ศนู ยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนพษิ ณโุ ลก สถาบนั การพฒั นาชมุ ชน กรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย 1
วิถีสขุ ภาพแบบพอเพยี งของชาวกสกิ รรมธรรมชาติ “ใจเปน็ นาย กายเปน็ บ่าว” บรรพบรุ ุษของเราเคยพดู ไวว้ ่า “ใจเป็นนาย กายเปน็ บา่ ว” นัน้ สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ัยจานวนมาก ทส่ี ะทอ้ นวา่ ภาวะจิตใจท่ีไมส่ บายนนั้ สง่ ผลสะเทอื นจนก่อใหเ้ กดิ โรคทางกายอีกมากมายตามมา การทา กสิกรรมธรรมชาติ และประคองตนในวิถีพอเพียงนั้น ทาให้เกิดส่ิงแวดล้อมท่ีดี ได้ดารงสติให้เกิด เป็นสมาธพิ รอ้ มกับการทางาน สง่ ผลใหจ้ ิตพบกับความสงบเย็น ผลหลงั จากนัน้ คือการได้มาซึ่งอาหาร คุณภาพดีไร้สารพิษ ครอบครัวไร้หน้ีสิน และความโลภเบาบางลง ทาให้ราอยู่ดีกินดี ซึ่งถือเป็น “ภูมิคุ้มกันทางส่ิงแวดล้อมกายและใจ\" การได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเพ่ือนบ้านและชุมชนตามขั้นตอนวิถี พอเพียงที่ว่าด้วย “ทาน” ช่วยให้เรามีมิตรและสังคมท่ีดี ซึ่งถือได้ว่าเป็น “ภูมิคุ้มกันด้านสังคม” ผล การปฏิบัติตามวิถีพอเพียงและกสิกรรมธรรมชาติ จึงนับได้ว่ามีความครบถ้วนตามองค์ประกอบของ สุขภาพแบบองค์รวมและวิถีสุขภาพแบบพอเพียง โดยมุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน หรืองานป้องกันที่ แขง็ แกรง่ กอ่ นการแก้ไขหรือเยียวยารักษาวิถแี หง่ “จติ ” เปน็ นาย “ร่างกายของเรานัน้ ธรรมชาตสิ ร้างมาสาหรับใหอ้ อกแรงใชง้ าน มิใชใ่ ห้อยเู่ ฉย ๆ ถา้ ใช้แรงให้ พอเหมาะพอดโี ดยสม่าเสมอ รา่ งกายกเ็ จริญแข็งแรง คล่องแคลว่ และคงทนยงั่ ยนื ถ้าไม่ใชแ้ รง เลยหรอื ใช้ไมพ่ ียงพอ ร่างกายก็จะเจริญแขง็ แรงอยู่ไม่ได้ แตจ่ ะค่อย ๆ เสอ่ื มไปเปน็ ลาดับและ หมดสมรรถภาพไปกอ่ นเวลาอนั สมควร ดงั นน้ั ผู้ทปี่ กตทิ าการงานโดยไม่ได้ใช้กาลงั หรือใชก้ าลงั แตน่ อ้ ย จึงจาเปน็ ตอ้ งหาเวลาออกกาลงั กาย ให้พอเพยี งกับความตอ้ งการตามธรรมชาตเิ สมอ ทกุ วัน มิฉะนนั้ จะเปน็ ทนี่ ่าเสยี ดายอย่างยง่ิ ทเ่ี ขาจะใชส้ ตปิ ัญญาความสามารถของเขาทา ประโยชนใ์ หแ้ กต่ นเองและแกส่ ว่ นรวมไดน้ อ้ ยเกนิ ไป เพราะรา่ งกายอนั กลบั กลายออ่ นแอลง จะไมอ่ านวยโอกาสใหท้ าการงานโดยมีประสิทธิภาพได้” พระราชดารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ 2
จิตเปน็ นาย ด้วยการยดึ อทิ ธิบาท ไม่ขาดวนิ ัย ให้ทาน มุ่งม่ันกตญั ญู • ยึดอิทธิบาท คือ การมีรากฐานแห่งความสาเร็จ ด้วยการกล่าวคาปฏิญาณตน การใส่รหัส โดย ทง้ั หมดจกั ไม่ยอ่ หย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกนิ ไปไม่ใหห้ ดหภู่ ายใน และไมฟ่ ุง้ ซ่านไปในภายนอก • ไม่ขาดวนิ ยั โดยเริ่มจากเท้า คอื วางรองเท้าเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ยเปน็ การครองสติอยา่ งหนึ่ง • ใหท้ าน (Our loss is Our gain) ยงิ่ ใหไ้ ปยงิ่ ได้มา ทานเปน็ เคร่ืองขัดเกลากิเลสและความโลภให้เบาบาง ชว่ ยสร้างสังคมทเ่ี กือ้ กลู • มุ่งม่ันกตัญญู คือ การตอบแทนคุณผู้ให้และค้าจุนชีวิตเรา ด้วยการตอบแทนคุณแม่โพสพ โดย กินอาหารให้หมดจานตอบแทนคุณแม่ธรณีด้วยการห่มดินและทาเกษตรอินทรีย์ ตอบแทนคุณแม่ คงคาดว้ ยการอนุรกั ษ์นา้ เปน็ ต้น สมาธิบาบัดหรือเรียกอีกอย่างว่า “ธรรมโอสถ” เป็นสภาวะจิตเหนือกายเบ้ืองต้น ทาให้ความดัน โลหิตลดลง แลกเปลี่ยนออกซิเจนได้มากขึ้น ส่งเสริมการสร้าง “สารสุข” ท่ีเอื้อโอกาสต่อการ ซอ่ มแซมอวัยวะส่วนท่ีสึกหรอ ทาให้ฟน้ื ตวั จากความเจ็บไข้ และสรา้ งภูมคิ ุ้มกนั ภายในกายไดด้ ี การศึกษาพบว่านักกีฬาทาให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงได้เพียง ๕๐ - ๖๐ คร้ัง/นาที แต่การทา สมาธิของพระสงฆ์ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ช้าได้ถึง ๓๐ ครั้ง/นาที ซึ่งทาให้การสึกหรอ ของร่างกายลดน้อยลง ชะลอความแก่ ส่งเสริมให้มีอายุยืนยาวมากกว่าปกติ หลวงปู่ฝั้น เป็นตัวอย่าง ของการใช้สมาธิบาบัดหรือธรรมโอสถ โดยในขณะที่ท่านป่วยด้วยไข้มาลาเรียและขาดแคลนยาขณะ ธุดงค์อยู่ในป่าแถบอีสาน ท่านใช้การทาสมาธิรักษาโรคท่ีกาลังคุกคามอยู่ให้หายไปได้ ดังนั้นการมีสติ เพ่ือสร้างสมาธิจึงเป็นสงิ่ ที่ชาวกสิกรรมธรรมชาตพิ ึงกระทาควบค่ไู ปกับการทางานในชีวติ ประจาวนั 3
วถิ ีแห่ง “กาย” เป็นบ่าว ๑. กนิ ข้าวเปน็ หลกั กนิ ผกั เป็นยา กินปลาเปน็ อาหาร ๑.๑ กินข้าวเป็นหลัก - ข้าว เป็นเมล็ดธัญพืชท่ีมีคุณค่าอเนกอนันต์คู่สังคมไทยมายาวนาน ผลวิเคราะห์ของ สถาบนั วจิ ัยโภชนาการมหาวทิ ยาลัยมหิดลพบวา่ อุดมดว้ ยสารอาหารดงั นี้ 1) วิตามินอี ในข้าวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัว ของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอตั ราเสย่ี งของโรคท่เี กยี่ วกับหลอดเลอื ด สมอง หัวใจ บารุงตับ ช่วยระบบสืบพันธุ์เซลล์ประสาท และกล้ามเน้ือให้ทางานได้ตามปกติ ทาให้ ผวิ พรรณสดใส ลดร้ิวรอย และชว่ ยสมานแผลไฟไหม้ น้าร้อนลวกใหห้ ายเรว็ ขน้ึ เปน็ ตน้ 2) ลทู ีน ทม่ี มี ากในข้าวก่า (มากกว่าขา้ วหอมมะลิ ๒๕ เท่า) ชว่ ยปอ้ งกนั โรคต้อกระจกที่มักจะ เกดิ ข้ึนกบั ผู้สูงอาย 3) เบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอหลังจากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายช่วยบารุง สายตา ลดความเส่ียงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือก แข็งแรง สร้างความต้านทาน ให้ระบบหายใจ มีมากในข้าวกล้องข้าวเหนียวก่าเปลือกดา ควรบริโภค ขา้ วก่ารว่ มกบั ผกั พ้นื บา้ นเช่น ยอดแค กระถนิ ตาลงึ ขเ้ี หล็กชะอม ชว่ ยเพ่มิ วติ ามนิ เอใหก้ ับรา่ งกาย 4) ธาตุเหล็ก พบมากในข้าวหน่วยเขือหอมมะลิแดง หอมมะลิท่ัวไป เหนียวก่าเปลือกดา เหนียวเลา้ แตก และชอ่ ขงิ มธี าตุเหลก็ สูง ๒.๙-๑.๙ เทา่ ของข้าวเจา้ กล้องทวั่ ไป 5) ทองแดง มีมากในข้าวหน่วยเขือ หอมมะลิแดง เหนียวหอมทุ่ง ช่วยในการสร้าง พลังงานให้แก่ร่างกาย การกาจัดอนุมูลอิสระ การสร้างความยืดหยุ่นของผิวหนัง การขาดทองแดง ก่อให้เกิดภาวะซีดจากโลหิตจาง เม็ดเลือดขาวมีมากเม็ดเลือดแดงลดลง คลอเลสเตอรอลสูง และการ เตน้ ของหัวใจผิดปกติ 6) แอนตอิ อกซิแดนท์ ทั้งสารทองแดงสังกะสี เบต้าแคโรทนี วิตามนิ อีเป็นสารท่ีสามารถ ขจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งลดอัตราเส่ียงต่อการเป็น โรคหลอด เลือดและหัวใจ โรคความจาเสื่อม โรคโรคไขข้ออักเสบ แก่เร็ว เป็นต้น มีในข้าวพื้นบ้านมากกว่าข้าว ท่ัวไป 4
๑.๒ กินผกั เป็นยา การกินอาหารควรกินให้เหมาะกับธาตุเจ้าเรือนและละเว้นอาหารที่ไม่สอดคล้องกับธาตุซ่ึงมี รายละเอียดดงั นี้ - ธาตดุ ิน ควรกินอาหารรสฝาด หวานมัน เคม็ - ธาตุน้า ควรกนิ อาหารรสเปร้ยี ว เลีย่ งอาหารรสมันจดั - ธาตลุ ม ควรกนิ อาหารรสเผด็ รอ้ นหลกี เลีย่ งอาหารรสหวานจดั - ธาตไุ ฟ ควรกนิ อาหารรสขม ไม่ควรกนิ อาหารรสรอ้ น ตัวอยา่ งผกั เปน็ ยาสามญั ประจาบา้ น • กระเทียม เป็นยาบารุงกาลัง รักษาโรคพยาธิ หัวใจ ปวดหัว หืด หวัดและไอ โรคเกี่ยวกับ ประจาเดือน กระตุ้นกาหนัด ขับเสมหะ ลดการปวดเกร็งใช้ขับลม ลดไขมันและโคเลสเตอรอลลด น้าตาลในเลือด ปอ้ งกนั โรคหวั ใจและหลอดเลือด • เพกา (ลนิ้ ฟ้า ลน้ิ ไม้) มฤี ทธ์ลิ ดโคเลสเตอรอลในเลอื ด มีฤทธ์ติ า้ นมะเรง็ • บัวบก (ผกั หนอก) เปน็ ยาแก้ช้าใน ลดการกระหายน้า บารงุ กาลงั รกั ษาแผล และรอยเหย่ี วย่น ลดการอกั เสบ ทาให้จติ ใจสดชื่น แจ่มใสความจาดี บารงุ ประสาท และโลหติ • มะรุม (อีฮุม) บารุงเลือด บารุงกระดูกมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชลอการเส่ือมสภาพของเซลล์ รา่ งกาย ป้องกันมะเร็งลดไขมนั และคลอเลสเตอรอล นา้ คนั้ ใบมะรมุ ใช้หยอดแกป้ วดหู • มะระข้ีนก (ผกั ไส)่ รักษาโรคเบาหวานมีฤทธิ์ตา้ นมะเร็งและไวรัส และน้าคน้ั จากผลอ่อนใช้ใน การควบคมุ เช้อื ไวรสั เอชไอวี (เอดส)์ • ผักคาวตอง (พลูคาว) บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ แก้อักเสบแก้ลมพิษ แก้บิด ขับปสั สาวะ แก้อาการบวมนา้ ฝีอกั เสบ ปอด หลอดลมอักเสบไอ และบดิ เปน็ ยาลดไข้ ขจดั สารพษิ รกั ษา แผลในกระเพาะอาหาร พษิ แมลงกัดต่อย ความดนั โลหติ สงู มะเร็ง และไขม้ าลาเรีย • ย่านาง ใช้ถอนพิษ แก้ไข้ ปรับสมดุล รักษาโรคหัวใจ ความดันสูง ไซนัสอักเสบ หลอดลม อกั เสบ เบาหวาน มะเร็ง โรคเกา๊ ต์ โรคไต 5
๑.๓ กินปลาเป็นอาหาร ปลานอกจากเป็นอาหารท่ีหาได้ง่ายและเป็นเน้ือสัตว์ที่ย่อยง่ายแล้ว ผลการศึกษาจานวนมาก พบว่า ในเน้ือปลามีกรดไขมันชนิดไม่อ่ิมตัวกลุ่มโอเมก้า ๓ ท่ีเป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย ช่วย เสริมสร้างความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาการทางสมองและการมองเห็นในเด็ก เป็น ส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทาให้นอนหลับสนิท สมองทางานได้ดี ไม่แก่เกินวัย ช่วย ควบคุมระดับไขมันอ่ิมตัวในเลือดป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ลดอัตราการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับน้ามันปลาว่า สามารถลดความเครียดในผู้ป่วยโรค ประสาทท่มี ักจะอาละวาด ทาใหอ้ ารมณเ์ ยอื กเย็นลงได้ ปลาช่วยบรรเทาอาการซมึ เศรา้ การศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่า การขาดโอเมก้า ๓ ซ่ึงเป็นกรดไขมันที่จาเป็นต่อ สมอง อาจทาให้คนมีอาการซึมเศร้า สมาธิสั้น นา้ มนั ปลาช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบ จนสามารถลดการใช้ยาบางส่วนลงได้ บรรเทาอาการของโรคผิวหนังอย่างสะเก็ดเงิน ลดความเส่ียง ของโรคหวั ใจ การบริโภคปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ - ๒ คร้ัง ช่วยลดความดันโลหิต ปลาตัวเลก็ ตัวน้อย เช่น ปลาซิว ปลาข้าวสาร ปลาฉิ้งฉ้ัง ช่วยเพิ่มธาตุแคลเซียมทาให้กระดูกและฟันแข็งแรง อีกทั้ง ป้องกนั โรคกระดกู พรุนและกระดกู หกั ง่ายได้ การกินปลาจึงเป็นการเริม่ ต้นเพอ่ื สขุ ภาพท่ดี ี “...การขาดโอเมก้า ๓ ซง่ึ เปน็ กรดไขมนั ทจี่ าเป็นต่อสมอง ทาใหม้ อี าการซึมเศรา้ สมาธสิ ้ัน...” 6
๒. การนวด การนวดหรือหัตถเวชนับเป็นภูมิปัญญาอันล้าค่าของคนไทยในการรักษาโรควิธีหน่ึง โดยเฉพาะ โรคท่ีไม่สามารถบาบัดได้ด้วยการใช้ยาฉีดหรือยากิน ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการนวดได้รับการพัฒนา จนเป็นท่ียอมรับ สามารถก่อรายได้เข้าประเทศปีละกว่าพันล้านบาทการนวดน้ัน ป้องกัน กล้ามเน้ือ หย่อนยาน ร่วงโรย รวมถึงชะลอการเกิดร้ิวรอยต่าง ๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้เป็นไป ตามปกติ การนวดตวั เองอย่างงา่ ย - ท่าที่บรรเทาอาการปวดเมือ่ ยฝา่ เท้าและกระตนุ้ อวัยวะภายใน ใหท้ างานปกติ ใช้วธิ นี ่ังขัดสมาธิให้ฝา่ เท้าขา้ งทีจ่ ะนวดหงายขนึ้ ใช้ศอกด้านตรงขา้ มกบั ฝ่าเทา้ กดจดุ แนวกึ่งกางฝ่าเท้า ๓ จุด แลว้ ใช้นวิ้ หวั แม่มือกดคลึงให้ท่ัวฝา่ เท้าและนิว้ เท้า โดยทา ประมาณขา้ งละ ๕ นาที สลับกนั ท้ัง ๒ ข้างซา้ ย - ขวา - ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดเข่า ขา หลังหรือเป็นตะคริวน่องบ่อย ให้น่ังเหยียดขาข้างหนึ่ง ใช้มือข้าง เดียวกับขาข้างท่ีเหยยี ดจับปลายเท้าไว้ มืออีกข้างกดเข่าไว้ไม่ให้งอ หายใจเข้า หายใจออก แล้วก้มตัวให้ มากท่ีสุด หายใจเข้าออกปกติ ๓ - ๕ ครั้งแล้วผ่อนออก ทาสลับกันท้ัง ๒ ข้าง ท่าน้ีช่วยยืดกล้ามเน้ือขา ด้านหลงั ดว้ ย - ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดหลัง เอวและสะโพก ให้ทาท่าขัดสมาธิ ใช้ข้อมือขัดไว้เหนือหัวเข่าด้าน ตรงข้าม บิดลาตัวหายใจเข้าหายใจออก บิดตัวให้มากท่ีสุดหายใจเข้าออกปกติ ๓ - ๕ ครั้งแล้วผ่อนออก ทาสลบั ข้าง - ท่าที่บรรเทาอาการปวดคอ ศีรษะและสะบัก ให้ทาท่าน่ังขัดสมาธิตัวตรงพนมมือระหว่างอก หายใจเข้าหายใจออก ออกแรงดันมือที่พนมไว้และค่อย ๆยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ออกแรงดันฝ่ามือเข้า หากัน ยืดลาตัว หายใจเข้าออกปกติ ๓ - ๕ ครั้ง แล้วผ่อนออก ท่าน้ีช่วยบริหารกล้ามเนื้อคอและสะบัก ทุกครั้งท่ีทาต้องหายใจเข้าลึก ๆ และค่อยหายใจออกมา เพ่ือทาให้ออกซิเจนไปฟอกเลือดที่อยู่ภายใน ร่างกายได้ดีข้ึนหากทาได้ตามนีบ้ ่อย ๆ หรอื ทุกวัน ปญั หาต่าง ๆ จะคลายลงไปแถมยังทาให้มอี ายยุ นื ยาว 7
๓. การประคบสมุนไพร การประคบสมนุ ไพร หมายถงึ การนาเอาสมุนไพรทง้ั สด หรอื แห้งหลายๆ ชนิดโขลกพอแหลก และ คลุกรวมกนั ห่อด้วยผา้ ทาเปน็ ลูกประคบ น่ึงดว้ ยไอนา้ ร้อนและนาไปประคบบริเวณที่ต้องการ จะช่วย บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการบวมอักเสบของกล้ามเน้ือ ข้อต่อหลัง ลดอาการเกร็งของกล้ามเน้ือ และอาการติดขัดของข้อต่อ ช่วยเพ่ิมการไหลเวียนของโลหิตและลดอาการปวดตัวยาสมุนไพรท่ีใช้ทา ลกู ประคบ ประกอบด้วย • ใบมะขาม ๑๐๐ กรมั • ใบส้มป่อย ๕๐ กรมั • ไพล ๕๐๐ กรัม • ขมน้ิ ชัน ๑๐๐ กรมั • ผิวมะกรดู ๑๐๐ กรัม • ตะไครบ้ ้าน ๒๐๐ กรมั • เกลอื ๖๐ กรมั • การบรู ๓๐ กรมั • พิมเสน ๓๐ กรมั ๔. การอบสมุนไพร เป็นวิธีบาบัดรักษาอย่างหนึ่ง ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีข้ึน ทาให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณ เปล่งปลั่งมีน้ามีนวลช่วยให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว รูขุมขนเปิดเพื่อขับถ่ายของเสียออกทางผิวหนัง ช่วยบรรเทาอาการปวดเม่ือย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จะใช้ควบคู่กับการนวดแผนไทย โดยมากมักใช้หลัง การนวดเสร็จแล้ว ช่วยลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเน้ือ ข้อต่อ ช่วยให้เน้ือเย่ือพังผืดหย่นุ ตัว และช่วย ให้รา่ งกายสดชื่น สาหรบั สมุนไพรสดทีใ่ ชใ้ นการอบ ประกอบด้วย • ไพล : แก้ปวดเม่ือย ครั่นเนือ้ คร่ันตัว • ขม้ินชัน : แกโ้ รคผวิ หนังสมานแผล • ตะไคร้ : ดบั กลิน่ คาว บารงุ ธาตุไฟ • ใบ - ผวิ มะกรดู : แกล้ มวิงเวียน • ใบหนาด : แกโ้ รคผิวหนงั พพุ องนา้ เหลอื งเสยี • วา่ นน้า : ช่วยขับเหงือ่ แกไ้ ข้ 8
• ใบส้มปอ่ ย : แกห้ วัด แก้ปวดเม่ือย • กระชาย : แก้ปวดเมือ่ ย ปากแตกเป็นแผล ใจสนั่ • ใบเปล้าใหญ่ : ถอนพษิ ผิดสาแดงบารุงผวิ สว่ นสมนุ ไพรแห้งทใ่ี ช้ในการอบ ประกอบด้วย • เหงอื กปลาหมอ : แก้โรคผิวหนังพพุ อง • ชะลดู : แก้รอ้ นใน กระสับกระสา่ ยดีพิการ • กระวาน : แกเ้ จ็บตา ตาแฉะ ตามวั • เกษรท้งั ห้า : แต่งกลิน่ บารุงหวั ใจ โรคหรืออาการท่ีสามารถบาบดั รักษาดว้ ยการอบสมนุ ไพร ๑. โรคภูมิแพ้ ๒. โรคหอบหดื ที่อาการไม่รนุ แรง ๓. เป็นหวดั นา้ มูกไหล แต่ไม่แห้งคัน ๔. โรคท่ีไมไ่ ด้เป็นการเจ็บป่วยเฉพาะที่ ๕. โรคอ่ืน ๆ ท่สี ามารถใช้การอบรว่ มกบั การรักษาแบบต่าง ๆ ๖. สง่ เสริมสขุ ภาพมารดาหลงั คลอด หากมอี าการดังนี้ ห้ามทาการอบสมุนไพร • มีไข้สงู • เปน็ โรคติดต่อรา้ ยแรง • มโี รคประจาตัว เชน่ โรคหัวใจ หอบหดื ระยะรุนแรง ลมชกั • สตรีขณะมีประจาเดือน • มกี ารอักเสบจากบาดแผลเปิดและแผลปิด • ออ่ นเพลีย อดอาหาร อดนอน หลงั ทานอาหารใหม่ ปวดศรี ษะ ชนดิ วงิ เวยี นศรี ษะและคล่นื ไส้ 9
๕. การแช่น้า (Water Bath) เป็นการนาร่างกายทง้ั หมดหรอื บางส่วน แชห่ รือจุ่มลงในนา้ เพอื่ บาบดั รกั ษาโรคต่าง ๆ มอี ยดู่ ว้ ยกัน ๔ แบบ คือ ๕.๑ การแช่น้าเย็น ผทู้ ่ีรับการรกั ษาจะแช่ตัวลงในนา้ เย็นทม่ี ี อุณหภมู ิราว ๑๐ - ๑๘ องศาเซลเซียส เปน็ เวลา ๒ - ๓ วินาที หากต้องการแช่เป็นเวลานาน ๆ จะต้องถูตัวแรง ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย การจุ่มตัวในน้า เย็นจะช่วยทาให้ร่างกายตื่นตัว เนื่องจากได้รับการกระตุ้น นอกจากน้ียังเพ่ิมอัตราการเผาผลาญ อาหารให้กลายเป็นพลังงานและโปรตีนเพ่ิมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายเช่น เลือดและ นา้ เหลอื ง หลังการแช่นา้ เย็นต้องมีการบาบัดด้วยน้าร้อนทนั ที ๕.๒ การแช่น้าอณุ หภูมิปกติ ผู้รับการรักษาจะแช่ตัวในนา้ ทีม่ ีอุณหภูมิ ๓๒ - ๓๖ องศาเป็นเวลา ๑๕ - ๒๐ นาที จะช่วยให้รู้สึก ผ่อนคลาย เหมาะสาหรบั ผูม้ ปี ญั หานอนไมห่ ลบั ฟุ้งซ่าน และกระวนกระวาย ๕.๓ การแช่นา้ รอ้ น วิธีการนี้จะแช่ตัวในน้าร้อนท่ีมีอุณหภูมิ ๔๐ - ๔๕ องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่เกิน ๒๐ นาที และน้าทีม่ ีอณุ หภูมิสงู กวา่ ๔๕ องศาเซลเซียส จะไม่มผี ลในการรกั ษาโรค และอาจเปน็ อนั ตรายได้ การแช่ตัวในน้าร้อนจะชว่ ยสร้างความรู้สกึ กระชุม่ กระชวย แตผ่ ลท่ไี ด้จะเกดิ ขน้ึ เพยี งชว่ั คราว จึงเหมาะกับการบาบัดอาการปวดปวดท้อง ปวดกลา้ มเนื้อและข้อต่อ ๕.๔ การแช่ตัวในนา้ ลกึ วิธกี ารนจ้ี ะได้ผลดีถ้าทาร่วมกับการนวดตัว การออกกาลังกาย หรือการฉีดนา้ ผลดขี องวิธีการ นี้มาจากการออกกาลังกาย การได้ลอยตัวในน้า เน่ืองจากแรงพยุงของน้าจะทาให้ร่างกายเบาขึ้น ช่วย ลดผลกระทบจากการกดกระแทกของน้าหนัก เหมาะสาหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ โปลิโอ และ กล้ามเน้อื เสือ่ มสมรรถภาพ ขนาด และการทางานของกล้ามเนื้อผิดปกติ จากอาการของโรคตา่ ง ๆ 10
ขอบคณุ ขอ้ มลู จาก 11
Search
Read the Text Version
- 1 - 11
Pages: