บทปฏิบตั ิการท่ี 4 พันธุศาสตร อาจารย ดร.วริ งั รอง กรินทธ ัญญกิจ สิ่งมชี วี ติ แตละชนิดบนโลกมลี ักษณะท่ีแตกตา งกนั และถงึ แมจ ะเปน สง่ิ มีชีวติ ชนดิ เดยี วกันก็ยงั มีลกั ษณะที่แตกตา งกันดว ย เชน ความสูง สีผิว สตี า ลักษณะและสผี ม เปน ตน ลกั ษณะที่แตกตา งกันนส้ี ามารถถา ยทอดจากส่งิ มชี วี ติ รุนหนึง่ ไปยังสิง่ มีชวี ติ อีกรนุ หนึ่งอยางตอเนือ่ ง โดยมหี นว ยทมี่ คี ณุ สมบัตคิ วบคมุ ลักษณะตาง ๆ ของส่งิ มีชีวิตที่เรียกวา “ยีน” (gene) ซึง่ เปน หนวยพันธุกรรมท่อี ยูบ นโครโมโซม (chromosome) ในคนจะมยี ีนประมาณ 30,000 ยีน แตล ะยนี จะควบคุมลักษณะตาง ๆ ทางพนั ธกุ รรม ลักษณะทางพนั ธกุ รรม (phenotype) คอื ลักษณะตา ง ๆ ของส่ิงมีชวี ติ ทปี่ รากฏออกมา โดยมหี นวยทางพันธกุ รรมหรือยีนทป่ี รากฏอยูในสภาพคู เรียกวา จโี นไทป (genotype) เปน ตวั ควบคมุ การถา ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมในมนุษย เชน การหอลิ้น การม/ี ไมม ีตงิ่ หู การม/ี ไมม ีลักยม้ิ สีผิว ความสงู หมูเลือด ABO ลักษณะพันธุกรรมในสัตว เชน สีขน รปู รา ง ลักษณะโครงรา ง และการถา ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมในพืช เชน ลักษณะของใบ สีดอก จำนวนกลีบดอก สามารถถายทอดจากรนุ หน่ึงไปยังรุนตอ ๆ ไปได ดงั นนั้ ในสิ่งมชี ีวิตชนดิ เดียวกันจึงมีความคลายคลึงกนั โดยเฉพาะอยางย่งิ ถาเปน สิง่ มชี วี ิตในครอบครวั เดยี วกนั ความคลา ยคลึงกันกจ็ ะย่ิงมีมากข้นึ ทำใหเ กิดลักษณะเฉพาะของสงิ่ มชี วี ติ ชนดิ น้นั ๆ อยา งไรก็ตาม ลักษณะทางพันธุกรรมบางลกั ษณะอยางเชน สผี ิว ความสงู และสตปิ ญญา นอกจากจะมีพนั ธกุ รรมเปนตัวควบคุมแลว ลกั ษณะทีป่ รากฏอาจมีความแปรผนั ไปไดเ นอ่ื งจากอทิ ธิพลของส่ิงแวดลอม เชน อาหารและการเล้ียงดู ตอนท่ี 1 การสำรวจลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การทดลองท่ี 1 พันธกุ รรมลายนิ้วมือ ลายน้วิ มอื ของแตล ะคน เริม่ ปรากฏขน้ึ ตัง้ แตเ ปน ตวั ออนอายุ 3-4 เดือน ในครรภม ารดา ซงึ่ เปนผิวหนังสวนท่มี ีรองและมีสัน เอาไวใ ชสำหรับอำนวยความสะดวกในการหยิบจับสง่ิ ของ สนั และรอ งที่ปรากฏน้ี มีคณุ ลักษณะทส่ี ำคัญ 2 ประการ คือ ไมม ีการเปลีย่ นแปลงรูปแบบตามกาลเวลา (แตอาจเปลีย่ นขนาดได) และการมรี ูปแบบเฉพาะในแตล ะคน วตั ถปุ ระสงค 1. เพอ่ื ใหน กั ศึกษาเขาใจถึงแบบแผนของการถา ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมเบอ้ื งตน 2. เพ่อื ใหน ักศกึ ษาไดฝ ก หดั สำรวจและเก็บขอมูลลักษณะทางพันธุกรรม
4-2 วสั ดแุ ละอปุ กรณ 1. รปู ลายน้วิ มือแบบตางๆ 2. หมึกพมิ พ วธิ ปี ฏบิ ตั ิการ 1. ลา งมอื ใหส ะอาดและเชด็ มอื ใหแหง กอ นพมิ พลายนิว้ มือ 2. ใหน กั ศกึ ษาพมิ พล ายนิ้วมอื ในกระดาษจากน้วิ ทง้ั ซายและขวาทกุ นวิ้ โดยการกลิง้ นิ้วลงบนกระดาษในตารางท่ี 4.1 ใหเห็นลายน้ิวมอื ชดั เจน 3. สังเกตลายนว้ิ มือเปรยี บเทียบกับแบบตวั อยา ง (ภาพท่ี 4.1) 4. สรุปรูปแบบลายนิว้ มอื ของนกั ศกึ ษาแตล ะคน ผลปฏบิ ตั กิ าร ตารางท่ี 4.1 รปู แบบลายน้ิวมือของนักศกึ ษา ลายนิ้วมือขวา น้ิวหวั แมม ือ นวิ้ ช้ี นิว้ กลาง นว้ิ นาง นิว้ กอ ย ลายน้วิ มอื ซาย น้ิวหัวแมม ือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง น้วิ นาง นิว้ กอย
4-3 สรุปผล .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... . .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... . .................................................................................................................................................................... .
4-4 ภาพท่ี 4.1 ลายน้ิวมือแบบตางๆ การทดลองท่ี 2 ลกั ษณะพนั ธกุ รรมของมนุษย วัตถุประสงค เพอ่ื ใหน กั ศึกษาเขาใจและสามารถอธบิ ายถึงแบบแผนของการถา ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมได
4-5 วิธีปฏบิ ัติการ 1. ใหน กั ศึกษาสงั เกตลักษณะตา ง ๆ ของตนเองและบคุ คลใกลช ิดในครอบครวั แลวบนั ทึกลงในตารางท่ี 4.2 โดยใสเ ครือ่ งหมาย √ ลงในชองท่มี ีลักษณะดงั กลา ว และใสเคร่อื งหมาย – กรณีทไี่ มทราบวาบุคคลท่ที ำการสำรวจมลี กั ษณะเปนเชน ใด 2. วิเคราะหลกั ษณะทส่ี งั เกตไดตามขอมลู ในตารางแลวสรปุ ผล ผลปฏิบตั กิ าร ตารางที่ 4.2 ลักษณะทางพนั ธกุ รรมของนักศกึ ษาและบคุ คลใกลชดิ ในครอบครวั ลักษณะทางพันธุกรรม บคุ คลในครอบครัวท่ีทำการสำรวจ นกั ศึกษา พอ แม ปู ยา ตา ยาย พ่ี นอง หอลิ้นได หอลนิ้ ไมไ ด ผมหยิก ผมเหยียดตรง มีติ่งหู ไมม ีติง่ หู มีลักยิ้ม ไมม ลี กั ยมิ้ มีรอยหยกั เชิงผมทห่ี น าผาก ไมมรี อยหยักเชงิ ผมทีห่ นาผาก สรปุ ผล .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................
4-6 .................................................................................................................................................................... . .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .
4-7 ตอนท่ี 2 พนั ธุกรรมกับหมูเลือด (blood group) การทดลองที่ 3 การตรวจสอบหมูเ ลือดในระบบ ABO การจำแนกหมูเลอื ด เปนการจดั เลอื ดออกเปน หมูโดยอาศัยการตกตะกอนของเมด็ เลือดแดงกบั สารแอนตบิ อดที ่มี ีอยใู นพลาส มา จากการศกึ ษาและผลงานของนายแพทยช าวองั กฤษ ชอื่ คารล ลันดช ไตเนอร (Karl Landsteiner) เมอ่ื ครสิ ตศตวรรษที่ 20 โดยการศกึ ษาสมบตั ิและปฏิกริ ิยาของเลือดในแตล ะคน ลันดช ไตเนอรไดทดลองนำเลอื ดของแตล ะคนผสมกันบนสไลด พบวาบางกรณไี มมปี ฏิกิริยาใดเกิดขึน้ แตใ นบางกรณีจะเกดิ ปฎิกริ ิยาการจบั ตวั ของเลอื ดเปน ลกั ษณะคลายตกตะกอน (agglutination) ซง่ึ มสี าเหตุมาจากคนที่มีเลอื ดแตกตา งกนั โดยจะมีแอนติบอดีในเซรมุ และมีแอนตเิ จนทผ่ี ิวเซลลเ มด็ เลอื ดแดงแตกตางกนั ไปดวย ในกรณีผสมเลอื ดที่เหมือนกันจะไมเ กิดปฏกิ ริ ยิ าการตกตะกอน จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั เลอื ดของคนอยา งกวา งขวาง ลนั ดซ ไตเนอรส ามารถจำแนกชนดิ เลอื ดของคนออกเปน 4 หมู ตามระบบการจำแนกแบบ ABO คอื หมู O หมู A หมู B และหมู AB ตามสมบตั ขิ องแอนตเิ จนและแอนตบิ อดใี นเลือดของแตละคน และปฏกิ ริ ยิ าเคมีทเ่ี กิดขึ้นดงั ตารางท่ี 4.3 หากเกิดปฏกิ ริ ยิ ากับแอนตบิ อดีชนิดใดจะใช + เม่อื ไมเกดิ ปฎกิ ิริยาใช - ตารางท่ี 4.3 การจำแนกหมเู ลอื ดในระบบ ABO หมูเ ลอื แอนติเจนในเมด็ เลือดแ แอนติบอดีในเซรุม การเกิดปฏกิ ิรยิ ากับแอนตบิ อดี ด ดง anti-A anti-B -- O ไมม ี A และ B +- -+ AA B ++ BB A AB A และ B ไมมี ท่มี า: วสิ ุทธ์ิ ใบไม, 2530 จากตารางที่ 4.3 แสดงวา หมเู ลอื ด O จะไมเกิดการตกตะกอนกับแอนติบอดี A และ B หมเู ลือด AB จะตกตะกอนกับแอนติบอดที ง้ั A และ B สว นหมูเ ลอื ด A ตกตะกอนกบั แอนติบอดี A และหมเู ลือด B ตกตะกอนกบั แอนตบิ อดี B ลกั ษณะหมูเ ลือดเปน ลักษณะท่ถี า ยทอดทางพันธุกรรม ทถี่ ูกควบคมุ ดวยยนี 1 คู โดยยนี ท่ีตำแหนง น้พี บวา มีหลายรูปแบบ หรอื ท่เี รยี กวามัลตเิ พิลอัลลีล
4-8 (multiple allele) ซึง่ ประกอบไปดว ยอลั ลีล IA, IB และ i ทำใหเ กิดรปู แบบจโี นไทป (genotype) ไดหลายแบบดังนี้ หมเู ลอื ด A มจี โี นไทปท ่เี ปนไปได คอื IAIA หรือ IAi หมูเลือด B มจี โี นไทปทเ่ี ปนไปได คอื IBIB หรือ IBi หมูเลือด AB มจี ีโนไทปทเ่ี ปนไปได คือ IAIB หมเู ลอื ด O มีจโี นไทปท ีเ่ ปนไปได คอื ii จากขา งตน แสดงใหเ หน็ วาอัลลลี IA และ IB สามารถขมอลั ลลี i ไดอ ยางสมบูรณ (complete dominance) แตอัลลลี IA และ IB เปนอลั ลลี ทแ่ี สดงลกั ษณะเดนเทา ๆ กนั (codominance) จึงแสดง ลักษณะรว มกันในหมเู ลอื ด AB ก. แอนติบอดี A และแอนตบิ อดี B ในขวดบรรจุ
4-9 ข. แสดงหมูเ ลอื ดหมตู า งๆ โดยสังเกตจากการม/ี ไมมตี ะกอนเกดิ ข้ึน ภาพที่ 4.2 การตรวจหมูเลือดในระบบ ABO ก. แอนติบอดี A และ B ทีใ่ ชในการตรวจสอบ ข. ปฏิกิริยา ระหวางแอนติบอดีกับเลอื ด ทมี่ า: http://mac122.icu.ac.jp/gen-ed/mendel.html ในการตรวจหาหมเู ลือด นำ้ ยาท่ใี ชต รวจ คอื แอนติบอดที อ่ี ยใู นเซรมุ โดยอาศัยหลกั การเกิดตะกอนระหวา งแอนตเิ จน A กับ แอนติบอดี A และแอนตเิ จน B กับแอนตบิ อดี B (ภาพที่ 4.2) นั่นเอง คนผวิ ขาว (Caucasian) ในสหรฐั อเมรกิ าจะมปี ระชากรทีม่ หี มเู ลือดระบบ ABO ในอัตรา ดังน้ี หมเู ลอื ด O รอ ยละ 50 หมูเลอื ด A รอ ยละ 41 หมูเลอื ด B รอยละ 7 หมเู ลอื ด AB รอ ยละ 2 คนไทยจะมีประชากรที่มีหมเู ลอื ดระบบ ABO ในอตั ราดังนี้ หมูเลอื ด O รอยละ 37 หมเู ลือด A รอยละ 22 หมูเลือด B รอยละ 33 หมเู ลอื ด AB รอยละ 8 ที่มา: เชาว ชโิ นรกั ษ และพรรณี ชิโนรักษ, 2529 การถายเลอื ด (blood transfusion) หลังจากการเสียเลือดจำนวนมากออกไป การใหพ ลาสมาหรือสารอีเลก็ โทรไลต จะชว ยไดเ ล็กนอ ยในระยะแรก ๆ เทานน้ั เพราะจะชวยเพ่ิมความดันออสโมติกข้ึนเหมือนกบั การใหเลือด
4-10 เพราะวาจะไมผา นผนงั เสน เลอื ดฝอยออกมาภายนอกเหมอื นกบั การใหน ำ้ เกลือ 0.9% ซึง่ จะสามารถอยูในเสน เลอื ดไดชวั่ คราว และจะซมึ ผานออกจากเน้อื เยอื่ ได ทำใหความดันลดลงอยางรวดเร็วอีกครงั้ หน่งึ ดงั นน้ั การใหเลอื ดจึงเปน วธิ กี ารท่ีดที ่ีสดุ ในการเสยี เลือด การถา ยเลือดหรือการใหเ ลือดแกผ ูตอ งการเลอื ดจำเปนตอ งใหเลอื ดหมูเ ดียวกนั กบั เลอื ดของผรู ับ หากตองการใหเ ฉพาะเมด็ เลือดแดงหรอื พลาสมาอยางใดอยา งหนงึ่ อาจใหเลอื ดตา งหมไู ด ดงั นัน้ กอนการใหเลือดตองทดสอบหมเู ลอื ดของผใู หและผรู ับเสียกอน เพ่อื ปอ งกันไมใ หเ ลอื ดผดิ หมู ซึ่งจะกอ ใหเ กดิ การตกตะกอนของเมด็ เลอื ดแดง อันจะมผี ลไปอุดตนั เสน เลอื ด ขดั ขวางการทำหนาทข่ี องอวัยวะตาง ๆ ได ดงั น้นั หลักในการใหเ ลือดก็คือ เมด็ เลือดแดงของผูใหต องมแี อนตเิ จน ทจ่ี ะไมเกดิ การตกตะกอนกบั แอนติบอดีของผรู บั นั่นเอง เชน เมด็ เลือดแดงผใู หมีแอนติเจน A เลือดผรู ับจะตองไมมแี อนตบิ อดี A แตถ า จะตองการใหเฉพาะพลาสมา ผูใหพลาสมาจะตองไมม ีแอนติบอดี ที่จะไปทำใหแอนตเิ จนของเมด็ เลือดแดงเกิดการตกตะกอนขนึ้ ในการใหเ ฉพาะเม็ดเลือดแดงกับผูปว ยนน้ั จะพบวา หมู O นน้ั เม็ดเลอื ดแดงไมม แี อนตเิ จน จึงสามารถใหเมด็ เลือดแดงกบั หมเู ลอื ดทกุ หมไู ด และหมู AB เมด็ เลือดแดงมีแอนติเจนทัง้ A และ B จงึ สามารถรบั เมด็ เลอื ดแดงจากหมู A หมู B และหมู O ไดดว ยเหตุน้ี หมู O จงึ เปน ผใู หสากล (universal doner) และหมู AB เปน ผูรับสากล (universal recipient) ดังแผนผัง O O B ↓ A AB วตั ถปุ ระสงค 1. เพือ่ ใหนกั ศกึ ษาเขาใจหลกั การจำแนกหมูเลอื ดระบบ ABO 2. เพอื่ ศกึ ษาวิธกี ารหาหมูเลอื ดของตนเอง วสั ดุและอุปกรณ 1. เข็มเจาะเลือด
4-11 2. สำลแี ละแอลกอฮอล 70 % 3. กระจกสไลด 4. ไมจม้ิ ฟน 5. ปากกาเขยี นสไลด 6. Anti-A และ Anti-B วิธีปฏบิ ัตกิ าร 1. เตรียมกระจกสไลดท ่ีสะอาด 1 แผน 2. ใชสำลชี ุบแอลกอฮอล 70% เช็ดท่ปี ลายน้วิ มอื ทจ่ี ะทำการเจาะเลือด ทงิ้ ไวสกั ครแู ลว ใชน ้ิวหวั แมม ือกดตรงใกลปลายน้วิ เพ่อื เคน เลือดใหล งไปอยทู ่ปี ลายน้ิว แลวใชเข็มเจาะเลอื ดทป่ี ลายนว้ิ แลวหยดเลอื ดบนสไลด 2 หยดใหหา งกัน 3. หยดแอนติบอดี A ทเ่ี ลอื ดหยดหนง่ึ และแอนติบอดี B ทเ่ี ลือดอีกหยดหน่งึ 4. ใชไมจิ้มฟน 2 อัน อนั หนึง่ เขย่ี เลอื ดใหผ สมกบั แอนตบิ อดี A อกี อนั หนง่ึ เขีย่ เลอื ดใหผ สมกบั แอนติบอดี B 5. สงั เกต การเกิด/ไมเกดิ ตะกอน บันทกึ ผลลงในตารางท่ี 4.4 ผลปฏิบตั กิ าร ตารางท่ี 4.4 หมูเลอื ดและจีโนไทปข องนักศึกษาแตละคนเทียบกับผลของท้งั ชนั้ หมูเลือด ผลของนสิ ติ แ จโี นไทปท ่ีเปน ไปได ผลของทง้ั ชนั้ ตละคน จำนวน (คน) เปอรเซ็นต A B AB O สรุปผล .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... . .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................
4-12 คำถามทา ยบท 1. จโี นไทป (genotype) และฟโ นไทป (phenotype) มคี วามสมั พันธเกยี่ วของกนั อยางไร .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... 2. การทล่ี ายนว้ิ มือมีรปู แบบเฉพาะในแตล ะบคุ คลนน้ั จงึ ไดมีการนำไปใชประโยชนในหลาย ๆ ดาน ยกตัวอยา งเชน .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... 3. ถา นักศกึ ษามีเลอื ดหมู B จะมีจีโนไทปอยา งไร และถาแตงงานกบั คนที่มีเลือดหมู A จะมลี ูกซง่ึ มเี ลอื ด หมูใดไดบ าง .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................... 4. ถาแมม ีเลอื ดหมู AB และพอ มเี ลือดหมู A หมูเลอื ดใดทใ่ี นรุนลกู จะไมมแี นน อน .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ......................................................... ลายเซน็ อาจารยผูควบคุมปฏบิ ตั กิ าร วันท่ี ……………….…………………………. เอกสารอางอิง เชาว ชโิ นรักษ และพรรณี ชโิ นรักษ. (2529). ชีววิทยา. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . วิสทุ ธิ์ ใบไม. (2530). พันธศุ าสตร. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล. คณาจารยภ าควชิ าพนั ธุศาสตร. (2554). พันธศุ าสตรป ฏิบัตกิ าร (พมิ พค รัง้ ท่ี 3). กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร;.
Search
Read the Text Version
- 1 - 12
Pages: