเคมีสูตรเย็นจัด น่ันคือน้าแข็งแห้ง (Dry Ice) ซึ่งมีอุณหภูมิต่าระดับ –78 องศาเซลเซียส ที่ใต้ฐานเมฆ 1,000 ฟุต จะช่วยให้

9อณุ หภมู ขิ องมวลอากาศใต้ฐานเมฆลดตา่ ลง และความชนื้ สมั พัทธ์สงู ขน้ึ ทาให้ฐานเมฆลดระดับต่าลงปรมิ าณฝนตกหนาแน่นมากขนึ้ และช่วยใหก้ ลุ่มฝนเคลอ่ื นตัวเข้าสพู่ ้ืนที่เป้าหมายไดเ้ ร็วขนึ้ แถวท่ี 5 เป็นขนั้ ตอนที่ 5 การโจมตีเมฆเย็นด้วยสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (Agl) ขณะท่ีเมฆพัฒนายอดสูงขึ้นในข้ันตอนท่ี 2 ถึงระดับเมฆเย็น และมีแค่เคร่ืองบินเมฆเย็นเพียงเครื่องเดียว ให้ทาการโจมตีเมฆเย็นโดยการยิงพลุ Agl ท่ีระดับความสูงประมาณ 21,500 ฟุต ซ่ึงมีอุณหภูมิระดับ –8 ถึง –12องศาเซลเซียส มีกระแสมวลอากาศลอยขึ้นกว่า 1,000 ฟุตต่อนาที และมีปริมาณน้าเย็นจัดไม่ต่ากว่า1 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเง่ือนไขเหมาะสมท่ีจะทาให้ไอน้าระเหยจากเม็ดน้าเย็นจัด(Supercooled vapour) มาเกาะตัวรอบแกน Agl กลายเป็นผลึกน้าแข็ง ไอน้าท่ีแปรสภาพเป็นผลึกน้าแข็งจะมีขนาดใหญ่ข้ึนจนร่วงหล่นลงมา และละลายกลายเป็นเม็ดฝนเมื่อเข้าสู่ระดับเมฆอุ่น ทาให้ไอน้าและเม็ดนา้ ในเมฆอนุ่ มาเกาะรวมตัวกันเป็นเม็ดใหญ่ขนึ้ จนทะลฐุ านเมฆเป็นฝนตกลงสู่พ้นื ดิน แถวที่ 6 เป็นขั้นตอนที่ 6 การโจมตีแบบ Super Sandwich จะทาได้ก็ต่อเมื่อมีเครื่องบินปฏิบัติการครบท้ังของเมฆอุ่นและเมฆเย็น ขณะที่ทาการโจมตีเมฆอุ่นตามข้ันตอนที่ 3 และ 4 ให้ทาการโจมตีเมฆเย็นตามข้ันตอนท่ี 5 ควบคู่กันไปด้วย จะช่วยให้ฝนตกหนักและต่อเน่ืองเป็นเวลานาน และมีปริมาณน้าฝนสูงข้ึน เน่ืองจากเป็นการประสานประสิทธิภาพของการโจมตีแบบเมฆอุ่นและเมฆเย็นควบคกู่ นั ไปในเวลาเดียวกนั

10 แถวล่างสดุ ชอ่ งท่ี 1 “แหน่ างแมว” - เปน็ การรวมผลหรอื ประชาสมั พนั ธ์ (บารงุ ขวญั ) - เป็นพธิ ีกรรมขอฝนทีส่ บื ทอดกันมาแตโ่ บราณกาล - เป็นพิธีกรรมด้านจิตวิทยาเม่ือฝนแล้งก่อให้เกิดความ เดือดร้อน ป่ันป่วนวุ่นวายจึงต้องมีจิตวิทยาช่วยให้กาลังใจ ประชาชนและเจา้ หนา้ ที่ ช่องที่ 2 “เคร่ืองบนิ ทาฝน” - เครื่องบินปฏิบัติการ (เป็นพาหะท่ีประยุกต์ใช้ใน เทคโนโลยีฝนหลวง) - เครอ่ื งบินตอ้ งกล้าบนิ เขา้ เมฆฝน สารวจและตดิ ตามผล - นกั บนิ และนกั วชิ าการฝนหลวงตอ้ งรว่ มมอื กัน ช่องที่ 3 “กบ” - เลอื กนายหรอื ขอฝน และเรียกฝน กบร้องแทนอุตนุ ยิ ม - ถ้าไม่มีความช้ืนกบเดือดร้อนและกบเตือนให้มีความ พยายาม มฉิ ะนนั้ กบตาย ไม่มีฝนเกษตรกรก็ตาย - ท่านต้องจูบกบหลายตัว ก่อนที่จะพบเจ้าชายเพียงหนึ่ง องค์ หมายความวา่ ต้องมีความพยายามทาซ้าหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ เกิดฝนได้สกั ครงั้ ช่องที่ 4 “บอ้ งไฟ” - แทนเคร่ืองบิน (ทาหน้าที่เสมือนเคร่ืองบินที่เป็นพาหะ นาเทคโนโลยฝี นหลวงข้ึนไปประยุกต์ในทอ้ งฟ้า) - เป็นประเพณีเรียกฝน ด้วยการยิงบ้องไฟ เม่ือบ้องไฟข้ึน สูงปล่อยควนั เปน็ แกนใหค้ วามชน้ื เขา้ มาเกาะรอบแกนควัน ทาให้ เกดิ เมฆเกิดฝน บอ้ งไฟจงึ เปน็ พิธีการอย่างหนึง่ ทางวิทยาศาสตร์

11 บทท่ี 3 ข้นั ตอนการทาฝนหลวง3.1 เครื่องมือและอุปกรณท์ ใ่ี ชป้ ระกอบในการทาฝนหลวง 1. เครื่องมอื อตุ ุนยิ มวิทยา ใช้ในการตรวจวัดและศึกษาสภาพอากาศ เพ่ือนาข้อมูลท่ีได้มาใช้วางแผนการ ปฏิบตั กิ าร ประกอบไปดว้ ย 1.1 เครื่องวัดลมชั้นบน (Pilot Balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและความเร็วลม ระดับสูงจากผิวดนิ ข้นึ ไป ภาพที่ 5 เครื่องวดั ลมชัน้ บน ที่มา: http://pirun.ku.ac.th/~b5411051266/equipment.html (สืบค้นเมื่อวันที่ 8 ตลุ าคม 2560) 1.2 เครื่องวิทยุหย่ังอากาศ (Radiosonde) ใช้ตรวจวัดอุณหภูมิความช้ืนของ บรรยากาศในระดับต่างๆ ภาพที่ 6 เครื่องวทิ ยุหย่ังอากาศ ท่มี า: http://pirun.ku.ac.th/~b5411051266/equipment.html (สบื คน้ เม่อื วนั ที่ 8 ตลุ าคม 2560)

12 1.3 เครื่องเรดาร์ตรวจอากาศ ใช้ตรวจสอบบริเวณที่มีฝนตกและความแรง หรือ ปริมาณน้าฝนและการเคลอื่ นทขี่ องกลมุ่ ฝนได้ ในระยะรัศมี 200 – 400 กิโลเมตร ภาพท่ี 7 เครือ่ งเรดาร์ตรวจอากาศ ทม่ี า: http://www.radar-fone.com/content/6192 (สืบค้นเมอื่ วันท่ี 8 ตลุ าคม 2560) 1.4 เคร่ืองมือตรวจอากาศผิวพ้ืนต่างๆ เช่น เคร่ืองวัดอุณหภูมิ เคร่ืองวัด ความเร็วและทศิ ทางลม เคร่ืองวัดปริมาณน้าฝน เปน็ ต้น2. เครอ่ื งมอื เตรยี มสารเคมี ได้แก่ เครอ่ื งบดสารเคมี เคร่ืองผสมสารเคมี (ทั้งแบบน้าและแบบผง) ถังและกรวย โปรยสารเคมี เป็นต้น ภาพท่ี 8 เคร่อื งมือเตรียมสารเคมี ทีม่ า: หนงั สอื พระบิดาแห่งฝนหลวง (สืบค้นเมอ่ื วันท่ี 8 ตลุ าคม 2560)

133. เครื่องมอื สอ่ื สาร ใช้ในการตดิ ต่อสือ่ สารและสง่ั การระหว่างนักวิชาการบนเคร่ืองบินกับฐานปฏิบัติการ หรอื ระหว่างฐานปฏิบัติการท้ังสองแห่ง4. เคร่ืองมือทางวิชาการอ่นื ๆ เช่น อุปกรณ์ทางการวางแผนปฏิบัติการ เข็มทิศ แผนท่ี กล้องส่องทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมี กลอ้ งถ่ายภาพและอน่ื ๆ5. เครือ่ งบินที่ใชใ้ นการทาฝนหลวง ลกั ษณะของเครื่องบนิ ท่ีใชจ้ ะต้องมสี มรรถนะทด่ี ีและเหมาะสม ควรเป็นเคร่ืองบินท่ีมี น้าหนกั บรรทกุ ประมาณ 500 กโิ ลกรมั จานวน 2-3 เคร่อื ง และเคร่ืองบินที่มีน้าหนักบรรทุก ประมาณ 1,000 - 1,500 กิโลกรัม จานวน 1-2 เคร่ือง ซ่ึงเม่ือรวมในเท่ียวบินแล้วควรมี นา้ หนกั บรรทุกรวม 2,500 – 3,000 กิโลกรมั ซง่ึ เคร่อื งบนิ ทีใ่ ช้อยู่ในปจั จบุ นั มี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1) เคร่ืองบินปีกตรึง ได้แก่ เคร่ืองบินคาราแวน (Caravan), เคร่ืองบิน กาซ่า (CASA), เคร่ืองบินคิงแอร์ (Beechcraft King Air) และเครื่องบิน พ๊อตเตอร์ (Porter) 2) เคร่ืองบินปีกหมนุ (เฮลิคอปเตอร)์ ภาพท่ี 9 ตัวอย่างเคร่อื งบินท่ีใชใ้ นปฏิบัติการฝนหลวง ทมี่ า: http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/aircraft (สบื คน้ เมื่อวนั ท่ี 8 ตุลาคม 2560)

143.2 สารเคมีที่ใช้ในการทาฝนหลวง แบง่ ออกเปน็ 3 สตู ร ดังนี้ 1. สตู รร้อน เพอ่ื ใชก้ ระต้นุ กลไกการหมนุ เวียนของบรรยากาศ ประกอบด้วย - สารแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) - สารแคลเซยี มคาร์ไบด์ (CaC2) - สารแคลเซยี มออกไซด์ (CaO) 2. สตู รเย็น เพื่อใช้กระตนุ้ กลไกการรวมตวั ของละอองเมฆใหโ้ ตข้นึ เปน็ เม็ดฝน ประกอบดว้ ย - สารยูเรีย (CH4N2O) - สารแอมโมเนยี มไนเตรท (NH4NO3) - น้าแขง็ แห้ง (Dry ice) 3. สูตรแกนดูดซับความชื้น เพ่ือกระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพท่ีสูงข้ึน ประกอบด้วย - สารโซเดยี มคลอไรดห์ รอื เกลอื แกง (NaCl) - สารเคมสี ตู ร ท.1

153.3 ข้ันตอนการทาฝนหลวง การทาฝนหลวง เป็นกรรมวิธีที่ต้องอาศัยการเหนี่ยวนาน้าจากฟ้า ซ่ึงต้องใช้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจานวนเมฆและสภาพของทศิ ทางลมประกอบกัน ปจั จยั สาคัญท่ีทาให้เกิดฝน คือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็นและตอ้ งมแี กนกลัน่ ตัวทีม่ ีประสิทธิภาพในปริมาณท่ีเหมาะสม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงวิเคราะห์และอธิบายกรรมวิธีของการทาฝนหลวง ดว้ ยขน้ั ตอนที่สามารถเขา้ ใจไดง้ ่าย 3 ข้ันตอน ดงั น้ีขัน้ ตอนที่ 1 กอ่ กวน (Trigger the Clouds) การก่อกวนเป็นข้ันตอนท่ีเมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวกันในระนาบแนวตั้ง ในขั้นตอนนี้จะมุ่งเน้นใช้สารเคมีไปกระตุ้นให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวข้ึนสู่เบ้ืองบน เกิดกระบวนการชักนาไอน้าหรือความช้ืนเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ซ่ึงระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในข้ันตอนน้ี ไม่ควรเกิน 10.00 น.ของแต่ละวัน ซ่ึงต้องใช้สารเคมีท่ีสามารถดูดซับไอน้าจากมวลอากาศได้ น่ันคือ สารแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) สารแคลเซียมคาร์ไบด์ (CaC2) สารแคลเซียมออกไซด์ (CaO) หรือการผสมระหว่างเกลือแกง (NaCl) กับยูเรีย (CH4N2O) หรือการผสมระหว่างยูเรียกับแอมโมเนียมไนเตรท (NH4NO3)โดยโปรยสารเคมดี ังกลา่ วไปทกี่ ลุม่ เมฆ เพ่ือกระตุ้นกลไกของกระบวนการกล่ันตัวไอน้าในมวลอากาศทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเร่ิมมีการก่อตัวและเจริญเติบโตในแนวต้ังแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้นๆเข้าสกู่ อ้ นเมฆ เพ่ือกระตนุ้ ใหเ้ กิดกลุ่มแกนร่วมในบริเวณปฏิบัติการสาหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขน้ั ตอนตอ่ ไป ภาพท่ี 10 ขัน้ ตอนท่ี 1 กอ่ กวน

16ขนั้ ตอนที่ 2 เล้ียงให้อว้ น (Feed the Clouds) การเลี้ยงให้อ้วนถือเป็นข้ันตอนท่ีสาคัญมาก เนื่องจากเป็นระยะที่เมฆกาลังก่อตัวเจริญเติบโต ซ่ึงในการปฏิบัติการฝนหลวงจะต้องเข้าไปปฏิบัติการเพ่ิมพลังงานให้กับการลอยตัวของก้อนเมฆให้ยาวนานออกไป โดยต้องอาศัยการใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ในการทาฝน มาช่วยประกอบการตัดสินใจในการโปรยสารเคมีฝนหลวง โดยสารนั้นจะต้องไม่เป็นสารอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จึงต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับชนิดและปริมาณของสารเคมีที่เหมาะสมกับลักษณะการเติบโตของเมฆและการเกิดฝน ณ เวลาน้ันเป็นหลัก โดยสารเคมีที่ใช้ในข้ันตอนนี้ได้แก่ เกลือแกงสารประกอบสูตร ท.1 สารยูเรีย (CH4N2O) สารแอมโมเนียไนเตรท (H8N8CeO18)น้าแขง็ แห้ง และอาจใชส้ ารแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) รว่ มด้วย ภาพท่ี 11 ขน้ั ตอนท่ี 2 เลย้ี งใหอ้ ว้ นข้นั ตอนที่ 3 โจมตี (Attack the Clouds) การโจมตเี ป็นขั้นตอนสดุ ท้ายของปฏิบตั กิ ารฝนหลวง เป็นการดัดแปรสภาพอากาศ เพ่ือเร่งใหเ้ มฆเกิดเป็นฝน ซึง่ สามารถทาได้ 3 วิธี โดยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเมฆและชนิดของเครื่องบินท่ีมีอยูใ่ นขณะนั้น ดังนี้ วิธที ี่ 1 การโจมตีแบบอ่นุ แบบแซนดว์ ชิ (Sandwich Attack on Warm clouds) เป็นเทคนิคปฏิบัติการที่เหมาะสาหรับกลุ่มเมฆท่ีมียอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต(เมฆอ่นุ ) จะทาการโจมตีโดยใช้เครือ่ งบนิ 2 เครอื่ ง เครอ่ื งหนง่ึ โปรยสารเกลอื แกง (NaCl) ทับยอดเมฆด้านเหนือลม ส่วนอีกเคร่ืองหนึ่งโปรยผงยูเรียระดับฐานเมฆใต้ลม โดยแนวระนาบของเคร่ืองบินท้ังสองจะต้องทามุมเยื้องกัน 45 องศา หลังจากโปรยสารเคมีแล้ว กลุ่มเมฆจะมีขนาดและปริมาณของ

17เมด็ น้าเพ่ิมข้ึนจนเคลื่อนตัวมารวมกันทฐี่ านเมฆ จากนน้ั ใหโ้ ปรยสารเคมีสูตรเย็น นั่นคือ น้าแข็งแห้งท่ีบรเิ วณใต้ฐานเมฆ 1,000 ฟตุ เพือ่ ชว่ ยเร่งให้ฝนตกเร็วขนึ้ ภาพท่ี 12 ขั้นตอนที่ 3 การโจมตีเมฆอุ่น แบบแซนดว์ ิช วธิ ที ี่ 2 การโจมตเี มฆเยน็ แบบธรรมดา (Original Attack on Cold clouds) เป็นเทคนิคปฏิบัติการสาหรับกลุ่มเมฆที่มียอดเมฆสูงอยู่ในระดับเมฆเย็น ประมาณ20,000 ฟุต จะทาการโจมตีโดยการให้เครื่องบินยิงสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) เข้าสู่ยอดเมฆที่ระดับความสูงประมาณ 21,500 ฟุต โดยสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) จะทาหน้าที่เป็นแกนเยือกแข็ง (Ice Nuclei) เพ่ือให้ไอน้าที่ระเหยจากเม็ดน้าเย็นจัดมาเกาะตัวรอบแกน จนกลายเป็นน้าแขง็ และตกลงมาเข้าสู่เมฆอุ่นแล้วละลายกลายเป็นเม็ดน้า เกิดการรวมตัวกันของไอน้าและเม็ดน้าในเมฆอุน่ เพม่ิ มากข้นึ และมขี นาดใหญข่ ้นึ จนทะลุฐานเมฆ เกิดเปน็ ฝนตกลงสู่พืน้ ดนิ ในท่ีสุด ภาพท่ี 13 ข้นั ตอนท่ี 3 การโจมตเี มฆเยน็ แบบธรรมดา

18 วิธีที่ 3 การโจมตีเมฆเย็น แบบซูเปอร์แซนด์วิช (Super Sandwich Attack on Coldclouds) เทคนิคนี้เป็นเทคนิคใหม่ที่พระองค์ทรงคิดค้นข้ึนในปี พ.ศ.2542 เป็นเทคนิคปฏิบัติการสาหรับกลุ่มเมฆที่มียอดเมฆสูงข้ึนเกินระดับ 20,000 ฟุตข้ึนไป เป็นการโจมตีแบบผสมผสานของวิธกี ารแบบแซนดว์ ิชและแบบเมฆเยน็ ควบคใู่ นเวลาเดียวกัน โดยเคร่ืองบอนเมฆเย็นจะทาการยิงสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) เข้าสู่ยอดเมฆท่ีระดับความสูงประมาณ 21,500 ฟุตส่วนเคร่ืองบินสาหรับเมฆอุ่นเครื่องหนึ่งจะโปรยสารเกลือแกง (NaCl) ท่ีระดับไหล่เมฆ (9,000 –10,000 ฟุต) และเคร่ืองบินสาหรับเมฆอุ่นอีกเครื่องหน่ึงโปรยผงยูเรียที่ระดับชิดฐานเมฆ โดยแนวระนาบของเคร่ืองบินเมฆอุ่นท้ังสองจะต้องทามุมเยื้องกัน 45 องศา ซ่ึงวิธีการน้ีจะช่วยให้ประสทิ ธิภาพในการเพมิ่ ปรมิ าณน้าฝนสงู ยิง่ ข้นึ ภาพท่ี 14 วธิ ีที่ 3 การโจมตเี มฆเย็น แบบซูเปอรแ์ ซนด์วิช

19 บทท่ี 4ศนู ย์ปฏบิ ตั กิ ารและสถานเี รดารฝ์ นหลวง ศูนยป์ ฏบิ ัติการฝนหลวง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงและพ้ืนท่ีเป้าหมายของการปฏิบัติการฝนหลวง มีจานวน ท้งั หมด 5 ศนู ย์ ซง่ึ ครอบคลุมพ้ืนที่ท้งั 77 จังหวดั ได้แก่ 1. ศูนย์ปฏบิ ัตกิ ารฝนหลวงภาคเหนอื ตั้งอยู่ท่ีจังหวัดเชียงใหม่ มีจังหวัดเป้าหมายที่ต้องควบคุมดูแลท้ังหมด 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลาพูน ลาปาง พะเยา เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก พิษณโุ ลก แพร่ นา่ น พจิ ิตร สโุ ขทยั อตุ รดิตถ์ กาแพงเพชร และเพชรบรู ณ์ 2. ศูนย์ปฏบิ ตั กิ ารฝนหลวงภาคกลาง ต้ังอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีจังหวัดเป้าหมายท่ีต้องควบคุมดูแลทั้งหมด 14 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และ กรงุ เทพมหานคร 3. ศนู ยป์ ฏบิ ตั กิ ารฝนหลวงภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ต้ังอยู่ท่ีจังหวัดขอนแก่น มีจังหวัดเป้าหมายที่ต้องควบคุมดูแลท้ังหมด 20 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี บึงกาฬ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด นครพนม เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลาภู อุบลราชธานี สุรินทร์ นครราชสมี า ชยั ภมู ิ บุรีรัมย์ ศรสี ะเกษ มกุ ดาหาร และอานาจเจริญ 4. ศูนยป์ ฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวนั ออก ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง มีจังหวัดเป้าหมายที่ต้องควบคุมดูแลทั้งหมด 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก 5. ศูนย์ปฏิบัตกิ ารฝนหลวงภาคเหนอื ตั้งอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีจังหวัดเป้าหมายที่ต้องควบคุมดูแลท้ังหมด 20 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต สงขลา พัทลุง ตรัง พังงา สตูล สุราษฏร์ธานี นครศรธี รรมราช กระบ่ี ชมุ พร นราธิวาส ปตั ตานี ยะลา และระนอง

20 ภาพท่ี 15 แสดงท่ีตั้งศนู ย์ปฏิบตั กิ ารฝนหลวง ที่มา: http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/royalrainoperation (สบื ค้นเมือ่ วนั ท่ี 14 พฤศจกิ ายน 2560) สถานีเรดารฝ์ นหลวง ปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีระบบเรดาร์ตรวจจับกลุ่มฝนจานวนท้ังหมด 10 สถานี เพื่อใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวง โดยแบ่งออกเป็นสถานีเรดาร์แบบประจาท่ี จานวน 5 สถานี และสถานีเรดาร์แบบเคล่อื นท่ี จานวน 5 สถานี ดงั นี้ 1. สถานีเรดาร์แบบประจาท่ี ชนิด S Band มจี านวน 5 สถานี ได้แก่ 1.1 สถานเี รดารฝ์ นหลวงอมก๋อย ตาบลยางเปียง อาเภออมก๋อย จงั หวัดเชยี งใหม่ 1.2 สถานเี รดาร์ฝนหลวงตาคลี ตาบลตาคลี อาเภอตาคลี จงั หวดั นครสวรรค์ 1.3 ศูนย์วิจัยปฏิบัติการฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติ ตาบลรังกาใหญ่ อาเภอพิมาย จังหวัด นครราชสีมา 1.4 สถานเี รดารฝ์ นหลวงสัตหบี ตาบลแสมสาร อาเภอสัตหบี จงั หวดั ชลบรุ ี 1.5 สถานีเรดารฝ์ นหลวงพนม ตาบลพนม อาเภอพนม ตังหวดั สรุ าษฎร์ธานี

212. สถานเี รดาร์แบบเคลอ่ื นท่ี ชนิด C Band จานวน 5 สถานี ไดแ้ ก่ 2.1 ศนู ยป์ ฏบิ ตั ิการฝนหลวงภาคเหนอื อาเภอเมือง จังหวดั แพร่ 2.2 ศูนยป์ ฏิบตั กิ ารฝนหลวงภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ อาเภอเมอื ง จงั หวดั อุดรธานี 2.3 ศูนย์ปฏบิ ตั กิ ารฝนหลวงภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื อาเภอจตรุ พกั รพิมน จงั หวัดร้อยเอด็ 2.4 ศนู ย์ปฏบิ ัติการฝนหลวงภาคใต้ อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวัดสงขลา 2.5 ศูนยป์ ฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ อาเภอปะทิว จงั หวัดชุมพร ภาพที่ 16 แสดงทต่ี ้ังสถานเี รดารฝ์ นหลวง ทีม่ า: http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/radarstation (สบื ค้นเมือ่ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

22 บทท่ี 5 ประโยชน์ของโครงการฝนหลวง การทาฝนหลวง นอกจากช่วยบรรเทาภาวะภัยแล้งให้กับราษฎรแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านอ่ืนๆ อกี มากมาย ดังนี้ 1. ด้านการเกษตร ช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้าในช่วงท่ีเกิดภาวะฝนแล้ง หรือฝนท้ิงช่วงเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลกระทบตอ่ ผลผลติ ทางการเกษตรทีก่ าลงั อย่ใู นชว่ งเจริญเตบิ โต 2. ดา้ นการอุปโภคบรโิ ภค ช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการน้ากิน น้าใช้ ให้แก่ราษฎรท่ีอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องด้วยดินในภูมิภาคน้ีเป็นดินร่วนปนทราย ทาให้เกิดปัญหาดินไม่สามารถเก็บกกั นา้ ไดด้ เี ทา่ ที่ควร 3. ด้านการแกไ้ ขปญั หาคณุ ภาพน้า เน่ืองจากพื้นดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งหินเกลือจานวนมาก เมื่ออ่างเก็บน้าบริเวณใกล้เคียงมีปริมาณน้าน้อย หินเกลือด้านก็จะลอยตัวข้ึนมาบนผิวดิน ส่งผลให้น้ากลายเป็นน้ากร่อยหรือเค็ม จงึ ต้องมีการทาฝนหลวงเพื่อปรับคุณภาพของน้า 4. ด้านการเสริมสร้างเส้นทางคมนาคมทางนา้ เม่ือระดับน้าในแม่น้าลดต่าลง จนไม่สามารถสัญจรไปมาทางเรือได้ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินคา้ ทางเรือและผู้คนทีต่ ้องเดินทางผา่ นเส้นทางการจราจรทางน้า จึงต้องมีการทาฝนหลวงข้ึนเพอื่ ช่วยเพ่ิมปรมิ าณนา้ ให้กับบรเิ วณดังกล่าว 5. ด้านการปอ้ งกันและบาบัดภาวะมลพิษของสิง่ แวดล้อม เม่ือปริมาณน้าในแม่น้าเจ้าพระยาลดน้อยลง ส่งผลให้น้าเค็มจากทะเลอ่าวไทยเกิดการไหลหนุนเขา้ มาแทนที่ทาให้เกิดเป็นนา้ กร่อย ซง่ึ สรา้ งความเสียหายให้แก่เกษตรกรเป็นจานวนมาก ดังน้ันการทาฝนหลวงจึงช่วยบรรเทาภาวะดังกล่าวได้ อีกท้ังยังช่วยในเร่ืองของส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นพิษโดยการผลักดันมลพิษท่ีเกิดจากการระบายน้าเสียลงสู่แม่น้าให้ไหลออกสู่ท้องทะเล ช่วยให้มลพิษในน้าเจอื จางลง

23 6. ดา้ นการเพม่ิ ปรมิ าณน้าในเขือ่ นภูมิพลและเขอ่ื นสิรกิ ติ เ์ิ พอ่ื ผลติ กระแสไฟฟ้า เน่ืองจากประเทศไทยจาเป็นต้องใช้พลังงานน้าในการผลิตกระแสไฟฟ้า หากเกิดภาวะวิกฤติทร่ี ะดับน้าเหนอื เข่ือนมีระดับต่ามากจนไม่เพียงพอต่อการใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า การทาฝนหลวงจึงช่วยเพ่ิมระดับนา้ ในเข่อื นใหเ้ พิ่มสงู ข้ึนได้

24 บทที่ 6 การวางแผนพัฒนาฝนหลวงในอนาคต ในปัจจุบัน การทาฝนหลวงยังคงใช้วิธีปฏิบัติการโดยการโปรยสารเคมีและโจมตีกลุ่มเมฆฝนด้วยการใช้เคร่ืองบิน ซ่ึงในบางคร้ังก็ประสบปัญหาท่ีไม่สามารถทาให้ปฏิบัติตามข้ันตอนกรรมวิธีให้ครบถว้ นสมบูรณ์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ขณะปฏิบัติการขั้นตอนโจมตีไม่สามารถทาให้เกิดฝนตกในพื้นที่เปา้ หมายได้ เน่อื งจากมลี มพายุรุนแรงมารบกวนหรือขัดขวางขณะปฏิบัติการ หรืออีกปัญหาหนึ่งคือเครื่องบนิ ไม่สามารถขน้ึ ไปปฏิบตั กิ ารได้เนื่องด้วยปญั หาขดั ข้องทางระบบ เปน็ ตน้ จากปัญหาทเี่ กดิ ข้ึนดังกล่าว จึงมีการศกึ ษาคน้ คว้าและทาวิจัยทดลองเก่ียวกับกรรมวิธีการทาฝนหลวง เพ่อื นาขอ้ มูลเหลา่ นน้ั มาพัฒนาโครงการฝนหลวงให้ก้าวหน้ามากย่ิงข้ึน ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแนวทางในการวิจัยพัฒนาฝนหลวงเพ่อื เกษตรกรไวห้ ลายประการ ดงั นี้ ประการแรก การสรา้ งจรวดฝนเทียมบรรจสุ ารเคมโี ดยยงิ จากพน้ื ดินเข้าสู่ก้อนเมฆหรือยิงจากเคร่อื งบนิ โดยร่วมมือกบั ผู้เชี่ยวชาญดา้ นจรวดของกองทพั บก กองทพั เรือ กองทัพอากาศ นักวิชาการจากสภาวิจัยแห่งชาติและนักวิชาการฝนหลวง ซ่ึงได้ทาการทดลองยิงจรวดบรรจุสารเคมีแล้วมีความก้าวหน้ามากข้ึนมาเป็นลาดับ ซ่ึงในปัจจุบันกาลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตจรวดเชิงอุตสาหกรรมและคาดวา่ จะสามารถนาไปใชไ้ ด้จรงิ ในอนาคต ประการท่ีสอง การใช้เคร่ืองพ่นสารเคมีอัดแรงกาลัง โดยพ่นจากยอดเขาสู่ฐานก้อนเมฆโดยตรง เพ่ือช่วยให้เมฆท่ีลอยอยู่บริเวณเหนือยอดเขาสามารถรวมตัวกันหนาแน่นจนเกิดเป็นฝนตกลงสพู่ ืน้ ดนิ บรเิ วณภเู ขาหรอื บรเิ วณใกล้เคียงได้ ประการสุดท้าย การทาฝนในเมฆเย็นจัด (Super Cooled Cloud) โดยใช้สารเคมีเป็นตวั กระต้นุ กลไกการเกิดผลึกนา้ แข็งในกล่มุ เมฆเยน็ และแปรสภาพจนเกิดฝนตกลงส่พู ้ืนดิน

25 บทที่ 7 สรุป โครงการพระราชดาริฝนหลวง เปน็ โครงการในพระราชดารขิ องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยราษฎรในแถบพ้ืนท่ีภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ีประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้า เนื่องดว้ ยความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทาให้เกิดปัญหาฝนไม่ตกตามฤดูกาลหรือเกิดภาวะฝนท้ิงช่วงเป็นระยะเวลานาน ก่อให้เกิดผลกระทบแก่ราษฎรเป็นอย่างมาก ท้ังในด้านการอุปโภคบริโภค และการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โครงการพระราชดาริฝนหลวงจึงถูกต้ังข้ึนเพื่อชว่ ยบรรเทาปญั หาภาวะขาดแคลนนา้ ใหก้ บั ประชาชนและหน่วยงานต่างๆท่ีประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะขาดแคลนนา้ ดังกลา่ ว การปฏิบัติการฝนหลวง เป็นการนาเอาเทคโนโลยีต่างๆมาประยุกต์ใช้ เพ่ือทาให้เกิดฝนตกในพน้ื ท่เี ปา้ หมาย โดยอาศัยการโปรยสารเคมีจากเคร่ืองบินลงสู่ก้อนเมฆบนท้องฟ้าเพ่ือกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวของเม็ดน้าในเมฆ และเกิดเป็นฝนตกลงสู่พ้ืนดิน โดยปฏิบัติตามข้ันตอนการทาฝนหลวงของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ที่มีอยู่ 3 ข้ันตอนหลัก น่ันคือ ขั้นตอนก่อกวนขั้นตอนเลยี้ งให้อว้ น และขน้ั ตอนโจมตี ตลอดระยะเวลาของการนาเอาเทคโนโลยีฝนหลวงมาใช้นับต้ังแต่ปี พ.ศ.2512 จนถึงปัจจุบันพบว่า เทคโนโลยฝี นหลวงนอกจากช่วยลดปญั หาภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้าให้กับประชาชนแล้วยังช่วยสร้างประโยชนใ์ ห้กับหน่วยงานและองค์กรอื่นๆได้อีกหลายด้าน ช่วยให้เข่ือนและอ่างเก็บน้าท่ีสาคัญมีปริมาณน้ากักเก็บเพิ่มมากขึ้น ช่วยป้องกันและลดมลพิษในแหล่งน้าต่างๆ ช่วยส่งเสริมการคมนาคมทางเรอื หรือทางนา้ รวมไปถงึ ด้านการเกษตรและด้านอปุ โภคบริโภคอกี ดว้ ย

26 เอกสารอ้างองิกรมฝนหลวงและการบินเกษตร. ตาราฝนหลวง. สืบคน้ เม่ือวนั ท่ี 8 ตลุ าคม 2560, จาก http://www.royalrain.go.th/royalrain/m/royalraintechnologyกรมฝนหลวงและการบนิ เกษตร. ศนู ย์ปฏิบตั ิการฝนหลวง. สืบคน้ เม่อื วันท่ี 14 พฤศจิกายน 2560, จาก http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/royalrainoperationกรมฝนหลวงและการบินเกษตร. สถานเี รดารฝ์ นหลวง. สบื คน้ เมื่อวนั ที่ 14 พฤศจิกายน 2560, จาก http://www.royalrain.go.th/royalrain/p/radarstationฝ่ายวิชาการสภาพรบุ๊คส.์ (2560). โครงการพระราชดาริฝนหลวง. (พมิ พ์คร้ังที่ 1). กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ์สถาพรบคุ๊ ส.์มูลนธิ ิชยั พัฒนา. ทฤษฎีการพฒั นาทรพั ยากรแหล่งน้าในบรรยากาศ \"ฝนหลวง\". สบื คน้ เมอ่ื วันท่ี 8 ตุลาคม 2560, จาก http://www.chaipat.or.th/site_content/65--qq6/230-theory- of-water-resource-development-in-the-atmosphere.htmlสารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน. ฝนหลวง. สบื คน้ เม่ือวันที่ 14 พฤศจกิ ายน 2560, จาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=12&chap=5&page =t12-5-infodetail12.htmlสานักฝนหลวงและการบินเกษตร. (2544). พระบิดาแห่งฝนหลวง. ม.ป.ท. ม.ป.พ.

27ภาคผนวกภาพที่ 17 การปฏบิ ตั งิ านของสมาชกิ ในกล่มุ

28 ประวัตผิ ู้จดั ทา1. ช่ือ-สกลุ : นางสาวจินตจ์ ุฑา เสริฐศกั ด์ิ ท่ีอยู่: 390 หมู่ 1 ต.แมไ่ ร่ อ.แม่จนั จ.เชียงราย 57240 ประวตั กิ ารศึกษา: - จบระดบั มธั ยมศกึ ษาจากโรงเรยี นกาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลยั นครปฐม (พระตาหนักสวนกุหลาบมธั ยม) - ปัจจุบนั กาลังศกึ ษาในระดบั ปรญิ ญาตรี ชนั้ ปที ี่ 5 สาขากายภาพบาบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร E-mail: [email protected]. ชื่อ-สกลุ : นางสาวกชกร ด้วงสุยะ ทอ่ี ยู่: 379 หม5ู่ ต.อโุ มงค์ อ.เมือง จ.ลาพูน 51150 ประวัตกิ ารศกึ ษา: - จบระดับมัธยมศกึ ษาจากโรงเรียนสว่ นบุญโญปถัมภ์ ลาพูน - ปัจจุบันกาลังศึกษาในระดบั ปรญิ ญาตรี ชนั้ ปีที่ 1 สาขากายภาพบาบดั คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร E-mail: [email protected]. ชอ่ื -สกลุ : นางสาวกนิษฐา จั่นสกุล ทอี่ ยู่: 17-19 ถ.ราษฎร์บารงุ อ.ตะก่วั ปา่ จ.พังงา 82110 ประวตั กิ ารศึกษา: - จบระดับมธั ยมศึกษาจากโรงเรยี นตะกัว่ ปา่ ''เสนานกุ ลู '' - ปจั จุบนั กาลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ชนั้ ปีที่ 1 สาขาทัศนมาตรศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร E-mail: [email protected]. ชือ่ -สกลุ : นางสาวกมลชนก ซา้ ยหนองขาม ประวัติการศึกษา ทอ่ี ยู่: 8 ม.12 ต.หนองกงุ แก้ว อ.ศรบี ุญเรอื ง จ.หนองบวั ลาภู 39180 ประวัตกิ ารศกึ ษา: - จบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรยี นสันติวิทยาสรรพ์ - ปจั จุบนั กาลงั ศึกษาในระดับปริญญาตรี ชัน้ ปที ี่ 1 สาขาทศั นมาตรศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร E-mail: [email protected]

295. ชอ่ื -สกลุ : นางสาวกมลชนก ศิริสขุ ทอ่ี ยู่: 162/1 ม.2 ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พษิ ณุโลก 65105 ประวตั ิการศึกษา: - จบระดับมธั ยมศึกษาจากโรงเรยี นเตรียมอดุ มศึกษา ภาคเหนอื - ปัจจุบันกาลังศกึ ษาในระดบั ปริญญาตรี ช้นั ปที ่ี 1 สาขาทัศนมาตรศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร E-mail: [email protected]. ชอ่ื -สกลุ : นางสาวกณั ทิมา หอมสุวรรณ์ ทีอ่ ยู่: 218/1 ม.2 ต.บา้ นคลอง อ.เมือง จ.พษิ ณโุ ลก 65000 ประวัติการศกึ ษา: - จบระดับมธั ยมศกึ ษาจากโรงเรยี นผดงุ ราษฎร์ - ปัจจบุ นั กาลังศึกษาในระดับปรญิ ญาตรี ชัน้ ปีท่ี 1 สาขากายภาพบาบดั คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร E-mail: [email protected]. ช่ือ-สกลุ : นางสาวกัลยรัตน์ ดีปญั ญา ทีอ่ ยู่: 246 ม.1 ต.บา้ นดา่ นนาขาม อ. เมือง จ.อุตรดติ ถ์ 53000 ประวตั ิการศกึ ษา: - จบระดบั มธั ยมศึกษาจากโรงเรียนอุตรดติ ถ์ดรุณี - ปัจจุบันกาลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ชั้นปีท่ี1 สาขาทัศนมาตรศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร E-mail: [email protected]. ชอ่ื -สกลุ : นางสาวกนั ตฤ์ ทยั คงแจ่ม ทอี่ ยู่: 67 ม.11 ต.วัดไทรย์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000 ประวัตกิ ารศึกษา: - จบระดับมัธยมศกึ ษาจากโรงเรยี นนวมินทราชทู ิศ มขั ฌิม - ปัจจุบันกาลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ช้ันปีท่ี1 สาขาทัศนมาตรศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร E-mail: [email protected]

309. ชอ่ื -สกลุ : นายกติ ตินันท.์ กนั ทะเขยี ว ทีอ่ ยู่: 23 ม.4 ต.หลา่ ยงาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย 57310 ประวตั ิการศกึ ษา: - จบระดบั มัธยมศึกษาจากโรงเรียนลูกรักเชียงของ - ปัจจบุ นั กาลงั ศึกษาในระดบั ปริญญาตรี ช้ันปที ่ี 1 สาขากายภาพบาบดั คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร E-mail: [email protected]. ช่อื -สกลุ : นางสาวกลุ ณัฐ ศรชี านาญ ทีอ่ ยู่: 51/2 ม.2 ต.สันผเี สอ้ื อ.เมอื ง จ.เชียงใหม่ 50300 ประวัติการศกึ ษา: - จบระดบั มัธยมศกึ ษาจากโรงเรยี นโกวทิ ธารงเชียงใหม่ - ปจั จบุ นั กาลังศึกษาในระดับปรญิ ญาตรี ชัน้ ปีที่ 1 สาขากายภาพบาบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร E-mail: [email protected]


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook